วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

51-55

ตอนที่ 51 
การที่สามารถดึงค่าความแค้นของ BOSS เพื่อล่อให้มาหาตัวเองได้ในทันที ก็เพราะเยี่ยเว่ยหมิงรู้ว่าทั้งเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' มีเพียงสกิลเดียวที่ทำเช่นนี้ได้

นั่นก็คือเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนของเขานั่นเอง!

ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ใช้กระบวนท่านี้ ครั้งนี้เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ใช้มือซ้ายนับนิ้วคำนวณ อันที่จริงการนับนิ้วคำนวณเป็นเพียงข้อต่อสำคัญในการเริ่มใช้งานไท้ซัวเป็นไฉนก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่ขั้นตอนที่จำเป็น

หรือพูดได้อีกอย่างว่า ไม่ว่าจะนับนิ้วหรือไม่ ก็ใช้งานไท้ซัวเป็นไฉนได้อยู่ดี

และประโยชน์ของการนับนิ้วก็คือ ช่วยให้ขั้นตอนการคำนวณง่ายขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้น

ทำให้ขั้นตอนการคำนวณง่ายขึ้นหมายถึงอะไร ลองเปรียบเทียบกันดู หากนับนิ้วคำนวณก็จะเจอโจทย์คณิตศาสตร์ที่ใช้เลขสามหลักคูณเลขสองหลัก แต่ถ้าไม่นับนิ้วคำนวณ ก็จะเจอโจทย์เลขสามหลักคูณเลขสามหลัก ขณะที่ระดับความยากในการคำนวณเพิ่มขึ้น หลักเลขที่มากเกินไปก็จะทำให้เกิดโอกาสผิดได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ปกติ ถ้าอยากจะใช้งานให้สำเร็จก็ต้องนับนิ้ว แบบนั้นถึงจะมีความมั่นใจ

เพียงแต่ครั้งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้เตรียมจะใช้งานผลแอคทิฟสกิลไท้ซัวเป็นไฉนให้สำเร็จ เขาเพียงจะใช้เคล็ดจิตนี้ให้เป็นเอฟเฟ็กต์ยั่วยุอันแข็งแกร่งเท่านั้น ย่อมไม่ต้องสนใจระดับความยากของสูตรคำนวณอยู่แล้ว

ขณะกำลังคำนวณโจทย์เลขที่ปรากฏตรงหน้า เพื่อที่จะรับประกันความต่อเนื่องของเอฟเฟ็กต์ยั่วยุ เยี่ยเว่ยหมิงยังคงจับตาดูระยะห่างของจีไหลเหย่อยู่ตลอด จนกระทั่งอีกฝ่ายพุ่งมาอยู่ตรงหน้าเขาในระยะประมาณหนึ่งจั้ง ทั้งสองก็อยู่ในขอบเขตการต่อสู้ของกันและกันแล้ว ตอนนี้เขาถึงได้หยุดใช้อ่านใจกะทันหัน พอตวัดกระบี่ชิงจู๋ในมือ เงากระบี่สีเขียวมรกตก็แผ่คลุมอีกฝ่ายเอาไว้ตรงกลางแล้ว

เคล็ดกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงดุดัน แต่จีไหลเหย่ก็ไม่ใช้ตัวถ่วงของทีมเช่นกัน ที่จริงไม่เพียงแค่ไม่ใช่ตัวถ่วง แต่เขายังเป็น BOSS เลเวลยี่สิบเก้าที่ถนัดโจมตีระยะประชิดด้วย!

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'ยามผู้เชี่ยวชาญลงมือ ก็รู้แล้วว่าใช่หรือไม่' เมื่อทั้งสองประมือกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกได้ว่าการโจมตีด้วยวิชาดรรชนีของอีกฝ่ายประหลาดเจ้าเล่ห์มาก เขาเพิ่งใช้เคล็ดกระบี่ไปบางกระบวนท่า ก็ถูกวิชาดรรชนียับยั้งไว้แล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนท่ากลางคัน ตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ใช้ไปเพียงสามกระบวนท่า ความได้เปรียบที่เยี่ยเว่ยหมิงชิงลงมือก่อนถูกอีกฝ่ายดึงให้เสมอกันโดยสมบูรณ์แล้ว ถ้าสู้ต่อไปแบบนี้ก็มีแต่จะตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ

เคล็ดกระบี่วีรสตรีที่สูงถึงเลเวลแปด ตอนเผชิญหน้ากับ BOSS ที่ถนัดโจมตีระยะประชิด ไม่น่าเชื่อว่าจะสู้ไม่ไหว!

เพียงแต่ยังดีที่เขาไม่ใช่คนเดียวที่อยู่ในการต่อสู้ แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะไม่ได้เปรียบในด้านกระบวนท่า แต่ต่อสู้กันมาจนป่านนี้ เขาก็ยังรักษาพลังชีวิตเอาไว้ได้เต็ม กลับเป็น BOSS อย่างจีไหลเหย่ที่แถบพลังชีวิตเหนือศีรษะลดลงพรวดพราด

เนื่องจากต้องใช้สมาธิสู้กับเยี่ยเว่ยหมิง BOSS คนนี้จึงไม่มีเวลาไปสนใจถังซานไฉ่ที่อยู่อีกด้านแล้ว ทำให้พี่ใหญ่สำนักถังเหมินคนนี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ได้อย่างสบายๆ ในสถานการณ์ที่ต้องรับมือกับเคล็ดกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิง จีไหลเหย่ถึงขั้นหลบหลีกหรือบล็อกการโจมตีไม่ได้ด้วยซ้ำ พอเป็นแบบนี้ คนที่เสียค่าพลังชีวิตก็มีแต่เขาอยู่แล้ว

ตอนนี้ถ้าจีไหลเหย่อยากจะสลัดเยี่ยเว่ยหมิงทิ้งก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว โอกาสเดียวที่จะพลิกความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะก็คือ ดันทุรังต้านดาเมจจากถังซานไฉ่ อาศัยที่เขามีค่าพลังชีวิตเยอะกว่า พยายามทำให้ไอ้เวรน่ารังเกียจที่อยู่ตรงหน้าตายก่อนที่ตัวเองจะโดนกำจัดทิ้ง

ทว่าตอนที่เขาเตรียมจะออกแรงสุดกำลัง แทงเยี่ยเว่ยหมิงให้ตายในอึดใจเดียว กลับค้นพบอย่างตกตะลึงว่า ไอ้เวรนี่มันเปลี่ยนกระบวนท่าแล้ว!

ไม่ผิดหรอก!

ในเมื่อใช้เคล็ดกระบี่วีรสตรีแล้วเสียเปรียบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ล้มเลิกความคิดที่จะพยายามโจมตีทันที เปลี่ยนมาใช้ใช้เคล็ดกระบี่ 'มังกรร่อนล่อหงส์' แต่โดยดี เริ่มจดจ่ออยู่กับการป้องกัน

เยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนท่าฉับพลัน ทำให้จีไหลเหย่ที่กำลังต่อสู้กันอยู่พลันรู้สึกเหมือนได้เปลี่ยนตัวศัตรูกะทันหัน ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นเม่นตัวหนึ่ง หากไม่ระวังนิดเดียวก็จะถูกหนามแทงได้ แต่ตอนนี้กลับกลายร่างเป็นเต่ายักษ์ตัวหนึ่งแล้ว แม้จะไม่ได้สร้างภัยคุกคามเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าหาจุดโจมตีไม่ได้

ไม่ว่าจีไหลเหย่จะเปลี่ยนท่าอย่างไร แต่ก็ตีฝ่าเคล็ดกระบี่ป้องกันที่เหมือนกระดองเต่าของเจ้าหมอนี่ไม่ได้เลย

จุดแข็งของมังกรร่อนล่อหงส์ก็คือป้องกันได้โหดพอสมควร มีความสามารถในการรักษาชีวิตได้ยอดเยี่ยม แต่ก็แทบจะเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียวของมันแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงการโจมตี แม้แต่ความสามารถในการถ่วงรั้งคู่ต่อสู้ยังแทบจะเป็นศูนย์เลย พุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่นี้ จีไหลเหย่หันตัวพุ่งไปหาถังซานไฉ่ที่กำลังยืนโจมตีอยู่กับที่ทันที จากนั้น...

"กลับมา!"

เยี่ยเว่ยหมิงใช้สกิลยั่วยุ ดึงค่าความแค้นของจีไหลเหย่ให้กลับมาอยู่ที่ตัวเองอีกครั้ง จากนั้นก็ใช้ท่ามังกรร่อนล่อหงส์รับมือกับเขา เยี่ยเว่ยหมิงป้องกันอย่างสงบใจต่อไป ส่วนถังซานไฉ่ก็ยืนโจมตีอยู่กับที่ต่อไป

ที่แท้เคล็ดกระบี่ป้องกันชุดนี้ที่โหยวจิ้นให้เขา เมื่อใช้ประกอบกับเอฟเฟ็กต์ยั่วยุของไท้ซัวเป็นไฉน ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้งานได้ดีขนาดนี้!

ตีฝ่าแนวป้องกันไม่ได้ ถ้าหันไปโจมตีถังซานไฉ่ก็ถูกเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนคุกคามอีก จีไหลเหย่ทำได้เพียงใช้กลยุทธ์ใหม่แบบพลิกโฉม ขณะที่รับมือกับเยี่ยเว่ยหมิงต่อไป เขาก็ผ่อนจังหวะการโจมตีให้ช้าลงเยอะมาก เน้นใช้สมาธิป้องกันการโจมตีระยะไกลจากถังซานไฉ่ พอเป็นแบบนี้ ถังซานไฉ่ที่ก่อนหน้านี้ใช้อาวุธลับโจมตีแม่นยำหกในสิบครั้ง ประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นฝ่าแนวป้องกันของเขาได้ยากแล้ว

จีไหลเหย่แอบโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ตอนนี้เขาทำได้เพียงหวังว่าพี่ใหญ่ของเขาจะเก่งกาจมากพอ รีบกำจัดไป๋จ่านจีทิ้งโดยเร็วแล้วมาช่วยเขา

จากนั้น...

ฉึก!

ลบ -1511!

โดนพิษ!

เยี่ยเว่ยหมิงทำดาเมจโดยการโจมตีจุดสำคัญ เพียงพอที่จะถ่วงให้เวลาถังซานไฉ่โจมตีต่อไปได้อีกหนึ่งนาที เห็นแถบพลังชีวิตบนศีรษะจีไหลเหย่ลดลงเร็วมากจนตาเปล่าสังเกตเห็นได้ สีแดงสดเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มแล้ว!

การโจมตีอันน่าตื่นตะลึงเหนือความคาดหมายแบบนี้ ไม่เพียงแค่ทำให้จีไหลเหย่เจ็บจนร้องโอดโอย แม้แต่ถังซานไฉ่ก็ยังตกใจ ถึงขั้นหยุดขว้างอาวุธลับโดยไม่รู้ตัวด้วย

การโจมตีของเจ้าหมอนี่ โหดขนาดนี้เลยเหรอ

พอนึกถึงการต่อสู้ระหว่างเขากับเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้อีกครั้ง ก็ยิ่งทำให้เขาแอบปาดเหงื่อ ถ้าการโจมตีแบบนี้เกิดขึ้นกับเขา เกรงว่าคงจะโดนปลิดชีพไปแล้ว โดนปลิดชีพแบบไม่มีการโดนโจมตีครั้งที่สองแน่นอน!

"อย่ามัวเหม่อ คงการโจมตีเอาไว้!"

เมื่อได้ยินเสียงเตือนของเยี่ยเว่ยหมิง ถังซานไฉ่ถึงได้ดึงสติกลับมาจากความตกตะลึง โปรยอาวุธลับใส่ BOSS ที่อยู่ตรงหน้าอย่างอุกอาจต่อไป

หลังจากลองใช้กลยุทธ์แบบต่างๆ ไปรอบหนึ่ง สุดท้ายจีไหลเหย่ก็ยังหาวิธีแก้สถานการณ์ไม่ได้ กอปรกับหลังจากโดนพิษแล้ว ค่าสเตตัสต่างๆ บนตัวก็ถูกหักไปแล้วไม่น้อย เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คู่ต่อสู้สองคนร่วมมือกันโจมตี ไม่นานก็ตามหลังเก๋ออ๋างโส่วไปแล้ว ซี้แหงแก๋!

และท่าสุดท้ายที่สังหารเขาก็คือท่า 'ไซซีกุมตับ' ของเยี่ยเว่ยหมิงนั่นเอง

[ติ๊ง! คุณสังหารจีไหลเหย่ BOSS เลเวล 23 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 3000 แต้ม ค่าตบะ 300 แต้ม

ประกาศระบบ: ผู้เล่นศิษย์สำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิง ศิษย์สำนักถังเหมิน ถังซานไฉ่...]

ท่ามกลางเสียงประกาศทำเฟิร์สคิลต่อเนื่องสามครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงโน้มตัวลงคลำศพจีไหลเหย่ ของที่ดรอปล้วนถูกแบ่งเข้าห่อสัมภาระของทั้งสองคนตามค่าผลงานโดยอัตโนมัติ

เมื่อเห็นถังซานไฉ่เผยสีหน้าดีใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้แล้วว่ารางวัลที่ได้รับคงเยอะพอสมควร

แล้วเขาก็ตรวจดูสิ่งที่ตัวเองได้รับ...

[ปลอกข้อมือหนังกบ (สีเขียว): อุปกรณ์ที่ปรมาจารย์นินจาจากญี่ปุ่นทิ้งไว้กลางทาง แข็งแรงทนทาน

โจมตี +50

ป้องกัน +30

เพิ่มกำลังภายใน 15% ]

[กระสอบข้าวแสนสาหัส: กระสอบข้าวที่ล้างไม่สะอาด ข้าวทุกเม็ดเปื้อนโคลน รสชาติของมัน...ขม เผ็ด หวาน เค็ม! ห้ามทิ้ง ห้ามเผาทำลาย]

[เงิน: 1 เหรียญทอง 60 เหรียญเงิน]
ตอนที่ 52 
สเตตัสปลอกข้อมือหนังกบไม่เลวเลย แถมยังเป็นชุดเซ็ตสีเชียว หากรวบรวมได้ครบชุดล่ะก็ สเตตัสจะต้องเจ๋งมากแน่ๆ

น่าเสียดายอยู่เรื่องเดียวก็คือ แม้จะเรียกว่าเป็นปลอกข้อมือ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นอาวุธประเภทนวม จนถึงตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่เคยได้เรียนวิชาหมัดมวยเลย ดังนั้นได้มาก็ไร้ประโยชน์ ทำได้เพียงเอาไปขายแลกเงิน

ส่วน 'กระสอบข้าวแสนสาหัส' นั่น

แม่งเอ๊ย!

ตกลงนี่มันของบ้าบออะไรกัน?

ข้าวสารที่เสียไปแล้วหนึ่งกระสอบ แต่ดันทิ้งไม่ได้ จะทำลายก็ไม่ได้อีก!

ก็คือให้มันมายึดพื้นที่ในกระเป๋าของผู้เล่นไปตลอด เพื่อทำให้อึดอัดใจเล่นอย่างนั้นหรือ?

"เฮ้อ!"

ในขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสับสนว่าควรจัดการกับกระสอบข้าวนี้อย่างไรดี อีกด้านหนึ่งของสนามรบ จู่ๆ ก็มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา พอหันกลับไปดู กลับเป็นไป๋จ่านจีที่หลังจากเปิดฉากต่อสู้อันสูสีกับหลินจื้อเพ่ยมาอย่างยาวนาน สุดท้ายก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ซี่โครงซ้ายถูกอีกฝ่ายฟาดลงมาหนึ่งดาบ ทิ้งบาดแผลลึกเห็นกระดูกเอาไว้หนึ่งแผล

ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' การต่อสู้กันระหว่าง NPC ก็แบ่งได้เป็นสองรูปแบบ

โดยปกติแล้วในตอนที่มีผู้เล่นเข้าร่วมต่อสู้กับ NPC รูปแบบการต่อสู้นั้นโดยพื้นฐานแล้วจะไม่ต่างกับการที่ผู้เล่นไปตี BOSS สักเท่าไร แม้จะยังดุดันเช่นเดิม แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นการต่อสู้ที่ถูกจัดสรรมาอย่างเหมาะสมแล้ว การบาดเจ็บแม้จะยังเจ็บอยู่เหมือนเดิม แต่บาดแผลก็จะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ความแตกต่างอยู่ที่การลดลงของค่าพลังชีวิต ที่อาจไม่ได้มีผลกระทบมากมายอะไรกับการต่อสู้ครั้งถัดไป

แต่ในการต่อสู้ระหว่าง NPC กับ NPC นี่แหละที่ถือเป็นการต่อสู้แบบจริงจัง ทันทีที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงรักษาไม่ได้ภายในเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ความเจ็บปวดที่ได้รับจากบาดแผลจะส่งผลกระทบต่อการใช้พลังรบของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้ในระดับหนึ่งด้วย

ส่วนถ้าจะถามว่าผลกระทบนี้ส่งผลได้มากมายถึงระดับไหน

ถ้าจะให้ชัดเจนก็ยังต้องพิจารณาจากระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ ประกอบกับผู้บาดเจ็บจะมีปณิธานหนักแน่นมากแค่ไหน

เยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้กำลังสงสัยสุดๆ ว่าการออกแบบภารกิจนี้จะเป็นแบบ ‘ของเพียงแค่ยังตัดสินการต่อสู้ของฝั่งผู้เล่นไม่ได้ พวกเขาก็จะสู้กันอย่างสูสีแบบนั้นต่อไปตลอด แต่หากผู้เล่นยุติการต่อสู้ได้ เสี่ยวไป๋ก็จะได้รับบาดเจ็บทันที ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการเพิ่มความบีบคั้นและความยากให้กับผู้เล่น’

ขอบอกเลยว่า นิสัยใจคอของผู้ออกแบบเกมนี้ช่างโหดเหี้ยม ทำให้คนโกรธจนเป็นบ้าได้จริงๆ!

ขณะมองไป๋จ่านจีที่หลังจากได้รับบาดเจ็บก็ตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่อย่างที่สุด เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่มีความคิดจะก่นด่า เขาจับดาบและหมุนตัวกลับไป มือซ้ายชี้ไปยังหลินจื้อเพ่ยผู้ลงมือทำร้ายไป๋จ่านจี รวบรวมลมปราณสู่จุดตันเถียน แล้วตะโกนออกไปว่า "เข้ามาเลย!"

ถังซานไฉ่เห็นดังนั้นจึงรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง

เอาอีกแล้ว...

เป็นดังคาด จากเสียงที่ตะโกนออกไปของเยี่ยเว่ยหมิง หลินจื้อเพ่ยละทิ้งไป๋จ่านจีที่กำลังจะตายอยู่รอมร่อ พุ่งมาสังหารเยี่ยเว่ยหมิงด้วยดวงตาแดงก่ำ

ต่อจากนั้น ก็เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด

พอทั้งสองฝ่ายได้ประมือกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกได้ถึงความกดดันบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เจ้าหลินจื้อเพ่ยเลเวลสามสิบห้าที่อยู่ตรงหน้านี้ แข็งแกร่งกว่าอีกสองคนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

คนผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นกำลังภายใน วิชาตัวเบา หรือเคล็ดกระบี่ แต่ละอย่างล้วนสร้างความกดดันรอบด้านให้กับเยี่ยเว่ยหมิง ต่อให้อาศัยการป้องกันของมังกรร่อนล่อหงส์ ก็ยังต่อสู้กันได้อย่างกินกำลังอย่างยิ่ง

และนี่ยังเป็นในสถานการณ์ที่เขากินอาหารเพิ่มสเตตัสมาก่อนที่จะเข้าต่อสู้ ทำให้พละกำลังเพิ่มขึ้นเก้าสิบเจ็ดแต้มด้วยหรอกนะ!

หากไม่ใช่เช่นนั้น ด้วยพลังของเยี่ยเว่ยหมิงในตอนนี้ เกรงว่าจะสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้ไม่เกินสามรอบแน่นอน!

หากเป็นการท้าสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เกรงว่าวันนี้เยี่ยเว่ยหมิงจะต้องจบอยู่แค่ตรงนี้เสียแล้ว เพราะถ้าหลินจื้อเพ่ยอยากจะฆ่าเขา ก็เป็นปัญหาในเรื่องเวลาเท่านั้น

ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่เป็นสามต่อหนึ่ง

จากที่เยี่ยเว่ยหมิงออกตัวไปรับดาเมจจากหลินจื้อเพ่ย ถังซานไฉ่จึงใช้พลังเพลิงซัพพอร์ตระยะไกลให้เขาทันที แต่หลินจื้อเพ่ยไม่ใช่จีไหลเหย่ เมื่อเผชิญหน้ากับกลยุทธ์ที่คนหนึ่งป้องกันคนหนึ่งโจมตี เขากลับมิได้เกรงกลัว ตวัดกระบี่ยาวในมือขึ้นลงอย่างคล่องแคล่ว ทางหนึ่งก็สร้างความกดดันให้กับเยี่ยเว่ยหมิง ในขณะเดียวกันก็ยังทำให้อาวุธลับที่ถังซานไฉ่ยิงออกมา ร่วงตกลงไปไม่เหลือแม้แต่อันเดียว

เมื่อเผชิญหน้ากับหลินจื้อเพ่ย เยี่ยเว่ยหมิงไม่กล้าแม้แต่จะลองเปลี่ยนเป็นเคล็ดกระบี่วีรสตรีเพื่อช่วยโจมตี

สำหรับความสามารถของตัวเอง ในใจเยี่ยเว่ยหมิงก็พอจะประเมินได้อยู่บ้าง หากในเวลานี้เขากล้าเปลี่ยนเป็นเคล็ดกระบี่วีรสตรีที่เป็นการโจมตีหลัก จุดอ่อนเรื่องการป้องกันที่ไม่เพียงพอของมันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาทันที รังแต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายสังหารเขาได้ก่อนเท่านั้น

เพราะฉะนั้นแม้จะต้องสู้จนหมดกำลัง เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำได้เพียงใช้ 'มังกรร่อนล่อหงส์' ต่อสู้กับอีกฝ่ายจนถึงที่สุดเท่านั้น

ดีที่สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานนัก ไป๋จ่านจีที่อยู่อีกทางหนึ่งก็รู้ได้อย่างชัดแจ้งว่าผู้เล่นทั้งสองคนในตอนนี้ยังไม่ใช้คู่ต่อสู้ของหลินจื้อเพ่ย หลังจากทำแผลที่บริเวณใต้ซี่โครงเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย

การเข้าร่วมของไป๋จ่านจีทำให้สถานการณ์พลิกผันขึ้นทันที

ต่อให้ไม่พูดถึงความกล้าหาญในตอนนั้นที่เขาไล่ต้อนหลินจื้อเพ่ยไปจนไร้สิ้นหนทาง ด้วยพลังรบที่เขามีอยู่ในขณะนี้เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะต่อสู้กับหลินจื้อเพ่ยได้นานเป็นวัน หากจะบอกว่าไป๋จ่านจีกับหลินจื้อเพ่ยนั้นมีพลังที่เทียบเท่ากันก็คงจะไม่เกินจริงนัก

ด้วยความได้เปรียบของการต่อสู้แบบสามต่อหนึ่ง ต่อให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งเช่นหลินจื้อเพ่ยก็ยังโดนโจมตีอยู่เนืองๆ เพียงแต่ในสถานการณ์ที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่กล้าโจมตีกลับ อีกทั้งการโจมตีของไป๋จ่านจีก็ถูกสกัดไว้ได้นับครั้งไม่ถ้วนนั้น มีเพียงการโจมตีด้วยอาวุธลับของถังซานไฉ่ที่โจมตีโดนเขาได้ ทำให้ทุกครั้งที่ถูกโจมตี พลังชีวิตของเขาลดลงได้เพียงแค่ไม่กี่สิบแต้มเท่านั้น แถมอาวุธลับของถังซานไฉ่ยังไม่ได้โจมตีโดนทุกครั้งด้วย

ในขณะที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือดอยู่นั้น ทุกครั้งที่ถังซานไฉ่ปล่อยอาวุธลับออกไปสิบอัน หากมีเพียงสองสามอันที่โจมตีโดนอีกฝ่ายนั่นก็นับว่าไม่เลวแล้ว ที่เหลือถ้าไม่ใช่ว่าหลบได้ก็ถูกโจมตีร่วงไป หรือไม่ก็โดนกำลังภายในของอีกฝ่ายซัดจนปลิว

อันที่จริงแล้ว แทนที่จะบอกว่าหลินจื้อเพ่ยป้องกันการโจมตีของเขาไม่ได้ ไม่สู้บอกว่าว่าอีกฝ่ายอยากจะประหยัดใช้กำลังภายใน จึงสละพลังชีวิตส่วนหนึ่งอย่างมีกลยุทธ์

ทว่าในความจริงแล้ว พลังชีวิตที่ถูกถังซานไฉ่โจมตีไป ก็พอๆ กับระดับความเร็วในการฟื้นฟูเลือดอัตโนมัติพอดี

ในตอนนี้ ไป๋จ่านจีทางหนึ่งก็กำลังต่อสู้อย่างสุดกำลัง พร้อมกับพูดอธิบายให้กับอีกสองคนฟังว่า "หลินจื้อเพ่ยคนนี้ ครั้งวัยเยาว์เป็นศิษย์ที่ว่านอนสอนง่าย ต่อมาละทิ้งคำสอนแล้วหนีออกมา ก่อตั้งค่ายดอกบัว ในช่วงนั้นเขาไปลอบสังหารยอดฝีมือสำนักกระบี่หัวซาน และได้รับตำราลับ 'กระบี่เร็ววายุคลั่ง' ที่อีกฝ่ายฝึกฝนมา ในตอนนั้นเอง ทักษะยุทธ์ก็ก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก พวกเจ้าต้องรับมืออย่างระวัง"

อันที่จริงไม่ต้องให้เขาบอก ทั้งเยี่ยเว่ยหมิงและถังซานไฉ่ต่างก็ดูออกว่าเคล็ดกระบี่ของหลินจื้อเพ่ยนี้เร็วผิดธรรมดา ถึงขนาดที่อาศัยเพียงความเร็ว ก็ทำให้ทั้งสามคนใช้ข้อได้เปรียบด้านจำนวนคนโจมตีออกมาได้ไม่เต็มที่

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไป๋จ่านจีอาจจะลองใช้จุดเด่นด้านสเตตัสของตนมาสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งต่อไปได้ แต่กำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงกับถังซานไฉ่จะต้องหมดไปก่อนอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น สถานการณ์การก็มีแต่จะแย่ลงไปกว่าเดิม

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ดีแน่!

ฉับพลันนั้นก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เยี่ยเว่ยหมิงเปิดปากพูดทันที "พี่ใหญ่เสี่ยวไป๋ ท่านสามารถถ่วงเขาไว้สักสิบลมหายใจได้หรือไม่"

"แค่สิบลมหายใจ" ไป๋จ่านจีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าต่อทันที "ไม่มีปัญหาแน่นอน"

"งั้นก็ลำบากพี่ใหญ่เสี่ยวไป๋แล้ว!" พูดจบเยี่ยเว่ยหมิงเคลื่อนตัวออกจากวงต่อสู้อย่างรวดเร็ว วิ่งไปยังถังซานไฉ่ที่กำลังออกอาวุธอยู่อย่างไม่คิดชีวิต หลินจื้อเพ่ยคิดจะเข้าไปขัดขวาง แต่กลับถูกไป๋จ่านจีที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วสกัดไว้ได้ก่อน

เพราะว่าระยะการโจมตีของอาวุธลับนั้นมีขีดจำกัดเช่นกัน หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงปลดปล่อยท่าร่างแล้ว เมื่อเบนสายตาไปก็ปะทะเข้ากับอีกฝ่ายพอดี ไม่รอให้ถังซานไฉ่เอ่ยถาม ก็ส่งคำเชิญซื้อขายออกไปเรียบร้อย

ถังซานไฉ่ชะงักไปก่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบตกลงด้วยทันที

เยี่ยเว่ยหมิงทางหนึ่งก็รีบวางเข็มปากยุงกับตะปูเจ็ดดาวลงในแถบซื้อขาย พร้อมกันนั้นก็ได้พูดในช่องทีมว่า "พิษร้ายแรงของอาวุธลับทั้งสองอย่างนี้รวมกัน ในโหมดเนื้อเรื่องนี้ แม้แต่อวี๋ไต้เหยียนก็ยังทนไม่ได้ ในโหมดต่อสู้ก็จะทำให้อ่อนแอลงได้ แต่คิดไปคิดมาเจ้าหลินจื้อเพ่ยนั่นก็ไม่อาจเอามาเปรียบกับอวี๋ไต้เหยียนได้ ทันทีที่โดนจะต้องกระทบกับพลังแน่ๆ แต่ว่าโอกาสมีเพียงสองครั้ง ฝากไว้ที่เจ้าแล้ว!"

อาวุธลับพิษร้ายแรง!

พอถังซานไฉ่ได้เห็นอาวุธลับสองชิ้น แววตาก็สว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง

ในฐานะศิษย์สำนักถังเหมิน สำหรับเขาแล้ว เรื่องอานุภาพของพิษนั้น แน่นอนว่าต้องเข้าใจแจ่มแจ้งดีอยู่แล้ว น่าเสียดายที่เกมเปิดเซิร์ฟมาจนถึงตอนนี้ยังไม่นานนัก ต่อให้เป็น 'ศิษย์พี่ใหญ่' สำนักถังเหมินคนนั้นของเขา ก็ทำได้เพียงศึกษาอาวุธลับเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังศึกษาไม่ถึงขั้นการอาบพิษ

แต่ถึงเขาจะไม่รู้ว่าจะอาบพิษให้อาวุธลับได้อย่างไร แต่อาวุธลับที่อาบพิษมาแล้วใช้อย่างไรนั้น เรื่องนี้เขารู้ดี

"วางใจได้เลย ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร"

หลังได้รับคำตอบยืนยันจากถังซานไฉ่แล้ว ทันใดนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าที่ที่ตัวเองกำลังยืนอยู่นั้น คล้ายจะกว้างขึ้นมาเลยทีเดียว เช่นนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าจะไม่กลับไป และยกมือขึ้นชี้ไปยังหลินจื้อเพ่ยอีกครั้ง "เข้ามาเลย!"
ตอนที่ 53 
เปลี่ยนสนามรบ เพราะว่าเยี่ยเว่ยหมิงขี้เกียจจะวิ่งกลับไป จึงเรียก BOSS มาตีใกล้ๆ แทน แน่นอนว่าไป๋จ่านจีก็ตามมาด้วย ถังซานไฉ่ก็วิ่งไปยังต้นไม้ใหญ่ที่เอาไว้ซ่อนตัวได้ง่ายๆ ต้นหนึ่ง แล้วก็ยิงอาวุธลับ ปิ้วปิ้วปิ้ว ใส่หลินจื้อเพ่ยต่อไป

พูดถึงสหายซานไฉ่ สมแล้วที่เป็นผู้เล่นยอดฝีมือระดับสูงของสำนักถังเหมิน เรื่องการจัดการจังหวะเวลานี่ไม่ต้องพูดถึง หลังจากที่ได้รับอาวุธลับพิษร้ายแรงแล้ว ก็ไม่ได้รีบร้อนโยนออกไปเพราะอยากทดสอบประสิทธิภาพ แต่กลับรักษาจังหวะเดิมเอาไว้ ใช้อาวุธลับทั่วไปต่ออย่างไม่รีบร้อนและก็ไม่ได้เชื่องช้า

อย่างไรเสีย หลินจื้อเพ่ยก็ไม่ใช่คนโง่ การซื้อขายกันของฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงนั้นกระทำโดยอยู่ภายใต้สายตาของเขา แม้จะไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัด แต่ก็พอจะเดาได้ว่าต้องมีอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

ในตอนแรก เขาเลือกใช้กลยุทธ์เพื่อป้องกันอาวุธลับของถังซานไฉ่อย่างเอาเป็นเอาตาย ต่อให้ฝีมือการใช้อาวุธลับของศิษย์พี่ใหญ่สำนักถังเหมินคนนี้จะเก่งกาจเพียงใด ก็ทะลุผ่านปราณแท้ป้องกันตัวของเขาไม่ได้แม้แต่อันเดียว

แต่หากเป็นเช่นนี้ กำลังภายในของเขาก็จะถูกใช้เร็วเกินไป ด้วยความเร็วในการใช้ในระดับนี้ กำลังภายในของเขาต้องหมดก่อนเยี่ยเว่ยหมิงและถังซานไฉ่เป็นแน่ ถึงตอนนั้นเขาก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสามคนนี้แน่นอน

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงเลือกกลยุทธ์ขายเลือด

ในสถานการณ์ที่พลังของสองฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป ความสามารถจะเป็นกลยุทธ์ แต่ในสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายฝีมือไล่เลี่ยกันนั้น กลยุทธ์จะเป็นความสามารถ!

หลังจากทนอยู่อย่างนั้นได้พักหนึ่ง หลินจื้อเพ่ยก็รู้ว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ จึงล้มเลิกที่จะใช้กำลังภายในต้านทานวิถีอาวุธลับทั้งหมด และเริ่มใช้การขายเลือดอีกครั้ง และในตอนนั้นเอง ถังซานไฉ่ตัดสินใจเอาเข็มปากยุงอันหนึ่งใส่รวมเข้าไปกับอาวุธลับอื่นๆ เมื่อคาดคะเนความคิดหลินจื้อเพ่ยได้อย่างแม่นยำแล้ว ก็เริ่มจัดหนักใส่เขาทันที

การโจมตีของเขาในครั้งนี้มีเทคนิคดีมาก อย่างแรกเลยคือไม่ได้ใช้กำลังภายในเพิ่มอานุภาพ สองคือไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงอานุภาพที่มากเกินไปด้วย จุดที่โจมตีแม้จะเป็นจุดมิ่งเหมินที่อยู่กลางหลัง แต่ถ้าหากหลินจื้อเพ่ยขยับตัวแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะหลบพ้นการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ หลินจื้อเพ่ยจึงโดนพิษเข้าให้แล้ว

ความร้ายกาจของอาวุธลับอาบพิษอยู่ที่ตรงนี้ มันไม่จำเป็นว่าจะต้องโจมตีให้ถูกจุดถึงจะทำร้ายได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มอานุภาพ อย่างเดียวที่มันต้องการคือความแม่นยำเท่านั้น ขอแค่โจมตีโดนอย่างแม่นยำ ก็จะทำให้ติดพิษได้!

ระดับการต้านพิษในสถานะต่อสู้ของ BOSS แน่นอนว่าแข็งแกร่งมาก เดิมทีจะเอาพิษที่ล้มอวี๋ไต้เหยียนได้นั้นมาใช้กับหลินจื้อเพ่ย แต่มันกลับทำให้เขาสูญเสียพลังรบไปเพียงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แต่ในสถานการณ์ที่คู่ต่อสู้มีฝีมือพอๆ กันนั้น เพียงครู่เดียวก็ทำให้สูญเสียพลังรบไปถึงสิบเปอร์เซ็นต์ผลตรงนี้คาดการณ์ได้แล้ว แน่นอนว่าหลินจื้อเพ่ยย่อมตกเป็นรองเมื่อถูกฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงสามคนโจมตีอย่ากหนัก

ในครู่ถัดมา ถังซานไฉ่ก็โจมตีอีกครั้ง ในตอนที่หลินจื้อเพ่ยไม่ได้ทันตั้งตัว เขาก็ยิงตะปูเจ็ดดาวเข้าไปที่ไหล่อีกฝ่าย

เพียงแค่ครู่เดียว พลังรบของหลินจื้อเพ่ยก็ลดลงจนเหลือแค่ประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด

ที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะพิษของตะปูเจ็ดดาวแรงเป็นสองเท่าของเข็มปากยุง แต่หลักๆ เป็นเพราะหลังพิษของทั้งสองผสมกันแล้ว จะให้ผลที่น่าสะพรึงแบบหนึ่งบวกหนึ่งได้มากกว่าสอง!โดยเฉพาะตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงแทงเข้าไปหนึ่งกระบี่ พิษบนกระบี่ชิงจู๋ก็เข้าไปในร่าง BOSS เลเวลสามสิบห้าด้วยเช่นกัน พลังรบของหลินจื้อเพ่ยลดลงไปอีกหนึ่งส่วน

ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลอย่างมีความสุขแล้ว

สามนาทีผ่านไป ในที่สุดพลังชีวิตของหลินจื้อเพ่ยก็ใช้ไปจนหมดไม่มีเหลือ ในตอนที่มีเลือดเหลืออยู่เพียงขีดเดียวนั้นเอง จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังถึงทางตันท่านนี้ก็ได้ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนไว้ออกมา!

เพียงได้ยินเขาคำรามหนึ่งครั้ง กำลังภายในที่พลุ่งพล่านอยู่ก็ระเบิดออกมาในคราวเดียว กระบี่ยาวในมือก็เปลี่ยนเป็นเงาร่าง ไม่เพียงแต่อานุภาพจะกลับไปเท่ากับตอนที่พลังยังเต็มเปี่ยม ความเร็วของเขายังเร็วขึ้นจนน่ากลัว ต่อให้เป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างไป๋จ่านจีกับเยี่ยเว่ยหมิง ยังทำได้เพียงเปลี่ยนจากโจมตีเป็นป้องกัน เพื่อหลบการโจมตีจากเขา

แต่ว่าทุกคนต่างรู้ดีว่า นี่เป็นเพียงความบ้าคลั่งครั้งสุดท้ายของเขาเท่านั้น หลังจบการระเบิดพลังของเขาในครั้งนี้แล้ว ชีวิตของเขาก็จะเดินมาถึงปลายทาง ส่วนใครจะโจมตีครั้งสุดท้ายได้ก่อนนั้น ก็ต้องดูว่าใครจะมือไวกว่ากันแล้ว

ในทีมที่เป็นรูปแบบแบ่งสรรค่าผลงาน คนที่โจมตีครั้งสุดท้ายได้ ก็จะได้รับโบนัสค่าผลงานเพิ่มจากการแบ่งรางวัลสุดท้ายไม่น้อยเลยทีเดียว ใครที่แย่งไปได้ ก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับของดีมากยิ่งขึ้น!

ความจริงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า หัวใจสำคัญที่จะแย่งโจมตีครั้งสุดท้ายมาได้ไม่ใช่มือไว แต่เป็นมือยาว!

แม้ท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิงจะเร็ว แต่อย่างไรก็ยังเร็วสู้มีดบินของถังซานไฉ่ไม่ได้อยู่ดี!

เมื่อหลินจื้อเพ่ยระเบิดพลังกระบี่เร็วหนึ่งรอบเสร็จแล้ว ตอนนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็เตรียมจะใช้ท่าแปดก้าวไล่ทันคางคกเข้าแย่งโจมตี แต่มีดบินใบหนึ่งของถังซานไฉ่ก็ห่างจากร่างของหลินจื้อเพ่ยอยู่เพียงไม่ถึงสามฉื่อแล้วในสถานการณ์ที่รู้ชัดแล้วว่าต้องตาย หลินจื้อเพ่ยไม่ได้ทำการหลบหลีกหรือต่อต้านใดๆ อีกต่อไป แต่คำรามออกมาทีหนึ่ง ดึงเอาพลังภายในสุดท้ายมาปล่อยให้กระบี่ยาวในมือ พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งหนึ่งเส้น ยิงไปที่ถังซานไฉ่ด้วยความเร็วเหนือสายฟ้า

ความจริงแล้ว ที่สู้กันมาถึงตอนนี้ ค่าความแค้นของหลินจื้อเพ่ยได้โอนย้ายจากไป๋จ่านจีไปยังสองผู้เล่นมานานแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะตาย คนที่เขาอยากฆ่าให้ตายมากที่สุดที่จริงคือเยี่ยเว่ยหมิง หากแต่พอได้เห็นความสามารถในการรักษาชีวิตของมังกรร่อนล่อหงส์แล้ว เขาก็รู้ว่าการจะลากเยี่ยเว่ยหมิงมารับเคราะห์ไปด้วยกันนั้นทำไม่ได้จริง ถึงได้ใช้ 'มังกรบินเหนือเวหา' โจมตีใส่เป้าหมายแทน โดยเล็งเป้าไปที่ร่างของถังซานไฉ่

ฟิ้ว มีดบินของถังซานไฉ่ไม่ได้เข้าไปในร่างของหลินจื้อเพ่ย แถบเลือดสีเขียวอมดำเหนือศีรษะของหลินจื้อเพ่ยได้ถูกล้างไปจนหมดสิ้น

ฟิ้ว! กระบี่ยาวของหลินจื้อเพ่ยทะลุผ่านเข้าร่างของถังซานไฉ่ ทำให้ถังซานไฉ่ที่เดิมทีมีเลือดเต็มหลอดเปล่งแสงสีขาวขึ้นมา

ปลิดชีพ!

เยี่ยเว่ยหมิงมองเห็นเพื่อนร่วมทีมตัวเองตายไปพร้อมกับ BOSS ในใจ รู้สึกไร้ทางออกอยู่ครู่หนึ่ง

ถึงตอนนี้ เสียงเตือนก็เพิ่งจะดังขึ้นมา

[ติ๊ง! คุณสังหาร BOSS เลเวล 35 หลินจื้อเพ่ยได้สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 10000 แต้ม ค่าตบะ 1000 แต้ม!][ติ๊ง! ยินดีด้วย คุณทำภารกิจ "ปกป้องเสี่ยวไป๋" สำเร็จ ไม่เพียงปกป้องเสี่ยวไป๋น้ำเต้าหู้ผู้ซื่อสัตย์ได้เท่านั้น แต่ยังสังหารหลินจื้อเพ่ย จีไหลเหย่ เก๋ออ๋างโส่ว ผู้พ่ายแพ้ที่ชั่วร้ายแห่งยุทธภพทั้งสามได้อีกด้วย สำเร็จภารกิจในครั้งนี้ไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ได้รับรางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 20000 แต้ม ค่าตบะ2000 แต้ม สุ่มหนึ่งทักษะยุทธ์เพื่ออัปเกรดขึ้นหนึ่งเลเวล!][ติ๊ง! เคล็ดกระบี่วีรสตรีของคุณอัปเกรดขึ้นหนึ่งเลเวล ถึงเลเวล 9]

[ประกาศจากระบบ: ผู้เล่นศิษย์สำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิง, ศิษย์สำนักถังเหมินถังซานไฉ่ สังหาร BOSS เลเวล 35 หลินจื้อเพ่ย ทำเฟิร์สคิลสำเร็จ ได้รับรางวัลทำเฟิร์สคิล: ชื่อเสียงยุทธภพ 1000 แต้ม ค่าผลงานสำนัก 1000 แต้ม]

[ประกาศจากระบบ: ผู้เล่น...]

ระบบประกาศทำเฟิร์สคิลต่อเนื่องสามครั้งเช่นเคย แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับเม้มปากอย่างรู้สึกบอกไม่ถูก

รางวัลภารกิจก็ถือว่าดีอยู่ แต่ผลรางวัลที่แจ้งมาอันสุดท้ายกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจ

จริงๆ แล้ว ตอนนี้ที่เขาอยากจะอัปเกรดมากที่สุดก็คือ เลเวลของ 'เคล็ดชำระปราณ' รองลงมาเป็น 'ไท้ซัวเป็นไฉน' ต่อมาก็ 'แปดก้าวไล่ทันคางคก' หรือต่อให้ 'มังกรร่อนล่อหงส์' ได้อัปเกรด ก็ยังดีกว่า 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' เสียอีก!

แต่ปรากฏว่าระบบกลับต่อต้านเขา อันที่เขาไม่อยากอัปเกรดมากที่สุด กลับเป็นอันที่สุ่มมาได้เสียอย่างงั้น

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหัวไปมา แล้วลองเปิดกระดานสเตตัสดู

พอได้เห็น กลับต้องตกใจจนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดไม่ได้!
ตอนที่ 54 
[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น) เคล็ดกระบี่ที่ตกทอดมาในสมัยชุนชิว ประสิทธิภาพทั่วไป

เลเวล: 9ค่าความชำนาญ: 6365/300000

ประสิทธิภาพ +90%

 แม่นยำ +90%]

เลเวลเคล็ดกระบี่เพิ่มขึ้นหนึ่งขั้นจริงไม่ผิด โบนัสสเตตัสก็เพิ่มขึ้นอย่างละสิบเปอร์เซ็นต์ตามที่คาดไว้ แต่เมื่อดูจากค่าความชำนาญแล้ว การอัปเกรดครั้งนี้อ้างอิงจากค่าความชำนาญสูงสุดของเลเวลปัจจุบันโดยตรง ราวกับได้รับคำอวยพร ค่าความชำนาญที่มีอยู่เดิมก็ไม่ได้เสียเปล่า

แต่ว่าค่าความชำนาญที่ต้องใช้ตอนอัปเกรดจากเลเวลเก้าขึ้นไปเลเวลสิบนี่ มันจะเยอะเกินไปหน่อยมั้ย

ก่อนหน้านี้ โดยพื้นฐานแล้ว ทุกครั้งที่อัปเกรดหนึ่งเลเวล จะต้องค่าความชำนาญเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัว หากคำนวณตามสูตรนี้แล้ว ตั้งแต่เลเวลแปด ถึงเลเวลเก้าจะต้องใช้ค่าความชำนาญ 12800 แต้ม ดังนั้นจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบควรจะใช้ค่าความชำนาญ 25600 ถึงจะถูก แต่นี่กลับกลายเป็น 300000 ไปได้อย่างไรกัน

นี่มันไม่ใช่เพิ่มขึ้นสองเท่าแล้ว แต่เป็นเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่ายี่สิบเท่าเสียอีก!

หรือว่าในทักษะยุทธ์แต่ละแขนง ต่อให้เป็นวิชายุทธ์ที่ไม่เข้าขั้น หากอยากฝึกจนถึงขั้นบรรลุได้ ก็ต้องลำบากอย่างนี้หมดงั้นหรือ?

หรือจะบอกว่า เคล็ดกระบี่วีรสตรีนั้นค่อนข้างพิเศษ?

แน่นอน นี่ไม่ใช่ประเด็นหลัก!

ประเด็นหลักก็คือ หาก 'เคล็ดชำระปราณ' ก็ทำแบบนี้เหมือนกันล่ะก็ เช่นนั้นแล้วเขาจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ถึงจะได้เรียนรู้ 'เคล็ดวิชาจักรวาล'

ได้แต่เก็บความสงสัยไว้อย่างนั้น เยี่ยเว่ยหมิงเตะเข้าที่ศพของหลินจื้อเพ่ยหนึ่งที เก็บของดรอปเรียบร้อย

[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง): แก่นแท้เคล็ดกระบี่พื้นฐาน เรียบง่ายทว่างดงาม เหมาะแก่การยึดเอาเป็นรากฐานที่สุด เงื่อนไขการฝึก :พละกำลัง 85, รากกระดูก 85, ตระหนักรู้ 30]

[วิชาห่านทอง (ระดับกลาง): แก่นแท้วิชาตัวเบาพื้นฐาน ช่วยเรื่องการฝึกกำลังภายในได้ดีมาก เงื่อนไขการฝึก: ท่าร่าง 85, ความว่องไว 85, คุณสมบัติ 30]

[ธนูด้ามเหล็ก (ทองคำ): ธนูวิเศษที่มีประสิทธิภาพรุนแรง ผู้ไม่มีพละกำลังมหาศาลไม่สามารถใช้ได้

โจมตี +200

เพิ่มดาเมจสกิลลูกธนูขึ้น 10%

ความต้องการอุปกรณ์: พละกำลัง: 100!]

[เงิน: 16 เหรียญทอง]

ต้องบอกว่าหลินจื้อเพ่ยนี่สมกับเป็น BOSS เลเวลสามสิบห้าตัวจริงเสียงจริง ของที่ดรอปออกมาคือสุดยอดจริงๆ!

แม้ของที่ดรอปออกมาจะมีแค่สามชิ้น แต่ว่าแต่ละชิ้นในขั้นนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของหายากราคาสูงโดยแท้

ส่วนทักษะยุทธ์สองเล่มนั้นไม่ต้องพูดเยอะ เอาแค่สเตตัสของธนูด้ามเหล็กก็พลิกแผ่นฟ้าได้แล้ว และหากเทียบกับกระบี่ชิงจู๋ของเขาแล้ว ก็คงมีแต่คำว่าแข็งแกร่งเท่านั้น!

ธนูนี้หากตกอยู่ในมือของผู้เล่นที่ใช้สกิลธนูแล้วล่ะก็ จะต้องทำให้ผู้เล่นธรรมดาคนหนึ่งเลื่อนขั้นไปเป็นยอดฝีมือในเกมตอนนี้ได้เลยแน่นอน

หากผู้เล่นคนนั้นรู้จักฉกฉวยโอกาส หาจังหวะรีบปั้นหิมะล่ะก็...

เสียดายที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้เรียนรู้สกิลประเภทธนูใดๆ เลย อีกอย่าง ด้วยความรู้วิทยายุทธ์ของสำนักมือปราบเทพ ต่อให้อยากเรียนก็คงได้แต่หวังพึ่งโชคแล้ว

แอบเก็บอุปกรณ์ทั้งสามชิ้นเอาไว้อย่างเงียบๆ อันที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงไม่ค่อยพอใจกับของดรอปของหลินจื้อเพ่ยเท่าไหร่นัก

ข้อแรก กระบี่วิเศษที่เขาใช้ทั้งหมดล้วนใช้ไม่ได้ แต่นี่ต่างหากที่เป็นอุปกรณ์ที่เยี่ยเว่ยหมิงจะได้ใช้ อย่างต่อมาก็คือ ใช้งาน 'กระบี่เร็ววายุคลั่ง' ที่หลินจื้อเพ่ยใช้งานตอนที่ต่อสู้กันไม่ได้แล้ว

จากคำแนะนำครั้งก่อนของไป๋จ่านจี หลินจื้อเพ่ยคนนั้นรู้พื้นฐาน 'เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน' แต่ก็ยังอยากได้ 'กระบี่เร็ววายุคลั่ง' ของคนอื่น ถึงขนาดที่ว่าเคล็ดวิชาที่ใช้ตอนที่ต่อสู้กันก็ยังเป็นอันนี้ ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นเคล็ดกระบี่สำนักหัวซาน

อย่างที่เห็น กระบี่เร็ววายุคลั่งต่างหากที่เป็นสกิลไม้ตายของหลินจื้อเพ่ย!

ความคิดมากมายที่อยู่ในหัวเยี่ยเว่ยหมิงเพียงครู่เดียวก็ผ่านไป หลังจากนั้นเขาก็ออกตามหาอาหวง ก็พบว่าเจ้าหมาน้อยน่าสงสารตัวนี้ยังอาเจียนเป็นเลือดอยู่เหมือนเดิม ด้วยสภาพที่เหมือนตายทั้งเป็นนี้ อาการดูจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย

มองดูอาหวงที่สภาพเหมือนตายทั้งเป็นแบบนั้น เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกเหลืออดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบ

[ติ๊ง! ผู้เล่น "ถังซานไฉ่" ยื่นคำขอเป็นเพื่อนกับคุณ]

เลื่อนมือไปกดยอมรับ ทันใดนั้นก็เห็นพิราบสื่อสารตัวหนึ่งกระพือปีกบินมาเกาะบนตัวเขาแล้วหายไปในพริบตา ในเวลาเดียวกันที่กรอบข้อความ รูปโปรไฟล์ของถังซานไฉ่ก็เด้งขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน

[ถังซานไฉ่: สหายเว่ยหมิง หลินจื้อเพ่ยตายแล้วหรือยัง]

จากข้อความที่สั้นและกระชับนั้นเอง เยี่ยเว่ยหมิงราวกับมองเห็นสีหน้าร้อนรนที่ดูขบขันของอีกฝ่ายขึ้นมา

สหายคนนี้ถือว่าได้ตายไปพร้อมกับ BOSS แล้ว แต่ว่าจากประกาศระบบครั้งก่อนก็เห็นได้ว่า เนื่องจากหลินจื้อเพ่ยตายไปก่อนเขา 0.1 วินาที แต่ระบบก็ยังคงตัดสินให้เขาสังหารหลินจื้อเพ่ยได้สำเร็จ ทั้งยังทำภารกิจที่ได้รางวัลมากมายนั่นได้สำเร็จอีกด้วย รางวัลภารกิจเขาก็คงจะได้รับไปแล้ว แต่ว่าของที่หลินจื้อเพ่ยดรอปไว้ จากการตัดสินของระบบกลับไม่มีส่วนของถังซานไฉ่

ในโหมดค่าผลงาน การแบ่งอุปกรณ์ด้วยตัวเองไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทางระบุเอาไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างน้อยจะต้องอยู่บนแผนที่เดียวกันจึงจะทำได้ ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเก็บของดรอปนั้น สหายคนนี้ได้วิ่งไปรายงานตัวที่จุดคืนชีพเรียบร้อยแล้ว ของที่ดรอปออกมาก็ไม่มีส่วนของเขาไปโดยปริยาย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกว่าโชคดี หรือว่าโชคร้าย

ด้วยเกียรติในอาชีพของตน เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้อยากจะฮุบเอาอุปกรณ์ของเขามา จึงมอบข้อมูลไอเทมทั้งสามออกไป ตามด้วยการพูดเสริมว่า [นอกจากนี้ยังมีอีก 16 เหรียญทอง]

ส่งข้อความออกไป ตอนแรกเยี่ยเว่ยหมิงคิดว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาด้วยคำพูดตามมารยาทสวยหรู จากนั้นค่อยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา มาเป็นการทวงส่วนแบ่งของดรอป

แต่ไม่คิดว่าความว่องไวของถังซานไฉ่จะไวกว่าที่เขาคิดไว้มาก

อีกฝ่ายยังไม่ทันได้พูดอะไร เพียงแค่ส่งลิงก์ไอเทมหนึ่งอันมาให้เขาอย่างเงียบๆ

[กำไลเงินสัตว์เลี้ยง (สีฟ้า): อุปกรณ์พิเศษ สามารถจับสิ่งที่ไม่ใช่รูปร่างมนุษย์หรือสัตว์ประเภทต่างๆ มาเป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงช่วยเจ้านายออกรบได้ และยังสามารถใช้ยาเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต กำลังภายใน ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงปลดสถานะผิดปกติต่างๆ เป็นต้น

จำนวนสัตว์เลี้ยงที่มีตอนนี้ 0/3]

ไม่น่าเชื่อว่าในเกมนี้จะมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วย

พอเยี่ยเว่ยหมิงได้เห็นสเตตัสของกำไลนี้แล้ว แววตาก็ส่องประกายขึ้นมาทันที จึงส่งข้อความกลับไปว่า: ไปรอข้าที่หมู่บ้านโบตั๋น มาเจอกันหน่อย!

ห่อศพของ BOSS ทั้งสามด้วยเสื่อฟาง จากนั้นก็อุ้มอาหวงขึ้นมา แล้วมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านดอกท้อกับไป๋จ่านจีที่เดินไปหยิบหาบกลับมาแล้ว

ตลอดทางไม่มีการพูดจา เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้านดอกท้อ และส่งไป๋จ่านจีไปยังจวนตระกูลจ้าวแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบมายังสถานที่ที่นัดหมายกับถังซานไฉ่ไว้

สถานที่แห่งนั้นคือศาลานอกเมืองแห่งหนึ่ง ดอกโบตั๋นโดยรอบบานสะพรั่ง สดใสงดงาม ทิวทัศน์งดงามอย่างไม่ต้องสงสัย

ครั้นเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงไปถึง ถังซานไฉ่ก็รออยู่นานแล้ว ไม่รอให้อีกฝ่ายพูด เยี่ยเว่ยหมิงที่อุ้มเจ้าหมาน้อยไว้ในอกก็พูดขึ้นก่อนว่า "ในตอนที่กำลังสังหารหลินจื้อเพ่ยนั้น เจ้ากับข้าร่วมมือกันจะขาดใครไปไม่ได้ แต่หากเทียบกันแล้ว ถือว่าข้าที่ทนรับดาเมจของเขาได้นั้นทำผลงานได้มากกว่านิดหน่อย"

ถังซานไฉ่ได้ยินดังนั้นก็มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ตรงมุมปาก ราวกับว่าคิดอะไรออก จึงเอ่ยขึ้น "แต่สุดท้ายที่ตัดสินแพ้ชนะ ก็ยังเป็นความแม่นยำของอาวุธลับสองอันนั้นของข้านะ"

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงนั่งลงในศาลาเรียบร้อยแล้ว "แต่ตะปูเจ็ดดาวกับเข็มปากยุงล้วนแต่เป็นของที่ข้ามอบให้เจ้า"

ถังซานไฉ่พยักหน้าเล็กน้อย เพื่อแสดงว่าไม่ได้เห็นต่าง

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น จึงพูดแผนการแบ่งรางวัลในใจของตนออกมา "ตอนนี้ในเกม ไอเทมสามชิ้นนี้เป็นของที่มีราคาสูงมาก และยังไม่มีวางขายในตลาด ยังประเมินจุดเด่นและจุดด้อยออกมาไม่ได้ ความคิดของข้าคือ เจ้าเลือกไอเทมมาได้หนึ่งชิ้นจากสามชิ้น ส่วนเงินสิบหกเหรียญแบ่งเท่ากัน"

ถังซานไฉ่ได้ยินดังนั้นก็ไม่แปลกใจเลยสักนิด "เจ้าไม่อยากจะแลกกำไลกับข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ"

"เอาทีละเรื่อง แบ่งของเรียบร้อย ค่อยคุยเรื่องกำไลกันก็ยังไม่สาย"

"สหายเว่ยหมิงนี่ตรงไปตรงมาดีจริง!" พอถังซานไฉ่ชมจบไปหนึ่งประโยค ก็พูดขึ้นทันที "ข้าต้องการ 'วิชาห่านทอง'"

เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่พูดมาก รีบนำของขายออกไปทันที แต่ถังซานไฉ่กลับส่งกำไลเงินสัตว์เลี้ยงมาด้วย "ของชิ้นนี้เจ้ารีบใช้ รีบช่วยชีวิตหมาของเจ้าก่อน เราค่อยมาคุยเรื่องราคากัน"

"ตกลง!"

กำไลเงินสัตว์เลี้ยง แม้ว่าชื่อจะเป็นกำไล แต่ที่จริงกลับเหมือนปลอกข้อมือมากกว่า รูปแบบเหมือนกันในหนังเรื่องวันเดอร์วูแมนอะไรประมาณนั้น แต่ลวดลายข้างบนจะมีความเป็นตะวันออกมากกว่า

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงสวมใส่แล้ว ก็รีบรับอาหวงเป็นสัตว์เลี้ยงทันที ตามด้วยป้อนยาฟื้นพลังชีวิตให้ ก็เห็นได้เลยว่าพลังชีวิตของเจ้าหมาน้อยนั้นเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ประสิทธิภาพดีใช้ได้เลย!

ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก หันกลับไปยิ้มให้ถังซานไฉ่และกล่าว "ว่ามาสิ กำไลเงินสัตว์เลี้ยงนี้เจ้าอยากขายในราคาเท่าไหร่ หรือว่าเจ้าอยากได้ของอีกสองอย่าง"

"เรื่องนี้ไม่รีบ" ถังซานไฉ่นั่งลง ตอนนี้มีลมเย็นโชยมาพอดี ถังซานไฉ่จึงสูดหายใจเข้าก่อนหนึ่งเฮือก หลังสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยมาตามสายลมอยู่นานหลายวินาที จึงเปิดปากพูดขึ้น "หากข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ ในมือของสหายเว่ยหมิง น่าจะยังมีกุญแจอายุยืนครึ่งซีกที่ BOSS คนใดคนหนึ่งในสามคนนั้นดรอปเอาไว้ใช่หรือไม่"

เยี่ยเว่ยหมิงหยิบกุญแจอายุยืนที่เก๋ออ๋างโส่วดรอปไว้ออกมา เอามาวางไว้บนโต๊ะระหว่างเขาทั้งสองคน "เจ้าหมายถึงสิ่งนี้?"

ถังซานไฉ่พยักหน้า ทว่าไม่ได้ยื่นมือออกไปรับกุญแจอายุยืนที่อยู่บนโต๊ะ แต่กลับพูดถึงอีกเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย "ตอนนี้ข้ากำลังทำภารกิจต่อเนื่อง ปกป้องไป๋จ่านจีเป็นเพียงหนึ่งในเควสหลักของทั้งหมดเท่านั้น และภารกิจในเควสหลักตอนนี้ข้าคนเดียวทำไม่สำเร็จอย่างแน่นอน ทีแรกตั้งใจว่าทำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น แต่พอได้พบกับเจ้า ข้าก็รู้สึกว่าข้าลองดูได้อีกสักตั้ง"

"ว่าอย่างไร" ถังซานไฉ่ถามต่อ "สนใจจะเข้าร่วมด้วยไหม มาทำภารกิจให้สำเร็จไปด้วยกัน"

เยี่ยเว่ยหมิงกำลังจะตอบ จู่ๆ ก็มีเสียงกระพือปีกดังขึ้นมา พอหันไปดู ก็พบกับนกพิราบตัวหนึ่งที่ลงมาเกาะบนไหล่ของเขา

เมื่อเปิดแถบข้อความดู สีหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนจากเดิมที่เฉยเมยกลายเป็นสงสัยอย่างหนัก "ขอโทษด้วย พอดีทางข้ามีเรื่องด่วน จำต้องขอปฏิเสธน้ำใจของสหายถังแล้วล่ะ"
ตอนที่ 55 
[ภารกิจใหญ่ของสำนักกำลังจะเปิดแล้ว รีบกลับมา!...โหยวจิ้น]ประโยคสั้นๆ บรรทัดเดียว แต่กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงต้องเริ่มให้ความสำคัญ

สำหรับผู้เล่นทั่วไป ภารกิจขนาดใหญ่มักจะหมายความถึงรางวัลที่อุดมสมบูรณ์

แม้สำนักมือปราบเทพจะมีจุดที่ต่างจากสำนักอื่น แต่รางวัลภารกิจไม่น้อยแน่นอน ต่อให้ไม่มีการนำทักษะยุทธ์ของสำนักมาเป็นรางวัล แต่รางวัลอย่างอื่นก็ทดแทนให้ไม่ขาดทุนได้

สิ่งที่แตกต่างกับสำนักอื่นก็คือ ภารกิจใหญ่ของสำนักมือปราบเทพมีลักษณะเป็นคำสั่ง หากไม่เข้าร่วม ก็จะต้องถูกลงโทษตามสมควรแน่นอน

ด้วยอิทธิพลของการบริหารบุคลากรแบบทั้งให้รางวัลและลงโทษ เยี่ยเว่ยหมิงปฏิเสธคำเชิญของถังซานไฉ่อย่างไม่ลังเล ตัดสินใจจะทำภารกิจสำนักของตัวเองให้เสร็จสิ้นก่อน

เพื่อแสดงการขอโทษ เยี่ยเว่ยหมิงนอกจากมอบกุญแจอายุยืนแล้ว ก็ยังมอบตะปูเจ็ดดาวกับเข็มปากยุงอย่างละห้าชิ้นให้ถังซานไฉ่เป็นพิเศษ ล้วนเป็นประเภทที่ใช้แล้วพิษจะลดลงเยอะมาก

ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงใจกว้างขนาดนี้ ถังซานไฉ่ก็รู้จักหมูไปไก่มาเช่นกัน สัญญาว่าจะให้กำไลเงินสัตว์เลี้ยงมาแลกกุญแจอายุยืนและอาวุธลับของเขาทันที

ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ดีใจมาก

เมื่อเก็บอาจ่งที่กำลังอยู่ในสถานะฟื้นฟูพลังชีวิตเข้ามิติสัตว์เลี้ยงของกำไลแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอำลาถังซานไฉ่ จากนั้นทั้งสองก็เดินไปยังจุดพักม้าของหมู่บ้านโบตั๋นด้วยกัน

ขณะที่เดินไป เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มจัดระเบียบสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ครั้งนี้ กะว่าก่อนกลับถึงสำนัก จะเพิ่มความสามารถของตัวเองสักหน่อย

อย่างแรกเลยก็คือรางวัลค่าตบะ รางวัลภารกิจตอนท้ายของ BOSS สามคนรวมกัน เขาได้รับค่าตบะรวมทั้งหมดสองพันห้าร้อยห้าสิบแต้ม!

นอกจากนี้ ก็มี 'ตระหนักรู้วิชาตัวเบา' หนึ่งเล่ม 'ตระหนักรู้วิชาดรรชนี' หนึ่งเล่ม 'ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่' หนึ่งเล่ม แบ่งเป็นของที่ได้ตอนบรรจุศพ BOSS ทั้งสามอย่างเก๋ออ๋างโส่ว จีไหลเหย่และหลินจื้อเพ่ย ปริมาณย่อมไม่ธรรมดา

[ตระหนักรู้วิชาตัวเบา: ประสบการณ์ความรู้ในการฝึกวิชาตัวเบาของมหาโจรลำน้ำคาบสมุทรเก๋ออ๋างโส่ว เมื่อใช้วิชาตัวเบาที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 1500 แต้ม!]

[ตระหนักรู้วิชาดรรชนี: ประสบการณ์ความรู้ในการฝึกวิชาดรรชนีของมหาโจรลำน้ำคาบสมุทรจีไหลเหย่ เมื่อใช้วิชาดรรชนีที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 2000 แต้ม!]

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่: บันทึกเคล็ดกระบี่ของมหาโจรลำน้ำคาบสมุทรหลินจื้อเพ่ย เมื่อใช้งานเคล็ดกระบี่ที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 3000 แต้ม!]

เนื่องจากคำนึงถึงวิธีการใช้ที่อาจ่งบอกก่อนหน้านี้ อาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่รีบเปิดตำราลับตระหนักรู้สามเล่มนี้ แต่เก็บไว้ในกระเป๋าสะพายหลังก่อน เตรียมจะเจียดเวลามาอ่านช้าๆ ทีละเล่ม

ต่อไปก็เป็นของที่ดรอปได้จาก BOSS แล้ว

ของที่ดรอปได้จากเก๋ออ๋างโส่วกล่าวได้ว่าดีเกินความคาดหมาย โบนัสสเตตัสของสร้อยเซินหลัวทำให้เขาเปลี่ยนจากมือสังหารหนังกรอบกลายเป็นมือสังหารเลือดวัว[1]แล้ว ในใจคิดไปคิดมาแล้วรู้สึกว่าเทียบกับบรรดาอุปกรณ์คุณภาพทองคำแล้วก็ยังถือว่าค่อนข้างดี

ตอนนี้ต่อให้โหยวโหยวจะถือหน้าไม้เทพจูเก๋อมายิงโจมติดคริติคอลก็ฆ่าเขาไม่ได้อยู่ดี

ประมาณนั้นมั้ง...

ทักษะอาวุธลับระดับต้น 'ขว้างดาราเหิน' เขายังไม่ได้พิจารณาว่าจะเรียนทักษะหรือดีหรือไม่ เตรียมจะกลับไปถามโหยวจิ้นที่สำนักมือปราบเทพก่อน

สุดท้ายแม้ปลอกข้อมือชังหลานจะมีค่าสเตตัสไม่เลวเลย แต่เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าสิ่งนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่ดีเลิศสำหรับผู้เล่นอาวุธลับเท่านั้น ตัวเองใช้แล้วเสียของนิดหน่อย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปลอกข้อมือนี้มาเป็นคู่ ถ้าจะติดตั้งอุปกรณ์ก็ต้องติดตั้งสองชิ้นพร้อมกัน แต่เยี่ยเว่ยหมิงต้องการสวมใส่อุปกรณ์กำไลเงินสัตว์เลี้ยง ทำให้ขัดแย้งกับอุปกรณ์นี้

ดังนั้น ปลอกข้อมือที่ค่าสเตตัสค่อนข้างดีคู่นี้ ในสายตาเขาก็กลายเป็นขยะไปแล้ว หรือไม่ก็นำไปขาย หรือมอบเป็นของขวัญแสดงน้ำใจให้ผู้อื่นได้ แต่ตัวเขาเองไม่ใช้งานมันแน่นอน

จากนั้นก็เป็นของดรอปจากจีไหลเหย่ เจ้าหมอนี่ดรอปอุปกรณ์ได้อนาถสุด ปลอกข้อมือหนังกบเป็นเพียงนวมอันหนึ่งเท่านั้น เยี่ยเว่ยหมิงที่ไม่เคยเรียนวิชาหมัดมวยใช้งานมันไม่ได้เลย

ส่วนกระสอบข้าวแสนสาหัสนั่น อย่าไปพูดถึงมันเลย!

บางทีเจ้าหมอนี่อาจจะดรอปของดีอย่างอื่นด้วย แต่ตกไปอยู่ในกระเป๋าสะพายหลังของถังซานไฉ่แล้ว?

เยี่ยเว่ยหมิงสายหน้า แล้วย้ายสายตายไปมองสิ่งสำคัญที่สุดของวันนี้ เป็นของสองชิ้นที่ดรอปจากหลินจื้อเพ่ยนั่นเอง ธนูด้ามเหล็กตอนนี้เขายังง้างยิงไม่ไหว แล้วก็ไม่มีสกิลธนูด้วย แค่ดูจากความแม่นแบบอาศัยโชคนั่นแล้วก็จินตนาการได้เลย

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในฐานะที่เป็นคนส่วนน้อยในหมู่ผู้เล่นที่ค่าสเตตัสสูง ขนาดเขายังง้างธนูไม่ไหว ผู้เล่นคนอื่นก็ยิ่งไม่มีหวัง

หรือไม่ถ้าผ่านไปสักระยะหยึ่ง นำธนูนี้ออกมาขายก็อาจได้ราคาดี แต่ตอนนี้ทำไม่ได้เด็ดขาด!

ส่วน 'เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน' เยี่ยเว่ยหมิงไม่รีบร้อนไปเรียน เหตุผลก็เช่นเดียวกับตำราลับตระหนักรู้สามเล่มนั้น รอหาเวลาว่างค่อยๆ นั่งอ่านดีกว่า

แต่ตอนนี้ค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิงยังห่างจากเงื่อนไขการฝึก 'เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน' อีกนิดหน่อย เขาจึงใช้ค่าตบะที่เพิ่งได้มาอัป 'เคล็ดชำระปราณ' ให้ถึงเลเวลเก้าเสียเลย ให้พละกำลังกับแกนกระดูกล้วนเติมเต็มเงื่อนไขการฝึกสกิลนี้

เมื่อดูค่าประสบการณ์ของ 'มังกรร่อนล่อหงส์' อีกครั้ง ก็พบว่าเข้าใกล้จุดหัวเลี้ยวหัวต่อแล้ว จึงเติมให้เต็มเสียเลย

หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เรียบร้อย ค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนแล้ว...

[เยี่ยเว่ยหมิง เลเวล: 18]......

พลังชีวิต: 2070/2070

กำลังภายใน: 810/810

ความแข็งแกร่ง: 85

พละกำลัง: 85

ท่าร่าง: 191

ความว่องไว: 85

สติปัญญา: 25

ค่าตระหนักรู้: 30

......

[ทักษะยุทธ์]

[เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น) เลเวล: 9]ค่าประสบการณ์: 0/25600

พลังชีวิต +450

กำลังภายใน +450

ความแข็งแกร่ง +45

พละกำลัง +45

ท่าร่าง +45

ความว่องไว +45

......

[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น) เลเวล: 9]ค่าประสบการณ์: 6365/300000

ประสิทธิภาพ +90%

แม่นยำ +90%

......

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง) เลเวล: 5]ค่าประสบการณ์: 0/10000

ป้องกัน +100%

แม่นยำ +100%

หลบหลีก +50%

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ

......

[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น) เลเวล: 6]ค่าประสบการณ์: 2660/8000

ท่าร่าง +120

......

[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา) เลเวล: 2]ค่าประสบการณ์: 1211/2000

ดาเมจโจมตี +20%

แม่นยำ +20%

ดาเมจคริติคอล +20%

สามารถเปิดใช้แอคทีฟสกิลขณะต่อสู้ ประเมินช่องโหว่ในกระบวนท่าของศัตรู โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!

......

[อุปกรณ์]

เป็นต้น

......

สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงโล่งใจไปเปลาะหนึ่งก็คือ ถ้าจะอัป 'เคล็ดชำระปราณ' จากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็แค่ 25600 แต้ม เป็นสองเท่าของเลเวลถัดไป ไม่เหมือน 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' ที่ต้องอัปให้เต็มยี่สิบเท่าในรวดเดียว

ถ้าเป็นแบบนี้ เขาก็มีหวังที่จะอัปกำลังภายในระดับต้นนี้ให้ถึงเลเวลสิบได้ภายในเวลาอันสั้นแล้ว

ส่วน 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่คิดจะสิ้นเปลืองค่าตบะกับตำราลับตระหนักรู้อันล้ำค่าไปกับมันแล้ว

......

รถม้าผ่านจุดพักม้ากลับเข้ามาในเมืองเปี้ยนเหลียง เยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่าร่างวิ่งปรื๋อกลับสำนักมือปราบเทพทันที ผลปรากฏว่าเพิ่งจะมาถึงประตูใหญ่ ก็เห็นซานเย่ว์ที่ไม่ได้เจอกันมานานกำลังนั่งขัดสมาธิปรับลมหายใจอยู่บนเบาะทรงกลมผืนหนึ่ง

วันนี้เด็กสาวสวมชุดคลุมสีเหลืองขนห่าน มัดแกละสองข้าง ประกอบกับผิวขาวหมดจดของนาง ทำให้ความรู้สึกว่าเป็นสาวน้อยผู้งดงามจากครอบครัวเล็กๆ

หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ซานเย่ว์ก็เก็บเบาะทรงกลมแล้วลุกขึ้นยืนทันที นางหัวเราะร่าเข้ามาทักทาย "อาหมิง นี่เพิ่งส่งข้อความไปได้ไม่นานเอง พลังของเจ้าเก่งกาจกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้วสินะ!"

"ไม่หรอกน่า..." เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอย่างถ่อมตัว "ถึงจะก้าวหน้านิดหน่อย แต่ก็แค่พอถูไถไม่ให้ล้าหลังผู้เล่นคนอื่นมากเกินไปเท่านั้นเอง"

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าสวยสดใสของซานเย่ว์ก็เผยแววหยอกล้อ จากนั้นก็จับภาพส่งให้เยี่ยเว่ยหมิงโดยไม่พูดอะไร

[ติ๊ง! ปลดล็อกพาสซีฟสกิล 'สังเกตสีหน้าท่าทาง' คุณพบว่าอีกฝ่ายหน้าชื่นตาบานตอนพูดจา ภายใต้คำพูดที่ดูเหมือนถ่อมตัว ที่จริงในใจฟินสุดๆ สภาพจิตใจก็ประมาณว่า 'ผมมันไร้เทียมทานอยู่แล้วครับ'!]

แม่งเอ๊ย!

สกิล BUG แบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงคิดหาทางออก จึงขมวดคิ้วถามว่า "หลังจากเจ้าเข้าสำนักไปแล้ว เจ้าไม่ได้เลือกทักษะ 'ฟ้า' หรือ"

ซานเย่ว์ยักไหล่อย่างจนใจ "รอจนข้าเข้าสำนัก สกิลสำนักฟ้ากับดินก็ถูกคนอื่นเลือกไปหมดแล้ว เหลือแค่ 'คน' กับ 'ผี' แต่ข้าค่อนข้างกลัวผี ก็เลยเลือก 'คน' ไปแล้ว"

ไม่ต้องถามเลย ทักษะที่เทียบได้กับเครื่องจับโกหกแบบนี้คงเป็นทักษะอักษร 'คน' ที่นางเลือกไม่ผิดแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่ายังมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วกำชับอีกว่า "ทักษะนี้ เจ้าพยายามอย่าให้คนอื่นรู้แล้วกัน"

"ข้ารู้อยู่แล้ว แต่เจ้าเป็นคนพาข้าเข้าสำนักมือปราบเทพ พวกเราก็ไม่ถือว่าเป็นคนนอกแล้วใช่ไหมล่ะ" ตอนพูดชะงักเล็กน้อย แล้วซานเย่ว์ก็พูดเสริมอีกว่า "เมื่อครู่โหยวจิ้นบอกว่าภารกิจสำนักต้องรอให้ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพสามคนกลับมาให้หมดก่อน ถึงจะแจกภารกิจ พวกเรารอก่อนเถอะ"

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย "ข้ามาหาโหยวจิ้นเพราะมีเรื่องอื่นนิดหน่อย"

เขาเดินมาตลอดทางจนถึงลานด้านหลัง เยี่ยเว่ยหมิงก็เห็นโหยวจิ้นตามที่คาดไว้ โหยวจิ้นยืนอยู่กลางลาน ใช้สองมือกอดกระบี่ หลังจากเขาเห็นเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อนว่า "เว่ยหมิง เจ้ากลับมาแล้วหรือ"

หึหึ ดูท่าทางสนิทสนมเป็นกันเองของเจ้าสิ

ความสูงส่งดูแพงของเจ้าไปไหนหมดแล้วล่ะ

โหยวจิ้นไม่สนใจความคิดในใจเยี่ยเว่ยหมิง พูดต่อไปว่า "เรื่องภารกิจน่ะ รอให้พวกเจ้าสามคนมาครบก่อน แล้วหวงโส่วจุนจะประกาศด้วยตัวเอง เจ้าไปรอด้านข้างก่อนเถอะ" เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสริม "นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะฝึกเคล็ดกระบี่มังกรร่อนล่อหงส์ถึงขั้นห้าได้เร็วขนาดนี้ ไม่เลวเลย!"

เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะแห้ง นำตำราลับสองเล่มออกมาจากหน้าอกแล้วบอกว่า "หัวหน้าโหยว ระหว่างที่ข้าออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกครั้งนี้ ข้าได้ตำราลับทักษะยุทธ์มาสองเล่ม แต่อ่านแค่คำแนะนำแล้วรู้ข้อมูลน้อยเกินไป รบกวนท่านช่วยดูให้ข้าหน่อย ว่าเหมาะจะให้ข้าฝึกฝนหรือเปล่า"

 

 

 

[1] เลือดวัว 血牛 ศัพท์แสลง หมายถึง ตัวละครในเกมที่มีค่าพลังชีวิตแข็งแกร่งมาก