ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 271ถึง275
ตรงปลายถนนใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านเทพสุรา ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็หยุดเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว คนหนึ่งใช้สองมือยันหัวเข่าตัวเองไว้ อีกคนพิงกำแพงรั้วอิฐสีดำของบ้านคน ปากกำลังอ้ากว้างเพื่อหอบหายใจพร้อมกัน หายใจสูดอากาศบริสุทธิ์ริมถนนอย่างกระหาย
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้เล่นยอดฝีมือสองคนนี้ถึงได้ฟื้นฟูตัวเองจากสถานะด้านลบที่เกิดขึ้นเพราะ ‘ข้าวหนึ่งกระสอบ’
น้องดาบบอกว่า “มือปราบหน้าเหม็น นี่เจ้าเล่นลูกไม้อะไรอีก เมื่อครู่นี้ให้ข้าสังหารสือจงอวี้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ เดิมทีข้าเตรียมจะทดสอบสักหน่อยว่าหลังจากใช้ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ขยุ้มกบาลเขาจนตายแล้ว ผลลัพธ์จะเหมือนกับในข้อมูลแนะนำหรือเปล่า”
สำหรับลักษณะพิเศษของ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ น้องดาบคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเยี่ยเว่ยหมิง
เพราะนางแน่ใจมาก ว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ให้โอกาสนางขยุ้มศีรษะเขาเด็ดขาด ต่อให้ขยุ้มได้แล้วจริงๆ แต่ด้วยค่าสเตตัสที่อันธพาลกว่า BOSS ของเยี่ยเว่ยหมิง นางก็เจาะกะโหลกเขาไม่ได้อยู่ดี
สำหรับคำถามของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงถามกลับว่า “คนในยุทธภพให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีหน้าตาที่สุด หากประมุขพรรคฉางเล่อถูกพวกเราสังหารตายที่โรงเตี๊ยม เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี พวกเขาไม่มีทางเลิกจองเวรพวกเราแน่นอน ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่มีใครชอบประมุขพรรคคนนี้ แต่ก็ต้องล้างแค้นเพื่อเขาแน่ ถ้าหาพวกเราไม่เจอ พวกเขาก็ทำได้เพียงจับพ่อลูกตระกูลจั่วมาเป็นแพะรับบาป แล้วสุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับของพวกเรา…”
น้องดาบได้ฟังแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ “อย่าบอกนะว่าตอนนี้พวกเราไล่สังหารเขา แล้วพรรคฉางเล่อจะไม่ไปล้างแค้นพ่อลูกตระกูลจั่ว”
เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างมั่นใจมาก “ถ้าตัวการของพวกเขาฉลาดมากพอ จะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
น้องดาบขมวดคิ้ว “เจ้ามั่นใจหรือเปล่าว่าจะทำให้พวกเขาตายอย่างไร้ร่องรอย ถึงขั้นไม่ให้เกี่ยวโยงมาถึงตัวพวกเราสองคนได้”
“พวกเขาจะรู้หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ” เมื่อเห็นน้องดาบยังไม่เข้าใจเจตนาของตนเท่าไร เยี่ยเว่ยหมิงจึงอธิบายต่อ “ประการแรก ในระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ข้าสังเกตเห็นว่าพวกลูกสมุนของเฉินชงจือกับพรรคฉางเล่อมองสือจงอวี้ด้วยสายตาแปลกมาก ที่รู้ๆ คือไม่ได้นับถือจากใจจริงแน่นอน เป็นสายตาที่ไม่พอใจมาก…
…สิ่งนี้กำลังอธิบายว่า สือจงอวี้ไม่ได้รับความนิยมในพรรคฉางเล่อ กอปรกับทักษะยุทธ์ยอดแย่ที่อืดอาดยืดยาดของเขา เป็นประมุขพรรคได้เพราะมีเงื่อนงำบางอย่างแน่นอน” เขาชะงักไปครู่เดียว แล้วพูดต่อว่า “แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นก็คือหากเขาตายแล้วจริงๆ เกรงว่าคงไม่มีใครยินดีล้างแค้นเพื่อเขาจากใจจริง โดยเฉพาะหากต้องล่วงเกินพวกเราสองคนเพราะเรื่องนี้…
…ดังนั้น ตราบใดที่หาข้ออ้างที่ฟังขึ้นให้พวกเขาได้ ข้าคิดว่าคนของพรรคฉางเล่อก็ยินดีจะปิดตาหนึ่งข้าง ด้านหนึ่งก็ตะโกนว่าจะสืบหาคนร้ายและล้างแค้นให้ประมุขพรรค อีกด้านหนึ่งก็เลือกประมุขพรรคคนต่อไปอย่างตื่นเต้นดีใจ…
…และเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นใจว่าจะมองข้ามการล้างแค้นของพวกเราสองคนได้ พวกเขาไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายการล้างแค้นไปที่สองพ่อลูกตระกูลจั่วง่ายๆ แน่นอน เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นแล้ว กลับต้องแบบรับความเสี่ยงและปัญหาใหญ่ด้วย!”
เมื่อได้ฟังแผนการในใจของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบกลับพยักหน้าอย่างโล่งอก
เป็นอย่างที่คาดไว้ นี่ต่างหากคือเยี่ยเว่ยหมิงที่ตนรู้จัก
ส่วนที่บอกว่าเวลาที่อภัยคนได้พึงให้อภัยอะไรนั่น ก็เป็นเพียงข้ออ้างยามจำเป็นเท่านั้น
ไปคิดเป็นจริงเป็นจังไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อรู้สึกได้ว่าการหายใจคงที่แล้ว น้องดาบก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “บอกแผนการของเจ้ามาโดยละเอียด จะไล่ตามไปสังหาร หรือจะเฝ้าตอไม้รอกระต่าย[1]”
“คำแนะนำของข้าก็คือทำสองอย่าง!” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าว “เจ้าไปดักซุ่มอยู่ตรงทางที่พรรคฉางเล่อต้องผ่านก่อน ส่วนข้าจะไล่ฆ่าตามไปข้างหลัง มีเพียงการทำอย่างนี้ ถึงจะรับประกันได้มากที่สุดว่าอีกฝ่ายจะไม่รอดเงื้อมมือพวกเราไปได้…
…อย่างไรเสีย หากมีคนเห็นพวกเราสังหารสือจงอวี้มากเกินไป ต่อให้อีกฝ่ายอยากแกล้งโง่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก…
…ในเมื่อต้องการความร่วมมือจากอีกฝ่าย เช่นนั้นก็ต้องให้เงื่อนไขที่เอื้อต่อการร่วมมือกับพวกเขา มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้น การร่วมมือกันถึงจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
สำหรับคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบย่อมไม่มีความเห็นแย้งใดๆ นำแผนที่ที่ซื้อไว้ตอนมาเจิ้นเจียงครั้งแรกออกมา หลังจากหาตำแหน่งดักซุ่มที่พอใจได้แล้ว ก็หันไปบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “คำถามสุดท้าย เจ้าจะไล่สังหารสือจงอวี้อย่างไร หรือเจ้ามีวิธีสะกดรอยตามเขา”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย พลิกฝ่ามือเผยของชิ้นหนึ่ง เป็นแขนเสื้อที่น้องดาบใช้ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ฉีกมาจากตัวสือจงอวี้ก่อนหน้านี้ เขาแอบเก็บมันไว้อย่างแนบเนียนแล้ว
จากนั้นนางก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงกวักมืออย่างขอไปที อาหวงที่ไม่ได้เจอกันนานถูกเรียกออกมาแล้ว
ตอนที่นำแขนเสื้อของสือจงอวี้ไปจ่อตรงจมูกอาหวง เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวยิ้มๆ “ข้ามีหมา”
น้องดาบเห็นสถานการณ์แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก หลังจากพยักหน้าให้เขา ก็ใช้ท่าร่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ ทันที หลังจากส่ายก้นวนไปวนมาอยู่ตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงหลายรอบ ถึงได้หายไปจากหัวมุมถนนที่อยู่ไกลๆ
จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่า เหมือนนางจงใจแกล้งให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียน?
ไม่สนใจนิสัยเด็กๆ ของน้องสาวคนนี้ พอเยี่ยเว่ยหมิงเห็นอาหวงส่ายหางวิ่งไปยังทิศทางหนึ่งแล้ว เขาก็ตามหลังมันไปอย่างไม่รีบร้อนทันที
แม้อาหวงจะไม่ได้วิ่งเร็วมาก แต่สือจงอวี้กับเฉินชงจือที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็วิ่งเร็วไม่ได้เหมือนกัน
เยี่ยเว่ยหมิงมั่นใจว่าจะไปถึงก่อนจุดดักซุ่มของน้องดาบ ไล่ตามอีกฝ่ายไปก่อน แล้วค่อยลอบสังหาร
หลังจากกำจัดกำลังส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายแล้ว ก็ค่อยตีขนาบสองด้านพร้อมกับน้องดาบ เท่านี้ก็จะกำจัดทิ้งหมดทั้งกลุ่มได้แล้ว
ตามอาหวงมาตลอดทางจนผ่านถนนสองสาย เยี่ยเว่ยหมิงกลับพบว่าอาหวงลังเลอยู่ตรงสี่แยกแห่งหนึ่งครู่เดียว จากนั้นมันก็วิ่งไปทางตลาด
เยี่ยเว่ยหมิงไม่สงสัยอย่างอื่น ตามหลังมันไปทันที
หลังจากผ่านไปครู่เดียว กลับพบว่าความเร็วของอาหวงเพิ่มขึ้นเยอะมาก จากนั้นก็วิ่งไปทางเด็กหนุ่มสวมชุดผ้าฝ้ายปล่อมผมคนหนึ่ง
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วในใจรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย อย่าบอกนะว่าจมูกหมาก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน
แต่พอเห็นโฉมหน้าของเด็กหนุ่มที่ปล่อยผมคนนั้นแล้ว ในใจกลับกดไลก์ให้อาหวงทันที
ในที่สุดเขาก็รู้แล้ว ว่าตอนถึงสี่แยกก่อนหน้านี้อาหวงลังเลเพราะอะไร
ที่แท้สือจงอวี้นั่นก็เดาได้แล้วว่าตนกับน้องดาบคงไม่ปล่อยเขาไปจริงๆ จึงแยกกับลูกน้องตัวเอง ถึงขั้นนำเสื้อผ้าของตัวเองให้ลูกน้องใส่ ส่วนตัวเองก็เปลี่ยนใส่ชุดที่ไม่สะดุดตา ถึงขั้นใส่ชุดผ้าฝ้ายที่ดูขาดรุ่งริ่งนิดหน่อย แล้วก็ทำผมกระเซิง หวังจะใช้วิธีปะปนเข้าไปในฝูงชน
ต้องบอกเลยว่าสือจงอวี้คนนี้เจ้าเล่ห์จริง
แต่ต่อให้เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์อย่างไร สุดท้ายก็สู้อาหวงหมาบ้านข้าไม่ได้อยู่ดี!
หลังจากแน่ใจตัวตนของอีกฝ่ายแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินไปทางซ้ายสามก้าวทันที หลังจากเลือกมุมที่จะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์แล้ว เขาก็พลิกฝ่ามือยิงลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสีออกมา
แกร๊ง!
ลำแสงเจ็ดสียิงออกจากระหว่างนิ้วของเยี่ยเว่ยหมิง ตรงไปยังหว่างคิ้วของสือจงอวี้!
ทว่า เรื่องที่เหนือความคาดหมายของเยี่ยเว่ยหมิงกลับเกิดขึ้นแล้ว
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เขายิงอาวุธลับออกไป กลับเห็นชายชราชุดเขียวคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายสือจงอวี้ก็พลิกฝ่ามือเช่นกัน เหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งถูกเขาคีบไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วหัวแม่มือ จากนั้นยิงออกมาทางที่ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสียิงมา ทำให้เกิดเสียงโลหะกระทบกันดังเสียดหู
แกร๊ง!
เพล้ง!
ท่ามกลางเสียงตีกระทบที่ดังชัดเจน ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสีของเยี่ยเว่ยหมิงแตกกระจายเป็นฝุ่นผงทันที ส่วนเหรียญทองแดงของอีกฝ่ายก็แตกกระจายเช่นกัน ไม่เหลือเศษซาก!
วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เจอกัน โจมตีหนึ่งครั้งเสียหายทั้งคู่!
[1] เฝ้าตอไม้รอกระต่าย 守株待兔 อุปมาว่ารอผลลัพธ์โดยไม่ลงแรง
วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!
สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงประหลาดใจก็คือ ทักษะยุทธ์ที่ชายชราชุดเขียวคนนั้นใช้ ตกลงแล้วเป็นวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันหรือเปล่า!
จะว่าไป ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ คือสุดยอดทักษะเฉพาะของหวงเย่าซือไม่ใช่หรอกหรือ ทำไมเขาถึงใช้เป็น
อย่าบอกนะว่าชายชราชุดเขียวที่อยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นผู้สืบทอดของเกาะดอกท้อเหมือนกัน
ท่ามกลางความฉงน เยี่ยเว่ยหมิงอดมองชายชราชุดเขียวที่ใช้อาวุธลับไม่ได้ เขาสวมชุดคลุมยาวสีเขียว หนวดสั้น อายุประมาณห้าสิบ ใบหน้าแห้งตอบ มีไอสีเขียวจางๆ ชั้นหนึ่งบนใบหน้าเขา บนศีรษะแสดงข้อมูลของบอสที่ทำให้คนเห็นรู้สึกไร้ความสามารถ
[เซี่ยเยียนเค่อ]
ยอดฝีมือบู๊ลิ้มที่ทั้งดีทั้งร้าย ได้ชื่อว่าเป็นคนรักษาสัญญา
เลเวล: ???
พลังชีวิต: ???/???
กำลังภายใน: ???/???
……
เจ้าหมอนี่ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่ลึกลับยากคาดเดาขนาดนี้!
ชั่วพริบตาที่เยี่ยเว่ยหมิงเห็นข้อมูลค่าสเตตัสของอีกฝ่าย ก็ล้มเลิกความคิดที่จะสังหารสือจงอวี้ต่อทันที แต่เริ่มคิดว่าควรจะวิ่งหนีอย่างไรดี
ถึงขนาดว่าในฝ่ามือของเขาตอนนี้เรียกประกาศิตกระบี่บุปผาโรยออกมาอย่างเงียบๆ แล้ว เตรียมตัวไว้ว่าหากจนปัญญาจริงๆ ก็จะเรียกเหล่าหวงออกมาโจมตีกลับสักครั้ง
เมื่อมีป้ายอาญาสิทธิ์นี้อยู่ เยี่ยเว่ยหมิงก็มีความมั่นใจมากพอที่จะรับมือกับปัญหาที่ใช้ความสามารถของตัวเองแก้ไขไม่ได้อย่างพวกเหมยเฉาเฟิง เซี่ยเยียนเค่อ
นี่ก็คือสาเหตุที่เขาพกป้ายอาญาสิทธิ์ไว้กับตัว แต่กลับไม่เคยตัดใจใช้งานมันลงสักที
นี่คือยันต์ป้องกันอันตราย แน่นอนว่าถ้าเก็บไว้ได้ก็ควรเก็บไว้
นอกเสียจากยามจำเป็น ไม่อย่างนั้นเขาก็จะไม่ใช้มันง่ายๆ เด็ดขาด!
ครั้งก่อนเหมยเฉาเฟิงเห็นป้ายอาญาสิทธิ์นี้แล้วตกใจจนหนีไป แต่เซี่ยเยียนเค่อคนนี้แม้จะไม่ได้เห็นประกาศิตกระบี่บุปผาโรย แต่ก็เหมือนไม่คิดหาเรื่องเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน
ถ้าจะถามว่าทำไมเยี่ยเว่ยหมิงถึงมั่นใจขนาดนี้
ก็เป็นเพราะวินาทีที่ข้อมูล BOSS ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของอีกฝ่ายแล้วก็เลือนหายไปอีกครั้ง ก็ย่อมอธิบายได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาเป็นศัตรูกับเยี่ยเว่ยหมิงอีกแล้ว
“อาหวง!”
ตอนนี้เอง ‘สือจงอวี้’ คนนั้นก็สังเกตเห็นอาหวงที่วิ่งมาทางเขาแล้วเช่นกัน เขาอุทานด้วยความตกใจ ก่อนจะช้อนอาหวงที่กระโจนเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ใช้สองมือชูตัวมันขึ้นมา แล้วกอดแรงๆ พร้อมกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “อาหวง ในที่สุดข้าก็เจอเจ้าแล้ว!” ท่าทางตื่นเต้นของเขาดูไม่เสแสร้ง
ภาพเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว
ตอนนี้เอง ในที่สุดเซี่ยเยียนเค่อก็พูดกับ ‘สือจงอวี้’ ว่า “โก่วจ๋าจ่ง มือปราบทางด้านนั้นต้องการจะสังหารเจ้า คนผู้นี้แม้ทักษะยุทธ์ธรรมดา แต่ถ้าจะสังหารเจ้าก็ทำได้สบายมาก”
“แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เจ้าขอร้องข้า ข้าก็จะยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้าทันที ถึงขั้นช่วยเจ้าสังหารเขา หรือไล่สังหารเขาจนเลเวลเหลือศูนย์ก็ไม่มีปัญหา”
พอเยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแบบนี้ จิตใจที่เพิ่งผ่อนคลายก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที
สังหารจนเลเวลเหลือศูนย์?
โหดร้ายขนาดนี้!
ช่างดีจริงๆ เซี่ยเยียนเค่อ ข้าจะจำเจ้าไว้ ทางที่ดีเจ้าอย่าตายเร็วก็แล้วกัน รอให้ข้าเลเวลสูงขึ้นก่อนเถอะ คอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!
ในใจด่าตาแก่ไร้ยางอายเซี่ยเยียนเค่อไม่หยุด แต่สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกลับมองบนตัวสือจงอวี้อย่างระแวดระวัง เพราะดูจากการแสดงออกต่างๆ ก่อนหน้านี้ของสือจงอวี้ เขาก็แน่ใจมากว่าหลังจากเจ้าหมอนั่นได้ยินข่าวนี้ จะต้องขอให้เซี่ยเยียนเค่อฆ่าตนแน่นอน
ดูท่าแล้ว วันนี้คงรักษาประกาศิตกระบี่บุปผาโรยไว้ไม่ได้แล้ว
เดี๋ยวก่อนนะ…โก่วจ๋าจ่ง[1]?
ชื่อนี้เหมือนค่อนข้างคุ้นหูนะ ตาแก่หนังเหนียวเซี่ยเยียนเค่อกำลังด่าสือจงอวี้ หรือว่า…
ตอนนี้เอง ‘สือจงอวี้’ เงยหน้าขึ้นอย่างฉงนใจ หลังจากเห็นสีหน้าระแวดระวังของเยี่ยเว่ยหมิง สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นดีใจอย่างบ้างคลั่งในชั่วพริบตาเดียว “พี่ใหญ่ ท่านช่วยข้าตามหาอาหวงจริงๆ ด้วย ท่านเป็นคนดีมากจริงๆ!”
ขณะที่พูดก็หันไปมองเซี่ยเยียนเค่อแวบหนึ่ง แล้วยิ้มอย่างใสซื่อ “ท่านลุงเซี่ย ท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว พี่ใหญ่ท่านนี้เป็นคนดี ข้าเพิ่งรู้จักเขาก่อนหน้านี้ เขายังช่วยข้าตามหาอาหวงด้วย จะมาสังหารข้าได้อย่างไร”
เซี่ยเยียนเค่อทำเสียงฮึดฮัดแล้วหันหน้าไปอีกด้าน ไม่สนใจเด็กหนุ่มที่ทำให้เขารำคาญใจอีก
เขาถึงขั้นขี้คร้านจะมองตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกับ ‘สือจงอวี้’ คนนี้คุยกัน ต่อให้ ‘สือจงอวี้’ คนนี้ถูกเยี่ยเว่ยหมิงสังหารต่อหน้าเขา เขาก็จะไม่ยื่นมือห้ามแน่นอน
จะว่าไป ก่อนหน้านี้ถ้าปล่อยให้เจ้าเด็กนี่ถูกอาวุธลับของมือปราบนั่นยิงตาย ตนก็จะหายหนักใจไม่ใช่หรอกหรือ
ทำไมต้องยื่นมือช่วยเขาด้วย
เป็นคนต่ำช้าหรือเปล่า
……
ไม่มีเวลาไปสนใจความคิดในใจของเซี่ยเยียนเค่อ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงได้ฟังคำพูดของเด็กหนุ่มที่หน้าตาคล้ายสือจงอวี้ เขาก็อดงงไม่ได้เช่นกัน หลังจากคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ แล้ว ก็ถามหยั่งเชิงว่า “เป็นเจ้าหรือ”
“ข้าคือโก่วจ๋าจ่ง!” เด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนสือจงอวี้ตอบกลั้วเสียงหัวเราะ “ไม่เจอกันเจ็ดแปดปี พี่ใหญ่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด อ้อ ใช่แล้ว ตอนนั้นท่านยังตั้งชื่อให้ข้าด้วย ชื่ออาจ่งอะไรสักอย่าง”
เหอะๆ!
ไม่เจอกันเจ็ดแปดปีอะไรกัน สำหรับข้าแล้วยังไม่ถึงสองเดือนเลย
แต่สำหรับสิ่งที่อีกฝ่ายบอก เยี่ยเว่ยหมิงก็พอเข้าใจได้
อย่างไรเสียเมื่ออยู่ในเกม การเติบโตของ NPC ก็ถูกกำหนดตามจุดเชื่อมต่อของเนื้อเรื่อง ก็เหมือนที่หนิวจื้อชุนบอกเขาตอนอยู่หมู่บ้านมือใหม่ก่อนหน้านี้ กัวจิ้งกับหยางคังยังเป็นเพียงทารกในครรภ์อยู่เลย ปรากฏว่าพอเจอกันที่งานประลองยุทธ์เลือกคู่ หยางคังก็เกี้ยวพาราสีหญิงสาวชาวบ้านได้แล้ว กัวจิ้งก็พบเจอกับเรื่องที่ไม่เป็นธรรมแล้วเช่นกัน
ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขนาดไหนกัน?
เมื่อเทียบกับพวกเขาสองคน การเติบโตของอาจ่งยังนับว่าช้า
เยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับใช้มือข้างหนึ่งคว้าแขนซ้ายของอาจ่งไว้ แต่จู่ๆ ก็ถูกปราณแท้ในร่างกายอีกฝ่ายทำให้มือของเขาสะเทือนออก ตอนที่มองใบหน้าไร้เดียงสาของอาจ่ง ในที่สุดเขาถึงได้เชื่อว่าคนคนนี้ไม่ใช่สือจงอวี้ที่เขาไล่ฆ่าก่อนหน้านี้
ประการแรก มือของสือจงอวี้เพิ่งจะถูก ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ของน้องดาบขยุ้มบาดเจ็บ แผลไม่ได้สมานตัวเร็วขนาดนั้น
ประการที่สอง กำลังภายในสือจงอวี้ไม่ได้ลึกล้ำขนาดนี้แน่นอน
และก่อนหน้านั้น อย่างมากเขาก็ทำได้เพียงยืนยันว่าคนตรงหน้าคืออาจ่งในปีนั้น
แต่ใครจะรับประกันได้ว่าอาจ่งที่เคยใสซื่อไร้เดียงสา หลังจากเติบโตแล้วจะไม่กลายเป็นสือจงอวี้ที่ดีแตก
เรียนดีมาสามปี แต่กลายเป็นคนชั่วในสามวัน!
ก็เหมือนที่อาจ่งบอกไว้ ในโลกของอีกฝ่าย พวกเขาไม่ได้เจอกันมาเจ็ดแปดปีแล้ว
เห็นได้ชัดว่าอาจ่งไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังภายในของตัวเองทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังหยั่งเชิงมือสะเทือนออก เขาได้แต่ยิ้มอย่างใสซื่อพร้อมบอกว่า “หลังจากพี่ใหญ่เจออาหวงแล้ว ก็ตั้งใจนำมันมาส่งคืนให้ข้าหรือ”
“อืม…ช่างเถอะ”
บอกตามตรง หลังจากได้อาหวงมาแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าสุนัขตัวนี้ยิ่งนับวันยิ่งใช้งานคล่องมือ ถึงขั้นทำใจคืนมันให้กับเจ้าของเดิมไม่ลง
แต่มองออกเลยว่าสำหรับอาจ่ง อาหวงไม่ได้เป็นเพียงสุนัขที่คอยช่วยเหลือตัวหนึ่งแน่นอน
ระหว่างคนกับสุนัข มีความผูกพันพิเศษบางอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่อาจเข้าใจได้!
และสำหรับหนุ่มน้อยไร้เดียงสาคนนี้ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้หน้าด้านฝืนทวงอาหวงกลับมา
อาจ่งย่อมไม่เข้าใจความคิดมากมายในหัวของเยี่ยเว่ยหมิง หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว ก็นำแป้งทอดชิ้นหนึ่งออกมาจากหน้าอก ยื่นมันให้เยี่ยเว่ยหมิงพร้อมบอกว่า “พี่ใหญ่ แม้ข้าจะทำอาหารเองเป็น แต่นี่ก็คืออาหารที่อร่อยที่สุดในความทรงจำของข้า มันคือแป้งทอดธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้น…
…ตอนหลังข้าเองก็เรียนทำมันเช่นกัน ทั้งยังใส่วัตถุดิบที่ไม่เหมือนใครไว้ข้างในด้วย ข้ามอบให้พี่ใหญ่แล้วกัน รอกินตอนหิวจะอร่อยเป็นพิเศษ!…
…แต่ระวังจะเจ็บฟันนะ…”
[แป้งทอดเซาปิ่ง] แป้งทอดเซาปิ่งที่อาจ่งพิถีพิถันปรุงขึ้นมา คุณภาพ 100 กินแล้วจะลดค่าความหิว 20 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพละกำลัง 100 แต้ม
[1] โก่วจ๋าจ่ง 狗杂种 เป็นคำด่า แปลว่า ลูกไอ้สำส่อน
ตอนที่เห็นอาจ่งกับเซี่ยเยียนเค่อพาอาหวงเดินจากไปไกลอย่างช้าๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว
ในที่สุดตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าตอนถึงทางแยกก่อนหน้านี้อาหวงลังเลทำไม
สุนัขซื่อสัตย์ต่อเจ้าของไม่ใช่เรื่องโกหก แต่เมื่อเทียบกับผู้เล่นที่รับภารกิจที่เกี่ยวข้องมาอย่างตน เกรงว่าอาจ่งต่างหากที่เป็นเจ้าของที่มันยอมรับอย่างแท้จริง
ในระหว่างที่ช่วยเยี่ยเว่ยหมิงสะกดรอยตามสือจงอวี้ จู่ๆ มันก็พบกลิ่นของอาจ่ง หลังจากลังเลครู่เดียว มันก็เลือกไปหาอาจ่งซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของมันโดยตรง เหมือนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
มองแป้งทอดเซาปิ่งในมืออย่างจนใจแวบหนึ่ง ในใจเยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกเศร้าเล็กน้อย
ไม่มีอีกแล้วอาหวงของข้า
อาหวงที่ข้าใช้งานมันเหมือนเป็นเฟยอวี๋เวอร์ชั่นถูก หายไปอย่างนี้แล้ว…
สิ่งที่แลกกลับมาได้กลับเป็นเพียงแป้งทอดเซาปิ่งเส็งเคร็งชิ้นหนึ่ง!
เพิ่มพละกำลัง 100 แต้มภายในหนึ่งชั่วโมง?
สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ของที่มีค่าสเตตัสแบบนี้ถือเป็นของที่มีคุณภาพสูงจริงๆ แต่สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้…
จะมีหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ!
ข้าจะเอาแป้งทอดเซาปิ่งนี้ไม่ทำประโยชน์อะไร ข้าได้พละกำลังนี้ไปแล้วอย่างไรล่ะ
มันนำมาใช้ทำอะไรได้
นำมาใช้เรียกอาหวงได้อย่างนั้นหรือ
เขาเก็บแป้งทอดเซาปิ่งเข้ากระเป๋าสัมภาระ แล้วส่งพิราบสื่อสารไปหาน้องดาบทันที
[เจ้าอยู่ที่ไหน ส่งตำแหน่งมา ข้าจะไปดักรอโจมตีศัตรูกับเจ้า!]…เยี่ยเว่ยหมิง
[มือปราบหน้าเหม็น เจ้ามีแผนชั่วอะไรอีก ก่อนหน้านี้บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะแบ่งกำลังเป็นสองสาย ข้าเป็นคนดักซุ่มโจมตี ส่วนเจ้ามีสุนัข ไล่ตามสังหารได้ไม่ใช่หรือ]…หนึ่งดาบสามเฉือน
[ไม่มีสุนัขแล้ว]…เยี่ยเว่ยหมิง
ไม่รอให้น้องดาบตอบ เขาส่งพิราบสื่อสารเพิ่มไปอีกหนึ่งตัวทันที
[อย่าถามเลย ส่งตำแหน่งมาให้ข้าเถอะ]…เยี่ยเว่ยหมิง
เป็นครั้งแรกที่เห็นเยี่ยเว่ยหมิงกลุ้มใจขนาดนี้ น้องดาบอยากฉวยโอกาสพูดทำร้ายจิตใจเขาสักสองสามประโยค แต่พอคิดได้ว่าตรงหน้ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ นางก็ได้แต่ข่มอารมณ์วู่วามเอาไว้ แล้วส่งตำแหน่งไปให้เยี่ยเว่ยหมิง
[2333:2333]…หนึ่งดาบสามเฉือน
……
นี่คือถนนสายเล็กที่อยู่ข้างถนนใหญ่สายหนึ่ง ห่างจากที่อยู่ของผู้นำสูงสุดของพรรคฉางเล่อไม่ถึงสามลี้ ด้านข้างเป็นป่าทึบ อีกด้านหนึ่งเป็นแม่น้ำฉางเจียงที่ไหลไม่ขาดสาย
ตอนนี้น้องดาบนั่งอยู่บนพุ่มไม้ของต้นไม้หน้าตาอัปลักษณ์ต้นหนึ่ง ใบไม้เขียวชอุ่มบังชุดสีแดงเพลิงของนางไว้แปดเก้าส่วน ถือว่าซ่อนตัวได้ไม่เลวเลย
ทันใดนั้น เสียงผ้าฝ่าปะทะลมก็ดังขึ้นพักหนึ่ง พอหันกลับไปมอง เห็นเยี่ยเว่ยหมิงเหยียบกิ่งไม้ที่ลาดเอียงและพุ่งตัวขึ้นมาแล้ว ตอนที่หยุดอยู่ข้างกายนาง เขาก็ขมวดคิ้วถามว่า “ทำไมเจ้าเลือกสถานที่แบบนี้”
ในน้ำเสียงของเยี่ยเว่ยหมิงแสดงเจตนาตำหนิอย่างชัดเจน น้องดาบปุ้ยปากเล็กๆ อย่างไม่พอใจ แล้วเถียงกลับว่า “ตรงนี้สภาพแวดล้อมดีจะตาย อีกฝั่งหนึ่งอยู่ใกล้ป่าภูเขา ทำให้พวกเราซ่อนตัวได้ดีมาก ส่วนอีกฝั่งเป็นแม่น้ำ ต่อให้ศัตรูอยากหนีก็ไม่มีที่ให้หนี แบบนี้ถ้าอยู่บนสนามรบ ก็ถือเป็นชัยภูมิที่หนึ่งคนเฝ้าด่าน ทหารหมื่นนายมิอาจกรายผ่านแน่นอน”
“หึหึ!”
สำหรับความสามารถในการใช้ยุทธวิธีของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงจะบ่นแล้ว
หลังจากเงียบไปสองวินาที เขาทำได้เพียงใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดบอกว่า “มีคนเคยบอกกับเจ้าหรือเปล่าว่าเจ้าไม่เหมาะจะเรียนยุทธวิธี”
“พี่ชายข้าก็พูดอย่างนี้เช่นกัน” น้องดาบน้ำเสียงฟังดูกลุ้มใจนิดหน่อย แต่ก็อดเถียงกลับไม่ได้ว่า “แต่ครั้งนี้ข้าเลือกสถานที่ได้เหมาะสมมากแท้ๆ ไหนเจ้าลองบอกมาสิว่าตรงไหนกันแน่ที่ไม่ดี”
“ตอนที่กำหนดกลยุทธ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พลิกแพลงตามสถานการณ์ กำหนดกลยุทธ์โดยอิงจากสถานการณ์ที่ต่างกัน หากทำจุดนี้ไม่ได้ ต่อให้เรียนมาเยอะอย่างไรก็ได้แค่วางแผนรบบนกระดาษ” เยี่ยเว่ยหมิงมองดูสภาพแวดล้อมด้วยความจนใจแล้วบอกว่า “ก็เหมือนกับที่นี่ เป็นจุดที่เหมาะสมกับการดักซุ่มโจมตีจริงๆ แต่กลับไม่เหมาะกับพวกเรา”
“เพราะอะไร”
เยี่ยเว่ยหมิงมองดวงตากลมโตที่แฝงด้วยความอยากรู้ของน้องดาบแล้วอธิบายอย่างจนใจ “ในสมัยโบราณเวลาจะทำศึก กองกำลังดักซุ่มมีไว้เพื่อจู่โจม ใช้กำลังที่อ่อนแอกว่าเอาชนะกำลังที่แข็งแกร่งกว่า ดังนั้นจุดประสงค์ของพวกเขาก็เพื่อสู้ให้ชนะเท่านั้น การกำจัดศัตรูให้หมดทั้งกลุ่มอะไรนั่นไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องทำให้ได้เสมอไป แล้วสนามรบที่เจ้าเลือกก็เหมาะสมกับการซุ่มโจมตีแบบนั้นมากจริงๆ”
เขาชะงักไปครู่เดียวแล้วพูดเสริมอีกว่า “ด้วยศักยภาพของพวกเราสองคนตอนนี้ ถ้าอยากจะโจมตีให้ชนะเฉินชงจือ สือจงอวี้กับกลุ่มลูกสมุนขยะ ยังจำเป็นต้องเลือกสถานที่อยู่อีกหรือ…
…เป้าหมายที่เราเลือกสถานที่ดักซุ่มโจมตีก็เพื่อกำจัดศัตรูให้หมด…
…เจ้าเข้าใจคำว่ากำจัดให้หมดไหม…
…ดังนั้น สำหรับพวกเราแล้ว จุดดักซุ่มที่ดีที่สุดควรจะเป็นสถานที่กว้างโล่ง อย่างน้อยควรเป็นสถานที่ที่ทำให้เรามองปราดเดียวเห็นทุกอย่างชัดเจนภายในร้อยเมตร แบบนี้ถึงจะรับประกันได้ว่าไม่ว่าศัตรูจะหนีไปที่ไหน พวกเราก็จะไล่ตามไปสังหารได้ง่ายๆ…
…ส่วนจุดลับ ขอแค่เป็นจุดที่ซ่อนตัวพวกเราสองคนได้ก็พอแล้ว อุปสรรคที่เหลือล้วนมีไว้เพื่อศัตรูทั้งนั้น”
น้องดาบเงียบไปนานมาก ในที่สุดก็นึกถึงจุดแข็งของสถานที่นี้ได้แล้ว จึงชี้ไปยังกระแสน้ำไหลแรงในแม่น้ำที่อยู่ตรงข้ามพร้อมบอกเขาว่า “อย่างน้อยแม่น้ำก็กลายเป็นสถานที่อันตรายสำหรับการหลบหนีของศัตรู ขอเพียงพวกเราเฝ้าอยู่ที่ป่าภูเขาฝั่งนี้ ไม่ให้ศัตรูมีโอกาสทะลุเข้ามาในป่าก็พอแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับมองน้องดาบด้วยสายตาแปลกๆ “อย่าบอกนะว่าเจ้าหวังให้พวกที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำพวกนี้ไม่เข้าใจลักษณะของน้ำ”
น้องดาบ “…”
“หรือไม่อย่างนั้น พวกเราเปลี่ยนสถานที่กันดีไหม”
“ไม่ต้องแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเบาๆ “พวกเขามาแล้ว”
น้องดาบได้ยินแล้วโคจรวิชาไปที่หูสองข้างทันที ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาจริงๆด้วย ในจำนวนนั้นปนด้วยเสียงร้องโอดครวญและด่าทอของสือจงอวี้ดังขึ้นเป็นพักๆ
หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง กลุ่มคนประมาณสิบคนของพรรคฉางเล่อก็ปรากฏตัวขึ้นใต้ร่มไม้ ใบหน้าของสือจงอวี้ยังเต็มไปด้วยเลือดสด ดูสะบักสะบอมเกินทน
ส่วนแขนซ้ายของเฉินชงจือกลับดามด้วยกระดานไม้และผูกผ้าพันแผลแล้ว ใช้ผ้าห้อยไว้บนบ่า ท่าทางเหมือนบาดเจ็บสาหัส บนแขนขวาของเขาก็มีผ้าพันแผลเช่นกัน แต่ดูจากท่าทางเหมือนเสียพลังต่อสู้โดยสิ้นเชิงแล้ว
เห็นได้ชัดว่าระบบออกแบบ NPC ในภารกิจครั้งนี้ได้ค่อนข้างสมจริง บางทีก่อนที่พวกเขาจะกลับพรรคฉางเล่อ อาจจะอยู่ในสถานะพิเศษโหมดภารกิจหมดเลยก็ได้ ไม่ได้ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของพวกเขาเร็วขนาดนั้น
เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนี้ น้องดาบก็อดหันหน้ามองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างฉงนใจไม่ได้ นางกดเสียงต่ำถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าอาการบาดเจ็บของพวกเขายังไม่ฟื้นตัว ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เจ้าอยู่ร้านเทพสุรา เจ้าไม่โจมตีสือจงอวี้ที่ปากดี แต่ดันไปโจมตีเฉินชงจือ ลูกน้องที่อยู่ข้างกายเขา เป็นเพราะสาเหตุนี้สินะ”
ที่จริงแล้ว สาเหตุที่ตอนนั้นเยี่ยเว่ยหมิงไม่โจมตีสือจงอวี้ ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายเหลือพลังชีวิตไม่ถึงหนึ่งในสามส่วน ถ้าวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์โจมตี ต่อให้ถูกแค่นิ้วเท้าของเขา แต่ก็เกรงว่าคงทำให้เด็กหนุ่มไม่เอาไหนคนนี้ตายคาที่อยู่ดี
กอปรกับเขาจงใจทดสอบประสิทธิภาพของลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสี ถึงได้ย้ายเป้าหมายไปยังเฉินชงจือผู้โชคร้าย
แต่เยี่ยเว่ยหมิงจะบอกความจริงกับน้องดาบได้อย่างไร
สำหรับสายตาประหลาดใจปนความเลื่อมใสเล็กน้อยของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงได้แต่แสร้งยิ้มเหมือนตัวเองมีความรู้ลึกล้ำ น้อมรับคำชมอย่างไร้ยางอายแบบนี้แล้ว
เมื่อเห็นกลุ่มคนมาอยู่ใกล้จุดที่ตัวเองซ่อนตัวไม่ถึงหนึ่งจั้ง สองขาก็พลันออกแรง ร่างกระโจนออกจากพุ่มไม้ที่ซ่อนตัวโดยฉับพลัน พุ่งลงไปหาเฉินชงจือที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม แล้วใช้มังกรซ่อนกบดานที่เตรียมไว้นานแล้วตบลงไปบนกลางกะโหลกศีรษะของอีกฝ่าย เป็นการเคลื่อนไหวที่ดูเหมือนช้าแต่รวดเร็ว!
ฝ่ามือที่ดูเหมือนไม่มีอานุภาพของเยี่ยเว่ยหมิง ซ่อนอันตรายอย่างไรเอาไว้กันแน่ เฉินชงจือที่เสียเปรียบให้มันเป็นครั้งหนึ่งแล้วมีหรือที่จะไม่รู้
แต่จนใจที่ฝ่ามือนี้ของเยี่ยเว่ยหมิงโผล่มากะทันหันเกินไป ตอนที่เขาสังเกตเห็นมัน ฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงก็อยู่ห่างจากศีรษะของเขาไม่ถึงสามฉื่อแล้ว ถ้าคิดจะหลบหรือชักดาบออกมามีหรือจะทัน
ด้วยความจนใจสุดๆ เฉินชงจือทำได้เพียงแข็งใจชูมือขวาขึ้นมารับกับฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิง
ทำให้แขนพิการอีกข้างแม้จะรอดยาก แต่ก็ยังดีกว่าโดนตบจนศีรษะระเบิดไม่ใช่หรือ
“อา!…”
กร๊อบ!
-17712
กระดูกแตก!
ตามด้วยเสียงร้องโอดครวญอันแหลมเล็ก แขนขวาของเฉินชงจือหักแล้ว
แม้จะเป็นการโจมตีครั้งเดียว แต่อีกฝ่ายก็เป็นยอดฝีมือเพียงคนเดียวในกระบวนทัพที่พอจะรับมือกับพวกเขาได้ พอเป็นแบบนี้จึงสูญเสียพลังรบไปแล้วโดยสิ้นเชิง กลายเป็นแพะที่รอถูกเชือดอยู่บนเขียงแล้ว!
ขณะเดียวกันนี้เอง กลุ่มลูกสมุนของพรรคฉางเล่อกลับเห็นเงาสีแดงแวบผ่านตรงหน้า หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงลงมือแล้ว กลับเห็นน้องดาบชักดาบออกจากฝักทันที เงาร่างสีแดงเพลิงพุ่งไปทางตำแหน่งที่สือจงอวี้อยู่ราวกับลูกธนู
จุดไหนที่นางผ่านไป ก็ไม่มีศัตรูคนไหนต้านไหวเลย!
กลุ่มลูกสมุนพรรคฉางเล่อที่เตรียมจะมาบังตรงหน้าสือจงอวี้ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีเจ็ดคนที่ได้กลับบ้านเก่าภายใต้กรงเล็บของนาง
กล่าวได้ว่า เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยนราวฟ้าแลบ กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิมดุจลมหนาว โจมตีสังหารศัตรูไม่ซ้ำหน้า ดาบโลหิตผ่านเกิดแสงสีแดง!
สังหารจนเกิดทางเลือดท่ามกลางวงล้อมของพรรคฉางเล่อ พอน้องดาบเห็นสือจงอวี้ที่กำลังลนลานหวาดกลัว นางก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมโหดออกมาทันที
จากนั้นตัวเดินตามดาบ มุ่งตรงไปยังรังของศัตรู!
แม้ค่าพลังชีวิตของสือจงอวี้กับเฉินชงจือจะกลับมาเต็มแล้ว แต่เมื่อน้องดาบโจมตีสุดกำลัง ประมุขพรรคสือท่านนี้ก็ยังทนรับได้ไม่ถึงสามกระบวนท่า ถูกมือซ้ายของน้องดาบขยุ้มหัวกะโหลกไว้อีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ กลับไม่มีใครห้ามไม่ให้นางโจมตีด้วยพลังทั้งหมดอีกแล้ว นิ้วทั้งห้าที่ขาวดุจหยกพลันออกแรง…
กร๊อบ!
-10010!
ท่ามกลางเสียงกระดูกแตกที่ทำให้คนได้ยินรู้สึกปวดฟัน ความชั่วร้ายทั้งชีวิตของสือจงอวี้ก็ถูกเขียนเครื่องหมายจบประโยคแล้ว
[ติ๊ง! ทีมของคุณสังหารสือจงอวี้ BOSS โหมดปกติเลเวล 33 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 20000 แต้ม ค่าตบะ 3000 แต้ม!]
[ประกาศระบบ: เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพ หนึ่งดาบสามเฉือนผู้เล่นสำนักดาบโลหิต สังหารสือจงอวี้ BOSS โหมดปกติเลเวล 33]
เนื่องจากสือจงอวี้เป็นบอสโหมดปกติ หลังจากถูกสังหารครั้งนี้จึงรีเฟรชไม่ได้อีก ตั้งแต่นี้ไป ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีสือจงอวี้อีก!
[ผู้เล่นสองคนที่เข้าร่วมการโจมตีสังหาร จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ชื่อเสียงยุทธภพ 30000 แต้ม ค่าผลงานสำนัก 5000 แต้ม!]
ประกาศระบบ: สำนักมือปราบเทพผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิง…
……
เสียงประกาศระบบดังอยู่ในหู อีกด้านหนึ่ง ชีวิตของเฉินชงจือเดินมาถึงจุดจบแล้ว
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงพลันใช้ฝ่ามือโจมตีแขนที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของเขาแล้ว ก็ใช้ท่าไม้ตายต่างๆ ทักทายบนตัวของอีกฝ่ายต่อเนื่องไม่หยุด
พเนจรสุดขอบฟ้า!
หน้าบุปผาใต้แสงจันทร์!
วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!
ไซซีกุมดวงใจ!
ไซซีกุมท้อง!
ไซซีกุมไต!
ไซซีกุมคอ!
ไซซีกุมลูกตา…
[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหารเฉินชงจือ BOSS โหมดปกติเลเวล 53 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์…]
[ประกาศระบบ: เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพ หนึ่งดาบสามเฉือน ผู้เล่นสำนักดาบโลหิต สังหารเฉินชงจือ BOSS โหมดปกติเลเวล 53 ทำเฟิร์สคิลสำเร็จ ได้รับรางวัลเฟิร์สคิล…]
……
ฝั่งน้องดาบเพิ่งจะส่งสือจงอวี้ไปยมโลก เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งเฉินชงจือตามไปติดๆ กัน ให้ไปเคียงข้างกันอยู่ในยมโลก!
ส่วนลูกสมุนเจ็ดแปดคนของพรรคฉางเล่อที่เหลือ หลังจากประมุขพรรคกับนักพิธีการทยอยตายตามกันไปแล้ว พวกเขาก็แตกตื่นเหมือนฝูงนกทันที บ้างก็หนีเข้าป่า บ้างก็กระโดดลงแม่น้ำ ไม่มีความคิดที่จะสู้กับทั้งสองให้ถึงที่สุดเลย ไม่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบส่งสายตาให้กัน จากนั้นก็แยกกันไปทางซ้ายและขวาอย่างเข้าใจกัน น้องดาบรับหน้าที่เฝ้าตรงป่าภูเขา ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็รับหน้าที่โจมตีสังหารลูกสมุนห้าคนของพรรคฉางเล่อพี่กระโดดลงแม่น้ำ
เมื่อเห็นห้าคนนั้นกระโดดลงแม่น้ำโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ตามติดไปทันที แล้วใช้ดาบยาวฟันสังหารสองคน ก่อนจะพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อขวางอีกสามคนที่เหลือ แล้วพลิกฝ่ามือถล่มมังกรซ่อนกบดานใส่อีกสามคนที่เหลือ
ครั้งนี้เยี่ยเว่ยหมิงทำเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูหนี จึงไม่ได้ใช้มังกรซ่อนกบดานให้ถึงระดับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เขาละทิ้งประสิทธิภาพสูงสุดของมัน เปลี่ยนไปใช้ในขอบเขตที่กว้างขึ้นแทน
เห็นเพียงหัวมังกรสีเขียวตัวใหญ่เกือบสามเมตรถูกสาดออกมาจากมือของเขา พลังฝ่ามืออันธพาลแผ่คลุมศัตรูทั้งสามคนไว้ในนั้น
ขอบเขตของกระบวนท่ากว้างเกินไป ทำให้พลังทำลายล้างของมันมีขีดจำกัด ถึงขนาดว่าพอโจมตีถูกตัวของลูกสมุนธรรมดาของพรรคฉางเล่อแล้ว ก็ทำให้พวกเขากระเด็นเท่านั้น แต่กลับโจมตีครั้งเดียวปลิดชีพไม่ได้
แต่เยี่ยเว่ยหมิงเตรียมใจกับสิ่งนี้ไว้นานแล้ว ตอนที่ใช้ฝ่ามือเดียวตบทั้งสามกระเด็นกลับไป สองเท้าก็ออกแรง ทำให้ร่างพุ่งไปข้างหน้าเหมือนพายุในชั่วพริบตาเดียว ออกตัวทีหลังแต่ไปถึงก่อนสามคนที่กำลังบาดเจ็บสาหัสและติดสถานะลอย แล้วใช้มือขวากวาดกระบี่แสงทองในแนวขวาง มือซ้ายใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เสริมไปอีกเบาๆ เท่านี้ก็จัดการทั้งหมดได้แล้ว
ส่วนน้องดาบที่อยู่อีกฝั่ง ตอนนี้ก็สังหารศัตรูที่หนีมาทางนางจนตายหมดแล้วเช่นกัน
การดักซุ่มโจมตีครั้งนี้ แม้จะเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยตอนวางแผน แต่ยอดฝีมือผู้เล่นสองคนนี้กลับอาศัยศักยภาพและการเคลื่อนไหวของพวกเขาอุดช่องโหว่เดิมที่มีอยู่ โจมตีสังหารศัตรูตายทั้งกลุ่มได้อย่างสวยงาม!
ace!
victory!
ไม่รู้เพราะอะไร ในหัวเยี่ยเว่ยหมิงมีศัพท์ภาษาอังกฤษสองคำปรากฏขึ้นพร้อมกัน ทั้งยังเป็นเสียงของหุ่นยนต์ผู้หญิงที่น้ำเสียงสูงเป็นพิเศษ
เสียงสูงฝ่าทะลุเมฆ
เยี่ยเว่ยหมิงสะบัดหัวโยนเสียงมายาทิ้งไป แล้วหันไปถามน้องดาบว่า “เจ้าจะคลำศพหรือจะให้ข้าคลำศพ”
น้องดาบกะพริบตา “หนึ่งต่อหนึ่ง”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ใครฆ่าคนไหนก็คลำคนนั้น”
น้องดาบพูดเสริม “จากนั้นก็ทำตามกฎเดิม แบ่งผลตอบแทนเท่ากัน”
เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่ใกล้หมูย่อมอ้วน อยู่ใกล้กลางคืนย่อมมืด[1]’ เพราะอยู่กับเยี่ยเว่ยหมิงมานาน น้องดาบไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่รู้จักแต่การถือดาบฆ่าคนอีก
พอเยี่ยเว่ยหมิงบอกว่าหนึ่งต่อหนึ่ง นางก็กล่าวเสริมทันที ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยเรื่องการแบ่งศพเพื่อหาโอกาสตักตวงผลประโยชน์มากกว่านี้
แต่ในเมื่อน้องสาวคนนี้ไหวตัวทันแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำได้เพียงล้มเลิกความคิดที่จะวางกับดักนาง
อย่างไรเสีย เขาก็เป็นคนที่มีคุณภาพคนหนึ่งเหมือนกัน!
แม้จะเป็น BOSS กระจอกเลเวลสามสิบสาม ต่อให้เป็นร่างแท้ในโหมดปกติ ผลผลิตก็แทบจะเทียบกับ BOSS เลเวลห้าสิบสามไม่ติด
แต่ถึงอย่างไร เขาก็มีขีดจำกัดสูงมาก ต่อให้ดรอปได้ถังหูลู่ที่เขาแย่งมาจากเด็ก แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีทรัพยากรเยอะเท่า BOSS ใหญ่เลเวลห้าสิบสาม
อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ว่า BOSS ร่างแท้ทุกคนจะเหมือนหวันเหยียนคังที่มีฐานะพระรองของเรื่อง
หลังจากบรรลุข้อตกลงเรื่องแบ่งของแล้ว ทั้งสองก็ไม่พูดมากอีก ต่างคนต่างเตะ BOSS ที่ตัวเองฆ่าตาย
จากนั้น น้องดาบก็นึกเสียใจทีหลังที่ก่อนหน้านี้ตัวเองจิตใจต่ำต้อยไร้คุณธรรม
นางมองเยี่ยเว่ยหมิงที่สุขุมเยือกเย็นแวบหนึ่ง แล้วถามหยั่งเชิงว่า “หรือว่าพวกเราจะแบ่งของกันตามผลงาน ฆ่า BOSS คนไหนก็ได้ไอเทมของคนนั้นไป”
“หึหึ เจ้าเดาสิว่าข้าจะตอบตกลงไหม” เยี่ยเว่ยหมิงถาม
“จะตกลง!” น้องดาบพยักหน้า
“ตกลงบ้าอะไร!” เยี่ยเว่ยหมิงพูดเสริมท้ายให้
“แต่ของสองอย่างนี้ล้วนเป็นสินค้าระดับสูงที่มีมูลค่าในตลาด ข้าให้เจ้าเลือกก่อน เลือกมาหนึ่งอย่าง”
[1] กลางคืน ภาษาจีนคือ เยี่ย 夜 ความหมายเดียวกับชื่อของพระเอก
พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงให้ตนเลือกอย่างใจกว้างเต็มที่ น้องดาบก็ไม่เพียงแค่ไร้สีหน้าดีใจ กลับมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตากังวลปนสับสนด้วยซ้ำ
สมกับเป็นเยี่ยเว่ยหมิงจริงๆ!
เจ้ามือปราบหน้าเหม็นคนนี้แม้จะทำท่าเหมือน 'สุภาพสตรีเชิญก่อน' แต่ที่จริงแล้วกำลังมีแผนชั่วร้ายอยู่ในใจ อยากจะให้ตัวเองได้เปรียบกว่าก็เท่านั้นเอง!
แม้นางจะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นอุบายของเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับต้องเลือกสิ่งที่ทำให้ตัวเองขาดทุนตามอุบายของเขาอยู่ดี จะไม่ให้นางกลุ้มใจได้อย่างไร
ช่างเป็นแผนชั่วจริงๆ!
ไร้ยางอายมาก!
สำหรับสายตาขุ่นเคืองของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงเลือกที่จะมองข้ามเลย เขาเอาแต่มองของสองอย่าบนที่ดรอปได้จากสือจงอวี้ด้วยสายตามีเลศนัย
ของชิ้นแรกคือดาบล้ำค่าสีขาวหิมะสะท้อนแสงที่แผ่ไอเย็นออกมาเป็นระยะ บนสันดาบสลักตัวอักษรเล็กๆ สีทองนุ่มนวลทว่าแข็งแกร่งว่า ‘ลูกผู้ชายเยือนโลกมนุษย์หนึ่งครั้ง’ ราวกับมีพลังที่องอาจทะลุฟ้ากระโดดขึ้นมาจากตัวอักษรบนดาบ ทำให้มองปราดเดียวก็รู้สึกว่าเลือดร้อนๆ กำลังแผดเผาในช่องอก อยากจะหาบอสเลเวลร้อยแปดสิบสักคนมาสู้กันสักสามร้อยรอบ!
[ดาบจันทราหิมะเงิน (อาวุธล้ำค่า)] หนึ่งในสองอาวุธเทพของจอมยุทธ์ มีประสิทธิภาพเหลือเชื่อ
โจมตี +750
ป้องกัน +150
กำลังภายใน +50%
โจมตีเสริมดาเมจธาตุเย็น 100 แต้ม!
......
ค่าสเตตัสของดาบเล่มนี้ ยอดเยี่ยมกว่าอาวุธทุกชิ้นที่เยี่ยเว่ยหมิงเคยเห็นมา
แน่นอนว่าไม่นับกระบี่อิงฟ้า เพราะหลังจากกระบี่ล้ำค่าจอมลวงเล่มนั้นตกอยู่ในมือเขา มันก็กลายเป็นไอเทมภารกิจหลอกลวงชิ้นหนึ่งแล้ว จนกระทั่งนำมันไปแลกรางวัลภารกิจกับเหอจู๋เต้า ก็ไม่เห็นว่าค่าสเตตัสของอาวุธเทพชิ้นนั้นน่าทึ่งระดับไหนกันแน่
นอกจากกระบี่อิงฟ้า แม้แต่กระบี่แสงทองของเยี่ยเว่ยหมิงกับดาบสองคมสามแฉกของฉางซิงอวี่ เมื่อเทียบกับดาบจันทราหิมะเงินเล่มนี้แล้ว ก็ยังแตกต่างกันไม่ใช่น้อยๆ
ถ้าจะบอกว่ามันคืออาวุธเทพชิ้นแรกในมือผู้เล่น แม้จะกล่าวเกินไปหน่อย แต่ลองคิดดูแล้วก็เป็นความจริง!
ครั้งแรกที่เห็นดาบเล่มนี้ น้องดาบก็เกิดความรู้สึกเดียวกับที่เยี่ยเว่ยหมิงเห็นกระบี่อิงฟ้าตอนนั้น
ข้ากับดาบเล่มนี้มีวาสนาต่อกัน!
ถ้าไอเทมดรอปของสือจงอวี้มีเพียงดาบเล่มนี้ น้องดาบก็จะต้องเลือกดาบล้ำค่าที่มีวาสนาต่อนางอย่างไม่ลังเลแน่นอน
แต่ไอเทมดรอปของเด็กหนุ่มไม่เอาไหนคนนี้ กลับทำให้สาวน้อยที่ฆ่าคนได้อย่างไม่ลังเลตกอยู่ในความรู้สึกทรมานเพราะสับสนในตัวเอง
[ประกาศิตสร้างพรรค] อาศัยใส่ป้ายคำสั่งแผ่นนี้ จะไปยื่นขอสร้างพรรคที่จวนลู่ติ่งกงในเมืองหลวงเปี้ยนจิงได้
ประโยคเรียบง่ายประโยคเดียว ในนั้นไม่ได้แฝงภาษาที่เผยความคมคายปราดเปรื่องใดๆ แต่เพียงคำว่า 'ประกาศิตสร้างพรรค' ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้เล่นมากมายแห่กันไปแย่งชิงแล้ว ถึงขั้นไม่เสียดายที่จะทุ่มทรัพย์สมบัติส่วนตัวเพื่อสิ่งนี้ด้วย!
เพราะจนกระทั่งตอนนี้ ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' ยังไม่ปรากฏผู้เล่นจากพรรคสักคนเลย
พูดได้อีกอย่างว่า สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบ ก็คือประกาศิตสร้างพรรคชิ้นแรกในเกมนี้!
หากไม่มีป้ายอาญาสิทธิ์สร้างพรรค ก็ไม่มีทางสร้างพรรคที่ระบบยอมรับได้ แม้ระหว่างผู้เล่นด้วยกันจะตั้งกลุ่มเองได้ แต่ไม่มีขอบเขตอำนาจและบทบาทที่สอดคล้อง แสดงความได้เปรียบที่พรรคควรจะมีออกมาไม่ได้เลย
ถ้าพูดให้ละเอียดอีกหน่อยก็คือ แม้แต่การตั้งทีมที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อ PK หรือฆ่า BOSS ก็ล้วนต้องใช้พิราบสื่อสารส่งจดหมายให้ทีละคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปัญหาการแบ่งผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับผู้เล่นในพรรค การแบ่งงานบัญชาการและปัญหายิบย่อยอีกเป็นชุด
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ต่อให้เป็นผู้เล่นที่มีความสามารถขนาดไหน แต่ก็ยากที่จะแสดงความได้เปรียบด้านจำนวนคนได้
แต่เมื่อมีประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้แล้ว มันกลับแก้ไขปัญหานี้ได้ดีมาก!
แม้มันจะไม่ได้มีแรงดึงดูดต่อบรรดาผู้เล่นทั่วไปเท่ากับอาวุธเทพชิ้นแรกของเกม แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมัน จะต้องได้อยู่ในเกมอย่างราบรื่นสมใจปรารถนาแน่นอน ไม่ว่าจะอาศัยพลังของตัวเองหรืออำนาจในการระดมพล สรุปก็คือเป็นกลุ่มคนที่สามารถระดมทรัพยากรได้เยอะที่สุด
สำหรับพวกที่มีจิตใจทะเยอทะยานต่อการเป็นนักปกครอง สนใจ 'ประกาศิตสร้างพรรค' แผ่นนั้น จะต้องคิดว่ามันเหนือกว่าอาวุธเทพชิ้นแรกของเกมแน่นอน
ส่วนไอเทมดรอปชิ้นที่สามของสือจงอวี้ ตำราลับ 'เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ' ที่ถูกระบบกำหนดให้เป็นเคล็ดกระบี่ระดับกลาง ทั้งสองคนก็เลือกมองข้ามมันไปเลย
เหมือนอุปกรณ์ระดับทองคำหลายชิ้นที่ดรอปจากเฉินชงจือ พวกมันถูกจัดให้อยู่ในรายการประเภทขายทิ้งเพื่อแลกเงินจำนวนเล็กน้อยได้เลย
ของสองชิ้นนี้ มีชิ้นหนึ่งที่เหมาะกับน้องดาบที่สุด เป็นดาบล้ำค่าที่ทำให้ความสามารถของนางเพิ่มขึ้นเยอะมากภายในเวลาสั้นๆ ส่วนอีกชิ้นก็คือประกาศิตสร้างพรรค ซึ่งดูเหมือนเป็นของที่มูลค่าสูงที่สุดในเกม ทำให้คนในเกมรวยได้ภายในชั่วข้ามคืน
น้องดาบกำลังสับสน กำลังกลุ้มใจ กลุ้มใจจนอยากดึงผมตัวเอง
ใช่ว่านางจะไม่เคยคิดว่าจะเอาสองอย่างเลยได้ไหม ยกตัวอย่างเช่นประเมินราคาของสองสิ่งนี้โดยอิงตามราคาตลาด จากนั้นก็ทุ่มเงินที่ตัวเองมีเยอะกว่าเยี่ยเว่ยหมิงเพื่อซื้อมันมา
แต่เห็นได้ชัดว่าใช้วิธีการนี้ไม่ได้
ก็อย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงบอกไว้ ดูจากสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน ของสองสิ่งนี้ถือเป็นของเกรดสูงที่ไม่มีการซื้อขายอยู่ในตลาด ถ้านำไปประมูลขาย จะขายด้วยราคาเท่าไหร่ก็ไม่แปลกทั้งนั้น
ดังนั้นจึงไม่มีทางประเมินราคาได้เลย
หากน้องดาบกล้าแสดงความเห็นคัดค้าน ด้วยนิสัยอย่างเยี่ยเว่ยหมิง จะต้องเสนอให้นำของสองสิ่งนี้ประมูลขายพร้อมกัน พอขายได้แล้วค่อยมาแบ่งเงินกันแน่นอน
อย่างไรเสียตรงนี้ก็ไม่มีของสิ่งใดที่เหมาะกับการใช้งานของเขา
จุดนี้น้องดาบมั่นใจในนิสัยแข็งกร้าวของเยี่ยเว่ยหมิงมาก
หลังจากลังเลอยู่นานมาก ในที่สุดน้องดาบก็เลิกต่อต้านด้วยความจนใจ นางหย่อนก็นั่งลงบนพื้นราวกับสูญเสียแรงทั้งหมดไปแล้ว จากนั้นเลือกอาวุธเทพชิ้นแรกของเกมแต่โดยดี
ส่วนประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนั้น แน่นอนว่าตกเข้าสู่กระเป๋าของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
ตอนที่กุมดาบอยู่ในมือ เลือดร้อนที่ยากจะควบคุมของน้องดาบไหลเวียนทั่วทั้งร่างกายทันที ราวกับนางเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่มีใครเก่งเท่าข้าแล้ว’ นางถึงขั้นไม่คิดเรื่องเอาเปรียบเยี่ยเว่ยหมิงตอนแบ่งของอีกแล้ว ตราบใดที่มีดาบเล่มนี้อยู่ในมือ ต่อให้เสียผลประโยชน์เป็นเงินจำนวนหนึ่ง นางก็คิดว่าคุ้มแน่นอน
อย่างไรเสียคนที่ร่ำรวยอย่างนางก็ไม่ขาดแคลนเงินเล็กน้อยพวกนั้นหรอก
มีเงินแล้ว เอาแต่ใจได้!
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงตอนที่ยัดป้ายอาญาสิทธิ์อันแสนล้ำค่าเข้ากระเป๋า ก็ยังไม่ลืมกล่าวอย่างกวนประสาทมากว่า "เดิมทีข้ารู้สึกว่าประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้มีมูลค่ามากกว่านิดหน่อย แต่เจ้าดันเลือดดาบล้ำค่าเล่มนั้น เฮ้อ...โลกของคนมีเงินนี่เข้าใจยากจริงๆ นี่เจ้าเลือกเองนะ ข้าไม่ได้กดดันเจ้านะ"
น้องดาบมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างดุร้าย "เป็นฝ่ายได้เปรียบแล้วแต่แสร้งทำเหมือนไม่อยากได้ เชื่อไหมว่าตอนนี้ข้าใช้ดาบจันทราหิมะเงินเล่มนี้สั่งสอนเจ้าได้"
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วไม่เถียงกับนาง เพียงถามกลับเรื่อยเปื่อยว่า "เจ้ารู้หรือเปล่าว่าก่อนหน้านี้เหอจู๋เต้าให้ตำราลับทักษะยุทธ์อะไรกับข้า"
น้องดาบได้ยินแล้วอดกลุ้มใจไม่ได้ คิดว่าเจ้าหมอนี่ต้องซ่อนไพ่ลับอะไรสักอย่างเอาไว้รับมือกับตน!
น่าโมโมมาก!
ตอนนี้เอง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเปลี่ยนประเด็นสนทนา บอกน้องดาบด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ที่จริงประกาศิตสร้างพรรคแผ่นนี้แม้นำไปขายแล้วจะได้ราคาสูงมาก แต่เจ้าเคยคิดหรือเปล่าว่าหากพวกเราร่วมงานกันต่อไป อาจจะขายประกาศิตสร้างพรรคแผ่นที่สอง แผ่นที่สามหรือมากกว่านี้ก็ได้ แม้ราคาของแผ่นเดียวจะเทียบกับราคาของแผ่นแรกไม่ได้ แต่พอรวมกันแล้วราคาจะเพิ่มขึ้นไม่รู้ตั้งกี่เท่า...
...เมื่อถึงตอนนั้น เจ้ายังจะกังวลเรื่องไม่มีเงินอีกเชียวหรือ"
เมื่อได้ฟังคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบกลับพูดอย่างดูถูกมากกว่า "BOSS ระดับสูง พวกเราสองคนไม่มีใครปลิดชีพแล้วดรอปได้เลย ที่ดรอปได้ประกาศิตสร้างพรรค เจ้ากับข้าก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว ถ้าอยากจะขายทีละมากๆ มันก็..."
พูดไปได้ครึ่งเดียว น้องดาบเหมือนตระหนักอะไรขึ้นได้ นางถลึงตาโตมองเยี่ยเว่ยหมิงทันที "ช้าก่อน! ฟังจากที่เจ้าพูด อย่าบอกนะว่าเจ้าเจอช่องทางดรอปของสิ่งนี้แล้ว"
"ก็แน่นอนอยู่แล้ว!"
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างมั่นใจในตัวเอง ราวกับทุกอย่างในโลกนี้อยู่ในกำมือตัวเองหมดแล้ว "ตามที่ข้าวิเคราะห์ อย่างน้อยก็มีความมั่นใจเจ็ดส่วนว่าจะดรอปได้ของแบบนี้ได้อย่างไรอีก เดี๋ยวพวกเราค่อยไปหา BOSS ที่เหมาะสมสักคนแล้วทดสอบก็ได้ แบบนั้นก็พอจะยืนยันได้แล้ว...
...เพื่อเป็นการชดเชยที่เจ้าเสียเปรียบครั้งนี้ ตอนที่ได้ดรอปประกาศิตสร้างพรรคแผนที่สอง สาม สี่ ข้าก็จะเรียกเจ้าไปด้วยทุกครั้ง หลังจากร่วมงานกันครบสามครั้งแล้ว เจ้ายังจับประเด็นสำคัญต่างๆ ไม่ได้ ข้าก็จะบอกเจ้าโดยไม่คิดเงินว่าจะดรอปประกาศิตสร้างพรรคได้อย่างไร ดีไหม"
น้องดาบตาเป็นประกายทันที "วิญญูชนกล่าวแล้วห้ามคืนคำ!"
เยี่ยเว่ยหมิงกลับยักไหล่ "ข้าเป็นคนต่ำช้า แต่ให้ความสำคัญกับคำมั่นสัญญามาก พูดแล้วไม่คืนคำแน่นอน"
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ