วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

246-250

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 246ถึง250
“ว้าว! สุดยอด!”

เมื่อเห็นรายการไอเทมดรอปของเฉิงคุน น้องดาบก็ตะโกนด้วยความดีใจทันที จากนั้นแลบลิ้นใส่เยี่ยเว่ยหมิงแล้วถามว่า “มือปราบหน้าเหม็น ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ คนที่รับหน้าที่เปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์อย่างข้า ก็จะได้เลือกอุปกรณ์ชิ้นแรกจากบอสใช่ไหม”

“ไม่ผิดหรอก!” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์มาก จากนั้นก็ขยิบตาพร้อมกล่าวเสริมว่า “ก่อนหน้านี้จะเลือกไปแล้วไม่ใช่หรือ”

พอน้องดาบได้ยิน สีหน้าลำพองใจก่อนหน้านี้ก็ชะงักในชั่วพริบตาเดียว

ตอนนี้ จู่ๆ ก็มีลมหนาววูบหนึ่งพัดเข้ามาทางประตูวัด ทำให้น้องดาบรู้สึกเหน็บหนาวไปถึงหัวใจ!

แม้แต่หัวใจที่ร้อนผ่าวหลังจากได้เห็นไอเทมดรอปของเฉิงคุน ก็เปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวสิ้นหวังได้เช่นกัน

มองหนิวจื้อชุนที่แทบจะแปลงร่างเป็นศิษย์พรรคกระยาจกปราดหนึ่ง แล้วก็มองเยี่ยเว่ยหมิงที่เหมือนกำลังอมยิ้ม น้องดาบก็อดถามหยั่งเชิงไม่ได้ว่า “เอ่อ คือ…ถ้าข้ายอมปล่อย ‘จีวรขาดรุ่งริ่ง’ ตัวนั้นไปล่ะ จะเลือกใหม่ได้หรือเปล่า”

รอยยิ้มของเยี่ยเว่ยหมิงยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เหมือนกับแสงอาทิตย์แรกยามเช้า แทบจะหลอมละลายหัวใจคน

เขาขยิบตาให้น้องดาบอีกครั้ง แล้วตอบอย่างอ้อมค้อมมาก “ไม่ได้!”

พอพูดจบ เขาก็ไม่สนใจน้องดาบที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเพียงลำพังอีก สนใจแต่เก็บ ‘แหวนหยกเย็น’ เข้ากระเป๋าสัมภาระของตัวเอง

แหวนวงนี้มองเผินๆ เหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แต่ความจริงกลับเป็นอาวุธประเภทนวม!

อีกทั้งในบรรดาอาวุธประเภทนวม นี่คือนวมข้างเดียวที่พบเห็นได้น้อยที่สุด

ก็เพราะแบบนี้ อาวุธชิ้นนี้จึงไม่ขัดแย้งกับกระบี่แสงทองของเยี่ยเว่ยหมิง เขาสวมมันไว้บนนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายเสียเลย ไม่มีปัญหาเลยสักนิด

ถืออาวุธคู่!

เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาลเป็นเกมออนไลน์ที่มีความอิสระสูงมาก ผู้เล่นถืออุปกรณ์ได้สองมือโดยที่ไม่ต้องใช้งานก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใดๆ ก่อนด้วย

สะพานสวรรค์น้อยถือกระบี่ล้ำค่าข้างละเล่มยังไม่มีปัญหาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยเว่ยหมิงที่ถือกระบี่ล้ำค่าข้างหนึ่งและสวมแหวนข้างหนึ่ง

ต่อให้มองจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็ไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเลยสักนิด

แน่นอน เกมนี้แม้จะติดตั้งอาวุธใส่สองมือได้ตามอำเภอใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาวุธที่ถืออยู่ในสองมือเจ้าจะมีประสิทธิภาพซ้อนกันและได้ผลเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง

ตรงกันข้าม ถ้าถืออาวุธคู่กันสองมือ ดาเมจโจมตีของอาวุธแต่ละชิ้นจะลดลงเหลือ 80% จากจำนวนเดิม

ยกตัวอย่างเช่นเยี่ยเว่ยหมิง หลังจากสวมแหวนหยกเย็นแล้ว แม้ตัวหนังสือค่าสเตตัสของกระบี่แสงทองในมือเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ประสิทธิภาพที่แท้จริงกลับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เพิ่มพลังโจมตีห้าร้อย เปลี่ยนเป็นเพิ่มพลังโจมตีสี่ร้อย

พลังโจมตีต่างกันตั้งหนึ่งร้อยแต้ม!

ในระหว่างที่ต่อสู้กับศัตรู ไม่ว่าเจ้าจะใช้ทักษะยุทธ์อะไร ก็มีเพียงค่าสเตตัสที่เกี่ยวข้องกับอาวุธชิ้นนั้นเท่านั้นที่ใช้ได้

อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงมีอาวุธล้ำค่าอยู่ในมือ แต่โบนัสดาเมจที่ได้รับกลับมาจากเคล็ดกระบี่อย่างเดียวเท่านั้น ส่วน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ กับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ต้องใช้มือเปล่าโจมตี กลับไม่ได้โบนัสดาเมจจากอุปกรณ์เลยแม้แต่น้อย

เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบี่ล้ำค่า หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเรียนรู้สองอัลติเมทสกิลนี้แล้ว จึงไม่ได้ซื้ออาวุธประเภทนวมช้างเดียวจากตลาดซี้ซั้วเพื่อแก้ขัดไปก่อน

อย่างไรเสีย อาวุธประเภทนวมส่วนใหญ่ก็เป็นอาวุธคู่ มักจะออกมาเป็นคู่ด้วย

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มีเพียงการติดตั้งอุปกรณ์สองมือพร้อมกันเท่านั้น ผู้เล่นถึงจะได้ใช้ค่าสเตตัสที่อุปกรณ์นั้นควรจะมีได้ และอุปกรณ์ที่อยู่เป็นคู่แบบนี้ ค่าสเตตัสของมันก็จะไม่ได้รับผลกระทบที่พลังโจมตีของอาวุธสองมือที่อ่อนแอลง

ส่วนอาวุธประเภทนวมข้างเดียว ไม่เพียงแค่ปรากฏให้เห็นค่อนข้างน้อย ทั้งยังใช้งานจริงไม่ได้สำหรับผู้เล่นที่ฝึกเฉพาะวิชาหมัดเท้า ดังนั้นจึงพบได้น้อยมากในตลาด แม้จะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่สินค้าคุณภาพดีอะไร

ถึงอย่างไรวิชาหมัดเท้าส่วนใหญ่ก็ล้วนให้ความสำคัญกับสองมือที่ทำงานสอดคล้องกัน การใช้มือข้างเดียวไม่อาจแสดงประสิทธิภาพอะไรได้เลย ถ้าติดตั้งอุปกรณ์ประเภทนวมข้างเดียวแบบนี้ ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่ประหลาดมาก

หมัดซ้ายของเจ้าโจมตีศัตรูจนเสียค่าพลังชีวิตสามร้อย หมัดขวาของเจ้าโจมตีศัตรูจนเสียพลังชีวิตหนึ่งพันห้าร้อย เมื่อโจมตีไปนานๆ ผู้เล่นคนนี้จะต้องเคยชินกับการใช้หมัดขวาโจมตีแน่นอน

ความเคยชินที่ไม่ดีแบบนี้ พอเกิดขึ้นแล้วก็แก้ยาก อีกทั้งยิ่งปล่อยให้ถึงระยะหลัง ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้เล่นมากเช่นกัน!

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่สนใจสิ่งนี้

เนื่องจาก ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ของเขา เดิมทีก็เป็นวิทยายุทธ์ที่ใช้มือข้างเดียวอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องสองมือทำงานสอดคล้องกันเลย

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้แทบจะสร้างมาเพื่อเขา

……

เยี่ยเว่ยหมิงเลือกอาวุธล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่ดรอปจากเฉิงคุน ส่วนคนอื่นก็เริ่มประมูลขาย แบ่งอุปกรณ์อย่างอื่นของเฉิงคุนกัน

มีเพียงน้องดาบที่กำลังสับสนอยู่ท่ามกลางสายลม…

หลังจากผ่านการต่อรองราคาอย่างดุเดือดไปหนึ่งรอบ สุดท้ายจีวรชิ้นนั้นก็ถูกหนิวจื้อชุนซื้อไปด้วยราคาหกร้อยเหรียญทอง

แม้จะเป็นอาวุธระดับทองคำเหมือนกัน อีกทั้งค่าสเตตัสของจีวรก็ไม่ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ราคาของมันกลับค่อนข้างสูง

หากจะถามหาเหตุผล ก็เป็นเพราะของหายากจึงราคาแพง

ความจริง จีวรเป็นอุปกรณ์ประเภทผ้าคลุม เหมือนกับเกราะภายใน ล้วนเป็นสินค้าหายากในบรรดาอุปกรณ์ป้องกัน ติดตั้งไว้ภายนอกเสื้อผ้าได้ จะได้รับผลจากอุปกรณ์สองชิ้นพร้อมกัน

แน่นอน ถ้าเจ้ายังมีเกราะภายในอยู่ด้วย ก็จะได้ผลจากอุปกรณ์สามชิ้นพร้อมกัน!

ส่วนระดับความหายากของผ้าคลุมและเกราะชั้นใน ถือว่าหายากกว่าเครื่องประดับเสียอีก! ดังนั้นอุปกรณ์สองชิ้นที่มีค่าสเตตัสเหมือนกัน ราคาของผ้าคลุมก็มักจะแพงกว่าชุดหนึ่งเท่า!

หนิวจื้อชุนในตอนนี้ศีรษะสวมรัดเกล้านักพรต ตัวสวมจีวรพระ ชุดตัวนอกก็เป็นจีวร บนคอห้อยสร้อยลูกประคำชาวพุทธ มองจากภายนอกไม่รู้เลยว่าเจ้าหมอนี่คือหลวงจีนหรือนักพรตเต๋า หรือว่าลูกศิษย์ชุดสกปรกพรรคกระยาจก

เพียงแต่สำหรับการแต่งตัวที่แปลกสุดขีดเช่นนี้ หนิวจื้อชุนกลับรู้สึกว่าตัวเองทำดีแล้ว

เขาเป็นคนที่เน้นอยู่กับความเป็นจริง เวลาเลือกอุปกรณ์ไม่เคยให้ความสำคัญกับความฉูดฉาดสวยงามภายนอก ดูเพียงค่าสเตตัสเท่านั้น!

ส่วน ‘วิชาเต่าหายใจ’ ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีประโยชน์อะไร ถังซานไฉ่กลับได้มันไปในราคาต่ำเพียงห้าร้อยเหรียญทอง เขาบอกเองว่า “ตอนนี้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเปลี่ยนชื่อแล้ว ไม่รู้ว่าถ้าใช้ ‘วิชาเต่าหายใจ ‘แกล้งตาย จะหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องถูกฝังไปกับบอสทุกครั้งได้หรือเปล่า”

สำหรับภารกิจที่ล้มเหลวของถังซานไฉ่ ‘หินสามชาติ’ ไม่มีวาสนาต่อเขาเลย สหายร่วมทีมค่อนข้างรู้สึกผิดและเห็นใจเขา แม้ ‘วิชาเต่าหายใจ’ จะทำให้หลบการไล่สังหารของบอสได้ อีกทั้งคนอื่นๆ มองมูลค่าของมันออก แต่กลับไม่มีใครไปแย่งเขา

ส่วนตำราลับสองเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ ‘มือคว้าจับเล็ก’ ระดับกลางและ ‘หมัดอรหันต์’ ระดับต้น ทุกคนพากันบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ จึงตัดสินใจขายให้ฉางซิงอวี่แล้วนำเงินมาแบ่งกัน

หลังจากแบ่งของกันเรียบร้อยแล้ว หนิวจื้อชุนกลับกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว “ภารกิจครั้งนี้ เกรงว่าถ้าตัดสหายถังออก คนที่โชคร้ายที่สุดก็คือข้าแล้ว ค่าวีรบุรุษหนึ่งพันแต้มเชียวนะ ข้ากังวลจริงๆ พอกลับภาคกลางเมื่อไร ข้าคงถูกชิวชู่จีจัดการแน่นอน ปลอบใจข้าที!”

“มีอะไรน่ากังวล” ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้าไป ตบบนบ่าที่คลุมด้วยจีวรของเขาพร้อมเอ่ยถาม “พวกเรายังมีอีกหนึ่งภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ อีกทั้งภารกิจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตมากมาย แก้ไขความแค้นของยุทธภพแบบนี้ ต้องมีรางวัลเป็นค่าวีรบุรุษไม่น้อยแน่นอน”

หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วกังวลเล็กน้อย “เจ้าแน่ใจนะว่าในภารกิจนี้ค่าวีรบุรุษของข้าจะไม่ลดลงต่อเนื่อง”

“แน่นอน” เยี่ยเว่ยหมิงให้กำลังใจเขา “ตอนนี้เจ้ากลายเป็นคนชั่วร้ายแล้ว ต่อให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ แต่จะแย่กว่าตอนนี้เชียวหรือ”

หนิวจื้อชุนรู้สึกเหมือนถูกคริติคอลดาเมจหนึ่งแสนอีกครั้ง

เอ่อ ทำไมต้องบอกว่าเลวร้ายกว่านี้ด้วยล่ะ

……

ตอนที่กำลังคุยกันเรื่อยเปื่อย เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงศพไม้หนานมู่ที่เตรียมไว้นานแล้วออกมาเก็บศพเฉิงคุน

ได้รับ ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ ×1

ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ ×1

ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาหมัดฝ่ามือ’ ×1

เก็บโลงศพที่บรรจุแล้วไว้ในกระเป๋าสัมภาระ แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็หันมาบอกทุกคนว่า “หลังจากผ่านการต่อสู้หลายครั้ง คาดว่าทุกคนคงได้ผลตอบแทนไม่น้อย เช่นนั้นต่อไป ทุกคนก็ทำกิจกรรมอย่างอิสระได้ จัดเรียงสิ่งที่ได้มาก่อนหน้านี้สักหน่อยสิ”

ขณะที่พูดเยี่ยเว่ยหมิงก็มองแผนที่แวบหนึ่ง “ห่างจากประตูเมืองฝั่งตะวันตกไปอีกสามลี้มีป่าผืนหนึ่งที่ค่อนข้างสะดุดตา อีกหนึ่งชั่วยามหลังจากนี้พวกเราไปรวมตัวกันที่นั่น…

…ถึงอย่างไรก็ได้ศพมามากมาย จะเอาแต่เก็บไว้ในกระเป๋าสัมภาระก็ใช่เรื่อง ข้าเองก็ต้องหาสถานที่ฝังให้พวกเขาด้วย”

ตอนที่ทุกคนพากันพยักหน้าตอบรับ ก็ได้เดินออกมานอกประตูวัดร้างโหย่วเจียนแล้ว

ตอนที่เพิ่งออกจากประตูวัด เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งจดหมายหาเฟยอวี๋ทันที

[มีเวลาหรือเปล่า ช่วยข้าตามหาใครบางคนหน่อย]…เยี่ยเว่ยหมิง

[กำลังทำภารกิจอยู่ ไม่ว่าง!]…เฟยอวี๋

[ค่าเหนื่อย 200 เหรียญทอง]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ที่จริงภารกิจนี้ก็ใช่ว่าจะขาดตอนไม่ได้ ในเมื่อสหายมีปัญหา ก็ย่อมต้องช่วยเหลือ เจ้าอยู่ที่ไหน]…เฟยอวี๋

[ต้าตู]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในเมือง อีกครึ่งชั่วโมงจะไปหาเจ้า]…เฟยอวี๋


แม้จะมีภารกิจ ‘ส่งจดหมายให้คุนหลุน’ ติดตัว เป็นไปได้ว่าจะมีศัตรูบางคนกระโดดออกมาไล่สังหารพวกเขาและแย่งชิงไอเทมภารกิจได้ทุกเมื่อ

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่กังวลปัญหาด้านความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทีมเลยสักนิด

เป็นเพราะกล่องเหล็กที่ใช้ใส่จดหมายฉบับนั้นอยู่ในมือเขา

อีกทั้งด้วยค่าสเตตัสอันยอดเยี่ยมของตัวเอง ประกอบกับท่าร่างที่แม้ภายนอกจะดูไม่ดีแต่ความจริงเร็วมาก เยี่ยเว่ยหมิงก็มั่นใจว่าไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูคนไหนก็ล้วนถอนตัวหนีออกมาได้หมด

อย่างไรเสียก็เป็นเพียงภารกิจระดับหกดาวเท่านั้น ระบบอาจจะส่งเฉิงคุนที่อยู่ในร่างสมบูรณ์โหมดปกติออกมาหาเรื่องเขาก็ได้

หาซุ้มน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองนั่งดื่ม หลังจากสั่งน้ำชาถ้วยใหญ่และติ่มซำไม่กี่อย่าง เยี่ยเว่ยหมิงก็นำ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากเฉิงคุนมาเปิดอ่านอย่างได้อรรถรส

[ตระหนักรู้กำลังภายใน]

บันทึกกำลังภายในของเฉิงคุน ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล ใช้กำลังภายในที่กำหนด จะได้เพิ่มค่าประสบการณ์ 98000 แต้ม!

……

ตำราตระหนักรู้เล่มนี้ เดิมทีควรจะมีค่าประสบการณ์เจ็ดหมื่นแต้ม แต่ด้วยการเสริมของโลงไม้หนานมู่ มันเปลี่ยนเป็นเก้าหมื่นแปดพันแล้ว

แม้ด้านราคาจะแพงไปหน่อย แต่ผลลัพธ์ก็ดีจริงๆ!

หลังจากนั้นสิบห้านาที…

[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษา ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ จนเกิดความตระหนักรู้ ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 147000 แต้ม! กรุณาเลือกใช้กำลังภายในที่กำหนด]

ไม่มีความลังเลใดๆ เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มมันไปบน ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ทันที

อิงตามการใช้งานตำราลับตระหนักรู้ วิทยายุทธ์ที่ NPC ฝึก กับวิทยายุทธ์ที่เพิ่มค่าประสบการณ์เหมือนกัน ผลตอบแทนที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ 50% เยี่ยเว่ยหมิงได้ค่าประสบการณ์ของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มขึ้น 220500 แต้ม!

ขาดค่าประสบการณ์เพียง 35500 แต้มก็จะได้เพิ่มเป็นเลเวลเก้าแล้ว!

เพื่อใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่ใช้ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากฟ่านเหยาอีก แต่ใช้แต้มค่าตบะอัปเลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ให้ถึงเลเวลเก้า

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 9

ค่าประสบการณ์: 0/1000000

พลังชีวิต +1800

กำลังภายใน +4500

ความแข็งแกร่ง +270

พละกำลัง +270

ท่าร่าง +270

ความว่องไว +270

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ

……

ตอนนี้เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย เหลือแค่รอเฟยอวี๋

เพียงแต่ในช่วงที่กำลังรอคน เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่คิดจะปล่อยให้เวลาสูญเปล่า

เขานำ ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากฟ่านเหยาออกมาอีก แล้วเริ่มอ่านด้วยความตั้งใจ

[ตระนักรู้กำลังภายใน] บันทึกกำลังภายในของฟ่านเหยา ทูตขวาพรรคจรัส ใช้กำลังภายในวิชาใดก็ได้หนึ่งวิชา จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!

หลังจากนั้นสิบห้านาที…

[ติ๊ง! คุณตั้งใจอ่านศึกษา ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ จนเกิดความตระหนักรู้ ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 105000 แต้ม! กรุณาเลือกใช้กำลังภายในที่กำหนด

เยี่ยเว่ยหมิงนำค่าประสบการณ์นี้แตะไปบน ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เบาๆ จากนั้นก็เพิ่มค่าตบะส่วนที่ขาดเข้าไปอีก ทำให้ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เพิ่มเป็นเลเวลเก้าแล้ว ค่าสเตตัสของมันก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน

[คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น (ระดับกลาง)]

เลเวล: 9

ค่าประสบการณ์: 0/1000000


พลังชีวิตสูงสุด +2700

กำลังภายใน +2700

ความแข็งแกร่ง +180

พละกำลัง +180

ท่าร่าง +180

ความว่องไว +180

ค่าสติปัญญา +18

ค่าตระหนักรู้ +9

……

เปรียบเทียบค่าสเตตัสของกำลังภายในสองวิชาก็รู้ล่วงหน้าได้เลย ไม่มีอะไรต้องพูดมากแล้ว

สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงก็คือ การเปลี่ยนแปลงของค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้สำหรับอัปเลเวลกำลังภายในสองวิชานี้!

ถ้าอยากเพิ่มเลเวลกำลังภายในสองวิชานี้ให้ถึงเลเวลสิบ ไม่น่าเชื่อว่าจะต้องใช้ค่าประสบการณ์มากถึงวิชาละหนึ่งล้านแต้ม!

ไม่รู้ว่าหลังจากตัวเองเพิ่มเลเวลให้สองวิชานี้จนถึงระดับสมบูรณ์แล้ว จะได้เจอความประหลาดใจอะไรเป็นพิเศษอีกหรือเปล่า

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าแล้วดื่มน้ำชาคำหนึ่ง กินติ่มซำอีกหนึ่งชิ้น รู้สึกว่ามันแห้งไปหน่อย จึงดื่มน้ำชาตามให้คล่องคออีกหนึ่งคำ เสร็จแล้วถึงได้หยิบตำราลับเล่มสุดท้ายที่ได้จากฟ่านเหยาออกมา

[ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ] บันทึกเคล็ดฝ่ามือของฟ่านเหยาทูตขวาพรรคจรัส ใช้งานเคล็ดฝ่ามือใดก็ได้ที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!

หลังจากอ่านแล้ว ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดฝ่ามือ 105000 แต้ม!

เขาลองเพิ่มค่าประสบการณ์ไปบน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร หลังจากผ่านไปสิบวินาที ก็เพิ่มไปบน ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ผ่านการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน

ส่วน ‘ตระหนักรู้วิชาหมัดฝ่ามือ’ ของเฉิงคุน หลังจากอ่านแล้วได้ค่าประสบการณ์ 147000 แต้ม ครั้งนี้ถูกเพิ่มไปบน ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ทำให้ค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชานี้เพิ่ม 36750 แต้ม

สุดท้ายเป็น ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ ของเฉิงคุน ทำให้ค่าประสบการณ์ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มอีก 147000 แต้ม

จนกระทั่งตอนนี้ ตำราลับตระหนักรู้ของ BOSS ถูกใช้ไปหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกำลังเตรียมจะนำ ‘ตระหนักรู้วิชาธนู’ แปดเล่มที่ได้จากแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดาออกมาเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยพิราบสื่อสารสองตัวที่มาเยือนโดยไม่ได้คาดคิด

[บัดซบ! ที่มันเรื่องอะไรกันแน่ หยวนเจินกับเฉิงคุนเป็นคนเดียวกันไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าถึงสังหารสองคนต่อเนื่องกันได้ อย่าบอกนะว่าเกมนี้ตั้งค่าให้สองคนนี้เป็นคนละคนกัน]…อินปู้คุย

มีแต่คำถามเต็มไปหมด ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของอีกฝ่ายแล้ว

อินปู้คุยในฐานะแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมที่คุ้นเคยกับเนื้อเรื่อง การเข้าใจต้นฉบับคือข้อได้เปรียบที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่น ถ้าผู้ออกแบบเกมเล่นตุกติกอะไรบนตัวละครสำคัญอย่างเฉิงคุน เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ถูกหลอกยับเยินที่สุดในภารกิจเนื้อเรื่อง

อย่างไรเสีย ในฐานะศิษย์อู่ตังคนหนึ่ง ภารกิจเนื้อเรื่อง ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ก็สำคัญกับเขามากกว่าภารกิจ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ กับ ‘กระบี่เย้ยยุทธจักร’ แน่นอน!

เยี่ยเว่ยหมิงเล่าแผนแกล้งตายของหยวนเจินให้ฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง อินปู้คุยตอบกลับมาว่า

[กลยุทธ์โดยละเอียดของของบันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร]…อินปู้คุย

เจ้าหมอนี่ยังมีคุณธรรมน้ำมิตร!

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงขอบคุณแล้ว ก็เตรียมเปิดอ่านตำราลับตระหนักรู้ที่เหลืออยู่ไม่กี่เล่ม ในที่สุดจดหมายของเฟยอวี๋ก็มาถึงแล้ว

[มารับข้าที่จุดพักม้า]…เฟยอวี๋

……

สนามล่าสัตว์ชานเมืองตะวันออก เป็นหนึ่งในสถานบันเทิงที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของต้าตู

ในฉากหลังของเกม สถานที่อย่างสนามล่าสัตว์จัดเป็นสถานบันเทิงเฉพาะของลูกหลานผู้มีอำนาจ ชาวบ้านทั่วไปเข้าใกล้ไม่ได้

แต่ในเมื่อเป็นเกม ทุกสิ่งก็ย่อมมีไว้เพื่อบริการผู้เล่นเป็นหลัก ถ้าไม่ให้ผู้เล่นเข้ามา การออกแบบฉากนี้ไว้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย

แค่จ่ายค่าเข้าสิบเหรียญทอง ผู้เล่นก็เข้าไปข้างในแล้วเสพความบันเทิงจากการล่าสัตว์ได้หนึ่งวันแล้ว

นอกจากนี้ ยิ่งได้เหยื่อในสนามล่าสัตว์มากเท่าไร ก็จะได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะในระดับที่ต่างกันแล้ว ได้ผลมากกว่าการไปตีมอนสเตอร์อัปเลเวลข้างนอกแน่นอน

สรุปก็คือ ที่นี่แทบจะเทียบเท่ากับดันเจี้ยนพิเศษที่หากมีเงินก็จะรีเฟรชได้ไม่จำกัด เพียงแต่ต้องใช้แผนที่ร่วมกับทุกคนก็เท่านั้นเอง

แน่นอน สิบเหรียญทองนี้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายพื้นฐานสำหรับเข้าประตูเท่านั้น หากเจ้าจ่ายเงินน้อยขนาดนี้ ก็จะไม่ได้มีประสบการณ์การล่าสัตว์ที่ดีมากนัก

ผู้ออกแบบเกมไม่มีความเป็นมนุษย์เลย!

ถ้าอยากเพิ่มประสบการณ์ในการล่าสัตว์ ก็ควรเติมเงิน…แค่กๆ ก็ต้องเช่าอุปกรณ์ในสนามล่าสัตว์

ม้าหนึ่งตัว ธนูหนึ่งคัน ชุดล่าสัตว์ ค่าใช้จ่ายสำหรับการเช่าหนึ่งวันก็คือหนึ่งร้อยเหรียญทอง

ม้าเป็นม้าแคระที่ธรรมดามาก แต่ความเร็วของมันตอนวิ่งตะบึงอยู่ในสนามล่าสัตว์ เทียบได้กับความเร็วของผู้เล่นที่มีค่าสเตตัสท่าร่างห้าร้อยแต้มตอนวิ่งอย่างสุดกำลัง ทั้งยังเป็นประเภทที่มีทักษะการขี่ม้าติดอยู่กับตัวสัตว์ด้วย ผู้เล่นไม่ต้องกังวลเลยว่าตัวเองจะไม่รู้ทักษะการขี่ม้า

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เจ้าใช้เท้าวิ่ง คนอื่นขี่ม้าวิ่ง ถ้ามองจากมุมของการโอ้อวดความเท่ ก็ต่างกันไม่ใช่น้อยๆ ถูกไหม

ธนูเป็นธนูล่าสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ พลังโจมตีไม่แข็งแกร่ง แต่กลับทำให้ผู้ที่ถือมันมีทักษะธนูพื้นฐานเลเวลสิบ

ประสิทธิภาพของมันทำได้ถึงขั้นยิงเป้านิ่งร้อยดอกก็เข้าเป้าร้อยดอก ทั้งยังยิงเข้าวงในสุดของเป้าด้วย แต่ถ้าอยากทำให้ได้ถึงขั้นนี้ ก็ต้องเล็งห้าวินาทีแล้วค่อยยิง

กระบอกเก็บลูกธนูก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีการเพิ่มค่าสเตตัส ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือมีจำนวนไม่จำกัด

เอฟเฟ็กต์พิเศษที่บรรยายมาข้างต้นใช้ได้ผลเฉพาะในสนามล่าสัตว์เท่านั้น

เมื่อมีของเหล่านี้แล้ว ถึงจะรับประกันได้ว่าผลตอบแทนของเจ้าจะไม่น่าเกลียดเกินไปในระหว่างที่ล่าสัตว์ ถ้าอยากจะถอนทุนคืนก็ฝันไปเถอะ

อย่างไรเสีย ในแนวคิดของการออกแบบเกม สนามล่าสัตว์นี้ก็คือสถานที่บริการประเภทให้ความบันเทิงแห่งหนึ่งเท่านั้น

แน่นอน สิ่งที่บรรยายไปข้างต้นพุ่งเป้าไปที่ผู้เล่นทั่วไปเท่านั้น ไม่นับรวมผู้เล่นที่มีม้าและทักษะธนูอย่างฉางซิงอวี่

เพียงแต่ในสนามล่าสัตว์แบบนี้ ตราบใดที่เจ้ายอมจ่ายเงิน ผลตอบแทนก็เหนือกว่าผู้เล่นที่เรียนมาตรงสายอย่างฉางซิงอวี่ได้อย่างสบายๆ

[เหยี่ยวล่าสัตว์] ค่าเช่า 1000 เหรียญทอง ผลที่ได้เทียบเท่ากับเปิดใช้งานแผนที่เล็กๆ ที่มีฟังก์ชันจำแนกเหยื่อมาให้

[ชุดเครื่องมือล่าสัตว์ระดับสูง] ม้าเหงื่อโลหิต ธนูเหล็ก ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า เมื่อเจอสัตว์ร้ายที่มีขนาดตัวใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะยิงให้มันตายคาที่ได้ภายในสองถึงสามดอก ค่าเช่า 10000 เหรียญทอง

[หมาป่าหิมะ] ค่าใช้จ่าย 100000 เหรียญทอง ถ้ามีมันแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็จะเดินทางอยู่ในสนามล่าสัตว์ได้ตามอำเภอใจ

ถ้าถามว่าหมาป่าตัวนี้ร้ายกาจขนาดไหน

ในข้อมูลแนะนำของมันก็มีคำอธิบายเพียงประโยคเดียว: เป็นเป็นหมาป่าหิมะที่มีศักยภาพพอจะกัดบูรพาไร้พ่ายให้บาดเจ็บได้!

ในสนามล่าสัตว์ ตอนนี้กำลังมีม้าแคระห้าตัวเดินเนิบนาบอยู่ในสนามอย่างพร้อมเพรียง ตอนที่มันเดิน คนที่อยู่บนม้าก็ยิงธนูออกไปเป็นระยะ ไม่ว่าจะยิงถูกเป้าหมายหรือไม่ก็ไม่สนใจ

ถ้าเหยื่อตายแล้ว ข้างๆ ก็จะมี NPC ฝ่ายบริการคนหนึ่งมาช่วยเก็บเหยื่อ ถ้ายิงไม่ถูกเป้าหมาย พวกเขาก็ไม่เคยคิดไล่ตามเช่นกัน

ส่วนห้าคนที่เดินเล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์ ก็คือพวกอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่วางกับดักในวัดร้างอู๋เจียนเพราะอยากได้ไอเทมดรอปจากเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้

ฟิ้ว!

ยิงธนูออกไปอีกดอก ไม่ถูกเป้าหมาย!

คนธรรมดาเดินดินที่ถูกฆ่าตายก่อนหน้านี้ จู่ๆ ก็ถามอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่อยู่ข้างกันว่า “ที่เจ้าเชิญข้ามาล่าสัตว์เพื่อชดเชยความเสียหายที่ตายไปก่อนหน้านี้ แม้ข้าจะดีใจมาก แต่เจ้าคิดจะปล่อยภารกิจไปอย่างนี้ มัวมาเล่นอยู่ที่นี่จนภารกิจของเจ้าล้มเหลวจริงหรือ”

“ไม่ใช่อยู่แล้ว” อวิ๋นหวาซั่งเซียนส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วบอกว่า “หลังจากผ่านการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ข้าวก็ตัดสินเรื่องบางอย่างได้ นั่นก็คือพวกเราห้าคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาหกคน ต่อให้เพิ่ม BOSS ไปอีกหนึ่งคน ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะชนะอยู่ดี…

…แล้วข้าก็ทำใจไม่ได้ที่ต้องให้พวกเจ้ามาช่วยข้า แล้วเดินเข้าสู่อันตรายเพื่อข้าอีกครั้ง เลือกลงมือในเวลาที่มั่นใจที่สุดจะเหมาะสมกว่า”

ตอนนี้ คนที่เดินอยู่อีกข้างของอวิ๋นหวาซั่งเซียนยังมีขุนเขาลำธารย่อมพานพบ เขาอดขมวดคิ้วถามไม่ได้ว่า “มั่นใจ? ยังมีเหตุการณ์ที่มั่นใจกว่าตอนที่พวกเขาไปรายงานผลภารกิจที่วัดร้างโหย่วเจียน แล้วมีอาจารย์จอมเอาเปรียบที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ของเจ้าอยู่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยอีกหรือ”

“หยวนเจินอยู่ที่นั่นด้วยอาจไม่ใช่เรื่องดี” ทันใดนั้น ผู้เล่นชุดเขียวที่อยู่ฝั่งซ้ายสุดติดกับคนธรรมดาเดินดินเอ่ยช้าๆ ว่า “ที่จริง ในภารกิจนี้ พวกเราถือว่าได้เปรียบที่สุดแล้ว ถ้ายังไม่รู้จักฉวยโอกาสลงมือตอนที่พวกเขาไปรายงานผลภารกิจที่วัดร้างโหย่วเจียนอีก เจ้ารับประกันได้หรือว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดอะไรกับภารกิจ”

ผู้เล่นคนนี้ก็คือหนึ่งในคนที่ใช้ดรรชนีเอกสุริยันลอบจู่โจมเยี่ยเว่ยหมิงไม่สำเร็จ ต่อให้ถูกปลิดชีพคาที่ก็ไม่ยอมเปิดเผยชื่อแซ่

ชื่อของเขาก็คือต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียง

รู้สึกหรือเปล่าว่าชื่อนี้แปลกมาก

รู้สึกว่าแปลกน่ะถูกแล้ว!

เดิมทีเขาชื่ออาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียง เพียงแต่ตอนหลังเข้าสำนักลับของตระกูลต้วนแห่งแคว้นต้าหลี่ จึงเติมคำว่าต้วนไว้ข้างหน้าชื่อ จึงฟังดูหัวมังกุท้ายมังกรเช่นนี้

“การเปลี่ยนแปลงหรือ” ขุนเขาลำธารย่อมพานพบงงไปชั่วขณะ “เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่า หยวนเจินจะกลับคำกะทันหัน ไปช่วยพวกเยี่ยเว่ยหมิงสู้กับพวกเราหรอกใช่ไหม”

ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงส่ายหน้าบอกว่า “ผู้ออกแบบระบบย่อมไม่เสียสละบทบาทและจุดยืนที่มีมาตั้งแต่แรกเพื่อสร้างปัญหาให้พวกเราอยู่แล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้น…

…ยกตัวอย่างเช่น จู่ๆ หยวนเจินก็อาการบาดเจ็บกำเริบ ตัวเองไม่มีทางลงมือได้ แต่กลับให้พวกเราไปช่วยเขากำจัดศัตรู หากทำไม่สำเร็จ สหายอวิ๋นหวาก็จะถูกลงโทษเพราะภารกิจล้มเหลว ถึงขั้นตัดขาดสัมพันธ์ศิษย์และอาจารย์ ส่วนการถูกไล่สังหาร พวกเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไรดี”

“เอ่อ…”

ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถูกถามจนอึ้ง แต่ต้องบอกเลยว่า การให้ผู้เล่นสองกลุ่มสู้กันอย่างยุติธรรมต่างหากที่เป็นกลยุทธ์ดั้งเดิมของภารกิจในเกม

ถ้าเปลี่ยนเป็นยามปกติ ยอดฝีมือในเกมอย่างพวกเขานอกจากจะไม่เกลียดชังภารกิจแบบนี้แล้ว กลับรู้สึกนิยมชมชอบด้วยซ้ำ

แต่ตอนที่พวกเขาเจอกับทีมยอดฝีมือที่เก่งกาจกว่าตัวเอง กลับไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว

เมื่อเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ข้างกันเห็นสหายถูกบีบให้ยอมแพ้ ก็อดถามไม่ได้ว่า “แต่ถ้าพวกเราไม่ไป แล้วหยวนเจินถูกพวกเขาฆ่าตายขึ้นมาจะทำอย่างไร ก่อนหน้านี้พวกเจ้าเคยพูดไว้แล้ว ว่าเยี่ยเว่ยหมิงนั่นอาจจะเดาออกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหยวนเจิน พอถามแล้ว ระบบก็แจกภารกิจสังหารหยวนเจินให้พวกเขาตามสถานการณ์ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอยู่ดี”

“แล้วนั่นเกี่ยวอะไรกับข้า” อวิ๋นหวาซั่งเซียนส่ายหน้า “หากเขาถูกสังหาร เมื่อถูกรีเฟรชออกมาใหม่ก็ยังเป็นอาจารย์จอมเอาเปรียบของข้าอยู่ดี ภารกิจที่ควรแจกให้ข้าก็ยังต้องแจกเหมือนเดิม แต่ถ้าพวกเราอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตอนที่เขาถูกกลุ่มคนทำร้าย เช่นนั้นก็จะเกี่ยวกับข้าจริงๆ แล้ว…

…ดังนั้น พวกเราค่อยๆ เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์ดีกว่า…

…เยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจใช้รถม้าไม่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่โดนข้อจำกัดนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหลังจากเขาทำภารกิจเสร็จแล้ว ยังมีหน้ารั้งสหายของตัวเองให้คอยปกป้องเขาทั้งวันได้”

พอพูดถึงตรงนี้ มุมปากของอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็ยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ดังนั้น ตราบใดที่พวกเรารอออกไปตอนหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายของภารกิจ อาศัยแค่เรื่องที่ข้ารู้พิกัดของเขา แล้วโจมตีแบบห้าต่อหนึ่ง ยังต้องกลัวเขาจะหนีอีกหรือ”

“เอ่อ คือเรื่องนั้น…” ตอนนี้ กลับได้ยินเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่อีกด้านพูดขึ้นว่า “ตอนนี้ถ้าอยากจะยืนยันเส้นทางของเยี่ยเว่ยหมิง ข้าว่าคงไม่ต้องใช้ทักษะการระบุตำแหน่งของเจ้าแล้ว”

ขุนเขาลำธารย่อมพานพบขมวดคิ้ว “เจ้ารู้หรือว่าเขาอยู่ที่ไหน”

“เขาก็อยู่นอกป่าที่อยู่ห่างจากตรงหน้าเยื้องขวาพวกเราออกไปหนึ่งร้อยเมตรไงล่ะ” เซียนสาวน้อยนักกินเตือนเพื่อนอีกสี่คนเสียงดัง “เขามาแล้ว!”

อะไรนะ?

พอสิ้นเสียงเซียนสาวน้อยนักกิน สายตาของทั้งห้าก็มองไปทางป่าผืนเล็กที่นางบอกพร้อมกัน

เห็นเยี่ยเว่ยหมิงที่สวมชุดขุนนางทั้งตัวเดินออกมาจากกลางป่า ในมือของเขาถือกระบี่อาญาสิทธิ์แวววาวเล่มหนึ่ง พอเห็นทุกคนมองมาที่เขา มุมปากเขาก็ยกขึ้นเผยรอยยิ้มที่สื่อว่ารู้ทัน จากนั้นก็กดร่างกายให้ต่ำลง แล้ววิ่งตะบึงมาทางพวกเขาด้วยความเร็วอันน่ากลัวที่เร็วกว่าม้าห้าตัวของพวกเขาหนึ่งเท่า

วิธีการวิ่งของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ก็คือ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ ซึ่งเป็นวิชาการวิ่งสิบสองตัวอักษรใน ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เมื่อเทียบกับวิชาตัวเบาส่วนใหญ่ นอกจากท่าทางจะไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสง่างามแล้ว ยังถึงขั้นใช้คำว่าน่าเกลียดได้

ตอนที่ค่าสเตตัสท่าร่างของเขาสูงถึง 1038 แต้ม ความเร็วที่แสดงออกมากลับทำให้ยอดฝีมือท่ามกลางผู้เล่นทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกละอายเพราะเทียบไม่ติด!

ก็เหมือนที่เซียนสาวน้อยนักกินบอกไว้

เยี่ยเว่ยหมิงมาแล้ว!

ก่อนหน้านี้อวิ๋นหวาซั่งเซียนวางแผนไว้มากมาย เป้าหมายของเขาก็เพื่อจะสร้างสถานการณ์โจมตีแบบห้ารุมหนึ่ง

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับใช้การกระทำบอกพวกเขาว่า พวกเจ้าจะวางแผนเยอะขนาดนั้นให้สิ้นเปลืองเวลาทำไม

สถานการณ์ที่พวกเจ้าต้องการ ข้าสร้างให้พวกเจ้าก็ได้!

แต่จะเป็นห้ารุมหนึ่ง หรือหนึ่งฟาดห้า ก็ต้องดูที่ความสามารถของพวกเจ้าแล้ว!


“ช่างเป็นคนหนุ่มที่บ้าระห่ำ”

การที่เยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัวอยู่ในที่กว้างโล่งเช่นนี้คนเดียว ก็ถือเป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากแล้ว

และพฤติกรรมนี้ก็ยั่วโมโหผู้เล่นห้าคนตรงหน้าที่ตั้งตัวขึ้นมาเป็นยอดฝีมือเองเช่นกัน

เยี่ยเว่ยหมิง

พวกเรายอมรับว่าเจ้าเก่งกาจ

พวกเราก็รู้เช่นกันว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า

แต่การที่เจ้าปรากฏเหมือนเป็นนักเลงโต อยากจะบุกเดี่ยวมาท้าทายพวกเราห้าคนเช่นนี้ ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเกินไปแล้ว

สองคนแรกที่เคลื่อนไหวก็คือขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ใกล้กับทางที่เขาปรากฏตัวที่สุด พอภูเขาหิมะวิหคทองคู่นี้เห็นเยี่ยเว่ยหมิงพุ่งมาถึงด้วยความเร็ว ทั้งสองที่นั่งอยู่บนอานม้าแถวเดียวกันก็ทะยานขึ้นจากหลังม้าพร้อมกันทันที ตอนที่ตัวอยู่กลางอากาศ ดาบและกระบี่ก็ถูกชักออกมาพร้อมกัน หลังจากเหยียบลงพื้นแล้ว ก็เข้าไปรับมือกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าไร้ความหวาดกลัว

อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่อยู่ติดกับพวกเขาก็อยากจะลงมือทันทีเช่นกัน แต่กลับถูกคนธรรมดาเดินดินที่อยู่ข้างกันขวางไว้ “อวิ๋นหวา ในบรรดาพวกเราห้าคน มีเพียงเจ้าที่มีภารกิจติดตัวอยู่ อย่าให้เกิดความผิดพลาด คอยคุมอยู่แนวหลังสุดดีกว่า”

พอพูดจบก็ทะยานตัวขึ้นมา ตามหลังคู่ภูเขาหิมะวิหคทองไปติดๆ

ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงที่อยู่อีกด้านก็แทบจะทะยานตัวขึ้นมาพร้อมคนธรรมดาเดินดิน เพียงแต่ชั่วพริบตาที่กระโดดขึ้นจากหลังม้า ก็พึมพำด้วยเสียงเบาที่มีแค่ตัวเองได้ยินว่า “เจ้าหมอนี่ หาที่นี่เจอได้อย่างไร”

ตอนที่อีกฝ่ายลงมือ เดิมทีสูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ อย่าง ‘เวลา=ระยะทาง÷ความเร็ว’ ก็กลายเป็นปัญหาการพบเจอกันที่ค่อนข้างซับซ้อนแล้ว

แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องคำนวณก็รู้แล้ว

นั่นก็คือ หากพวกเขาสองคนใช้ความเร็วสุดกำลังเข้ามารับหน้า เวลาที่พวกเขาสองฝ่ายจะได้พบกัน ก็ต้องเร็วกว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงวิ่งมาหาตำแหน่งของพวกเขาห้าคนฝ่ายเดียวแน่นอน

เมื่อเห็นว่าอยู่ใกล้กับเยี่ยเว่ยหมิงมากแล้ว ถ้าคำนวณตามความเร็วในการเคลื่อนที่ของทั้งสองฝ่าย ถ้าลงมือตอนนี้ก็จะโจมตีถึงตัวเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว ขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินจึงใช้ดาบและกระบี่ในมือพร้อมกัน

เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ…ต้นสนรับแขก!

วิชาดาบวิหคทอง…เปิดประตูคารวะโจร!

เคล็ดกระบี่และกระบวนท่าดาบที่ทั้งเกื้อกูลทั้งข่มกันนี้ เมื่อใช้พวกมันพร้อมกัน กลับอุดช่องโหว่ที่อยู่ในนั้นให้หายไป และยิ่งเกิดการสั่นสะเทือนร่วมกันบนชั้นของกำลังภายใน ทำให้สองกระบวนท่านี้แสดงประสิทธิภาพออกมามากขึ้นพร้อมกัน!

ที่วัดร้างอู๋เจียนก่อนหน้านี้ น้องดาบเคยบอกไว้แล้ว ถ้านางอยากจะเอาชนะสองคนนี้แบบหนึ่งต่อสอง ก็จะต้องเห็นกระบวนท่าทั้งหมดของพวกเขารอบหนึ่งก่อน รอให้พวกเขาจำเป็นต้องใช้กระบวนท่าซ้ำ นางถึงจะมีโอกาสโจมตีครั้งเดียวให้ศัตรูแตกพ่าย

ในความเป็นจริง หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงตื่นตัวเอ็ฟเฟ็กต์พิเศษอย่าง ‘เงาของเทพกระบี่’ ความสามารถในการตัดสินก็กล่าวได้ว่าใกล้เคียงกับน้องดาบ

น้องดาบทำได้ เขาก็ทำได้เช่นกัน!

แต่ตอนนี้ศัตรูที่เยี่ยเว่ยหมิงต้องเผชิญหน้ากลับไม่ใช่สองคนนี้ แต่เป็นยอดฝีมือทั้งห้าคน!

ดังนั้นพวกเขาที่มีวิทยายุทธ์โจมตีร่วมกัน ก็ไม่คิดว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะมีความสามารถในการตีฝ่าดาบและกระบี่ของพวกเขาได้ภายในเวลาสั้นๆ เช่นกัน ตราบใดที่พวกเขาถ่วงเวลาได้สักครู่ คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงตามมาติดๆ ก็จะมาล้อมหลังได้แล้ว

เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะกลายฉากที่เป็นยอดฝีมือสี่คนร่วมมือกันล้อมโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียว

ส่วนอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่มี่วิชาประเภทควบคุมอย่าง ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ขอเพียงเขาเคลื่อนไหวได้ถูกจังหวะ พวกเขาก็จะมีความมั่นใจเต็มที่ว่าจะฟันร่างของคนยโสโอหังอย่างเยี่ยเว่ยหมิงได้!

กลยุทธ์แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าการที่ทั้งห้าคนเฝ้าตอไม้รอกระต่ายอยู่ที่เดิมเป็นวิธีที่ชาญฉลาดมาก

ไม่อย่างนั้นถ้าเยี่ยเว่ยหมิงฆ่าอวิ๋นหวาซั่งเซียนได้ก่อนที่ตัวเองจะถูกพวกเขาฟันร่าง ก็จบภารกิจไล่สังหารได้ล่วงหน้า

เช่นนั้นต่อให้ในภายหลังพวกเขาหั่นร่างเยี่ยเว่ยหมิงเป็นแปดชิ้น ก็ถือว่าแพ้อยู่ดี!

ดังนั้น พวกเขาต้องรับประกันว่าฆ่าเยี่ยเว่ยหมิงได้โดยที่อวิ๋นหวาซั่งเซียนยังปลอดภัย!

หากมองจากมุมนี้ กลยุทธ์ของพวกเขาก็ถือว่าฉลาดหลักแหลม

ทว่า แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่สองคนนั้นใช้ดาบและกระบี่ ในดวงตาเยี่ยเว่ยหมิงกลับอมยิ้มเหมือนคาดไว้แล้ว เท้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย ตอนที่เท้าขวาเหยียบพื้นกลับออกแรงมากขึ้นกะทันหัน ร่างทะยานขึ้นกลางอากาศ ใช้ความเร็วสุดขีดทะยานผ่านด้านบนตัวของทั้งสองไปโดยตรง

แปดก้าวไล่ทันคางคกแม้จะไม่ถนัดเรื่องกระโดดสูง แต่อาศัยท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ถ้าอยากจะทำให้ได้ก็ไม่มีปัญหา

แย่แล้ว!

ทั้งสองนึกไม่ถึงเลยว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเผชิญกับดาบกระบี่ผนึกรวมของพวกเขาแล้วจะใช้กลยุทธ์การต่อสู้แบบนี้ พวกเขาฝืนหยุดใช้กระบวนท่าดาบและกระบี่กลางคัน ต่างคนต่างเก็บอาวุธแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ปกป้องจุดสำคัญบนร่างกายท่อนบนของตัวเองไว้

แต่ตอนที่ทั้งสองหมุนตัวกลับมา ถึงได้พบว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่มีท่าทีสนใจพวกเขาเลย

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงไปรับมือกับศัตรูระลอกที่สองข้างหน้าอวิ๋นหวาซั่งเซียนโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมาแล้ว พวกเขาก็คือคนธรรมดาเดินดินแห่งสำนักดาบโลหิต ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงจากตระกูลต้วนแห่งแคว้นต้าหลี่

ที่แท้ค่าสเตตัสท่าร่างสูงก็ทำตามอำเภอใจได้แบบนี้นี่เอง!

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงข้ามยอดฝีมือสองคนตรงหน้ามาหาตนโดยตรง คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงก็ลงมือพร้อมกัน คนหนึ่งใช้ดาบโลหิตฟันแนวขวาง อีกคนถือกระบี่แทงอย่างรวดเร็ว

ตอนที่ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงใช้กระบี่โจมตี ก็เริ่มโคจรวิชาดรรชนีเอกสุริยันเงียบๆ แล้ว เตรียมปล่อยใส่เยี่ยเว่ยหมิงได้ทุกเมื่อ

ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงกล้ากระโดดข้ามหัวพวกเขาไปเหมือนก่อนหน้านี้ เขาก็มั่นใจว่าใช้เพียงนิ้วเดียวแตะเยี่ยเว่ยหมิงลงมาได้ จากนั้นก็รัวสับฟันร่าง!

สำหรับพวกเขาทั้งคู่ เรื่องที่ต้องทำตอนนี้ก็คือถ่วงเวลา ขอเพียงถ่วงเวลาได้แม้วินาทีเดียว ขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ข้างหน้าก็จะกลับมาช่วยสนับสนุนได้ทันเวลา

ถึงตอนนั้น กลยุทธ์ที่พวกเขาใช้ได้ ก่อนหน้านี้บอกไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้ไม่พูดซ้ำอีกแล้ว

ทว่าครั้งนี้

ยามเผชิญหน้ากับการร่วมดักโจมตีของทั้งสอง เยี่ยเว่ยหมิงกลับซ่อนกระบี่อาญาสิทธิ์ไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันมือซ้ายก็ขยับฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้งเพื่อรับดาบและกระบี่ของสองคนนั้น

มังกรซ่อนกบดาน!

โฮก!

ท่ามกลางเสียงสัตว์ร้ายที่เหมือนมังกรดุคำราม กำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงก่อตัวเป็นพลังฝ่ามือรูปมังกรสีฟ้าระยิบระยับแล้ว มันถล่มไปบนดาบและกระบี่ในมือของสองคนนั้น!

พรึ่บ!

-2432

-2216

ภายใต้การโจมตีนี้ ทำให้เกิดตัวเลขดาเมจจำนวนมากสองกลุ่ม!

คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลเกินต้านที่ถ่ายทอดจากดาบและกระบี่มาถึงทั่วร่างกายของตัวเอง ภายใต้พลังมหาศาลกลุ่มนี้ ร่างกายของพวกเขากระเด็นถอยหลังอย่างควบคุมไม่ได้

ตอนที่ตัวลอยอยู่กลางอากาศพลันรู้สึกได้ว่ากำลังภายในที่เย็นเฉียบทะลุเข้ามาในเส้นลมปราณพิเศษแปดเส้นของพวกเขา แทบจะแช่แข็งน้ำเลือดของพวกเขาแล้ว!

หลังจากเหยียบลงพื้น ร่างกายที่แข็งทื่อของพวกเขาก็รักษาสมดุลไม่ได้ไปชั่วขณะ ล้มคะมำทันที

นึกไม่ถึงว่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’ กับแหวนหยกเย็นรวมกันแล้วจะได้ประสิทธิภาพดีขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างพอใจผลงานของตัวเอง ตัวพุ่งเข้าไปหาอวิ๋นหวาซั่งเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายที่อยู่ใกล้เขาที่สุดแล้ว!

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงกระโดดข้ามคู่ต่อสู้ของตัวเองไปสองคน โจมตีจนล้มคว่ำไปสองคนอย่างมิอาจต้านทาน แล้วพุ่งมาตรงหน้าตัวเองราวกับเป็นพระเจ้า อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็แทบตาถลนออกมา

โอ้ลูกพ่อ!

โอย ท่านอาจารย์จอมเอาเปรียบ คนที่ท่านให้ข้าไล่สังหารเป็นใครกันแน่!

ขณะที่กำลังตกตะลึง อวิ๋นหวาซั่งเซียนกลับไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้เสมอไป เพราะเขามีกระบวนท่าสุดท้ายที่ยังไม่งัดออกมาใช้

ตอนนี้เขาทำได้เพียงตั้งความหวังกับนิ้วที่เป็นเหมือนของล้ำค่าประจำตระกูลแล้ว

ขอเพียงนิ้วนี้โจมตีถูกเป้าหมาย ก็เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ได้!

แต่ถ้าถามว่าแพ้แล้วจะเป็นอย่างไร ไอรีน:เนื่องจากทันล่าสุดตามต้นทางจึงเหลือวันละ1ตอน

ด้วยสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ ทำให้เขาไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงตรงหน้าตัวเองแล้ว อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็กัดฟันกรอด จิ้มนิ้วออกไปหนึ่งทีตรงหัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงโดยตรง

ดรรชนีเย็นแปลง!

‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ที่อวิ๋นหวาซั่งเซียนได้รับถ่ายทอดมาจากเฉิงคุน ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล ตอนนี้มีเพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพของมันกลับประจักษ์ชัดแจ้งต่อสายตาทุกคน แล้วเพื่อรับประกันว่านิ้วนี้จะโจมตีถูกเป้าหมาย ตอนที่เขาโจมตีออกมา ก็ได้เพิ่มความเร็วของท่าร่างและการโจมตีขึ้นเยอะด้วย!

ความเร็วของอวิ๋นหวาซั่งเซียนตอนนี้ ผู้เล่นเป็นยอดฝีมือทั่วไปไม่มีทางหลบได้ทันเวลาเลย

แต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้เล่นยอดฝีมือทั่วไปหรือ

ไม่ใช่!

ภายใต้ผลของ ‘เงาของเทพกระบี่’ แม้ความเร็วของอวิ๋นหวาซั่งเซียนเพิ่มขึ้น แต่ในสายตาของเขากลับเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ถึงขั้นทำให้เขารับมือไม่ไหว

หลังจากประมือกับเฉิงคุน เยี่ยเว่ยหมิงก็มีความเข้าใจต่อ ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ในระดับหนึ่งแล้ว

เขารู้ว่ากระบวนท่านี้มีแต่ต้องโจมตีให้ถูกเป้าหมายเท่านั้น ถึงจะแช่แข็งเป้าหมายได้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขจำกัดเพิ่มเติมมากขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่นความแตกต่างด้านวิชาของทั้งสองฝ่าย ก็ต้องมีขีดจำกัดนี้แน่นอน แต่เขาก็ไม่อยากไปทดลองสิ่งเหล่านี้

เขาเพียงพลิกข้อมือซ้ายเงียบๆ ดีดลูกดีดเหล็กออกมา ก่อนที่ดรรชนีเย็นแปลงของอีกฝ่ายจะสัมผัสบนตัวเขา ลูกดีดเหล็กก็ถูกตรงหว่างคิ้วของอีกฝ่ายก่อนแล้ว โจมตีจนเกิดตัวเลขคริติคอลดาเมจที่เจิดจ้าสวยงาม

แกร๊ง!

-27366!

ท่ามกลางแสงสีขาวอ่อนละมุนที่ปกคลุมร่างกาย อวิ๋นหวาซั่งเซียนลอยขึ้นฟ้าอย่างเป็นอย่างการ!

ส่วนข้างหูของเยี่ยเว่ยหมิง ในที่สุดก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รอมานานดังขึ้น

[ติ๊ง! คุณโจมตีสังหารผู้เล่นอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่ไล่สังหารคุณสำเร็จ ทำภารกิจ ‘ต่อต้านการไล่สังหาร’ สำเร็จล่วงหน้า ได้รับรางวัลภารกิจเป็น เพิ่มเลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ หนึ่งเลเวล!]

[ติ๊ง! ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของคุณเพิ่มเลเวลแล้ว ตอนนี้คือเลเวลสิบ!]

ตั้งแต่เยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัว ห้าคนที่อยู่ตรงหน้าก็ลงมือพร้อมกัน ‘เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ’ ‘วิชาดาบวิหคทอง’ ‘เคล็ดวิชาดาบโลหิต’ ‘เคล็ดกระบี่ตระกูลต้วน’ ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ …กล่าวได้ว่าพวกเขาห้าคนทำเต็มที่ทุกวิถีทางแล้ว แต่กลับถ่วงเวลาเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว

ห้าคนนี้รวมตัวกันแล้วคิดว่าตัวเองเป็นกระบวนทัพที่พร้อมทั้งรุกทั้งรับ แต่ถูกเขาคนเดียวพุ่งโจมตีจนกระจัดกระจาย จากนั้นก็ปลิดชีพอวิ๋นหวาซั่งเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายของขาตายคาที่

ในระหว่างนั้น เขาถึงขั้นยอมอ่อนข้อให้ห้าคนนี้ด้วยการใช้มือหนึ่งข้างกับกระบี่หนึ่งเล่ม

สำหรับเหตุการณ์นี้ สี่คนที่เผชิญหน้ากับบุคคลรับมือยากล้วนตะลึงค้างแล้ว!

จะว่าไป เจ้าก็ถือกระบี่ออกมาตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ อย่าบอกนะว่าถือเอาไว้เก๊กหล่ออย่างเดียว

ความจริงพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร

เมื่อครู่นี้ที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงเตรียมสองท่าไม้ตายใหญ่เอาไว้วัดตัวให้อวิ๋นหวาซั่งเซียน!

เขาซ่อนกระบี่ล้ำค่าไว้ข้างหลังมาจนกระทั่งตอนนี้ ก็เพราะเตรียมใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’ ที่เป็นหนึ่งในท่าไม้ตายของเขา

อย่างไรเสีย ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ แม้จะมีประสิทธิภาพแข็งแรง แต่เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ปกติ ถ้าคิดจะโจมตีให้ถูกเป้าหมายซึ่งๆ หน้าก็ไม่ง่ายอยู่ดี โดยเฉพาะยอดฝีมืออย่างอวิ๋นหวาซั่งเซียน มีโอกาสมากที่อีกฝ่ายจะต้านไหวหรือไม่ก็หลบได้

ดังนั้น เมื่อครู่หากอวิ๋นหวาซั่งเซียนใช้กระบวนท่ากระบี่ที่ปล่อยออกไปและเก็บกลับมาได้โจมตี เขาจะต้องใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’ จัดการกับอีกฝ่าย แต่ถ้าอีกฝ่ายเดิมพันด้วยดรรชนีเย็นแปลง เช่นนั้นก็ต้องใช้ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ทักทายอีกฝ่ายแล้ว

ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็ต้องตาย!


เขาไม่รีบร้อนดูค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เลเวลเต็มแล้ว แต่กลับหันกลับมาช้าๆ มองคู่ต่อสู้สี่คนที่เข้ามาล้อมตนไว้อีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าสังหารอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็เพียงเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับที่พวกเจ้าสู้กับข้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ…

…และการสู้กับพวกเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับข้า ดังนั้นข้าไม่อยากประมือกับพวกเจ้า…

…ถ้าพวกเจ้าไม่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องข้าก่อน”

พอสี่คนนี้ได้ยิน ก็แยกกันไปล้อมเยี่ยเว่ยหมิงไว้สองฝั่งซ้ายขวาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างระแวดระวัง สายตาจ้องมองอย่างไม่ประมาทพร้อมถอยหลังไปด้วย จนกระทั่งถอยไปถึงตำแหน่งที่ม้ายืนอยู่ ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถึงได้ตะโกนบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”

พอพูดจบ ทั้งสี่คนก็จูงม้าห้าตัวจากไปเงียบๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา

จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบขึ้นมา เพื่อดู ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ถึงระดับสมบูรณ์แล้ว

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 10

ค่าประสบการณ์: …

สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุนฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล

พลังชีวิต +2500

กำลังภายใน +6000

ความแข็งแกร่ง +320

พละกำลัง +320

ท่าร่าง +320

ความว่องไว +320

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เคล็ดชำระปราณ

เคล็ดชำระปราณ: ดูดซับพลังปราณฟ้าดินป้อนใส่ตัวเอง เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ จะได้ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายใน 50% ของสถานะนั่งสมาธิ!

หยินหยางสมดุล: ปรับเปลี่ยนหยินหยางของกำลังภายในตัวเองได้ทุกเมื่อ สมใจอยากปรารถนาทุกประการ

……

หมายความว่าอะไร

ไม่เหมือนกับ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่มีข้อมูลแนะนำอย่างง่ายๆ และได้ผลลัพธ์เร็ว ข้อมูลแนะนำของ ‘หยินหยางสมดุล’ กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอ่านจนหน้างง

ลองนึกย้อนถึงข้อมูลที่ตัวเองรู้ตอนนี้อย่างละเอียด รวมทั้งกลยุทธ์ ‘ยิ้มเย้ยยุทธภพ’ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ ที่อินปู้คุยให้มาก่อนหน้านี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่พบบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวข้อง

ด้วยความจนใจนี้ เขาทำได้เพียงเลิกคิดวนเวียน เตรียมจะกลับไปถามหวงโส่วจุนผู้ที่มีความรู้ล้ำลึก

กลับเป็นค่าสเตตัสของวิชานี้ที่ยอดเยี่ยมมากหลังเพิ่มจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ พลังชีวิตเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเดิม 700 แต้ม กำลังภายในเพิ่มขึ้น 1500 แต้ม!

นอกจากนี้ ค่าสเตตัสอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นรายการจะห้าสิบแต้มเช่นกัน เรียกว่าโหดมากจริงๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีค่าสเตตัส ‘หยินหยางสมดุล’ เพิ่มมา อาศัยแค่โบนัสค่าสเตตัสยอดเยี่ยมนี้อย่างเดียว เขาก็ไม่ขาดทุนแล้ว

พอเขาหันกลับไป ตอนนี้เฟยอวี๋ขี่ม้าออกจากที่ซ่อนตัวในป่าก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็ถามพร้อมรอยยิ้ม “ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงที่ตอนนี้มีหยินหยางสมดุลอารมณ์ดีมาก ได้ยินแล้วพยักหน้าขานรับ ก่อนจะส่งคำขอซื้อขายให้เฟยอวี๋ทันที คิดบัญชีอย่างตรงไปตรงมาแล้วถือโอกาสถาม “ต่อไปเจ้าคิดจะทำอะไร อยู่ล่าสัตว์ที่นี่ หรือกลับไปทำภารกิจของเจ้าต่อ”

“ข้าก็ต้องกลับไปล่าสัตว์ต่ออยู่แล้ว!” เฟยอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ข้าออกเงินเช่าม้ากับกระบอกเก็บลูกธนูเองเลยนะ ถ้าไม่ใช้งานพวกมัน ข้าก็รู้สึกขาดทุนแย่”

ค่าตั๋วเข้าสนามล่าสัตว์ของพวกเขาสองคน เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเป็นคนออกเงิน ถึงอย่างไรเฟยอวี๋ก็มาเพื่อช่วยเขาทำภารกิจ จะให้หักเงินนี้จากค่าแรงสองร้อยเหรียญทองก็ไม่ใช่เรื่อง

ม้าและลูกธนูไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับการทำภารกิจ ล้วนเป็นของที่เฟยอวี๋ออกเงินเช่าเอง

มองออกเลยว่าเขาชอบกิจกรรมบันเทิงอย่างการล่าสัตว์มากจริงๆ

ที่จริงเขาเช่าชุดล่าสัตว์ระดับต้นมาทั้งชุด เพียงแต่เขาไม่ชอบธนูล่าสัตว์ขยะคันนั้น เพราะ ‘วิชาธนู’ ที่ติดมากับธนูยังได้ผลไม่ดีเท่าวิชาธนูของเฟยอวี๋เอง แต่ม้าที่แถมวิชาขี่ม้ามาให้กับกระบอกเก็บลูกธนูที่มีลูกธนูไม่จำกัดก็ใช้งานได้ดีมาก น่าเสียดายที่เช่าแค่อย่างเดียวไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเช่ามาทั้งชุด จากนั้นก็โยนธนูเส็งเคร็งคันนั้นเข้ากระเป๋าสัมภาระ

พูดตามตรงว่าสถานการณ์ของเฟยอวี๋เหมาะกับการล่าสัตว์มากจริงๆ

วิชาธนูของเขาเลเวลไม่ต่ำ เขาเลือกเป็นวิชารองที่ฝึก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีทักษะระดับกลางแล้ว ประกอบกับทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเขาอีก เขาก็เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์แห่งนี้ได้อย่างอิสระเสรีมากจริงๆ

เมื่อเปิดใช้เอฟเฟ็กต์ของทักษะ ขอบเขตการสืบเสาะก็ใหญ่กว่าใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ที่มีค่าเช่าหนึ่งพันเหรียญทองต่อวันอีก เหมือนเปิดระบบโกงในเกมล่าสัตว์!

หลังจากบอกลาเฟยอวี๋แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์เสียเลย แล้วโค้งเอวลง ใช้วิธีวิ่งแบบ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ จากวิชาตัวเบาแปดก้าวไล่ทันคางคกเลเวล 7 (+1) ทั้งตัวเหมือนแมวป่าที่หลุดจากเชือก วิ่งไปที่ขอบสนามล่าสัตว์อย่างรวดเร็วเหมือนบิน ไปหา NPC ที่รับหน้าที่ส่งออกไป

หลังจาก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มเป็นเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์ ความเร็วของเยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้หลายส่วน

ความเร็วแบบนี้ เฟยอวี๋ที่นั่งอยู่บนม้าเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ

แต่ไม่นานเขาก็เริ่มใช้จิตวิญญาณของอาคิว[1]ปลอบใจตัวเอง “วิ่งเร็วแล้วมีประโยชน์อะไร ท่าทางน่าเกลียดจะตาย เก่งไม่เก่งเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ความหล่อต่างหากที่จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต!”

……

หลังจากนั้นพักหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยท่าร่างที่ค่าสเตตัสสูงมากของเขามาถึงจุดที่นัดเจอกับพวกถังซานไฉ่ คนอื่นๆ มาถึงตั้งนานแล้ว กำลังรอเขาคนเดียว

แต่คนที่ชอบรวยเงียบๆ อย่างเขาไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองอัปเลเวลกำลังภายในระดับสูงจนถึงระดับสมบูรณ์ได้อย่างราบรื่น เพียงนำกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายลับออกมาจากหน้าอก แล้วเข้าประเด็นทันที “เรื่องด่วนของพวกเราตอนนี้ ก็คือปรึกษากันว่าต่อไปจะส่งจดหมายภารกิจนี้อย่างไร”

“ไม่ใช่ว่าส่งจดหมายไปที่สำนักคุนหลุนโดยตรง จากนั้นก็ถือโอกาสรับรางวัลภารกิจหรอกหรือ” หนิวจื้อชุนถาม

ตอนนี้หนิวจื้อชุนอยากได้รางวัลภารกิจจนแทบอดทนรอไม่ไหว จะได้ชดเชยค่าวีรบุรุษที่เขาเสียไปก่อนหน้านี้

ฉางซิงอวี่มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยแววตาล้ำลึกแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างไม่จริงจังว่า “ถ้าแค่ต้องการไปส่งจดหมาย ข้าว่าก่อนที่สหายเยี่ยจะไปจัดการธุระส่วนตัว ก็คงไม่เลือกสถานที่นัดพบเป็นที่นี่หรอก…

…เพราะถ้าไปคุนหลุนโดยตรง วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือนั่งรถม้าที่จุดพักม้า”

ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาพิจารณาถึงปัญหานี้มาก่อนเช่นกัน

การวิ่งเต้นทำธุระโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สไตล์ของเยี่ยเว่ยหมิง

ชั่วขณะนั้น สายตาทุกคนก็ไปรวมอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว กำลังสงสัยว่าเขามีแผนการอะไรกันแน่

ส่วนฉางซิงอวี่ก็เป็นคนแรกที่คาดเดาอย่างกล้าหาญ “ก่อนตายฟ่านเหยาบอกไว้ว่าราชสำนักมองโกลส่งยอดฝีมืออกมาหมดเพื่อล้อมสังหารไป๋ลู่จื่อ เจ้าสำนักคุนหลุนที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิต ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งตะวันตกของเมืองสามสิบลี้ หากเดาไม่ผิด สหายเยี่ยอยากจะตรงไปที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิตเพื่อช่วยคนออกมา!…

…แต่ขออภัยที่ข้าพูดตรงๆ” พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉางซิงอวี่ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตั้งแต่กล่องเหล็กนี้มาอยู่ในมือพวกเรา จนป่านนี้ก็เป็นเวลาสองชั่วยามแล้ว เจ้าคิดว่าถ้าพวกเราตามไปตอนนี้ ยังจะตามทันอยู่หรือ…

…ยิ่งไปกว่านั้น สหายเยี่ยแค่เตรียมจะไปเก็บศพพวกเขาอย่างนั้นหรือ”

[1] จิตวิญญาณของอาคิว “阿Q精神” มาจากนิยายรายตอนของหลู่ซวิ่น มักใช้เป็นคำเยาะเย้ยเพื่ออธิบายคนที่เลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลอกตัวเอง


เขาไม่รีบร้อนดูค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เลเวลเต็มแล้ว แต่กลับหันกลับมาช้าๆ มองคู่ต่อสู้สี่คนที่เข้ามาล้อมตนไว้อีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าสังหารอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็เพียงเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับที่พวกเจ้าสู้กับข้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ…

…และการสู้กับพวกเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับข้า ดังนั้นข้าไม่อยากประมือกับพวกเจ้า…

…ถ้าพวกเจ้าไม่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องข้าก่อน”

พอสี่คนนี้ได้ยิน ก็แยกกันไปล้อมเยี่ยเว่ยหมิงไว้สองฝั่งซ้ายขวาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างระแวดระวัง สายตาจ้องมองอย่างไม่ประมาทพร้อมถอยหลังไปด้วย จนกระทั่งถอยไปถึงตำแหน่งที่ม้ายืนอยู่ ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถึงได้ตะโกนบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”

พอพูดจบ ทั้งสี่คนก็จูงม้าห้าตัวจากไปเงียบๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา

จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบขึ้นมา เพื่อดู ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ถึงระดับสมบูรณ์แล้ว

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 10

ค่าประสบการณ์: …

สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุนฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล

พลังชีวิต +2500

กำลังภายใน +6000

ความแข็งแกร่ง +320

พละกำลัง +320

ท่าร่าง +320

ความว่องไว +320

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เคล็ดชำระปราณ

เคล็ดชำระปราณ: ดูดซับพลังปราณฟ้าดินป้อนใส่ตัวเอง เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ จะได้ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายใน 50% ของสถานะนั่งสมาธิ!

หยินหยางสมดุล: ปรับเปลี่ยนหยินหยางของกำลังภายในตัวเองได้ทุกเมื่อ สมใจอยากปรารถนาทุกประการ

……

หมายความว่าอะไร

ไม่เหมือนกับ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่มีข้อมูลแนะนำอย่างง่ายๆ และได้ผลลัพธ์เร็ว ข้อมูลแนะนำของ ‘หยินหยางสมดุล’ กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอ่านจนหน้างง

ลองนึกย้อนถึงข้อมูลที่ตัวเองรู้ตอนนี้อย่างละเอียด รวมทั้งกลยุทธ์ ‘ยิ้มเย้ยยุทธภพ’ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ ที่อินปู้คุยให้มาก่อนหน้านี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่พบบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวข้อง

ด้วยความจนใจนี้ เขาทำได้เพียงเลิกคิดวนเวียน เตรียมจะกลับไปถามหวงโส่วจุนผู้ที่มีความรู้ล้ำลึก

กลับเป็นค่าสเตตัสของวิชานี้ที่ยอดเยี่ยมมากหลังเพิ่มจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ พลังชีวิตเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเดิม 700 แต้ม กำลังภายในเพิ่มขึ้น 1500 แต้ม!

นอกจากนี้ ค่าสเตตัสอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นรายการจะห้าสิบแต้มเช่นกัน เรียกว่าโหดมากจริงๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีค่าสเตตัส ‘หยินหยางสมดุล’ เพิ่มมา อาศัยแค่โบนัสค่าสเตตัสยอดเยี่ยมนี้อย่างเดียว เขาก็ไม่ขาดทุนแล้ว

พอเขาหันกลับไป ตอนนี้เฟยอวี๋ขี่ม้าออกจากที่ซ่อนตัวในป่าก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็ถามพร้อมรอยยิ้ม “ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงที่ตอนนี้มีหยินหยางสมดุลอารมณ์ดีมาก ได้ยินแล้วพยักหน้าขานรับ ก่อนจะส่งคำขอซื้อขายให้เฟยอวี๋ทันที คิดบัญชีอย่างตรงไปตรงมาแล้วถือโอกาสถาม “ต่อไปเจ้าคิดจะทำอะไร อยู่ล่าสัตว์ที่นี่ หรือกลับไปทำภารกิจของเจ้าต่อ”

“ข้าก็ต้องกลับไปล่าสัตว์ต่ออยู่แล้ว!” เฟยอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ข้าออกเงินเช่าม้ากับกระบอกเก็บลูกธนูเองเลยนะ ถ้าไม่ใช้งานพวกมัน ข้าก็รู้สึกขาดทุนแย่”

ค่าตั๋วเข้าสนามล่าสัตว์ของพวกเขาสองคน เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเป็นคนออกเงิน ถึงอย่างไรเฟยอวี๋ก็มาเพื่อช่วยเขาทำภารกิจ จะให้หักเงินนี้จากค่าแรงสองร้อยเหรียญทองก็ไม่ใช่เรื่อง

ม้าและลูกธนูไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับการทำภารกิจ ล้วนเป็นของที่เฟยอวี๋ออกเงินเช่าเอง

มองออกเลยว่าเขาชอบกิจกรรมบันเทิงอย่างการล่าสัตว์มากจริงๆ

ที่จริงเขาเช่าชุดล่าสัตว์ระดับต้นมาทั้งชุด เพียงแต่เขาไม่ชอบธนูล่าสัตว์ขยะคันนั้น เพราะ ‘วิชาธนู’ ที่ติดมากับธนูยังได้ผลไม่ดีเท่าวิชาธนูของเฟยอวี๋เอง แต่ม้าที่แถมวิชาขี่ม้ามาให้กับกระบอกเก็บลูกธนูที่มีลูกธนูไม่จำกัดก็ใช้งานได้ดีมาก น่าเสียดายที่เช่าแค่อย่างเดียวไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเช่ามาทั้งชุด จากนั้นก็โยนธนูเส็งเคร็งคันนั้นเข้ากระเป๋าสัมภาระ

พูดตามตรงว่าสถานการณ์ของเฟยอวี๋เหมาะกับการล่าสัตว์มากจริงๆ

วิชาธนูของเขาเลเวลไม่ต่ำ เขาเลือกเป็นวิชารองที่ฝึก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีทักษะระดับกลางแล้ว ประกอบกับทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเขาอีก เขาก็เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์แห่งนี้ได้อย่างอิสระเสรีมากจริงๆ

เมื่อเปิดใช้เอฟเฟ็กต์ของทักษะ ขอบเขตการสืบเสาะก็ใหญ่กว่าใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ที่มีค่าเช่าหนึ่งพันเหรียญทองต่อวันอีก เหมือนเปิดระบบโกงในเกมล่าสัตว์!

หลังจากบอกลาเฟยอวี๋แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์เสียเลย แล้วโค้งเอวลง ใช้วิธีวิ่งแบบ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ จากวิชาตัวเบาแปดก้าวไล่ทันคางคกเลเวล 7 (+1) ทั้งตัวเหมือนแมวป่าที่หลุดจากเชือก วิ่งไปที่ขอบสนามล่าสัตว์อย่างรวดเร็วเหมือนบิน ไปหา NPC ที่รับหน้าที่ส่งออกไป

หลังจาก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มเป็นเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์ ความเร็วของเยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้หลายส่วน

ความเร็วแบบนี้ เฟยอวี๋ที่นั่งอยู่บนม้าเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ

แต่ไม่นานเขาก็เริ่มใช้จิตวิญญาณของอาคิว[1]ปลอบใจตัวเอง “วิ่งเร็วแล้วมีประโยชน์อะไร ท่าทางน่าเกลียดจะตาย เก่งไม่เก่งเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ความหล่อต่างหากที่จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต!”

……

หลังจากนั้นพักหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยท่าร่างที่ค่าสเตตัสสูงมากของเขามาถึงจุดที่นัดเจอกับพวกถังซานไฉ่ คนอื่นๆ มาถึงตั้งนานแล้ว กำลังรอเขาคนเดียว

แต่คนที่ชอบรวยเงียบๆ อย่างเขาไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองอัปเลเวลกำลังภายในระดับสูงจนถึงระดับสมบูรณ์ได้อย่างราบรื่น เพียงนำกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายลับออกมาจากหน้าอก แล้วเข้าประเด็นทันที “เรื่องด่วนของพวกเราตอนนี้ ก็คือปรึกษากันว่าต่อไปจะส่งจดหมายภารกิจนี้อย่างไร”

“ไม่ใช่ว่าส่งจดหมายไปที่สำนักคุนหลุนโดยตรง จากนั้นก็ถือโอกาสรับรางวัลภารกิจหรอกหรือ” หนิวจื้อชุนถาม

ตอนนี้หนิวจื้อชุนอยากได้รางวัลภารกิจจนแทบอดทนรอไม่ไหว จะได้ชดเชยค่าวีรบุรุษที่เขาเสียไปก่อนหน้านี้

ฉางซิงอวี่มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยแววตาล้ำลึกแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างไม่จริงจังว่า “ถ้าแค่ต้องการไปส่งจดหมาย ข้าว่าก่อนที่สหายเยี่ยจะไปจัดการธุระส่วนตัว ก็คงไม่เลือกสถานที่นัดพบเป็นที่นี่หรอก…

…เพราะถ้าไปคุนหลุนโดยตรง วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือนั่งรถม้าที่จุดพักม้า”

ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาพิจารณาถึงปัญหานี้มาก่อนเช่นกัน

การวิ่งเต้นทำธุระโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สไตล์ของเยี่ยเว่ยหมิง

ชั่วขณะนั้น สายตาทุกคนก็ไปรวมอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว กำลังสงสัยว่าเขามีแผนการอะไรกันแน่

ส่วนฉางซิงอวี่ก็เป็นคนแรกที่คาดเดาอย่างกล้าหาญ “ก่อนตายฟ่านเหยาบอกไว้ว่าราชสำนักมองโกลส่งยอดฝีมืออกมาหมดเพื่อล้อมสังหารไป๋ลู่จื่อ เจ้าสำนักคุนหลุนที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิต ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งตะวันตกของเมืองสามสิบลี้ หากเดาไม่ผิด สหายเยี่ยอยากจะตรงไปที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิตเพื่อช่วยคนออกมา!…

…แต่ขออภัยที่ข้าพูดตรงๆ” พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉางซิงอวี่ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตั้งแต่กล่องเหล็กนี้มาอยู่ในมือพวกเรา จนป่านนี้ก็เป็นเวลาสองชั่วยามแล้ว เจ้าคิดว่าถ้าพวกเราตามไปตอนนี้ ยังจะตามทันอยู่หรือ…

…ยิ่งไปกว่านั้น สหายเยี่ยแค่เตรียมจะไปเก็บศพพวกเขาอย่างนั้นหรือ”

[1] จิตวิญญาณของอาคิว “阿Q精神” มาจากนิยายรายตอนของหลู่ซวิ่น มักใช้เป็นคำเยาะเย้ยเพื่ออธิบายคนที่เลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลอกตัวเอง

241-245

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 241ถึง245
เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเตือนแบบนี้ ทุกคนถึงตระหนักได้

มารดาเจ้าเถอะ ไม่น่าเชื่อว่าหยวนเจินจะเจ้าเล่ห์ขนาดนี้!

เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาได้รับภารกิจนี้กะทันหัน พวกเขายังดีใจอยู่เลย

แม้รางวัลของภารกิจนี้จะดูไม่มากเท่าไร แต่พอหยวนเจินบอกว่าต้องการเก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บ ในระหว่างนั้นไม่อาจถูกรบกวนได้ ก็ทำให้พวกเขาใจเต้นแล้ว

เดิมทีพวกเขายังคิดว่าควรจะแสร้งรับภารกิจนี้หรือไม่ จากนั้นค่อยฉวยโอกาสตอนที่หยวนเจินเริ่มโคจรลมปราณรักษาบาดแผลและไม่อาจถูกรบกวนได้ ทรยศโจมตีให้เขาถูกกำลังภายในย้อนทำร้าย

ผลปรากฏว่าพอเยี่ยเว่ยหมิงเตือนแบบนี้ พวกเขาถึงได้รู้ตัว ว่าภารกิจที่เรียกว่า ‘พิทักษ์ธรรม’ เป็นเพียงกับดักหนึ่งเท่านั้น เป็นกับดักที่ป้องกันไม่ให้ผู้เล่นเปลี่ยนใจทรยศกะทันหัน!

ถึงตอนนั้นหลังจากทุกคนรับภารกิจแล้ว จู่ๆ พบว่าวัดร้างแห่งนี้กลายเป็นฉากที่ภารกิจปกป้องและไม่อาจเข้าไปได้ หรือหยวนเจินกลายเป็นเป้าหมายที่ไม่อาจโจมตีได้ หรือถ้าทรยศแล้วถูกลงโทษสิบเท่าอะไรทำนองนั้น เรื่องราวเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้!

ร้ายกาจ!

นึกไม่ถึงว่าจะเฉิงคุนเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ แผนร้ายต่างๆ ที่คิดขึ้นมาทำให้คนหาทางชนะไม่เจอจริงๆ!

พูดตามตรง เกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ถ้าอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตก็ถือเป็นเกมสายขาวที่มีมโนธรรม NPC ไม่มีทางคิดหาวิธีต่างๆ นานามาทำร้ายผู้เล่น หรือฮุบรางวัลที่ผู้เล่นควรจะได้แน่นอน

ทว่ายิ่งอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่เช่นนี้ NPC หน้าเนื้อใจเสือที่โผล่มากะทันหันอย่างหยวนเจินก็ยิ่งทำให้พวกเขาไม่ชิน

สำหรับคนจิตใจดำมืดแบบนี้ คงมีเพียงคนที่จิตใจดำมืดกว่าถึงจะรับมือกับเขาได้

สายตาของทุกคนมองไปบนตัวเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกัน

“เฮ้อ…” หยวนเจินถอนหายใจอย่างจนใจ อยากจะโกหกเรื่องนี้มาก แต่เยี่ยเว่ยหมิงถามแบบไม่อ้อมค้อมเลย ทั้งยังถามถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจอย่างตรงไปตรงมาด้วย สำหรับคำถามแบบนี้ เขาที่อยู่ในฐานะ NPC กลับพูดจาซี้ซั้วไม่ได้

หยวนเจินประนมมือกล่าวนามพระพุทธเจ้าอีกครั้ง แล้วบอกว่า “จะใช่หรือไม่ใช่แล้วต่างกันอย่างไร อย่าบอกนะว่าจอมยุทธ์น้อยเยี่ยยังคิดจะกลับคำ ลงมือทำร้ายอาตมาซึ่งๆ หน้า”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับก้าวถอยหลัง แล้วตอบอย่างมีเหตุผลว่า “ไต้ซือหยวนเจินกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าเป็นหัวหน้ามือปราบยศขั้นหกของสำนักมือปราบเทพ เป็นคนยุติธรรมไม่เห็นแก่ตัว จะทำเรื่องไร้ศีลธรรมอย่างการทรยศได้อย่างไร”

“หากไต้ซือหยวนเจินทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของข้าอีก ระวังข้าจะตั้งข้อหาใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ราชสำนักให้เจ้านะ!”

หา!

พอพูดแบบนี้ เหมือนจะหาข้ออ้างเปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์ได้แล้วนะ!

หากเฉิงคุนกล้ากวนใจเรื่องนี้ เช่นนั้นข้อหา ‘ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ราชสำนัก’ จากเขาก็เป็นความจริงแล้ว แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะเปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์ก่อน แต่ก็จะไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษ

เพราะตอนนี้ข้ากำลังบังคับใช้กฎหมาย!

ใจเย็น สงบเสงี่ยม จะให้น้องดาบมองออกไม่ได้

เขาใช้มือขวาไพล่หลังเงียบๆ ลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งอยู่ในฝ่ามือของเขาแล้ว

แม้ความเจ้าเล่ห์มากแผนการของหยวนเจินจะทำให้เยี่ยเว่ยหมิงหาโอกาสได้น้อย แต่ขอเพียงเขาวางกับดักสักเล็กน้อยในบทสนทนาต่อไป เยี่ยเว่ยหมิงก็จะเปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์ด้วย ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ อย่างไม่ลังเล

ถ้าให้น้องดาบรู้เข้า ก็อาจขโมยไก่ไม่ได้[1] ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ…

ชวิ้ง!

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มลองใช้คำพูดหลอกล่อให้หยวนเจินตกหลุมพราง แย่งโอกาสโจมตีคนแรกจากน้องดาบมาไว้ในมือตัวเอง จู่ๆ ก็เห็นแสงสะท้อนคมดาบแวบผ่าน ฟันไปยังศีรษะที่ทั้งล้านทั้งมันวาวของหยวนเจินแล้ว

คนที่ลงมือก็คือน้องดาบนั่นเอง!

เดิมทีน้องดาบก็ยืนสังเกตสถานการณ์เงียบๆ อยู่ข้างหลังเยี่ยเว่ยหมิงอยู่แล้ว ผลปรากฏว่าดูไปดูมา นางก็พบว่าจู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็เอามือขวาไพล่หลังตัวเองเหมือนไม่ตั้งใจ

อาศัยประสบการณ์โชกโชนที่นางเคยถูกวางกับดักต่างๆ นานามาเป็นเวลานาน น้องดาบตระหนักได้ทันทีว่าเจ้าเวรนี่คงจะเล่นไม่ซื่ออะไรสักอย่าง

อีกทั้งสัญชาตญาณของผู้หญิงก็บอกนางว่าเป้าหมายที่มือปราบหน้าเหม็นคนนี้จะเล่นไม่ซื่อด้วยอาจจะไม่ใช่หยวนเจิน

เช่นนั้นก็เกิดปัญหาแล้ว

ตอนนี้ในวัดร้างโหย่วเจียนมีคนทั้งหมดเจ็ดคนเท่านั้น นอกจากหยวนเจินที่ต้องฆ่าให้ตาย ยังมีใครอีกที่เยี่ยเว่ยหมิงคิดจะวางกับดักด้วยมากที่สุด

พอนึกถึงตรงนี้ แม้จะยังไม่เข้าใจประเด็นสำคัญ แต่นางก็ยังเลือกลงมืออย่างไม่ลังเล ตอนที่ใช้ดาบฟันออกไป ปากก็ยังพูดดูถูกด้วยว่า “เปลืองคำพูดกับหลวงจีนหน้าเหม็นแบบนี้ก็ไม่รู้จักจบจักสิ้นสักที เจ้ามีเวลาว่างมากขนาดไหนกัน”

มารดาเจ้าเถอะ เยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์นี้แล้วตาเป็นประกาย น้องสาวคนนี้เติบโตแล้ว!

มีศักยภาพแฝง!

เพื่อให้ดอกไม้ของชาติเติบโตอย่างแข็งแรง เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าในภายหลังตัวเองต้องพยายามอย่างไม่หยุดหย่อน ต้องรังแกนางให้มากขึ้นหน่อย กระตุ้นให้นางเติบโตเร็วยิ่งขึ้น

เป็นการตัดสินใจที่มีความสุข!

อีกด้านหนึ่ง ดาบแรกของน้องดาบไม่ได้โจมตีจนถึงตาย อีกทั้งท่าร่างอันปราดเปรียวของหยวนเจินก็ทำให้หลบได้อย่างยอดเยี่ยม

ตามติดด้วยดาบที่สอง ดาบที่สาม ดาบที่สี่…การโจมตีของน้องดาบเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่ามกลางการโจมตีอย่างบ้าคลั่งเหมือนพายุของนาง หยวนเจินกลับหลบได้ตลอด

แม้หยวนเจินจะอยู่ท่ามกลางการโจมตีด้วยท่าไม้ตายต่อเนื่องของนางดาบ เห็นได้ชัดว่าสะบักสะบอมสุดๆ แต่กลับยังไม่มีท่าทีว่าจะโจมตีกลับ

อย่าบอกนะว่าสถานการณ์ของเขาร้ายแรงกว่าฟ่านเหยา ร้ายแรงจนทำให้เขาไม่มีทางโต้ตอบได้

ความคิดนี้แทบจะเกิดขึ้นในใจของผู้เล่นพร้อมกัน จากนั้นหนิวจื้อชุนในฐานะนักปฏิบัติ จู่ๆ เขาก็เคลื่อนไหวแล้ว เห็นเขาคว้าทวนเถี่ยเจียงประตูปีศาจออกมาไว้ในมือ ฉวยโอกาสตอนที่หยวนเจินถอยหลังเพื่อหลบดาบของน้องดาบที่ฟันมาทางเอว แทงไปทางหลังเอวของหยวนเจินแล้ว

ถ้าครั้งนี้แทงถูก จะต้องบาดเจ็บที่ไตและเกิดคริติคอลดาเมจแน่นอน!

พอหยวนเจินเห็นสถานการณ์ดังนั้น ในที่สุดก็ไม่หลบหลีกอีกต่อไปแล้ว แต่ยื่นมือตบไปบนเถี่ยเจี้ยงในมือหนิวจื้อชุน

“อั้ก!” ภายใต้การโจมตีนี้ หยวนเจินกระอักเลือดสดคำเล็กๆ ออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็กระเด็นถอยหลังไปสามก้าวเพราะเถี่ยเจี้ยงของหนิวจื้อชุน ตอนที่เห็นน้องดาบโจมตีตามมาถึง สองขาก็รีบออกแรงอีกครั้ง ฉวยโอกาสหลบไปข้างหลัง หลบดาบคร่าชีวิตที่ทยอยมาไม่ขาดสายของน้องดาบ

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทุกคนในทีมก็ตกใจมาก

ที่แท้อาการบาดเจ็บบนตัวหยวนเจินก็ทำให้เขาอ่อนแอจนถึงขั้นนี้!

แม้แต่การโจมตีธรรมดาๆ ของหนิวจื้อชุนยังต้านไม่ไหว

พอเป็นแบบนี้ ระดับภารกิจสังหารหยวนเจินก็เหมือนจะสูงไปสักหน่อย

อย่าบอกนะว่าจุดที่ยากจริงๆ ของภารกิจนี้ ก็คือการรับมือกับแผนการเจ้าเล่ห์ต่างๆ นานาของอีกฝ่าย

ชั่วขณะนั้น คนที่เหลือพากันคันไม้คันมือแล้ว กลัวว่าถ้าลงมือช้า โอกาสที่จะได้เลือกไอเทมชิ้นที่สองของบอสจะไม่เกี่ยวกับตัวเองอีก

“ไอ๊หยา มารดาเจ้าเถอะ!” ตอนที่ทุกคนกำลังเรียกอาวุธของตัวเองออกมา เตรียมจะรัวฟันหยวนเจินให้ชิ้นส่วนแยก หนิวจื้อชุนกลับร้องออกมาแล้วด่าว่า “ข้าไม่ใช่คนแรกที่โจมตีมอนสเตอร์ มีสิทธิ์อะไรมาหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้มของข้า ตอนนี้อาตมากลายเป็นคนชั่วร้ายแล้ว!”

[1] ขโมยไก่ไม่ได้ ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ 做偷鸡不成 หมายถึงฉวยโอกาสไม่สำเร็จยังขาดทุน

เมื่อหนิวจื้อชุนกล่าวเช่นนี้ ก็ราวกับมีน้ำเย็นสาดลงมาใส่ศีรษะของพวกเขา ทำให้จิตวิญญาณการต่อสู้ที่เพิ่งลุกโชนในตัวพวกเขาดับลงทันที

ถูกสาดจนหนาวและสิ้นหวัง!

ขอเพียงล้อมโจมตีหยวนเจิน ก็จะถูกหักค่าวีรบุรุษทันที!

มารดาเจ้าเถอะ!

แล้วยังจะสู้กันได้อย่างไร

ตอนที่ทุกคนกำลังเริ่มด่าแม่ในใจ ในที่สุดหยวนเจินที่หลบหลีกมาตลอดก็เริ่มโต้ตอบแล้ว!

เมื่อเห็นน้องดาบเร่งโจมตีมาถึงตัวอีกครั้ง ในที่สุดหยวนเจินก็ไม่หลบอย่างเดียวอีกแล้ว ตอนหลบคมดาบของนางที่ฟันมาตรงหน้า เขาก็พลันยื่นกรงเล็บไปคว้าข้อมือที่จับอาวุธของน้องดาบไว้

น้องดาบตกใจรีบเปลี่ยนท่า แต่สองมือของหยวนเจินรวดเร็วราวกับเงาตามตัว ดักเส้นทางที่ข้อมือของนางจะต้องโจมตีผ่าน

ชั่วขณะนั้น น้องดาบแม้มีทักษะที่เข้มแข็ง แต่ก็ถูกวิชามือคว้าจับอันเลิศล้ำของหยวนเจินบีบให้จนตรอกอยู่ดี กระบวนท่าดาบที่รวดเร็วดุดัน ทุกครั้งที่เพิ่งชูมือขึ้นมาล้วนถูกอีกฝ่ายดักไว้ล่วงหน้าหนึ่งก้าวเสมอ

หลังจากผ่านไปสามกระบวนท่า น้องดาบก็ถูกหยวนเจินบีบจนกระบวนท่าเสียจังหวะ ถึงขนาดว่าต้องใช้วิธีเจ็บตัวทั้งคู่เพื่อสู้กับหยวนเจินครั้งหนึ่งด้วย

ตอนที่หัวไหล่ข้างขวาของน้องดาบถูกเฉิงคุนโจมตีหนึ่งหมัด กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิมของนางก็ขยุ้มบนแขนของหยวนเจิน ทิ้งรอยเลือดไว้ห้ารอยเช่นกัน

ผู้เล่นและบอสเลเวลเกินสามสิบแลกดาเมจกัน มีหลักการไหนที่บอกว่าฝ่ายผู้เล่นจะได้เปรียบอย่างนั้นหรือ

มีสิ!

เยี่ยเว่ยหมิงที่ใช้งาน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ทำได้!

แต่น้องดาบไม่ใช่เยี่ยเว่ยหมิง นางใช้ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ไม่ได้ และไม่มีค่าสเตตัสก้าวร้าวเหมือนเยี่ยเว่ยหมิงด้วย

-1456

-5763

ตัวเลขดาเมจสีแดงสองกลุ่มลอยขึ้นเหนือศีรษะของหยวนเจินกับน้องดาบ หยวนเจินถูกสะกิดค่าพลังชีวิตไปนิดหน่อย แต่น้องดาบกลับถูกหมัดที่ใส่พลังไว้สิบส่วนของหยวนเจินเจาะปราณแท้ป้องกันตัว ทำให้เสียพลังชีวิตไปเกินครึ่ง!

ตอนนี้เอง ทุกคนถึงได้เห็นสถานะของ BOSS หยวนเจินชัดเจน!

[หยวนเจิน]

ผู้มีทักษะยุทธ์เป็นอันดับหนึ่งท่ามกลางศิษย์รุ่นหยวนของวัดเส้าหลิน เหมือนยังมีตัวตนลับที่ยังไม่มีใครรู้จัก

เลเวล: 70

พลังชีวิต: 548444/550000

กำลังภายใน: 379650/380000

……

เลเวลเจ็ดสิบ!

เลเวลของหยวนเจินไม่ใช่แค่หกสิบห้า แต่เป็นบอสใหญ่เลเวลเจ็ดสิบเต็มๆ!

ทุกคนต่างก็รู้ ว่าเลเวลของบอสที่เพิ่มขึ้นทุกๆ สิบเลเวล พลังก็จะแตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด ความต่างระหว่างเลเวลหกสิบเก้ากับเลเวลเจ็ดสิบ ถึงขั้นมากกว่าความต่างระหว่างเลเวลหกสิบกับหกสิบเก้าด้วยซ้ำ!

ก็เหมือนกับบอสและผู้เล่นหลายคนในเกมออนไลน์สมัยเก่า ที่เมื่อเลเวลเพิ่มทุกสิบเลเวลจะได้เปลี่ยนอุปกรณ์หนึ่งครั้ง ทำให้ความสามารถโดยรวมข้ามไปสู่บันไดขั้นใหม่

เมื่อบอสเลเวลเจ็ดสิบสุดสะพรึงปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าผู้เล่นทุกคน หยวนเจินก็เปิดเผยด้านที่มุทะลุดุดันของบอสระดับสูงออกมาหมดเปลือก หลังจากโจมตีหนึ่งครั้งแล้วกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ ก็ไม่ให้เวลาผู้เล่นคนอื่นรู้ตัวแม้แต่น้อย ร่างของเขาพุ่งไปหาน้องดาบอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบแล้ว!

เมื่อเห็นบอสใหญ่ที่ดุดันน่ากลัวพุ่งมาตรงหน้าตัวเอง ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากหนิวจื้อชุนที่ออกทวนต่อสู้ ไม่น่าเชื่อว่าคนอื่นๆ จะนิ่งดูดายกันหมด ตอนที่น้องดาบกำลังกลุ้มใจ นางก็กลั่นอารมณ์และคำพูดหยาบคายออกมาแล้ว “เยี่ยเว่ยหมิง! เจ้า…”

แกร๊ง!

ทว่า ยังไม่ทันรอให้น้องดาบพ่นคำหยาบที่เหลือออกมา เสียงของนางก็ถูกกลบด้วยเสียงแหลมของโลหะที่เสียดปะทะลมแล้ว ขณะเดียวกัน ลำแสงสีเงินสายหนึ่งก็แฉลบผ่านไปใต้รักแร้นางไป ยิงตรงไปยังหว่างคิ้วของเฉิงคุนที่ไล่โจมตีมาที่นางแล้ว

เฉิงคุนเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็ตกใจ รีบแหงนคอหลบ

หลังจากลำแสงสายนั้นพลาดเป้าหมาย ก็เป็นอย่างที่คาดไว้ มันยิงไปบนกำแพงวัดร้างจนเกิดรูเล็กขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ทำให้แสงสว่างที่อยู่นอกวัดส่องทะลุเข้ามาในวัด ส่องสว่างรอบฝุ่นที่ตลบขึ้นมาเพราะการต่อสู้ก่อนหน้านี้แล้ว

แม้เฉิงคุนจะหลบ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงได้ แต่กลับส่งผลกระทบต่อความเร็วในการไล่โจมตีน้องดาบแล้วนิดหน่อย

ฉวยโอกาสนี้ ร่างของเยี่ยเว่ยหมิงเฉียดผ่านตัวน้องดาบไปแล้วเช่นกัน กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือส่งเสียงไพเราะตอนที่แทงไปทางหัวใจของหยวนเจิน

สำหรับเคล็ดกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิง หยวนเจินกลับไม่ได้มองว่าสำคัญเท่า ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ก่อนหน้านี้ ถึงขั้นไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ จากนั้นก็เห็นเขาใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ ปล่อยพลังออกมาถูกบนสันกระบี่กระบี่อาญาสิทธิ์พอดี

แกร๊ง!

“จากนั้นก็มีเสียงเบาๆ ตามมา เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าคลื่นพลังมหาศาลพรั่งพรูออกมาจากตัวกระบี่

เขาจึงรีบสะบัดกระบี่แล้วถอยหลังสามก้าว ต้านพลังในอำนาจหวาดกลัวของหยวนเจินได้อย่างสง่างาม

รับวิชาดรรชนีของบอสเลเวลเจ็ดสิบซึ่งๆ หน้า แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับยังคงสถานะพลังชีวิตเต็มไว้ได้ ถึงขั้นไม่ถูกโจมตีจนเกิดดาเมจมหาศาลเลยด้วย

นี่ก็คือผลจากเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ระดับสมบูรณ์เทียม!

การโจมตีถูกสกัด แต่หยวนเจินกลับไม่ยอมหยุดง่ายๆ วิชาดรรชนีที่ใช้ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการโจมตีธรรมดาเท่านั้น การที่เยี่ยเว่ยหมิงรับไหวแม้จะเหนือความคาดหมายของเขา แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอยู่ดี

หลังจากโจมตีไปหนึ่งครั้ง หยวนเจินพลันก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม่สนใจคู่ต่อสู้ที่รับมือยากอย่างเยี่ยเว่ยหมิง แต่ใช้หมัดที่โคจรพลังใส่สิบส่วนโจมตีไปทางน้องดาบอย่างแรง

สภาพของน้องดาบตอนนี้ไม่สู้ดีนัก เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ให้นางเผชิญหน้ากับการโจมตีสุดโหดของหยวนเจินเพียงลำพัง เขาพลันก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่กลับถึงก่อนที่การโจมตีของหยวนเจินจะมาถึง ไปแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างหยวนเจินกับน้องดาบ

แล้วใช้ฝ่ามือธรรมดาๆ โจมตีออกมาหนึ่งที ต้านหมัดที่โคจรพลังสิบส่วนของหยวนเจินไว้!

บึ้ม!

“อา!…”

ตั้งแต่เรียนกระบวนท่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’ มา นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้มันอย่างสง่าผ่าเผยตอนต่อสู้กับคนอื่น

ภายใต้การโจมตีนี้ กลับทำให้การต่อสู้สูสีกัน

หลังจากทั้งสองต่างคนต่างสะเทือนจนถอยหลังไปห้าก้าว ก็กลับมายืนคุมเชิงกันอีก

ตอนนี้เพื่อนทุกคนในทีมมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้แล้ว

ปะทะกับวิชาดรรชีและวิชาหมัดของบอสเลเวลเจ็ดสิบ ไม่น่าเชื่อว่าเยี่ยเว่ยหมิงยังคงไม่บาดเจ็บเลยสักนิด

นี่ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า

เยี่ยเว่ยหมิงไม่สนใจเลยว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปก่อนหน้านี้จะนำความสั่นสะเทือนมาสู่เพื่อนในทีมอย่างไร ตอนนี้เขากำลังเผยสีหน้าครุ่นคิด

การโจมตีที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่นี้ ทำให้เขามีความรู้ใหม่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาผ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ แล้ว

ที่แท้หลังจากกระบวนท่านี้ถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว มันก็จะเลือกเวลาใช้งานได้ตามอำเภอใจ ถึงขั้นถ้าจะใช้อากาศมาเป็นเป็นสื่อนำในการกระตุ้นเคล็ดวิชาฝ่ามือล่วงหน้าก่อนถล่มพลังฝ่ามือออกไป ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้

ในทางกลับกัน ถ้าศึกษาทักษะนี้ให้ละเอียด ก็จะมีช่องว่างให้ใช้งานกว้างมาก!

ยกตัวอย่างเช่นฝ่ามือที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่

ถ้าเมื่อครู่นี้เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ใส่กำลังภายในแฝงไว้ในฝ่ามือล่วงหน้า แต่รอให้ถูกหมัดของอีกฝ่ายก่อนค่อยโจมตีกลับ แม้จะเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ามือนี้ได้หนึ่งระดับ แต่ก็จะต้องมีการแลกดาเมจเกิดขึ้นแน่นอน

และถ้าไม่ได้อยู่ในสถานะใช้งาน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่กล้าเล่นอย่างนั้นอยู่ดี!

ดังนั้นพอเขาลองใช้งานประสิทธิภาพของฝ่ามือนี้ล่วงหน้า ก็โจมตีจนหักล้างดาเมจได้อย่างที่คาดไว้ แม้จะไม่ได้สร้างดาเมจต่อศัตรูแม้แต่น้อย แต่ตัวเองก็ไม่เป็นอะไรเหมือนกัน!

ขณะมองหยวนเจินที่เผยความดุร้ายหมดเปลือก เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวเสียงเย็น “ไม่น่าเชื่อว่าไต้ซือหยวนเจินจะผิดคำพูด ทำร้ายสหายของข้าเช่นนี้ ตอนนี่้ข้าเยี่ยเว่ยหมิงสู้กับเจ้า ก็ไม่ถือว่าทรยศคำสัญญาแล้ว…

…อย่างน้อยจนกระทั่งตอนนี้ ค่าวีรบุรุษของข้าก็ยังไม่ถูกหักแม้แต่น้อย เจ้าว่าน่าโมโหไหมล่ะ”



“อะไรนะ”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงบอกว่าค่าวีรบุรุษของเขาไม่ถูกหักเลยสักนิด หนิวจื้อชุนที่อยู่ข้างกันก็แทบกระอักเลือดออกมาตรงนั้น “มีสิทธิ์อะไร ตอนที่ข้าโจมตีเขา ข้าถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้ม แต่เจ้ากลับไม่ถูกหักเลยสักนิด อย่าบอกนะว่าเจ้าเป็นน้องเขยของผู้ออกแบบเกม”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับยักไหล่อย่างไร้ความรับผิดชอบ “ก่อนหน้านี้ตอนหยวนเจินเผชิญหน้ากับการโจมตีของน้องดาบ ข้าก็เลือกหลีกทางให้ตลอด ไม่ได้ตอบโต้เลย ถึงขั้นว่าแม้แต่ค่าสเตตัสบอสที่อยู่เหนือศีรษะก็ยังไม่เผยออกมา ดังนั้นระบบจึงตัดสินว่าเขาถูกน้องดาบโจมตีฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่ได้ถือว่าต่อสู้กับน้องดาบ มิหนำซ้ำยังไม่ได้ทำร้ายน้องดาบด้วย…

…ดังนั้นเมื่ออยู่ในสภาวะนั้น ถ้าในบรรดาพวกเรามีใครลงมือ ก็จะถูกหักค่าวีรบุรุษ…

…แต่มีความเป็นไปได้นิดเดียว เพราะถ้าถูกหักค่าวีรบุรุษเพียงเพราะลงมือก่อน ก็จะต้องบอกให้คนอื่นรู้แน่นอน…

…ดังนั้น เป้าหมายของไต้ซือหยวนเจินไม่ใช่การทำให้พวกเราถูกหักค่าวีรบุรุษ เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือต้องการให้เจ้าตะโกนประโยคนั้นออกมา เพราะเมื่อพูดคำนี้ออกมา คนอื่นจะต้องกลัวลูบหน้าปะจมูกแน่ และเขาก็จะฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนยังไม่ทันรู้ตัวลงมือสังหารกะทันหัน กำจัดคนที่พลังต่อสู้เยอะอย่างน้องดาบก่อน…

…เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสชนะของเขาก็จะเพิ่มขึ้นสูงมาก ถึงขนาดว่า ต่อให้เขากระอักเลือดหนึ่งคำหลังจากถูกโจมตีด้วยทวนเถี่ยเจี้ยงของเจ้า ก็จะต้องกัดลิ้นตัวเองเอาไว้ ใช้กลยุทธ์ทุกข์กาย[1]”

“บัดซบ! ไม่น่าเชื่อว่าจะหมอนี่จะหน้าเนื้อใจเสือขนาดนี้” หนิวจื้อชุนถามไปประโยคเดียว แล้วก็หันมามองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างโมโหทันที “นึกไม่ถึงว่าเจ้ามองออกตั้งแต่แรกแล้ว เหตุใดจึงไม่เตือนข้าสักหน่อย”

เขาไม่ได้โทษที่หยวนเจินวางอุบายใส่พวกเขา เพราะเดิมทีทุกคนก็มีความแค้นต่อกันถึงขั้นเอาเป็นเอาตายอยู่แล้ว การวางอุบายให้อีกฝ่ายถึงตายเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายควรทำ

แต่เยี่ยเว่ยหมิงรู้อยู่แก่ใจว่ากุญแจสำคัญคืออะไร กลับไม่เอ่ยปากเตือน แบบนี้ขาดคุณสมบัติการเป็นสหายเกินไปหน่อย

สำหรับคำถามของหนิวจื้อชุน เห็นได้ชัดว่าเยี่ยเว่ยหมิงจนใจมาก “เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้กะทันหันเกินไป เจ้าหวังให้ข้ารู้ความจริงทั้งหมด เรียบเรียงความคิด แล้วอธิบายให้เจ้าฟังอย่างมีเหตุผลและหลักฐานภายในชั่วพริบตาเดียวหรือ…

…ขอร้องละ! ข้าก็เป็นแค่ผู้เล่นธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน เจ้าขอให้ข้าทำเหมือนเป็นเทพเซียน แบบนี้เพ้อฝันเกินไปหน่อยแล้วมั้ง”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วมองหยวนเจินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย “เป็นเพราะก่อนหน้านี้ข้าเห็นเขายอมหลบมาตลอด กอปรกับบนศีรษะไม่เผยข้อมูลของบอส จึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำก็เท่านั้นเอง แต่รายละเอียดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ตอนที่เขาแลกดาเมจกับน้องดาบไปหนึ่งครั้งแล้วเผยข้อมูลบอสออกมา ในที่สุดข้าถึงเข้าใจกระจ่างทั้งหมด”

“ร้ายกาจ ร้ายกาจจริงๆ ด้วย!”

เมื่อเห็นว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่เพียงแค่ทำลายแผนการสังหารที่เขาลำบากลำบนคิดขึ้นมา แต่ถึงขั้นเปิดโปงแผนการของเขาได้เป็นฉากๆ เขาก็เดือดดาลจนหัวเราะประชดทันที “นึกไม่ถึงว่าคนอายุน้อยอย่างเจ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดนี้ แต่แล้วอย่างไรล่ะ เจ้าคิดว่าตอนที่ข้าชี้แนะทักษะยุทธ์ให้พวกเจ้า คนที่ได้ผลประโยชน์มีแค่พวกเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“ผิดแล้ว!…

…ผิดอย่างใหญ่หลวงด้วย!…

…ที่จริงแล้ว ตอนที่พวกเจ้ากลับมา อาการบาดเจ็บของข้าหนักยิ่งกว่าตอนนี้เสียอีก ตอนที่ชี้แนะทักษะยุทธ์ให้พวกเจ้า ข้าก็แอบโคจรพลังรักษาบาดแผลตัวเองเงียบๆ มาตลอด…

…ตอนนี้อาการบาดเจ็บของข้าดีกว่าก่อนหน้านี้เยอะ แสดงฝีมือได้มากกว่าเดิม จะสังหารนางเด็กจากสำนักดาบโลหิตได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ แผนการสังหารที่ข้าวางไว้ก่อนหน้านี้ ก็เพราะเห็นแก่ความปลอดภัยของตัวเองก็เท่านั้น…

…ต่อให้สู้แบบหนึ่งต่อเจ็ด แต่พวกเจ้าคิดจริงหรือว่าพวกเจ้าจะจัดการข้าได้”

เมื่อเห็นหยวนเจินเปิดเผยความชั่วร้ายออกมาหมด สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงที่คลายปมสงสัยให้เพื่อนร่วมทีมแล้วก็เอ่ยว่า “อย่าคิดว่าแค่โกนหัวแล้วตัวเองก็กลายเป็นพระถังซัมจั๋ง เนื้อของเจ้าเหม็น พวกเรากินไม่ลงหรอก ทั้งยัง…”

พอพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนเป็นสดใสขึ้นมา “เจ้าคิดหรือว่าน้องดาบเป็นเพียงสิทธิ์สำนักดับโลหิตที่มีฝีมือไม่เลวเท่านั้น โถ่ หลวงจีนผู้น่าสงสาร เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพลังของน้องดาบเลยสักนิด!”

ขณะที่พูดอยู่นั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ยกกระบี่อาญาสิทธิ์ขึ้นมาช้าๆ ชี้ไปที่หยวนเจิน “ตั้งแต่นี้ไป อำนาจบัญชาการทั้งหมดของทีมส่งต่อให้น้องดาบ ทุกคนฟังคำบัญชาการต่อสู้ของนาง ครั้งนี้ข้ารับหน้าที่ควบคุมหลวงจีนคนนี้ก็พอแล้ว…

…น้องดาบ เรื่องที่เหลือส่งต่อให้เจ้าแล้วกัน!”

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดแบบนี้ น้องดาบกับสะพานสวรรค์น้อยก็ตาเป็นประกายทันที

พวกนางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย เป็นฉากที่ทีมของพวกเขาโจมตีสังหารซาทงเทียนในระหว่างทำภารกิจประลองยุทธ์เลือกคู่ ‘เนี่ยนฉือแชมเปียนส์คัพ’ รอบแรก

ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปตามเวลา

หยวนเจินที่อยู่ตรงหน้าแม้จะร้ายกาจกว่าซาทงเทียนตอนนั้นมาก แต่ตอนนี้ทีมของพวกเขามีหกคน ทีมคนแปลกหน้าที่ตั้งขึ้นชั่วคราวในตอนนั้นเทียบไม่ติดเช่นกัน

ถ้าอิงตามวิธีการต่อสู้ตอนนั้น ด้วยประสบการณ์และพลังสายตาของน้องดาบ ศึกนี้มีโอกาสชนะแน่นอน!

เมื่อคนอื่นเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมั่นใจในตัวน้องดาบขนาดนี้ ก็พากันพยักหน้าสื่อว่าทำแบบนี้ไม่มีปัญหา

หลังจากร่วมงานกันมาได้ระยะหนึ่ง ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็มีบารมีในทีมแล้ว สร้างบารมีขึ้นมาอย่างเป็นทางการแล้ว!

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มแบ่งหน้าที่ต่อสู้ หยวนเจินกลับแสยะยิ้มดูถูก “คิดจะพัวพันข้าไว้ เจ้าไหวหรือ”

ขณะที่พูด ร่างกายก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่กลับไม่สนใจเยี่ยเว่ยหมิง เขาพุ่งไปทางน้องดาบโดยตรง

“วิถีแห่งชาวยุทธ์ของข้าก็คือพูดแล้วต้องทำให้ได้ ใครก็ขัดขวางคำสัญญาที่ข้ามีต่อตัวเองไม่ได้ทั้งนั้น ไสหัวของเจ้ามาสิ!” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็งอนิ้วคำนวณ หยวนเจินเปลี่ยนทิศทางในการโจมตีทันที พุ่งตรงมาหาเขาแล้ว

ช่วยไม่ได้!

หยวนเจินคนนี้ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือสติปัญญา แม้ซาทงเทียนในตอนนั้นจะเทียบไม่ติด แต่ถึงอย่างไรก็เป็น BOSS โหมดภารกิจที่ถูกตอนแล้ว ใช้ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ยั่วโมโหและควบคุมได้!

เมื่อเผชิญหน้ากับท่าไม้ตายสุดโหดของเฉิงคุน เยี่ยเว่ยหมิงกลับโคจรเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ อย่างไม่รีบร้อน แม้จะถูกโจมตีจนสะบักสะบอม แต่กลับต้านทานทุกท่าไม้ตายของเฉิงคุนได้ อีกฝ่ายถึงขั้นทำดาเมจบนตัวเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ

ส่วนน้องดาบก็ฉวยโอกาสนี้ฟื้นฟูค่าพลังชีวิต พร้อมบัญชาการให้คนในทีมเริ่มใช้อัลติเมทสกิลบนตัวเฉิงคุน

มวยซั่นโส่วของถังซานไฉ่บีบให้หยวนเจินต้องใช้ปราณแท้ป้องกันตัวอยู่ตลอดเวลา

ส่วนสะพานสวรรค์น้อยกับน้องดาบจะคอยโจมตีทุกช่วงเวลาสำคัญ และมักจะทำให้เฉิงคุนเสียค่าพลังชีวิตเล็กน้อย

หลังจากหนิวจื้อชุนเพิ่มเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ขึ้นมาหนึ่งเลเวลแล้ว ก็ใช้ค่าตบะที่ได้มาก่อนหน้านี้จนหมด ทำให้ประสิทธิภาพของ ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ สูงขึ้นไปด้วยเหมือนเรือที่ขึ้นสูงตามน้ำ ทำให้หยวนเจินไม่กล้าประมาทเขา

ส่วนฉางซิงอวี่ก็อาศัยเอฟเฟ็กต์ ‘ปณิธานกลางวงล้อม’ ของ ‘วิชาทวนตระกูลหยาง’ ที่เลเวลเต็มแล้วกับอาวุธในมือ ทุกครั้งที่โจมตีถูกเป้าหมาย ก็จะทำให้หยวนเจินเสียค่าพลังชีวิตพันแต้ม

ภายใต้การรวมพลังโจมตีที่ดุดันของคนในทีม ค่าพลังชีวิตที่สูงถึงห้าแสนห้าหมื่นของหยวนเจินก็ลดลงจนรับไม่ไหวแล้วเช่นกัน ค่าพลังชีวิตของเขากำลังไหลลงเร็วมาก

หากการต่อสู้ดำเนินต่อไปตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ เขาก็จะตายช้าๆ อย่างเป็นจังหวะสวยงามแน่นอน

[1] กลยุทธ์ทุกข์กาย 苦肉计 เป็นกลยุทธ์ยามพ่ายจากเรื่องสามก๊ก มีหลักการคือทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บเพื่อให้ศัตรูหลงเชื่อ


“หึ! เจ้าเด็กไร้เดียงสา พวกเจ้าคิดว่าทำอย่างนี้แล้ว ข้าจะทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ”

ตอนค่าพลังชีวิตของหยวนเจินเหลือเพียงหนึ่งในสามส่วน จู่ๆ หลวงจีนคนนี้ก็ตะคอกอย่างเดือดดาล แล้วดันทุรังรับดาบของน้องดาบหนึ่งที สองมือปล่อยเงาหมัดเต็มท้องฟ้าเพื่อบีบสะพานสวรรค์น้อยกับหนิวจื้อชุนที่กำลังจะล้อมโจมตีเขาให้ถอยออกไปพร้อมกัน

แล้วก็โจมตีสี่หมัดสามฝ่ามือไปทางน้องดาบอย่างต่อเนื่อง ความเร็วที่ปะทุออกมาในชั่วพริบตาเดียว ถือว่าเร็วกว่าตอนต่อสู้ก่อนหน้านี้สามส่วน!

ขณะที่น้องดาบหลบ นางก็ควงดาบฟันสองข้อมือของหยวนเจินไปด้วย อาศัยการเคลื่อนไหวและการตอบสนองอันยอดเยี่ยมของนาง นึกไม่ถึงว่าจะกำจัดได้สามหมัดกับสามฝ่ามือแล้ว แต่หมัดสุดท้ายกลับหลบไม่พ้น มันโจมตีบนสันดาบในมือนางอย่างแรง

แกร๊ง!

ตัวดาบถูกโจมตีแรงมาก ส่งเสียงเหล็กอันไพเราะออกมา ส่วนน้องดาบก็ถูกบอสคนนี้โจมตีจนเกิดดาเมจมหาศาล ร่างกระเด็นถอยหลังอย่างควบคุมไม่ได้

-2435!

ตอนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก น้องดาบก็ยังไม่ลืมบัญชาการรบต่อไป นางตะโกนเรียกฉางซิงอวี่ได้อย่างถูกจังหวะเวลา

ฉางซิงอวี่ที่ชาร์จพลังรอนานแล้วตอบสนองเร็วมาก แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่น้องดาบเรียก ตัวเขาพุ่งตามทวนออกไปแล้ว ดาบสองคมสามแฉกแทงจากด้านซ้ายไปทางกระดูกซี่โครงของหยวนเจิน

แสงเย็นจุดหนึ่งไปถึงก่อน ตามด้วยตัวทวนที่ยาวเหมือนมังกร!

ไม่ว่าจะเป็นการคาดเดาของน้องดาบ หรือการตอบสนองของฉางซิงอวี่ ล้วนเป็นวิธีการรับมือที่ดีที่สุดต่อความเร็วในการโจมตีของหยวนเจินก่อนหน้านี้

แต่ครั้งนี้หยวนเจินกลับเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ ร่างของเขาราวกับกลายเป็นเงาเลือนสายหนึ่งไล่ตามไปทางน้องดาบ ขณะเดียวกันก็ทำให้ทวนที่เร็วเหมือนหมาป่าวิ่งของฉางซิงอวี่คว้าน้ำเหลวเช่นกัน

ตอนที่ฉางซิงอวี่รู้ตัวและหันไปมอง ร่างของหยวนเจินก็พุ่งมาถึงตรงหน้าน้องดาบแล้ว นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาหุบลง ฉวยโอกาสตอนที่ดาบของนางกระเด็นออกและตรงหน้าอกไร้สิ่งกำบัง ใช้นิ้วจิ้มไปตรงระหว่างท้องและหน้าอกของนางอย่างแรงหนึ่งที

-2300!

ครั้งนี้โจมตีถูกพอดี สร้างดาเมจให้น้องดาบไม่สูงมาก แต่ภายใต้การโจมตีจากวิชาดรรชีนี้ บนตัวของน้องดาบมีน้ำแข็งเกาะหนึ่งชั้นทันที ทำให้ทั้งตัวนางถูกแช่แข็งเหมือนรูปสลักน้ำแข็งที่มีชีวิตชีวาสมจริง!

หลังจากโจมตีครั้งเดียวสำเร็จ หยวนเจินก็สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วฉวยโอกาสตอนที่กำลังหนุนของน้องดาบยังตามมาไม่ถึงขยุ้มกรงเล็บไปทางลำคอของนาง

ครั้งนี้ถ้าเขาขยุ้มถูกเป้าหมาย ด้วยค่าพลังชีวิตที่เหลืออยู่ประมาณครึ่งเดียวของน้องดาบ ก็ไม่มีทางต้านคริติคอลดาเมจของเขาได้เลย!

ทว่า ตอนนี้ต่อให้เป็นสะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ใกล้น้องดาบที่สุด ถ้าคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยก็ไม่ทันอยู่ดี น้องดาบกำลังติดสถานะแช่แข็ง ไม่มีทางป้องกันใดๆ ได้!

อย่าบอกนะว่าหลังจากเกิดเรื่องกับถังซานไฉ่แล้ว วันนี้ในทีมจะสูญเสียสมาชิกคนที่สองในการต่อสู้

คำตอบก็คือไม่ใช่!

เพราะ…

แกร๊ง!

ตามด้วยเสียงฝ่าอากาศที่ดังเสียดหู หยวนเจินจำเป็นต้องหดมือมารที่กำลังจะโจมตีสำเร็จกลับมา แล้วหลบ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงที่โจมตีออกมาได้ถูกเวลาพอดี

แต่ขณะที่หลบ หยวนเจินกลับหมุนตัว แล้วพลิกมือตบไปทางหน้าผากของน้องดาบ

ทว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้ใช้เวลาหลบไปศูนย์จุดหนึ่งวินาที กำลังหนุนคนแรกของน้องดาบตามมาทันแล้ว!

น้องดาบที่ตัวอยู่ในน้ำแข็ง จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีหน้าอกที่อบอุ่นมาแนบอยู่กับแผ่นหลังของตัวเอง จากนั้นฝ่ามือที่ดูธรรมดาๆ ข้างหนึ่งก็ยื่นมาข้างแก้มนาง รับกับฝ่ามืออันน่าสะพรึงของหยวนเจินได้พอดิบพอดี

จากนั้น…

อา! ตุ้บ!

ครั้งนี้เยี่ยเว่ยหมิงไม่ออมมือแล้ว เขาดันทุรังรับฝ่ามือของหยวนเจิน ใช้ประโยชน์จาก ‘มังกรซ่อนกบดาน’ หักล้างดาเมจสามส่วนของฝ่ามือนั้น พร้อมใช้พลังฝ่ามือของตัวเองถล่มไปทางหยวนเจินพร้อมของแถม!

-1323!

เป็นตัวเลขดาเมจจำนวนมากเช่นเดียวกัน แต่ด้วยค่าสเตตัสและเคล็ดวิชาของเยี่ยเว่ยหมิง ค่าพลังชีวิตของเขาจึงลดลงน้อยกว่าของน้องดาบตั้งครึ่งหนึ่ง

-15866!

ภายใต้พลังสองชั้นที่เพิ่มการสะท้อนดาเมจของมังกรซ่อนกบดาน เฉิงคุนถูกโจมตีอย่างรุนแรงที่สุดตั้งแต่เริ่มต่อสู้มา

จากนั้นทั้งสองก็ถอยหลังคนละเจ็ดก้าว ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ฝีมือสูสีกัน

[สะพานสวรรค์น้อย! หนิวจื้อชุน!] ในช่องทีม น้องดาบที่ถูกแช่แข็งยังไม่ลืมงานของตัวเอง นางบัญชาการการต่อสู้ของคนในทีมอย่างเป็นจังหวะขั้นตอนต่อไป

หลังจากผ่านเหตุการณ์หวาดเสียวก่อนหน้านี้มาแล้ว จังหวะการต่อสู้ก็กลับมาคงที่อีกครั้ง

หลังจากผ่านไปห้าวินาที น้องดาบปลดสถานะแช่แข็งแล้ว ขณะที่กินยาฟื้นฟูค่าพลังชีวิต นางก็เพิ่มความกดดันเล็กน้อยให้หยวนเจินด้วยเช่นกัน

หยวนเจินคนนี้รับมือยากกว่าซาทงเทียนในตอนนั้นมากจริงๆ จังหวะการโจมตีและความเร็วไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เท่ากับเพิ่มความยากในการบัญชาการให้น้องดาบ

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ น้องดาบก็ยังบัญชาการได้เหมาะสมที่สุด เตรียมกลยุทธ์ต่อสู้ได้ดีที่สุด

กอปรกับกำลังของยอดฝีมือจำนวนมากในทีม เดิมทีก็ทรงพลังอยู่แล้ว ต่อให้อาศัยความสามารถของหยวนเจิน ถ้าคิดจะโจมตีฝ่าแนวป้องกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน

ต่อให้เขาปะทุพลังออกมากะทันหัน แต่เมื่อมีคนที่ฝีมือสูสีกับเขาอย่างเยี่ยเว่ยหมิง ก็คลี่คลายวิกฤตได้ทันเวลาอยู่ดี

เป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดทิ้งทั้งทีม เช่นนั้นผลลัพธ์เพียงอย่างเดียวก็คือ มีเพียงหยวนเจินที่ต้องไปตาย

ดังนั้น หลังจากเสียงต่อสู้ดังสิบเอ็ดนาที ค่าพลังชีวิตขีดสุดท้ายของไต้ซือหยวนเจินก็ถูกโจมตีจนหมดแล้ว

สุดท้ายน้องดาบก็ได้โจมตีเต็มที่หนึ่งครั้ง ตอนที่พลังชีวิตของหยวนเจินลดลงจนถึงขีดอันตราย นางฝืนรับหมัดของอีกฝ่ายหนึ่งหมัด แต่กลับได้แทงบนตัวอีกฝ่ายสามดาบต่อเนื่องกัน จากนั้นก็ทะลวงคอหอยได้อย่างสวยงาม

จากนั้น…

ก็ถูก ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหารหยวนเจิน BOSS เลเวล 70 ได้รับรางวัล: ค่าประสบการณ์ 30000 แต้ม ค่าตบะ 10000 แต้ม!]

[ติ๊ง! ทีมของคุณสังหารเป้าหมายภารกิจแล้ว ทำภารกิจ ‘โจมตีสังหารเฉิงคุน’ สำเร็จ]

[ได้รับรางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 500,000 แต้ม ค่าตบะ 100,000 แต้ม เลือกเพิ่มเลเวลของวิทยายุทธ์ใดก็ได้ที่มีเลเวลต่ำกว่าเจ็ด (กรุณาไปรับรางวัลนี้ที่ผู้แจกภารกิจ ฟ่านเหยา แต่ฟ่านเหยาถูกพวกคุณสังหารแล้ว จึงรับรางวัลไม่ได้)]

ประกาศระบบ:……

……

“ฮ่าๆ ได้ออกทีวีอีกครั้งหนึ่งแล้ว!” สะพานสวรรค์น้อยพูดพร้อมยกมือขวา นางหัวเราะคิกคักตอนทำท่าชูสองนิ้วให้ทุกคนดู

ส่วนถังซานไฉ่ก็ยิ้มบางๆ “พวกเจ้าดูสิ ข้าบอกแล้วว่าข้ากลายเป็นแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตาย ประสบการณ์หลายครั้งพิสูจน์แล้ว ว่าในแต่ละวันข้าจะถูกฝังเพียงหนึ่งครั้ง หลังจากตายไปครั้งหนึ่งแล้ว ขอเพียงตัวเองไม่แกล้งตาย ส่วนใหญ่ก็จะไม่ตาย”

ฉางซิงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พึมพำเสียงเบาจนมีแต่ตัวเองที่ได้ยิน “ค่าประสบการณ์กับค่าตบะที่ได้จากการกำจัดหยวนเจิน ทำไมได้นิดเดียวเอง”

ส่วนน้องดาบก็มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาท้าทาย “แม้เจ้าจะชิงการโจมตีครั้งสุดท้ายไปได้ แต่คนที่ได้เลือกไอเทมชิ้นแรกก็คือข้า”

ขณะที่พูด นางก็เดินไปทางศพของเฉิงคุนแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้ม พร้อมคีบลูกดีดเหล็กไว้ระหว่างนิ้ว

ตอนนี้น้องดาบเดินไปเตะศพของหยวนเจินเบาๆ หนึ่งที ไอเทมดรอปก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคนทันที

[จีวรขาดรุ่งริ่ง (ทองคำ)]

จีวรที่ดูโกโรโกโสตัวหนึ่ง ที่จริงมีพลังป้องกันอยู่พอสมควร

ป้องกัน +200

พลังชีวิต +1000

เลเวลพุทธธรรม +1

……

[หมัดอรหันต์ (ระดับต้น)]

หนึ่งในวิชาหมัดพื้นฐานของเส้าหลิน

เงื่อนไขการฝึก

พละกำลัง: 40

ความแข็งแกร่ง: 30

……

เงิน: 20 เหรียญ

……

ไม่มีแล้ว!

เมื่อเห็นไอเทมสองชิ้นกับเงินจำนวนน้อยนิดจนน่าสงสาร น้องดาบก็ไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง

นางหันไปมองเยี่ยเว่ยหมิงโดยจิตใต้สำนึก พบว่าเขาอยู่ห่างจากศพของหยวนเจินสามเมตร กำลังยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าจนใจ

นางส่ายหน้า รู้ว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงเล่ห์เหลี่ยมจัดเพียงใด แต่ก็ไม่มีทางเล่นตุกติกอะไรบนไอเทมดรอปของบอสได้

ยิ่งไปกว่านั้น น้องดาบก็เป็นคนเตะศพหยวนเจินเอง เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอื่นจะเล่นตุกติกอะไรบนศพ

ท่ามกลางสายตาสับสนของทุกคน น้องดาบหยิบจีวรที่ชื่อว่า ‘ขาดรุ่งริ่ง’ ออกมา จากนั้นสะบัดหนึ่งที จีวรสีเทาไร้แขนเสื้อที่มีรูโหว่ทั่วทุกด้านปรากฏตรงหน้าทุกคนแล้ว

ขณะมองจีวรที่เหลือเศษผ้าอยู่น้อยนิดจนเทียบกับแหจับปลาได้ น้องดาบก็อดบ่นไม่ได้ว่า “จะว่าไปแล้วชุดนี้คงไม่ใช่ของขวัญที่หยวนเจินเตรียมไว้ให้เฉินโหย่วเลี่ยงลูกศิษย์ของเขาหรอกใช่ไหม”

เมื่อเห็นนางเปลี่ยนความสนใจจากตัวหยวนเจินมาอยู่ที่ ‘ชุดขอทาน’ ในมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดถามพร้อมรอยยิ้มไม่ได้ว่า “เจ้าเลือกของเสร็จแล้วหรือ”

“ทำไม อยากหัวเราะเยาะข้าหรือ” น้องดาบถลึงตาใส่เยี่ยเว่ยหมิง จากนั้นก็บอกว่า “จีวรตัวนี้ก็แค่ขาดนิดหน่อย ถึงอย่างไรก็มีมูลค่าสูงกว่า ‘หมัดอรหันต์’ บ้านๆ เล่มนั้นไม่รู้ตั้งเท่าไร!”

เยี่ยเว่ยหมิงกลับส่ายหน้าแสดงท่าที “ข้าจะไปหัวเราะเยาะเจ้าได้อย่างไร ข้าเพียงอยากยืนยันว่าเจ้าเลือกเสร็จแล้วจริงหรือเปล่า”

น้องดาบได้ยินแล้วเพิ่มความระแวดระวังทันที แต่เมื่อเห็น ‘หมัดอรหันต์’ กับเงินยี่สิบเหรียญทองในรายการไอเทมดรอป ก็ตัดสินได้ทันทีว่าเจ้ามือปราบหน้าเหม็นคนนี้กำลังแกล้งตน อยากจะเห็นตนสับสนเมื่ออยู่ตรงหน้าไอเทมเส็งเคร็งพวกนี้ก็เท่านั้นเอง

คนฉลาดอย่างนางย่อมไม่ตกหลุมพรางอยู่แล้ว!

น้องดาบจึงโบกมือเก็บ ‘จีวรขาดรุ่งริ่ง’ ตัวนั้นส่งไปตรงหน้าหนิวจื้อชุน “อาหนิว เมื่อครู่มันอยู่บนตัวหยวนเจิน ทั้งข้าและเจ้าต่างก็ถูกหักค่าวีรบุรุษคนละห้าร้อย อย่าว่าข้าตระหนี่แล้วกัน จีวรตัวนี้ถือเป็นของชดเชยความเสียหายให้เจ้า

แม้ของจะไม่ได้ดีเท่าไร แต่ถ้าโยนไปขายในตลาด ก็พอจะขายได้เงินอยู่บ้าง”

ส่วนสาเหตุว่าทำไมนางไม่นำไปขายเอง

ก็เพราะน้องดาบกลัวเสียหน้า!

ของชิ้นเดียวกัน น้องดาบอาจดูถูก ถึงขั้นว่านำออกไปตั้งแผงขายยังอับอายคน แต่หนิวจื้อชุนเห็นแล้วกลับตาเป็นมันตอนรับมาไว้ในมือ จากนั้นเขาก็เปลี่ยนใส่มันทันทีท่ามกลางสายตาแปลกๆ ของเพื่อนที่เหลือ “บวกพลังป้องกันสองร้อยแต้มกับพลังชีวิตหนึ่งพันแต้ม สมกับเป็นอุปกรณ์ทองคำ ข้าชอบ!”

เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ของเขา ฉางซิงอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็อดพูดไม่ได้ว่า “สหายหนิว ไม่ใช่ว่าข้าชอบพูดมากนะ แต่ในฐานะนักพรตเต๋าคนหนึ่ง ใส่สร้อยลูกประคำก็ว่าหนักแล้ว ตอนนี้ใส่จีวรขาดอีก ไม่กลัวนักพรตเต๋าสำนักฉวนเจินลงเขามากำจัดสิ่งแปลกปลอมในบ้านหรือ”

หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วหน้าเจื่อน แต่กลับได้ยินน้องดาบที่อยู่อีกฝั่งปลอบว่า “ที่จริงสหายหนิวไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย”

หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วหันไปมองน้องดาบราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตไว้ได้

แต่กลับได้ยินน้องดาบพูดต่อว่า “อาศัยชื่อ ‘คนชั่ว’ ของเจ้าตอนนี้ ก็เพียงพอให้นักพรตเต๋าสำนักฉวนเจินกำจัดสิ่งแปลกปลอมในบ้านแล้ว ใส่อะไรก็เหมือนกันนั่นแหละ”

หนิวจื้อชุนเหมือนโดนคริติคอลดาเมจหนึ่งแสน

ตอนนี้เอง น้องดาบหันกลับมาแล้ว หันมามองเยี่ยเว่ยหมิงที่เงียบอยู่ตลอด “ตอนนี้เลือกอุปกรณ์ชิ้นที่สอง ถึงตาเจ้าแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่เถียงอะไรเช่นกัน เพียงยื่นมือขวาออกมาช้าๆ ดีดลูกดีดเหล็กที่เตรียมไว้นานแล้วใส่ตรงหว่างขาศพหยวนเจิน!


เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เฆี่ยนศพ[1] แม้แต่เพื่อนในทีมพอเห็นแล้วก็ยังอดขมวดคิ้วไม่ได้

แม้ตอนแรกเริ่มเป็นหยวนเจินที่วางอุบายทำร้ายเยี่ยเว่ยหมิงต่างๆ นานา ไม่เพียงแค่แจกสองภารกิจที่ตรงข้ามกัน ทั้งยังหวังจะทำลายกำลังภายในที่เยี่ยเว่ยหมิงฝึกหนักมาหลายวัน ทำให้เขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก

แต่ตอนนี้ตัวเขาเองถูกพวกเราโจมตีตายแล้ว อีกทั้งคนที่โจมตีครั้งสุดท้ายก็เป็นเยี่ยเว่ยหมิงด้วย ตามหลักแล้วก็ควรจะระบายอารมณ์โกรธไปสักหน่อยแล้วสิ?

แต่ไม่น่าเชื่อว่าเจ้ายังจะเฆี่ยนศพด้วย ทั้งยังใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เฆี่ยนศพ จุดที่โจมตีก็คือตรงเป้ากางเกง…

ทำแบบนี้เกินไปหน่อยหรือเปล่า

อย่างไรเสีย หยวนเจินก็เป็นเพียง NPC คนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งแผนร้ายของเขาก็ทำไม่สำเร็จด้วย

ถึงขั้นต้องแค้นเข้ากระดูกดำแบบนี้ จนต้องเฆี่ยนศพระบายความไม่พอใจให้ได้เชียวหรือ

แน่นอนว่าพวกเขาแค่บ่นในใจเท่านั้น

ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นสหายร่วมทีม คงไม่มีใครอยากล่วงเกินสหายเพื่อ NPC คนหนึ่งที่ตายไปแล้วทั้งยังเป็นศัตรูกัน มิหนำซ้ำตัวเองก็ยังล่วงเกินสหายแบบนั้นไม่ไหวด้วย

แม้แต่น้องดาบที่ขัดแย้งกับเยี่ยเว่ยหมิงมาตลอด ตอนนี้ก็ยังไม่คิดจะกระโดดออกมาพูดจาเสียดสีเลย

ทุกคนได้แต่ใช้สายตาเห็นอกเห็นใจมองหยวนเจิน เตรียมจะชมฉากตระการตาตอนเป้าระเบิดอีกครั้ง

จากนั้นพวกเขาก็พบว่า เยี่ยเว่ยหมิงไม่มีเหตุผลอะไรให้โจมตีพลาดเป้าแน่นอน แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะยิงพลาดแล้ว!

ไม่ใช่สิ!

ที่สงสัยว่าเยี่ยเว่ยหมิงยิงอาวุธลับพลาด ความเข้าใจผิดนี้แค่แวบผ่านเข้ามาในหัวของพวกเขาเท่านั้น แล้วก็ถูกพฤติกรรมที่พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ปฎิเสธความเข้าใจผิดนี้ทันที

เพราะหลังจากหยวนเจินหลบการโจมตีตรงเป้ากางเกงของเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว ทั้งตัวก็พลันกระโดดขึ้นมาจากพื้น แล้วพุ่งเข้าไปหาเยี่ยเว่ยหมิงที่มีเจตนาจะเฆี่ยนศพระเบิดไข่โดยตรง “เจ้าเด็กเปรต นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ศพข้าเจ้าก็ยังไม่ปล่อยไป ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่”

“มารดาเจ้าเถอะ ศพกระตุก!”

หลังจากนักบวชเต๋าสายมารอย่างหนิวจื้อชุนอุทานออกมา พวกสหายร่วมทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็พากันถอยหลังก้าวหนึ่งโดยจิตใต้สำนึก

แม้พวกเขาจะเป็นยอดฝีมือในเกม ยามเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยังไม่ตาย ต่อให้เป็นบอสระดับหยวนเจินพวกเขาก็ไม่กลัวอยู่ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติแบบนี้

จู่ๆ ก็ได้ยินเรื่องศพกระตุก ทั้งยังได้เห็นกับตาตัวเอง ปฏิกิริยาแรกของทุกคนก็คืออยู่ให้ห่างไว้ก่อน ดูให้ชัดว่าอะไรเป็นอะไรแล้วค่อยว่ากัน

ท่ามกลางสายตาระแวงสงสัยของบรรดาเพื่อนร่วมทีม ร่างของหยวนเจินโผไปถึงตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงราวกับเป็นเงาผี มือขวาหุบนิ้วกลางกับนิ้วชี้ติดกัน แล้วจิ้มลงไปบนหน้าผากของเยี่ยเว่ยหมิง!

พอเห็นหยวนเจินเคลื่อนไหวโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตกใจจนเข่าอ่อน อุทานว่า “ไอ๊หยา ผีหลอก!” พร้อมทั้งใช้ฝ่ามือซ้ายดันนิ้วของอีกฝ่ายไว้มั่วซั่ว เหมือนต้องการผลักสิ่งสกปรกออกไป

วินาทีต่อมา นิ้วของหยวนเจินก็จิ้มลงบนฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างแรง

“อา!…”

-12101

ตอนที่ตัวเลขดาเมจห้าหลักเพิ่งลอยขึ้นมาเหนือศีรษะ หยวนเจินก็ถูกพลังฝ่ามือรูปมังกรปกคลุมมิด กระอักเลือดสดคำใหญ่ออกมา ร่างกระเด็นถอยหลังเหมือนว่าวสายป่านขาด

ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นต่อเนื่องข้างหูของพวกเขา

[ติ๊ง! ทีมของคุณเปิดโปงการแกล้งตายของเฉิงคุน BOSS เลเวล 70 ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาลสำเร็จ ทั้งยังโจมตีสังหารได้อย่างราบรื่น ได้รับรางวัล: ค่าประสบการณ์ 300000 แต้ม ค่าตบะ 100000 แต้ม!]

ประกาศระบบ:…

เมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากระบบว่าเฉิงคุนตายอีกครั้ง บรรดาสหายร่วมทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็งงเป็นไก่ตาแตก!

แกล้งตาย?

มารดาเจ้าเถอะ!

BOSS ตายแล้ว ระบบแจ้งเตือนแล้ว รางวัลภารกิจก็แจกแล้ว ถึงขั้นประกาศว่าทำเฟิร์สคิลด้วย! (BOSS ที่เลเวลผันแปรไม่แน่นอนอย่างฟ่านเหยาและเฉิงคุน การฆ่าพวกเขาครั้งแรกในทุกเลเวลล้วนได้รับรางวัลเฟิร์สคิลและประกาศแบบนี้จากระบบ เป็นไปไม่ได้ที่คุณฆ่าฟ่านเหยาเลเวล 35 แล้วได้เฟิร์สคิล แต่คนอื่นฆ่าฟ่านเหยาเลเวล 65 แล้วไม่ได้อะไร)

นึกไม่ถึงว่าจะบอกว่านี่คือการแกล้งตาย!

ทว่าการแจ้งเตือนของระบบไม่ปลอมแน่นอน ประกาศระบบก็ยิ่งไม่มีทางทำอย่างนั้น

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในบรรดาพวกเขารวมทั้งเยี่ยเว่ยหมิง มีทั้งหมดสามคนที่ได้เพิ่มหนึ่งเลเวลหลังจากเฉิงคุนตาย

ส่วนอีกสองคนที่เหลือ คนหนึ่งได้เพิ่มเลเวลตอนที่ฆ่าฟ่านเหยา ส่วนอีกคนได้เพิ่มตอนที่ฆ่าอาซาน

ตุ้บ!

หยวนเจิน…อ้อ ไม่สิ ศพของเฉิงคุนล้มลงบนกองฝุ่น ทำให้ฝุ่นดินตลบขึ้นมาเป็นฉาก ดวงตาดุร้ายทั้งคู่ยังคงจ้องตรงไปข้างหน้า แต่ดวงตาค่อยๆ ไร้แววจนหายไปแล้ว

ที่จริง ชั่วพริบตาที่โจมตีศพแกล้งตายของหยวนเจิน ชื่อของเขาก็เปลี่ยนจากหยวนเจินเป็นเฉิงคุนแล้ว

แต่เขาที่ยังเหลือค่าพลังชีวิตอยู่เพียงขีดเดียว ตอนที่เพิ่งจะเริ่มแกล้งตาย ก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’ โจมตีจนกลายเป็นศพจริงในชั่วพริบตาเดียว ทุกการเปลี่ยนแปลงนี้มาเร็วเกินไป เร็วจนไม่ทันได้เห็นชื่อบนศีรษะของเขาชัดๆ

ความรู้สึกแบบนั้นเหมือน…

“เริ่มแล้วหรือ”

“จบแล้ว…”

ทันใดนั้น ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงต้องการจะเฆี่ยนศพระเบิดไข่!

ที่แท้ ตอนที่ทุกคนกำลังสับสนว่าทำไมหยวนเจินตายแล้วถึงดรอปของน้อยขนาดนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็มองเห็นความจริงของเรื่องนี้กระจ่างแล้ว

ทุกคนหันไปพร้อมกัน แต่กลับเห็นว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่มีทีท่าว่าจะอธิบายเลยสักนิด ตอนนี้ทั้งตัวของเขาเหมือนภูเขาน้ำแข็ง

อะไรจะเย็นขนาดนั้น!

เหตุใดจึงเท่ขนาดนั้น!

กระบี่ของเขาเย็น!

ตัวของเขาเย็น!

เลือดของเขาเย็น!

หัวใจของเขาเย็น!

เขาเพิ่งถูกดรรชนีเย็นแปลงของเฉิงคุนไปเต็มๆ ถูกแช่แข็งแล้ว!

หลังจากผ่านไปสามวินาที…

เพล้ง!

เยี่ยเว่ยหมิงโคจรกำลังภายในจนรอบตัวสะเทือน น้ำแข็งที่เกาะสะเทือนจนร่วงลงมาหมด

“มารดาเจ้าเถอะ! วิชาดรรชนีของเจ้าหมอนี่โหดจริงๆ เมื่อก่อนตอนเห็นคนอื่นถูกแช่แข็งก็ยังไม่รู้สึกอะไร พอถึงคราวตัวเองถึงได้พบว่าความรู้สึกแบบนั้นคือเปรี้ยวสะใจจากภายในสู่ภายนอก เหมือนแม้แต่เส้นเลือด น้ำเลือดก็ก่อตัวเป็นน้ำค้างแข็งไปด้วย” ตอนที่กำลังบ่นแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินมาถึงตรงหน้าศพเฉิงคุนแล้ว

แม้จะเป็นศัตรูที่จองเวรไม่เลิก แต่พอเห็นท่าทางตายตาไม่หลับของเขาตอนนี้ คนที่จิตใจดีงามไร้ความเห็นแก่ตัวอย่างเยี่ยเว่ยหมิงก็ทำใจไม่ได้นิดหน่อย จึงใช้พื้นรองเท้ายาวของตัวเองช่วยปิดตาให้เฉิงคุนแรงๆ

จากนั้นรายชื่อไอเทมดรอปของเฉิงคุนก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคนในทีมอีกครั้ง

[มือคว้าจับเล็ก (ระดับกลาง) ]

รับมือกับกระบวนท่าได้เร็วมาก เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิดในที่ลับ

เงื่อนไขการฝึก:

ความว่องไว: 80

พละกำลัง: 60

ค่าตระหนักรู้: 30

……

[แหวนหยกเย็น (อาวุธล้ำค่า)]

แหวนที่ทำมาจากหยกเย็นซึ่งขุดจากน้ำแข็งลึกลงไปหลายร้อยจั้งบริเวณขั้วโลกเหนือที่หนาวเหน็บโจมตี +500

กำลังภายใน +50%

เลเวลวิทยายุทธ์มือเปล่า +1!

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: หยกเย็น!

หยกเย็น: โจมตีติดดาเมจธาตุ ‘เย็น’ ถ้าใช้คู่กับวิทยายุทธ์ธาตุ ‘เย็น’ ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 50% ใช้คู่กับวิทยายุทธ์ธาตุ ร้อน’ ประสิทธิภาพลดลง 50%

……

[วิชาเต่าหายใจ (ระดับกลาง)]

เคล็ดวิชาพิเศษ หลังจากใช้แล้วจะเข้าสู่สถานะตายปลอม ตอน NPC เห็นผู้เล่นที่อยู่ในสถานะตายปลอม จะเลือกตั้งค่าได้ว่าหลังจากตายแล้วจะกลายเป็นแสงสีขาวหรือไม่

……

[จีวรเซิงหลัว (ทองคำ)]

พระจอมยุทธ์ระดับสูงถึงจะมีสิทธิ์สวมใส่ มีความสามารถในการป้องกันในระดับหนึ่ง

ป้องกัน +150

พลังชีวิตสูงสุด +1500

เลเวลพุทธธรรม +1!

……

[หมัดอรหันต์ (ระดับต้น)]

หนึ่งในวิชาหมัดมวยพื้นฐานของเส้าหลิน

เงื่อนไขการฝึก:

พละกำลัง: 40

ความแข็งแกร่ง: 30

……

เงิน: 1000 เหรียญทอง!

[1] เฆี่ยนศพ 鞭尸 เป็นการลงโทษในสมัยโบราณ สร้างความเสียหายให้ศพ มีเป้าหมายคือสร้างความอัปยศให้ผู้ตาย

236-240

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 236ถึง240
สำหรับถังซานไฉ่ผู้มีคุณธรรมขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงยังจะว่าอะไรได้อีก

เขาทำได้เพียงเหยียบบนหน้าอกของอาซาน งอนิ้วคำนวณเงียบๆ จากนั้นใช้ฝ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ตบไปบนหัวกะโหลกของอาซาน

-57835!

ตอนนี้เอง ในที่สุดมือธนูทั้งแปดก็พุ่งเข้ามาในวัด

จากนั้นพวกเขาทั้งแปดก็ถูกน้องดาบ สะพานสวรรค์น้อย หนิวจื้อชุนและฉางซิงอวี่ล้อมไว้แล้ว

บรรดานักธนูพวกนี้ เมื่ออยู่ในสถานที่แคบเช่นนี้ ถูกนักรบคลั่ง (หนิวจื้อชุน) นักกระบี่คู่ (สะพานสวรรค์น้อย) มือสังหาร (น้องดาบ) และทหารม้า (ฉางซิงอวี่) ล้อมไว้ ผลการต่อสู้เป็นอย่างไร แค่คิดก็รู้แล้ว

แต่พวกเขาสี่คนก็ใช่ว่าไม่เคยคิดจะชิงโจมตีอาซานเป็นครั้งสุดท้าย เพียงแต่หลังจากได้เห็นดาเมจจากการโจมตีฝ่ามือนั้นของเยี่ยเว่ยหมิง พวกเขาก็ย้ายเป้าหมายไปบนตัวนักธนูพวกนั้นยังไม่ลังเล

พวกเราตีพลังชีวิตได้ไม่กี่พัน แต่เจ้าหมอนี่ทำคริติคอลดาเมจไปห้าหมื่นกว่า!

จะไปแย่งซีนเขาเหรอ

แย่งก็บ้าแล้ว!

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหาร BOSS เลเวล 65 อาซาน ยอดฝีมือของท่านอ๋องหรู่หยางแห่งมองโกล ได้รับค่าประสบการณ์ 250000 แต้ม ค่าตบะ 80000 แต้ม!]

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหาร BOSS เลเวล 35 จางอีซาง ยอดฝีมือท่านอ๋องหรู่หยางแห่งมองโกล ได้รับค่าประสบการณ์…]

[ติ๊ง! ทีมของคุณ…เฉียนเอ้อร์ไป้…]

[ติ๊ง!…ซุนซานหุ่ย…]

ต้องกล่าวว่ายอดฝีมือของจวนท่านอ๋องหรู่หยางแต่ละคนตั้งชื่ออย่างขอไปทีจริงๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ออกแบบเกมที่ตั้งค่าภารกิจนี้ขี้เกียจขนาดไหน บอสใหญ่ชื่ออาซานก็ว่าธรรมดาแล้ว ชื่อของนักธนูแปดคนนั้นแต่ละคนก็ยิ่งไม่ตั้งใจ จางอีซาง (แปลว่าบาดเจ็บหนึ่งครั้ง) เฉียนเอ้อร์ไป้ (แพ้สองครั้ง) ซุนซานหุ่ย (ทำลายสามครั้ง) หลี่ซื่อชุย (ทลายสี่ครั้ง) โจวอู่ซู (แพ้ห้าครั้ง) อู๋ลิ่วพั่ว (แตกหกครั้ง) เจิ้งชีเมี่ย (ดับเจ็ดครั้ง) หวังปาไซ ว(ซวยแปดครั้ง)…

อย่าบอกนะว่าเจ้าแปดคนนี้เป็นฝาแฝดคนละพ่อคนละแม่กัน

ไม่กี่คนแรกยังดีหน่อย แต่คนสุดท้ายที่ชื่อหวังปาไซว…

จะว่าไปแล้วผู้ออกแบบเกมมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไรกันแน่ ถึงได้ตั้งชื่อแบบนี้ออกมาได้

……

เป็นไปตามธรรมเนียม หลังจากมีแจ้งเตือนว่าโจมตีสังหารแล้ว ก็จะมีประกาศระบบดังขึ้นตามมาเป็นพรวน

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นสำนักมือปราบ เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักอู่ตัง ฉางซิงอวี่ ผู้เล่นสำนักสุสานโบราณสะพานสวรรค์คริสตัล…(ชื่อน้องดาบกับหนิวจื้อชุนละไว้)]

[ประกาศระบบ: สำนักมือปราบ…]

……

ประกาศระบบดังสามรอบอย่างที่เคยเป็น ในจำนวนนั้นประกาศแรกที่บอกว่าฆ่าบอสเลเวลหกสิบห้าสะเทือนไปถึงข้างนอก ส่วนบอสเลเวลสามสิบห้าที่เหลือ สำหรับผู้เล่นในตอนนี้ การฆ่าพวกเขาได้ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จอะไรแล้ว

แต่…

บอสประเภทที่ไม่สร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จแบบนี้ เมื่อนำมารวมอยู่ด้วยกัน ผลที่ตามมากลับเปลี่ยนโฉมไปเลย!

ทำเฟิร์สคิล BOSS เก้าคน แต่ละคนประกาศสามครั้ง รวมแล้วเป็นประกาศระบบทั้งหมดยี่สิบเจ็ดครั้ง!

และเมื่อมีประกาศระบบเยอะขนาดนี้ต่อเนื่องกันภายในเวลาสั้นๆ ก็เกิดสถานการณ์อีกอย่างขึ้นแล้ว

ประกาศระบบ ล้างหน้าจอแล้ว!

ชั่วขณะนั้น เยี่ยเว่ยหมิง สะพานสวรรค์น้อย ฉางซิงอวี่ น้องดาบ หนิวจื้อชุนห้าชื่อนี้อยู่ในขอบเขตสายตาของทุกคนแล้ว

ถึงอย่างไรก็มีประกาศระบบหลายแถวไหลผ่านหน้าจอ ถ้าจะไม่ให้สังเกตเห็นก็คงยาก!

จากนั้นทันที ก็มีเพื่อนในเกมจากที่ต่างๆ มาร่วมกันแสดงความยินดี ชั่วขณะนั้นในวัดร้างมีนกพิราบบินมารวมกัน ประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็น…แค่กๆ ถึงอย่างไรก็มีพิราบขาวบินเต็มวัด เป็นฉากที่อลังการเป็นพิเศษ

ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการตอบกลับข้อความ แต่สีหน้ากลับนิ่งเงียบบ้างจริงจังบ้างต่างกันไป

ที่แท้ผลตอบแทนส่วนนี้ เกียรติยศส่วนนี้ สหายถังควรจะมีส่วนร่วมด้วย

น่าเสียดาย…

ท่ามกลางความเงียบงันนี้ มีเพียงร่างของสะพานสวรรค์น้อยที่สั่นเล็กน้อย สีหน้าของนางเผยความตื่นเต้นดีใจอย่างยากจะปิดบังได้ แต่นางก็รู้เช่นกันว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ถังซานไฉ่ประสบเคราะห์ร้าย แสดงออกถึงความดีใจมากเกินไปก็จะดูไม่ดี ดังนั้นนางจึงรีบหันหน้าไปอีกทาง เพียงแต่สีหน้าดีใจที่นางยากจะปิดบังก่อนหน้านี้ก็ยังคงอยู่ในสายตาของทุกคนแล้ว

ชั่วขณะนั้น คนในวัดมองสาวงามที่เหมือนภูเขาน้ำแข็งคนนี้ด้วยสายตาดูถูกนิดหน่อย

แปะ! แปะ! เมื่อเห็นบรรยากาศเปลี่ยนเป็นอึดอัดเล็กน้อย เยี่ยเว่ยหมิงก็ปรบมือ หลังจากดึงดูดความสนใจของทุกคนมาไว้ที่ตัวเองแล้วก็บอกว่า “เนื่องจากสหายถังประสบโชคร้าย ข้าเสนอให้สลับสิทธิ์ในการแบ่งไอเทมกับสหายถังสักหน่อย แต่ถ้าพูดไปตรงๆ ด้วยนิสัยของเขาคงไม่เลือกของชิ้นที่ดีที่สุดไปแน่นอน…

…ดังนั้น ไม่ว่าอาซานจะดรอปไอเทมอะไร ชิ้นที่ราคาแพงที่สุดในนั้นควรเป็นของสหายถัง ทุกคนมีอะไรจะคัดค้านไหม”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องแบ่งไอเทมดรอปจากบอส ทุกคนก็ตกตะลึง ในใจกำลังคิดว่าข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงมีความเป็นไปได้สูงว่ากำลังพูดเรื่องแบ่งรางวัลในตอนสุดท้าย นโยบายเอนเอียงไปทางถังซานไฉ่

สำหรับเรื่องนี้ ทุกคนล้วนแสดงออกว่าเข้าใจได้

ถึงอย่างไรทุกคนก็โจมตีบอสด้วยกัน ในรางวัลย่อมมีส่วนของถังซานไฉ่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็เลือกสละชีวิตตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ได้แม้กระทั่งรางวัลที่เป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะพื้นฐาน

สำหรับถังซานไฉ่ เดิมทีนี่ก็คือเรื่องที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว

หรือไม่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย แต่ในฐานะที่เป็นเป็นสหายร่วมทีม การรับผลประโยชน์ไปเงียบๆ แบบนี้โดยไม่คิดจะชดเชยความเสียหายให้เขาสักหน่อย กลับทำให้คนผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงก็คือ นโยบายการแบ่งไอเทมที่เยี่ยเว่ยหมิงเสนอ กลับต้องสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อชดเชยความเสียหายให้ถังซานไฉ่ แต่ไม่เอ่ยถึงเลยว่าคนอื่นควรจะสละอะไร

นี่เป็นแบบฉบับของลูกพี่ใหญ่เลย!

ถ้าลองสลับกัน เขาลองถามใจตัวเองแล้ว พบว่าตัวเองทำได้ไม่สง่างามอย่างเยี่ยเว่ยหมิงแน่นอน

ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากเสียงของเยี่ยเว่ยหมิงเงียบลง สะพานสวรรค์น้อยก็พูดขึ้นว่า “หรือไม่อย่างนั้น ข้าก็แบ่งของตัวเองส่วนหนึ่งด้วย ชดเชยความเสียหายให้สหายถังสักหน่อยแล้วกัน…

…อย่างไรเสีย ในระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ผลตอบแทนสูงสุดที่พวกเราได้ แท้จริงแล้วไม่ใช่ไอเทมดรอปพวกนั้นของบอส เพราะพวกเรามีกันหลายคน ค่าผลตอบแทนที่มากกว่านั้นก็คือค่าตบะจำนวนมากหลังจากฆ่าบอส รวมทั้งรางวัลหลังจากภารกิจเสร็จสิ้นมากกว่า แน่นอนว่ายังมีโอกาสได้ออกทีวีด้วย…

…แต่ของพวกนี้ สหายถังไม่ได้รับเลย”

ทุกคนได้ยินแล้วพากันตกอยู่ในความเงียบ ถึงขั้นรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน

ก่อนหน้านี้พวกเขาดูถูกน้องสะพานสวรรค์น้อย แต่เวลาพูดเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคล นอกจากเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว มีใครใจกว้างกว่าสะพานสวรรค์น้อยบ้าง

อีกฝ่ายก็แค่ดีใจนิดหน่อยหลังจากเห็นประกาศระบบ จะเป็นไรไป

พวกเรากลับดีใจไม่ขึ้น ถ้าเก่งนักพวกเจ้าก็แบ่งผลประโยชน์ในมือออกมาสิ

ในเมื่อทำไม่ได้ แล้วมีสิทธิ์อะไรไปดูถูกคนอื่น

“ข้ารู้สึกว่าข้อเสนอของเจ้าไม่เหมาะสม” เป็นอย่างที่คาดไว้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็คือน้องดาบผู้ต่อต้านเยี่ยเว่ยหมิงมาตลอด “ในเมื่อสหายถังเป็นเพื่อนร่วมทีมของพวกเราทุกคน เขาเสียสละเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเป็นคนดีอยู่คนเดียว…

…ส่วนข้อเสนอของสะพานสวรรค์น้อยก็ยิ่งเหลวไหล เจ้านำรางวัลส่วนที่ตัวเองควรจะได้มาชดเชยให้สหายถัง แล้วเจ้าจะให้คนอื่นทำอย่างไร…

…คนอื่นควรจะแบ่งบ้าง หรือไม่แบ่งดี”

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็อดยิ้มและถามกลับไม่ได้ว่า “แล้วเจ้ามีข้อเสนออะไรที่ดีกว่านี้ล่ะ”

ถ้าในทีมมีเพียงคนของสำนักมือปราบ เรื่องแบบนี้ย่อมไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก เยี่ยเว่ยหมิงพูดอะไรก็ว่าไปตามนั้น ทุกคนก็ไม่เกรงใจเขาเช่นกัน

แต่ทุกคนในทีมตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นคนที่สนิทกันมาก มารยาทที่ควรจะมีก็ยังต้องมี

ข้อเสนอของน้องดาบหลังจากนั้นก็คือ ถังซานไฉ่สมควรได้รับการชดเชย แต่การชดเชยต้องมาจากทุกคนเฉลี่ยเท่าๆ กัน

ฉางซิงอวี่กล่าวเสริมอีก เสนอว่าให้นำไอเทมดรอปของบอสที่แพงที่สุดในตลาดมาชดเชยให้กับคุณงามความดีและการเสียสละของถังซานไฉ่ ส่วนที่เหลือก็ทำตามคำแนะนำก่อนหน้านี้ ให้เยี่ยเว่ยหมิงเลือกก่อนหนึ่งชิ้น ส่วนที่เหลือทุกคนก็ค่อยใช้วิธีประมูลขาย

ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าข้อเสนอของฉางซิงอวี่ดีที่สุด ดังนั้นการแบ่งไอเทมของการต่อสู้ครั้งนี้ก็ถูกกำหนดไว้อย่างนี้แล้ว

หลังจากทุกคนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ เยี่ยเว่ยหมิงก็เตะศพอาซานหนึ่งที มีข้อมูลของหลายชิ้นลอยขึ้นมาทันที

[หมวกจินกัง (ทองคำ)]

หมวกงอบที่ชาวยุทธ์ชอบใส่ มีผลป้องกันในระดับหนึ่ง

ป้องกัน +100

พละกำลัง +50

ท่าร่าง +50

……

[ดรรชนีวชิระทรงพลัง (ระดับสูง)]

หนึ่งในเจ็ดสิบสองสุดยอดวิชาของเส้าหลิน พลังดรรชนีดุดันแข็งแกร่ง อานุภาพเกรียงไกร

เงื่อนไขการฝึก

พละกำลัง: 150

ความแข็งแกร่ง: 150

สติปัญญา: 30

……

[รองเท้าลมโหม (ทองคำ)]

รองเท้ายาวที่เบามากคู่หนึ่ง ทำให้ผู้สวมใส่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเหมือนบินได้

ป้องกัน +50

ท่าร่าง +100

……

[ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก]

ยาลับเฉพาะของสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ มีสรรพคุณเทพอย่างต่อกระดูกปลูกเส้นเอ็น ใช้ตอนต่อสู้ได้ แก้ไขอาการเส้นเอ็นขาด กระดูกแตกและสถานะบาดเจ็บต่างๆ ได้ ฟื้นฟูพลังชีวิต100%! (จำนวนครั้งที่ใช้ได้ 10/10)

……

อุปกรณ์ทองคำสองชิ้น ตำราลับทักษะยุทธ์หนึ่งเล่ม ยาหนึ่งตลับที่ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ในชั่วพริบตาเดียว ซึ่งใช้ได้สิบครั้ง

บอสเลเวลหกสิบห้าคนหนึ่งดรอปเพียงของสี่อย่างนี้

“เท่านี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว” ตอนนี้น้องดาบพลันเอ่ยว่า “บอสระดับสูงแบบนี้พวกเราเคยฆ่ามานับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่คนที่เคยดรอปตำราลับระดับสูง”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอึ้งทันที เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ตอนนี้กลับได้ยินน้องดาบอธิบายต่อ “ตำราลับวิทยายุทธ์ระดับต่ำและระดับกลางในเกมนี้ ก็ถือว่ามีอัตราดรอปที่ไม่เลวเลย แต่ดรอปตำราลับระดับสูงยากมาก…

…นอกจากกำจัดบอสร่างแท้โหมดปกติที่จะได้รับรางวัลที่ดีที่สุดตามสภาพของอีกฝ่าย ส่วนใหญ่ก็มีแต่ต้องทำเฟิร์สคิลถึงจะมีอัตราการดรอปที่แน่นอน…

…ทั้งอัตราการดรอปจากการทำเฟิร์สคิลก็ไม่ได้สูงด้วย!”

ทุกคนได้ยินแล้วก็จดจำประสบการณ์ที่นางแบ่งปันอยู่ในใจเงียบๆ ต่างก็รู้สึกว่าการตั้งค่าแบบนี้สมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นถ้าแม้แต่วิทยายุทธ์ระดับสูงยังดรอปได้จากบอสทั่วไป เช่นนั้นการเข้าสำนักจะยังมีประโยชน์อะไร

อิงตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงส่งตำราลับ ‘ดรรชนีวชิระทรงพลัง’ เข้าไปในช่องทีม จากนั้นก็ [@ถังซานไฉ่ พร้อมแนบข้อความว่า ‘ของเจ้า’]

เมื่อส่งข้อความไปแล้ว ก็ผ่านไปเจ็ดวินาทีเต็มๆ ถังซานไฉ่ถึงได้ตอบข้อความกลับมา [นี่คงจะเป็นของที่แพงที่สุดในบรรดาไอเทมดรอปสินะ แต่มันไม่เหมาะกับข้าหรอก ข้าเลือกฝึกอาวุธลับควบคู่กับเคล็ดกระบี่ ไม่อยากฝึกวิชาดรรชนีเพิ่มอีกแล้ว]

มองออกเลยว่ายามเผชิญหน้ากับวิทยายุทธ์ระดับสูงเช่นนี้ ในใจของเขาก็ลังเลมากเช่นกัน

[ที่จริงข้าคิดว่าหากมีตำราลับเล่มนี้แล้ว สหายถังก็พิจารณายกเลิกเส้นทางการฝึกวิชาควบคู่กันก่อนหน้านี้ไปได้เลย] ฉางซิงอวี่กล่าวในช่องทีม [อิงตามสถิติของผู้เล่นมืออาชีพอีกคนที่ข้ารู้มา ทักษะยุทธ์ในเกมล้วนมีความเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น]

[และวิชาอาวุธลับก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของวิชาดรรชนี ถ้าฝึกวิชาดรรชนีวชิระทรงพลังควบคู่กันไป ก็จะทำให้ประสิทธิภาพอาวุธลับของเจ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น ถึงขั้นเพิ่มขึ้นสองขั้นด้วย]

ถังซานไฉ่ยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับตัดสินใจแทนเสียเลย [ตกลงตามนี้แล้วกัน ตำราลับเล่มนี้เป็นของเจ้า แต่ไอเทมอย่างอื่นที่ดรอปจากบอสเก้าคนที่เหลือไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไปรอพวกเราที่นอกวัดร้างโหย่วเจียนได้เลย พวกเรายังต้องไปสู้กับหยวนเจินต่อ]

พอจบบทสนทนาในช่องทีมแล้ว สายตาของทุกคนก็มองไปบนไอเทมอย่างอื่นที่ดรอปจากอาซานอีก เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะไม่ลังเลใดๆ เก็บ ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ขวดนั้นเข้าในสัมภาระทันที “ของที่เหลือพวกเจ้าแบ่งกันเถอะ ข้าต้องการแค่ยาขวดนี้”

เมื่อเห็น ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ถูกเยี่ยเว่ยหมิงหยิบไป ฉางซิงอวี่ก็รู้สึกลังเลและผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้ว เขาจึงไม่ได้พูดมาก ถึงขั้นไม่ได้แสดงความผิดหวังที่อยู่ในใจออกมาด้วย เขาเตะบนศพของเฉียนเอ้อไป้ที่อยู่ข้างๆ แทน

ด้วยการนำของฉางซิงอวี่ ทุกคนจึงคลำศพของแปดพี่น้องคนละท้องรอบหนึ่ง ได้อุปกรณ์ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ไปนิดหน่อย

ส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในจำนวนนั้นก็ยังเป็นตำราลับทักษะยุทธ์แปดเล่ม

[ธนูเทพทุ่งหญ้า (ระดับกลาง)]

ตำราลับทักษะธนูที่วีรบุรุษทุ่งหญ้าเจ๋อเปี๋ยทิ้งไว้ เป็นเพียงหนึ่งในแปดส่วนของตำราลับฉบับสมบูรณ์ เงื่อนไขการฝึก:…

นักธนูทุกคนดรอปตำราลับแบบนี้คนละหนึ่งเล่ม หลังจากรวบรวมตำราลับทั้งหมดแล้ว ก็รวมทั้งหมดให้เป็นตำราลับวิชาธนูระดับสูงหนึ่งเล่ม

[ธนูเทพเจ๋อเปี๋ย (ระดับสูง)]

ตำราลับทักษะธนูที่วีรบุรุษทุ่งหญ้าเจ๋อเปี๋ยทิ้งไว้

เงื่อนไขการฝึก:

พละกำลัง 200

ความว่องไว 100

……

ตำราลับเล่มนี้เป็นของดีจริงๆ ดูจากทักษะที่แปดคนนั้นแสดงออกมาก็รู้แล้ว มีประสิทธิภาพน่าทึ่งแน่นอน ทั้งยังไม่จำกัดเงื่อนไขค่าสเตตัสพื้นฐานอย่างค่าสติปัญญากับค่าตระหนักรู้ด้วย

แต่ติดที่ผู้เล่นที่ฝึกทักษะธนูมีไม่เยอะ ดังนั้นราคาจึงไม่สูงมาก สุดท้ายฉางซิงอวี่ก็ใช้เงินหนึ่งพันเหรียญทองประมูลซื้อไปแล้ว

ส่วนของอย่างอื่น ทุกคนก็มีความจำเป็นต้องใช้แตกต่างกันไป ส่วนของที่ทุกคนไม่ต้องการ เยี่ยเว่ยหมิงก็เสนอให้มอบให้ฉางซิงอวี่นำไปขาย จากนั้นทุกคนก็มานั่งแบ่งเงินกัน

หลังจากได้ยินคำแนะนำนี้ ฉางซิงอวี่ก็เพียงมองเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งด้วยสายตาล้ำลึก แล้วก็ตอบรับไปตามสถานการณ์

เขารู้สึกว่าเยี่ยเว่ยหมิงคนนี้รู้แน่นอนว่าระหว่างเขากับชีชียังไปมาหาสู่กันเรื่องธุรกิจ!

หลังจากแบ่งของเสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงไม้หวงฮว่าใบหนึ่งมาบรรจุศพของอาซาน จากนั้นก็ใช้เสื่อห่อศพแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดา เก็บตำราลับตระหนักรู้กองใหญ่ รอกลับไปก่อนแล้วค่อยหาที่เงียบๆ ดู

สาเหตุที่ครั้งนี้ใช้สินค้าระดับต่ำมาเก็บศพอาซาน ไม่ใช่เพราะเยี่ยเว่ยหมิงตระหนี่ แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

ก่อนออกเดินทาง เยี่ยเว่ยหมิงซื้อโลงไม้หนานมู่ไว้เพียงสองใบ ในจำนวนนั้นใบหนึ่งใช้บรรจุศพฟ่านเหยาไปแล้ว ส่วนอีกใบเตรียมไว้ใช้กับหยวนเจิน

คนที่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ใช่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่อะไรอย่างอาซาน ทำได้เพียงลดระดับการปฏิบัติกับเขา

อย่างไรเสีย เหล็กที่ดีก็ต้องเอาไว้ใช้กับคมดาบ

ส่วนนักธนูแปดคนนั้น เดิมทีพวกเขาก็เป็นสินค้าระดับต่ำอยู่แล้ว…

ทุกคนต่างใช้ท่าร่างของตัวเองวิ่งไปทางวัดร้างโหย่วเจียนด้วยอารมณ์ชื่นมื่น

ไม่วิ่งไม่ได้หรอก

อย่างไรเสีย ภารกิจสังหารหยวนเจินก็มีเวลาจำกัดเช่นกัน

ส่วนกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายภารกิจ ก็ย่อมต้องให้ผู้ที่มีความสามารถสูงสุดอย่างเยี่ยเว่ยหมิงดูแลรักษาไว้

พวกเขาไม่กังวลว่าจะถูก BOSS จู่โจมอีก ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ภารกิจระดับหกดาว มีอาซานบวกกับแปดพี่น้องฝาแฝดโผล่มาก็ถือว่าทำเกินไปแล้ว พวกเขาไม่คิดว่าจะมีศัตรูแบบนี้โผล่มาอีกเป็นครั้งที่สอง

ถ้ามีอีก เช่นนั้นก็แสดงว่าประเมินภารกิจระดับหกดาวต่ำไปแล้ว

แต่ละคนในทีมใช้วิชาตัวเบาแตกต่างกัน เวลาวิ่งขึ้นมาก็งดงามอัศจรรย์แตกต่างกันไป ส่วนรายละเอียดว่างดงามอย่างไร ก็ไม่ต้องเปลืองตัวอักษรบรรยายแล้ว ทุกคนรู้เพียงว่าเยี่ยเว่ยหมิงวิ่งได้เร็วที่สุดก็พอ

พวกเขาไม่พูดไม่จาตลอดทาง ผ่านตลาดเข้าเมืองไปโดยตรง ในที่สุดก็มาถึงวัดร้างโหย่วเจียน ที่อยู่ของหลวงจีนหยวนเจินแล้ว

นอกประตูวัด ถังซานไฉ่เหมือนปรับอารมณ์ตัวเองเรียบร้อยแล้ว เข้ามาทักทายเพื่อนในทีมก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

หลังจากทักทายกันไปสองสามคำ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งตำราลับ ‘ดรรชนีวชิระทรงพลัง’ ให้ถังซานไฉ่ ส่วนอีกฝ่ายก็ใช้กำปั้นทุบบนบ่าเขาแรงๆ หนึ่งที แล้วบอกว่า “ภารกิจของข้าล้มเหลวแล้ว แต่พวกเจ้าน่าจะยังรับรางวัลภารกิจได้อยู่ อีกประเดี๋ยวถ้ามีการต่อสู้กัน ข้าจะให้พวกเจ้าได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อยว่าอะไรที่เรียกว่าแมลงสาบน้อยฆ่าไม่ตาย!”

ทุกคนได้ยินแล้วนึกว่าเขาแค่ปลอบใจตัวเองเท่านั้น ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เดินนำเข้าไปในวัดร้างโหย่วเจียน

หยวนเจินก็ยังก็ยังเป็นหยวนเจินคนเดิม

ศีรษะล้านกลมๆ ดูแล้วเหมือนเป็นคนดีจริงๆ

พอเห็นพวกเขา หยวนเจินก็ประนมมือและทักทายด้วยรอยยิ้มมีเมตตา “อามิตาภพุทธ!ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยทุกท่านที่ลงมือทวงความยุติธรรม กำจัดมือสังหารชั่วร้ายที่มีเจตนาไม่ดีแทนอาตมา ให้อาตมาขอบคุณจอมยุทธ์น้อยทุกท่านแทนสหายร่วมเส้นทางนับไม่ถ้วนแห่งยุทธภพภาคกลางเป็นอย่างไร”

สำหรับคำสรรเสริญเยินยอของหยวนเจิน ทุกคนแสยะยิ้มในใจพร้อมกัน

เจ้ากลายเป็นตัวแทนของ ‘สหายร่วมเส้นทางยุทธภพ’ เหล่านั้นแล้ว เจ้าเคยถามความเห็นของพวกเขาหรือยังเถอะ

เยี่ยเว่ยหมิงแขวะในใจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำตัวสบายๆ ต่อไป กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำอยู่แล้ว ก็เหมือนกับที่พวกเราทำภารกิจสำเร็จ แล้วท่านก็ควรมอบรางวัลภารกิจให้พวกเรา”

“นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว” หยวนเจินยิ้มบางๆ แล้วถามอย่างใจเย็น “จอมยุทธ์น้อยทุกท่าน อยากได้เคล็ดวิชาอะไรกันบ้าง”

ปากก็เรียกว่าจอมยุทธ์น้อยทุกท่าน แต่เขากลับจ้องเยี่ยเว่ยหมิงไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าอยากให้เยี่ยเว่ยหมิงรับรางวัลภารกิจก่อน

เมื่อได้ยินคำถาม เยี่ยเว่ยหมิงก็กวาดตามองคอลัมน์สกิลของตัวเอง แล้วบอกว่า “แม้บนตัวข้าจะมีวิชามากมาย แต่ระดับต่ำกว่าเจ็ดทั้งนั้น เหมือนจะเหลือเพียงตัวเลือกเดียว”

เยี่ยเว่ยหมิงเงียบไปครู่เดียว แล้วบอกว่า “ข้าต้องการอัปเลเวลไท้ซัวเป็นไฉน”

หยวนเจินได้ยินแล้วยิ้มมากกว่าเดิม “ข้าไม่รู้วิชานี้”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มค้าง “ไต้ซือหยวนเจิน ท่านไม่ได้จะเบี้ยวรางวัลภารกิจข้าหรอกใช่ไหม”

“จอมยุทธ์น้อยเข้าใจผิดแล้ว” หยวนเจินส่ายหน้าอธิบายอย่างใจเย็นมาก “ที่จริงทักษะยุทธ์ในใต้หล้าเส้นทางแตกต่างแต่เป้าหมายเดียวกัน แม้กระบวนท่าแตกต่าง แต่กลับเข้าใจกฎเกณฑ์วิทยายุทธ์ที่แฝงอยู่ในนั้น ดังนั้นมีทักษะยุทธ์มากมายที่แม้อาตมาจะใช้ไม่เป็น แต่ก็ยังพอชี้แนะให้จอมยุทธ์น้อยได้บ้าง…

…แต่ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ นั่นกลับเป็นเคล็ดวิชาพิเศษที่สืบทอดเฉพาะสำนักไท่ซาน แตกต่างกับวิถีของวิทยายุทธ์มาก จัดเป็นหนึ่งในทักษะยุทธ์ไม่กี่อย่างที่อาตมาชี้แนะไม่ได้”

ถ้าแปลเป็นภาษาที่ให้เข้าใจง่ายก็คือ ‘เคล็ดวิชา’ ที่อยู่ในรายการรางวัลภารกิจนี้ไม่นับรวม ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’

รู้ว่านี่เป็นข้อจำกัดจากกติการะบบ เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่พัวพันกับคำถามนี้ เปลี่ยนเป็นวิชาอื่นทันที “เช่นนั้นเปลี่ยนเป็น ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ก็แล้วกัน”

หยวนเจินกลับส่ายหน้าอีกครั้ง “เลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของจอมยุทธ์น้อยสูงเกินไป ไม่สอดคล้องกับกติกา ถึงอย่างไรรางวัลภารกิจก็เป็นเพียงเคล็ดวิชาที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ดเท่านั้น ในจำนวนนั้นไม่รวมเคล็ดวิชาที่เลเวลเจ็ด”

เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว ตอนที่กำลังจะโวยวาย เขาก็คาดเดาแผนการของอีกฝ่ายได้ทันที จึงส่งข้อความในช่องทีมว่า [มารดามันเถอะ!หยวนเจินคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ]

เพื่อนร่วมทีมไม่เข้าใจ เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายต่อ “ข้าเดาว่าเป็นเพราะเขาอยู่ในฐานะ NPC ระดับสูงที่คอยแจกรางวัล จึงมองเห็นเลเวลทักษะของพวกเราทุกคนได้ ต่อให้เขาไม่รู้ละเอียดว่าพวกเราฝึกวิทยายุทธ์อะไร แต่ต้องมองออกแน่นอนว่าบนตัวพวกเราไม่มีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการฝึก”

เขาชะงักนิดหน่อย แล้วกล่าวเสริมว่า [ในฐานะที่เป็นเป้าหมายโจมตีสังหารของภารกิจที่ฟ่านเหยาแจก เขาก็น่าจะรู้เช่นกันว่าอีกประเดี๋ยวพวกเราก็จะลงดาบกับเขา ก็เหมือนกับฟ่านเหยาพี่รู้ตั้งแต่แรกว่าพวกเราต้องการสังหารเขา]

ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้า แต่ก็ไม่เข้าใจว่าสองรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงคุยกับพวกเขาอย่างไร

ยังดีที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้คิดจะอุบไว้ บอกตรงๆ เลยว่า [เขารู้อยู่แก่ใจว่าบนตัวข้าไม่มีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการฝึก ถึงได้จงใจถามข้าก่อนว่าข้าอยากเพิ่มเลเวลของเคล็ดวิชาไหน เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือ อยากให้ค่าใช้วิธีการนี้ยั่วโมโหเขา ทำให้พวกเราเริ่มภารกิจ ‘โจมตีเฉิงคุน’ ล่วงหน้า…

…เพราะถ้าข้าอดทนไม่ไหวแล้วพูดจาร้ายๆ กับเขา เขาก็จะถือโอกาสกระตุ้นให้ความขัดแย้งพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งได้…

…และถ้าการต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อไร ฐานะของเขาก็จะเปลี่ยนจาก NPC ผู้แจกภารกิจไปเป็น BOSS ที่พวกเราต้องต่อสู้ด้วย…

…ส่วนรางวัลภารกิจที่ต้องได้ก่อนหน้านี้ ก็จะถูกระบบตัดสินว่าพวกเราเป็นฝ่ายเลือกไม่รับเอง พอเป็นเช่นนี้ เขาก็จะยกเลิกรางวัลภารกิจทั้งหมดของพวกเราได้อย่างชอบธรรมแล้ว!]

[ต่ำช้าได้ขนาดนี้เชียวหรือ] สะพานสวรรค์น้อยถลึงดวงตาคู่สวยของนาง ถามอย่างเหลือเชื่อนิดหน่อยว่า [เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร]

ตอนนี้กลับเห็นเยี่ยเว่ยหมิงถอยหลังก้าวหนึ่งพร้อมส่งข้อความในช่องทีม [พวกเจ้ารับรางวัลไปก่อน รอให้พวกเรารับรางวัลเรียบร้อยแล้ว ค่อยเจรจากับเขาอีกทีก็ได้]

[อ้อ ใช่ รางวัลของภารกิจนี้ก็คือจะเพิ่มเลเวลของทักษะยุทธ์ใดก็ได้ที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ด เพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล ดังนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีแต้มค่าตบะมากพอ ทางที่ดีพวกเจ้าเพิ่มทักษะยุทธ์ให้ถึงเลเวลหกก่อน ทำให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด]

[คิดจะฮุบรางวัลภารกิจของพวกเราหรือ ฝันไปเถอะ!]

เยี่ยเว่ยหมิงถอยหลังหนึ่งก้าว หาจุดที่เหมาะสมที่สุดให้สหายร่วมทีมของตัวเองยืนเจรจา แล้วก็ยังไม่ลืมถลึงตาจ้องหลวงจีนน่ารังเกียจคนนี้อย่างดุร้าย

หยวนเจินก็ยังคงเป็นหยวนเจินคนเดิม ศีรษะล้านกลม หน้าตาไม่เหมือนคนดี!

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมสำหรับเพิ่มเลเวลไม่เจอ ไม่น่าเชื่อว่าจะถอยไปด้านข้าง แล้วให้คนอื่นเลือกรางวัลภารกิจก่อน หยวนเจินเองก็แค้นจนกัดฟันกรอดแล้วเช่นกัน

ถ้ามีทางเลือก เขาย่อมไม่อยากช่วยพวกผู้เล่นที่กำลังจะแปรพักตร์ลงมือสังหารเขาเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์อยู่แล้ว แบบนั้นจะทำให้อีกฝ่ายมีความมั่นใจมากขึ้นตอนสังหารเขา

แต่ช่วยไม่ได้ เพราะกติกาที่ระบบกำหนดไว้ สำหรับ NPC อย่างพวกเขา กลับเป็นกฎเหล็กที่ไม่อาจแตะต้องได้

อย่าว่าแต่หยวนเจิน ต่อให้เป็นบอสใหญ่เลเวลสองร้อย ก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ระบบกำหนดให้อยู่ดี

แต่สำหรับผู้เล่นที่ทำภารกิจและรับรางวัลแล้ว นี่ก็คือหนึ่งในกฎเหล็กพื้นฐานไม่กี่ข้อของระบบเท่านั้น หยวนเจินแม้จะไม่เต็มใจ แต่ภายใต้การควบของคุมระบบ เขาก็ยังต้องให้รางวัลภารกิจคนพวกนี้ตามสัญญา

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ถอยไปด้านข้างทันที เรียกโลงไม้หนานมู่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อหยวนเจินออกมา แล้วก็หย่อนก้นนั่งลงบนนั้น นำ ‘ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เล่มหนึ่งขึ้นมาเริ่มอ่านอย่างได้อรรถรส


[ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์] บันทึกความรู้ความเข้าใจที่ฟ่านเหยาทูตขวาแห่งพรรคจรัสมีต่อ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ใช่แล้วจะเพิ่มค่าประสบการณ์ทักษะ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ 65000 แต้ม!

เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มอ่านตำราอย่างจริงจัง ส่วนหยวนเจินที่อยู่อีกฝั่งก็เริ่มแจกจ่ายรางวัลภารกิจให้เพื่อนร่วมทีมอีกสามคนยกเว้นถังซานไฉ่ด้วยความไม่เต็มใจ

หลังจากผ่านศึกใหญ่กับฟ่านเหยา อาซานและแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดาก่อนหน้านี้มาแล้ว คนในทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็สะสมค่าตบะได้แล้วไม่น้อย เนื่องจากเยี่ยเว่ยหมิเตือนพวกเขา พวกเขาจึงพากันเลือกเพิ่มเคล็ดวิชาให้ถึงเลเวลหก จากนั้นก็ให้หยวนเจินชี้แนะ

หยวนเจินเกลียดชังขั้นตอนแบบนี้มาก แต่ติดที่กติกาของระบบกำหนดไว้ เขาจึงทำได้เพียงชี้แนะแต่โดยดี อยากจะเล่นตุกติกสักหน่อยก็ทำไม่ได้

คนที่รับรางวัลคนแรกก็คือหนิวจื้อชุน เขาทำให้ทุกคนเหนือความคาดหมาย วิทยายุทธ์ที่เจ้าหมอนี้ต้องการอัปเลเวล ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็น ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ถูกเขาตัดออกจากเคล็ดวิชาต่อสู้หลักไปแล้ว

สำหรับเงื่อนไขที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์หนึ่งแสนแต้มในการเพิ่มเลเวลจากหกเป็นเจ็ด แม้หยวนเจินจะจนใจ แต่ก็ต้องชี้แนะให้อย่างว่านอนสอนง่ายอยู่ดี

อาจเป็นเพราะอิทธิพลของกติการะบบ ไม่อนุญาตให้หยวนเจินจงใจถ่วงเวลาตอนชี้แนะทักษะยุทธ์ ประสิทธิภาพการชี้แนะครั้งนี้ของเขาจึงสูงมาก

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะอ่าน ‘ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ในมือจบ การชี้แนะทางฝั่งนั้นก็เสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที

[วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]

……

เลเวล: 8

ค่าประสบการณ์: 52650/200000

โจมตี +400%

แม่นยำ +400%

กำลังภายในที่ใช้: 400 แต้ม

……

ตอนนี้ ผู้แข่งขันดีเด่นอันดับสองของทีมอย่างสะพานสวรรค์น้อยไปรับรางวัลกับหยวนเจินแล้ว รางวัลภารกิจที่นางเลือกทำให้ทุกคนผิดคาดอยู่บ้าง ไม่ใช่ ‘คัมภีร์ดรุณีหยก’ ที่นางฝึกเป็นเคล็ดวิชาหลัก แต่เหมือนกับหนิวจื้อชุน นางเลือกเพิ่มเลเวลของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’

บางที ‘คัมภีร์ดรุณีหยก’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ของสาวน้อยอาจจะเพิ่มถึงเลเวลเจ็ดแล้ว หรืออาจจะแค่เพราะรู้สึกว่าการเพิ่มเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ต้องใช้ค่าประสบการณ์สูงเกินไป นางเลือกแบบนี้ก็เพราะต้องการให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าสะพานสวรรค์น้อยจัดการเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม!

ไม่น่าเชื่อว่าหยวนเจินคิดจะฮุบรางวัลของเยี่ยเว่ยหมิงเพียงเพราะอยากยั่วโมโหเยี่ยเว่ยหมิง เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ต้องการให้เขาสมใจอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าได้เห็นเขาไม่มีความสุข เยี่ยเว่ยหมิงก็จะมีความสุขมาก

ส่วนหนิวจื้อชุนที่เพิ่งเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์ ตอนนี้กลับมานั่งบนโลงศพที่เตรียมไว้ให้หยวนเจินข้างกายเยี่ยเว่ยหมิง

เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เป็นเพียงตำราทักษะเล่มหนึ่งเท่านั้น ทำไมเจ้าต้องอ่านมันรอบหนึ่งถึงจะใช้งานมันได้”

สำหรับข้อดีของการอ่านตำราลับ ถ้าไม่มีการชี้แนะจาก NPC ก็ไม่มีทางเกิดผลได้เลย ถ้าพูดออกมาตอนนี้ก็มีแต่จะทำให้คนอิจฉาเปล่าๆ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงลังเลอยู่ศูนย์จุดห้าวินาที ก็ตัดสินใจว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยมลงหน่อย

จึงยักไหล่ตอบไปส่งเดชว่า “ถึงอย่างไรข้าก็ว่าง”

พอพูดจบ สายตาก็กวาดมองบนตัวหนิวจื้อชุนอีก “จะว่าไปแล้ว เคล็ดกระบี่ของสำนักฉวนเจินประสิทธิภาพไม่อ่อนด้อย เหตุใดเจ้าต้องละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย[1] ไปเรียน ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ อะไรนั่น เจ้าไม่รู้สึกว่าสิ้นเปลืองค่าตบะหรือ”

“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ถูกตบตาให้ติดกับดักเช่นกัน” หนิวจื้อชุนถอนหายใจ แล้วบอกว่า “ครั้งก่อนไปทำภารกิจส่งจดหมายที่ทะเลทราย ผลปรากฏว่าเจอภารกิจเนื้อเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากข้าพยายามใช้พลังมหาศาลเหมือนวัวเก้าตัวและเสือสองตัวทำภารกิจนั้นให้สำเร็จ NPC ตาบอดที่ชื่อค้างคาวเหิน ‘เคอเจิ้นเอ้อ’ ก็แจกตำราลับวิทยายุทธ์ระดับสูงให้ข้าเล่มหนึ่ง ก็คือ ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ นี่แหละ”

ขณะที่พูด ก็จับภาพค่าสเตตัสทักษะส่งให้เยี่ยเว่ยหมิง

[วิชาไม้เท้าสยบมาร (ระดับสูง)]

หนึ่งในเจ็ดสิบสองสุดยอดวิชาของเส้าหลิน ตอนหลังตกทอดมาสู่ยุทธภพ

เลเวล: 7 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/20000

โจมตี +210% (+30%)

แม่นยำ +140% (+20%)

เพิ่มโบนัสค่าสเตตัสพละกำลัง 35% (+5%)

……

ถ้าดูแค่พลังโจมตีอย่างเดียว ก็ต้องดีกว่า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่อยู่ในเลเวลเดียวกันแน่นอน ส่วนการเพิ่มโบนัสค่าสเตตัสพละกำลังรายการสุดท้าย ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้วิชาไม้เท้านี้ได้มากเช่นกัน

ถ้าเทียบกับทักษะประจำตัว เยี่ยเว่ยหมิงพบว่าถ้านำวิชานี้มาไว้บนตัวเขา โบนัสค่าสเตตัสพละกำลังก็จะสูงถึง 308 แต้ม!

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพของกระบวนท่าในตอนสุดท้าย ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในระดับเดียวกับกระบี่จินสยาและกระบี่มังกรคำรามแล้ว!

ดูท่าทักษะยุทธ์นี้คงเป็นประเภทที่เตรียมไว้ให้คนมีพังเทพโดยธรรมชาติ หรือไม่ก็มีกำลังภายในสูงส่งใช้

พอนึกถึงจุดเด่นของทักษะยุทธ์สำนักฉวนเจินที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าการที่หนิวจื้อชุนทิ้งกระบี่แล้วเปลี่ยนมาใช้ไม้เท้าแทนเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดเช่นกัน

“หากเป็นเช่นนั้น เคล็ดวิชานี้ก็เหมือนจะไม่เลวเลย” เยี่ยเว่ยหมิงถามต่อเพราะไม่เข้าใจ “แล้วเมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าถูกตบตาให้ติดกับดักล่ะ”

หนิวจื้อชุนอธิบายด้วยรอยยิ้มขื่นขม “ตอนแรกที่แนะนำวิชาไม้เท้าให้ข้า เจ้าเคอตาบอดนั่นขี้โม้ว่าเลิศเลอเหมือนไม่มีอยู่ในจริงในโลกนี้ ทั้งยังบอกว่าในปีนั้นแม้แต่เซียวหย่วนซาน ยอดฝีมือเลเวลร้อยแปดสิบก็ยังบาดเจ็บเพราะวิชานี้ ผ่านไปหลายสิบปียังรักษาไม่หาย…

…ตอนหลังข้าไปสืบเรื่องนี้จากแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมถึงได้รู้ ว่าเป็นเพราะเซียวหย่วนซานนั่นไม่เข้าใจพุทธธรรม ตัวเองนำตำราลับไปฝึกแปดรอบในฤดูร้อน ผลปรากฏว่าฝึกจนพลาดได้รับบาดเจ็บ!”

“ฮ่าๆ!” พอฟังถึงตรงนี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็กลั้นขำไม่ไหว ส่งเสียงหัวเราะที่ไร้คุณธรรมออกมา จากนั้นก็ตบบ่าหนิวจื้อชุน “อย่าไปถือสาเลย ข้ารู้สึกว่าเคล็ดวิชานี้เหมาะสมกับเจ้ามาก ถือว่ามีข้อดีจากความผิดพลาดเช่นกัน”

พอพูดจบ ก็ไม่สนใจนักพรตหนิวที่กำลังกลุ้มใจอีก เขาหยิบ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ อีกเล่มออกมา แล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่] บันทึกเคล็ดกระบี่ของฟ่านเหยาทูตขวาแห่งพรรคจรัส ใช้เคล็ดกระบี่ที่กำหนดจะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!

หลังจากอ่านอย่างจริงจังจนเสร็จแล้ว ก็ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 105000 แต้ม

หลังจากลังเลนิดหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มมันไปบนเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]

……

เลเวล: 9 (+1)

ค่าประสบการณ์: 67000/250000

ป้องกัน +180% (+70%)

แม่นยำ +160% (+70%)

หลบหลีก +90% (+35%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ

……

เพิ่ม ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ จนถึงเลเวลเก้าในอึดใจเดียว ในที่สุดก็ทำให้เคล็ดกระบี่ป้องกันวิชานี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวลภายใต้การเสริมของอุปกรณ์ ถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว!

ถึงเลเวลสิบแบบเทียม แม้จะไม่ได้มีค่าสเตตัสแฝงที่ใช้งานทักษะยุทธ์ได้ทันทีเหมือนเลเวลสิบแท้ แต่กลับได้รับโบนัสจำนวนมากจากการเพิ่มจากเลเวลเก้าไปเลเวลสิบ

และเมื่อมีโบนัสพวกนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าตัวเองแทบจะเดินบนเส้นทางตัวแทงค์ที่มีพลังโจมตีสูงแล้ว ยิ่งเดินยิ่งไกล

ตอนนี้ ต่อให้เขาเจอกับบอสเลเวลห้าสิบห้า เขาก็มีความมั่นใจว่าจะอาศัยเคล็ดกระบี่นี้สู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสี!

ถ้าในจำนวนนั้นเพิ่มสกิลของสายนักฆ่าอย่าง ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ไปด้วย…

พอนึกขึ้นได้ว่าทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงได้ผ่านเคล็ดกระบี่นี้ บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มขาดศีลธรรมออกมา

[1] ละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย 舍本逐末 ทำสิ่งใดไม่ให้ความสำคัญกับรากฐาน สนใจแต่สิ่งที่อยู่สุดปลาย


หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ เสร็จแล้ว ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของสะพานสวรรค์น้อยก็เพิ่มเลเวลสำเร็จด้วยการชี้แนะจากหยวนเจิน

คนที่สามที่ไปรับรางวัลก็คือน้องดาบ ทักษะยุทธ์ที่นางต้องการเพิ่มเลเวลก็คือ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’

แม้วิชากรงเล็บนี้มีประสิทธิภาพน่าทึ่ง แต่ก็เหมือนยังเป็นสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มฉบับไม่สมบูรณ์ ในฐานะผู้เล่นคนหนึ่งที่ฝึกวิชาดาบเป็นหลัก การนำโอกาสครั้งใหญ่ในการเพิ่มเลเวลวิทยายุทธ์ไปใช้กับวิชากรงเล็บ ก็ดูละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย[1]อยู่บ้าง

เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นรู้สึกว่า เคล็ดวิชานี้ของนางเพิ่มเลเวลขึ้นมาเพื่อใช้สู้กับตน

รู้สึกไปเองหรือเปล่า

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ขี้คร้านสนใจว่านางจะคิดอย่างไร เขาเรียก ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ เล่มหนึ่งขึ้นมาเริ่มอ่าน

[ตระหนักรู้วิชาดรรชนี] บันทึกวิชาดรรชนีของอาซาน ยอดฝีมือสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ ใช้วิชาดรรชนีที่กำหนดจะเพิ่มค่าประสบการณ์ 130000 แต้ม!

ไม่เหมือนฟ่านเหยาที่มีความรู้กว้างขวาง ความสามารถรอบด้าน แม้อาซานจะมีเลเวลหกสิบห้าเหมือนกัน แต่กลับให้ตำราลับหนึ่งเล่มกับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

แต่ในฐานะผู้แข็งแกร่งที่เชี่ยวชาญวิชาดรรชนี ตระหนักรู้วิชาดรรชนีของเขาก็ยังยอดเยี่ยมมาก หากพูดถึงคุณภาพของตำราเล่มนี้อย่างเดียว ก็เหนือกว่าเคล็ดวิชาของฟ่านเหยาแล้ว

หลังจากตั้งใจศึกษาไปรอบหนึ่ง ก็ได้รับค่าประสบการณ์ของวิชาดรรชนี 195000 แต้ม!

เขาเพิ่มไปบน ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เสียเลย ทำให้สุดยอดเคล็ดวิชานี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวล

[วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]

……

เลเวล: 9

ค่าประสบการณ์: 47650/500000

โจมตี +450%

แม่นยำ +450%

กำลังภายในที่ใช้: 450 แต้ม

……

นี่เป็นข้อมูลที่สุดยอดมาก แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกค่าประสบการณ์ในการอัปเลเวลที่สูงถึงห้าแสนทำให้ตกใจแล้ว

ดูท่าแล้ว หากคิดจะอัปเลเวลวิชานี้ให้ถึงระดับสมบูรณ์ภายในเวลาสั้นๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน

คนสุดท้ายที่ขอคำชี้แนะเคล็ดวิชาจากเฉิงคุนก็คือฉางซิงอวี่ ไม่เหมือนอีกสามคนที่เลือกอัปเลเวลของวิทยายุทธ์ประเภทที่มีกระบวนท่า เคล็ดวิชาที่เขาเลือกอัปเลเวลก็คือ ‘วิชาเก้าเอี๊ยงอู่ตัง’ ซึ่งเป็นวิชากำลังภายในระดับสูงของสำนักอู่ตัง

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงเนื่องจากมีแผนการของตัวเอง จึงไม่ได้นำตำราออกมาอ่านอีก แต่ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนโลงศพที่เตรียมไว้ให้หยวนเจิน เอามือยันคางและเริ่มมองหยวนเจินชี้แนะฉางซิงอวี่ด้วยความสนใจ

หลังจากเวลาผ่านไปประมาณสิบถึงสิบห้านาที

[ติ๊ง! คุณฟังไต้ซือหยวนเจินแห่งเส้าหลินชี้แนะวิทยายุทธ์ ด้วยการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ได้รับค่าประสบการณ์ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ 1000 แต้ม]

???

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบนี้ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์

แม้จะเป็นค่าประสบการณ์เพียงหนึ่งพันแต้ม แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปเป็นร้อยล้านแต้ม!

หากก่อนหน้านี้ไม่มัวยุ่งอยู่กับการอ่านตำรา แต่ตั้งใจไปฟังหลวงจีนหยวนเจินชี้แนะวิทยายุทธ์ให้อีกสามคน ตัวเองจะได้ค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ 2000 แต้มหรือเปล่า

ไม่ใช่สิ เมื่อครู่หยวนเจินชี้แนะ ‘วิชาเก้าเอี๊ยงอู่ตัง’ ให้ฉางซิงอวี่ชัดๆ ผลปรากฏว่ากลับเพิ่มค่าประสบการณ์ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ให้ตน 1000 แต้มแล้ว

แต่ก่อนหน้านั้น วิชาที่หยวนเจินชี้แนะให้หนิวจื้อชุนกับสะพานสวรรค์น้อยคือ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ นะ!

เป็น ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ตนเคยเรียนมาก่อน!

หากคำนวณตามผลที่เพิ่มขึ้นของตำราลับตระหนักรู้ ก็จะเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ 3000 แต้มหรือเปล่า

นอกจากนี้ตอนที่ชี้แนะวิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม เกรงว่า ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของตัวเองก็คงได้รับอะไรบ้างนิดหน่อย?

แม้จะไม่เยอะ แต่ต่อให้เป็นขายุงก็ยังมีเนื้ออยู่ดี!

แน่นอน แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่เขาก็รู้ถึงความสำคัญของการเพิ่มความสามารถก่อนต่อสู้ ถ้าตอนนี้ให้เขาเลือกใหม่ได้อีกครั้ง เขาก็จะเลือกตัดการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันออก และอ่านถอดรหัสทักษะยุทธ์กับตำราลับตระหนักรู้แทน

แต่ปัญหาก็คือ เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ หงุดหงิดก็ส่วนหงุดหงิด มันเป็นคนละเรื่องกันเลย

สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็เดินมาตรงหน้าหยวนเจินด้วยอารมณ์หงุดหงิด ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรว่า “ไต้ซือหยวนเจิน ตอนนี้ข้าหาทักษะยุทธ์ที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ดไม่เจอจริงๆ ท่านยืดหยุ่นให้ไม่ได้จริงๆ หรือ”

“หึ หึ…”

บนใบหน้าหยวนเจินเผยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาที่สุด ส่วนปากก็อธิบายอย่างอดทน “ที่จริงเมื่อได้เจอคนหนุ่มมากความสามารถอย่างจอมยุทธ์น้อยเยี่ย อาตมาก็เกิดเสียดายคนเก่งเช่นกัน จะช่วยเจ้าเพิ่มเคล็ดวิชาเลเวลเจ็ดให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ แต่ความสามารถของข้ามีจำกัด ในบรรดาเคล็ดวิชามากมายของเจ้า มีเพียง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ข้าพอจะมีความสามารถชี้แนะให้เจ้าได้นิดหน่อย เพียงแต่…”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วรีบซักไซ้ “เพียงแต่อะไร”

หยวนเจินยังคงรักษารอยยิ้มไร้พิษภัยเอาไว้ “เพียงแต่ดูจากท่าทางของพวกเจ้าแล้ว เกรงว่าคงถูกมือสังหารนั่นปั่นหัวจนคิดจะลงมือกับอาตมา แม้พระพุทธเจ้าจะมีมหาเมตตากรีดเนื้อตัวเองให้อาหารเหยี่ยว สละร่างกายตัวเองป้อนเสือ แต่ตบะพุทธธรรมของข้าก็ยังไม่มาก ไม่มีทางเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นอย่าไร้ความหวาดกลัวได้”

“จอมยุทธ์น้อยเยี่ย เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ”

หยวนเจินสื่อความหมายชัดเจนมากแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ‘อยากจะให้ข้าเพิ่มความสามารถให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ แล้วให้เจ้ามาสังหารข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าข้าโง่สินะ’

เยี่ยเว่ยหมิงก็ถือว่ามองออกเช่นกัน มีกติกาของระบบอยู่ หยวนเจินไม่กล้าฮุบรางวัลภารกิจของผู้เล่น แต่สถานการณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงค่อนข้างพิเศษ ดังนั้นในกติกาของระบบก็ยังมีช่องโหว่ให้เล่นตุกติกอยู่บ้างพอสมควร

หยวนเจินเตรียมจะใช้ประโยชน์จากช่องว่างโหว่แบบนี้มาเจรจาเงื่อนไขกับเยี่ยเว่ยหมิง

“ที่แท้ไต้ซือก็กังวลเรื่องนี้นี่เอง ที่จริงไม่จำเป็นเลย!” พอเยี่ยเว่ยหมิงเข้าใจประเด็นสำคัญ ก็ตบอกรับประกันทันที “ข้าเยี่ยเว่ยหมิงรับประกันได้ ขอเพียงไต้ซือชี้แนะให้ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของข้าเพิ่มหนึ่งเลเวล ข้าก็จะทำเหมือนไม่มีภารกิจนั้นอยู่ หลังจากนี้ตราบใดที่ท่านไม่ทำอันตรายข้า หรือสหายของข้า ข้าก็จะไม่หาเรื่องไต้ซือแน่นอน”

หยวนเจินได้ยินก็เผยสีหน้าดีใจทันที “หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน หากเจ้าผิดคำพูด จะถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้ม”

เยี่ยเว่ยหมิงดีดนิ้ว “ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น มีอะไรก็พูดมาตรงๆ พูดจริงทำจริง นี่คือหลักการยุทธภพของเยี่ยเว่ยหมิง!”

“ดี!” หยวนเจินพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มชี้แนะเคล็ดวิชาให้เยี่ยเว่ยหมิง “จักรวาลยุ่งเหยิงยังไม่แยกฟ้าดิน กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ก่อเกิดเป็นเคล็ดวิชาจักรวาล บลาๆ…”

หลังจากนั้นสิบห้านาที…

[ติ๊ง! คุณได้รับการชี้แนะจากไต้ซือหยวนเจิน เลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ จองคุณเพิ่มถึงเลเวลแปดแล้ว!]

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 8

ค่าประสบการณ์: 0/256000

……

พลังชีวิต +1600

กำลังภายใน +4000

ความแข็งแกร่ง +240

พละกำลัง +240

ท่าร่าง +240

ความว่องไว +240

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ

……

หึ! คนอื่นเพิ่มทักษะยุทธ์ ตอนที่เลเวลเพิ่มขึ้นก็ยังรักษาค่าประสบการณ์ของเลเวลปัจจุบันไว้ แต่หลังจากเจ้าหมอนี่ชี้แนะ กลับไม่เหลือค่าประสบการณ์หลังจากเลเวลเพิ่มแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่ายอมเปลืองแรงดีกว่าเปลืองค่าประสบการณ์

แต่สำหรับเจ้าหมอนี่ที่ถูกกำหนดให้เป็นศัตรูกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว

หลังจากเก็บเข้าคอลัมน์สกิลด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก็บอกในช่องทีมว่า [สถานการณ์ของหยวนเจินคนนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด วิธีการแบ่งไอเทมแบบก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงแล้ว…

…ดังนั้นข้าแนะนำว่าวิธีการแบ่งไอเทมครั้งนี้ ให้เปลี่ยนเป็นคนแรกที่ฆ่าบอสได้จะได้เลือกไอเทมดรอปจากบอสก่อน แล้วก็จะไม่เข้าร่วมกันแบ่งของรางวัลอย่างอื่น ทุกคนคิดว่าอย่างไร]

[1] ละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย 舍本逐末 ทำสิ่งใดไม่ให้ความสำคัญกับรากฐาน สนใจแต่สิ่งที่อยู่สุดปลาย


สำหรับการกระทำของเยี่ยเว่ยหมิง ทุกคนรู้สึกพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง

ปากเขาตอบตกลงหยวนเจินว่าจะไม่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน แต่กลับซ่อนประโยคที่บอกว่า ‘ตราบใดที่เจ้าไม่ทำร้ายข้าและสหายของข้า’ เอาไว้

ขอบเขตของประโยคนี้ค่อนข้างกว้างแล้ว

เห็นได้ชัดว่าถ้าคนอื่นในทีมลงมือโจมตีหยวนเจิน แล้วหยวนเจินตอบสนองด้วยการโจมตีแม้เพียงเล็กน้อย ก็เหมือนจะอยู่ในเงื่อนไขนี้เช่นกัน

กับดักทางภาษาเช่นนี้ ใช่ว่าคนเจ้าเล่ห์อย่างหยวนเจินจะฟังไม่ออก

แต่ติดที่กติกาของระบบ ตราบใดที่ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงยังอยู่ในสถานะรายงานผลภารกิจ ก่อนที่จะแตกคอกัน เขาก็มิอาจไม่แจกรางวัล

ดังนั้น หลังจากเขาขู่ว่า ‘ผิดคำพูด หักค่าวีรบุรุษ 500 แต้ม’ ที่จริงก็กำลังเตือนทุกคนเช่นกันว่า ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงรับปากแล้วว่าจะไม่ลงมือ เช่นนั้นใครที่นำลงมือก่อนก็จะต้องถูกหักค่าวีรบุรุษแน่นอน เรื่องลำบากทำแทนคนอื่นพรรค์นี้ ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าทำดีกว่า

ส่วนท่าทีของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ก็คือ

ใครถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้ม ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปของบอสก่อน

และการที่บอสคนหนึ่งตาย มักจะมีเพียงสองสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด ไม่ต่างอะไรกับการสละเค้กชิ้นที่ใหญ่ที่สุดให้คนอื่น ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าใครจะเสียสละค่าวีรบุรุษของตัวเอง

ข้อเสนอครั้งนี้ของเยี่ยเว่ยหมิง กลับไม่มีใครเห็นด้วยในทันที

ฉางซิงอวี่ในฐานะศิษย์ของอู่ตัง เขาเห็นความสำคัญของค่าวีรบุรุษของตัวเองที่สุด ไม่มีทางปล่อยให้ค่าวีรบุรุษของตัวเองเสียหายเพราะอุปกรณ์หรือเคล็ดวิชาเด็ดขาด

สถานการณ์ของถังซานไฉ่ก็ไม่ต่างกับเขามาก

สะพานสวรรค์น้อยสนใจเพียงการออกทีวี ค่อนข้างเฉยๆ กับอุปกรณ์ แต่ในฐานะผู้สืบทอดของสำนักที่วางตัวเป็นกลาง นางก็ไม่ได้สนใจค่าวีรบุรุษมากเช่นกัน

เพียงแต่นางมองไปทางเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาตั้งคำถาม ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า นางก็ไม่ถือสาที่จะสละค่าวีรบุรุษของตัวเองเพื่อทำให้พี่ใหญ่เยี่ยผู้ซึ่งพานางออกทีวีสมหวัง

ส่วนหนิวจื้อชุน เขาเองก็อยากจะพุ่งไปใช้กระบองตีหยวนเจินสักที แต่ตอนนี้เขากลายเป็นโจรไปแล้ว!

ถ้าถูกหักค่าวีรบุรุษอีกห้าร้อยแต้ม จะไม่กลายเป็นคนชั่วร้ายเลยหรอกหรือ

ต้องทราบไว้ว่าเขาคือลูกศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรมะ หากกลายเป็นคนชั่วร้ายเมื่อไร ยังไม่ต้องพูดถึงการอดเรียนวิทยายุทธ์ของสำนัก ไม่ถูก BOSS ที่เป็นอาจารย์ไล่สังหารก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว

สุดท้าย สายตาของทุกคนก็มองไปยังผู้เล่นฝ่ายอธรรมเพียงหนึ่งเดียวในทีมโดยไม่ได้นัดหมายพร้อมกัน เป็นน้องดาบนั่นเอง

เมื่อพบว่าจู่ๆ ตัวเองก็กลายเป็นความหวังของทั้งหมู่บ้าน ทีแรกน้องดาบก็ตกใจก่อน จากนั้นก็เผยสีหน้าลำบากใจทันที นางส่ายหน้า ทำท่าเหมือนขัดขืนมาก

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้นก็พูดตรงๆ ทันที [พักการแสดงที่เกินจริงก่อน เสนอเงื่อนไขมาตรงๆ เถอะ เร็วเข้า ตอนนี้ใกล้หมดเวลาภารกิจแล้ว เหลืออีกไม่ถึงยี่สิบนาที]

[เช่นนั้นข้าก็จะพูดตามตรงแล้วนะ] ตอนนี้น้องดาบไม่สนใจท่าทีน่ารังเกียจของเยี่ยเว่ยหมิง ในทางกลับกัน ยิ่งเยี่ยเว่ยหมิงแสดงท่าทีแบบนี้ ก็แสดงว่าในใจเขายิ่งหงุดหงิด น้องดาบยิ่งเห็นก็ยิ่งอารมณ์ดี [ที่จริงแล้ว โดยส่วนตัวข้าค่อนข้างชอบวิธีการแบ่งไอเทมที่ต้องแย่งกันโจมตีเป็นครั้งสุดท้ายแบบก่อนหน้านี้ อย่างไรเสียหากเทียบกับผลลัพธ์ที่ไม่ต้องเดาอย่างการหักค่าวีรบุรุษ ข้าก็ชอบทำสิ่งที่ท้าทายแบบนั้นมากกว่า]

ถังซานไฉ่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วไอแห้ง ก่อนจะอธิบายว่า [แม่นางดาบ ความจริงสิ่งที่ทุกคนลังเลตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าจะแบ่งไอเทมกันอย่างไร แต่เป็นปัญหาว่าใครจะเปิดโจมตีมอนสเตอร์ก่อน]

[ดังนั้น] น้องดาบแสร้งโง่ต่อไป [ข้ารู้สึกว่าข้อเสนอของเจ้ามือปราบหน้าเหม็นนั่นก็ไม่เลวเหมือนกัน]

เมื่อเห็นทุกคนเผยสีหน้าอดทนรอไม่ไหว น้องดาบที่ได้เปรียบเพราะอยู่สำนักฝ่ายอธรรมถึงได้พูดต่อ [ในเมื่อข้อเสนอทั้งสองของเขาดีหมด เหตุใดพวกเราต้องเลือกล่ะ การเลือกคำตอบเป็นของเด็กเล่นของนักเรียนประถม ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ข้อเสนอของข้าก็คือเลือกทั้งสองเลย]

น้องดาบยิ้มแล้วอธิบายต่อ [ข้อแรก ไม่ว่าใครจะตีมอนสเตอร์ก่อน ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปชิ้นแรกก่อน ส่วนคนที่ได้โจมตีเป็นครั้งสุดท้าย ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปเป็นชิ้นที่สอง ก็เหมือนกับที่แบ่งไอเทมดรอปของอาซานก่อนหน้านี้

พอพูดจบ สายตาก็มองไปที่ทุกคน “ข้าพูดข้อเสนอของตัวเองจบแล้ว ทุกคนคิดว่าอย่างไรบ้าง”

เมื่อได้ยินน้องดาบพูดข้อเสนอจบ ทุกคนถึงได้เข้าใจกระจ่างว่าที่แท้นางก็อยากได้ไอเทมชิ้นที่สองด้วย

ถ้าทำตามข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีอะไรน่าคัดค้าน ใครโจมตีมอนสเตอร์ก่อนก็จะได้ไอเทมชิ้นแรกไป ส่วนไอเทมที่เหลือก็จะไม่เกี่ยวกับคนคนนี้แล้ว แต่ตามข้อเสนอของน้องดาบก็คือ หลังจากนางโจมตีมอนสเตอร์ก่อน ก็ยังมีสิทธิ์แย่งชิงอุปกรณ์ชิ้นที่สองกับทุกคนด้วย อีกครั้งด้วยฝีมือและพลังสายตาของนาง นางมีโอกาสที่จะได้โจมตีบอสเป็นคนสุดท้ายมากจริงๆ

เพียงแต่วิธีการช่วงชิงอุปกรณ์ของนางฉลาดล้ำเลิศจริงๆ

ถ้านางบอกมาตรงๆ เลยว่าคนที่เปิดโจมตีมอนสเตอร์จะได้เลือกไอเทมสองชิ้นแรกก่อน แม้ทุกคนจะไม่พูดอะไร แต่ในใจต้องด่าผู้หญิงคนนี้ว่าโลภมากแน่นอน ถึงขนาดว่า ต่อให้นางบอกว่าหลังจากเลือกอุปกรณ์ชิ้นแรกแล้วจะมาร่วมแบ่งไอเทมกับคนอื่นต่อ ก็จะทิ้งภาพลักษณ์ที่เลวร้ายที่สุดอยู่ดี

ถ้าทำให้ทุกคนมีอำนาจในการได้รับอุปกรณ์ชิ้นที่สองอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้สึกว่ามีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม

ถึงอย่างไรก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ไม่มีใครคิดว่าโอกาสที่ตัวเองจะได้โจมตีบอสเป็นคนสุดท้ายน้อยกว่าคนอื่น ต่อให้ตอนหลังยังไม่สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงโทษตัวเองว่าฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคนอื่นไม่หลีกทางให้

ก็เหมือนเวลาที่นักหมากล้อมตัวจริงเล่นหมากล้อมกัน ถ้าคนใดคนหนึ่งฆ่าอีกคนจนแพ้ย่อยยับ ตอนที่คนแพ้รู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ต้องนับถือที่อีกฝ่ายมีทักษะหมากล้อมสูงกว่าอยู่ดี

ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าจงใจหลีกทางให้อีกฝ่าย อีกทั้งอีกฝ่ายยังรู้ทัน เช่นนั้นก็เกรงว่าผลลัพธ์จะไม่น่าสบายใจแล้ว

นี่กำลังดูถูกใครอยู่!?

เป็นอย่างที่คาดไว้ ข้อเสนอของน้องดาบได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์จากทุกคน

ส่วนหยวนเจินที่อยู่ข้างๆ พอเห็นผู้เล่นกลุ่มนี้ยักคิ้วหลิ่วตาให้กันโดยไม่พูดอะไร ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีทันที ขณะที่แอบเพิ่มความระแวดระวัง ภายนอกกลับยังกล่าวด้วยท่าทางสบายๆ “แจกรางวัลภารกิจเรียบร้อยแล้ว หากจอมยุทธ์น้อยไม่มีธุระอย่างอื่น อาตมาก็จะรีบโคจรวิชารักษาบาดแผลแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ กลับเปลี่ยนประเด็นสนทนา “หากจอมยุทธ์น้อทุกท่านว่างไม่มีอะไรทำ ช่วยคุ้มครองอาตมาได้ อาตมาก็ย่อมซาบซึ้งใจมาก”

ขณะที่พูดอยู่นั้น เสียงของระบบก็แจ้งเตือนอยู่ข้างหูของทุกคน

[ติ๊ง! ไต้ซือหยวนเจินแจกภารกิจ ‘พิทักษ์ธรรม’ ให้คุณ รับภารกิจหรือไม่]

[พิทักษ์ธรรม]

ไต้ซือหยวนเจินได้รับบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง ต้องเก็บตัวรักษาบาดแผล กรุณาไปพิทักษ์ธรรมให้เขาที่นอกวัด

ระดับภารกิจ: 1 ดาว

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 2000 แต้ม ค่าตบะ 200 แต้ม

รับภารกิจหรือไม่

รับ/ปฏิเสธ

……

เมื่อได้เห็นภารกิจนี้ ทุกคนก็ยังไม่รีบเลือก แต่เริ่มส่งข้อความถามความเห็นของเยี่ยเว่ยหมิงในช่องทีม

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็หัวเราะหึหึใส่หยวนเจิน “ไต้ซือหยวนเจินต้องการเก็บตัว ผู้น้อยอย่างพวกเราก็ย่อมต้องดูแลอยู่แล้ว”

“เช่นนั้นก็ดี…”

“ช้าก่อน!”

ไม่รอให้หยวนเจินพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบตัดบท เจ้าชั้นต่ำ ถ้าคิดจะหลอกให้พวกเรารับภารกิจก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอก “แต่ก่อนหน้านั้น ผู้น้อยยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ไต้ซือหยวนเจินได้โปรดชี้แนะ”

“เจ้าว่ามา”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ “ดูจากหลายสิ่งที่ไต้ซือหยวนเจินเตรียมไว้ หากพวกเราก้าวออกไปจากวัดร้าง ภารกิจที่รับมาจากฟ่านเหยาก็จะถูกตัดสินว่าล้มเหลวทันที หรือไม่ก็นับว่าพวกเราเป็นฝ่ายละทิ้งภารกิจเอง ใช่หรือเปล่า”