ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 246ถึง250
“ว้าว! สุดยอด!”
เมื่อเห็นรายการไอเทมดรอปของเฉิงคุน น้องดาบก็ตะโกนด้วยความดีใจทันที จากนั้นแลบลิ้นใส่เยี่ยเว่ยหมิงแล้วถามว่า “มือปราบหน้าเหม็น ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ คนที่รับหน้าที่เปิดฉากโจมตีมอนสเตอร์อย่างข้า ก็จะได้เลือกอุปกรณ์ชิ้นแรกจากบอสใช่ไหม”
“ไม่ผิดหรอก!” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์มาก จากนั้นก็ขยิบตาพร้อมกล่าวเสริมว่า “ก่อนหน้านี้จะเลือกไปแล้วไม่ใช่หรือ”
พอน้องดาบได้ยิน สีหน้าลำพองใจก่อนหน้านี้ก็ชะงักในชั่วพริบตาเดียว
ตอนนี้ จู่ๆ ก็มีลมหนาววูบหนึ่งพัดเข้ามาทางประตูวัด ทำให้น้องดาบรู้สึกเหน็บหนาวไปถึงหัวใจ!
แม้แต่หัวใจที่ร้อนผ่าวหลังจากได้เห็นไอเทมดรอปของเฉิงคุน ก็เปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวสิ้นหวังได้เช่นกัน
มองหนิวจื้อชุนที่แทบจะแปลงร่างเป็นศิษย์พรรคกระยาจกปราดหนึ่ง แล้วก็มองเยี่ยเว่ยหมิงที่เหมือนกำลังอมยิ้ม น้องดาบก็อดถามหยั่งเชิงไม่ได้ว่า “เอ่อ คือ…ถ้าข้ายอมปล่อย ‘จีวรขาดรุ่งริ่ง’ ตัวนั้นไปล่ะ จะเลือกใหม่ได้หรือเปล่า”
รอยยิ้มของเยี่ยเว่ยหมิงยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เหมือนกับแสงอาทิตย์แรกยามเช้า แทบจะหลอมละลายหัวใจคน
เขาขยิบตาให้น้องดาบอีกครั้ง แล้วตอบอย่างอ้อมค้อมมาก “ไม่ได้!”
พอพูดจบ เขาก็ไม่สนใจน้องดาบที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเพียงลำพังอีก สนใจแต่เก็บ ‘แหวนหยกเย็น’ เข้ากระเป๋าสัมภาระของตัวเอง
แหวนวงนี้มองเผินๆ เหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แต่ความจริงกลับเป็นอาวุธประเภทนวม!
อีกทั้งในบรรดาอาวุธประเภทนวม นี่คือนวมข้างเดียวที่พบเห็นได้น้อยที่สุด
ก็เพราะแบบนี้ อาวุธชิ้นนี้จึงไม่ขัดแย้งกับกระบี่แสงทองของเยี่ยเว่ยหมิง เขาสวมมันไว้บนนิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายเสียเลย ไม่มีปัญหาเลยสักนิด
ถืออาวุธคู่!
เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาลเป็นเกมออนไลน์ที่มีความอิสระสูงมาก ผู้เล่นถืออุปกรณ์ได้สองมือโดยที่ไม่ต้องใช้งานก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใดๆ ก่อนด้วย
สะพานสวรรค์น้อยถือกระบี่ล้ำค่าข้างละเล่มยังไม่มีปัญหาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยเว่ยหมิงที่ถือกระบี่ล้ำค่าข้างหนึ่งและสวมแหวนข้างหนึ่ง
ต่อให้มองจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็ไม่รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเลยสักนิด
แน่นอน เกมนี้แม้จะติดตั้งอาวุธใส่สองมือได้ตามอำเภอใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาวุธที่ถืออยู่ในสองมือเจ้าจะมีประสิทธิภาพซ้อนกันและได้ผลเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง
ตรงกันข้าม ถ้าถืออาวุธคู่กันสองมือ ดาเมจโจมตีของอาวุธแต่ละชิ้นจะลดลงเหลือ 80% จากจำนวนเดิม
ยกตัวอย่างเช่นเยี่ยเว่ยหมิง หลังจากสวมแหวนหยกเย็นแล้ว แม้ตัวหนังสือค่าสเตตัสของกระบี่แสงทองในมือเขาไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ประสิทธิภาพที่แท้จริงกลับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เพิ่มพลังโจมตีห้าร้อย เปลี่ยนเป็นเพิ่มพลังโจมตีสี่ร้อย
พลังโจมตีต่างกันตั้งหนึ่งร้อยแต้ม!
ในระหว่างที่ต่อสู้กับศัตรู ไม่ว่าเจ้าจะใช้ทักษะยุทธ์อะไร ก็มีเพียงค่าสเตตัสที่เกี่ยวข้องกับอาวุธชิ้นนั้นเท่านั้นที่ใช้ได้
อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงมีอาวุธล้ำค่าอยู่ในมือ แต่โบนัสดาเมจที่ได้รับกลับมาจากเคล็ดกระบี่อย่างเดียวเท่านั้น ส่วน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ กับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ต้องใช้มือเปล่าโจมตี กลับไม่ได้โบนัสดาเมจจากอุปกรณ์เลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบี่ล้ำค่า หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเรียนรู้สองอัลติเมทสกิลนี้แล้ว จึงไม่ได้ซื้ออาวุธประเภทนวมช้างเดียวจากตลาดซี้ซั้วเพื่อแก้ขัดไปก่อน
อย่างไรเสีย อาวุธประเภทนวมส่วนใหญ่ก็เป็นอาวุธคู่ มักจะออกมาเป็นคู่ด้วย
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มีเพียงการติดตั้งอุปกรณ์สองมือพร้อมกันเท่านั้น ผู้เล่นถึงจะได้ใช้ค่าสเตตัสที่อุปกรณ์นั้นควรจะมีได้ และอุปกรณ์ที่อยู่เป็นคู่แบบนี้ ค่าสเตตัสของมันก็จะไม่ได้รับผลกระทบที่พลังโจมตีของอาวุธสองมือที่อ่อนแอลง
ส่วนอาวุธประเภทนวมข้างเดียว ไม่เพียงแค่ปรากฏให้เห็นค่อนข้างน้อย ทั้งยังใช้งานจริงไม่ได้สำหรับผู้เล่นที่ฝึกเฉพาะวิชาหมัดเท้า ดังนั้นจึงพบได้น้อยมากในตลาด แม้จะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่โดยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่สินค้าคุณภาพดีอะไร
ถึงอย่างไรวิชาหมัดเท้าส่วนใหญ่ก็ล้วนให้ความสำคัญกับสองมือที่ทำงานสอดคล้องกัน การใช้มือข้างเดียวไม่อาจแสดงประสิทธิภาพอะไรได้เลย ถ้าติดตั้งอุปกรณ์ประเภทนวมข้างเดียวแบบนี้ ก็ถือเป็นสถานการณ์ที่ประหลาดมาก
หมัดซ้ายของเจ้าโจมตีศัตรูจนเสียค่าพลังชีวิตสามร้อย หมัดขวาของเจ้าโจมตีศัตรูจนเสียพลังชีวิตหนึ่งพันห้าร้อย เมื่อโจมตีไปนานๆ ผู้เล่นคนนี้จะต้องเคยชินกับการใช้หมัดขวาโจมตีแน่นอน
ความเคยชินที่ไม่ดีแบบนี้ พอเกิดขึ้นแล้วก็แก้ยาก อีกทั้งยิ่งปล่อยให้ถึงระยะหลัง ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้เล่นมากเช่นกัน!
แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่สนใจสิ่งนี้
เนื่องจาก ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ของเขา เดิมทีก็เป็นวิทยายุทธ์ที่ใช้มือข้างเดียวอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องสองมือทำงานสอดคล้องกันเลย
หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้แทบจะสร้างมาเพื่อเขา
……
เยี่ยเว่ยหมิงเลือกอาวุธล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่ดรอปจากเฉิงคุน ส่วนคนอื่นก็เริ่มประมูลขาย แบ่งอุปกรณ์อย่างอื่นของเฉิงคุนกัน
มีเพียงน้องดาบที่กำลังสับสนอยู่ท่ามกลางสายลม…
หลังจากผ่านการต่อรองราคาอย่างดุเดือดไปหนึ่งรอบ สุดท้ายจีวรชิ้นนั้นก็ถูกหนิวจื้อชุนซื้อไปด้วยราคาหกร้อยเหรียญทอง
แม้จะเป็นอาวุธระดับทองคำเหมือนกัน อีกทั้งค่าสเตตัสของจีวรก็ไม่ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ราคาของมันกลับค่อนข้างสูง
หากจะถามหาเหตุผล ก็เป็นเพราะของหายากจึงราคาแพง
ความจริง จีวรเป็นอุปกรณ์ประเภทผ้าคลุม เหมือนกับเกราะภายใน ล้วนเป็นสินค้าหายากในบรรดาอุปกรณ์ป้องกัน ติดตั้งไว้ภายนอกเสื้อผ้าได้ จะได้รับผลจากอุปกรณ์สองชิ้นพร้อมกัน
แน่นอน ถ้าเจ้ายังมีเกราะภายในอยู่ด้วย ก็จะได้ผลจากอุปกรณ์สามชิ้นพร้อมกัน!
ส่วนระดับความหายากของผ้าคลุมและเกราะชั้นใน ถือว่าหายากกว่าเครื่องประดับเสียอีก! ดังนั้นอุปกรณ์สองชิ้นที่มีค่าสเตตัสเหมือนกัน ราคาของผ้าคลุมก็มักจะแพงกว่าชุดหนึ่งเท่า!
หนิวจื้อชุนในตอนนี้ศีรษะสวมรัดเกล้านักพรต ตัวสวมจีวรพระ ชุดตัวนอกก็เป็นจีวร บนคอห้อยสร้อยลูกประคำชาวพุทธ มองจากภายนอกไม่รู้เลยว่าเจ้าหมอนี่คือหลวงจีนหรือนักพรตเต๋า หรือว่าลูกศิษย์ชุดสกปรกพรรคกระยาจก
เพียงแต่สำหรับการแต่งตัวที่แปลกสุดขีดเช่นนี้ หนิวจื้อชุนกลับรู้สึกว่าตัวเองทำดีแล้ว
เขาเป็นคนที่เน้นอยู่กับความเป็นจริง เวลาเลือกอุปกรณ์ไม่เคยให้ความสำคัญกับความฉูดฉาดสวยงามภายนอก ดูเพียงค่าสเตตัสเท่านั้น!
ส่วน ‘วิชาเต่าหายใจ’ ที่ดูเผินๆ เหมือนไม่มีประโยชน์อะไร ถังซานไฉ่กลับได้มันไปในราคาต่ำเพียงห้าร้อยเหรียญทอง เขาบอกเองว่า “ตอนนี้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเปลี่ยนชื่อแล้ว ไม่รู้ว่าถ้าใช้ ‘วิชาเต่าหายใจ ‘แกล้งตาย จะหลีกเลี่ยงชะตากรรมที่ต้องถูกฝังไปกับบอสทุกครั้งได้หรือเปล่า”
สำหรับภารกิจที่ล้มเหลวของถังซานไฉ่ ‘หินสามชาติ’ ไม่มีวาสนาต่อเขาเลย สหายร่วมทีมค่อนข้างรู้สึกผิดและเห็นใจเขา แม้ ‘วิชาเต่าหายใจ’ จะทำให้หลบการไล่สังหารของบอสได้ อีกทั้งคนอื่นๆ มองมูลค่าของมันออก แต่กลับไม่มีใครไปแย่งเขา
ส่วนตำราลับสองเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ ‘มือคว้าจับเล็ก’ ระดับกลางและ ‘หมัดอรหันต์’ ระดับต้น ทุกคนพากันบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ จึงตัดสินใจขายให้ฉางซิงอวี่แล้วนำเงินมาแบ่งกัน
หลังจากแบ่งของกันเรียบร้อยแล้ว หนิวจื้อชุนกลับกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว “ภารกิจครั้งนี้ เกรงว่าถ้าตัดสหายถังออก คนที่โชคร้ายที่สุดก็คือข้าแล้ว ค่าวีรบุรุษหนึ่งพันแต้มเชียวนะ ข้ากังวลจริงๆ พอกลับภาคกลางเมื่อไร ข้าคงถูกชิวชู่จีจัดการแน่นอน ปลอบใจข้าที!”
“มีอะไรน่ากังวล” ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้าไป ตบบนบ่าที่คลุมด้วยจีวรของเขาพร้อมเอ่ยถาม “พวกเรายังมีอีกหนึ่งภารกิจที่ยังทำไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ อีกทั้งภารกิจที่ได้ช่วยเหลือชีวิตมากมาย แก้ไขความแค้นของยุทธภพแบบนี้ ต้องมีรางวัลเป็นค่าวีรบุรุษไม่น้อยแน่นอน”
หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วกังวลเล็กน้อย “เจ้าแน่ใจนะว่าในภารกิจนี้ค่าวีรบุรุษของข้าจะไม่ลดลงต่อเนื่อง”
“แน่นอน” เยี่ยเว่ยหมิงให้กำลังใจเขา “ตอนนี้เจ้ากลายเป็นคนชั่วร้ายแล้ว ต่อให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้ แต่จะแย่กว่าตอนนี้เชียวหรือ”
หนิวจื้อชุนรู้สึกเหมือนถูกคริติคอลดาเมจหนึ่งแสนอีกครั้ง
เอ่อ ทำไมต้องบอกว่าเลวร้ายกว่านี้ด้วยล่ะ
……
ตอนที่กำลังคุยกันเรื่อยเปื่อย เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงศพไม้หนานมู่ที่เตรียมไว้นานแล้วออกมาเก็บศพเฉิงคุน
ได้รับ ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ ×1
ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ ×1
ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาหมัดฝ่ามือ’ ×1
เก็บโลงศพที่บรรจุแล้วไว้ในกระเป๋าสัมภาระ แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็หันมาบอกทุกคนว่า “หลังจากผ่านการต่อสู้หลายครั้ง คาดว่าทุกคนคงได้ผลตอบแทนไม่น้อย เช่นนั้นต่อไป ทุกคนก็ทำกิจกรรมอย่างอิสระได้ จัดเรียงสิ่งที่ได้มาก่อนหน้านี้สักหน่อยสิ”
ขณะที่พูดเยี่ยเว่ยหมิงก็มองแผนที่แวบหนึ่ง “ห่างจากประตูเมืองฝั่งตะวันตกไปอีกสามลี้มีป่าผืนหนึ่งที่ค่อนข้างสะดุดตา อีกหนึ่งชั่วยามหลังจากนี้พวกเราไปรวมตัวกันที่นั่น…
…ถึงอย่างไรก็ได้ศพมามากมาย จะเอาแต่เก็บไว้ในกระเป๋าสัมภาระก็ใช่เรื่อง ข้าเองก็ต้องหาสถานที่ฝังให้พวกเขาด้วย”
ตอนที่ทุกคนพากันพยักหน้าตอบรับ ก็ได้เดินออกมานอกประตูวัดร้างโหย่วเจียนแล้ว
ตอนที่เพิ่งออกจากประตูวัด เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งจดหมายหาเฟยอวี๋ทันที
[มีเวลาหรือเปล่า ช่วยข้าตามหาใครบางคนหน่อย]…เยี่ยเว่ยหมิง
[กำลังทำภารกิจอยู่ ไม่ว่าง!]…เฟยอวี๋
[ค่าเหนื่อย 200 เหรียญทอง]…เยี่ยเว่ยหมิง
[ที่จริงภารกิจนี้ก็ใช่ว่าจะขาดตอนไม่ได้ ในเมื่อสหายมีปัญหา ก็ย่อมต้องช่วยเหลือ เจ้าอยู่ที่ไหน]…เฟยอวี๋
[ต้าตู]…เยี่ยเว่ยหมิง
[ตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในเมือง อีกครึ่งชั่วโมงจะไปหาเจ้า]…เฟยอวี๋
แม้จะมีภารกิจ ‘ส่งจดหมายให้คุนหลุน’ ติดตัว เป็นไปได้ว่าจะมีศัตรูบางคนกระโดดออกมาไล่สังหารพวกเขาและแย่งชิงไอเทมภารกิจได้ทุกเมื่อ
แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่กังวลปัญหาด้านความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทีมเลยสักนิด
เป็นเพราะกล่องเหล็กที่ใช้ใส่จดหมายฉบับนั้นอยู่ในมือเขา
อีกทั้งด้วยค่าสเตตัสอันยอดเยี่ยมของตัวเอง ประกอบกับท่าร่างที่แม้ภายนอกจะดูไม่ดีแต่ความจริงเร็วมาก เยี่ยเว่ยหมิงก็มั่นใจว่าไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับศัตรูคนไหนก็ล้วนถอนตัวหนีออกมาได้หมด
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงภารกิจระดับหกดาวเท่านั้น ระบบอาจจะส่งเฉิงคุนที่อยู่ในร่างสมบูรณ์โหมดปกติออกมาหาเรื่องเขาก็ได้
หาซุ้มน้ำชาแห่งหนึ่งในเมืองนั่งดื่ม หลังจากสั่งน้ำชาถ้วยใหญ่และติ่มซำไม่กี่อย่าง เยี่ยเว่ยหมิงก็นำ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากเฉิงคุนมาเปิดอ่านอย่างได้อรรถรส
[ตระหนักรู้กำลังภายใน]
บันทึกกำลังภายในของเฉิงคุน ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล ใช้กำลังภายในที่กำหนด จะได้เพิ่มค่าประสบการณ์ 98000 แต้ม!
……
ตำราตระหนักรู้เล่มนี้ เดิมทีควรจะมีค่าประสบการณ์เจ็ดหมื่นแต้ม แต่ด้วยการเสริมของโลงไม้หนานมู่ มันเปลี่ยนเป็นเก้าหมื่นแปดพันแล้ว
แม้ด้านราคาจะแพงไปหน่อย แต่ผลลัพธ์ก็ดีจริงๆ!
หลังจากนั้นสิบห้านาที…
[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษา ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ จนเกิดความตระหนักรู้ ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 147000 แต้ม! กรุณาเลือกใช้กำลังภายในที่กำหนด]
ไม่มีความลังเลใดๆ เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มมันไปบน ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ทันที
อิงตามการใช้งานตำราลับตระหนักรู้ วิทยายุทธ์ที่ NPC ฝึก กับวิทยายุทธ์ที่เพิ่มค่าประสบการณ์เหมือนกัน ผลตอบแทนที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ 50% เยี่ยเว่ยหมิงได้ค่าประสบการณ์ของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มขึ้น 220500 แต้ม!
ขาดค่าประสบการณ์เพียง 35500 แต้มก็จะได้เพิ่มเป็นเลเวลเก้าแล้ว!
เพื่อใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่ใช้ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากฟ่านเหยาอีก แต่ใช้แต้มค่าตบะอัปเลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ให้ถึงเลเวลเก้า
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
เลเวล: 9
ค่าประสบการณ์: 0/1000000
พลังชีวิต +1800
กำลังภายใน +4500
ความแข็งแกร่ง +270
พละกำลัง +270
ท่าร่าง +270
ความว่องไว +270
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ
……
ตอนนี้เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย เหลือแค่รอเฟยอวี๋
เพียงแต่ในช่วงที่กำลังรอคน เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่คิดจะปล่อยให้เวลาสูญเปล่า
เขานำ ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ ที่ได้จากฟ่านเหยาออกมาอีก แล้วเริ่มอ่านด้วยความตั้งใจ
[ตระนักรู้กำลังภายใน] บันทึกกำลังภายในของฟ่านเหยา ทูตขวาพรรคจรัส ใช้กำลังภายในวิชาใดก็ได้หนึ่งวิชา จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!
หลังจากนั้นสิบห้านาที…
[ติ๊ง! คุณตั้งใจอ่านศึกษา ‘ตระนักรู้กำลังภายใน’ จนเกิดความตระหนักรู้ ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 105000 แต้ม! กรุณาเลือกใช้กำลังภายในที่กำหนด
เยี่ยเว่ยหมิงนำค่าประสบการณ์นี้แตะไปบน ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เบาๆ จากนั้นก็เพิ่มค่าตบะส่วนที่ขาดเข้าไปอีก ทำให้ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เพิ่มเป็นเลเวลเก้าแล้ว ค่าสเตตัสของมันก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน
[คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น (ระดับกลาง)]
เลเวล: 9
ค่าประสบการณ์: 0/1000000
…
พลังชีวิตสูงสุด +2700
กำลังภายใน +2700
ความแข็งแกร่ง +180
พละกำลัง +180
ท่าร่าง +180
ความว่องไว +180
ค่าสติปัญญา +18
ค่าตระหนักรู้ +9
……
เปรียบเทียบค่าสเตตัสของกำลังภายในสองวิชาก็รู้ล่วงหน้าได้เลย ไม่มีอะไรต้องพูดมากแล้ว
สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงก็คือ การเปลี่ยนแปลงของค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้สำหรับอัปเลเวลกำลังภายในสองวิชานี้!
ถ้าอยากเพิ่มเลเวลกำลังภายในสองวิชานี้ให้ถึงเลเวลสิบ ไม่น่าเชื่อว่าจะต้องใช้ค่าประสบการณ์มากถึงวิชาละหนึ่งล้านแต้ม!
ไม่รู้ว่าหลังจากตัวเองเพิ่มเลเวลให้สองวิชานี้จนถึงระดับสมบูรณ์แล้ว จะได้เจอความประหลาดใจอะไรเป็นพิเศษอีกหรือเปล่า
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าแล้วดื่มน้ำชาคำหนึ่ง กินติ่มซำอีกหนึ่งชิ้น รู้สึกว่ามันแห้งไปหน่อย จึงดื่มน้ำชาตามให้คล่องคออีกหนึ่งคำ เสร็จแล้วถึงได้หยิบตำราลับเล่มสุดท้ายที่ได้จากฟ่านเหยาออกมา
[ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ] บันทึกเคล็ดฝ่ามือของฟ่านเหยาทูตขวาพรรคจรัส ใช้งานเคล็ดฝ่ามือใดก็ได้ที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!
หลังจากอ่านแล้ว ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดฝ่ามือ 105000 แต้ม!
เขาลองเพิ่มค่าประสบการณ์ไปบน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร หลังจากผ่านไปสิบวินาที ก็เพิ่มไปบน ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ผ่านการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน
ส่วน ‘ตระหนักรู้วิชาหมัดฝ่ามือ’ ของเฉิงคุน หลังจากอ่านแล้วได้ค่าประสบการณ์ 147000 แต้ม ครั้งนี้ถูกเพิ่มไปบน ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ทำให้ค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชานี้เพิ่ม 36750 แต้ม
สุดท้ายเป็น ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ ของเฉิงคุน ทำให้ค่าประสบการณ์ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มอีก 147000 แต้ม
จนกระทั่งตอนนี้ ตำราลับตระหนักรู้ของ BOSS ถูกใช้ไปหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกำลังเตรียมจะนำ ‘ตระหนักรู้วิชาธนู’ แปดเล่มที่ได้จากแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดาออกมาเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยพิราบสื่อสารสองตัวที่มาเยือนโดยไม่ได้คาดคิด
[บัดซบ! ที่มันเรื่องอะไรกันแน่ หยวนเจินกับเฉิงคุนเป็นคนเดียวกันไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าถึงสังหารสองคนต่อเนื่องกันได้ อย่าบอกนะว่าเกมนี้ตั้งค่าให้สองคนนี้เป็นคนละคนกัน]…อินปู้คุย
มีแต่คำถามเต็มไปหมด ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของอีกฝ่ายแล้ว
อินปู้คุยในฐานะแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมที่คุ้นเคยกับเนื้อเรื่อง การเข้าใจต้นฉบับคือข้อได้เปรียบที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เล่นคนอื่น ถ้าผู้ออกแบบเกมเล่นตุกติกอะไรบนตัวละครสำคัญอย่างเฉิงคุน เช่นนั้นก็เป็นไปได้สูงมากว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ถูกหลอกยับเยินที่สุดในภารกิจเนื้อเรื่อง
อย่างไรเสีย ในฐานะศิษย์อู่ตังคนหนึ่ง ภารกิจเนื้อเรื่อง ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ก็สำคัญกับเขามากกว่าภารกิจ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ กับ ‘กระบี่เย้ยยุทธจักร’ แน่นอน!
เยี่ยเว่ยหมิงเล่าแผนแกล้งตายของหยวนเจินให้ฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง อินปู้คุยตอบกลับมาว่า
[กลยุทธ์โดยละเอียดของของบันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร]…อินปู้คุย
เจ้าหมอนี่ยังมีคุณธรรมน้ำมิตร!
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงขอบคุณแล้ว ก็เตรียมเปิดอ่านตำราลับตระหนักรู้ที่เหลืออยู่ไม่กี่เล่ม ในที่สุดจดหมายของเฟยอวี๋ก็มาถึงแล้ว
[มารับข้าที่จุดพักม้า]…เฟยอวี๋
……
สนามล่าสัตว์ชานเมืองตะวันออก เป็นหนึ่งในสถานบันเทิงที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของต้าตู
ในฉากหลังของเกม สถานที่อย่างสนามล่าสัตว์จัดเป็นสถานบันเทิงเฉพาะของลูกหลานผู้มีอำนาจ ชาวบ้านทั่วไปเข้าใกล้ไม่ได้
แต่ในเมื่อเป็นเกม ทุกสิ่งก็ย่อมมีไว้เพื่อบริการผู้เล่นเป็นหลัก ถ้าไม่ให้ผู้เล่นเข้ามา การออกแบบฉากนี้ไว้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
แค่จ่ายค่าเข้าสิบเหรียญทอง ผู้เล่นก็เข้าไปข้างในแล้วเสพความบันเทิงจากการล่าสัตว์ได้หนึ่งวันแล้ว
นอกจากนี้ ยิ่งได้เหยื่อในสนามล่าสัตว์มากเท่าไร ก็จะได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะในระดับที่ต่างกันแล้ว ได้ผลมากกว่าการไปตีมอนสเตอร์อัปเลเวลข้างนอกแน่นอน
สรุปก็คือ ที่นี่แทบจะเทียบเท่ากับดันเจี้ยนพิเศษที่หากมีเงินก็จะรีเฟรชได้ไม่จำกัด เพียงแต่ต้องใช้แผนที่ร่วมกับทุกคนก็เท่านั้นเอง
แน่นอน สิบเหรียญทองนี้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายพื้นฐานสำหรับเข้าประตูเท่านั้น หากเจ้าจ่ายเงินน้อยขนาดนี้ ก็จะไม่ได้มีประสบการณ์การล่าสัตว์ที่ดีมากนัก
ผู้ออกแบบเกมไม่มีความเป็นมนุษย์เลย!
ถ้าอยากเพิ่มประสบการณ์ในการล่าสัตว์ ก็ควรเติมเงิน…แค่กๆ ก็ต้องเช่าอุปกรณ์ในสนามล่าสัตว์
ม้าหนึ่งตัว ธนูหนึ่งคัน ชุดล่าสัตว์ ค่าใช้จ่ายสำหรับการเช่าหนึ่งวันก็คือหนึ่งร้อยเหรียญทอง
ม้าเป็นม้าแคระที่ธรรมดามาก แต่ความเร็วของมันตอนวิ่งตะบึงอยู่ในสนามล่าสัตว์ เทียบได้กับความเร็วของผู้เล่นที่มีค่าสเตตัสท่าร่างห้าร้อยแต้มตอนวิ่งอย่างสุดกำลัง ทั้งยังเป็นประเภทที่มีทักษะการขี่ม้าติดอยู่กับตัวสัตว์ด้วย ผู้เล่นไม่ต้องกังวลเลยว่าตัวเองจะไม่รู้ทักษะการขี่ม้า
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เจ้าใช้เท้าวิ่ง คนอื่นขี่ม้าวิ่ง ถ้ามองจากมุมของการโอ้อวดความเท่ ก็ต่างกันไม่ใช่น้อยๆ ถูกไหม
ธนูเป็นธนูล่าสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ พลังโจมตีไม่แข็งแกร่ง แต่กลับทำให้ผู้ที่ถือมันมีทักษะธนูพื้นฐานเลเวลสิบ
ประสิทธิภาพของมันทำได้ถึงขั้นยิงเป้านิ่งร้อยดอกก็เข้าเป้าร้อยดอก ทั้งยังยิงเข้าวงในสุดของเป้าด้วย แต่ถ้าอยากทำให้ได้ถึงขั้นนี้ ก็ต้องเล็งห้าวินาทีแล้วค่อยยิง
กระบอกเก็บลูกธนูก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีการเพิ่มค่าสเตตัส ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือมีจำนวนไม่จำกัด
เอฟเฟ็กต์พิเศษที่บรรยายมาข้างต้นใช้ได้ผลเฉพาะในสนามล่าสัตว์เท่านั้น
เมื่อมีของเหล่านี้แล้ว ถึงจะรับประกันได้ว่าผลตอบแทนของเจ้าจะไม่น่าเกลียดเกินไปในระหว่างที่ล่าสัตว์ ถ้าอยากจะถอนทุนคืนก็ฝันไปเถอะ
อย่างไรเสีย ในแนวคิดของการออกแบบเกม สนามล่าสัตว์นี้ก็คือสถานที่บริการประเภทให้ความบันเทิงแห่งหนึ่งเท่านั้น
แน่นอน สิ่งที่บรรยายไปข้างต้นพุ่งเป้าไปที่ผู้เล่นทั่วไปเท่านั้น ไม่นับรวมผู้เล่นที่มีม้าและทักษะธนูอย่างฉางซิงอวี่
เพียงแต่ในสนามล่าสัตว์แบบนี้ ตราบใดที่เจ้ายอมจ่ายเงิน ผลตอบแทนก็เหนือกว่าผู้เล่นที่เรียนมาตรงสายอย่างฉางซิงอวี่ได้อย่างสบายๆ
[เหยี่ยวล่าสัตว์] ค่าเช่า 1000 เหรียญทอง ผลที่ได้เทียบเท่ากับเปิดใช้งานแผนที่เล็กๆ ที่มีฟังก์ชันจำแนกเหยื่อมาให้
[ชุดเครื่องมือล่าสัตว์ระดับสูง] ม้าเหงื่อโลหิต ธนูเหล็ก ลูกธนูเขี้ยวหมาป่า เมื่อเจอสัตว์ร้ายที่มีขนาดตัวใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะยิงให้มันตายคาที่ได้ภายในสองถึงสามดอก ค่าเช่า 10000 เหรียญทอง
[หมาป่าหิมะ] ค่าใช้จ่าย 100000 เหรียญทอง ถ้ามีมันแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็จะเดินทางอยู่ในสนามล่าสัตว์ได้ตามอำเภอใจ
ถ้าถามว่าหมาป่าตัวนี้ร้ายกาจขนาดไหน
ในข้อมูลแนะนำของมันก็มีคำอธิบายเพียงประโยคเดียว: เป็นเป็นหมาป่าหิมะที่มีศักยภาพพอจะกัดบูรพาไร้พ่ายให้บาดเจ็บได้!
ในสนามล่าสัตว์ ตอนนี้กำลังมีม้าแคระห้าตัวเดินเนิบนาบอยู่ในสนามอย่างพร้อมเพรียง ตอนที่มันเดิน คนที่อยู่บนม้าก็ยิงธนูออกไปเป็นระยะ ไม่ว่าจะยิงถูกเป้าหมายหรือไม่ก็ไม่สนใจ
ถ้าเหยื่อตายแล้ว ข้างๆ ก็จะมี NPC ฝ่ายบริการคนหนึ่งมาช่วยเก็บเหยื่อ ถ้ายิงไม่ถูกเป้าหมาย พวกเขาก็ไม่เคยคิดไล่ตามเช่นกัน
ส่วนห้าคนที่เดินเล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์ ก็คือพวกอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่วางกับดักในวัดร้างอู๋เจียนเพราะอยากได้ไอเทมดรอปจากเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้
ฟิ้ว!
ยิงธนูออกไปอีกดอก ไม่ถูกเป้าหมาย!
คนธรรมดาเดินดินที่ถูกฆ่าตายก่อนหน้านี้ จู่ๆ ก็ถามอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่อยู่ข้างกันว่า “ที่เจ้าเชิญข้ามาล่าสัตว์เพื่อชดเชยความเสียหายที่ตายไปก่อนหน้านี้ แม้ข้าจะดีใจมาก แต่เจ้าคิดจะปล่อยภารกิจไปอย่างนี้ มัวมาเล่นอยู่ที่นี่จนภารกิจของเจ้าล้มเหลวจริงหรือ”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว” อวิ๋นหวาซั่งเซียนส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วบอกว่า “หลังจากผ่านการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ข้าวก็ตัดสินเรื่องบางอย่างได้ นั่นก็คือพวกเราห้าคนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาหกคน ต่อให้เพิ่ม BOSS ไปอีกหนึ่งคน ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะชนะอยู่ดี…
…แล้วข้าก็ทำใจไม่ได้ที่ต้องให้พวกเจ้ามาช่วยข้า แล้วเดินเข้าสู่อันตรายเพื่อข้าอีกครั้ง เลือกลงมือในเวลาที่มั่นใจที่สุดจะเหมาะสมกว่า”
ตอนนี้ คนที่เดินอยู่อีกข้างของอวิ๋นหวาซั่งเซียนยังมีขุนเขาลำธารย่อมพานพบ เขาอดขมวดคิ้วถามไม่ได้ว่า “มั่นใจ? ยังมีเหตุการณ์ที่มั่นใจกว่าตอนที่พวกเขาไปรายงานผลภารกิจที่วัดร้างโหย่วเจียน แล้วมีอาจารย์จอมเอาเปรียบที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ ของเจ้าอยู่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยอีกหรือ”
“หยวนเจินอยู่ที่นั่นด้วยอาจไม่ใช่เรื่องดี” ทันใดนั้น ผู้เล่นชุดเขียวที่อยู่ฝั่งซ้ายสุดติดกับคนธรรมดาเดินดินเอ่ยช้าๆ ว่า “ที่จริง ในภารกิจนี้ พวกเราถือว่าได้เปรียบที่สุดแล้ว ถ้ายังไม่รู้จักฉวยโอกาสลงมือตอนที่พวกเขาไปรายงานผลภารกิจที่วัดร้างโหย่วเจียนอีก เจ้ารับประกันได้หรือว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดอะไรกับภารกิจ”
ผู้เล่นคนนี้ก็คือหนึ่งในคนที่ใช้ดรรชนีเอกสุริยันลอบจู่โจมเยี่ยเว่ยหมิงไม่สำเร็จ ต่อให้ถูกปลิดชีพคาที่ก็ไม่ยอมเปิดเผยชื่อแซ่
ชื่อของเขาก็คือต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียง
รู้สึกหรือเปล่าว่าชื่อนี้แปลกมาก
รู้สึกว่าแปลกน่ะถูกแล้ว!
เดิมทีเขาชื่ออาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียง เพียงแต่ตอนหลังเข้าสำนักลับของตระกูลต้วนแห่งแคว้นต้าหลี่ จึงเติมคำว่าต้วนไว้ข้างหน้าชื่อ จึงฟังดูหัวมังกุท้ายมังกรเช่นนี้
“การเปลี่ยนแปลงหรือ” ขุนเขาลำธารย่อมพานพบงงไปชั่วขณะ “เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่า หยวนเจินจะกลับคำกะทันหัน ไปช่วยพวกเยี่ยเว่ยหมิงสู้กับพวกเราหรอกใช่ไหม”
ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงส่ายหน้าบอกว่า “ผู้ออกแบบระบบย่อมไม่เสียสละบทบาทและจุดยืนที่มีมาตั้งแต่แรกเพื่อสร้างปัญหาให้พวกเราอยู่แล้ว ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนั้น…
…ยกตัวอย่างเช่น จู่ๆ หยวนเจินก็อาการบาดเจ็บกำเริบ ตัวเองไม่มีทางลงมือได้ แต่กลับให้พวกเราไปช่วยเขากำจัดศัตรู หากทำไม่สำเร็จ สหายอวิ๋นหวาก็จะถูกลงโทษเพราะภารกิจล้มเหลว ถึงขั้นตัดขาดสัมพันธ์ศิษย์และอาจารย์ ส่วนการถูกไล่สังหาร พวกเราควรจะจัดการตัวเองอย่างไรดี”
“เอ่อ…”
ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถูกถามจนอึ้ง แต่ต้องบอกเลยว่า การให้ผู้เล่นสองกลุ่มสู้กันอย่างยุติธรรมต่างหากที่เป็นกลยุทธ์ดั้งเดิมของภารกิจในเกม
ถ้าเปลี่ยนเป็นยามปกติ ยอดฝีมือในเกมอย่างพวกเขานอกจากจะไม่เกลียดชังภารกิจแบบนี้แล้ว กลับรู้สึกนิยมชมชอบด้วยซ้ำ
แต่ตอนที่พวกเขาเจอกับทีมยอดฝีมือที่เก่งกาจกว่าตัวเอง กลับไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว
เมื่อเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ข้างกันเห็นสหายถูกบีบให้ยอมแพ้ ก็อดถามไม่ได้ว่า “แต่ถ้าพวกเราไม่ไป แล้วหยวนเจินถูกพวกเขาฆ่าตายขึ้นมาจะทำอย่างไร ก่อนหน้านี้พวกเจ้าเคยพูดไว้แล้ว ว่าเยี่ยเว่ยหมิงนั่นอาจจะเดาออกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหยวนเจิน พอถามแล้ว ระบบก็แจกภารกิจสังหารหยวนเจินให้พวกเขาตามสถานการณ์ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอยู่ดี”
“แล้วนั่นเกี่ยวอะไรกับข้า” อวิ๋นหวาซั่งเซียนส่ายหน้า “หากเขาถูกสังหาร เมื่อถูกรีเฟรชออกมาใหม่ก็ยังเป็นอาจารย์จอมเอาเปรียบของข้าอยู่ดี ภารกิจที่ควรแจกให้ข้าก็ยังต้องแจกเหมือนเดิม แต่ถ้าพวกเราอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตอนที่เขาถูกกลุ่มคนทำร้าย เช่นนั้นก็จะเกี่ยวกับข้าจริงๆ แล้ว…
…ดังนั้น พวกเราค่อยๆ เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์ดีกว่า…
…เยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจใช้รถม้าไม่ได้ แต่คนอื่นกลับไม่โดนข้อจำกัดนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหลังจากเขาทำภารกิจเสร็จแล้ว ยังมีหน้ารั้งสหายของตัวเองให้คอยปกป้องเขาทั้งวันได้”
พอพูดถึงตรงนี้ มุมปากของอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็ยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ดังนั้น ตราบใดที่พวกเรารอออกไปตอนหนึ่งชั่วโมงสุดท้ายของภารกิจ อาศัยแค่เรื่องที่ข้ารู้พิกัดของเขา แล้วโจมตีแบบห้าต่อหนึ่ง ยังต้องกลัวเขาจะหนีอีกหรือ”
“เอ่อ คือเรื่องนั้น…” ตอนนี้ กลับได้ยินเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่อีกด้านพูดขึ้นว่า “ตอนนี้ถ้าอยากจะยืนยันเส้นทางของเยี่ยเว่ยหมิง ข้าว่าคงไม่ต้องใช้ทักษะการระบุตำแหน่งของเจ้าแล้ว”
ขุนเขาลำธารย่อมพานพบขมวดคิ้ว “เจ้ารู้หรือว่าเขาอยู่ที่ไหน”
“เขาก็อยู่นอกป่าที่อยู่ห่างจากตรงหน้าเยื้องขวาพวกเราออกไปหนึ่งร้อยเมตรไงล่ะ” เซียนสาวน้อยนักกินเตือนเพื่อนอีกสี่คนเสียงดัง “เขามาแล้ว!”
อะไรนะ?
พอสิ้นเสียงเซียนสาวน้อยนักกิน สายตาของทั้งห้าก็มองไปทางป่าผืนเล็กที่นางบอกพร้อมกัน
เห็นเยี่ยเว่ยหมิงที่สวมชุดขุนนางทั้งตัวเดินออกมาจากกลางป่า ในมือของเขาถือกระบี่อาญาสิทธิ์แวววาวเล่มหนึ่ง พอเห็นทุกคนมองมาที่เขา มุมปากเขาก็ยกขึ้นเผยรอยยิ้มที่สื่อว่ารู้ทัน จากนั้นก็กดร่างกายให้ต่ำลง แล้ววิ่งตะบึงมาทางพวกเขาด้วยความเร็วอันน่ากลัวที่เร็วกว่าม้าห้าตัวของพวกเขาหนึ่งเท่า
วิธีการวิ่งของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ก็คือ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ ซึ่งเป็นวิชาการวิ่งสิบสองตัวอักษรใน ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เมื่อเทียบกับวิชาตัวเบาส่วนใหญ่ นอกจากท่าทางจะไม่ใกล้เคียงกับคำว่าสง่างามแล้ว ยังถึงขั้นใช้คำว่าน่าเกลียดได้
ตอนที่ค่าสเตตัสท่าร่างของเขาสูงถึง 1038 แต้ม ความเร็วที่แสดงออกมากลับทำให้ยอดฝีมือท่ามกลางผู้เล่นทั้งห้าที่อยู่ตรงหน้ารู้สึกละอายเพราะเทียบไม่ติด!
ก็เหมือนที่เซียนสาวน้อยนักกินบอกไว้
เยี่ยเว่ยหมิงมาแล้ว!
ก่อนหน้านี้อวิ๋นหวาซั่งเซียนวางแผนไว้มากมาย เป้าหมายของเขาก็เพื่อจะสร้างสถานการณ์โจมตีแบบห้ารุมหนึ่ง
แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับใช้การกระทำบอกพวกเขาว่า พวกเจ้าจะวางแผนเยอะขนาดนั้นให้สิ้นเปลืองเวลาทำไม
สถานการณ์ที่พวกเจ้าต้องการ ข้าสร้างให้พวกเจ้าก็ได้!
แต่จะเป็นห้ารุมหนึ่ง หรือหนึ่งฟาดห้า ก็ต้องดูที่ความสามารถของพวกเจ้าแล้ว!
“ช่างเป็นคนหนุ่มที่บ้าระห่ำ”
การที่เยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัวอยู่ในที่กว้างโล่งเช่นนี้คนเดียว ก็ถือเป็นการแสดงท่าทีที่ชัดเจนมากแล้ว
และพฤติกรรมนี้ก็ยั่วโมโหผู้เล่นห้าคนตรงหน้าที่ตั้งตัวขึ้นมาเป็นยอดฝีมือเองเช่นกัน
เยี่ยเว่ยหมิง
พวกเรายอมรับว่าเจ้าเก่งกาจ
พวกเราก็รู้เช่นกันว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า
แต่การที่เจ้าปรากฏเหมือนเป็นนักเลงโต อยากจะบุกเดี่ยวมาท้าทายพวกเราห้าคนเช่นนี้ ไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาเกินไปแล้ว
สองคนแรกที่เคลื่อนไหวก็คือขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ใกล้กับทางที่เขาปรากฏตัวที่สุด พอภูเขาหิมะวิหคทองคู่นี้เห็นเยี่ยเว่ยหมิงพุ่งมาถึงด้วยความเร็ว ทั้งสองที่นั่งอยู่บนอานม้าแถวเดียวกันก็ทะยานขึ้นจากหลังม้าพร้อมกันทันที ตอนที่ตัวอยู่กลางอากาศ ดาบและกระบี่ก็ถูกชักออกมาพร้อมกัน หลังจากเหยียบลงพื้นแล้ว ก็เข้าไปรับมือกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าไร้ความหวาดกลัว
อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่อยู่ติดกับพวกเขาก็อยากจะลงมือทันทีเช่นกัน แต่กลับถูกคนธรรมดาเดินดินที่อยู่ข้างกันขวางไว้ “อวิ๋นหวา ในบรรดาพวกเราห้าคน มีเพียงเจ้าที่มีภารกิจติดตัวอยู่ อย่าให้เกิดความผิดพลาด คอยคุมอยู่แนวหลังสุดดีกว่า”
พอพูดจบก็ทะยานตัวขึ้นมา ตามหลังคู่ภูเขาหิมะวิหคทองไปติดๆ
ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงที่อยู่อีกด้านก็แทบจะทะยานตัวขึ้นมาพร้อมคนธรรมดาเดินดิน เพียงแต่ชั่วพริบตาที่กระโดดขึ้นจากหลังม้า ก็พึมพำด้วยเสียงเบาที่มีแค่ตัวเองได้ยินว่า “เจ้าหมอนี่ หาที่นี่เจอได้อย่างไร”
ตอนที่อีกฝ่ายลงมือ เดิมทีสูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ อย่าง ‘เวลา=ระยะทาง÷ความเร็ว’ ก็กลายเป็นปัญหาการพบเจอกันที่ค่อนข้างซับซ้อนแล้ว
แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องคำนวณก็รู้แล้ว
นั่นก็คือ หากพวกเขาสองคนใช้ความเร็วสุดกำลังเข้ามารับหน้า เวลาที่พวกเขาสองฝ่ายจะได้พบกัน ก็ต้องเร็วกว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงวิ่งมาหาตำแหน่งของพวกเขาห้าคนฝ่ายเดียวแน่นอน
เมื่อเห็นว่าอยู่ใกล้กับเยี่ยเว่ยหมิงมากแล้ว ถ้าคำนวณตามความเร็วในการเคลื่อนที่ของทั้งสองฝ่าย ถ้าลงมือตอนนี้ก็จะโจมตีถึงตัวเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว ขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินจึงใช้ดาบและกระบี่ในมือพร้อมกัน
เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ…ต้นสนรับแขก!
วิชาดาบวิหคทอง…เปิดประตูคารวะโจร!
เคล็ดกระบี่และกระบวนท่าดาบที่ทั้งเกื้อกูลทั้งข่มกันนี้ เมื่อใช้พวกมันพร้อมกัน กลับอุดช่องโหว่ที่อยู่ในนั้นให้หายไป และยิ่งเกิดการสั่นสะเทือนร่วมกันบนชั้นของกำลังภายใน ทำให้สองกระบวนท่านี้แสดงประสิทธิภาพออกมามากขึ้นพร้อมกัน!
ที่วัดร้างอู๋เจียนก่อนหน้านี้ น้องดาบเคยบอกไว้แล้ว ถ้านางอยากจะเอาชนะสองคนนี้แบบหนึ่งต่อสอง ก็จะต้องเห็นกระบวนท่าทั้งหมดของพวกเขารอบหนึ่งก่อน รอให้พวกเขาจำเป็นต้องใช้กระบวนท่าซ้ำ นางถึงจะมีโอกาสโจมตีครั้งเดียวให้ศัตรูแตกพ่าย
ในความเป็นจริง หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงตื่นตัวเอ็ฟเฟ็กต์พิเศษอย่าง ‘เงาของเทพกระบี่’ ความสามารถในการตัดสินก็กล่าวได้ว่าใกล้เคียงกับน้องดาบ
น้องดาบทำได้ เขาก็ทำได้เช่นกัน!
แต่ตอนนี้ศัตรูที่เยี่ยเว่ยหมิงต้องเผชิญหน้ากลับไม่ใช่สองคนนี้ แต่เป็นยอดฝีมือทั้งห้าคน!
ดังนั้นพวกเขาที่มีวิทยายุทธ์โจมตีร่วมกัน ก็ไม่คิดว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะมีความสามารถในการตีฝ่าดาบและกระบี่ของพวกเขาได้ภายในเวลาสั้นๆ เช่นกัน ตราบใดที่พวกเขาถ่วงเวลาได้สักครู่ คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงตามมาติดๆ ก็จะมาล้อมหลังได้แล้ว
เมื่อถึงตอนนั้น ก็จะกลายฉากที่เป็นยอดฝีมือสี่คนร่วมมือกันล้อมโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียว
ส่วนอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่มี่วิชาประเภทควบคุมอย่าง ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ขอเพียงเขาเคลื่อนไหวได้ถูกจังหวะ พวกเขาก็จะมีความมั่นใจเต็มที่ว่าจะฟันร่างของคนยโสโอหังอย่างเยี่ยเว่ยหมิงได้!
กลยุทธ์แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าการที่ทั้งห้าคนเฝ้าตอไม้รอกระต่ายอยู่ที่เดิมเป็นวิธีที่ชาญฉลาดมาก
ไม่อย่างนั้นถ้าเยี่ยเว่ยหมิงฆ่าอวิ๋นหวาซั่งเซียนได้ก่อนที่ตัวเองจะถูกพวกเขาฟันร่าง ก็จบภารกิจไล่สังหารได้ล่วงหน้า
เช่นนั้นต่อให้ในภายหลังพวกเขาหั่นร่างเยี่ยเว่ยหมิงเป็นแปดชิ้น ก็ถือว่าแพ้อยู่ดี!
ดังนั้น พวกเขาต้องรับประกันว่าฆ่าเยี่ยเว่ยหมิงได้โดยที่อวิ๋นหวาซั่งเซียนยังปลอดภัย!
หากมองจากมุมนี้ กลยุทธ์ของพวกเขาก็ถือว่าฉลาดหลักแหลม
ทว่า แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่สองคนนั้นใช้ดาบและกระบี่ ในดวงตาเยี่ยเว่ยหมิงกลับอมยิ้มเหมือนคาดไว้แล้ว เท้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย ตอนที่เท้าขวาเหยียบพื้นกลับออกแรงมากขึ้นกะทันหัน ร่างทะยานขึ้นกลางอากาศ ใช้ความเร็วสุดขีดทะยานผ่านด้านบนตัวของทั้งสองไปโดยตรง
แปดก้าวไล่ทันคางคกแม้จะไม่ถนัดเรื่องกระโดดสูง แต่อาศัยท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ถ้าอยากจะทำให้ได้ก็ไม่มีปัญหา
แย่แล้ว!
ทั้งสองนึกไม่ถึงเลยว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเผชิญกับดาบกระบี่ผนึกรวมของพวกเขาแล้วจะใช้กลยุทธ์การต่อสู้แบบนี้ พวกเขาฝืนหยุดใช้กระบวนท่าดาบและกระบี่กลางคัน ต่างคนต่างเก็บอาวุธแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็ว ปกป้องจุดสำคัญบนร่างกายท่อนบนของตัวเองไว้
แต่ตอนที่ทั้งสองหมุนตัวกลับมา ถึงได้พบว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่มีท่าทีสนใจพวกเขาเลย
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงไปรับมือกับศัตรูระลอกที่สองข้างหน้าอวิ๋นหวาซั่งเซียนโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมาแล้ว พวกเขาก็คือคนธรรมดาเดินดินแห่งสำนักดาบโลหิต ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงจากตระกูลต้วนแห่งแคว้นต้าหลี่
ที่แท้ค่าสเตตัสท่าร่างสูงก็ทำตามอำเภอใจได้แบบนี้นี่เอง!
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงข้ามยอดฝีมือสองคนตรงหน้ามาหาตนโดยตรง คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงก็ลงมือพร้อมกัน คนหนึ่งใช้ดาบโลหิตฟันแนวขวาง อีกคนถือกระบี่แทงอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงใช้กระบี่โจมตี ก็เริ่มโคจรวิชาดรรชนีเอกสุริยันเงียบๆ แล้ว เตรียมปล่อยใส่เยี่ยเว่ยหมิงได้ทุกเมื่อ
ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงกล้ากระโดดข้ามหัวพวกเขาไปเหมือนก่อนหน้านี้ เขาก็มั่นใจว่าใช้เพียงนิ้วเดียวแตะเยี่ยเว่ยหมิงลงมาได้ จากนั้นก็รัวสับฟันร่าง!
สำหรับพวกเขาทั้งคู่ เรื่องที่ต้องทำตอนนี้ก็คือถ่วงเวลา ขอเพียงถ่วงเวลาได้แม้วินาทีเดียว ขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินที่อยู่ข้างหน้าก็จะกลับมาช่วยสนับสนุนได้ทันเวลา
ถึงตอนนั้น กลยุทธ์ที่พวกเขาใช้ได้ ก่อนหน้านี้บอกไปแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้ไม่พูดซ้ำอีกแล้ว
ทว่าครั้งนี้
ยามเผชิญหน้ากับการร่วมดักโจมตีของทั้งสอง เยี่ยเว่ยหมิงกลับซ่อนกระบี่อาญาสิทธิ์ไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันมือซ้ายก็ขยับฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้งเพื่อรับดาบและกระบี่ของสองคนนั้น
มังกรซ่อนกบดาน!
โฮก!
ท่ามกลางเสียงสัตว์ร้ายที่เหมือนมังกรดุคำราม กำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงก่อตัวเป็นพลังฝ่ามือรูปมังกรสีฟ้าระยิบระยับแล้ว มันถล่มไปบนดาบและกระบี่ในมือของสองคนนั้น!
พรึ่บ!
-2432
-2216
ภายใต้การโจมตีนี้ ทำให้เกิดตัวเลขดาเมจจำนวนมากสองกลุ่ม!
คนธรรมดาเดินดินกับต้วนอาทิตย์อัสดงไร้ซุ่มเสียงรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลเกินต้านที่ถ่ายทอดจากดาบและกระบี่มาถึงทั่วร่างกายของตัวเอง ภายใต้พลังมหาศาลกลุ่มนี้ ร่างกายของพวกเขากระเด็นถอยหลังอย่างควบคุมไม่ได้
ตอนที่ตัวลอยอยู่กลางอากาศพลันรู้สึกได้ว่ากำลังภายในที่เย็นเฉียบทะลุเข้ามาในเส้นลมปราณพิเศษแปดเส้นของพวกเขา แทบจะแช่แข็งน้ำเลือดของพวกเขาแล้ว!
หลังจากเหยียบลงพื้น ร่างกายที่แข็งทื่อของพวกเขาก็รักษาสมดุลไม่ได้ไปชั่วขณะ ล้มคะมำทันที
นึกไม่ถึงว่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’ กับแหวนหยกเย็นรวมกันแล้วจะได้ประสิทธิภาพดีขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างพอใจผลงานของตัวเอง ตัวพุ่งเข้าไปหาอวิ๋นหวาซั่งเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายที่อยู่ใกล้เขาที่สุดแล้ว!
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงกระโดดข้ามคู่ต่อสู้ของตัวเองไปสองคน โจมตีจนล้มคว่ำไปสองคนอย่างมิอาจต้านทาน แล้วพุ่งมาตรงหน้าตัวเองราวกับเป็นพระเจ้า อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็แทบตาถลนออกมา
โอ้ลูกพ่อ!
โอย ท่านอาจารย์จอมเอาเปรียบ คนที่ท่านให้ข้าไล่สังหารเป็นใครกันแน่!
ขณะที่กำลังตกตะลึง อวิ๋นหวาซั่งเซียนกลับไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้เสมอไป เพราะเขามีกระบวนท่าสุดท้ายที่ยังไม่งัดออกมาใช้
ตอนนี้เขาทำได้เพียงตั้งความหวังกับนิ้วที่เป็นเหมือนของล้ำค่าประจำตระกูลแล้ว
ขอเพียงนิ้วนี้โจมตีถูกเป้าหมาย ก็เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ได้!
แต่ถ้าถามว่าแพ้แล้วจะเป็นอย่างไร ไอรีน:เนื่องจากทันล่าสุดตามต้นทางจึงเหลือวันละ1ตอน
ด้วยสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ ทำให้เขาไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงตรงหน้าตัวเองแล้ว อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็กัดฟันกรอด จิ้มนิ้วออกไปหนึ่งทีตรงหัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงโดยตรง
ดรรชนีเย็นแปลง!
‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ที่อวิ๋นหวาซั่งเซียนได้รับถ่ายทอดมาจากเฉิงคุน ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล ตอนนี้มีเพียงหนึ่งกระบวนท่าเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพของมันกลับประจักษ์ชัดแจ้งต่อสายตาทุกคน แล้วเพื่อรับประกันว่านิ้วนี้จะโจมตีถูกเป้าหมาย ตอนที่เขาโจมตีออกมา ก็ได้เพิ่มความเร็วของท่าร่างและการโจมตีขึ้นเยอะด้วย!
ความเร็วของอวิ๋นหวาซั่งเซียนตอนนี้ ผู้เล่นเป็นยอดฝีมือทั่วไปไม่มีทางหลบได้ทันเวลาเลย
แต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้เล่นยอดฝีมือทั่วไปหรือ
ไม่ใช่!
ภายใต้ผลของ ‘เงาของเทพกระบี่’ แม้ความเร็วของอวิ๋นหวาซั่งเซียนเพิ่มขึ้น แต่ในสายตาของเขากลับเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ถึงขั้นทำให้เขารับมือไม่ไหว
หลังจากประมือกับเฉิงคุน เยี่ยเว่ยหมิงก็มีความเข้าใจต่อ ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ ในระดับหนึ่งแล้ว
เขารู้ว่ากระบวนท่านี้มีแต่ต้องโจมตีให้ถูกเป้าหมายเท่านั้น ถึงจะแช่แข็งเป้าหมายได้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขจำกัดเพิ่มเติมมากขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่นความแตกต่างด้านวิชาของทั้งสองฝ่าย ก็ต้องมีขีดจำกัดนี้แน่นอน แต่เขาก็ไม่อยากไปทดลองสิ่งเหล่านี้
เขาเพียงพลิกข้อมือซ้ายเงียบๆ ดีดลูกดีดเหล็กออกมา ก่อนที่ดรรชนีเย็นแปลงของอีกฝ่ายจะสัมผัสบนตัวเขา ลูกดีดเหล็กก็ถูกตรงหว่างคิ้วของอีกฝ่ายก่อนแล้ว โจมตีจนเกิดตัวเลขคริติคอลดาเมจที่เจิดจ้าสวยงาม
แกร๊ง!
-27366!
ท่ามกลางแสงสีขาวอ่อนละมุนที่ปกคลุมร่างกาย อวิ๋นหวาซั่งเซียนลอยขึ้นฟ้าอย่างเป็นอย่างการ!
ส่วนข้างหูของเยี่ยเว่ยหมิง ในที่สุดก็มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่รอมานานดังขึ้น
[ติ๊ง! คุณโจมตีสังหารผู้เล่นอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่ไล่สังหารคุณสำเร็จ ทำภารกิจ ‘ต่อต้านการไล่สังหาร’ สำเร็จล่วงหน้า ได้รับรางวัลภารกิจเป็น เพิ่มเลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ หนึ่งเลเวล!]
[ติ๊ง! ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของคุณเพิ่มเลเวลแล้ว ตอนนี้คือเลเวลสิบ!]
ตั้งแต่เยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัว ห้าคนที่อยู่ตรงหน้าก็ลงมือพร้อมกัน ‘เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ’ ‘วิชาดาบวิหคทอง’ ‘เคล็ดวิชาดาบโลหิต’ ‘เคล็ดกระบี่ตระกูลต้วน’ ‘ดรรชนีเย็นแปลง’ …กล่าวได้ว่าพวกเขาห้าคนทำเต็มที่ทุกวิถีทางแล้ว แต่กลับถ่วงเวลาเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว
ห้าคนนี้รวมตัวกันแล้วคิดว่าตัวเองเป็นกระบวนทัพที่พร้อมทั้งรุกทั้งรับ แต่ถูกเขาคนเดียวพุ่งโจมตีจนกระจัดกระจาย จากนั้นก็ปลิดชีพอวิ๋นหวาซั่งเซียนซึ่งเป็นเป้าหมายของขาตายคาที่
ในระหว่างนั้น เขาถึงขั้นยอมอ่อนข้อให้ห้าคนนี้ด้วยการใช้มือหนึ่งข้างกับกระบี่หนึ่งเล่ม
สำหรับเหตุการณ์นี้ สี่คนที่เผชิญหน้ากับบุคคลรับมือยากล้วนตะลึงค้างแล้ว!
จะว่าไป เจ้าก็ถือกระบี่ออกมาตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ อย่าบอกนะว่าถือเอาไว้เก๊กหล่ออย่างเดียว
ความจริงพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร
เมื่อครู่นี้ที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงเตรียมสองท่าไม้ตายใหญ่เอาไว้วัดตัวให้อวิ๋นหวาซั่งเซียน!
เขาซ่อนกระบี่ล้ำค่าไว้ข้างหลังมาจนกระทั่งตอนนี้ ก็เพราะเตรียมใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’ ที่เป็นหนึ่งในท่าไม้ตายของเขา
อย่างไรเสีย ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ แม้จะมีประสิทธิภาพแข็งแรง แต่เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ปกติ ถ้าคิดจะโจมตีให้ถูกเป้าหมายซึ่งๆ หน้าก็ไม่ง่ายอยู่ดี โดยเฉพาะยอดฝีมืออย่างอวิ๋นหวาซั่งเซียน มีโอกาสมากที่อีกฝ่ายจะต้านไหวหรือไม่ก็หลบได้
ดังนั้น เมื่อครู่หากอวิ๋นหวาซั่งเซียนใช้กระบวนท่ากระบี่ที่ปล่อยออกไปและเก็บกลับมาได้โจมตี เขาจะต้องใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’ จัดการกับอีกฝ่าย แต่ถ้าอีกฝ่ายเดิมพันด้วยดรรชนีเย็นแปลง เช่นนั้นก็ต้องใช้ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ทักทายอีกฝ่ายแล้ว
ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็ต้องตาย!
เขาไม่รีบร้อนดูค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เลเวลเต็มแล้ว แต่กลับหันกลับมาช้าๆ มองคู่ต่อสู้สี่คนที่เข้ามาล้อมตนไว้อีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าสังหารอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็เพียงเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับที่พวกเจ้าสู้กับข้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ…
…และการสู้กับพวกเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับข้า ดังนั้นข้าไม่อยากประมือกับพวกเจ้า…
…ถ้าพวกเจ้าไม่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องข้าก่อน”
พอสี่คนนี้ได้ยิน ก็แยกกันไปล้อมเยี่ยเว่ยหมิงไว้สองฝั่งซ้ายขวาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างระแวดระวัง สายตาจ้องมองอย่างไม่ประมาทพร้อมถอยหลังไปด้วย จนกระทั่งถอยไปถึงตำแหน่งที่ม้ายืนอยู่ ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถึงได้ตะโกนบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”
พอพูดจบ ทั้งสี่คนก็จูงม้าห้าตัวจากไปเงียบๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบขึ้นมา เพื่อดู ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ถึงระดับสมบูรณ์แล้ว
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
เลเวล: 10
ค่าประสบการณ์: …
สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุนฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล
พลังชีวิต +2500
กำลังภายใน +6000
ความแข็งแกร่ง +320
พละกำลัง +320
ท่าร่าง +320
ความว่องไว +320
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เคล็ดชำระปราณ
เคล็ดชำระปราณ: ดูดซับพลังปราณฟ้าดินป้อนใส่ตัวเอง เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ จะได้ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายใน 50% ของสถานะนั่งสมาธิ!
หยินหยางสมดุล: ปรับเปลี่ยนหยินหยางของกำลังภายในตัวเองได้ทุกเมื่อ สมใจอยากปรารถนาทุกประการ
……
หมายความว่าอะไร
ไม่เหมือนกับ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่มีข้อมูลแนะนำอย่างง่ายๆ และได้ผลลัพธ์เร็ว ข้อมูลแนะนำของ ‘หยินหยางสมดุล’ กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอ่านจนหน้างง
ลองนึกย้อนถึงข้อมูลที่ตัวเองรู้ตอนนี้อย่างละเอียด รวมทั้งกลยุทธ์ ‘ยิ้มเย้ยยุทธภพ’ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ ที่อินปู้คุยให้มาก่อนหน้านี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่พบบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
ด้วยความจนใจนี้ เขาทำได้เพียงเลิกคิดวนเวียน เตรียมจะกลับไปถามหวงโส่วจุนผู้ที่มีความรู้ล้ำลึก
กลับเป็นค่าสเตตัสของวิชานี้ที่ยอดเยี่ยมมากหลังเพิ่มจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ พลังชีวิตเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเดิม 700 แต้ม กำลังภายในเพิ่มขึ้น 1500 แต้ม!
นอกจากนี้ ค่าสเตตัสอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นรายการจะห้าสิบแต้มเช่นกัน เรียกว่าโหดมากจริงๆ!
เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีค่าสเตตัส ‘หยินหยางสมดุล’ เพิ่มมา อาศัยแค่โบนัสค่าสเตตัสยอดเยี่ยมนี้อย่างเดียว เขาก็ไม่ขาดทุนแล้ว
พอเขาหันกลับไป ตอนนี้เฟยอวี๋ขี่ม้าออกจากที่ซ่อนตัวในป่าก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็ถามพร้อมรอยยิ้ม “ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงที่ตอนนี้มีหยินหยางสมดุลอารมณ์ดีมาก ได้ยินแล้วพยักหน้าขานรับ ก่อนจะส่งคำขอซื้อขายให้เฟยอวี๋ทันที คิดบัญชีอย่างตรงไปตรงมาแล้วถือโอกาสถาม “ต่อไปเจ้าคิดจะทำอะไร อยู่ล่าสัตว์ที่นี่ หรือกลับไปทำภารกิจของเจ้าต่อ”
“ข้าก็ต้องกลับไปล่าสัตว์ต่ออยู่แล้ว!” เฟยอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ข้าออกเงินเช่าม้ากับกระบอกเก็บลูกธนูเองเลยนะ ถ้าไม่ใช้งานพวกมัน ข้าก็รู้สึกขาดทุนแย่”
ค่าตั๋วเข้าสนามล่าสัตว์ของพวกเขาสองคน เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเป็นคนออกเงิน ถึงอย่างไรเฟยอวี๋ก็มาเพื่อช่วยเขาทำภารกิจ จะให้หักเงินนี้จากค่าแรงสองร้อยเหรียญทองก็ไม่ใช่เรื่อง
ม้าและลูกธนูไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับการทำภารกิจ ล้วนเป็นของที่เฟยอวี๋ออกเงินเช่าเอง
มองออกเลยว่าเขาชอบกิจกรรมบันเทิงอย่างการล่าสัตว์มากจริงๆ
ที่จริงเขาเช่าชุดล่าสัตว์ระดับต้นมาทั้งชุด เพียงแต่เขาไม่ชอบธนูล่าสัตว์ขยะคันนั้น เพราะ ‘วิชาธนู’ ที่ติดมากับธนูยังได้ผลไม่ดีเท่าวิชาธนูของเฟยอวี๋เอง แต่ม้าที่แถมวิชาขี่ม้ามาให้กับกระบอกเก็บลูกธนูที่มีลูกธนูไม่จำกัดก็ใช้งานได้ดีมาก น่าเสียดายที่เช่าแค่อย่างเดียวไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเช่ามาทั้งชุด จากนั้นก็โยนธนูเส็งเคร็งคันนั้นเข้ากระเป๋าสัมภาระ
พูดตามตรงว่าสถานการณ์ของเฟยอวี๋เหมาะกับการล่าสัตว์มากจริงๆ
วิชาธนูของเขาเลเวลไม่ต่ำ เขาเลือกเป็นวิชารองที่ฝึก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีทักษะระดับกลางแล้ว ประกอบกับทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเขาอีก เขาก็เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์แห่งนี้ได้อย่างอิสระเสรีมากจริงๆ
เมื่อเปิดใช้เอฟเฟ็กต์ของทักษะ ขอบเขตการสืบเสาะก็ใหญ่กว่าใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ที่มีค่าเช่าหนึ่งพันเหรียญทองต่อวันอีก เหมือนเปิดระบบโกงในเกมล่าสัตว์!
หลังจากบอกลาเฟยอวี๋แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์เสียเลย แล้วโค้งเอวลง ใช้วิธีวิ่งแบบ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ จากวิชาตัวเบาแปดก้าวไล่ทันคางคกเลเวล 7 (+1) ทั้งตัวเหมือนแมวป่าที่หลุดจากเชือก วิ่งไปที่ขอบสนามล่าสัตว์อย่างรวดเร็วเหมือนบิน ไปหา NPC ที่รับหน้าที่ส่งออกไป
หลังจาก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มเป็นเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์ ความเร็วของเยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้หลายส่วน
ความเร็วแบบนี้ เฟยอวี๋ที่นั่งอยู่บนม้าเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มใช้จิตวิญญาณของอาคิว[1]ปลอบใจตัวเอง “วิ่งเร็วแล้วมีประโยชน์อะไร ท่าทางน่าเกลียดจะตาย เก่งไม่เก่งเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ความหล่อต่างหากที่จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต!”
……
หลังจากนั้นพักหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยท่าร่างที่ค่าสเตตัสสูงมากของเขามาถึงจุดที่นัดเจอกับพวกถังซานไฉ่ คนอื่นๆ มาถึงตั้งนานแล้ว กำลังรอเขาคนเดียว
แต่คนที่ชอบรวยเงียบๆ อย่างเขาไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองอัปเลเวลกำลังภายในระดับสูงจนถึงระดับสมบูรณ์ได้อย่างราบรื่น เพียงนำกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายลับออกมาจากหน้าอก แล้วเข้าประเด็นทันที “เรื่องด่วนของพวกเราตอนนี้ ก็คือปรึกษากันว่าต่อไปจะส่งจดหมายภารกิจนี้อย่างไร”
“ไม่ใช่ว่าส่งจดหมายไปที่สำนักคุนหลุนโดยตรง จากนั้นก็ถือโอกาสรับรางวัลภารกิจหรอกหรือ” หนิวจื้อชุนถาม
ตอนนี้หนิวจื้อชุนอยากได้รางวัลภารกิจจนแทบอดทนรอไม่ไหว จะได้ชดเชยค่าวีรบุรุษที่เขาเสียไปก่อนหน้านี้
ฉางซิงอวี่มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยแววตาล้ำลึกแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างไม่จริงจังว่า “ถ้าแค่ต้องการไปส่งจดหมาย ข้าว่าก่อนที่สหายเยี่ยจะไปจัดการธุระส่วนตัว ก็คงไม่เลือกสถานที่นัดพบเป็นที่นี่หรอก…
…เพราะถ้าไปคุนหลุนโดยตรง วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือนั่งรถม้าที่จุดพักม้า”
ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาพิจารณาถึงปัญหานี้มาก่อนเช่นกัน
การวิ่งเต้นทำธุระโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สไตล์ของเยี่ยเว่ยหมิง
ชั่วขณะนั้น สายตาทุกคนก็ไปรวมอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว กำลังสงสัยว่าเขามีแผนการอะไรกันแน่
ส่วนฉางซิงอวี่ก็เป็นคนแรกที่คาดเดาอย่างกล้าหาญ “ก่อนตายฟ่านเหยาบอกไว้ว่าราชสำนักมองโกลส่งยอดฝีมืออกมาหมดเพื่อล้อมสังหารไป๋ลู่จื่อ เจ้าสำนักคุนหลุนที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิต ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งตะวันตกของเมืองสามสิบลี้ หากเดาไม่ผิด สหายเยี่ยอยากจะตรงไปที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิตเพื่อช่วยคนออกมา!…
…แต่ขออภัยที่ข้าพูดตรงๆ” พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉางซิงอวี่ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตั้งแต่กล่องเหล็กนี้มาอยู่ในมือพวกเรา จนป่านนี้ก็เป็นเวลาสองชั่วยามแล้ว เจ้าคิดว่าถ้าพวกเราตามไปตอนนี้ ยังจะตามทันอยู่หรือ…
…ยิ่งไปกว่านั้น สหายเยี่ยแค่เตรียมจะไปเก็บศพพวกเขาอย่างนั้นหรือ”
[1] จิตวิญญาณของอาคิว “阿Q精神” มาจากนิยายรายตอนของหลู่ซวิ่น มักใช้เป็นคำเยาะเย้ยเพื่ออธิบายคนที่เลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลอกตัวเอง
เขาไม่รีบร้อนดูค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เลเวลเต็มแล้ว แต่กลับหันกลับมาช้าๆ มองคู่ต่อสู้สี่คนที่เข้ามาล้อมตนไว้อีกครั้ง แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าสังหารอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็เพียงเพื่อทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ก็เหมือนกับที่พวกเจ้าสู้กับข้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ…
…และการสู้กับพวกเจ้า ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับข้า ดังนั้นข้าไม่อยากประมือกับพวกเจ้า…
…ถ้าพวกเจ้าไม่เป็นฝ่ายมาหาเรื่องข้าก่อน”
พอสี่คนนี้ได้ยิน ก็แยกกันไปล้อมเยี่ยเว่ยหมิงไว้สองฝั่งซ้ายขวาอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินอ้อมไปอีกฝั่งของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างระแวดระวัง สายตาจ้องมองอย่างไม่ประมาทพร้อมถอยหลังไปด้วย จนกระทั่งถอยไปถึงตำแหน่งที่ม้ายืนอยู่ ขุนเขาลำธารย่อมพานพบถึงได้ตะโกนบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่รบกวนแล้ว ลาก่อน”
พอพูดจบ ทั้งสี่คนก็จูงม้าห้าตัวจากไปเงียบๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบขึ้นมา เพื่อดู ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ถึงระดับสมบูรณ์แล้ว
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
เลเวล: 10
ค่าประสบการณ์: …
สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุนฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล
พลังชีวิต +2500
กำลังภายใน +6000
ความแข็งแกร่ง +320
พละกำลัง +320
ท่าร่าง +320
ความว่องไว +320
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เคล็ดชำระปราณ
เคล็ดชำระปราณ: ดูดซับพลังปราณฟ้าดินป้อนใส่ตัวเอง เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ จะได้ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายใน 50% ของสถานะนั่งสมาธิ!
หยินหยางสมดุล: ปรับเปลี่ยนหยินหยางของกำลังภายในตัวเองได้ทุกเมื่อ สมใจอยากปรารถนาทุกประการ
……
หมายความว่าอะไร
ไม่เหมือนกับ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่มีข้อมูลแนะนำอย่างง่ายๆ และได้ผลลัพธ์เร็ว ข้อมูลแนะนำของ ‘หยินหยางสมดุล’ กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอ่านจนหน้างง
ลองนึกย้อนถึงข้อมูลที่ตัวเองรู้ตอนนี้อย่างละเอียด รวมทั้งกลยุทธ์ ‘ยิ้มเย้ยยุทธภพ’ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ ที่อินปู้คุยให้มาก่อนหน้านี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่พบบันทึกใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
ด้วยความจนใจนี้ เขาทำได้เพียงเลิกคิดวนเวียน เตรียมจะกลับไปถามหวงโส่วจุนผู้ที่มีความรู้ล้ำลึก
กลับเป็นค่าสเตตัสของวิชานี้ที่ยอดเยี่ยมมากหลังเพิ่มจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ พลังชีวิตเพิ่มขึ้นจากพื้นฐานเดิม 700 แต้ม กำลังภายในเพิ่มขึ้น 1500 แต้ม!
นอกจากนี้ ค่าสเตตัสอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นรายการจะห้าสิบแต้มเช่นกัน เรียกว่าโหดมากจริงๆ!
เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าต่อให้ไม่มีค่าสเตตัส ‘หยินหยางสมดุล’ เพิ่มมา อาศัยแค่โบนัสค่าสเตตัสยอดเยี่ยมนี้อย่างเดียว เขาก็ไม่ขาดทุนแล้ว
พอเขาหันกลับไป ตอนนี้เฟยอวี๋ขี่ม้าออกจากที่ซ่อนตัวในป่าก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็ถามพร้อมรอยยิ้ม “ภารกิจเสร็จสิ้นแล้วหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงที่ตอนนี้มีหยินหยางสมดุลอารมณ์ดีมาก ได้ยินแล้วพยักหน้าขานรับ ก่อนจะส่งคำขอซื้อขายให้เฟยอวี๋ทันที คิดบัญชีอย่างตรงไปตรงมาแล้วถือโอกาสถาม “ต่อไปเจ้าคิดจะทำอะไร อยู่ล่าสัตว์ที่นี่ หรือกลับไปทำภารกิจของเจ้าต่อ”
“ข้าก็ต้องกลับไปล่าสัตว์ต่ออยู่แล้ว!” เฟยอวี๋ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ข้าออกเงินเช่าม้ากับกระบอกเก็บลูกธนูเองเลยนะ ถ้าไม่ใช้งานพวกมัน ข้าก็รู้สึกขาดทุนแย่”
ค่าตั๋วเข้าสนามล่าสัตว์ของพวกเขาสองคน เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเป็นคนออกเงิน ถึงอย่างไรเฟยอวี๋ก็มาเพื่อช่วยเขาทำภารกิจ จะให้หักเงินนี้จากค่าแรงสองร้อยเหรียญทองก็ไม่ใช่เรื่อง
ม้าและลูกธนูไม่ใช่ของจำเป็นสำหรับการทำภารกิจ ล้วนเป็นของที่เฟยอวี๋ออกเงินเช่าเอง
มองออกเลยว่าเขาชอบกิจกรรมบันเทิงอย่างการล่าสัตว์มากจริงๆ
ที่จริงเขาเช่าชุดล่าสัตว์ระดับต้นมาทั้งชุด เพียงแต่เขาไม่ชอบธนูล่าสัตว์ขยะคันนั้น เพราะ ‘วิชาธนู’ ที่ติดมากับธนูยังได้ผลไม่ดีเท่าวิชาธนูของเฟยอวี๋เอง แต่ม้าที่แถมวิชาขี่ม้ามาให้กับกระบอกเก็บลูกธนูที่มีลูกธนูไม่จำกัดก็ใช้งานได้ดีมาก น่าเสียดายที่เช่าแค่อย่างเดียวไม่ได้ เขาจึงทำได้เพียงเช่ามาทั้งชุด จากนั้นก็โยนธนูเส็งเคร็งคันนั้นเข้ากระเป๋าสัมภาระ
พูดตามตรงว่าสถานการณ์ของเฟยอวี๋เหมาะกับการล่าสัตว์มากจริงๆ
วิชาธนูของเขาเลเวลไม่ต่ำ เขาเลือกเป็นวิชารองที่ฝึก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีทักษะระดับกลางแล้ว ประกอบกับทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเขาอีก เขาก็เล่นอยู่ในสนามล่าสัตว์แห่งนี้ได้อย่างอิสระเสรีมากจริงๆ
เมื่อเปิดใช้เอฟเฟ็กต์ของทักษะ ขอบเขตการสืบเสาะก็ใหญ่กว่าใช้เหยี่ยวล่าสัตว์ที่มีค่าเช่าหนึ่งพันเหรียญทองต่อวันอีก เหมือนเปิดระบบโกงในเกมล่าสัตว์!
หลังจากบอกลาเฟยอวี๋แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์เสียเลย แล้วโค้งเอวลง ใช้วิธีวิ่งแบบ ‘หัวเข่าเคาะหน้าอก ส้นเท้าเตะแก้มก้น’ จากวิชาตัวเบาแปดก้าวไล่ทันคางคกเลเวล 7 (+1) ทั้งตัวเหมือนแมวป่าที่หลุดจากเชือก วิ่งไปที่ขอบสนามล่าสัตว์อย่างรวดเร็วเหมือนบิน ไปหา NPC ที่รับหน้าที่ส่งออกไป
หลังจาก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เพิ่มเป็นเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์ ความเร็วของเยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้หลายส่วน
ความเร็วแบบนี้ เฟยอวี๋ที่นั่งอยู่บนม้าเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ
แต่ไม่นานเขาก็เริ่มใช้จิตวิญญาณของอาคิว[1]ปลอบใจตัวเอง “วิ่งเร็วแล้วมีประโยชน์อะไร ท่าทางน่าเกลียดจะตาย เก่งไม่เก่งเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ความหล่อต่างหากที่จะอยู่กับเราไปทั้งชีวิต!”
……
หลังจากนั้นพักหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยท่าร่างที่ค่าสเตตัสสูงมากของเขามาถึงจุดที่นัดเจอกับพวกถังซานไฉ่ คนอื่นๆ มาถึงตั้งนานแล้ว กำลังรอเขาคนเดียว
แต่คนที่ชอบรวยเงียบๆ อย่างเขาไม่ได้บอกเรื่องที่ตัวเองอัปเลเวลกำลังภายในระดับสูงจนถึงระดับสมบูรณ์ได้อย่างราบรื่น เพียงนำกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายลับออกมาจากหน้าอก แล้วเข้าประเด็นทันที “เรื่องด่วนของพวกเราตอนนี้ ก็คือปรึกษากันว่าต่อไปจะส่งจดหมายภารกิจนี้อย่างไร”
“ไม่ใช่ว่าส่งจดหมายไปที่สำนักคุนหลุนโดยตรง จากนั้นก็ถือโอกาสรับรางวัลภารกิจหรอกหรือ” หนิวจื้อชุนถาม
ตอนนี้หนิวจื้อชุนอยากได้รางวัลภารกิจจนแทบอดทนรอไม่ไหว จะได้ชดเชยค่าวีรบุรุษที่เขาเสียไปก่อนหน้านี้
ฉางซิงอวี่มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยแววตาล้ำลึกแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างไม่จริงจังว่า “ถ้าแค่ต้องการไปส่งจดหมาย ข้าว่าก่อนที่สหายเยี่ยจะไปจัดการธุระส่วนตัว ก็คงไม่เลือกสถานที่นัดพบเป็นที่นี่หรอก…
…เพราะถ้าไปคุนหลุนโดยตรง วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือนั่งรถม้าที่จุดพักม้า”
ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาพิจารณาถึงปัญหานี้มาก่อนเช่นกัน
การวิ่งเต้นทำธุระโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สไตล์ของเยี่ยเว่ยหมิง
ชั่วขณะนั้น สายตาทุกคนก็ไปรวมอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว กำลังสงสัยว่าเขามีแผนการอะไรกันแน่
ส่วนฉางซิงอวี่ก็เป็นคนแรกที่คาดเดาอย่างกล้าหาญ “ก่อนตายฟ่านเหยาบอกไว้ว่าราชสำนักมองโกลส่งยอดฝีมืออกมาหมดเพื่อล้อมสังหารไป๋ลู่จื่อ เจ้าสำนักคุนหลุนที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิต ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งตะวันตกของเมืองสามสิบลี้ หากเดาไม่ผิด สหายเยี่ยอยากจะตรงไปที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิตเพื่อช่วยคนออกมา!…
…แต่ขออภัยที่ข้าพูดตรงๆ” พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ฉางซิงอวี่ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตั้งแต่กล่องเหล็กนี้มาอยู่ในมือพวกเรา จนป่านนี้ก็เป็นเวลาสองชั่วยามแล้ว เจ้าคิดว่าถ้าพวกเราตามไปตอนนี้ ยังจะตามทันอยู่หรือ…
…ยิ่งไปกว่านั้น สหายเยี่ยแค่เตรียมจะไปเก็บศพพวกเขาอย่างนั้นหรือ”
[1] จิตวิญญาณของอาคิว “阿Q精神” มาจากนิยายรายตอนของหลู่ซวิ่น มักใช้เป็นคำเยาะเย้ยเพื่ออธิบายคนที่เลือกที่จะไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงและหลอกตัวเอง