วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

271-275

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 271ถึง275

ตรงปลายถนนใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านเทพสุรา ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็หยุดเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว คนหนึ่งใช้สองมือยันหัวเข่าตัวเองไว้ อีกคนพิงกำแพงรั้วอิฐสีดำของบ้านคน ปากกำลังอ้ากว้างเพื่อหอบหายใจพร้อมกัน หายใจสูดอากาศบริสุทธิ์ริมถนนอย่างกระหาย

ผ่านไปพักใหญ่ ผู้เล่นยอดฝีมือสองคนนี้ถึงได้ฟื้นฟูตัวเองจากสถานะด้านลบที่เกิดขึ้นเพราะ ‘ข้าวหนึ่งกระสอบ’

น้องดาบบอกว่า “มือปราบหน้าเหม็น นี่เจ้าเล่นลูกไม้อะไรอีก เมื่อครู่นี้ให้ข้าสังหารสือจงอวี้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ เดิมทีข้าเตรียมจะทดสอบสักหน่อยว่าหลังจากใช้ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ขยุ้มกบาลเขาจนตายแล้ว ผลลัพธ์จะเหมือนกับในข้อมูลแนะนำหรือเปล่า”

สำหรับลักษณะพิเศษของ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ น้องดาบคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเยี่ยเว่ยหมิง

เพราะนางแน่ใจมาก ว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ให้โอกาสนางขยุ้มศีรษะเขาเด็ดขาด ต่อให้ขยุ้มได้แล้วจริงๆ แต่ด้วยค่าสเตตัสที่อันธพาลกว่า BOSS ของเยี่ยเว่ยหมิง นางก็เจาะกะโหลกเขาไม่ได้อยู่ดี

สำหรับคำถามของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงถามกลับว่า “คนในยุทธภพให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีหน้าตาที่สุด หากประมุขพรรคฉางเล่อถูกพวกเราสังหารตายที่โรงเตี๊ยม เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี พวกเขาไม่มีทางเลิกจองเวรพวกเราแน่นอน ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่มีใครชอบประมุขพรรคคนนี้ แต่ก็ต้องล้างแค้นเพื่อเขาแน่ ถ้าหาพวกเราไม่เจอ พวกเขาก็ทำได้เพียงจับพ่อลูกตระกูลจั่วมาเป็นแพะรับบาป แล้วสุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับของพวกเรา…”

น้องดาบได้ฟังแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ “อย่าบอกนะว่าตอนนี้พวกเราไล่สังหารเขา แล้วพรรคฉางเล่อจะไม่ไปล้างแค้นพ่อลูกตระกูลจั่ว”

เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างมั่นใจมาก “ถ้าตัวการของพวกเขาฉลาดมากพอ จะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด”

น้องดาบขมวดคิ้ว “เจ้ามั่นใจหรือเปล่าว่าจะทำให้พวกเขาตายอย่างไร้ร่องรอย ถึงขั้นไม่ให้เกี่ยวโยงมาถึงตัวพวกเราสองคนได้”

“พวกเขาจะรู้หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” เมื่อเห็นน้องดาบยังไม่เข้าใจเจตนาของตนเท่าไร เยี่ยเว่ยหมิงจึงอธิบายต่อ “ประการแรก ในระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ข้าสังเกตเห็นว่าพวกลูกสมุนของเฉินชงจือกับพรรคฉางเล่อมองสือจงอวี้ด้วยสายตาแปลกมาก ที่รู้ๆ คือไม่ได้นับถือจากใจจริงแน่นอน เป็นสายตาที่ไม่พอใจมาก…

…สิ่งนี้กำลังอธิบายว่า สือจงอวี้ไม่ได้รับความนิยมในพรรคฉางเล่อ กอปรกับทักษะยุทธ์ยอดแย่ที่อืดอาดยืดยาดของเขา เป็นประมุขพรรคได้เพราะมีเงื่อนงำบางอย่างแน่นอน” เขาชะงักไปครู่เดียว แล้วพูดต่อว่า “แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นก็คือหากเขาตายแล้วจริงๆ เกรงว่าคงไม่มีใครยินดีล้างแค้นเพื่อเขาจากใจจริง โดยเฉพาะหากต้องล่วงเกินพวกเราสองคนเพราะเรื่องนี้…

…ดังนั้น ตราบใดที่หาข้ออ้างที่ฟังขึ้นให้พวกเขาได้ ข้าคิดว่าคนของพรรคฉางเล่อก็ยินดีจะปิดตาหนึ่งข้าง ด้านหนึ่งก็ตะโกนว่าจะสืบหาคนร้ายและล้างแค้นให้ประมุขพรรค อีกด้านหนึ่งก็เลือกประมุขพรรคคนต่อไปอย่างตื่นเต้นดีใจ…

…และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นใจว่าจะมองข้ามการล้างแค้นของพวกเราสองคนได้ พวกเขาไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายการล้างแค้นไปที่สองพ่อลูกตระกูลจั่วง่ายๆ แน่นอน เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว กลับต้องแบบรับความเสี่ยงและปัญหาใหญ่ด้วย!”

เมื่อได้ฟังแผนการในใจของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบกลับพยักหน้าอย่างโล่งอก

เป็นอย่างที่คาดไว้ นี่ต่างหากคือเยี่ยเว่ยหมิงที่ตนรู้จัก

ส่วนที่บอกว่าเวลาที่อภัยคนได้พึงให้อภัยอะไรนั่น ก็เป็นเพียงข้ออ้างยามจำเป็นเท่านั้น

ไปคิดเป็นจริงเป็นจังไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อรู้สึกได้ว่าการหายใจคงที่แล้ว น้องดาบก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “บอกแผนการของเจ้ามาโดยละเอียด จะไล่ตามไปสังหาร หรือจะเฝ้าตอไม้รอกระต่าย[1]”

“คำแนะนำของข้าก็คือทำสองอย่าง!” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าว “เจ้าไปดักซุ่มอยู่ตรงทางที่พรรคฉางเล่อต้องผ่านก่อน ส่วนข้าจะไล่ฆ่าตามไปข้างหลัง มีเพียงการทำอย่างนี้ ถึงจะรับประกันได้มากที่สุดว่าอีกฝ่ายจะไม่รอดเงื้อมมือพวกเราไปได้…

…อย่างไรเสีย หากมีคนเห็นพวกเราสังหารสือจงอวี้มากเกินไป ต่อให้อีกฝ่ายอยากแกล้งโง่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก…

…ในเมื่อต้องการความร่วมมือจากอีกฝ่าย เช่นนั้นก็ต้องให้เงื่อนไขที่เอื้อต่อการร่วมมือกับพวกเขา มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้น การร่วมมือกันถึงจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

สำหรับคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบย่อมไม่มีความเห็นแย้งใดๆ นำแผนที่ที่ซื้อไว้ตอนมาเจิ้นเจียงครั้งแรกออกมา หลังจากหาตำแหน่งดักซุ่มที่พอใจได้แล้ว ก็หันไปบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “คำถามสุดท้าย เจ้าจะไล่สังหารสือจงอวี้อย่างไร หรือเจ้ามีวิธีสะกดรอยตามเขา”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย พลิกฝ่ามือเผยของชิ้นหนึ่ง เป็นแขนเสื้อที่น้องดาบใช้ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ฉีกมาจากตัวสือจงอวี้ก่อนหน้านี้ เขาแอบเก็บมันไว้อย่างแนบเนียนแล้ว

จากนั้นนางก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงกวักมืออย่างขอไปที อาหวงที่ไม่ได้เจอกันนานถูกเรียกออกมาแล้ว

ตอนที่นำแขนเสื้อของสือจงอวี้ไปจ่อตรงจมูกอาหวง เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวยิ้มๆ “ข้ามีหมา”

น้องดาบเห็นสถานการณ์แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก หลังจากพยักหน้าให้เขา ก็ใช้ท่าร่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ ทันที หลังจากส่ายก้นวนไปวนมาอยู่ตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงหลายรอบ ถึงได้หายไปจากหัวมุมถนนที่อยู่ไกลๆ

จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่า เหมือนนางจงใจแกล้งให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียน?

ไม่สนใจนิสัยเด็กๆ ของน้องสาวคนนี้ พอเยี่ยเว่ยหมิงเห็นอาหวงส่ายหางวิ่งไปยังทิศทางหนึ่งแล้ว เขาก็ตามหลังมันไปอย่างไม่รีบร้อนทันที

แม้อาหวงจะไม่ได้วิ่งเร็วมาก แต่สือจงอวี้กับเฉินชงจือที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็วิ่งเร็วไม่ได้เหมือนกัน

เยี่ยเว่ยหมิงมั่นใจว่าจะไปถึงก่อนจุดดักซุ่มของน้องดาบ ไล่ตามอีกฝ่ายไปก่อน แล้วค่อยลอบสังหาร

หลังจากกำจัดกำลังส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายแล้ว ก็ค่อยตีขนาบสองด้านพร้อมกับน้องดาบ เท่านี้ก็จะกำจัดทิ้งหมดทั้งกลุ่มได้แล้ว

ตามอาหวงมาตลอดทางจนผ่านถนนสองสาย เยี่ยเว่ยหมิงกลับพบว่าอาหวงลังเลอยู่ตรงสี่แยกแห่งหนึ่งครู่เดียว จากนั้นมันก็วิ่งไปทางตลาด

เยี่ยเว่ยหมิงไม่สงสัยอย่างอื่น ตามหลังมันไปทันที

หลังจากผ่านไปครู่เดียว กลับพบว่าความเร็วของอาหวงเพิ่มขึ้นเยอะมาก จากนั้นก็วิ่งไปทางเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายปล่อมผมคนหนึ่ง

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วในใจรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย อย่าบอกนะว่าจมูกหมาก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน

แต่พอเห็นโฉมหน้าของเด็กหนุ่มที่ปล่อยผมคนนั้นแล้ว ในใจกลับกดไลก์ให้อาหวงทันที

ในที่สุดเขาก็รู้แล้ว ว่าตอนถึงสี่แยกก่อนหน้านี้อาหวงลังเลเพราะอะไร

ที่แท้สือจงอวี้นั่นก็เดาได้แล้วว่าตนกับน้องดาบคงไม่ปล่อยเขาไปจริงๆ จึงแยกกับลูกน้องตัวเอง ถึงขั้นนำเสื้อผ้าของตัวเองให้ลูกน้องใส่ ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนใส่ชุดที่ไม่สะดุดตา ถึงขั้นใส่ชุดผ้าฝ้ายที่ดูขาดรุ่งริ่งนิดหน่อย แล้วก็ทำผมกระเซิง หวังจะใช้วิธีปะปนเข้าไปในฝูงชน

ต้องบอกเลยว่าสือจงอวี้คนนี้เจ้าเล่ห์จริง

แต่ต่อให้เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างไร สุดท้ายก็สู้อาหวงหมาบ้านข้าไม่ได้อยู่ดี!

หลังจากแน่ใจตัวตนของอีกฝ่ายแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินไปทางซ้ายสามก้าวทันที หลังจากเลือกมุมที่จะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์แล้ว เขาก็พลิกฝ่ามือยิงลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสีออกมา

แกร๊ง!

ลำแสงเจ็ดสียิงออกจากระหว่างนิ้วของเยี่ยเว่ยหมิง ตรงไปยังหว่างคิ้วของสือจงอวี้!

ทว่า เรื่องที่เหนือความคาดหมายของเยี่ยเว่ยหมิงกลับเกิดขึ้นแล้ว

แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เขายิงอาวุธลับออกไป กลับเห็นชายชราชุดเขียวคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายสือจงอวี้ก็พลิกฝ่ามือเช่นกัน เหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งถูกเขาคีบไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือ จากนั้นยิงออกมาทางที่ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสียิงมา ทำให้เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังเสียดหู

แกร๊ง!

เพล้ง!

ท่ามกลางเสียงตีกระทบที่ดังชัดเจน ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสีของเยี่ยเว่ยหมิงแตกกระจายเป็นฝุ่นผงทันที ส่วนเหรียญทองแดงของอีกฝ่ายก็แตกกระจายเช่นกัน ไม่เหลือเศษซาก!

วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เจอกัน โจมตีหนึ่งครั้งเสียหายทั้งคู่!

[1] เฝ้าตอไม้รอกระต่าย 守株待兔 อุปมาว่ารอผลลัพธ์โดยไม่ลงแรง

วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!

สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงประหลาดใจก็คือ ทักษะยุทธ์ที่ชายชราชุดเขียวคนนั้นใช้ ตกลงแล้วเป็นวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันหรือเปล่า!

จะว่าไป ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ คือสุดยอดทักษะเฉพาะของหวงเย่าซือไม่ใช่หรอกหรือ ทำไมเขาถึงใช้เป็น

อย่าบอกนะว่าชายชราชุดเขียวที่อยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นผู้สืบทอดของเกาะดอกท้อเหมือนกัน

ท่ามกลางความฉงน เยี่ยเว่ยหมิงอดมองชายชราชุดเขียวที่ใช้อาวุธลับไม่ได้ เขาสวมชุดคลุมยาวสีเขียว หนวดสั้น อายุประมาณห้าสิบ ใบหน้าแห้งตอบ มีไอสีเขียวจางๆ ชั้นหนึ่งบนใบหน้าเขา บนศีรษะแสดงข้อมูลของบอสที่ทำให้คนเห็นรู้สึกไร้ความสามารถ

[เซี่ยเยียนเค่อ]

ยอดฝีมือบู๊ลิ้มที่ทั้งดีทั้งร้าย ได้ชื่อว่าเป็นคนรักษาสัญญา

เลเวล: ???

พลังชีวิต: ???/???

กำลังภายใน: ???/???

……

เจ้าหมอนี่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่ลึกลับยากคาดเดาขนาดนี้!

ชั่วพริบตาที่เยี่ยเว่ยหมิงเห็นข้อมูลค่าสเตตัสของอีกฝ่าย ก็ล้มเลิกความคิดที่จะสังหารสือจงอวี้ต่อทันที แต่เริ่มคิดว่าควรจะวิ่งหนีอย่างไรดี

ถึงขนาดว่าในฝ่ามือของเขาตอนนี้เรียกประกาศิตกระบี่บุปผาโรยออกมาอย่างเงียบๆ แล้ว เตรียมตัวไว้ว่าหากจนปัญญาจริงๆ ก็จะเรียกเหล่าหวงออกมาโจมตีกลับสักครั้ง

เมื่อมีป้ายอาญาสิทธิ์นี้อยู่ เยี่ยเว่ยหมิงก็มีความมั่นใจมากพอที่จะรับมือกับปัญหาที่ใช้ความสามารถของตัวเองแก้ไขไม่ได้อย่างพวกเหมยเฉาเฟิง เซี่ยเยียนเค่อ

นี่ก็คือสาเหตุที่เขาพกป้ายอาญาสิทธิ์ไว้กับตัว แต่กลับไม่เคยตัดใจใช้งานมันลงสักที

นี่คือยันต์ป้องกันอันตราย แน่นอนว่าถ้าเก็บไว้ได้ก็ควรเก็บไว้

นอกเสียจากยามจำเป็น ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่ใช้มันง่ายๆ เด็ดขาด!

ครั้งก่อนเหมยเฉาเฟิงเห็นป้ายอาญาสิทธิ์นี้แล้วตกใจจนหนีไป แต่เซี่ยเยียนเค่อคนนี้แม้จะไม่ได้เห็นประกาศิตกระบี่บุปผาโรย แต่ก็เหมือนไม่คิดหาเรื่องเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน

ถ้าจะถามว่าทำไมเยี่ยเว่ยหมิงถึงมั่นใจขนาดนี้

ก็เป็นเพราะวินาทีที่ข้อมูล BOSS ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของอีกฝ่ายแล้วก็เลือนหายไปอีกครั้ง ก็ย่อมอธิบายได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับเยี่ยเว่ยหมิงอีกแล้ว

“อาหวง!”

ตอนนี้เอง ‘สือจงอวี้’ คนนั้นก็สังเกตเห็นอาหวงที่วิ่งมาทางเขาแล้วเช่นกัน เขาอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะช้อนอาหวงที่กระโจนเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ใช้สองมือชูตัวมันขึ้นมา แล้วกอดแรงๆ พร้อมกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “อาหวง ในที่สุดข้าก็เจอเจ้าแล้ว!” ท่าทางตื่นเต้นของเขาดูไม่เสแสร้ง

ภาพเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว

ตอนนี้เอง ในที่สุดเซี่ยเยียนเค่อก็พูดกับ ‘สือจงอวี้’ ว่า “โก่วจ๋าจ่ง มือปราบทางด้านนั้นต้องการจะสังหารเจ้า คนผู้นี้แม้ทักษะยุทธ์ธรรมดา แต่ถ้าจะสังหารเจ้าก็ทำได้สบายมาก”

“แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เจ้าขอร้องข้า ข้าก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้าทันที ถึงขั้นช่วยเจ้าสังหารเขา หรือไล่สังหารเขาจนเลเวลเหลือศูนย์ก็ไม่มีปัญหา”

พอเยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแบบนี้ จิตใจที่เพิ่งผ่อนคลายก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที

สังหารจนเลเวลเหลือศูนย์?

โหดร้ายขนาดนี้!

ช่างดีจริงๆ เซี่ยเยียนเค่อ ข้าจะจำเจ้าไว้ ทางที่ดีเจ้าอย่าตายเร็วก็แล้วกัน รอให้ข้าเลเวลสูงขึ้นก่อนเถอะ คอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!

ในใจด่าตาแก่ไร้ยางอายเซี่ยเยียนเค่อไม่หยุด แต่สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกลับมองบนตัวสือจงอวี้อย่างระแวดระวัง เพราะดูจากการแสดงออกต่างๆ ก่อนหน้านี้ของสือจงอวี้ เขาก็แน่ใจมากว่าหลังจากเจ้าหมอนั่นได้ยินข่าวนี้ จะต้องขอให้เซี่ยเยียนเค่อฆ่าตนแน่นอน

ดูท่าแล้ว วันนี้คงรักษาประกาศิตกระบี่บุปผาโรยไว้ไม่ได้แล้ว

เดี๋ยวก่อนนะ…โก่วจ๋าจ่ง[1]?

ชื่อนี้เหมือนค่อนข้างคุ้นหูนะ ตาแก่หนังเหนียวเซี่ยเยียนเค่อกำลังด่าสือจงอวี้ หรือว่า…

ตอนนี้เอง ‘สือจงอวี้’ เงยหน้าขึ้นอย่างฉงนใจ หลังจากเห็นสีหน้าระแวดระวังของเยี่ยเว่ยหมิง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นดีใจอย่างบ้างคลั่งในชั่วพริบตาเดียว “พี่ใหญ่ ท่านช่วยข้าตามหาอาหวงจริงๆ ด้วย ท่านเป็นคนดีมากจริงๆ!”

ขณะที่พูดก็หันไปมองเซี่ยเยียนเค่อแวบหนึ่ง แล้วยิ้มอย่างใสซื่อ “ท่านลุงเซี่ย ท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว พี่ใหญ่ท่านนี้เป็นคนดี ข้าเพิ่งรู้จักเขาก่อนหน้านี้ เขายังช่วยข้าตามหาอาหวงด้วย จะมาสังหารข้าได้อย่างไร”

เซี่ยเยียนเค่อทำเสียงฮึดฮัดแล้วหันหน้าไปอีกด้าน ไม่สนใจเด็กหนุ่มที่ทำให้เขารำคาญใจอีก

เขาถึงขั้นขี้คร้านจะมองตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกับ ‘สือจงอวี้’ คนนี้คุยกัน ต่อให้ ‘สือจงอวี้’ คนนี้ถูกเยี่ยเว่ยหมิงสังหารต่อหน้าเขา เขาก็จะไม่ยื่นมือห้ามแน่นอน

จะว่าไป ก่อนหน้านี้ถ้าปล่อยให้เจ้าเด็กนี่ถูกอาวุธลับของมือปราบนั่นยิงตาย ตนก็จะหายหนักใจไม่ใช่หรอกหรือ

ทำไมต้องยื่นมือช่วยเขาด้วย

เป็นคนต่ำช้าหรือเปล่า

……

ไม่มีเวลาไปสนใจความคิดในใจของเซี่ยเยียนเค่อ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงได้ฟังคำพูดของเด็กหนุ่มที่หน้าตาคล้ายสือจงอวี้ เขาก็อดงงไม่ได้เช่นกัน หลังจากคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ แล้ว ก็ถามหยั่งเชิงว่า “เป็นเจ้าหรือ”

“ข้าคือโก่วจ๋าจ่ง!” เด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนสือจงอวี้ตอบกลั้วเสียงหัวเราะ “ไม่เจอกันเจ็ดแปดปี พี่ใหญ่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด อ้อ ใช่แล้ว ตอนนั้นท่านยังตั้งชื่อให้ข้าด้วย ชื่ออาจ่งอะไรสักอย่าง”

เหอะๆ!

ไม่เจอกันเจ็ดแปดปีอะไรกัน สำหรับข้าแล้วยังไม่ถึงสองเดือนเลย

แต่สำหรับสิ่งที่อีกฝ่ายบอก เยี่ยเว่ยหมิงก็พอเข้าใจได้

อย่างไรเสียเมื่ออยู่ในเกม การเติบโตของ NPC ก็ถูกกำหนดตามจุดเชื่อมต่อของเนื้อเรื่อง ก็เหมือนที่หนิวจื้อชุนบอกเขาตอนอยู่หมู่บ้านมือใหม่ก่อนหน้านี้ กัวจิ้งกับหยางคังยังเป็นเพียงทารกในครรภ์อยู่เลย ปรากฏว่าพอเจอกันที่งานประลองยุทธ์เลือกคู่ หยางคังก็เกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวบ้านได้แล้ว กัวจิ้งก็พบเจอกับเรื่องที่ไม่เป็นธรรมแล้วเช่นกัน

ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขนาดไหนกัน?

เมื่อเทียบกับพวกเขาสองคน การเติบโตของอาจ่งยังนับว่าช้า

เยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับใช้มือข้างหนึ่งคว้าแขนซ้ายของอาจ่งไว้ แต่จู่ๆ ก็ถูกปราณแท้ในร่างกายอีกฝ่ายทำให้มือของเขาสะเทือนออก ตอนที่มองใบหน้าไร้เดียงสาของอาจ่ง ในที่สุดเขาถึงได้เชื่อว่าคนคนนี้ไม่ใช่สือจงอวี้ที่เขาไล่ฆ่าก่อนหน้านี้

ประการแรก มือของสือจงอวี้เพิ่งจะถูก ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ของน้องดาบขยุ้มบาดเจ็บ แผลไม่ได้สมานตัวเร็วขนาดนั้น

ประการที่สอง กำลังภายในสือจงอวี้ไม่ได้ลึกล้ำขนาดนี้แน่นอน

และก่อนหน้านั้น อย่างมากเขาก็ทำได้เพียงยืนยันว่าคนตรงหน้าคืออาจ่งในปีนั้น

แต่ใครจะรับประกันได้ว่าอาจ่งที่เคยใสซื่อไร้เดียงสา หลังจากเติบโตแล้วจะไม่กลายเป็นสือจงอวี้ที่ดีแตก

เรียนดีมาสามปี แต่กลายเป็นคนชั่วในสามวัน!

ก็เหมือนที่อาจ่งบอกไว้ ในโลกของอีกฝ่าย พวกเขาไม่ได้เจอกันมาเจ็ดแปดปีแล้ว

เห็นได้ชัดว่าอาจ่งไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังภายในของตัวเองทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังหยั่งเชิงมือสะเทือนออก เขาได้แต่ยิ้มอย่างใสซื่อพร้อมบอกว่า “หลังจากพี่ใหญ่เจออาหวงแล้ว ก็ตั้งใจนำมันมาส่งคืนให้ข้าหรือ”

“อืม…ช่างเถอะ”

บอกตามตรง หลังจากได้อาหวงมาแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าสุนัขตัวนี้ยิ่งนับวันยิ่งใช้งานคล่องมือ ถึงขั้นทำใจคืนมันให้กับเจ้าของเดิมไม่ลง

แต่มองออกเลยว่าสำหรับอาจ่ง อาหวงไม่ได้เป็นเพียงสุนัขที่คอยช่วยเหลือตัวหนึ่งแน่นอน

ระหว่างคนกับสุนัข มีความผูกพันพิเศษบางอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่อาจเข้าใจได้!

และสำหรับหนุ่มน้อยไร้เดียงสาคนนี้ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้หน้าด้านฝืนทวงอาหวงกลับมา

อาจ่งย่อมไม่เข้าใจความคิดมากมายในหัวของเยี่ยเว่ยหมิง หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว ก็นำแป้งทอดชิ้นหนึ่งออกมาจากหน้าอก ยื่นมันให้เยี่ยเว่ยหมิงพร้อมบอกว่า “พี่ใหญ่ แม้ข้าจะทำอาหารเองเป็น แต่นี่ก็คืออาหารที่อร่อยที่สุดในความทรงจำของข้า มันคือแป้งทอดธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น…

…ตอนหลังข้าเองก็เรียนทำมันเช่นกัน ทั้งยังใส่วัตถุดิบที่ไม่เหมือนใครไว้ข้างในด้วย ข้ามอบให้พี่ใหญ่แล้วกัน รอกินตอนหิวจะอร่อยเป็นพิเศษ!…

…แต่ระวังจะเจ็บฟันนะ…”

[แป้งทอดเซาปิ่ง] แป้งทอดเซาปิ่งที่อาจ่งพิถีพิถันปรุงขึ้นมา คุณภาพ 100 กินแล้วจะลดค่าความหิว 20 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพละกำลัง 100 แต้ม

[1] โก่วจ๋าจ่ง 狗杂种 เป็นคำด่า แปลว่า ลูกไอ้สำส่อน

ตอนที่เห็นอาจ่งกับเซี่ยเยียนเค่อพาอาหวงเดินจากไปไกลอย่างช้าๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว

ในที่สุดตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าตอนถึงทางแยกก่อนหน้านี้อาหวงลังเลทำไม

สุนัขซื่อสัตย์ต่อเจ้าของไม่ใช่เรื่องโกหก แต่เมื่อเทียบกับผู้เล่นที่รับภารกิจที่เกี่ยวข้องมาอย่างตน เกรงว่าอาจ่งต่างหากที่เป็นเจ้าของที่มันยอมรับอย่างแท้จริง

ในระหว่างที่ช่วยเยี่ยเว่ยหมิงสะกดรอยตามสือจงอวี้ จู่ๆ มันก็พบกลิ่นของอาจ่ง หลังจากลังเลครู่เดียว มันก็เลือกไปหาอาจ่งซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของมันโดยตรง เหมือนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน

มองแป้งทอดเซาปิ่งในมืออย่างจนใจแวบหนึ่ง ในใจเยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกเศร้าเล็กน้อย

ไม่มีอีกแล้วอาหวงของข้า

อาหวงที่ข้าใช้งานมันเหมือนเป็นเฟยอวี๋เวอร์ชั่นถูก หายไปอย่างนี้แล้ว…

สิ่งที่แลกกลับมาได้กลับเป็นเพียงแป้งทอดเซาปิ่งเส็งเคร็งชิ้นหนึ่ง!

เพิ่มพละกำลัง 100 แต้มภายในหนึ่งชั่วโมง?

สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ของที่มีค่าสเตตัสแบบนี้ถือเป็นของที่มีคุณภาพสูงจริงๆ แต่สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้…

จะมีหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ!

ข้าจะเอาแป้งทอดเซาปิ่งนี้ไม่ทำประโยชน์อะไร ข้าได้พละกำลังนี้ไปแล้วอย่างไรล่ะ

มันนำมาใช้ทำอะไรได้

นำมาใช้เรียกอาหวงได้อย่างนั้นหรือ

เขาเก็บแป้งทอดเซาปิ่งเข้ากระเป๋าสัมภาระ แล้วส่งพิราบสื่อสารไปหาน้องดาบทันที

[เจ้าอยู่ที่ไหน ส่งตำแหน่งมา ข้าจะไปดักรอโจมตีศัตรูกับเจ้า!]…เยี่ยเว่ยหมิง

[มือปราบหน้าเหม็น เจ้ามีแผนชั่วอะไรอีก ก่อนหน้านี้บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะแบ่งกำลังเป็นสองสาย ข้าเป็นคนดักซุ่มโจมตี ส่วนเจ้ามีสุนัข ไล่ตามสังหารได้ไม่ใช่หรือ]…หนึ่งดาบสามเฉือน

[ไม่มีสุนัขแล้ว]…เยี่ยเว่ยหมิง

ไม่รอให้น้องดาบตอบ เขาส่งพิราบสื่อสารเพิ่มไปอีกหนึ่งตัวทันที

[อย่าถามเลย ส่งตำแหน่งมาให้ข้าเถอะ]…เยี่ยเว่ยหมิง

เป็นครั้งแรกที่เห็นเยี่ยเว่ยหมิงกลุ้มใจขนาดนี้ น้องดาบอยากฉวยโอกาสพูดทำร้ายจิตใจเขาสักสองสามประโยค แต่พอคิดได้ว่าตรงหน้ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ นางก็ได้แต่ข่มอารมณ์วู่วามเอาไว้ แล้วส่งตำแหน่งไปให้เยี่ยเว่ยหมิง

[2333:2333]…หนึ่งดาบสามเฉือน

……

นี่คือถนนสายเล็กที่อยู่ข้างถนนใหญ่สายหนึ่ง ห่างจากที่อยู่ของผู้นำสูงสุดของพรรคฉางเล่อไม่ถึงสามลี้ ด้านข้างเป็นป่าทึบ อีกด้านหนึ่งเป็นแม่น้ำฉางเจียงที่ไหลไม่ขาดสาย

ตอนนี้น้องดาบนั่งอยู่บนพุ่มไม้ของต้นไม้หน้าตาอัปลักษณ์ต้นหนึ่ง ใบไม้เขียวชอุ่มบังชุดสีแดงเพลิงของนางไว้แปดเก้าส่วน ถือว่าซ่อนตัวได้ไม่เลวเลย

ทันใดนั้น เสียงผ้าฝ่าปะทะลมก็ดังขึ้นพักหนึ่ง พอหันกลับไปมอง เห็นเยี่ยเว่ยหมิงเหยียบกิ่งไม้ที่ลาดเอียงและพุ่งตัวขึ้นมาแล้ว ตอนที่หยุดอยู่ข้างกายนาง เขาก็ขมวดคิ้วถามว่า “ทำไมเจ้าเลือกสถานที่แบบนี้”

ในน้ำเสียงของเยี่ยเว่ยหมิงแสดงเจตนาตำหนิอย่างชัดเจน น้องดาบปุ้ยปากเล็กๆ อย่างไม่พอใจ แล้วเถียงกลับว่า “ตรงนี้สภาพแวดล้อมดีจะตาย อีกฝั่งหนึ่งอยู่ใกล้ป่าภูเขา ทำให้พวกเราซ่อนตัวได้ดีมาก ส่วนอีกฝั่งเป็นแม่น้ำ ต่อให้ศัตรูอยากหนีก็ไม่มีที่ให้หนี แบบนี้ถ้าอยู่บนสนามรบ ก็ถือเป็นชัยภูมิที่หนึ่งคนเฝ้าด่าน ทหารหมื่นนายมิอาจกรายผ่านแน่นอน”

“หึหึ!”

สำหรับความสามารถในการใช้ยุทธวิธีของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงจะบ่นแล้ว

หลังจากเงียบไปสองวินาที เขาทำได้เพียงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดบอกว่า “มีคนเคยบอกกับเจ้าหรือเปล่าว่าเจ้าไม่เหมาะจะเรียนยุทธวิธี”

“พี่ชายข้าก็พูดอย่างนี้เช่นกัน” น้องดาบน้ำเสียงฟังดูกลุ้มใจนิดหน่อย แต่ก็อดเถียงกลับไม่ได้ว่า “แต่ครั้งนี้ข้าเลือกสถานที่ได้เหมาะสมมากแท้ๆ ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าตรงไหนกันแน่ที่ไม่ดี”

“ตอนที่กำหนดกลยุทธ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พลิกแพลงตามสถานการณ์ กำหนดกลยุทธ์โดยอิงจากสถานการณ์ที่ต่างกัน หากทำจุดนี้ไม่ได้ ต่อให้เรียนมาเยอะอย่างไรก็ได้แค่วางแผนรบบนกระดาษ” เยี่ยเว่ยหมิงมองดูสภาพแวดล้อมด้วยความจนใจแล้วบอกว่า “ก็เหมือนกับที่นี่ เป็นจุดที่เหมาะสมกับการดักซุ่มโจมตีจริงๆ แต่กลับไม่เหมาะกับพวกเรา”

“เพราะอะไร”

เยี่ยเว่ยหมิงมองดวงตากลมโตที่แฝงด้วยความอยากรู้ของน้องดาบแล้วอธิบายอย่างจนใจ “ในสมัยโบราณเวลาจะทำศึก กองกำลังดักซุ่มมีไว้เพื่อจู่โจม ใช้กำลังที่อ่อนแอกว่าเอาชนะกำลังที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นจุดประสงค์ของพวกเขาก็เพื่อสู้ให้ชนะเท่านั้น การกำจัดศัตรูให้หมดทั้งกลุ่มอะไรนั่นไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องทำให้ได้เสมอไป แล้วสนามรบที่เจ้าเลือกก็เหมาะสมกับการซุ่มโจมตีแบบนั้นมากจริงๆ”

เขาชะงักไปครู่เดียวแล้วพูดเสริมอีกว่า “ด้วยศักยภาพของพวกเราสองคนตอนนี้ ถ้าอยากจะโจมตีให้ชนะเฉินชงจือ สือจงอวี้กับกลุ่มลูกสมุนขยะ ยังจำเป็นต้องเลือกสถานที่อยู่อีกหรือ…

…เป้าหมายที่เราเลือกสถานที่ดักซุ่มโจมตีก็เพื่อกำจัดศัตรูให้หมด…

…เจ้าเข้าใจคำว่ากำจัดให้หมดไหม…

…ดังนั้น สำหรับพวกเราแล้ว จุดดักซุ่มที่ดีที่สุดควรจะเป็นสถานที่กว้างโล่ง อย่างน้อยควรเป็นสถานที่ที่ทำให้เรามองปราดเดียวเห็นทุกอย่างชัดเจนภายในร้อยเมตร แบบนี้ถึงจะรับประกันได้ว่าไม่ว่าศัตรูจะหนีไปที่ไหน พวกเราก็จะไล่ตามไปสังหารได้ง่ายๆ…

…ส่วนจุดลับ ขอแค่เป็นจุดที่ซ่อนตัวพวกเราสองคนได้ก็พอแล้ว อุปสรรคที่เหลือล้วนมีไว้เพื่อศัตรูทั้งนั้น”

น้องดาบเงียบไปนานมาก ในที่สุดก็นึกถึงจุดแข็งของสถานที่นี้ได้แล้ว จึงชี้ไปยังกระแสน้ำไหลแรงในแม่น้ำที่อยู่ตรงข้ามพร้อมบอกเขาว่า “อย่างน้อยแม่น้ำก็กลายเป็นสถานที่อันตรายสำหรับการหลบหนีของศัตรู ขอเพียงพวกเราเฝ้าอยู่ที่ป่าภูเขาฝั่งนี้ ไม่ให้ศัตรูมีโอกาสทะลุเข้ามาในป่าก็พอแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับมองน้องดาบด้วยสายตาแปลกๆ “อย่าบอกนะว่าเจ้าหวังให้พวกที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำพวกนี้ไม่เข้าใจลักษณะของน้ำ”

น้องดาบ “…”

“หรือไม่อย่างนั้น พวกเราเปลี่ยนสถานที่กันดีไหม”

“ไม่ต้องแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเบาๆ “พวกเขามาแล้ว”

น้องดาบได้ยินแล้วโคจรวิชาไปที่หูสองข้างทันที ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาจริงๆด้วย ในจำนวนนั้นปนด้วยเสียงร้องโอดครวญและด่าทอของสือจงอวี้ดังขึ้นเป็นพักๆ

หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง กลุ่มคนประมาณสิบคนของพรรคฉางเล่อก็ปรากฏตัวขึ้นใต้ร่มไม้ ใบหน้าของสือจงอวี้ยังเต็มไปด้วยเลือดสด ดูสะบักสะบอมเกินทน

ส่วนแขนซ้ายของเฉินชงจือกลับดามด้วยกระดานไม้และผูกผ้าพันแผลแล้ว ใช้ผ้าห้อยไว้บนบ่า ท่าทางเหมือนบาดเจ็บสาหัส บนแขนขวาของเขาก็มีผ้าพันแผลเช่นกัน แต่ดูจากท่าทางเหมือนเสียพลังต่อสู้โดยสิ้นเชิงแล้ว

เห็นได้ชัดว่าระบบออกแบบ NPC ในภารกิจครั้งนี้ได้ค่อนข้างสมจริง บางทีก่อนที่พวกเขาจะกลับพรรคฉางเล่อ อาจจะอยู่ในสถานะพิเศษโหมดภารกิจหมดเลยก็ได้ ไม่ได้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของพวกเขาเร็วขนาดนั้น

เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนี้ น้องดาบก็อดหันหน้ามองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างฉงนใจไม่ได้ นางกดเสียงต่ำถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าอาการบาดเจ็บของพวกเขายังไม่ฟื้นตัว ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เจ้าอยู่ร้านเทพสุรา เจ้าไม่โจมตีสือจงอวี้ที่ปากดี แต่ดันไปโจมตีเฉินชงจือ ลูกน้องที่อยู่ข้างกายเขา เป็นเพราะสาเหตุนี้สินะ”

ที่จริงแล้ว สาเหตุที่ตอนนั้นเยี่ยเว่ยหมิงไม่โจมตีสือจงอวี้ ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายเหลือพลังชีวิตไม่ถึงหนึ่งในสามส่วน ถ้าวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์โจมตี ต่อให้ถูกแค่นิ้วเท้าของเขา แต่ก็เกรงว่าคงทำให้เด็กหนุ่มไม่เอาไหนคนนี้ตายคาที่อยู่ดี

กอปรกับเขาจงใจทดสอบประสิทธิภาพของลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสี ถึงได้ย้ายเป้าหมายไปยังเฉินชงจือผู้โชคร้าย

แต่เยี่ยเว่ยหมิงจะบอกความจริงกับน้องดาบได้อย่างไร

สำหรับสายตาประหลาดใจปนความเลื่อมใสเล็กน้อยของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงได้แต่แสร้งยิ้มเหมือนตัวเองมีความรู้ลึกล้ำ น้อมรับคำชมอย่างไร้ยางอายแบบนี้แล้ว

เมื่อเห็นกลุ่มคนมาอยู่ใกล้จุดที่ตัวเองซ่อนตัวไม่ถึงหนึ่งจั้ง สองขาก็พลันออกแรง ร่างกระโจนออกจากพุ่มไม้ที่ซ่อนตัวโดยฉับพลัน พุ่งลงไปหาเฉินชงจือที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แล้วใช้มังกรซ่อนกบดานที่เตรียมไว้นานแล้วตบลงไปบนกลางกะโหลกศีรษะของอีกฝ่าย เป็นการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนช้าแต่รวดเร็ว!

ฝ่ามือที่ดูเหมือนไม่มีอานุภาพของเยี่ยเว่ยหมิง ซ่อนอันตรายอย่างไรเอาไว้กันแน่ เฉินชงจือที่เสียเปรียบให้มันเป็นครั้งหนึ่งแล้วมีหรือที่จะไม่รู้

แต่จนใจที่ฝ่ามือนี้ของเยี่ยเว่ยหมิงโผล่มากะทันหันเกินไป ตอนที่เขาสังเกตเห็นมัน ฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงก็อยู่ห่างจากศีรษะของเขาไม่ถึงสามฉื่อแล้ว ถ้าคิดจะหลบหรือชักดาบออกมามีหรือจะทัน

ด้วยความจนใจสุดๆ เฉินชงจือทำได้เพียงแข็งใจชูมือขวาขึ้นมารับกับฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิง

ทำให้แขนพิการอีกข้างแม้จะรอดยาก แต่ก็ยังดีกว่าโดนตบจนศีรษะระเบิดไม่ใช่หรือ

“อา!…”

กร๊อบ!

-17712

กระดูกแตก!

ตามด้วยเสียงร้องโอดครวญอันแหลมเล็ก แขนขวาของเฉินชงจือหักแล้ว

แม้จะเป็นการโจมตีครั้งเดียว แต่อีกฝ่ายก็เป็นยอดฝีมือเพียงคนเดียวในกระบวนทัพที่พอจะรับมือกับพวกเขาได้ พอเป็นแบบนี้จึงสูญเสียพลังรบไปแล้วโดยสิ้นเชิง กลายเป็นแพะที่รอถูกเชือดอยู่บนเขียงแล้ว!

ขณะเดียวกันนี้เอง กลุ่มลูกสมุนของพรรคฉางเล่อกลับเห็นเงาสีแดงแวบผ่านตรงหน้า หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงลงมือแล้ว กลับเห็นน้องดาบชักดาบออกจากฝักทันที เงาร่างสีแดงเพลิงพุ่งไปทางตำแหน่งที่สือจงอวี้อยู่ราวกับลูกธนู

จุดไหนที่นางผ่านไป ก็ไม่มีศัตรูคนไหนต้านไหวเลย!

กลุ่มลูกสมุนพรรคฉางเล่อที่เตรียมจะมาบังตรงหน้าสือจงอวี้ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีเจ็ดคนที่ได้กลับบ้านเก่าภายใต้กรงเล็บของนาง

กล่าวได้ว่า เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยนราวฟ้าแลบ กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิมดุจลมหนาว โจมตีสังหารศัตรูไม่ซ้ำหน้า ดาบโลหิตผ่านเกิดแสงสีแดง!

สังหารจนเกิดทางเลือดท่ามกลางวงล้อมของพรรคฉางเล่อ พอน้องดาบเห็นสือจงอวี้ที่กำลังลนลานหวาดกลัว นางก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมโหดออกมาทันที

จากนั้นตัวเดินตามดาบ มุ่งตรงไปยังรังของศัตรู!

แม้ค่าพลังชีวิตของสือจงอวี้กับเฉินชงจือจะกลับมาเต็มแล้ว แต่เมื่อน้องดาบโจมตีสุดกำลัง ประมุขพรรคสือท่านนี้ก็ยังทนรับได้ไม่ถึงสามกระบวนท่า ถูกมือซ้ายของน้องดาบขยุ้มหัวกะโหลกไว้อีกครั้ง

ทว่าครั้งนี้ กลับไม่มีใครห้ามไม่ให้นางโจมตีด้วยพลังทั้งหมดอีกแล้ว นิ้วทั้งห้าที่ขาวดุจหยกพลันออกแรง…

กร๊อบ!

-10010!

ท่ามกลางเสียงกระดูกแตกที่ทำให้คนได้ยินรู้สึกปวดฟัน ความชั่วร้ายทั้งชีวิตของสือจงอวี้ก็ถูกเขียนเครื่องหมายจบประโยคแล้ว

[ติ๊ง! ทีมของคุณสังหารสือจงอวี้ BOSS โหมดปกติเลเวล 33 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 20000 แต้ม ค่าตบะ 3000 แต้ม!]

[ประกาศระบบ: เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพ หนึ่งดาบสามเฉือนผู้เล่นสำนักดาบโลหิต สังหารสือจงอวี้ BOSS โหมดปกติเลเวล 33]

เนื่องจากสือจงอวี้เป็นบอสโหมดปกติ หลังจากถูกสังหารครั้งนี้จึงรีเฟรชไม่ได้อีก ตั้งแต่นี้ไป ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีสือจงอวี้อีก!

[ผู้เล่นสองคนที่เข้าร่วมการโจมตีสังหาร จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ชื่อเสียงยุทธภพ 30000 แต้ม ค่าผลงานสำนัก 5000 แต้ม!]

ประกาศระบบ: สำนักมือปราบเทพผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิง…

……

เสียงประกาศระบบดังอยู่ในหู อีกด้านหนึ่ง ชีวิตของเฉินชงจือเดินมาถึงจุดจบแล้ว

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงพลันใช้ฝ่ามือโจมตีแขนที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของเขาแล้ว ก็ใช้ท่าไม้ตายต่างๆ ทักทายบนตัวของอีกฝ่ายต่อเนื่องไม่หยุด

พเนจรสุดขอบฟ้า!

หน้าบุปผาใต้แสงจันทร์!

วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!

ไซซีกุมดวงใจ!

ไซซีกุมท้อง!

ไซซีกุมไต!

ไซซีกุมคอ!

ไซซีกุมลูกตา…

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหารเฉินชงจือ BOSS โหมดปกติเลเวล 53 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์…]

[ประกาศระบบ: เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพ หนึ่งดาบสามเฉือน ผู้เล่นสำนักดาบโลหิต สังหารเฉินชงจือ BOSS โหมดปกติเลเวล 53 ทำเฟิร์สคิลสำเร็จ ได้รับรางวัลเฟิร์สคิล…]

……

ฝั่งน้องดาบเพิ่งจะส่งสือจงอวี้ไปยมโลก เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งเฉินชงจือตามไปติดๆ กัน ให้ไปเคียงข้างกันอยู่ในยมโลก!

ส่วนลูกสมุนเจ็ดแปดคนของพรรคฉางเล่อที่เหลือ หลังจากประมุขพรรคกับนักพิธีการทยอยตายตามกันไปแล้ว พวกเขาก็แตกตื่นเหมือนฝูงนกทันที บ้างก็หนีเข้าป่า บ้างก็กระโดดลงแม่น้ำ ไม่มีความคิดที่จะสู้กับทั้งสองให้ถึงที่สุดเลย ไม่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อย

เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบส่งสายตาให้กัน จากนั้นก็แยกกันไปทางซ้ายและขวาอย่างเข้าใจกัน น้องดาบรับหน้าที่เฝ้าตรงป่าภูเขา ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็รับหน้าที่โจมตีสังหารลูกสมุนห้าคนของพรรคฉางเล่อพี่กระโดดลงแม่น้ำ

เมื่อเห็นห้าคนนั้นกระโดดลงแม่น้ำโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ตามติดไปทันที แล้วใช้ดาบยาวฟันสังหารสองคน ก่อนจะพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อขวางอีกสามคนที่เหลือ แล้วพลิกฝ่ามือถล่มมังกรซ่อนกบดานใส่อีกสามคนที่เหลือ

ครั้งนี้เยี่ยเว่ยหมิงทำเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูหนี จึงไม่ได้ใช้มังกรซ่อนกบดานให้ถึงระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เขาละทิ้งประสิทธิภาพสูงสุดของมัน เปลี่ยนไปใช้ในขอบเขตที่กว้างขึ้นแทน

เห็นเพียงหัวมังกรสีเขียวตัวใหญ่เกือบสามเมตรถูกสาดออกมาจากมือของเขา พลังฝ่ามืออันธพาลแผ่คลุมศัตรูทั้งสามคนไว้ในนั้น

ขอบเขตของกระบวนท่ากว้างเกินไป ทำให้พลังทำลายล้างของมันมีขีดจำกัด ถึงขนาดว่าพอโจมตีถูกตัวของลูกสมุนธรรมดาของพรรคฉางเล่อแล้ว ก็ทำให้พวกเขากระเด็นเท่านั้น แต่กลับโจมตีครั้งเดียวปลิดชีพไม่ได้

แต่เยี่ยเว่ยหมิงเตรียมใจกับสิ่งนี้ไว้นานแล้ว ตอนที่ใช้ฝ่ามือเดียวตบทั้งสามกระเด็นกลับไป สองเท้าก็ออกแรง ทำให้ร่างพุ่งไปข้างหน้าเหมือนพายุในชั่วพริบตาเดียว ออกตัวทีหลังแต่ไปถึงก่อนสามคนที่กำลังบาดเจ็บสาหัสและติดสถานะลอย แล้วใช้มือขวากวาดกระบี่แสงทองในแนวขวาง มือซ้ายใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เสริมไปอีกเบาๆ เท่านี้ก็จัดการทั้งหมดได้แล้ว

ส่วนน้องดาบที่อยู่อีกฝั่ง ตอนนี้ก็สังหารศัตรูที่หนีมาทางนางจนตายหมดแล้วเช่นกัน

การดักซุ่มโจมตีครั้งนี้ แม้จะเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยตอนวางแผน แต่ยอดฝีมือผู้เล่นสองคนนี้กลับอาศัยศักยภาพและการเคลื่อนไหวของพวกเขาอุดช่องโหว่เดิมที่มีอยู่ โจมตีสังหารศัตรูตายทั้งกลุ่มได้อย่างสวยงาม!

ace!

victory!

ไม่รู้เพราะอะไร ในหัวเยี่ยเว่ยหมิงมีศัพท์ภาษาอังกฤษสองคำปรากฏขึ้นพร้อมกัน ทั้งยังเป็นเสียงของหุ่นยนต์ผู้หญิงที่น้ำเสียงสูงเป็นพิเศษ

เสียงสูงฝ่าทะลุเมฆ

เยี่ยเว่ยหมิงสะบัดหัวโยนเสียงมายาทิ้งไป แล้วหันไปถามน้องดาบว่า “เจ้าจะคลำศพหรือจะให้ข้าคลำศพ”

น้องดาบกะพริบตา “หนึ่งต่อหนึ่ง”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ใครฆ่าคนไหนก็คลำคนนั้น”

น้องดาบพูดเสริม “จากนั้นก็ทำตามกฎเดิม แบ่งผลตอบแทนเท่ากัน”

เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่ใกล้หมูย่อมอ้วน อยู่ใกล้กลางคืนย่อมมืด[1]’ เพราะอยู่กับเยี่ยเว่ยหมิงมานาน น้องดาบไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่รู้จักแต่การถือดาบฆ่าคนอีก

พอเยี่ยเว่ยหมิงบอกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง นางก็กล่าวเสริมทันที ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยเรื่องการแบ่งศพเพื่อหาโอกาสตักตวงผลประโยชน์มากกว่านี้

แต่ในเมื่อน้องสาวคนนี้ไหวตัวทันแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำได้เพียงล้มเลิกความคิดที่จะวางกับดักนาง

อย่างไรเสีย เขาก็เป็นคนที่มีคุณภาพคนหนึ่งเหมือนกัน!

แม้จะเป็น BOSS กระจอกเลเวลสามสิบสาม ต่อให้เป็นร่างแท้ในโหมดปกติ ผลผลิตก็แทบจะเทียบกับ BOSS เลเวลห้าสิบสามไม่ติด

แต่ถึงอย่างไร เขาก็มีขีดจำกัดสูงมาก ต่อให้ดรอปได้ถังหูลู่ที่เขาแย่งมาจากเด็ก แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีทรัพยากรเยอะเท่า BOSS ใหญ่เลเวลห้าสิบสาม

อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ว่า BOSS ร่างแท้ทุกคนจะเหมือนหวันเหยียนคังที่มีฐานะพระรองของเรื่อง

หลังจากบรรลุข้อตกลงเรื่องแบ่งของแล้ว ทั้งสองก็ไม่พูดมากอีก ต่างคนต่างเตะ BOSS ที่ตัวเองฆ่าตาย

จากนั้น น้องดาบก็นึกเสียใจทีหลังที่ก่อนหน้านี้ตัวเองจิตใจต่ำต้อยไร้คุณธรรม

นางมองเยี่ยเว่ยหมิงที่สุขุมเยือกเย็นแวบหนึ่ง แล้วถามหยั่งเชิงว่า “หรือว่าพวกเราจะแบ่งของกันตามผลงาน ฆ่า BOSS คนไหนก็ได้ไอเทมของคนนั้นไป”

“หึหึ เจ้าเดาสิว่าข้าจะตอบตกลงไหม” เยี่ยเว่ยหมิงถาม

“จะตกลง!” น้องดาบพยักหน้า

“ตกลงบ้าอะไร!” เยี่ยเว่ยหมิงพูดเสริมท้ายให้

“แต่ของสองอย่างนี้ล้วนเป็นสินค้าระดับสูงที่มีมูลค่าในตลาด ข้าให้เจ้าเลือกก่อน เลือกมาหนึ่งอย่าง”

[1] กลางคืน ภาษาจีนคือ เยี่ย 夜 ความหมายเดียวกับชื่อของพระเอก

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงให้ตนเลือกอย่างใจกว้างเต็มที่ น้องดาบก็ไม่เพียงแค่ไร้สีหน้าดีใจ กลับมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตากังวลปนสับสนด้วยซ้ำ

สมกับเป็นเยี่ยเว่ยหมิงจริงๆ!

เจ้ามือปราบหน้าเหม็นคนนี้แม้จะทำท่าเหมือน 'สุภาพสตรีเชิญก่อน' แต่ที่จริงแล้วกำลังมีแผนชั่วร้ายอยู่ในใจ อยากจะให้ตัวเองได้เปรียบกว่าก็เท่านั้นเอง!

แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นอุบายของเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับต้องเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองขาดทุนตามอุบายของเขาอยู่ดี จะไม่ให้นางกลุ้มใจได้อย่างไร

ช่างเป็นแผนชั่วจริงๆ!

ไร้ยางอายมาก!

สำหรับสายตาขุ่นเคืองของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงเลือกที่จะมองข้ามเลย เขาเอาแต่มองของสองอย่าบนที่ดรอปได้จากสือจงอวี้ด้วยสายตามีเลศนัย

ของชิ้นแรกคือดาบล้ำค่าสีขาวหิมะสะท้อนแสงที่แผ่ไอเย็นออกมาเป็นระยะ บนสันดาบสลักตัวอักษรเล็กๆ สีทองนุ่มนวลทว่าแข็งแกร่งว่า ‘ลูกผู้ชายเยือนโลกมนุษย์หนึ่งครั้ง’ ราวกับมีพลังที่องอาจทะลุฟ้ากระโดดขึ้นมาจากตัวอักษรบนดาบ ทำให้มองปราดเดียวก็รู้สึกว่าเลือดร้อนๆ กำลังแผดเผาในช่องอก อยากจะหาบอสเลเวลร้อยแปดสิบสักคนมาสู้กันสักสามร้อยรอบ!

[ดาบจันทราหิมะเงิน (อาวุธล้ำค่า)] หนึ่งในสองอาวุธเทพของจอมยุทธ์ มีประสิทธิภาพเหลือเชื่อ

โจมตี +750

ป้องกัน +150

กำลังภายใน +50%

โจมตีเสริมดาเมจธาตุเย็น 100 แต้ม!

......

ค่าสเตตัสของดาบเล่มนี้ ยอดเยี่ยมกว่าอาวุธทุกชิ้นที่เยี่ยเว่ยหมิงเคยเห็นมา

แน่นอนว่าไม่นับกระบี่อิงฟ้า เพราะหลังจากกระบี่ล้ำค่าจอมลวงเล่มนั้นตกอยู่ในมือเขา มันก็กลายเป็นไอเทมภารกิจหลอกลวงชิ้นหนึ่งแล้ว จนกระทั่งนำมันไปแลกรางวัลภารกิจกับเหอจู๋เต้า ก็ไม่เห็นว่าค่าสเตตัสของอาวุธเทพชิ้นนั้นน่าทึ่งระดับไหนกันแน่

นอกจากกระบี่อิงฟ้า แม้แต่กระบี่แสงทองของเยี่ยเว่ยหมิงกับดาบสองคมสามแฉกของฉางซิงอวี่ เมื่อเทียบกับดาบจันทราหิมะเงินเล่มนี้แล้ว ก็ยังแตกต่างกันไม่ใช่น้อยๆ

ถ้าจะบอกว่ามันคืออาวุธเทพชิ้นแรกในมือผู้เล่น แม้จะกล่าวเกินไปหน่อย แต่ลองคิดดูแล้วก็เป็นความจริง!

ครั้งแรกที่เห็นดาบเล่มนี้ น้องดาบก็เกิดความรู้สึกเดียวกับที่เยี่ยเว่ยหมิงเห็นกระบี่อิงฟ้าตอนนั้น

ข้ากับดาบเล่มนี้มีวาสนาต่อกัน!

ถ้าไอเทมดรอปของสือจงอวี้มีเพียงดาบเล่มนี้ น้องดาบก็จะต้องเลือกดาบล้ำค่าที่มีวาสนาต่อนางอย่างไม่ลังเลแน่นอน

แต่ไอเทมดรอปของเด็กหนุ่มไม่เอาไหนคนนี้ กลับทำให้สาวน้อยที่ฆ่าคนได้อย่างไม่ลังเลตกอยู่ในความรู้สึกทรมานเพราะสับสนในตัวเอง

[ประกาศิตสร้างพรรค] อาศัยใส่ป้ายคำสั่งแผ่นนี้ จะไปยื่นขอสร้างพรรคที่จวนลู่ติ่งกงในเมืองหลวงเปี้ยนจิงได้

ประโยคเรียบง่ายประโยคเดียว ในนั้นไม่ได้แฝงภาษาที่เผยความคมคายปราดเปรื่องใดๆ แต่เพียงคำว่า 'ประกาศิตสร้างพรรค' ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เล่นมากมายแห่กันไปแย่งชิงแล้ว ถึงขั้นไม่เสียดายที่จะทุ่มทรัพย์สมบัติส่วนตัวเพื่อสิ่งนี้ด้วย!

เพราะจนกระทั่งตอนนี้ ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' ยังไม่ปรากฏผู้เล่นจากพรรคสักคนเลย

พูดได้อีกอย่างว่า สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบ ก็คือประกาศิตสร้างพรรคชิ้นแรกในเกมนี้!

หากไม่มีป้ายอาญาสิทธิ์สร้างพรรค ก็ไม่มีทางสร้างพรรคที่ระบบยอมรับได้ แม้ระหว่างผู้เล่นด้วยกันจะตั้งกลุ่มเองได้ แต่ไม่มีขอบเขตอำนาจและบทบาทที่สอดคล้อง แสดงความได้เปรียบที่พรรคควรจะมีออกมาไม่ได้เลย

ถ้าพูดให้ละเอียดอีกหน่อยก็คือ แม้แต่การตั้งทีมที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อ PK หรือฆ่า BOSS ก็ล้วนต้องใช้พิราบสื่อสารส่งจดหมายให้ทีละคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้เล่นในพรรค การแบ่งงานบัญชาการและปัญหายิบย่อยอีกเป็นชุด

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ต่อให้เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถขนาดไหน แต่ก็ยากที่จะแสดงความได้เปรียบด้านจำนวนคนได้

แต่เมื่อมีประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้แล้ว มันกลับแก้ไขปัญหานี้ได้ดีมาก!

แม้มันจะไม่ได้มีแรงดึงดูดต่อบรรดาผู้เล่นทั่วไปเท่ากับอาวุธเทพชิ้นแรกของเกม แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมัน จะต้องได้อยู่ในเกมอย่างราบรื่นสมใจปรารถนาแน่นอน ไม่ว่าจะอาศัยพลังของตัวเองหรืออำนาจในการระดมพล สรุปก็คือเป็นกลุ่มคนที่สามารถระดมทรัพยากรได้เยอะที่สุด

สำหรับพวกที่มีจิตใจทะเยอทะยานต่อการเป็นนักปกครอง สนใจ 'ประกาศิตสร้างพรรค' แผ่นนั้น จะต้องคิดว่ามันเหนือกว่าอาวุธเทพชิ้นแรกของเกมแน่นอน

ส่วนไอเทมดรอปชิ้นที่สามของสือจงอวี้ ตำราลับ 'เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ' ที่ถูกระบบกำหนดให้เป็นเคล็ดกระบี่ระดับกลาง ทั้งสองคนก็เลือกมองข้ามมันไปเลย

เหมือนอุปกรณ์ระดับทองคำหลายชิ้นที่ดรอปจากเฉินชงจือ พวกมันถูกจัดให้อยู่ในรายการประเภทขายทิ้งเพื่อแลกเงินจำนวนเล็กน้อยได้เลย

ของสองชิ้นนี้ มีชิ้นหนึ่งที่เหมาะกับน้องดาบที่สุด เป็นดาบล้ำค่าที่ทำให้ความสามารถของนางเพิ่มขึ้นเยอะมากภายในเวลาสั้นๆ ส่วนอีกชิ้นก็คือประกาศิตสร้างพรรค ซึ่งดูเหมือนเป็นของที่มูลค่าสูงที่สุดในเกม ทำให้คนในเกมรวยได้ภายในชั่วข้ามคืน

น้องดาบกำลังสับสน กำลังกลุ้มใจ กลุ้มใจจนอยากดึงผมตัวเอง

ใช่ว่านางจะไม่เคยคิดว่าจะเอาสองอย่างเลยได้ไหม ยกตัวอย่างเช่นประเมินราคาของสองสิ่งนี้โดยอิงตามราคาตลาด จากนั้นก็ทุ่มเงินที่ตัวเองมีเยอะกว่าเยี่ยเว่ยหมิงเพื่อซื้อมันมา

แต่เห็นได้ชัดว่าใช้วิธีการนี้ไม่ได้

ก็อย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงบอกไว้ ดูจากสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน ของสองสิ่งนี้ถือเป็นของเกรดสูงที่ไม่มีการซื้อขายอยู่ในตลาด ถ้านำไปประมูลขาย จะขายด้วยราคาเท่าไหร่ก็ไม่แปลกทั้งนั้น

ดังนั้นจึงไม่มีทางประเมินราคาได้เลย

หากน้องดาบกล้าแสดงความเห็นคัดค้าน ด้วยนิสัยอย่างเยี่ยเว่ยหมิง จะต้องเสนอให้นำของสองสิ่งนี้ประมูลขายพร้อมกัน พอขายได้แล้วค่อยมาแบ่งเงินกันแน่นอน

อย่างไรเสียตรงนี้ก็ไม่มีของสิ่งใดที่เหมาะกับการใช้งานของเขา

จุดนี้น้องดาบมั่นใจในนิสัยแข็งกร้าวของเยี่ยเว่ยหมิงมาก

หลังจากลังเลอยู่นานมาก ในที่สุดน้องดาบก็เลิกต่อต้านด้วยความจนใจ นางหย่อนก็นั่งลงบนพื้นราวกับสูญเสียแรงทั้งหมดไปแล้ว จากนั้นเลือกอาวุธเทพชิ้นแรกของเกมแต่โดยดี

ส่วนประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนั้น แน่นอนว่าตกเข้าสู่กระเป๋าของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

ตอนที่กุมดาบอยู่ในมือ เลือดร้อนที่ยากจะควบคุมของน้องดาบไหลเวียนทั่วทั้งร่างกายทันที ราวกับนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่มีใครเก่งเท่าข้าแล้ว’ นางถึงขั้นไม่คิดเรื่องเอาเปรียบเยี่ยเว่ยหมิงตอนแบ่งของอีกแล้ว ตราบใดที่มีดาบเล่มนี้อยู่ในมือ ต่อให้เสียผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง นางก็คิดว่าคุ้มแน่นอน

อย่างไรเสียคนที่ร่ำรวยอย่างนางก็ไม่ขาดแคลนเงินเล็กน้อยพวกนั้นหรอก

มีเงินแล้ว เอาแต่ใจได้!

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงตอนที่ยัดป้ายอาญาสิทธิ์อันแสนล้ำค่าเข้ากระเป๋า ก็ยังไม่ลืมกล่าวอย่างกวนประสาทมากว่า "เดิมทีข้ารู้สึกว่าประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้มีมูลค่ามากกว่านิดหน่อย แต่เจ้าดันเลือดดาบล้ำค่าเล่มนั้น เฮ้อ...โลกของคนมีเงินนี่เข้าใจยากจริงๆ นี่เจ้าเลือกเองนะ ข้าไม่ได้กดดันเจ้านะ"

น้องดาบมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างดุร้าย "เป็นฝ่ายได้เปรียบแล้วแต่แสร้งทำเหมือนไม่อยากได้ เชื่อไหมว่าตอนนี้ข้าใช้ดาบจันทราหิมะเงินเล่มนี้สั่งสอนเจ้าได้"

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วไม่เถียงกับนาง เพียงถามกลับเรื่อยเปื่อยว่า "เจ้ารู้หรือเปล่าว่าก่อนหน้านี้เหอจู๋เต้าให้ตำราลับทักษะยุทธ์อะไรกับข้า"

น้องดาบได้ยินแล้วอดกลุ้มใจไม่ได้ คิดว่าเจ้าหมอนี่ต้องซ่อนไพ่ลับอะไรสักอย่างเอาไว้รับมือกับตน!

น่าโมโมมาก!

ตอนนี้เอง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเปลี่ยนประเด็นสนทนา บอกน้องดาบด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ที่จริงประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้แม้นำไปขายแล้วจะได้ราคาสูงมาก แต่เจ้าเคยคิดหรือเปล่าว่าหากพวกเราร่วมงานกันต่อไป อาจจะขายประกาศิตสร้างพรรคแผ่นที่สอง แผ่นที่สามหรือมากกว่านี้ก็ได้ แม้ราคาของแผ่นเดียวจะเทียบกับราคาของแผ่นแรกไม่ได้ แต่พอรวมกันแล้วราคาจะเพิ่มขึ้นไม่รู้ตั้งกี่เท่า...

...เมื่อถึงตอนนั้น เจ้ายังจะกังวลเรื่องไม่มีเงินอีกเชียวหรือ"

เมื่อได้ฟังคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบกลับพูดอย่างดูถูกมากกว่า "BOSS ระดับสูง พวกเราสองคนไม่มีใครปลิดชีพแล้วดรอปได้เลย ที่ดรอปได้ประกาศิตสร้างพรรค เจ้ากับข้าก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว ถ้าอยากจะขายทีละมากๆ มันก็..."

พูดไปได้ครึ่งเดียว น้องดาบเหมือนตระหนักอะไรขึ้นได้ นางถลึงตาโตมองเยี่ยเว่ยหมิงทันที "ช้าก่อน! ฟังจากที่เจ้าพูด อย่าบอกนะว่าเจ้าเจอช่องทางดรอปของสิ่งนี้แล้ว"

"ก็แน่นอนอยู่แล้ว!"

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างมั่นใจในตัวเอง ราวกับทุกอย่างในโลกนี้อยู่ในกำมือตัวเองหมดแล้ว "ตามที่ข้าวิเคราะห์ อย่างน้อยก็มีความมั่นใจเจ็ดส่วนว่าจะดรอปได้ของแบบนี้ได้อย่างไรอีก เดี๋ยวพวกเราค่อยไปหา BOSS ที่เหมาะสมสักคนแล้วทดสอบก็ได้ แบบนั้นก็พอจะยืนยันได้แล้ว...

...เพื่อเป็นการชดเชยที่เจ้าเสียเปรียบครั้งนี้ ตอนที่ได้ดรอปประกาศิตสร้างพรรคแผนที่สอง สาม สี่ ข้าก็จะเรียกเจ้าไปด้วยทุกครั้ง หลังจากร่วมงานกันครบสามครั้งแล้ว เจ้ายังจับประเด็นสำคัญต่างๆ ไม่ได้ ข้าก็จะบอกเจ้าโดยไม่คิดเงินว่าจะดรอปประกาศิตสร้างพรรคได้อย่างไร ดีไหม"

น้องดาบตาเป็นประกายทันที "วิญญูชนกล่าวแล้วห้ามคืนคำ!"

เยี่ยเว่ยหมิงกลับยักไหล่ "ข้าเป็นคนต่ำช้า แต่ให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญามาก พูดแล้วไม่คืนคำแน่นอน"


ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

266-270

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 266ถึง270

เนื่องจากมีโบนัสทักษะ คุณภาพของไก่ขอทานจึงเหนือกว่าเนื้อหมาป่าย่างหนึ่งระดับ นอกจากค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นเยอะกว่าแล้ว ความอร่อยของมันก็คนละระดับกันด้วย

หลังจากที่ไก่สุกแล้ว เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงเตรียมจะแบ่งกินกับน้องดาบ แต่น้องดาบเป็นผู้หญิง กระเพาะเล็กยัดอาหารไม่ลง ด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงกินของอร่อยคนเดียว

ทำเอารู้สึกผิดเลย!

เมื่อกินดื่มอิ่มแล้ว ทั้งสองก็ไม่พูดอะไรอีก

เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยแสงไฟจากกองไฟอ่านหนังสือ ส่วนน้องดาบก็นั่งสมาธิข้างกองไฟ เริ่มฝึกกำลังภายใน

ท่ามกลางผู้เล่นนับล้าน เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบถือเป็นยอดฝีมือเหนือยอดฝีมือ ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลที่เป็นอย่างนั้น

พวกเขาล้วนเป็นคนประเภทที่ทนต่อความเหงาได้

เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ส่วนศักยภาพของน้องดาบตอนนี้ ค่าประสบการณ์กำลังภายในที่เพิ่มขึ้นจากการนั่งสมาธิคืนเดียว สำหรับนางถือว่าน้อยนิด

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แทนที่จะพูดจาไร้สาระกับเยี่ยเว่ยหมิง นางก็ยังเลือกใช้เวลานั้นมาฝึกวิชาดีกว่า

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ถือว่าให้สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ดีกับเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน นำตำราลับตระหนักรู้ที่ยังอ่านไม่หมดก่อนหน้านี้มาย่อยทิ้งได้อีกขั้นหนึ่ง

ก่อนอื่นเลยก็คือ ‘ตระหนักรู้วิชาธนู’ แปดเล่มที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันอ่านให้ละเอียด ในข้อมูลแนะนำของแต่ละเล่มเขียนบรรยายไว้ว่า เพิ่มค่าประสบการณ์วิชาธนูได้สามพันแต้ม

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงอ่านละเอียดแล้ว ก็ได้ค่าประสบการณ์วิชาธนูรวมทั้งหมดสามหมื่นหกพันแต้ม

เยี่ยเว่ยหมิงเองไม่เคยเรียนทักษะธนูมาก่อน จึงอาศัยวิธีเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันเลือกทักษะที่มีเอกลักษณ์เหมือนกัน ค่าประสบการณ์ของตำราลับตระหนักรู้แปดเล่มถูกแบ่งไปที่ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ และ ‘ฝีมือทำครัว’ เป็นอัตราส่วน 5:2:1

ในจำนวนนั้นสุดยอดทักษะอย่าง ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เดิมทีก็เลเวลไม่ต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ก็ยิ่งถึงระยะสุดท้ายของเลเวลเก้าแล้ว ถ้าอยากจะอัปเลเวลอีก ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็เยอะมาก

ต่อให้ได้ค่าประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ยังน้อยไปสำหรับสองทักษะนี้

กลับเป็นฝีมือทำครัวที่เลเวลไม่สูง แม้จะได้รับค่าประสบการณ์ 1125 แต้ม แต่กลับได้เพิ่มหนึ่งเลเวลพอดี ตอนนี้ถึงเลเวลสี่แล้ว

สิ่งเดียวที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงไม่เข้าใจก็คือ ทักษะธนูกับฝีมือทำครัวเกี่ยวข้องกันอย่างไรแน่

ถ้าเป็นวิชาดาบ เขาพอเข้าใจได้ว่าเป็นงานใช้มีดที่อยู่ในฝีมือทำครัว แต่ทักษะการยิงธนูนี่ อย่าบอกนะว่ามีส่วนช่วยในการหาวัตถุดิบอาหาร?

ถ้านับอย่างนี้ เช่นนั้นหลายอย่างก็รวมเป็นฝีมือทำครัวได้หมดเลยสิ?

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ไม่คิดวนเวียนถึงปัญหาที่ถูกกำหนดไว้ว่าไม่มีคำตอบอีก สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มย้ายไปมองคอลัมน์สกิลของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน

‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เลเวลเต็มแล้ว ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเต็มแล้ว ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มแล้ว ‘สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า’ ก็ยิ่งไม่มีเลเวล

พอนับดูแล้ว ทักษะยุทธ์ที่ยังเลเวลไม่เต็มตอนนี้มี ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เลเวลเก้า ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ เลเวลเก้า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เลเวลเจ็ด ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เลเวลเก้า ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เลเวลเจ็ด ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เลเวลห้า

ส่วน ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ หนึ่งเล่มในมือเยี่ยเว่ยหมิงที่ได้จากศพอาเอ้อร์ ต้องใช้ค่าประสบการณ์ในการอัปเลเวลสูงกว่า ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ สองล้านแต้ม ยังถือว่าห่างไกลมาก ต่อให้นับรวมค่าตบะทั้งหมดที่เขาสะสมไว้ก็ยังห่างไกลอยู่ดี

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงเลือกเก็บตำราลับตระหนักรู้เล่มนี้ไว้ แล้วใช้ค่าตบะอัปเลเวลเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ให้ถึงระดับสมบูรณ์

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]

เลเวล: 10 (+1)

ค่าประสบการณ์: …

ป้องกัน +250% (+40%)

แม่นยำ +250% (+40%)

หลบหลีก +125% (+20%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ คลายพลัง

ดีบัฟ: ระหว่างต่อสู้ จะลบพลังโจมตี 60% ของคู่ต่อสู้!

คลายพลัง: ระหว่างต่อสู้ จะคลายกำลังภายในที่อยู่ในการโจมตีของคู่ต่อสู้ 60%!

……

ในบรรดาเอฟเฟ็กต์พิเศษสองรายการนี้ ‘ดีบัฟ’ คือค่าสเตตัสที่มีมาตั้งแต่เริ่มเรียนเคล็ดกระบี่นี้แล้ว

เพียงแต่ตอนเริ่มแรก ระดับความน่ากลัวของพลังที่หักไปมีไม่ถึง 60% แต่เมื่อเลเวลของเคล็ดกระบี่เพิ่มขึ้น มันก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

ส่วน ‘คลายพลัง’ ที่ตามมาทีหลังก็คือเอฟเฟ็กต์พิเศษที่ปรากฏขึ้นหลังจากอัปเลเวลเคล็ดกระบี่แล้ว!

ไม่เหมือนกับรายการแรก เพราะค่าสเตตัสนี้พุ่งเป้าไปที่กำลังภายใน

และเมื่อค่าสเตตัสสองรายการนี้รวมอยู่ด้วยกัน ก็กล่าวได้ว่ายามเผชิญหน้ากับการโจมตีใดๆ ของศัตรูก็ตาม เพียงใช้เคล็ดกระบี่นี้ก็ลดประสิทธิภาพของมันทิ้งได้มากถึงหกส่วน!

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ แรงกดดันที่เขาต้องแบกรับ ก็เหลือแค่พลังโจมตีสี่ส่วนของศัตรูเท่านั้น

แล้วก็อย่าลืมว่าเคล็ดกระบี่ชุดนี้ต่างกับเคล็ดกระบี่ที่เน้นโจมตี สิ่งที่มันมีเพิ่มมาก็คือค่าสเตตัสป้องกัน เพิ่มการต่อต้านดาเมจรุนแรงในระดับที่เยอะมาก

ในสถานการณ์แบบนี้ นอกเสียจากจะเป็นศัตรูเลเวลสูงที่ศักยภาพเหนือกว่าเขาทุกด้านจนจับเขาแขวนตีได้ ไม่อย่างนั้นถ้าคิดจะสร้างดาเมจรุนแรงบนตัวเขา ส่วนใหญ่ก็กล่าวได้ว่าเป็นฝันกลางวันของคนโง่

บวกกับกำลังภายในที่ใช้ในเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ที่เดิมทีก็น้อยมากอยู่แล้ว รวมกับเอฟเฟ็กต์พิเศษ ‘ชำระปราณ’ ของ ‘วิชาจักรวาล’ ก็ไม่ต้องกังวลปัญหาการใช้กำลังภายในต่อเนื่องเลย

หรือพูดได้อีกอย่างว่า เยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้สู้กับ BOSS เลเวลต่ำกว่าหกสิบได้ทั้งวันอย่างสบายๆ!

ทั้งยังบอกกับทุกคนอย่างเต็มปากเต็มคำได้ว่า

ข้า เยี่ยเว่ยหมิง ไม่ได้ใช้ระบบโกง!

พอดูค่าตบะที่เหลืออยู่ 277722 แต้ม สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ชำเลืองระหว่าง ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ครู่หนึ่ง

ทีแรก เขาคิดจะลองดูว่าจะดันวิชาตัวเบา ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ให้เลเวลเต็มในอึดใจเดียวได้หรือไม่ แต่ตอนที่วิชาตัวเบาเพิ่มถึงเลเวลเก้า กลับมีข้อมูลแสดงว่าค่าประสบการณ์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับอัปให้ถึงระดับสมบูรณ์คือสองแสน และค่าตบะที่เหลืออยู่บนตัวเขาก็ยังห่างอีกนิดหน่อย

แต่พอคิดได้ว่าวิชาตัวเบานี้ ตราบใดที่วิ่งไม่หยุดก็จะสะสมค่าประสบการณ์อย่างช้าๆ ได้ เขาจึงไม่รีบดันค่าตบะทั้งหมดไปไว้บนนั้น แต่ใช้ค่าตบะที่เหลืออัปเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ จนถึงเลเวลแปด ทำให้ค่าสเตตัสของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น

หลังจากอัปเลเวลแล้ว ขอค่าสเตตัสของสองวิชานี้ก็เปลี่ยนแล้วเช่นกัน

[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]

เลเวล: 8 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/500000

โจมตี +160% (+20%)

แม่นยำ +160% (+20%)

พละกำลัง +160 (+20)

ความแข็งแกร่ง +160 (+20)

พลังชีวิตสูงสุด+1600 (+200)

……

[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]

เป็นวิชาตัวเบาเฉพาะสำนักที่แพร่หลายในยุทธภพ ใช้เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนย้ายร่างกายได้เยอะมาก

เลเวล: 9 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/200000

ท่าร่าง +180 (+70)

……

ตอนนี้ถือว่าเยี่ยเว่ยหมิงจัดการกับผลตอบแทนที่ได้มาวันนี้อย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

เมื่อเทียบกับศักยภาพของเขาก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

พอมองน้องดาบที่กำลังกางมือสองข้างนั่งขัดสมาธิ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ตัดสินใจใช้เวลานี้ทำเรื่องที่มีความหมายดีกว่า เขาจึงเริ่มนำกลยุทธ์โดยละเอียดของเรื่อง ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ที่อินปู้คุยให้ไว้ก่อนหน้านี้มาอ่านอย่างจริงจัง

ในเมื่อเป็นกลยุทธ์ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะบันทึกตามต้นฉบับเดิมอย่างละเอียด

โดยทั่วไปจะบันทึกเพียงเส้นหลักของเนื้อเรื่องเท่านั้น ต่อให้เป็นอย่างนี้ ก็ยังมีหลายจุดที่ยังบรรยายได้ไม่ชัดเจน

ไม่ใช่ว่าอินปู้คุยเก็บข้อมูลไว้ส่วนตัว ผู้อ่านโดยทั่วไปไม่มีทางบันทึกกำลังภายในทั้งหมดของหนังสือหนึ่งเล่มได้โดยไม่ตกหล่น แต่ถ้ามีคนทำอย่างนั้นได้จริงๆ แสดงว่าคนนั้นคงไม่ใช่นักอ่านธรรมดา แต่เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่พลิกอ่านหนังสือซ้ำไปซ้ำมาได้

เห็นได้ชัดว่าอินปู้คุยไม่ได้ใช่แฟนพันธุ์แท้ระดับสูงขนาดนั้น กลยุทธ์ที่เขาเขียนออกมาจึงเรียบง่ายมาก เยี่ยเว่ยหมิงใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีก็อ่านทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ย่อมต้องยกความดีความชอบให้ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่ทำให้การอ่านและการคำนวณของเขาได้ผลดีกว่าที่ทุ่มเทไป

หลังจากอ่านกลยุทธ์จบทั้งหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งพิราบสื่อสารให้อินปู้คุยทันที

[สหาย ทำอะไรอยู่]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ทำภารกิจที่เสียเวลาอยู่ด้านนอก คงใช้เวลานานพอสมควรถึงจะทำสำเร็จ ครั้งนี้พบปัญหายุ่งยากอะไรอีกแล้วล่ะ]…อินปู้คุย

[จะถามเจ้าเกี่ยวกับของบางอย่าง แล้วก็จะให้เจ้าดูของบางอย่างอีก] ด้านล่างข้อความนี้ เยี่ยเว่ยหมิงส่งรายชื่อของที่ได้จากหวังเฟยเซี่ยตะวันตกให้อินปู้คุย แล้วไม่นานก็ได้รับคำตอบ

ยาผึ้งหยกคือของที่มีเฉพาะสำนักสุสานโบราณเท่านั้น เหมือนผลิตได้ทีละมากๆ ในครั้งเดียวด้วย แต่สำนักสุสานโบราณคงจะเป็นสำนักลับ เจ้าต้องอาศัยวิธีการของตัวเองเพื่อให้ได้มันมา ที่อยู่ก็คือภูเขาด้านหลังของเขาจงหนาน

ปลาขาวบึงหนาวอยู่ในบึงน้ำเย็นใต้หน้าผาลำไส้ขาดของหุบเขาไร้รัก อย่าถามข้าว่าหุบเขาไร้รักอยู่ที่ไหน เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

ท้อสวรรค์คุนหลุนอยู่ที่แดนสวรรค์คุนหลุน เป็นดินแดนลึกลับเช่นกัน ในกลยุทธ์ที่ข้าเคยให้เจ้าก่อนหน้านี้ก็เอ่ยถึงอยู่ เป็นสถานที่ที่จางอู๋จี้พบ ‘คัมภีร์เก้าเอี้ยง’

ยาเปลี่ยนเส้นเอ็นคือของที่อยู่ในการควบคุมของประมุขหงแห่งพรรคมังกรเทพ เจ้าลองไปท้าสู้ดันเจี้ยน ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ ในประตูสี่บานของจวนลู่ติ่งกงดูสักหน่อย

ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูกคือสมบัติของสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ ข้าเองก็ไม่รู้สถานที่เช่นกัน ส่วนรายละเอียดว่าจะได้มันมาได้อย่างไร เจ้าอิงตามข้อมูลบนกลยุทธ์แล้วคิดหาทางเองได้เลย เรื่องนี้เจ้าถนัดมากกว่า

ปลาหลีฮื้อทองกับน้ำดีจิ้งจอกหิมะ สองอย่างนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน

จบรายงาน

อินปู้คุย ในฐานะเพื่อนไม่ต้องพูดอะไรมากเลยจริงๆ ขอเพียงเป็นข่าวที่เยี่ยเว่ยหมิงต้องการ เขาไม่เคยพูดคำว่าไม่เลย ทั้งยังไม่เคยเป็นฝ่ายเสนอเงื่อนไขใดๆ ก่อนด้วย

ทุกครั้งถ้ารู้ก็พูด ถ้าพูดก็พูดหมด สุดท้ายก็ยังแนบกลยุทธ์ของเนื้อเรื่องให้ส่วนหนึ่งด้วย

ในเมื่อสหายมีน้ำใจขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมใจแคบไม่ได้

หลังจากบันทึกข้อมูลบนนั้นเงียบๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็พลิกมือส่งพิราบสื่อสารให้อินปู้คุย

[เอาไป! แต่ประหยัดใช้งานหน่อยนะ ของนี่ข้าจำเป็นต้องใช้ในภารกิจเหมือนกัน ใช้เสร็จแล้วเหลือก็คืนให้ข้า [ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก]…เยี่ยเว่ยหมิง

กลยุทธ์เหมือนเคยพูดไปแล้ว หลังจากอวี๋ไต้เหยียนกับอินหลีถิงถูกทำให้พิการก็ใช้ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูกรักษาจนหาย อิงตามลำดับของเนื้อเรื่อง ตอนนี้อินหลีถิงน่าจะยังไม่ถูกทำให้พิการ แต่อวี๋ไต้เหยียนคงจะกำลังนอนเป็นผัก

ดังนั้นด้วยตัวตนและฐานะของบอสเลเวลสองร้อยอย่างจางซานเฟิง จะดูแลรักษาศิษย์ในสำนักอย่างอวี๋ไต้เหยียนไม่ได้เชียวหรือ

ถ้าพูดแบบไม่น่าฟัง อาศัยผลงานนี้ ต่อให้จางซานเฟิงรับอินปู้คุยเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตัวเองเป็นกรณีพิเศษ เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์คนที่แปดของอู๋ตังก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

หลังจากนั้นครึ่งนาที อินปู้คุยตอบกลับข้อความ

[โอ้สวรรค์! พี่ใหญ่! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเจ้าก็คือพี่ใหญ่ของข้า!]…อินปู้คุย

……

สรุปข่าวที่ได้มาจากอินปู้คุย ในบรรดาวัตถุดิบยาเจ็ดอย่าง ยาผึ้งหยกคือของที่ได้มาง่ายที่สุด

เยี่ยเว่ยหมิงส่งพิราบสื่อสารให้สะพานสวรรค์น้อยเพื่อถามรายละเอียดของสถานการณ์ ได้รับข้อความตอบกลับทันทีว่า “เจ้าต้องการเท่าไร”

คำตอบนี้ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอึ้งไปชั่วขณะ หลังจากถามละเอียดแล้วถึงได้รู้ว่า ในสายตาคนอื่น ยาผึ้งหยกถือเป็นของขวัญล้ำค่าจริงๆ แต่สำหรับสำนักสุสานโบราณ นั่นคือหนึ่งในเสบียงอาหารที่ NPC กินในชีวิตประจำวัน ถึงขั้นว่าแม้แต่ผู้เล่นของสำนักสุสานโบราณก็นำเงินกับค่าผลงานสำนักมาแลกได้โดยตรง

เพียงแต่ในความเข้าใจของสะพานสวรรค์น้อยก่อนหน้านี้ ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวของมันคือยาถอนพิษ

ถอนพิษผึ้งหยกกับเข็มผึ้งหยกได้ทันท่วงที มีสรรพคุณระงับพิษอื่นๆ ได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

นางรู้เพียงเท่านี้

เนื่องจากมูลค่าในตลาดไม่สูงมาก หลังจากแลกมาแล้วผู้เล่นของสำนักสุสานโบราณจึงไม่เคยคิดจะนำไปขายทำเงิน

หลังจากรู้ว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ต้องการจำนวนนาก สะพานสวรรค์น้อยก็ใช้พิราบสื่อสารส่งมาให้หนึ่งขวดที่บรรจุครึ่งชั่งอย่างใจกว้างมาก พร้อมฝากข้อความด้วยว่า ตอนนี้บนตัวนางเหลืออยู่เพียงเท่านี้ แต่หลังจากนางกลับสำนักแล้ว อยากได้เท่าไรก็มีให้เท่านั้น

เป็นไปตามนั้น ได้วัตถุดิบยาอย่างที่สองมาแบบนี้แล้ว

แต่ห้าอย่างที่เหลือ วิธีการที่จะได้มาคงไม่ได้ง่ายขนาดนี้ ทุกอย่างแทบจะเป็นไอเทมลับที่อยู่ในแผนที่พิเศษ ในจำนวนนั้นยังมีสองรายการที่อินปู้คุยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนด้วย

สิ่งที่พอจะนำมาไว้ในมือได้ตอนนี้ เหมือนจะมีแค่ยาเปลี่ยนเส้นเอ็นแล้ว เขาจะกลับไปถามเหวยเสี่ยวเป่าสักหน่อย หรือไม่ก็บุกดันเจี้ยน ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ เองเลย

รองลงมาก็คือท้อสวรรค์คุนหลุน สิ่งที่อยู่ในฉากเดียวกับ ‘คัมภีร์เก้าเอี้ยง’ ถ้าอยากจะเข้าไป แค่คิดก็รู้ถึงระดับความยากแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงครุ่นคิด รอให้เนื้อเรื่องของ ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ดำเนินไปจนถึงตอนจางอู๋จี้ตกหน้าผา ถึงขั้นรอให้ออกมาจากใต้หน้าผาสูงชันก่อนถึงจะมีโอกาส

ส่วนอย่างอื่น…ตอนนี้คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์

เขาเติมไม้แห้งบนกองไฟอีกเล็กน้อยก่อนจะนั่งขัดสมาธิ เริ่มฝึกวิชาอย่างน้องดาบบ้าง

ไม่ได้พูดอะไรเลยทั้งคืน

วันต่อมา ตอนที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อไป

นอกด่านหนาวเย็นเป็นพิเศษ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบล้วนเป็นยอดฝีมือท่ามกลางผู้เล่น ค่าตบะกำลังภายในไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นทั่วไปเทียบติด แต่เมื่อเดินทางอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นกัน ก็ยังรู้สึกลำบากอยู่ดี

ขณะที่กำลังวิ่ง ก็รูดกินเนื้อย่างเสียบไม้ไปด้วย เป็นภาพที่อิสระเสรีมาก

ถึงอย่างไรร่างกายของผู้เล่นก็เป็นเหมือนยุทโธปกรณ์ บาดเจ็บได้ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะป่วย

“จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ถึงคำถามหนึ่ง” หลังจากกินเนื้อหมาป่าย่างไปเจ็ดไม้ ในที่สุดค่าความหิวของเยี่ยเว่ยหมิงก็เหลือศูนย์แล้ว เขาโยนไม้ในมือทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับเอ่ยปากถามว่า “ในเมื่อจุดหมายแรกของเราคือด่านประตูหยก เช่นนั้นก่อนหน้านี้ทำไมไม่ไปด่านประตูห่านป่ากับพวกสะพานสวรรค์น้อย ถ้าไปนั่งรถม้าที่นั่น ก็จะถูกส่งมาที่ด่านประตูหยกโดยตรงเหมือนกันไม่ใช่หรือ…

…แล้วถ้าเดินทางตามวิธีที่ข้าบอก อย่างน้อยก็ย่นระยะทางได้หนึ่งในสามส่วน”

ความเร็วในการกินอาหารของน้องดาบก็ไม่เป็นรองเยี่ยเว่ยหมิง ตอนนี้นางกินเนื้อย่างหมดแล้วเช่นกัน พอได้ยินคำถามก็ถามกลับอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำว่า “ถ้าไม่มาเส้นทางนี้ เจ้าจะได้รับภารกิจสุดยอดวิชาหรือ”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้ถามเรื่องนี้” เยี่ยเว่ยหมิงอ้อมค้อม อย่าคิดจะพูดหลอกลวงให้ผ่านๆ ไป “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะรู้ล่วงหน้าว่ามีภารกิจนี้อยู่”

น้องดาบร่างกายวิบวับพลิ้วไหว เหมือนภูตที่กลายร่างมาจากเปลวเพลิง “แต่ที่จริง วิ่งนอกเมืองมากๆ หน่อย ก็มีโอกาสเจอกับภารกิจลับมากกว่าจริงๆ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงงทันที นึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเจออาจ่งก่อนหน้านี้ เหมือนคำพูดของนางก็มีเหตุผลอยู่บ้าง

ส่วนน้องดาบก็อธิบายต่อว่า “แน่นอน นี่เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่ข้าตรงมาที่ด่านประตูหยก ส่วนอีกสาเหตุ เจ้ามือปราบหน้าเหม็น เจ้าไม่สังเกตเห็นบ้างหรือ หลังจากวิ่งเดินทางได้หนึ่งวันกว่า ค่าประสบการณ์วิชาตัวเบาก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก”

น้องดาบหัวเราะแห้ง แล้วสุดท้ายก็สรุปว่า “วิ่งเยอะๆ หน่อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจ”

ตอนที่ฟ้าสว่างเต็มที่ ทั้งสองก็มาถึงด่านประตูหยกแล้ว แต่คนที่น้องดาบต้องการพบไม่ใช่นายพลกองทัพที่ด่านประตูหยก

เมื่อผ่านด่านประตูหยกไปแล้ว ด้วยการนำทางของน้องดาบ สุดท้ายทั้งสองก็มาเจอหลวงจีนจีวรเหลืองที่ถือดาบเดี่ยวแบบเดียวกับน้องดาบในป่าต้นหยางผืนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากด่านประตูหยกห้าลี้

อย่าบอกนะว่าหลวงจีนรูปนี้คือศิษย์ของสำนักดาบโลหิต

เมื่อเห็นหลวงจีน ประโยคแรกที่น้องดาบพูดก็คือ “ซั่นจื้อ ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งล้างเลือดโรงเตี๊ยมนอกด่านไปแห่งหนึ่ง ได้สูตรกลั่นสุรานอกด่านแล้วหรือยัง?”

“อ้าว! นี่ศิษย์น้องหนึ่งดาบไม่ใช่หรอกหรือ” หลังจากซั่นจื้อเห็นน้องดาบ ในดวงตาก็ฉายประกายตัณหาแวบหนึ่ง แต่เขาก็ควบคุมไว้ได้ทันที ปากยังคงกล่าวประเมินอย่างดูถูกว่า “ขนาดผู้เล่นอย่างพวกเจ้ายังเห็นได้แต่สัมผัสไม่ได้เลย น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ แต่ตำรับยานั่นของเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อข้า ถ้าเจ้าอยากได้…”

ไม่รอให้ซั่นจื้อพูดจบ น้องดาบก็ถลันตัวมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว จากนั้นโบกมือตบหน้าอีกฝ่ายหนึ่งฉาด

เพียะ!

-233!

พลังของฝ่ามือนี้ไม่ใช่เบาๆ แต่เนื่องจากไม่ใช่กระบวนท่าของระบบ จึงสร้างดาเมจได้ไม่สูงมาก เพียงแต่ซั่นจื้อถูกตบจนหมุนออกจากที่เดิมไปหลายตลบ ตอนนี้ก้นนั่งติดอยู่บนพื้นแล้ว

เพียงแต่ตอนนี้ เขาถูกอีกฝ่ายตบจนค่าสเตตัสของ BOSS ปรากฏขึ้นมาแล้ว

[ซั่นจื้อ]

หนึ่งในยอดฝีมือของสำนักดาบโลหิต

เลเวล: 45

พลังชีวิต: ……

……

เมื่อเห็นน้องดาบไม่ยอมฟังแม้กระทั่งอีกฝ่ายแจกภารกิจ พอเจอหน้ากันก็ตบทันที เยี่ยเว่ยหมิงก็อดอึ้งไม่ได้ พอดึงสติกลับมาได้ถึงถามว่า “จะว่าไปแล้ว เจ้าปฏิบัติกับ NPC สำนักเดียวกันเช่นนี้ จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม…”

“…นี่ก็คือข้อได้เปรียบของสำนักดาบโลหิตของพวกเรา” น้องดาบหักนิ้วเสียงดังกรอบแกรบ

ตอนนี้เอง ซั่นจื้อก็ลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วเช่นกัน เขากล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ศิษย์น้องหนึ่งดาบ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะลอบโจมตีข้า ดูท่าแล้ววันนี้จะต้องสั่งสอนให้เจ้ารู้จักกฎของสำนักดาบโลหิตสักหน่อย”

ส่วนน้องดาบก็ชักดาบออกมาเช่นกัน ไม่สนใจการท้าทายของซั่นจื้อเลย เอาแต่พึมพำอธิบายให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังว่า “กฎของสำนักดาบโลหิตก็คือผู้ที่แข็งแกร่งเป็นจ้าว ในสำนักมีภารกิจมากมาย ถ้าเจ้ากลัวยุ่งยากไม่อยากทำ ก็มีอีกช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือเอาชนะ NPC ที่แจกภารกิจ เป็นอย่างไร อิจฉามากเลยล่ะสิ”

อิจฉาบ้าอะไรกัน!

เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้จะสบถด่าสำนักที่ไร้เหตุผลเช่นนี้อย่างไรดี

ตอนนี้เอง ซั่นจื้อโบกดาบมาทางน้องดาบก่อนแล้ว

ส่วนน้องดาบก็ใช้ท่าร่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ ถลันหลบไปข้างหลังเขาอย่างพลิ้วไหวราวกับภูตแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่ถือเป็นการต่อสู้ภายในของสำนักดาบโลหิต เจ้าอย่าแทรกแซง”

ตอนที่นางพูด ดาบยาวในมือก็ฟันไปบนหลังคอของอีกฝ่ายจนเกิดคริติคอลดาเมจที่ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ!

การเคลื่อนไหวของน้องดาบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ไม่มีใครสงสัยเช่นกัน ต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่กล้าพูดว่าการเคลื่อนไหวของตัวเองเหนือกว่าน้องดาบเสมอไป เพราะอย่างมากตัวเองก็แค่อาศัยความได้เปรียบของค่าสเตตัสรังแกนางเท่านั้นเอง

สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ BOSS เลเวลสี่สิบห้าถือว่าไม่สร้างภัยคุกคามใดๆ ให้แก่เขาแล้ว

สำหรับน้องดาบก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน!

ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที ซั่นจื้อก็เปลี่ยนจากบอสเลเวลสี่สิบห้าที่ค่าพลังชีวิตเต็มหลอดกลายเป็นบอสเลเวลสี่สิบห้าที่ใกล้ตายแล้ว

แต่หลวงจีนรูปนี้ก็เด็ดเดี่ยวเหมือนกัน เมื่อเห็นตัวเองกำลังจะถูกโจมตีตาย ก็โยนดาบล้ำค่าในมือทิ้งทันที แล้วคุกเข่าตะโกนว่าศิษย์พี่หญิง จากนั้นยิ้มสู้พร้อมนำสูตรกลั่นสุราที่น้องดาบบอกออกมา แล้วใช้สองมือยื่นให้นาง

น้องดาบคว้าสูตรกลั่นสุรามาไว้ในมือ นางมองมันแวบหนึ่ง แล้วหันมาบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “NPC ที่ชื่อจั่วปั๋วเยี่ยนนั่นได้รับขนานนามว่าเป็นเทพสุรา ไม่ใช่ว่าเขาคอแข็งดื่มสุราได้เยอะ แต่ฝีมือการกลั่นสุราของเขาไม่เป็นรองใคร ถ้าอยากจะขอให้เขายื่นมือช่วย ก็ย่อมต้องแสดงน้ำใจอยู่แล้ว จั่วปั๋วเยี่ยนนั่นติดสุราเป็นชีวิตจิตใจ ชอบรวบรวมสูตรกลั่นสุราที่แตกต่างกันที่สุด สูตรลับของสุราขาวนอกด่านก็คือสูตรที่เขาต้องการ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า มองซั่นจื้อที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง จากนั้นถามในช่องทีมว่า “เจ้าโจมตี BOSS จนสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว ไม่ถือโอกาสฆ่าหรอกหรือ”

น้องดาบได้ยินแล้วมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาแปลกๆ แวบหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าศิษย์สำนักฝ่ายมารอย่างตน เมื่อเทียบกับเขาแล้วตัวเองกลายเป็นนางฟ้าตัวน้อยจิตใจงามไปเลย!

แต่เมื่อนึกถึงแผนการใหญ่ที่ตัวเองกลั่นกรองคิดมานานก็รู้สึกว่าใช้คำว่านางฟ้ามาบรรยายตัวเองก็ฟังดูเกินจริงไปหน่อย

เช่นนั้นควรจะนับเป็นอะไร นางฟ้าตกสวรรค์?

ความคิดมากมายเกิดขึ้นในใจ แต่ปากน้องดาบกลับบอกว่า “ถึงอย่างไรก็อยู่สำนักเดียวกัน ข้าไม่สะดวกจะลงมือจริงๆ แล้วถ้าข้าทำอย่างนั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ของข้า ได้ไม่คุ้มเสีย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเข้าใจแล้ว”

น้องดาบ “???”

นี่! เจ้ามือปราบหน้าเหม็น เจ้าจะไปเข้าใจอะไร

ไม่รอให้น้องดาบเอ่ยถาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อมาทำให้นางตกใจเหมือนถูกฟ้าผ่าจนกรอบนอกนุ่มในแล้ว

[ติ๊ง! คุณถูกผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิงเตะออกจากทีม!]

จากนั้นน้องดาบก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงพลิกฝ่ามือ มีลำแสงสีขาวสายหนึ่งยิงออกมาจากมือของเขา

ท่าทางแบบนี้น้องดาบคุ้นเคยที่สุดแล้ว

วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!

แกร๊ง!

ฉึก!

-28146!

ลำแสงสีขาวจมหายเข้าไปในหว่างคิ้วของซั่นจื้อ อีกฝ่ายเดิมทีก็ค่าพลังชีวิตไม่เยอะอยู่แล้ว จึงหายไปในชั่วพริบตาเดียว

[ติ๊ง! ผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิงเชิญคุณเข้าทีม ยอมรับหรือไม่]

[ใช่/ปฏิเสธ]

ผลงานต่อเนื่องจากเยี่ยเว่ยหมิงทำให้น้องดาบหนังหัวชาวาบ หลังจากกดยอมรับแล้ว กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดต่อว่า “คำโบราณกล่าวได้ดี หนึ่งคนตาย สองคนรอด…

…เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ข้างกายมีสหายร่วมทีม ก็จะทำงานที่ทำคนเดียวไม่ไหวให้สำเร็จได้มากมาย ก็เหมือนกับซั่นจื้อคนนี้ แม้เจ้าจะไม่มีทางโจมตีสังหารจนได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะของเขา แต่อุปกรณ์ที่ดรอปได้ก็ยังแบ่งคนละครึ่งได้”

พูดไปพูดมา เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิงฟัน เผยฟันขาวเต็มปากให้น้องดาบเห็นพร้อมถามว่า “ข้ามีน้ำใจใช่ไหมล่ะ”

ซั่นจื้อไม่ใช่ NPC คนสำคัญอะไร นอกจากเลเวลไม่สูงแล้ว ยังไม่ใช่ BOSS ร่างแท้โหมดปกติด้วย ถึงขั้นว่าเยี่ยเว่ยหมิงทำเฟิร์สคิลแล้วยังไม่ได้รางวัล ของที่ดรอปได้ย่อมไม่ดีสักเท่าไร

อย่างไรเสีย หลังจากเตะศพแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่พบของสักอย่างที่ต้องตาต้องใจตัวเอง

หลังจากปรึกษากับน้องดาบครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเก็บของไว้ที่ตัวเยี่ยเว่ยหมิงก่อน รอกลับไปแล้วค่อยขายและแบ่งเงินกัน

BOSS ขยะแบบนี้ไม่คู่ควรกับโลงศพไม้คุณภาพดี เยี่ยเว่ยหมิงจึงนำเสื่อมาม้วนไว้เสียเลย จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือพิชิตมังกรตีให้เกิดหลุมบนดิน โยนศพลงไปในนั้น แล้วก็ใช้มังกรซ่อนกบดานตบกระพือดินขึ้นมากลบหลุมให้เรียบเสมอกัน

ด้วยค่าตบะกำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ การฝังศพไม่จำเป็นต้องใช้พลั่วเหล็กแล้ว

สมบูรณ์แบบ!

พอปัดเศษดินที่ไม่ได้มีอยู่จริงบนมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจว่า “ในการใช้ขาวิ่งจะฝึกวิชาตัวเบาได้ แต่ก็อาจเสียเวลาเกินไป พวกเรากลับไปนั่งรถม้าที่ด่านประตูหยกดีกว่า รีบทำภารกิจให้เสร็จเร็วๆ หน่อย ข้ายังต้องรีบอัปเลเวลอีก”

น้องดาบได้ยินแล้วเตือนว่า “อย่าลืมนะ ภารกิจของจวนอ๋องจ้าวข้าก็รับมาแล้วเช่นกัน ถึงตอนนั้นจะทำด้วยกันหรือเปล่า”

“ดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน” เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้รับประกัน

น้องดาบพูดต่อว่า “ข้ารู้ว่าในนั้นมีของอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังภายในได้มาก”

“หมายถึงงูเหลือมของเหลียงจื่อเวิงนั่นน่ะหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ก็ได้ เจ้ารับหน้าที่วางแผนจับงู ครั้งนี้พวกเราต้องจับเป็น หลังจากกลับไปแล้วค่อยๆ ปรุง พยายามแสดงสรรพคุณของมันให้ได้มากที่สุด”

……

เมืองเจิ้นเจียงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซู สมัยโบราณเรียกว่า ‘รุ่นโจว’ เป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลทั้งฝั่งตะวันออกที่สุดแห่งหนึ่งเช่นกัน เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก

แต่ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เมืองเจิ้นเจียงกลับไม่เป็นที่นิยมของผู้เล่นมากนัก เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพียงเพราะบริเวณนี้ไม่มีสำนักในยุทธภพใดๆ

ทั้งบริเวณเจิ้นเจียง อำนาจบู๊ลิ้มเพียงฝ่ายเดียวก็คือพรรคยุทธภพที่ชื่อว่าพรรคฉางเล่อ

หมายเหตุ เป็นพรรค ไม่ใช่สำนัก

พรรคฉางเล่อไม่ใช่สถานที่สำหรับคำนับอาจารย์เรียนวิชา ผู้เล่นแม้เข้าร่วมสำนักนั้น แต่ก็เลิกคิดไปได้เลยว่าจะได้เรียนทักษะยุทธ์ที่เข้าท่า

แต่ยังดีที่ถ้าเข้าร่วมพรรคฉางเล่อแล้วจะไม่ถือว่าทรยศสำนักตัวเอง พวกศิษย์สำนักฝ่ายมารที่ไม่สนใจค่าวีรบุรุษเข้าร่วมได้เลย นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการรับภารกิจเช่นกัน

แต่ในพรรคฉางเล่อไม่มีวิทยายุทธ์ที่เข้าท่าอะไร รางวัลภารกิจของที่นี่ก็เน้นเงินเป็นหลัก ค่าประสบการณ์ ค่าตบะเป็นรอง แม้แต่อุปกรณ์ก็เอาไว้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น

พรรคยุทธภพแบบนี้ แน่น่อนว่าดึงดูดได้เพียงพวก NPC ที่อยากจะเสพสุขเท่านั้น เติมเต็มความต้องการให้พวกผู้เล่นที่อยากแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดไม่ได้เลย

ภายใต้การนำของน้องดาบ ทั้งสองก็มาถึงร้านขายสุราที่ชื่อว่าร้านเทพสุราแล้ว

พอทั้งสองเข้าประตูมา ก็เห็นสาวน้อยชุดขาวคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าโต๊ะยาว หลังจากเห็นลูกค้าเข้าประตูมา นางก็ทำตัวกระปรี้กระเปร่าทันที ลุกขึ้นบอกว่า “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ทั้งสองอยากขายสุราอะไรเจ้าคะ”

สาวน้อยผู้นี้รูปร่างสูงระหง แม้จะเทียบกับน้องดาบและสะพานสวรรค์น้อยก็ไม่ด้อยกว่ามากนัก เรียกว่าเป็นสาวงามประจำตำบลได้เลย

ต้องทราบไว้ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ สาวงาม NPC ขาดแคลนกว่าผู้เล่นเยอะมาก

ถึงอย่างไรปัจจัยในการดำรงชีวิตของยุคโบราณก็แย่กว่าปัจจุบันไม่รู้ตั้งเท่าไร การบำรุงร่างกายไม่ดีระหว่างที่ NPC เติบโตถือเป็นสภาวะปกติ ที่หน้าตามีน้ำมีนวลเดิมทีก็มีไม่เยอะอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนที่ผู้เล่นเข้ามาในเกม มีสิทธิ์จำกัดในการปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอก 30% แต่ NPC กลับไม่มีสิทธิ์นั้น

เมื่อได้ยินคำถามของสาวน้อย น้องดาบก็ก้าวขึ้นมาตอบทันทีว่า “น้องจั่วซือ เจ้ายังจำข้าได้หรือเปล่า ตอนนี้ข้ารวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดในการกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ได้แล้ว ทั้งยังมี ‘สูตรเฉพาะของสุราขาวนอกด่าน’ ของท่านลุงจั่วด้วย นำมาพร้อมกันเลย ท่านลุงจั่วก็อยู่บ้านใช่ไหม”

“ที่แท้ก็เป็นพี่หนึ่งดาบ ท่านดูข้าสิ แทบจะจำไม่ได้แล้ว” เด็กสาวที่ชื่อว่าจั่วซือได้ยินแล้วกล่าวขออภัย จากนั้นบอกว่า “ท่านพ่อของข้าพักผ่านอยู่โถงด้านหลัง ข้าจะพาพวกท่านไปหาเขา”

“น้องจั่วซืออยู่บ้านด้วยหรือ”

ตอนที่จั่วซือเตรียมจะพาทั้งสองไปพบจั่วปั๋วเยี่ยน จู่ๆ ก็มีเสียงที่ไร้มารยาทมาจากข้างนอก พอหันไปมอง กลับพบคุณชายหน้าตาหล่อเหลาjสวมเสื้อผ้าหรูหราคนหนึ่งใช้พัดเลิกม่านที่เขียนคำว่า ‘สุรา’ ขึ้นแล้วเดินหัวเราะคิกคักเข้ามา

เมื่อเห็นคนผู้นี้ จั่วซือก็สีหน้าบึ้งตึงทันที ในแววตาเผยความรังเกียจสุดขีด “ข้าไม่อยู่บ้าน ประมุขพรรคสือเชิญกลับไปเถิด”

ยามเผชิญหน้ากับคุณชายที่ถูกเรียกว่า ‘ประมุขพรรคสือ’ ท่าทีของจั่วซือก็คือจงเกลียดจงชังอย่างถึงที่สุด

ท่าทีเย็นชาเช่นนี้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโบราณที่ให้ความสำคัญกับธรรมเนียมมารยาท ก็ทำให้คนที่ตามจีบตกใจจนถอยเป็นกลุ่มใหญ่ได้เลย

อย่างไรเสีย คนเราก็ต้องการศักดิ์ศรีหน้าตา

ทว่าบนโลกนี้มักจะมีพวกคนประหลาดออยู่แล้ว

และ ‘ประมุขพรรคสือ’ คนนี้ก็เป็นคนประหลาดอย่างไม่ต้องสงสัย

เขาไม่เพียงแค่ประหลาด ทั้งยังประหลาดแบบไร้ยางอายด้วย!

หลังจากได้ยินคำพูดของจั่วซือ ประมุขพรรคท่านนี้ก็ไม่เพียงแค่ไม่มีท่าทีถอดใจ กลับเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าทะเล้น แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “น้องจั่วซือ วันนี้ข้ามาเพื่อสู่ขอ ขอเพียงเจ้าตอบตกลงข้า เจ้าก็ไปใช้ชีวิตอู้ฟู่ที่พรรคฉางเล่อได้เลย เหตุใดต้องปฏิเสธกันตั้งแต่พันลี้”

“ใครเป็นน้องท่าน” จั่วซือได้ยินแล้วท่าทีกลับยิ่งเย็นชา “ข้าไม่มีทางตอบรับการสู่ขอของท่าน พ่อข้าก็ยิ่งไม่มีทางทำอย่างนั้น ประมุขพรรคสือได้โปรดออกจากร้านโดยเร็ว อย่าขัดขวางการทำธุรกิจของพวกเรา!”

“ไม่ผิดหรอก!” ตอนนี้เอง ชายชราอายุประมาณห้าสิบเดินออกจากโถงด้านหลัง มองประมุขพรรคสือด้วยสายตาโกรธเคืองพร้อมบอกว่า “ท่านเป็นประมุขพรรคฉางเล่อ ใช้อำนาจบาตรใหญ่อยู่อีกฝ่ายของยุทธภพ ซือเอ๋อร์บ้านข้าเป็นสตรีไร้การศึกษา ไม่คู่ควรกับท่าน และยิ่งไม่อาจเอื้อม ประมุขพรรคสือ เชิญท่านกลับไปดีกว่า!”

ประมุขพรรคสือได้ยินแล้วกลับยิ้มมากกว่าเดิม “จะคู่ควรหรือไม่คู่ควร ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้ากำหนดเองได้ ในพื้นที่เล็กๆ อย่างเจิ้นเจียง มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจ! นักพิธีการเฉิน ตอนนี้น้องจั่วซือยังคิดไม่ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ ‘เชิญ’ นางกลับพรรคฉางเล่อก่อน ให้นางค่อยๆ คิดก็ได้”

สิ้นเสียงคำสั่งของประมุขพรรคสือ ก็มีชายร่างกำยำสิบกว่าคนบุกเข้ามาจากด้านนอกทันที ผู้ที่นำหน้ามาเป็นชายถือดาบรูปร่างอวบ หลังจากเข้ามาคุ้มกันอยู่ข้างหลังประมุขพรรคสือแล้ว ก็แสดงท่าทีว่าขอเพียงประมุขพรรคสือออกคำสั่ง ก็พร้อมจะลงมือชิงตัวคนทันที

ยามเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ จั่วปั๋วเยี่ยนก็ไม่ได้ขมวดคิ้วเลยสักนิด ยังคงมองคนชั่วร้ายพวกนี้ด้วยสายตาดุร้ายน่ากลัว แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็มองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังเครียดหรือกำลังโมโหกันแน่

ส่วนคุณชายที่ถูกเรียกว่าประมุขพรรคสือ จู่ๆ เปลี่ยนประเด็นสนทนา บอกชายถือดาบที่อยู่ข้างๆ ว่า “เมื่อครู่น้องจั่วซือบอกว่าข้าส่งผลกระทบกับธุรกิจของพวกเขา แต่ข้าไม่เห็นว่าที่นี่มีกาารค้าขายนะ”

“นักพิธีการเฉิน เจ้าคิดว่าอย่างไร”

นักพิธีการเฉินคนนั้นจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าประมุขพรรคของตัวเองอยากจะโยน ‘ลูกค้า’ ผู้โชคร้ายสองคนนี้ออกไป อาศัยผลของการสร้างอำนาจบารมี ทำให้จั่วปั๋วเยี่ยนและบุตรสาวได้รู้ถึงความน่าเกรงขามของพรรคฉางเล่อสักหน่อย

พอเป็นเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวตอนที่ฉุดเจ้าสาวมาแต่งงาน ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะขัดขืนน้อยลง คงไม่ถึงขั้นวุ่นวายจนน่ากลียดเกินไป

พอนึกถึงตรงนี้ นักพิธีการเฉินก็มองเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบด้วยสายตาเห็นใจนิดหน่อย แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ คำสั่งของประมุขพรรคเขาก็ยังต้องเชื่อฟัง จึงส่งสายตาให้ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนที่อยู่ข้างหลังแล้วนำพวกเขาไปล้อมทั้งสองคนที่ยืนอยู่ทันที

“ช้าก่อน!” ทันใดนั้น ประมุขพรรคสือกลับห้ามนักพิธีการเฉินไว้ จากนั้นหัวเราะคิกคักเดินเข้าไปตรงหน้าน้องดาบ จ้องตาเป็นมันพร้อมกล่าวว่า “นึกไม่ถึงเลย นึกไม่ถึง! นึกไม่ถึงว่าร้านเทพสุราแห่งนี้ นอกจากน้องจั่วซือแล้ว ยังมีสตรีที่สวยตะลึงทั้งยังจับต้องได้อยู่อีกคน แต่น่าเสียดายที่เป็นผู้เล่น ดูได้แต่สัมผัสไม่ได้ น่าเสียดายเกินไปจริงๆ…”

เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของประมุขพรรคสือ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถึงขั้นอดกดไลก์ในใจไม่ได้

ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่กับน้องดาบก็กล้าพูดจาแทะโลม ช่างกล้าหาญน่าชื่นชมจริงๆ เต็มไปด้วยความกล้าหาญ!

เขาจำได้ว่า NPC ที่เคยพูดประโยคนี้ ตอนนี้เกรงว่าหญ้าบนหลุมฝังศพคงสูงเท่าตัวคนแล้ว

“อ้อ?” เมื่อเห็นประมุขพรรคสือพูดจาเสียมารยาทกับตนอย่างกล้าหาญเช่นนี้ บนใบหน้าน้องดาบก็เผยรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดอกไม้ “เจ้าเองก็รู้สึกว่าน่าเสียดายมากเหมือนกันหรือ”

พอเห็นว่าน้องดาบไม่เพียงแค่ไม่โกรธที่ตนพูดหยอก กลับเผยรอยยิ้มที่น่าเย้ายวนใจขนาดนี้ ประมุขพรรคสือก็อารมณ์ดีขึ้นมากทันที “แน่นอนอยู่แล้ว! แม่นางผู้นี้ เจ้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกันหรือ”

น้องดาบส่ายหน้าเล็กน้อย “ที่จริงก่อนเจอเจ้า ก็มี NPC หลายคนที่เคยมีความคิดอย่างนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีความคิดอย่างนั้นแล้ว”

ประมุขพรรคสือได้ยินแล้วงง เห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของน้องดาบ

ตอนนี้เอง น้องดาบกลับโบกฝ่ามือออกมาอย่างแรง ตบบนใบหน้าเล็กขาวของประมุขพรรคสืออย่างไม่ปรานี

เพียะ!

เสียงอันไพเราะกังวานดังขึ้น ดังก้องทั่วทั้งห้องในชั่วพริบตาเดียว ตอนที่ฝ่ามือกับแก้มแนบชิดกันจนเกิดเสียงก้องกังวาน ร่างของประมุขพรรคสือก็ราวกับลูกข่าง หมุนห้าตลบภายในหนึ่งวินาที จากนั้นก้นก็กระแทกพื้น

-233

ต้องบอกเลยว่าการโจมตีกะทันหันของน้องดาบไม่เพียงแค่ทำให้คนสะใจ แม้แต่ตัวเลขพลังชีวิตลดที่ลอยออกมาจากฝ่ามือนี้ก็น่าเฉลิมฉลองเช่นกัน

[สือจงอวี้]

ประมุขพรรคฉางเล่อ ไม่เรียนรู้ทักษะใดๆ ก่อกรรมทำชั่วมากมาย ไม่สนใจกฎเกณฑ์

เลเวล: 33

พลังชีวิต: 24767/25000

กำลังภายใน: 2500/2500

……

ฝ่ามือเดียวของน้องดาบไม่เพียงแค่ตบจนประมุขพรรคสือหัวหมุน ทั้งยังถือโอกาสตบค่าสเตตัสของบอสอย่างเขากับนักพิธีการเฉินให้เผยออกมาด้วย ที่แท้ประมุขพรรคฉางเล่อคนนี้ก็ชื่อว่าสือจงอวี้

เฉินชงจือ

นักพิธีการหอซือเวยของพรรคฉางเล่อ

เลเวล: 53

พลังชีวิต: 160000/160000

กำลังภายใน: 68000/68000

……

“อย่าทำร้ายประมุขพรรคของเรา!” เมื่อเห็นสือจงอวี้เสียเปรียบด้วยน้ำมือน้องดาบ เฉินชงจือก็ตะคอกอย่างเดือดดาล แล้วยื่นมือคว้าดาบที่สะพายอยู่ข้างหลังทันที

ทว่าไม่ทันรอให้เขาชักดาบออกจากฝัก เยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ข้างๆ กลับก้าวขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง ใช้ฝ่ามือธรรมดาๆ ประทับตรงหน้าอกของเขาก่อนแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ชอบเสแสร้งเหมือนน้องดาบ คนที่เน้นผลลัพธ์อย่างเขาแค่ไม่ลงมือเท่านั้นเอง ถ้าลงมือขึ้นมาก็ใช้ท่าไม้ตายที่โหดร้ายที่สุด!

เฉินชงจือตัดสินศัตรูผิดพลาดอย่างร้ายแรง ทำให้เขาต้องจ่ายอย่างแสนสาหัสให้กับความสะเพร่าของตัวเองทันที

“อา โอย!…”

ตอนที่สองฝ่ามือสัมผัสกัน เฉินชงจือที่ไม่ถนัดเคล็ดฝ่ามือถูกพลังฝ่ามือรูปมังกรสีน้ำเงินกลืนทันที แม้แต่ผู้ช่วยพรรคโชคร้ายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาก็ถูกฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงตบจนกระเด็นถอยหลังเช่นกัน

กร๊อบ! ขณะเดียวกันนี้เอง เสียงกระดูกหักเสียดหูก็ดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ยินหมด

-17685

กระดูกแตก!

แค่โจมตีครั้งเดียว ลูกน้องเบอร์หนึ่งของประมุขพรรคสือก็แขนพิการไปข้างหนึ่งแล้ว จากนั้นก็กระเด็นออกจากประตูไปกระแทกอยู่กลางถนนอย่างแรง ส่งเสียงโอดครวญผิดมนุษย์มนาอยู่พักหนึ่ง

ลูกน้องที่ช่วยเจ้านายทำชั่วถูกโจมตีจนพิการเพียงชั่วพบหน้ากัน สือจงอวี้กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ไม่เพียงแค่ไม่สนใจความเป็นความตายของลูกน้องตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้เขาก็เอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน

หลังจากลุกขึ้นมาจากพื้น สือจงอวี้ก็คิดจะลงมือกับน้องดาบเพื่อกู้หน้ากลับมา แต่คนขี้เมาหยำเปอย่างเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของน้องดาบได้อย่างไร

เพียงชั่วพบหน้ากัน บนตัวก็ถูกน้องดาบโจมตีอย่างรุนแรงหลายครั้งต่อเนื่องกันแล้ว ทั้งยังถูกนางถือโอกาสฉีกแขนเสื้อออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วโยนไปด้านข้างอย่างรังเกียจมาก

ครั้งนี้น้องดาบเหมือนเกิดจิตสังหารแล้วจริงๆ ไม่รอให้สือจงอวี้เปลี่ยนท่า นิ้วมือข้างขวาทั้งห้าก็กุมไปบนกะโหลกศีรษะของเขา ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แล้ว เพียงรอให้นางออกแรง ก็จะเกิดคริติคอลดาเมจที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย!

นี่ก็คือจุดที่ทำให้คนได้ยินชื่อแล้วตกใจจนขี้ขลาดที่สุดของ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’

ทะลวงศีรษะศัตรูเหมือนบีบเต้าหู้!

“กรงเล็บจงปรานี!”

ตอนที่กะโหลกศีรษะของสือจงอวี้กำลังถูกห้านิ้วของน้องดาบกุมไว้แน่น ขอเพียงออกแรงอีกนิดเดียวก็จบชีวิตเขาได้ จู่ๆ เสียงที่ไม่คาดฝันก็ดังขึ้นในห้องนั้น ช่วยชีวิตสือจงอวี้ที่จะตายแหล่มิตายแหล่ไว้ได้แล้ว

คนที่เอ่ยปากช่วยชีวิตคน ก็คือเยี่ยเว่ยหมิงนั่นเอง!

มือขวายังกุมหนังศีรษะสือจงอวี้เอาไว้แน่น น้องดาบหันไปมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยความสงสัย “ทำไมประโยคนี้ออกมาจากปากเจ้า ข้าฟังดูเหมือนกำลังด่าคนนะ กรงเล็บจงปรานีอะไรกัน”

“ไม่ต้องสนใจรายละเอียดพวกนั้น” เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วตบบ่าน้องดาบพร้อมบอกว่า “เวลาที่อภัยคนได้พึงให้อภัย เจ้าหมอนี่แม้พฤติกรรมน่ารังเกียจ แต่โทษของเขาก็ไม่ถึงตาย ลงโทษนิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่ต้องรีบฆ่าเขา”

???

น้องดาบมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตางุนงง นางสงสัยมากว่าตัวเองหูฝาด

ตั้งแต่เข้าเกมนี้มา ถ้าจะพูดถึงความกล้าหาญในการต่อสู้ นางก็ไม่แพ้ใครทั้งนั้น รวมทั้งเยี่ยเว่ยหมิงที่นางไม่เคยเอาเปรียบเขาได้ด้วย

ถ้าพูดถึงการตัดสินใจฆ่าที่เด็ดขาด จิตใจโหดเหี้ยม นางก็ไม่ยอมใครเช่นกัน แต่ยอมเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียว!

นางยอมแพ้จริงๆ!

อย่าไปมองว่าเจ้าหมอนี่ท่าทางดูไม่จริงจัง เพราะถ้าเล่นบทโหดขึ้นมา แม้แต่น้องดาบก็ยังรู้สึกกลัว โดยเฉพาะตอนที่สู้กับ BOSS วิธีการกำจัดให้สิ้นซากแบบต่างๆ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเหลือทางให้หนี

แม้แต่หวันเหยียนคังที่ถูกระบบปกป้องสามชั้นก็ยังตายเพราะอุบายของเขา!

เขาก็เป็นจอมมารแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับมาบอกตนว่าอภัยคนได้พึงให้อภัยอย่างนั้นหรือ

นี่ข้าหูฝาดไปเอง หรือว่าโลกนี้มันบ้าไปแล้ว

ตอนที่กำลังลังเลว่าจะบ่นเยี่ยเว่ยหมิงว่าอะไรดี จู่ๆ ในช่องทีมกลับมีข้อความของเยี่ยเว่ยหมิงเด้งออกมา [ถ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ ก็อย่าเพิ่งฆ่าเขา ส่วนเหตุผลโดยละเอียด เดี๋ยวข้าค่อยอธิบายทีหลัง]

น้องดาบตอบกลับทันทีว่า [ถ้าเจ้าพูดให้เร็วกว่านี้ ข้าก็เข้าใจตั้งนานแล้ว]

จากนั้น มือที่จับศีรษะของสือจงอวี้ไว้ก็สะบัดออก สะบัดสือจงอวี้ที่หนังศีรษะเป็นรอยแผลไปทางเยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าจัดการเองตามเห็นสมควร”

เยี่ยเว่ยหมิงคว้าคอเสื้อสือจงอวี้เอาไว้ แล้วโยนออกไปนอกประตูใหญ่เหมือนเป็นขยะชิ้นหนึ่ง พร้อมบอกว่า “ถือโอกาสตอนที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจ รีบพาคนของเจ้าไสหัวไป!”

“สมควรตาย!” พอลุกขึ้นมาจากพื้น สือจงอวี้ก็เช็ดเลือดที่ไหลออกจากแผนบนกบาลก่อน แล้วกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “พวกเจ้าสองคนรอข้าก่อนเถอะ ล่วงเกินคนของข้า…”

แกร๊ง!

ไม่รอให้สือจงอวี้พูดจบประโยค ก็มีลำแสงสีเงินประกายรุ้งยิงออกมาจากร้านสุราแล้ว ทำให้สือจงอวี้ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง ส่วนเฉินชงจือที่อยู่ข้างๆ เดิมทีคิดจะยกดาบขึ้นมาปกป้องประมุขพรรค ตอนนี้ถึงได้พบว่าเป้าหมายของลำแสงนั้นไม่ใช่สือจงอวี้ แต่เป็นหน้าอกข้างขวาของเขาเฉินชงจือ!

ด้วยความตกใจ เฉินชงจือรีบเบี่ยงตัวหลบ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเลือกใช้เวลาได้เหมาะสม เขายังคงถูกลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสียิงทะลุแขนแล้ว เกิดรูโหว่ระหว่างกล้ามเนื้อต้นแขนและกระดูกแขน

-12654!

เฉินชงจือ “???”

คนที่พูดจาร้ายกาจคือประมุขพรรคที่ชอบก่อเรื่องของพวกเราแท้ๆ ทำไมต้องโจมตีข้าด้วย

ส่วนสือจงอวี้ สุดท้ายก็ตกใจเพราะวิชาอาวุธลับที่ไม่มีทางหลบพ้นของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว เขาไม่พูดจาร้ายกาจอีก นำกลุ่มสุนัขหางจุกตูดที่มีหัวโจกเป็นเฉินชงจือหนีไปทันที

ในร้านสุรา หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเห็นค่าพลังชีวิตลดที่ลอยขึ้นเหนือศีรษะเฉินชงจือ ก็คำนวนพลังทำลายล้างของ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ไม่ใช่คริติคอลดาเมจอย่างเงียบๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าทั้งสองต่างกันไม่ใช่น้อยๆ ถึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วหันตัวไปพูดกับน้องดาบว่า “คนที่เป็นอุปสรรคไปแล้ว ทำภารกิจกันต่อเถอะ”

น้องดาบพยักหน้า แล้วเดินมาตรงหน้าจั่วปั๋วเยี่ยนพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นโบกมือเรียกวัตถุดิบยาชนิดต่างๆ ออกมากองใหญ่ รวมทั้งสูตรหมักสุราที่ได้มาจากซั่นจื้อก่อนหน้านี้ “นี่คือวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้หมัก ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ยังมี ‘สูตรลับสุราขาวนอกด่าน’ ที่ท่านต้องการด้วย มือปราบหน้าเหม็น เจ้าเองก็รีบนำ ‘กระสอบข้าว’ ออกมาได้แล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมา กำลังจะนำกระสอบข้าวออกมา แต่จั่วปั๋วเยี่ยนกลับชิงส่ายหน้าพูดก่อนว่า “แม่นางหนึ่งดาบครั้งนี้จนใจ เกรงว่าตาแก่คนนี้คงต้องผิดคำพูดแล้ว”

น้องดาบได้ยินแล้วสีหน้าแย่ลงทันที “เพราะอะไร”

ไม่รอให้จั่วปั๋วเยี่ยนตอบ เยี่ยเว่ยหมิงกลับตบบ่าน้องดาบ บอกใบ้ให้นางใจเย็นๆ

จากนั้นหันตัวมาพูดกับจั่วปั๋วเยี่ยนว่า “หากผู้เฒ่าจั่วกังวลว่าประมุขพรรคสือนั่นจะมาหาเรื่องพวกท่านอีก ที่จริงแล้วไม่จำเป็นเลย…

…ตัวข้าไม่มีความสามารถอย่างอื่น แต่ด้านการโน้มน้าวให้คนทำดีก็พอจะโดดเด่นอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะไปโน้มน้าวเขาให้ รับรองว่าเขาจะไม่มาหาเรื่องท่านกับแม่นางจั่วซืออีก จะไม่มาอีกตลอดกาล”

เมื่อได้ยินแบบนั้น น้องดาบกับจั่วปั๋วเยี่ยนก็เผยสีหน้าเข้าใจกระจ่าง มีเพียงจั่วซือที่ยังไร้เดียงสามาก แต่นางเขินอายจึงไม่ได้ถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา เพียงเบิกตาโตมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะมองให้ออกว่าผู้ชายคนนี้มีความมหัศจรรย์อะไรกันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าจะมั่นใจในฝีปากของตัวเองขนาดนี้

ในเมื่อได้รับประกันจากเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว จั่วปั๋วเยี่ยนก็พยักหน้าบอกทันทีว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็นำข้าวที่ใช้กลั่นสุรามาให้ข้าดูสักหน่อยเถิด”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ พอโบกมือ ข้าวหนึ่งกระสอบอันไร้ประโยชน์ที่กินพื้นที่กระเป๋ามาตลอดก็ตกลงพื้นเสียงดังตุ้บ

เมื่อข้าวข้าวหนึ่งกระสอบตกลงพื้น กลิ่นที่เหม็นแสบจมูกก็แผ่ออกมาจาก ‘ข้าวหนึ่งกระสอบ’ นั้นทันที ชั่วพริบตาเดียวก็อบอวลทั่วทั้งร้านสุรา!

ถึงขนาดว่าแม้แต่ยอดฝีมืออย่างน้องดาบกับเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังถูกรมกลิ่นจนแทบหายใจไม่ออกเพราะไม่ทันป้องกัน ทั้งสองถอยหลังก้าวหนึ่งพร้อมกัน แต่กลับกลั้นหายใจทันที ได้แต่อาศัยกำลังภายในประคองความต้องการออกซิเจนของร่างกาย

ในทางกลับกัน จั่วปั๋วเยี่ยนกับลูกสาวพอเห็นกระสอบข้าวแล้วก็ตาเป็นประกายทันที จั่วปั๋วเยี่ยนเปิดกระสอบข้าว จากนั้นทั้งสองก็ต่างคนต่างกำข้าวสารที่มีตะไคร่สีเขียวเส้นยาวออกมา จ่อดมตรงจมูกอย่างเคลิบเคลิ้ม แล้วจั่วซือก็เป็น่ฝ่ายเอ่ยก่อนว่า “ท่านพ่อ ที่แท้โลกนี้ก็มีข้าวที่เหมาะสำหรับกลั่นสุราขนาดนี้อยู่จริง!”

จั่วปั๋วเยี่ยนพยักหน้าเช่นกัน “ข้าวสารธรรมดาหนึ่งกระสอบ เก็บอยู่ในสภาพแวดล้อมพิเศษเป็นเวลาสิบปีขึ้นไป อยู่ในสภาพยอดเยี่ยมระหว่างตอนขึ้นฟูกับตอนไม่ขึ้นฟูตลอด หายากจริงๆ ด้วย เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว ข้าก็มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ที่พวกเจ้าต้องการได้!”

ขณะที่พูด เขาก็ผูกปากกระสอบข้าวไว้เหมือนเดิม แล้วก็เตือนอีกว่า “แต่การกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ นอกจากวัตถุดิบยาจำนวนมากกับ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ ที่ต้องใช้แล้ว ยังต้องใช้เวลาหมักและกลั่นอีกสี่สิบเก้าวัน ในระหว่างนั้นมีงานต้องทำทุกวัน เว้นช่วงไม่ได้ ถ้าหยุดชะงักกลางคัน ความพยายามตอนแรกก็สูญเปล่า!…

…นี่ก็คือสาเหตุที่ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าต้องกลืนคำพูดตัวเอง”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แต่ยังคงกลั้นหายใจเหมือนเดิม มีแต่หายใจออก ไม่ได้หายใจเข้า “ท่านวางใจได้ พวกเราจะไปโน้มน้าวประมุขพรรคสืออะไรนั่นให้ดี ทำให้เขากลับตัวกลับใจ ไม่มาหาเรื่องพวกท่านทั้งสองอีกตลอดไป” พอพูดจบ เขากับน้องดาบก็ใช้ท่าร่างให้ถึงขีดจำกัดสูงสุด ชั่วพริบตาเดียวก็หายไปจากตรงหน้าพ่อลูกตระกูลจั่วราวกับลมพายุสองสาย

การเคลื่อนย้ายร่างกายที่รวดเร็วของพวกเขาทำให้เกิดกระแสลมแรง ถึงขั้นทำให้ไหสุราที่วางอยู่บนชั้นสินค้าสองฝั่งกลิ้งตกลงแตกบนพื้น สุราชั้นดีราคาแพงชนิดต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทุกที่

จะว่าไปแล้ว ข้าวสารกระสอบอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงนานแล้ว แต่เนื่องจากความพิเศษของระบบสัมภาระ มันจึงไม่ส่งกลิ่นออกมาเลยสักนิด เยี่ยเว่ยหมิงไม่เคยสัมผัสประสิทธิภาพของมันมาก่อน ส่วนน้องดาบก็สถานการณ์ไม่ต่างกันมาก นางรู้ว่าการกลั่นสุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ แต่ก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าอานุภาพทำลายล้างของมันจะมากขนาดนี้

จนกระทั่งตอนนี้ ยอดฝีมือทั้งสองถึงได้เข้าใจ ว่าทำไมสิ่งนี้จึงชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’!

เพราะตอนอยู่ในห้องเดียวกับกระสอบข้าวใบนี้ รู้สึกทรมานแสนสาหัสจริงๆ!

ในร้านสุรา พ่อลูกตระกูลจั่วมีภูมิคุ้มกันกับพลังทำลายล้างของข้าวหนึ่งกระสอบโดยสมบูรณ์ ถึงขั้นรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยด้วย

ก็เหมือนกับเต้าหู้เหม็น สำหรับคนที่ไม่ชอบกิน มันถือเป็นอาหารที่น่ารังเกียจมาก แต่สำหรับคนที่ชอบกิน ไม่เพียงแค่กินอย่างเอร็ดอร่อย ต่อให้ดมก็ไม่รู้สึกไม่สบายจมูก

หลังจากเก็บสายตากลับมาจากสองคนที่ได้จากไป จั่วซือก็หันไปมองพ่อของนาง “ท่านพ่อ ท่านเชื่อจริงหรือว่าพี่ใหญ่เยี่ยท่านนั้นจะโน้มน้าวไม่ให้ประมุขพรรคสือมาหาเรื่องพวกเราได้อีก”

จั่วปั๋วเยี่ยนพยักหน้าอย่างมั่นใจมาก “พวกเขาต้องทำได้แน่นอน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงว่าพวกเขาจะได้ ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ไปหรือไม่”

“แต่ประมุขพรรคสือไม่เหมือนคนที่พูดจาเชื่อถือได้ ท่านไม่กังวลสักนิดเลยหรือว่าเขาจะรับปากปลอมๆ หลังจากผ่านไปแล้วก็จะมาหาเรื่องพวกเราต่ออีก”

“ไม่หรอก” จั่วปั๋วเยี่ยนสูดหายใจลึก แล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “บนโลกนี้ มีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีทางกลับคำพูด และไม่มีทางหาเรื่องใครก่อนด้วย”

“บนโลกนี้ยังมีคนดีขนาดนั้นอยู่อีกหรือคะ” จั่วซือไม่เข้าใจ

จั่วปั๋วเยี่ยนเผยแววตาเข้าใจโลก พร้อมกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “คนดีก็อาจทำสองอย่างนั้นไม่ได้ แต่คนตายทำได้แน่นอน!”

จั่วซือได้ยินแล้วตกใจจนอ้าปากกว้าง ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะลงโทษให้หลาบจำ ทำไมกลายเป็นตามฆ่าไปแล้ว

จั่วปั๋วเยี่ยนกลับนำจอกสุราหยกขาวออกมาจากหน้าอกตัวเอง แล้วพึมพำว่า “ยายแก่ เจ้าเคยบอกว่าหากข้าพบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ขอเพียงทำจอกนี้แตก เจ้าก็จะออกมาช่วยข้าทันที แต่มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ ว่าหากเจ้ายื่นมือช่วยทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ก็จะมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก”

ตอนที่พูด เขายกมุมปากเผยรอยยิ้มปลื้มใจ “แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว เหมือนไม่จำเป็นต้องรบกวนเจ้าแล้วจริงๆ!”

ตอนนี้สายตาของจั่วซืออยู่บนจอกสุราในมือบิดาแล้ว จอกสุราใบนั้นสลักขึ้นมาจากหยกขาวสีไขมันแพะที่ดีที่สุด งดงามประณีตเป็นพิเศษ บนผนังด้านนอกของจอกสุรายังใช้ลวดทองฝังลายเมฆสีรุ้งบดบังดวงจันทร์ เขียนตัวอักษรเล็กๆ สีเงินไว้สองแถว กล่าวได้ว่าเป็นการวาดมังกรแต้มนัยน์ตา[1]

แสงจันทร์ครานั้นยังคงอยู่ เคยส่องเมฆรุ้งหวนคืนกลับมา!

[1] วาดมังกรแต้มนัยน์ตา 画龙点睛 อุปมาว่าเติมคำคมเพื่อให้เนื้อหาโดดเด่นยิ่งขึ้น

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ

261-265

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 261ถึง265

[หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน(ระดับสูง)]

ไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์ หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน!

(เป็นเคล็ดวิชาพิเศษ ไม่มีการเลื่อนระดับ)

หลักจากเปิดใช้งานทักษะนี้ ความแข็งแกร่ง พละกำลัง ท่าร่าง ความว่องไวจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน 50%!

เวลาต่อเนื่อง: 10 วินาที

หลังจากสถานะคลั่งจบลง ตกอยู่ในสถานะบาดเจ็บสาหัส ความแข็งแกร่ง พละกำลัง ท่าร่าง ความว่องไวลดลงครึ่งหนึ่ง เวลาต่อเนื่อง: 1 ชั่วโมง (ใช้วิธีโคจรกำลังภายในหรือกินยาเพื่อลดระยะเวลาบาดเจ็บสาหัสได้)

……

นี่ก็คือค่าสเตตัสที่แสดงอยู่ในคอลัมน์สกิลหลังจากเรียนรู้ ‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ แล้ว

ไม่เหมือน ‘คนผีร่วมวิถี’ กับ ‘ตราบชั่วฟ้าดิน’ ที่ใช้วิธีโจมตีรุนแรงอย่างเลือดแลกเลือด ดาเมจแลกดาเมจ เพราะ ‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ คือวิทยายุทธ์พิเศษที่ระเบิดพลังต่อสู้อันน่าทึ่งได้ในชั่วพริบตาเดียว หลังจากผ่านช่วงนั้นไปแล้วก็จะตกอยู่ในสถานะอ่อนแอรอความตาย

เพียงแต่ว่า…

ถ้าปลิดชีพศัตรูได้ภายในระยะเวลาที่ติดสถานะคลั่ง เช่นนั้นพอติดสถานะบาดเจ็บสาหัสแล้ว ก็เหมือนจะนั่งลงปรับสภาพตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้เช่นกัน

เพียงแต่ตาแก่นี่เหมือนโดราเอม่อน บนตัวมีตำราลับสารพัด แต่กลับนำตำราลับเล่มนี้มาเป็นรางวัลให้เยี่ยเว่ยหมิง นี่เตรียมจะให้เขาเดินบนเส้นทางคนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดต่อไปโดยไม่ให้ย้อนกลับอย่างนั้นหรือ

ติ๊ง!

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังบ่นในใจ จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนของระบบกลับดังขึ้นข้างหู

[‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ ‘คนผีร่วมวิถี’ และ ‘ตราบชั่วฟ้าดิน’ ที่คุณฝึกแม้จะมาจากสำนักที่ต่างกัน แต่มีความสอดคล้องกันสูงมาก สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ รวมเป็นเคล็ดกระบี่หนึ่งชุด คุณจะร่วมหรือไม่]

[ใช่/ปฏิเสธ]

แม่งเอ๊ย มีฟังก์ชั่นนี้ด้วยหรือ

ด้วยความตื่นเต้นดีใจ เยี่ยเว่ยหมิงรีบเลือก ‘ใช่’

[ติ๊ง! หลังจากรวมกันแล้วกรุณาตั้งชื่อวิทยายุทธ์ใหม่]

นำท่าไม้ตายสู้ตายทั้งสามที่โหดขนาดนี้มารวมกัน ทักษะยุทธ์ที่โหดเหี้ยมขนาดนี้ เกรงว่าทั้ง ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ คงไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน!

ไม่ต้องไตร่ตรองใดๆ ความคิดที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ก็ผุดขึ้นมาจากสมองของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว เขากรอกชื่อเข้าไปทันที

สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า!

[ติ๊ง! หลอมรวมวิทยายุทธ์เรียบร้อย กรุณาดูผลลัพธ์โดยละเอียดที่แถบคอลัมน์สกิล]

เยี่ยเว่ยหมิงตรวจดู แล้วพบว่าค่าสเตตัสของสามทักษะนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่ในคอลัมน์สกิลกลับแสดงชื่อ ‘สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า’ ขึ้นมา หลังจากกดตรงชื่อนี้ก็จะเห็นค่าสเตตัสโดยละเอียดของสามกระบวนท่านี้

สรุปก็คือ เท่ากับประหยัดคอลัมน์สกิลไปสองช่อง ก็ไม่เลวเหมือนกัน

ทุกคนได้ของที่ทำให้ตัวเองพอใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกลับพูดกับเหอจู๋เต้าว่า “ผู้อาวุโสเหอ ศักยภาพของตัวท่าน เมื่อเทียบกับสองเฒ่าเสวียนหมิงรวมกันยังเก่งกว่า ตอนนี้มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือแล้ว คาดว่าถ้าสู้แบบหนึ่งต่อสอง ฆ่าพวกเขาสองคนตรงนี้ ก็คงไม่มีปัญหากระมัง”

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงจู่ๆ ก็ถามแบบนี้ สามคนที่อยู่ตรงข้ามก็ตกใจมากทันที อาต้าถามอย่างโมโหว่า “นี่เจ้าคิดจะกลับคำหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงขี้คร้านจะสนใจแล้ว พูดกับเหอจู๋เต้าด้วยท่าทีขอคำชี้แนะว่า “แน่นอน ตอนนี้ท่านอายุมากแล้ว ถ้าให้ท่านสู้แบบหนึ่งต่อสอง ต่อให้มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือ ก็ถือเป็นเรื่องที่ผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว…

…แต่ข้างหลังท่านยังมียอดฝีมือคุนหลุนอยู่มากมายไม่ใช่หรือ หากทุกคนสู้พร้อมกัน ทำให้สองเฒ่าเสวียนหมิงตายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร…

…พวกท่านมีกันเยอะขนาดนี้แต่เกือบตายเพราะอุบายของพวกเขา อย่าบอกนะว่าไม่อยากล้างแค้น”

เมื่อได้ยินคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง กลุ่มยอดฝีมือสำนักคุนหลุนที่นำโดยไป๋ลู่จื่อก็เผยสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือพร้อมกัน

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็พูดกับเหอจู๋เต้าต่อว่า “ส่วนพวกเราน่ะ ก็ผูกแค้นกับคนที่ชื่ออาต้าพอดี ส่งเจ้าหมอนั่นมาให้พวกเราจัดการก็พอ”

ยอดฝีมือกระบี่ที่ไร้กระบี่อยู่ในมือ ยามต่อสู้กันขึ้นมาจะต้องถึงอกถึงใจแน่นอน!

หึหึหึ…

พอได้ฟังถึงตรงนี้ แม้แต่จ้าวหมิ่นก็ร้อนใจแล้วเช่นกัน “นี่! เจ้าทำไมเป็นคนเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากข้าแล้วแท้ๆ ว่าขอเพียงพวกเราส่งกระบี่อิงฟ้าให้ เจ้าก็จะปล่อยพวกเราไม่ใช่หรือ”

“ขอแก้ไขสักหน่อย” เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างมีเหตุผลชอบธรรม “ที่ข้ารับปากไว้ก็คือ ขอเพียงเจ้าส่งกระบี่อิงฟ้าออกมา ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าจะปล่อยลูกน้องของเจ้าไปด้วย เจ้าก็คือเจ้า พวกเจ้าก็คือพวกเจ้า สองฝ่ายไม่นับรวมกัน…

…แต่เจ้าวางใจได้ ในเมื่อรับปากแล้วว่าจะปล่อยเจ้า ก็จะต้องรับหน้าที่ส่งเจ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน ส่วนความเป็นความตายของพวกเขา ตอนนี้ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าจะพูดได้”

พูดจบก็ไม่สนใจจ้าวหมิ่นที่กำลังกระทืบเท้าอย่างโมโห พูดหลอกลวงผู้เฒ่าเหอต่อไปว่า “แต่พวกเราก็รู้เช่นกันว่าเจ้ามีเมตตากรุณา แม้จะเป็นความแค้นเรื่องความเป็นความตาย ก็ทำใจคร่าชีวิตคนไม่ลงอยู่ดี เรื่องนี้พวกเราก็จะทำแทนด้วยเหมือนกัน ขอเพียงเจ้าถูกพวกเขาโจมตีจนเสียความสามารถในการป้องกันตัว ผู้น้อยอย่างพวกเราจะแบกรับชื่อคนบาป กำจัดภัยของยุทธภพแทนท่านเอง…

…หากข้าไม่ลงนรก แล้วใครจะลงนรก”

เมื่อได้ยินข้อเสนอไร้ยางอายของเยี่ยเว่ยหมิง บรรดาสหายร่วมทีมก็พากันเหล่ตามอง

พวกเขาเคยเจอคนไร้ยางอายมากก่อน แต่ไม่เคยเจอใครไร้ยางอายขนาดนี้!

เข้ามาอยู่ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ นานขนาดนี้แล้ว เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องการแย่งฆ่าบอสที่ไร้ยางอายขนาดนี้ แต่กลับยกมาพูดด้วยท่าทีจริงจังขนาดนี้ได้

แต่สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่สมหวัง สำหรับข้อเสนอของเขา ผู้เฒ่าเหอกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “ทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับกติกา”

ดูจากท่าทีที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธของเขาก็รู้แล้ว

ที่เขาบอกว่าไม่สอดคล้องกับกติกา ย่อมไม่ได้หมายถึงกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของยุทธภพแน่นอน แต่ระบบไม่อนุญาตให้ผู้เล่นใช้วิธีการแบบนี้มากำจัดบอสใหญ่เลเวลหกสิบห้า!

ต่อให้เป็นบอสเวอร์ชันถูกตอนในโหมดภารกิจก็ไม่ได้!

หลังจากเจอคำปฏิเสธที่เคร่งขรึมของผู้เฒ่าเหอ เยี่ยเว่ยหมิงก็กลับเนื้อกลับตัวจากความหน้าด้านของตัวเองโดยฉับพลัน

ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าต่อให้เป็นชีวิตของศัตรู ก็ถือเป็นชีวิตเหมือนกัน

ขอเพียงเป็นชีวิต ก็ควรค่าแก่การเคารพ!

พอคำนึงว่าสหายของผู้ตายอยู่ตรงนี้ด้วย เขาจึงนำอาเอ้อร์ที่เพิ่งบรรจุเข้าโลง รวมทั้งเฉิงคุน ฟ่านเหยา อาซาน จ้าวอีซาง เฉียนเอ้อร์ไป้…ส่งให้สองเฒ่าเสวียนหมิงทั้งหมด และกำชับว่าต้องนำกลับไปฝังให้ดี ทำให้ผู้ตายได้พักอย่างสงบ

เพราะมีเพียงการทำอย่างนี้ เขาถึงจะไม่รู้สึกผิดกับพฤติกรรมการสังหารก่อนหน้านี้ของตัวเองเกินไป

มีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้น เขาจึงจะไม่เปลืองแรงไปขุดหลุมฝังศพและเสียโลงศพกับเสื่อมากขนาดนั้นแล้ว…

ประหยัดแรง เป็นเรื่องที่งดงาม!


เนื่องจากทีมนี้ล่วงเกินราชสำนักมองโกลอย่างถึงที่สุดแล้ว จินตนาการได้เลยว่าในเมืองต้าตูคงวางกับดักรอจับตายพวกเขาแล้วแน่นอน

เยี่ยเว่ยหมิงจึงปรึกษากับบรรดาเพื่อนร่วมทีม ตัดสินใจจะข้ามผ่านทุ่งหญ้าถอยกลับภาคกลาง

สะพานสวรรค์น้อย ฉางซิงอวี่ ถังซานไฉ่ต่างคนต่างกลับไปรายงานผลภารกิจที่สำนักตัวเอง เดินผ่านด่านประตูห่านป่าย่อมใกล้กว่า

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกน้องดาบดึงตัวไปเมืองเจิ้นเจียงเพื่อทำภารกิจที่ต้องใช้ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ พวกเขาตัดสินใจไปทางด่านประตูหยกซึ่งเป็นทางลัด

ส่วนสหายหนิวจื้อชุนก็ได้รับค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้มหลังจากรายงานผลภารกิจสำนักคุนหลุน เปลี่ยนชื่อจาก ‘คนชั่วร้าย’ กลับมาเป็น ‘โจร’ จากนั้นนั่งรถม้าคุนหลุนกลับภาคกลาง

ยังไม่ต้องพูดถึงคนอื่น เหลือแค่เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบ

ระหว่างทาง คู่กัดทั้งสองยอมตีฝีปากกันไม่หยุด เพียงแต่ประหยัดคำพูดมาก

“เจ้าวิ่งน่าเกลียดมากจริงๆ!”

“เจ้าวิ่งช้าจริงๆ!”

“พูดจริงๆ เลยนะ เจ้ารู้แค่วิชาตัวเบาขยะระดับต้นเอง ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าใช้ท่าร่างได้สูงขนาดนั้นได้อย่างไร”

“ไม่เข้าใจสินะ นี่เรียกว่ากลับคืนสู่ความเรียบง่าย”

“เหลวไหล!” น้องดาบเบะปากไม่หยุด “แต่ตามที่แสดงในแผนที่ ถ้าพวกเราไปถึงด่านประตูหยกก่อนฟ้ามืดได้ก็ยังมีจุดพักม้าอยู่ ไม่อย่างนั้นก็ทำได้เพียงค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวแล้ว”

“เช่นนั้นก็วิ่งไวๆ หน่อย เจ้าคงไม่อยากค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวกับผู้ชายที่เต็มไปด้วยสันดานหมาป่าอย่างข้าหรอกมั้ง”

“ชิ! เจ้าวิ่งได้น่าเกลียดมากจริงๆ!”

“เจ้าก็วิ่งช้ามากจริงๆ!”


เถียงกันไปเถียงกันมา ทั้งสองก็เข้าใกล้ด่านประตูหยกแล้ว ตอนผ่านป่าภูเขาที่ทิวทัศน์ไม่เลวผืนหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเลิกคิ้วบอกว่า “เจ้าฟังสิ เหมือนมีคนกำลังร้องเพลง”

น้องดาบได้ยินแล้วงุนงงนิดหน่อย โคจรกำลังภายในไปที่สองหู แล้วกล่าวคล้อยตามทันทีว่า “เป็นเสียงเพลงที่ไพเราะมาก! ข้าอยากไปดูสักหน่อย…”

เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว “ถ้าพวกเราเสียเวลาอยู่ที่นี่ อาศัยความเร็วของเจ้าเกรงว่าจะหาที่พักแรมไม่ทันแล้วจริงๆ เจ้ากล้าค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวกับข้าจริงหรือ”

น้องดาบกลอกตามองเขาไม่หยุด “เจ้าเก่งนักก็ถอดกางเกงออกสิ แล้วข้าจะถือว่าเจ้าเก่ง”

“ถ้าไม่มีความสามารถนั้น…”


ขณะที่คุยกัน ทั้งสองก็เดินไปทางที่เสียงเพลงดังมาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใกล้ เสียงเพลงนั้นเปลี่ยนเป็นชัดเจนยิ่งขึ้น

“เคยหรรษากับฟ้าดิน วาดหวังชีวิตเช่นนี้ เดินข้ามผ่านพันภูผาหมื่นวารี ย้อนกลับมิทัน…”


เสียงเพลงนั้นงดงามกินใจ ราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีไม่ได้ชอบฟังเพลงมากก็ยังถูกดึงดูด เดินตามไปยังทิศทางที่เสียงเพลงดังมาโดยไม่รู้ตัว

หลังจากผ่านไปสักพัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ด้านบนหน้าผาแห่งหนึ่ง

มองลงไปจากที่สูงเห็นหุบผาชันแห่งหนึ่งที่มีภูเขาสองลูกขนาบ ก้นหุบเขามีลำธารคดเคี้ยวสายเดียว เมื่อใช้กำลังภายในเสริมแกร่งพลังสายตา ก็จะพบว่าลำธารใสจนเห็นก้นบึ้ง เห็นทุกรายละเอียดแม้กระทั่งตอนปลากำลังเล่นน้ำ

ข้างลำธารมีศาลาที่สร้างจากไม้สีน้ำตาลอมแดง ในศาลามีสตรีชุดขาวที่คลุมผ้ามุ้งบางบนใบหน้ากำลังดีดฉินอย่างอย่างสบายอกสบายใจ เสียงบทเพลงไพเราะเสนาะหูดังมาจากปากของนาง

“เคยพานพบผู้เห็นใจ นึกว่าชีวิตได้พบคนที่เข้าใจ ไม่มีวันแยกจากกัน สุดท้ายเหลือตัวข้าเพียงผู้เดียว…”

ไม่รู้เหมือนกันว่าสตรีชุดขาวผู้นี้ร้องได้แค่เพลงนี้เพลงเดียว หรือเพราะบทเพลงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับนาง ตั้งแต่ได้ยินเสียงเพลงจนกระทั่งเดินมาถึง ก็เป็นเวลาเจ็ดแปดนาทีแล้ว แต่สตรีชุดขาวผู้นี้กลับยังกำลังบรรเลงเพลงซ้ำ ไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนเพลงใหม่เลย

เสียงฉินเย็นยะเยือกในหุบเขาเงียบสงัด หญิงงามร้องเพลง

ช่างเป็นภาพอันงดงามที่มีทั้งภูเขาและสายน้ำ กล้าหาญทว่าอ่อนโยน!

อืม…

ถ้าตัดนักรบชุดเกราะสะท้อนแสงวิบวับสามสิบกว่านายที่คอยคุ้มครองอยู่รอบๆ สตรีชุดขาวในระยะสิบจั้งออก ฉากนี้ก็จะเหมือนกับภาพวาดไม่มีผิด

สำหรับสิ่งที่ทำลายสไตล์ของภาพอย่างรุนแรง ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรู้สึกไม่สบายตาทั้งนั้น

เยี่ยเว่ยหมิงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมไม่อาจเมินเฉยค่านิยมในสังคมได้

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองนักรบชุดเกราะที่เผยลักษณะท่าทางดุดันห้าวหาญ อดกล่าวไม่ได้ว่า “ทหารพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือการแต่งตัว ล้วนแตกต่างกับทหารของภาคกลางโดยสิ้นเชิง ไม่ค่อยเหมือนกับทหารมองโกลด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร”

ที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงแค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น แต่กลับคาดไม่ถึงว่าน้องดาบได้ยินแล้วจะตอบอย่างมั่นใจมาก “เป็นเหยี่ยวเหล็ก”

“เหยี่ยวเหล็ก?”

น้องดาบพยักหน้า แล้วอธิบายต่อว่า “เหยี่ยวเหล็กก็คือทหารม้าที่เก่งที่สุดของราชวงศ์เซี่ยตะวันตก ทุกคนมีศักยภาพไม่ธรรมดา พลังรบอาจไม่ด้อยกว่าทหารม้ามองโกล…

…สตรีที่ดีดฉินร้องเพลงผู้นั้นมีเหยี่ยวเหล็กสามสิบนายติดตาม มองออกเลยว่าฐานะไม่ธรรมดาแน่นอน”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินดังนั้น ก็อดมองน้องสาวที่ความสามารถไม่ธรรมดาคนนี้ใหม่ไม่ได้ “ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าศึกษาเรื่องการทหารสมัยโบราณมาด้วย”

น้องดาบส่ายหน้าเล็กน้อย “พี่ชายของข้านอกจากเล่นหมากล้อมก็ชอบศึกษาเรื่องพวกนี้ที่สุดแล้ว แม้ข้าจะไม่ชอบ แต่หูได้ยินตาเห็น จะให้ไม่รู้อะไรเลยก็คงยาก”

บทสนทนาเหล่านี้ทั้งสองไม่ได้คุยกันในช่องทีม แต่เป็นการคุยกันตามปกติ เพียงแต่จุดที่พวกเขาอยู่สูงจากด้านล่างสามจั้งกว่า และยิ่งห่างจากทหารพวกนั้นเกินห้าจั้ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กังวลว่าจะนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากไม่จำเป็น

เสียงเพลงของสตรีผู้นั้นยังคงดำเนินต่อไป เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบไม่ได้คุยกันต่ออีก ต่างคนต่างนั่งลงริมหน้าผา เท้าทั้งสี่หย่อนลงไปด้านล่าง แกว่งไปแกว่งมาอย่างสบายอกสบายใจ

วิ่งต่อเนื่องหนึ่งวันหนึ่งคืน แม้ในเกมจะไม่มีการตั้งค่าพลังกาย ผู้เล่นจะไม่รู้สึกเหนื่อยล้าร่างกาย แต่การทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาที่น่าเบื่อแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็รู้สึกทรมานแน่นอน

ตอนนี้มีคอนเสิร์ตที่หาพบยากให้ชมแล้ว ทั้งสองไม่ถือสาที่จะเสียเวลาเล็กน้อยเพื่อพักผ่อนที่นี่

“กรรร!”

ความคิดนั้นงดงาม แต่ความจริงกลับโหดร้าย

ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีงาม ก็มักถูกทำลายลงได้ง่ายๆ เช่นกัน ก็เหมือนกับเสียเพลงที่รื่นหูตอนนี้ ถูกเสียงคำรามของสัตว์ร้ายทำลายจนหมดสิ้นแล้ว

เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นเสือโคร่งดุร้ายตัวหนึ่งโผล่ตัวครึ่งหนึ่งออกมาจากป่าข้างทาง มันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง แล้วกระโจนตรงไปยังสตรีที่กำลังดีดฉินร้องเพลง

การปรากฏตัวของเสือร้ายไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจของเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบเท่านั้น ทำให้ทหารเหยี่ยวเหล็กที่ทำหน้าที่คุ้มครองตกใจจนเหงื่อตกเช่นกัน

“คุ้มครองหวังเฟย!”

พอสิ้นเสียงของผู้ที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้า เหยี่ยวเหล็กสามสิบกว่านายก็จัดกระบวนทัพพร้อมกัน บางคนก็ถือทวน บางคนก็ชักกระบี่ออกจากฝัก บางคนเริ่มง้างสายธนูและยิ่งไปทางเสือตัวนั้นพร้อมกันแล้ว

ทว่าเสือร้ายถึงอย่างไรก็เป็นเสือร้าย ทหารม้าเกรียงไกรที่ไม่เคยฝึกทักษะยุทธ์มาก่อนเทียบพลังต่อสู้กับมันไม่ติดแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เป็นทหารม้าที่เก่งกาจอย่างไร แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีม้า พลังต่อสู้ก็ถูกหักไปเกินแปดส่วนแล้ว!

เสือร้ายพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว หลบลูกธนูได้นับไม่ถ้วน มีเพียงสองสามดอกที่ยิงถูกบนตัวมัน แต่กลับไม่ถูกจุดสำคัญ

ตอนที่ทหารสิบกว่านายตั้งคันศรอีกครั้ง เสือร้ายก็พุ่งเข้ามาในฝูงชนแล้ว ชั่วพริบตาเดียวก็ทำร้ายคนแล้วนับไม่ถ้วน

พวกเหยี่ยวเหล็กแม้จะอาศัยความได้เปรียบด้านอาวุธและจำนวนคนล้อมเสือร้ายตัวนั้นเอาไว้ แต่การทำแบบนี้ก็จัดการมันไม่ได้ภายในเวลาอันสั้นนี้แน่นอน

ตอนนี้เอง ‘หวังเฟย’ ที่มีกลุ่มทหารคุ้มกันกลับยังเอ้อระเหยดีดฉินร้องเพลงได้เหมือนเดิม

จังหวะไม่รวนเลยแม้แต่น้อย!

ไม่เพียงแค่ไร้ความหวาดกลัวเรื่องการปรากฏตัวของเสือ ถึงขั้นทำหูทวนลมเสียงคำรามสัตว์ร้ายกับเสียงตะโกนฆ่าด้วย

ราวกับว่าความขัดแย้งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีทางรบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของนางได้

คนที่ร้องเพลงอาจไม่ได้รับผลกระทบ แต่ทิวทัศน์อันงดงามที่ถูกทำลายขนาดนี้กลับทำลายอารมณ์สุนทรีย์ในการฟังเพลงของเยี่ยเว่ยหมิงจนหมดไม่เหลือ ตอนเห็นเสือใหญ่ที่ร้องคำรามตัวนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญใจที่สุด

พอพลิกฝ่ามือ ลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งก็ยิงออกไปถูกหว่างคิ้วของเสือร้ายตัวนั้นโดยตรง

เมื่อเสือร้ายถูกโจมตีครั้งนี้ มันก็ล้มบนพื้นทันที ทหารเซี่ยตะวันตกจึงฉวยโอกาสออกอาวุธพร้อมกัน แต่ก็ทำได้แค่เฆี่ยนศพเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าหลังจากตัวเองลงมือแล้วยังไม่มีใครสังเกตเห็น เยี่ยเว่ยหมิงก็ยักไหล่อย่างเบื่อหน่าย แล้วพูดกับน้องดาบที่อยู่ข้างกายว่า “ฟังเพลงมาพอสมควรแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”

น้องดาบพยักหน้าสื่อว่าตามใจเขา สองมือยันหินที่อยู่ริมหน้าผาสูง ร่างกระโดดขึ้นไปบนหน้าผาสูงชันทันที ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงหลังจากยืนอย่างมั่นคงมากแล้ว ก็ใช้เท้าเหยียบหน้าผายืนขึ้นมา

“ผู้ที่เคยผ่านมหาสมุทรลึกล้ำมาก่อน ไม่ตื่นเต้นกับน้ำบ่อใดนอกจากเมฆสีรุ้ง” ตอนนี้เมื่อทั้งสองหันตัวเตรียมจะเดินจากไป ในที่สุดสตรีชุดขาวที่ถูกเรียกว่าหวังเฟยก็บรรเลงเพลงที่เล่นซ้ำจนจบไปอีกหนึ่งรอบ ไม่รู้ว่านางอยู่ในอารมณ์ไหน หลังจากอ่านกวีไปอีกสองประโยค จู่ๆ กลับบอกว่า “ในเมื่อจอมยุทธ์น้อยทั้งสองมาแล้ว เหตุใดไม่มาพบหน้ากันสักครั้ง”

“ใครขอรับ!” เมื่อจู่ๆ ได้ยินหวังเฟยเอ่ยเช่นนี้ นายพลของหน่วยเหยี่ยวเหล็กก็พลันตะคอกแล้วเริ่มมองไปรอบๆ

จนกระทั่งสตรีชุดขาวที่ถูกเรียกว่าหวังเฟยสั่งให้พวกเขาถอยไป พวกเขาถึงได้หามทหารที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้รวมทั้งศพเสือเดินออกไป

เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงจากหน้าผาที่สูงสามจั้งกว่า

ท่าที่น้องดาบเหยียบลงพื้นสง่างามล่องลอยและโดดเด่น แต่เยี่ยเว่ยหมิงเหยียบลงบนพื้นดังตุ้บ! จนเกิดรอบเท้าลึกสองชุ่น[1]

แต่ยังดีที่ร่างกายของเขาแข็งแรงมากพอ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ จากการกระโดดครั้งนี้

เพียงแต่เรื่องเข้าใจผิดครั้งนี้ กลับทำให้เขาเกิดความคิดแน่วแน่แล้วว่าต้องฝึกวิชาตัวเบาที่มีภาพลักษณ์ดีสักเล่มให้ได้

[1] ชุ่น 寸 1 ชุ่นเท่ากับ 1.312 นิ้ว

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมาพร้อมกับวิชาตัวเบาขยะที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถ หางตาของหวังเฟยก็อมยิ้มเล็กน้อย

แววตาแบบนี้ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงยิ่งรู้สึกอึดอัด จึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจเสียเลยว่า “พวกเราสองคนเดินผ่านมาทางนี้ แล้วก็แค่ฟังเพลงครู่เดียวเท่านั้น หนึ่งคือไม่ได้คิดจะรบกวนท่าน สองคือไม่ได้ทำลายบรรยากาศ ตรงกันข้าม ข้าช่วยท่านจัดการเสือที่จะมาก่อกวนตัวนั้น อย่าบอกนะว่าหวังเฟยคิดจะตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น กลั่นแกล้งพวกเรา”

หวังเฟยได้ยินแล้วดวงตาอมยิ้มมากกว่าเดิม แทนที่จะตอบคำถาม นางถามกลับว่า “ลงมือจัดการเสือโคร่งตัวเดียวเท่านั้นเอง เจ้าก็คิดว่าตัวเองมีบุญคุณต่อข้าแล้วหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าพร้อมกล่าวได้เต็มปากเต็มคำ “เสียงดังของเสือโคร่งตัวนั้น เห็นได้ชัดว่าทำลายความสุนทรีย์ของเพลงท่าน ข้าลงมือช่วยท่านกำจัดทิ้ง แม้จะไม่ใช่บุญคุณอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่นับว่าทำผิดหรอกกระมัง”

“เจ้าก็มองได้ชัดเจนดีนี่”

หวังเฟยชี้ไปยังม้าหินที่อยู่นอกศาลา พร้อมเอ่ยเสียงเรียบว่า “พบกันถือเป็นวาสนา นั่งคุยกันสักหน่อยเถอะ”

จะว่าไปแล้ว ท่านอ๋องหลี่หยวนฮ่าวแห่งเซี่ยตะวันตกไม่ได้เรื่องหรือว่าใช้งานไม่ได้กันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้หวังเฟยรู้สึกว่างเปล่าจนกลายเป็นแบบนี้ ถึงขั้นสุ่มดึงตัวผู้เล่นสองคนที่ไม่รู้จักไปนั่งจับเข่าคุยเรื่องอุดมการณ์ชีวิตกัน

แต่ดูจากท่าทีสุขุมสงบนิ่งของหวังเฟยยามเผชิญหน้ากับเสือร้าย เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็สังเกตเห็นแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย จึงไม่ถือสาที่จะพูดคุยด้วยสักหน่อย

หลังจากทั้งสองนั่งลงแล้ว กลับได้ยินหวังเฟยบอกว่า “คาดว่าจอมยุทธ์น้อยทั้งสองคงเดาออกแล้ว ที่จริงข้าก็มีทักษะยุทธ์ติดตัวเช่นกัน ถึงไม่กลัวเสือร้ายตัวนั้น และสังเกตเห็นพวกเจ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งแล้วด้วย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “แต่เหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ต่อให้ท่านมีทักษะยุทธ์ล้ำเลิศติดตัว แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผลประโยชน์อะไรกับพวกเราเพียงเพราะพบหน้ากันหนึ่งครั้ง และคงไม่ถึงขั้นแจกภารกิจระดับสูงให้พวกเราเพราะพวกเราฆ่าเสือตัวเดียวด้วย…

…ดังนั้นสำหรับทักษะยุทธ์ของท่าน ข้ายังรู้สึกว่าเสียงเพลงของท่านดึงดูดพวกเราสองคนมากกว่า”

เมื่ออยู่ในเกม ถ้าต้องการได้ภารกิจระดับสูงที่มีรางวัลมากมาย ก็มักต้องทำตามเงื่อนไขหรือไม่ก็ทำภารกิจย่อยก่อน ส่วนภารกิจที่รับได้เลยโดยไร้เงื่อนไข แปดส่วนคือภารกิจที่ไม่มีผลตอบแทนดีๆ อะไร

แม้กติกาข้อนี้จะไม่ตายตัว แต่ก็เกี่ยวข้องกับกฎ ‘การทุ่มเทเท่ากับผลตอบแทน’ ในเกม ไม่ค่อยเกี่ยวว่าคนที่แจกภารกิจจะเป็นใคร

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นว่ายังต้องไปทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘กระสอบข้าว’ กับน้องดาบอีก จบเรื่องแล้วยังต้องเพิ่มเลเวล ไปหาหวังชู่อีที่จวนท่านอ๋องจ้าวเพื่อทำภารกิจช่วยหวังเฟยอีกคนต่อ งานยุ่งมาก!

ตัวละครเล็กๆ เหมือนขนไก่เปลือกกระเทียมพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยจริงๆ

ที่จริงการที่เยี่ยเว่ยหมิงพูดจาฉะฉานตรงไปตรงมาอย่างนี้ ก็แสดงออกชัดเจนแล้วว่าเขาไม่สนใจภารกิจของนาง ตามหลักแล้วหวังเฟยควรจะรู้สถานการณ์สักหน่อย ควรเปลี่ยนประเด็นสนทนาได้แล้ว ควรพูดไร้สาระสักสองสามประโยค แล้วก็ส่งทั้งสองออกมาอย่างให้เกียรติ

แต่กลับคาดไม่ถึงว่าหวังเฟยก็ถามโดยไม่สนใจเลยว่า “ใครบอกว่าข้าจะให้ภารกิจเจ้าไม่ได้”

เยี่ยเว่ยหมิงกำลังกลุ้มใจ น้องดาบที่อยู่ข้างๆ กลับเริ่มสนใจนางแล้ว จู่ๆ นางก็ถามแทรกว่า “ภารกิจอะไร”

หวังเฟยขยิบตาแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “เป็นภารกิจที่มีรางวัลเป็นสุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม”

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็จ้องทันที

หวังเฟยคนนี้ช่างเข้าใจจิตใจผู้อื่น รู้ว่าพวกผู้เล่นมักจะไม่สนใจตัวภารกิจเท่าไรนัก สิ่งที่ดึงดูดความสนใจจริงๆ คือรางวัลภารกิจต่างหาก!

หวังเฟยคนนี้โยนรางวัลภารกิจออกมาเหมือนโยนระเบิดเสียเลย เกรงว่าผู้เล่นคนไหนฟังแล้วคงปฏิเสธยาก

ต้องทราบไว้ว่า ช่วงนี้ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบจะเป็นยอดฝีมือระดับสูงท่ามกลางผู้เล่น แต่ก็ไม่มีสุดยอดวิชาของยุทธภพที่นำออกมาอวดแล้วมีหน้ามีตาได้สักวิชา อย่างมากก็มีแค่ฉบับไม่สมบูรณ์เท่านั้น

เยี่ยเว่ยหมิงมีเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ที่เป็นฉบับสมบูรณ์ แต่โจทย์คำนวณน่ากลัวพอจะทำลายล้างเด็กเนิร์ดและบีบให้นักเรียนห่วยเป็นบ้าได้ ไม่เหมาะให้คนทั่วไปใช้งานเลยจริงๆ

ใครใช้คนนั้นก็รู้เอง!

ไม่น่าเชื่อว่าหวังเฟยจะใจกว้างขนาดนี้ พอเอ่ยปากก็พูดถึงสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มเลย

นี่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีเบื่อหน่าย ตอนนี้เริ่มเกิดความสนใจต่อภารกิจที่ยังไม่รู้จักแล้วเช่นกัน

ส่วนน้องดาบที่ปากตรงกับใจก็ถามคำถามที่ทั้งสองสนใจที่สุดเสียเลย “สุดยอดวิชาอะไร”

หวังเฟยลุกขึ้น สายตาไปหยุดอยู่ตรงจุดที่หน่วยเหยี่ยวเหล็กสู้กับเสือร้ายก่อนหน้านี้ สีหน้าของนางไม่แสดงอารมณ์ใดๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดว่า “กำลังภายใน…”

ทั้งสองได้ยินแล้วตาเป็นประกายพร้อมกัน ต้องทราบไว้ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ วิทยายุทธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังภายใน เพราะมันเป็นพื้นฐานให้ทักษะยุทธ์ทุกย่างได้ ขอเพียงมีพื้นฐานกำลังภายในแข็งแกร่งมากพอ ต่อให้เป็นวิทยายุทธ์ขยะ ก็ยังแสดงประสิทธิภาพออกมาได้มากอยู่ดี

ตัวอย่างที่เห็นในชัดเจนที่สุดก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงที่เรียนแค่วิชาตัวเบาระดับต้นวิชาเดียวอย่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ แต่ภายใต้การเสริมของกำลังภายในและการเตรียมตัว กลับทำให้เขาวิ่งได้เร็วกว่าน้องดาบที่เรียนวิชาตัวเบาระดับสูงมาเสียอีก!

หวังเฟยผู้นี้ ไม่น่าเชื่อว่าพอเอ่ยปากก็พูดถึงกำลังภายในที่เป็นสุดยอดวิชาระดับสูงเลย จะไม่ทำให้คนประหลาดใจได้อย่างไร

ทว่าหวังเฟยที่กล่าวสิ่งน่าตกตะลึงกลับไม่อยากปล่อยพวกเขาไปอย่างนี้ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสอง นางกล่าวต่ออย่างสบายๆ ว่า “ยังมีวิชาฝ่ามือ วิชากรงเล็บ วิชาตัวเบา เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมา”

พอฟังหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกอธิบายรางวัลภารกิจอย่างเอื่อยเฉื่อยจนจบ เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็ตะลึงค้างโดยสิ้นเชิงแล้ว!

มีทางเลือกให้เยอะขนาดนี้ ทั้งยังเป็นสุดยอดวิชาทั้งนั้น!

คนมีเงินมีอำนาจต้องใจกว้างขนาดนี้เชียวหรือ

ต้องทราบไว้ว่า สำหรับผู้เล่นในปัจจุบันนี้

สิ่งที่เรียกว่าสุดยอดวิชา ก็คือวิทยายุทธ์ที่ไม่อาจเอื้อมไปเรียนได้!

แต่เมื่อมาเจอกับท่านหวังเฟยที่นี่ กลับกลายเป็นว่าเลือกเรียนหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาอะไรก็ได้ อย่าบอกนะว่าในเกมนี้ แดนเซี่ยตะวันตกต่างหากที่ซ่อนบอสใหญ่ระดับประเทศเอาไว้

เยี่ยเว่ยหมิงข่มอารมณ์ชั่ววูบที่จะส่งพิราบสื่อสารไปหาอินปู้คุยเพื่อถามรายละเอียดของหวังเฟย เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วถามว่า “ในเมื่อรางวัลภารกิจเป็นสุดยอดวิชา คาดว่าภารกิจนี้จะต้องสำเร็จยากมากแน่นอน?”

หวังเฟยพยักหน้าสื่อว่าสุดยอดวิชาไม่ใช่ว่าจะได้กันง่ายๆ ขนาดนั้น

หลังจากคลี่คลายคำถามนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็หายตกตะลึงโดยสิ้นเชิง จากนั้นถามว่า “ไม่ทราบว่าภารกิจที่หวังเฟยบอกมีเวลาจำกัดหรือเปล่า”

สำหรับเยี่ยเว่ยหมิง ภารกิจอยากหรือไม่นั้นไม่สำคัญ

ตราบใดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา ต่อให้ไปฆ่าบูรพาไร้พ่ายที่ผาไม้ดำ เขาก็มีความมั่นใจว่าหลังจากตัวเองแข็งแกร่งแล้วจะทำภารกิจสำเร็จได้

แต่ถ้าจำกัดเวลา…

“ต้องมีเวลาจำกัดอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ตายตัวด้วย” หวังเฟยกล่าวอย่างสงบนิ่ง “พวกเจ้าต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนถึงจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่อง ถึงจะได้รางวัลไป…

…แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เจ้าวางใจได้ ภารกิจนี้จะไม่ถูกตัดสินว่าล้มเหลวหากพวกเจ้าตายในระหว่างทำภารกิจ ต่อให้ล้มเหลวจริงๆ ก็ไม่มีการทำโทษใดๆ อยู่ดี”

ไม่มีบทลงโทษของภารกิจที่ล้มเหลว เงื่อนไขนี้โดยพื้นฐานเท่ากับกำลังบอกผู้เล่นว่า เจ้ารับภารกิจนี้ได้อย่างกล้าหาญ ความเสียหายที่มากที่สุดก็แค่เสียเวลาเหนื่อยเปล่าก็เท่านั้นเอง

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วถามต่อว่า “คำถามสุดท้าย ทำไมถึงเลือกพวกเรา”

หวังเฟยได้ยินแล้วกลับมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างตำหนิ “เจ้าหนุ่มคนนี้คำถามเยอะจริงๆ”

“ใช่! ใช่! ใช่!” น้องดาบที่จุดยืนไม่แน่นอนขีดเส้นแบ่งกับเยี่ยเว่ยหมิงให้ชัดเจนทันที จากนั้นพูดกับผู้ค้าส่งสุดยอดวิชาคนนี้ว่า “ถ้าเขาไม่รับข้ารับเอง ข้าไม่ได้มีคำถามเยอะขนาดนั้น”

คาดไม่ถึงว่าหวังเฟยฟังเฟยกลับส่ายหน้า แล้วตอบอย่างอ้อมค้อม “ไม่ได้!”

“เพราะอะไร”

สำหรับการปฏิบัติที่ต่างกันอย่างชัดเจนของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตก น้องดาบแสดงการประท้วงอย่างชอบธรรมแล้ว

“นี่เป็นคำถามเดียวกันกับที่เขาเพิ่งเอ่ยถาม หลังจากพวกเจ้ารับภารกิจแล้ว ก็ย่อมรู้เอง” หวังเฟยชะงักไปครู่เดียว แล้วกล่าวเสริมว่า “ภารกิจนี้เขารับได้คนเดียวเท่านั้น หรือถ้าพวกเจ้าสองคนรับด้วยกันก็ได้เหมือนกัน แต่ข้าแจกภารกิจนี้ให้เจ้าคนเดียวไม่ได้ เพราะคนที่ทำตามเงื่อนไขในการปลดล็อกภารกิจได้จริงๆ ก็คือเขา ไม่ใช่เจ้า”

“เจ้ามีสิทธิ์รับภารกิจนี้ ก็เป็นเพราะเจ้าบังเอิญเป็นสหายร่วมทีมของเขาพอดี เหตุผลก็เท่านี้เอง”

พอฟังถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ตาเป็นประกายทันที แล้วถามว่า “ท่านกำลังบอกว่า หากพวกเราสองคนรับภารกิจและทำภารกิจสำเร็จ แต่ละคนก็จะเลือกหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาใช่หรือไม่”

หวังเฟยพยักหน้า แล้วกล่าวเสริม “เลือกซ้ำกันไม่ได้”

“ดังนั้น ตอนที่รับภารกิจ ทีมนี้จึงจำกัดได้สี่คน?” นี่ต่างหากคือสาเหตุแท้จริงที่เยี่ยเว่ยหมิงถามถึงเรื่องนี้!

ตอนที่มีผลประโยชน์ก็ต้องไม่ลืมนึกถึงเพื่อน

โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เรียกเพื่อนมาช่วยได้โดยที่ผลประโยชน์ของตัวเองไม่ลดลง ก็ยิ่งต้องเรียกมาช่วยกัน

แต่ถ้าเลือกได้เพียงสี่รายชื่อ…

เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มพิจารณาว่าอีกสองรายชื่อที่เหลือควรเรียกใครดี

ในเกมนี้ สหายที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขาที่สุดก็คือสะพานสวรรค์น้อย ซานเย่ว์ โหยวโหยวและอินปู้คุย ส่วนคนอื่นๆ เช่น เฟยอวี๋ ถังซานไฉ่ หนิวจื้อชุนและฉางซิงอวี่…แม้ความสัมพันธ์จะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับสี่คนแรก ก็ถือว่ายังแย่กว่านิดหน่อย

ปัญหาตอนนี้ก็คือ ภารกิจนี้ใส่ได้แค่สี่รายชื่อเท่านั้น ต่อให้ตอนนี้เตะน้องดาบออกจากทีม ก็ยังขาดตำแหน่งว่างไปอีกหนึ่งที่อยู่ดี

ไม่ว่าจะฝ่ามือหรือหลังมือ[1]ก็เป็นเนื้อเหมือนกัน ชั่วขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไรนั้นเอง

น้องดาบที่ไม่รู้ว่าตัวเองใกล้โดนเตะออกจากทีม ตอนนี้ยังพูดเร่งเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไร้เดียงสา “นี่! ข้าว่านะเจ้ามือปราบหน้าเหม็น ภารกิจดีๆ ขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้ารีบรับไว้เร็วๆ หน่อยเถอะ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้ายังมัวลังเลอะไรอีก”

ตอนนี้เอง ประโยคเดียวของหวังเฟยกลับช่วยชีวิตน้องดาบกลับมาจากการถูกเตะออกจากกลุ่ม

“ที่จริงในทีมของเจ้าจะมีกี่คนก็ไม่สำคัญ แม้ตำราลับสุดยอดวิชาจะมีเพียงสี่เล่ม แต่ถึงตอนนั้นก็อิงตามลำดับผลงานได้ อยู่ลำดับหลังๆ แม้จะไม่ได้สุดยอดวิชา แต่ข้าก็ให้รางวัลบางส่วนได้เช่นกัน ทั้งยังเป็นรางวัลที่ไม่ทำให้ผิดหวังด้วย เพียงแต่…”

“เพียงแต่อะไร”

“เพียงแต่เจ้ามีเวลาพิจารณาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ถ้าผ่านเวลาที่กำหนด แม้แต่เจ้าเองก็จะเสียโอกาสในการรับภารกิจนี้ตลอดไป”

ได้!

มีเวลาแค่สิบห้านาที ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีทางหาสถานที่ที่ ‘ข้างหน้าไม่ติดหมู่บ้าน ข้างหลังไม่ติดร้านค้า’ เจอภายในเวลาสั้นๆ นี้แน่

ด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงทิ้งความคิดที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุด “เช่นนั้นหวังเฟยก็ได้โปรดบอกภารกิจของท่านมาเถิด คุยกันให้เรียบร้อยก่อน ข้าคือเจ้าหน้าที่ทางการของภาคกลาง เรื่องที่ต้องสมคบกับศัตรูขายชาติ ข้าไม่ทำแน่นอน”

“ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น” หวังเฟยกลอกตามองเยี่ยเว่ยหมิง แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ “ข้ามีสหายที่ดีอยู่คนหนึ่ง แต่ถูกสตรีชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ ต่ำช้าไร้ยางอาย จิตใจบิดเบี้ยว หน้าตาสุดแสนอัปลักษณ์ทำลายใบหน้า..บลาๆๆๆ…”

[ติ๊ง! คุณได้รับภารกิจลับ ‘ฟื้นฟูใบหน้าเดิม’]

ฟื้นฟูใบหน้า

สหายคนหนึ่งของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกถูกทำลายใบหน้า กรุณาคิดหาทางฟื้นฟูใบหน้างดงามแห่งยุคกลับมา

ระดับภารกิจ: 9 ดาว

ระยะเวลาภารกิจ: ก่อนที่หวังเฟยและสหายของนางจะตาย

รางวัลภารกิจ: ‘พลังไร้ลักษณ์น้อย’ ‘พลังฝ่ามือรุ้งขาว’ ‘กรงเล็บภูตอเวจี’ ‘ท่าเท้าท่องคลื่น’ เลือกหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม!

……

สหายผู้นั้นของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกคือเป้าหมายภารกิจที่ต้องช่วยรักษา และหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกเองก็เป็น NPC คนสำคัญที่รับหน้าที่แจกรางวัลภารกิจ หากพวกนางตายแล้ว ก็ย่อมถูกตัดสินว่าภารกิจล้มเหลว

ภารกิจที่หวังเฟยท่านนี้แจกให้ ไม่เพียงแค่ไม่ขัดกับจุดยืนของเยี่ยเว่ยหมิง อีกทั้งหลังจากแจกภารกิจแล้ว ยังมีการชี้แนะภารกิจอย่างใส่ใจด้วย

มองออกเลยว่า นางหวังจากใจจริงว่าทั้งสองจะทำภารกิจระดับเก้าดาวที่นางมอบหมายสำเร็จ

“เพื่อช่วยฟื้นฟูโฉมหน้าเดิมให้สหายรักของข้า ข้าเคยไปหาหมอชื่อดังทั่วทั้งใต้หล้า แต่พวกหมอเทวดามักถนัดแต่ช่วยชีวิตคน แต่กลับช่วยลบรอยแผลเป็นไม่ได้ ยังดีที่ความพยายามไม่ทรยศคนตั้งใจ ในที่สุดข้าก็เจอหมอที่ชื่อว่าหลี่กุ่ยโส่วแล้ว เขามีความสามารถในการปั้นใบหน้าใหม่…

…แต่บาดแผลบนใบหน้าสหายของข้ารุนแรงเกินไป หากคิดจะฟื้นฟูหน้าเดิม ต่อให้เป็นหลี่กุ่ยโส่วก็ต้องมีของล้ำค่าหายากมาช่วย…

…นี่คือรายชื่อยาที่เขาให้ข้าไว้ก่อนหน้านี้ เจ้านำไปไว้ดู”

ขณะที่พูด หวังเฟยก็นำจดหมายที่เก่าจนออกสีเหลืองยื่นให้เยี่ยเว่ยหมิง แล้วพูดต่อว่า “ขอเพียงเจ้ารวบรวมยาเจ็ดอย่างที่เขียนไว้บนนี้จนครบ ก็จะไปขอให้หลี่กุ่ยโส่วมาช่วยฟื้นฟูใบหน้าให้สหายของข้าได้แล้ว ถือว่าภารกิจของพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน หลังจากนางฟื้นฟูใบหน้าเดิมกลับมาแล้ว ข้าจะมอบตำราลับสุดยอดวิชาให้…

…แต่หลี่กุ่ยโส่วนั่นที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง พเนจรไปทั่ว แม้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่ หากพวกเจ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ ก็ต้องหาวิธีตามตัวเขาให้พบก่อน”

เมื่อพูดจบ นางก็ส่งป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นหนึ่งให้เยี่ยเว่ยหมิง “รอให้พวกเจ้าเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็นำไปอาญาสิทธิ์แผ่นนี้ไปหาข้าที่วังของเซี่ยตะวันตกได้…

…ที่ข้าพูดก็มีเท่านี้ เรื่องที่เหลือก็ต้องรบกวนจอมยุทธ์น้อยทั้งสองแล้ว” หวังเฟยกล่าวพร้อมลุกขึ้น แล้วตะโกนบอกนายพลของหน่วยเหยี่ยวเหล็กที่เฝ้าอยู่ข้างๆ ว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว เตรียมกลับวัง!”

เยี่ยเว่ยหมิงรับป้ายอาญาสิทธิ์มาดูแล้วเก็บไว้ จากนั้นบอกว่า “หวังเฟยวางใจได้ขอรับ ต่อให้ทำเพื่อตำราลับสุดยอดวิชา พวกเราสองคนก็จะพยายามเต็มที่เพื่อทำให้ภารกิจนี้สำเร็จให้ได้”

อืม ใช่แล้ว!

แค่ทำเพื่อตำราลับสุดยอดวิชา

มีอะไรก็พูดตรงๆ นี่คือหลักการใช้ชีวิตในยุทธภพของเยี่ยเว่ยหมิง!

“เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ” ตอนนี้หน่วยเหยี่ยวเหล็กก็นำรถม้างดงามหรูหราคันหนึ่งมาทางนี้แล้ว หวังเฟยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน ยื่นกล่องไม้ที่สวยประณีตใบหนึ่งให้เยี่ยเว่ยหมิง “นี่คือรางวัลที่เจ้าช่วยฆ่าเสือโคร่งก่อนหน้านี้ น่าจะช่วยเจ้าได้บ้างไม่มากก็น้อย…

…ตามนี้แล้วกัน หวังว่าพวกเจ้าสองคนจะได้รับรางวัลภารกิจจากข้า”

“จำไว้ สี่เล่มล้วนเป็นสุดยอดวิชา!”

พอพูดจบนางก็เหยียบบันไดที่ทหารเหยี่ยวเหล็กสองคนเตรียมไว้ให้เพื่อขึ้นรถม้า จากนั้นทหารเหยี่ยวเหล็กสองคนนั้นก็เก็บบันไดไม้ไปวางไว้ตรงจุดที่ไม่สะดุดตาหลังรถม้า เสร็จแล้วถึงได้ต่างคนต่างขึ้นคร่อมม้าศึกของตัวเอง ก่อนจะนำกำลังทหารกลุ่มใหญ่จากไปไกล

ดูจากขั้นตอนการขึ้นรถ ก็มองออกแล้วว่าชีวิตของตระกูลท่านอ๋องแห่งเซี่ยตะวันตกทุจจริตขนาดไหน

เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่สนใจปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ตอนนี้ความสนใจของเขาไปอยู่บนรางวัลภารกิจที่หวังเฟยให้แล้ว

[ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสี (ทองคำ)] อาวุธลับที่ทำจากแก้วหลิวหลี เป็นประกายสีรุ้ง

โจมตี +200

กำลังภายใน +30%

จำนวน: 100/100 ใช้แล้วหมดไป]

[1] ไม่ว่าจะฝ่ามือหรือหลังมือก็เป็นเนื้อเหมือนกัน 手心手背都是肉 หมายถึงทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญพอๆ กัน เลือกไม่ถูก

เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบเสียเวลากับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงมาไม่ทันหาที่พักที่ด่านประตูหยกอย่างที่คาดไว้ ทำได้เพียงเลือกตั้งค่ายพักแรมนอกเมือง

ในบทกวีกล่าวว่าสายลมวสันต์ไม่พัดผ่านด่านประตูหยก ตอนกลางคืนนอกด่านนี้เหน็บหนาวเป็นพิเศษจริงๆ

เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับตั้งค่าย กระโจม ผ้านวม อุปกรณ์ฉุกเฉินอะไรก็ไม่ได้นำมาติดมาด้วย ทำได้เพียงก่อไฟง่ายๆ อยู่ระหว่างภูเขาเพื่อไล่อากาศหนาว แล้วถือโอกาสพักผ่อนสักหน่อย อย่างไรเสีย การเดินทางทั้งคืนแบบนี้ ต่อให้เป็นผู้เล่นยอดฝีมืออย่างพวกเขาก็ไม่สะดวกเท่าเดินทางตอนกลางวันอยู่ดี

ในระหว่างนั้น เยี่ยเว่ยหมิงดีดหมาป่าโชคร้ายตัวหนึ่งตาย แล้วใช้มีดสั้น ‘กัวจิ้ง’ ซึ่งเป็นอาวุธเทพผ่าท้องมัน จากนั้นนำไปล้างริมลำธารแล้วหั่นเฉลี่ยเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้ไม้ที่เหลาไว้แล้วเสียบไว้ ก่อนจะนำมาย่างบนกองไฟ

หลังจากนั้นพักหนึ่ง น้ำมันในเนื้อหมาป่าก็ถูกย่างจนไหลออกมาจากเนื้อ หยดลงบนถ่านด้านล่าง ส่งเสียงฟู่ๆ กลิ่นเนื้อหอมเย้ายวนใจโชยมาตามลมเช่นกัน ทำให้คนเกิดอาการเปรี้ยวปาก

พริก ยี่หร่าและเครื่องปรุงรสต่างๆ ล้วนเป็นของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวจากระบบ ราคาของมันถูกมาก หลังจากซื้อแล้วก็เก็บสะสมไว้ในมิติของสัมภาระได้เลย ทำให้บรรดาผู้เล่นพกไปไหนมาไหนได้สะดวกยิ่งขึ้น นำมาใช้ได้ตลอดเวลา เมื่อโรยมันบนเนื้อที่เพิ่งย่างสุก ไม่เพียงแค่กระตุ้นปุ่มแยกรสชาติให้คนเท่านั้น ยังทำให้กลิ่นหอมของเนื้อเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งด้วย กระตุ้นให้นาสิกประสาทชัดเจนยิ่งขึ้น

“กินได้แล้ว” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำเนื้อย่างสิบกว่าไม้ลงจากตะแกรงบนกองไฟ จากนั้นก็แบ่งให้สองคน ตัวเองกับน้องดาบได้คนละแปดไม้ พร้อมทั้งบอกว่า “เก็บเข้าในสัมภาระจะรักษาอุณหภูมิความร้อนได้ กินหนึ่งไม้ถือหนึ่งไม้ สะดวกรวดเร็ว”

“เรื่องพื้นฐานแบบนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว” น้องดาบปากแข็ง แต่ก็เป็นอย่างที่นางบอก นางเก็บเนื้อย่างทั้งหมดไว้ในสัมภาระ เหลือไว้เพียงหนึ่งไม้ในมือ นางมองหน้าตาอาหารที่เป็นมันเยิ้มแวบหนึ่ง ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นหลายส่วน

เนื้อหมาป่าย่าง: คุณภาพ 20 กินแล้วลดค่าความหิว 20 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพละกำลัง 30 แต้ม

พอลองกัดหนึ่งคำ น้องดาบก็รู้สึกทันทีว่ากลิ่นหอมกำลังฟุ้งกระจายอยู่ในปาก ตอนนี้ฝีมือของเยี่ยเว่ยหมิงแม้จะไม่ถือว่าดีมาก ถึงอย่างไรก็ใช้ ‘การเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน’ และการฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้ค่าสเตตัสฝีมือการทำครัวเพิ่มขึ้นถึงเลเวลสามแล้ว อาหารที่ย่างออกมาแม้จะไม่ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสล้ำค่า แต่ถ้าเป็นในชีวิตจริง ก็ถือเป็นระดับอาหารชื่อดังในโลกโซเชียลได้เลย

คุณภาพอาหารระดับนี้ ถ้าจะบอกว่าทำให้คนกินเป็นบ้าได้ก็เป็นคำพูดเหลวไหล แต่ว่าอยู่ในสถานที่ที่ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้านข้างหลังไม่มีร้านค้าแบบนี้ สำหรับผู้เล่นที่ค่าความหิวกำลังสูง มันกลับเป็นความยั่วยวนใจที่อยากจะต้านทานได้

พอน้องดาบกินคำแรกหมดแล้ว ก็อดใจไม่ไหวต้องกินคำต่อไป…

จนกระทั่งกินเนื้อย่างหมดไปหนึ่งไม้ นางถึงได้โยนไม้ทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้ไม้ไปปักอยู่บนต้นหยางใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างหลัง แล้วนางก็บอกว่า “มองไม่ออกเลยว่ามือปราบหน้าเหม็นอย่างเจ้าจะมีฝีมือการย่างที่ไม่เลวเลย เจ้าเคยฝึกมาก่อนหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าแล้วตอบส่งเดช “ทักษะการทำอาหารของข้าถึงเลเวลสามแล้ว อาหารที่ย่างออกมาก็พอกินได้ บวกกับคำชี้แนะของน้องชายคนหนึ่งก่อนหน้านี้ นับว่าพอเข้าใจเคล็ดลับการย่างเนื้ออยู่บ้าง” ตอนที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำเนื้อหมาป่าย่างอีกสิบกว่าไม้มาย่างไว้บนตะแกรง ย่างเนื้อชุดที่สองต่อไป

“เชอะ! ข้าชมเรื่อยเปื่อย แต่เจ้ากลับหลงตัวเอง” น้องดาบกลอกตามองเยี่ยเว่ยหมิง แล้วนำเนื้อไม้ต่อไปมากินต่อ แต่เนื่องจากกินไปแล้วไม้หนึ่ง ตอนนี้นางจึงไม่หิวมากเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่กำลังกิน ในที่สุดนางก็ถามคำถามที่นางสงสัยมาตลอด “จะว่าไปแล้ว เจ้ามีจุดไหนที่แตกต่างจากคนอื่นกันแน่ ถึงสอดคล้องกับเงื่อนไขภารกิจของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตก นางบอกว่าพอพวกเรารับภารกิจแล้วก็จะรู้เอง แต่ตอนนี้ข้ายังสมองทึบเหมือนหมอกลงอยู่เลย”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ตอบ แต่ส่งลิงก์ไอเทมมาให้นาง

[รายชื่อวัตถุดิบยา (ไอเทมภารกิจ)] รายชื่อวัตถุดิบยาที่หวังเฟยแห่งตะวันตกให้มา บนนั้นเขียนไว้ว่า: ยาผึ้งหยก ปลาขาวบึงหนาว ท้อสวรรค์คุนหลุน ปลาหลีฮื้อทอง น้ำดีจิ้งจอกหิมะ ยาเปลี่ยนเส้นเอ็น ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก

……

หลังจากเห็นรายชื่อของอย่างสุดท้าย น้องดาบก็เข้าใจแล้ว

สงสัยจะเจอกับภารกิจของหลี่ชิวสุ่ยเข้าแล้ว นั่นก็คือบนตัวผู้เล่นจะต้องมีวัตถุดิบยาหนึ่งในเจ็ดรายการบนรายชื่อนี้

หลังจากไขข้อสงสัยแล้ว น้องดาบก็ไม่คิดวนเวียนเรื่องภารกิจนี้อีก ตอนที่แบ่งของกันก่อนหน้านี้ นางก็หมายตา ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ขวดนั้นไว้แล้วจริงๆ แต่เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยกติกาการแบ่งไอเทมที่ทุกคนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันนำของสิ่งนั้นไปแล้ว นางเองก็พูดอะไรไม่ได้เช่นกัน

อย่างไรเสีย ในภารกิจครั้งนี้ นางก็คิดว่าผลตอบแทนที่ตัวเองได้รับไม่ด้อยกว่าเยี่ยเว่ยหมิง

ความสามารถของนางเดิมที่ก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ถ้าอยากจะโจมตีมอนสเตอร์ดรอปอุปกรณ์ก็เป็นเรื่องที่ง่ายสุดๆ กอปรกับในชีวิตประจำวันไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย ไม่เหมือนเยี่ยเว่ยหมิงที่ได้เงินมาเท่าไหร่ก็เอาแต่คิดว่าจะซื้อโลงศพ นางถือเป็นเศรษฐีนีคนหนึ่งจริงๆ

ในภารกิจต่อเนื่องครั้งนี้ เงินส่วนหนึ่งของนางที่ใช้ซื้ออุปกรณ์ขายประมูลในทีมได้กลายเป็นศักยภาพประจำตัวนางแล้ว ทำให้พลังต่อสู้ของนางเพิ่มขึ้นเยอะมาก

สุดท้ายจี้พระปีศาจ อาวุธที่ดรอปจากอาเอ้อร์ก็ถูกนางประมูลซื้อมาในราคาที่ต่ำมาก

ค่าสเตตัสของจี้ย่อมไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่ว่าจะอยู่บนตัวผู้เล่นคนใด ก็ล้วนทำให้ศักยภาพเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับทั้งนั้น

เพียงแต่การตั้งค่าของมันที่กำหนดว่าเมื่อค่าตบะพุทธธรรมกับอุปกรณ์ถึงเลเวลห้าแล้วถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้มก็ทำให้คนปวดไข่จริงๆ ทำให้อุปกรณ์ระดับสูงที่ดีมากชิ้นหนึ่งกลายเป็นเหมือนซี่โครงไก่ที่ไร้ประโยชน์แต่ก็รู้สึกเสียดายถ้าจะทิ้ง

แต่น้องดาบกลับไม่ถือสาขีดจำกัดอันโหดร้ายกับค่าสเตตัสด้านลบที่หลอกลวงของมัน

นางไม่ปวดไข่ เพราะนางไม่มีไข่!

นางเป็นศิษย์ของสำนักฝ่ายมาร สำหรับนาง ค่าวีรบุรุษเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียว จะมีหรือไม่มีก็ได้ อีกทั้งสำนักดาบโลหิตแม้จะก่อกรรมทำชั่วมานับไม่ถ้วนเพราะการนำของปรมาจารย์ดาบโลหิต แต่ที่จริงแล้วก็เป็นสำนักสายพุทธเหมือนกัน…

จี้ชิ้นนั้น จะบอกว่าสร้างมาเพื่อน้องดาบก็ไม่ถือว่ากล่าวเกินไป

น้องดาบโยนไม้เสียบเนื้อไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ ไม้ไปเสียบอยู่ด้านล่างของไม้แท่งแรกบนต้นหยางพอดี แล้วนางก็หยิบเนื้อย่างไม้ที่สามขึ้นมากินอีก กินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “หวังเฟยนั่นใช้ผ้าขาวปิดใบหน้าอยู่ตลอด เจ้าลองเดาดูสิ สหายที่นางบอกว่าถูกทำลายโฉมหน้า อาจจะเป็นตัวนางเองหรือเปล่า”

“ยังต้องเดาอีกหรือ ก็ต้องใช่อยู่แล้ว! กลยุทธ์อ้างเพื่อนง่ายมาก เป็นวิธีการที่คนทำกันเป็นปกติ” เยี่ยเว่ยหมิงตอบแบบไม่คิดมาก

“เจ้าพูดเช่นนี้อาจจะคิดเองเออเองไปหน่อยกระมัง” น้องดาบแสดงออกว่าไม่เชื่อ “ดูจากที่นางออกมาครั้งเดียวก็ใช้หน่วยเหยี่ยวเหล็กสามสิบคนคุ้มกันก็รู้แล้ว ฐานะของนางที่เซี่ยตะวันตกไม่ต่ำแน่นอน ข้าไม่กล้าจินตนาการจริงๆ หวังเฟยคนหนึ่งที่ถูกทำลายโฉมหน้ามาหลายสิบปี แต่ยังรักษาฐานะที่สูงส่งอย่างนี้เอาไว้ได้อีก ต้องรู้ไว้นะว่าท่านอ๋องของแดนเซี่ยตะวันตกที่อยู่ในฉากของเกมนี้คือเจ้าจอมมารหลี่หยวนฮ่าว”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วชูสี่นิ้วพร้อมทำสีหน้าเรียบเฉย

“หมายความว่าอะไร” น้องดาบงุนงง

“สี่บอสใหญ่ที่มีสุดยอดวิชาป้องกันตัว เจ้าน่าจะรู้นะว่าหมายความว่าอะไร” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างสมเหตุสมผล “หากหลี่หยวนฮ่าวไม่อยากถูกนางตบตายด้วยฝ่ามือเดียว ก็ไม่ควรจะเกิดความคิดแย่ๆ สิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก เนื้อรอบนี้ก็กำลังจะสุกแล้วเช่นกัน!”

ตอนที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มโรยเครื่องปรุงไว้บนเนื้อที่กำลังจะสุก “จะว่าไป เจ้าดึงดันอยากได้กระสอบข้าวขนาดนี้ มีภารกิจอะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้าตั้งใจขนาดนี้”

ภารกิจนี้เดิมทีคือหนึ่งในความลับสุดยอดของน้องดาบ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองกำลังจะไปส่งไอเทมภารกิจด้วยกัน น้องดาบก็ลังเลนิดหน่อย แล้วตอบตามความจริงว่า “ไปหา NPC ที่ชื่อจั่วปั๋วเยี่ยนที่เมืองเจิ้นเจียง ขอให้เขาช่วยกลั่นสุราโอสถพิเศษที่ชื่อว่า ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราต้องไปเอาของที่ด่านประตูหยกก่อน”

น้องดาบเริ่มกินเนื้อไม้ที่เจ็ดขณะที่พูด ตอนนี้เพิ่งนึกได้และถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ทำไมเจ้าไม่กินบ้างล่ะ”

“กำลังจะกินเดี๋ยวนี้”

หลังจากแบ่งเนื้อย่างหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ย่างเนื้อต่อ แต่ใช้ไม้เสียบเนื้อเขี่ยดินเหนียวขนาดใหญ่ออกมาหนึ่งก้อน จากนั้นทุบเบาๆ

กลิ่นหอมมหาศาลของเนื้อย่างฟุ้งกระจายออกมาในชั่วพริบตาเดียว

ไก่ขอทาน: คุณภาพ 40 กินแล้วลดค่าความหิว 50 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพลังชีวิตสูงสุด 1200 แต้ม

ถึงอย่างไรก็เป็นอาหารในตำราทักษะที่เคยเรียนมาแล้ว ประสิทธิภาพเหนือกว่าคุณภาพของเนื้อหมาป่าย่างที่ปรุงโดยอาศัยสัญชาตญาณอยู่แล้ว

เมื่อได้กลิ่นหอมอันไร้ที่เปรียบและเห็นไก่ขอทานที่น่ากินกว่าเนื้อย่างมาอยู่ตรงหน้า แล้วก็ดูค่าความหิวของตัวเองที่กำลังจะเหลือศูนย์ ในที่สุดน้องดาบก็รู้แล้วว่าทำไมเยี่ยเว่ยหมิงไม่กินเนื้อย่าง

เพราะหลังจากพวกเขาตัดสินใจว่าจะแวะพักผ่อน ก็ล่าไก่ป่ามาได้แค่ตัวเดียว!

โดนเจ้ามือปราบหน้าเหม็นน่ารังเกียจวางกับดักอีกแล้ว

ทำได้เพียงมอง แต่กินไม่ได้

น่าโมโห!

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ