วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566

211-215

ก่อนฟังช่วยกดไลค์กด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ

บทที่ 211
พอได้ยินประโยคนี้ ผู้เล่นทั้งสามก็แอบยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาพร้อมกัน

หวงโส่วจุนผู้นี้สมกับเป็นคนมีการศึกษา ด่าคนโดยไม่ใช้คำหยาบสักคำเดียว

บทกวีสองท่อนนี้ หากแปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ…

หัวสูงนัก ทำไมไม่ลอยขึ้นฟ้าไปเสียเลยล่ะ

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างเก้อเขิน แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังเช่นกัน ถึงอย่างไรเขาก็แค่คิดว่าจะลองถามเฉยๆ อยู่แล้ว ไม่ได้หวังว่าหวงโส่วจุนจะเติมเต็มความปรารถนาอันเหลวไหลของเขาได้จริงๆ

“กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าไม่ได้หรือขอรับ”

หวงโส่วจุนแสยะยิ้ม “‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ เป็นสุดยอดวิชาของพรรคกระยาจก ข้าไม่เป็น แต่สำหรับสุดยอดวิชานี้ ข้าก็ยังพอมีความรู้อยู่บ้างนิดน่อย บอกความจริงเจ้าก็แล้วกัน ข้าเรียนรู้เคล็ดฝ่ามือได้เพียงหนึ่งกระบวนท่า ไม่ได้เรียนจนถึงแก่นของมัน”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดตกตะลึงไม่ได้ “แก่น?”

หวงโส่วจุนพยักหน้าแล้วอธิบายต่อ “ก็คล้ายกับต้นไม้มีราก รถมีเพลา ทุกวิทยายุทธ์ล้วนมีหัวใจสำคัญของตัวเอง ต้องรู้ถึงหัวใจสำคัญ คนนอกถึงจะมีโอกาสเสริมให้มันสมบูรณ์ขึ้นอีกก้าวหนึ่งได้ หากไม่มีหัวใจสำคัญ ก็ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสริมให้ครบเลย…

…ก็เหมือน ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ที่ซานเย่ว์เรียนมา ที่จริงเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศักดิ์สิทธิ์ แต่เนื่องจากขาดเนื้อหาที่เป็นหัวใจสำคัญ ต่อให้เสริมให้สมบูรณ์อย่างไร มันก็เป็นได้เพียง ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’”

เงียบไปครู่เดียว หวงโส่วจุนก็ย้ายประเด็นสนทนาไปที่ตัวเยี่ยเว่ยหมิง “แต่หัวใจสำคัญของ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ ก็คือกระบวนท่าแรกของมัน…”

“มังกรซ่อนกบดาน?” เยี่ยเว่ยหมิงเรียนรู้ที่จะชิงตอบแล้ว “จากข่าวเกี่ยวกับ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ ที่ข้าเคยได้ยินมา รู้ว่าชื่อของมันได้มาจากยันต์แปดทิศของคัมภีร์อี้จิง ส่วน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ก็เป็นบทแรกในเฉียนกว้า[1] เป็นสุดยอดวิชาอันดับหนึ่งได้อย่างไม่มีปัญหา!”

หวงโส่วจุนพยักหน้า แล้วพูดกึ่งเย้าว่า “แม้ที่เจ้าพูดจะไม่ผิด แต่ในความจริง เจ้าจะคิดอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ ผู้อาวุโสที่คิดค้นเคล็ดฝ่ามือนี้ขึ้นมาไม่ได้คิดอย่างนี้”

“ดังนั้นกระบวนท่าแรกของ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ จึงชื่อว่า ‘มังกรผยองได้สำนึก’ และเป็นส่วนที่ยอดเยี่ยมที่แท้จริงของ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ สิ่งที่สังเกตได้โดยตรงก็คือ หากเจ้าเรียนได้เพียงกระบวนท่า ‘มังกรผยองได้สำนึก’ เช่นนั้นชื่อที่แสดงในคอลัมน์สกิลก็จะเป็น ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (ขาดสิบเจ็ดฝ่ามือ)’ ส่วน ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ที่เจ้าเรียนก็จะชื่อว่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’”

ขณะที่พูด หวงโส่วจุนก็มองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างหยอกล้อ “เจ้าเข้าใจความแตกต่างในนั้นหรือไม่”

เยี่ยเว่ยหมิงก็ต้องเข้าใจอยู่แล้ว!

สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (ขาดสิบเจ็ดฝ่ามือ) กับมังกรซ่อนกบดานมีความแตกต่างกันมากหรือเปล่า

ก็ต้องแตกต่างกันมากอยู่แล้ว!

สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (ขาดสิบเจ็ดฝ่ามือ) เป็นส่วนหนึ่งของสุดยอดวิชา เขียนบอกไว้ชัดเจน ส่วนมังกรซ่อนกบดานกลับบอกเพียงว่าเป็น ‘มังกรซ่อนกบดาน’

หากเป็นเพียงกระบวนท่าเดียว อาจไม่เกิดการเปรียบเทียบชัดเจนนัก แต่หากมีสองคนต่างคนต่างเรียนกระบวนท่า ‘มังกรผยองได้สำนึก’ และ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ แล้วในอนาคตมีวันหนึ่งที่ทั้งสองได้เรียนกระบวนท่า ‘มังกรบินอยู่สวรรค์’ เหมือนกัน เช่นนั้นในคอลัมน์สกิลของอีกคนก็จะแสดงเป็น ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (ขาดสิบหกฝ่ามือ)’ ส่วนของเยี่ยเว่ยหมิงกลับแสดงเป็นสองทักษะ นั่นก็คือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ กับ ‘มังกรบินอยู่สวรรค์’

ต้องทราบไว้ว่าคอลัมน์กระบวนท่าของผู้เล่นมีเพียงสิบสามช่องเท่านั้น

ดังนั้น หากไม่เรียน ‘มังกรผยองได้สำนึก’ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเรียนสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรให้ครบได้

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอย่างกลุ้มใจ แต่กลับตอบว่า “ข้าเพิ่มเลเวล ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ดีกว่า”

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเลือกสิ่งที่ถูกต้อง บนใบหน้าหวงโส่วจุนก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาทันที แล้วบอกว่า “ที่จริงหากพูดถึง ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เดิมทีก็ควรจะเป็นสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มเช่นกัน ถึงขั้นนับเป็นเคล็ดกระบี่ระดับวิชาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทานด้วย!”

เยี่ยเว่ยหมิง (⊙_⊙)

นี่คือ? วิชาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน?

นี่ท่านจริงจังหรือเปล่า

ส่วนหวงโส่วจุนก็ไม่รีบเช่นกัน พูดต่อไปว่า “ตามบันทึกประวัติศาสตร์บู๊ลิ้ม ตอนที่แคว้นอู๋เกิดสงคราม แคว้นเย่ว์มีสตรีน่าทึ่งนางหนึ่งนามว่าอาชิง เคล็ดกระบี่ของอาชิงราวกับเทพ ใต้หล้าไร้เทียมทาน!…

….ตอนหลัง อาชิงได้รับเชิญจากฟ่านหลี่ บุรุษแคว้นเย่ว์ ให้ถ่ายทอดเคล็ดกระบี่ของนักกระบี่ แต่แม้อาชิงจะมีพรสวรรค์ด้านเคล็ดกระบี่ไม่ธรรมดา แต่กลับสอนคนให้ใช้กระบี่ไม่เป็น ฟ่านหลี่จนใจ ได้แต่ให้นักกระบี่แคว้นเย่ว์มาประลองกับนาง แล้วก็เลียนแบบเคล็ดกระบี่ของนาง”

หวงโส่วจุนส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง “นักกระบี่แคว้นเย่ว์แปดสิบกว่าคนมาประลองกระบวนท่ากับอาชิง แต่กลับเรียนเคล็ดกระบี่จากอาชิงไม่ได้สักกระบวนท่า แต่พวกเขาก็ได้เห็นเงาของกระบี่เทพกับตาตัวเองแล้ว ทุกคนต่างก็รู้แล้วว่าบนโลกนี้มีเคล็ดกระบี่ที่อัศจรรย์อย่างนี้อยู่…

…แปดสิบคนนี้พยายามจับสังเกตเงาเคล็ดกระบี่วูบไหวแล้วถ่ายทอดให้คนที่อยู่ข้างๆ แต่เพียงเพราะเงากระบี่เทพที่วูบไหวพวกนี้ ทำให้เคล็ดกระบี่ของชาวยุทธ์แคว้นเย่ว์ไร้เทียมทานแล้ว!”

พอฟังถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เหมือนจะจับใจความบางอย่างได้ จึงถามว่า “ในเมื่อคล็ดกระบี่ของอาชิงไม่มีการสืบทอดต่อมา เช่นนั้น ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่ข้าเรียนมาจากหันเสี่ยวอิ๋งก็คือท่ากระบี่ก๊อปปี้ที่นักกระบี่แคว้นเย่ว์แปดสิบคนนั้นลอกเลียนแบบและพลิกแพลงออกมาหรือ”

“ก๊อปปี้?” หวงโส่วจุนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย จากนั้นบอกว่า “วิธีการพูดเช่นนี้น่าสนใจ ในระหว่างที่เคล็ดกระบี่นี้ถ่ายทอดมาพันปี ยังมีกระบวนท่าสูญหายไปไม่น้อย คนรุ่นหลังเสริมให้สมบูรณ์ทีหลัง แต่หากมองจากภาพรวม ก็เป็นอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ…

…หากอาชิงอาชิงวีรสตรีในปีนั้นได้กลับมาเกิดอีกครั้ง ต่อให้เป็นข้าก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แค่เคล็ดกระบี่ที่เจ้าเรียนมา กลับนับว่าเป็นวิทยายุทธ์ระดับต้นไม่ได้ด้วยซ้ำ นับเป็นเพียงเคล็ดกระบี่ที่โดดเด่นท่ามกลางเคล็ดกระบี่ที่ยังไม่เข้าขั้นเท่านั้น”

เป็นอย่างนี้หรือ

เยี่ยเว่ยหมิงครุ่นคิดพลางพยักหน้า จากนั้นกุมหมัดคารวะหวงโส่วจุนอีก “หวงโส่วจุนโปรดชี้แนะ!”

แม้เขาจะรู้ว่าเคล็ดกระบี่ที่เรียนอยู่ตอนนี้ไม่ใช่หัวใจสำคัญ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังเชื่อมั่นในกฎการอนุรักษ์ที่มีการลงทุนและได้รับผลตอบแทนของ ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’

ในเมื่อเคล็ดกระบี่นี้ต้องใช้ค่าประสบการณ์สามแสนถึงจะได้อัปเลเวลถึงสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์ เช่นนั้นก็แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่มันต้องใช้ค่าประสบการณ์ถึงสามแสนแต้มแน่นอน

แม้ไม่อาจทำให้เกิดเทพกระบี่แบบนางพญาอาชิงในปีนั้นได้ แต่ก็ต้องทำให้ศักยภาพของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแน่นอน

เมื่อเห็นดังนั้น หวงโส่วจุนก็มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่พึงพอใจยิ่งขึ้น แล้วบอกว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ฟังให้ดี ผู้ใช้กระบี่ ความคมของใจ ใช้สังหารคนได้ ใช้ป้องกันได้…”

หลังจากนั้นสิบนาที…

[ติ๊ง! คุณได้รับคำชี้แนะจากหวงโส่วจุน ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ของคุณได้อัปเลเวลแล้ว ตอนนี้ถึงเลเวลสิบแล้ว!]

ในที่สุดก็เลเวลเต็มแล้ว!

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบ เยี่ยเว่ยหมิงก็กระปรี้กระเปร่าทันที รีบเลือกคอลัมน์สกิลของระบบออกมา พบว่าค่าสเตตัสของเคล็ดกระบี่วีรสตรีเป็นดังนี้

[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น)]

เคล็ดกระบี่ที่ตกทอดมาในสมัยชุนชิว ประสิทธิภาพทั่วไป

เลเวล: 10 ( +1)

ค่าประสบการณ์: …(เลเวลเต็มแล้ว)

โจมตี +150% (+20%)

แม่นยำ +150% (+20%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เงาของเทพกระบี่

[1] เฉียนกว้า 乾卦 ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของยันต์แปดทิศ
บทที่ 212
ดูจากข้อมูลแนะนำ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลสิบยังดูประสิทธิภาพธรรมดา พลังโจมตีก็ดีกว่า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เลเวลหกนิดหน่อยเท่านั้น

ใช่แล้ว บางทีก็ดีกว่าเลเวลเจ็ดด้วย แต่ถ้ารอให้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เพิ่มถึงเลเวลแปด ก็น่าจะบดขยี้มันได้ทุกด้าน

มองจากจุดนี้ เหมือนจะเป็นการทำผิดต่อค่าประสบการณ์สามแสนแต้มที่ต้องใช้นิดหน่อย

อย่างไรเสีย ความยอดเยี่ยมของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ก็ไม่ได้เกิดจากดาเมจของกระบวนท่าอันดุดันอยู่แล้ว แต่เป็นโบนัสค่าสเตตัสต่างหาก!

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือ หลังจากเลเวลของวิทยายุทธ์ถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะเพิ่มเลเวลซ้อนได้ผ่านการใส่อุปกรณ์

เพียงแต่การเพิ่มเลเวลซ้อนแบบนี้ เพิ่มได้เพียงค่าสเตตัสพื้นฐานของทักษะยุทธ์เท่านั้น แต่กลับไม่มีทางเปลี่ยนแบบพลิกโฉมใหม่ได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่นก่อนได้รับการชี้แนะจากหวงโส่วจุน ค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ก็แค่โจมตี +110% ป้องกัน +110% เท่านั้น ไม่ใช่แค่ค่าสเตตัสที่แตกต่างกับตอนอัปถึงเลเวลสิบ ทั้งยังขาด ‘เอฟเฟ็กต์พิเศษ’ ที่สำคัญไปหนึ่งอย่างด้วย

เอฟเฟ็กต์พิเศษนี้ต่างหาก ที่ทำให้ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เปลี่ยนจากดักแด้กลายเป็นผีเสื้ออย่างแท้จริง กลายเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลง!

[เงาของเทพกระบี่: คุณฝึก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ จนถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ในที่สุดก็ได้เข้าใจถึงท่วงท่าอันสง่างามของเทพกระบี่]

[เอฟเฟกต์พาสซิฟ: ได้เอฟเฟกต์ทวีคูณของค่าสเตตัส ‘ความว่องไว’ ถ้ามี ‘ความว่องไว’ 1 แต้ม ก็จะแสดงผลได้ 2 แต้ม!]

เอฟเฟกต์ทวีคูณของค่าสเตตัส ‘ความว่องไว’ จะให้ความรู้สึกอย่างไรกัน

อย่างไรเสีย หลังจากเคล็ดกระบี่นี้อัปถึงเลเวลสิบแล้ว ทุกอย่างรอบตัวที่เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกได้ราวกับเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมแล้ว

แต่หากจะถามให้เจาะจงว่าตรงไหนที่เปลี่ยนไป เขาเองก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

ตอนนี้เอง กลับได้ยินเสียงหวงโส่วจุนทีนั่งอยู่ด้านบนเอ่ยถามว่า “เจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย ตอบกลับด้วยความเคารพ “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

“ไม่ใช่หรอก!”

หวงโส่วจุนส่ายหน้าน้อยๆ จากนั้นกล่าวอย่างมั่นใจมากกว่า “สีหน้าของเจ้าบอกข้าว่าเจ้าไม่เข้าใจ”

พอพูดจบ ร่างของหวงโส่วจุนก็หายไปจากตรงหน้าทั้งสามราวกับเคลื่อนย้ายมวลสาร ขณะเดียวกัน ก็ไปปรากฏตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงสามฉื่อ (ประมาณหนึ่งเมตร)

หลังจาก ‘หายตัว’ มาโผล่ตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง นิ้วชี้กับนิ้วกลางมือขวาของหวงโส่วจุนก็หุบเข้าด้วยกัน แล้วแตะเข้ามาตรงหว่างคิ้วของเขาโดยตรง!

การเคลื่อนไหวของนิ้วเร็วเกินไปจริงๆ เร็วจนทำให้เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ที่อยู่ข้างๆ มองเห็นเพียงเงาเลือนรางเท่านั้น

ตอนที่ทั้งสองนึกว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะต้องถูกนิ้วของหวงโส่วจุนจิ้มแน่ๆ กลับคาดไม่ถึงว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะพลันหันหน้าหลบอย่างรวดเร็วเช่นกัน ใช้ระยะการหลบน้อยมาก แทบจะหลบนิ้วที่ไวปานสายฟ้าของหวงโส่วจุนไม่ทัน

ทว่าเมื่อโจมตีครั้งเดียวแล้วไม่ถูกเป้าหมาย หวงโส่วจุนกลับเป็นเปลี่ยนใช้ฝ่ามือแทน ใช้ฝ่ามือเป็นดาบ ฟันขวางเข้ามาตรงหน้าผากแบนราบของเยี่ยเว่ยหมิง

กระบวนท่านี้รวดเร็วอัศจรรย์เช่นเดียวกัน แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับเอนหลังอย่างไม่รีบร้อน จึงหลบดาบฝ่ามือนี้ของหวงโส่วจุนได้

ผู้เล่นอีกสองคนตาปริบๆ มองฝ่ามือของหวงโส่วจุนเฉียดผ่านปลายจมูกของเขาไป แต่กลับทำร้ายเขาไม่ได้แม้แต่ครึ่งเส้นขน

เป็นท่าร่างที่เจ๋งมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะหลบหลีกการโจมตีที่รวดเร็วดุดันได้สบายๆ!

หลังจากนั้น หวงโส่วจุนก็โจมตีเยี่ยเว่ยหมิงอีกสิบกว่ากระบวนท่าในอึดใจเดียว แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับหลบหลีกได้อย่างเหมาะเจาะ

ในสายตาของซานเย่ว์กับเฟยอวี๋ ตอนนี้หวงโส่วจุนกลายเป็นเงาเลือนรางที่มองเห็นไม่ชัดแล้ว แต่ท่ามกลางการโจมตีโหดที่เหมือนพายุฝน เยี่ยเว่ยหมิงกลับหลบซ้ายหลบขวา ใช้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็รอดจากการโจมตีที่รวดเร็วจนเหนือสายตามนุษย์ของหวงโส่วจุนได้!

หลังจากผ่านไปสิบกว่ากระบวนท่า เงาร่างของหวงโส่วจุนก็ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้ง หายไปจากตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง กลับมานั่งประจำที่ของตัวเองในหอประชุมอีกครั้ง ราวกับไม่เคยย้ายที่มาก่อน เอาแต่อมยิ้มมองเยี่ยเว่ยหมิงที่ยังไม่หายตกใจ “ตอนนี้ เจ้าเข้าใจหรือยัง”

ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงถูกหวงโส่วจุนโจมตีต่อเนื่อง เมื่อค่าสเตตัสท่าร่างประกอบกับกำลังภายในแล้วแสดงประสิทธิภาพสูงสุดออกมา เขาเพียงเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็หลบการโจมตีที่เหมือนพายุฝนของหวงโส่วจุนได้แล้ว ตอนนี้ย่อมไม่มีกะจิตกะใจไปครุ่นคิดถึงอย่างอื่น

ตอนนี้เมื่อได้ยินหวงโส่วจุนเตือน เขากลับดีอกดีใจมาก รีบกุมหมัดคารวะ “ขอบคุณหวงโส่วจุนมากที่ชี้แนะ ข้าเข้าใจแล้ว ครั้งนี้ข้าเข้าใจแล้วจริงๆ!”

หวงโส่วจุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เข้าใจก็ดีแล้ว วันนี้พวกเจ้าได้อะไรไปไม่น้อยเลย กลับไปตั้งใจเรียบเรียงให้ดีเถิด”

ทั้งสามกล่าวอำลาแล้วออกจากหอประชุม

ตอนที่เพิ่งออกจากประตูใหญ่ ซานเย่ว์อดไม่ไหว คว้าแขนเยี่ยเว่ยหมิงแล้วถามอย่างตื่นเต้นว่า “อาหมิง เจ้าเก่งกาจเกินไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าขนาดหวงโส่วจุนโจมตีสุดกำลังแล้ว เจ้าก็ยังหลบได้สิบกว่ากระบวนท่าโดยไม่บาดเจ็บเลยสักนิด เป็นบิดาของบิดาของบิดาของยอดฝีมือจริงๆ!”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเจื่อนเยาะเย้ยตัวเอง “ข้าเก่งบ้าอะไรล่ะ!”

ไม่รอให้อีกฝ่ายถาม เขาก็อธิบายต่อว่า “เมื่อครู่ข้าใช้ความเร็วจนเต็มขีดจำกัดของตัวเองแล้ว แต่กลับทำได้เพียงหลบการโจมตีของหวงโส่วจุนเท่านั้น อยากจะดึงระยะห่างสักก้าวยังทำไม่ได้…

…แต่หวงโส่วจุนกลับไม่เปลืองแรงเลยสักนิด…

…ความเร็วของเขาไม่มากหรือน้อยไป แต่กลับบีบให้ข้าพยายามหลบสุดความสามารถได้ ไม่ถึงขั้นรับมือไม่ไหวด้วย เพียงทำให้ข้าสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ หลังจากถึงเลเวลสิบได้ดียิ่งขึ้นก็เท่านั้นเอง…

…ในสายตาพวกเจ้า ความเร็วของเขานับเป็นระดับสูงสุดแล้ว แต่ความจริงเขาเพียงใช้ความเร็วที่มากกว่าบีบให้ข้าใช้ความเร็วสูงสุดก็เท่านั้นเอง ด้านกระบวนท่ากลับเคลื่อนไหวเยอะมาก โจมตีไปโจมตีมา ในระหว่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนใดๆ บางทีอาจจะมีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้น ถึงจะรู้สึกได้ถึงเอฟเฟ็กต์ของค่าสเตตัส ‘ความว่องไว’”

“ความว่องไว?” เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างๆ กลับจับประเด็นสำคัญจากคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว เขาถามว่า “ฟังจากที่เจ้าพูด หลังจาก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เพิ่มถึงเลเวลสิบแล้ว ก็จะเพิ่มเอฟเฟ็กต์พิเศษให้ ‘ความว่องไว’ ทั้งยังเพิ่มอย่างชัดเจนมากด้วยอย่างนั้นหรือ”

ซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกันกลับยังงงงวย “ค่าสเตตัสอย่างความว่องไวแสดงประสิทธิภาพได้แข็งแกร่งขนาดนี้เหมือนกันหรือ ข้ายังนึกว่าเจ้าได้ท่าร่างเสริมที่ร้ายกาจมากเสียอีก”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วถามกลับว่า “ตอนนี้เข้าเกมมาได้สักระยะแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเจ้าเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า พลังกับความเร็วที่พวกเจ้ามีตอนนี้เป็นอย่างไร ตอนที่พวกเจ้าประมือกับศัตรู พวกเจ้าใช้วิธีการรีบสู้รีบจบ ใช้ทุกกระบวนท่าที่อันตรายที่สุด หากเปลี่ยนเป็นตอนที่พวกเราเพิ่งเข้ามาในเกมแล้วอยู่ในการต่อสู้นั้น พวกเจ้าจะควบคุมพลังกับความเร็วที่ตัวเองมีไหวหรือเปล่า”

“เรื่องนี้…”

พอได้ยินคำถามของเยี่ยเว่ยหมิง ทั้งสองก็ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน

จนกระทั่งตอนนี้ ซานเย่ว์เพิ่งจะเข้าใจ “สิ่งที่ทำให้พวกเราควบคุมพลังกับความเร็วได้ก่อนหน้านี้ก็คือผลจากค่าสเตตัส ‘ความว่องไว’ หรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ อาศัยเลเวลและโบนัสเคล็ดวิชาต่างๆ ค่าสเตตัสแต่ละรายการที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างเฉลี่ยกัน แต่ ‘ความว่องไว’ ของข้าเพิ่มเร็วสุดในบรรดาค่าเตตัสทั้งหมด ข้าจึงไมได้สังเกตจุดนี้เลย”

“เพราะก่อนหน้านี้จู่ๆ ก็ได้อัปเลเวลค่อนข้างเยอะ กอปรกับการจู่โจมของหวงโส่วจุน ถึงทำให้ข้าตระหนักได้ถึงความสำคัญของความว่องไว”

พอนึกถึงความรู้สึกที่ตัวเองควบคุมทุกอย่างได้ก่อนหน้านี้ แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะรู้ชัดว่ารู้สึกไปเอง แต่กลับยังแอบดีใจ

เมื่อมี เอฟเฟ็กต์เสริมอย่าง ‘เงาของเทพกระบี่’ ก็ทำให้เขากลายเป็นยอดฝีมือที่เคลื่อนไหวรวดเร็วได้ภายในเวลาสั้นๆ แล้ว

โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีสมาธิสูงอย่างนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนได้ใช้ ‘เอฟเฟ็กต์หลบกระสุน’ ในภาพยนตร์!

ราวกับทั้งโลกนี้หมุนช้าลง ทำให้เขารับมือกับทุกสถานการณ์ฉุกเฉินได้สบายๆ

ส่วนเฟยอวี๋กับซานเย่ว์พอได้ฟังเขาพูดแล้วก็อดเผยสีหน้าครุ่นคิดไม่ได้ ราวกับกำลังพิจารณาว่าต้องเลือกทักษะยุทธ์ที่เหมาะสมสักวิชาเพื่ออัปเลเวลให้ถึงระดับสมบูรณ์ก่อนไหม

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า กลับเป็นคนแรกที่ดึงสติกลับมาก่อน จู่ๆ ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ไปกันเถอะ ข้าพาพวกเจ้าไปดูธนูระดับทองคำที่ข้าพูดถึงก่อนหน้านี้”

คาดไม่ถึงว่าเฟยอวี๋ได้ยินแล้วกลับส่ายหน้า “หากเทียบกับธนูระดับทองคำอะไรนั่น เยี่ยเว่ยหมิง เจ้าจำเรื่องที่หมู่บ้านแปะก๊วยตอนนั้นได้ไหม ที่พวกเราสัญญากับสหายถังไว้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดชะงักไม่ได้ จากนั้นบอกว่า “เจ้าพูดถูก เขาเคยรับปากเจ้า ว่าหากเจ้าเลิกใช้ดาบแล้วมาใช้กระบี่เพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้าย เขาก็จะพิจารณาเรื่องยอมรับเจ้า”
บทที่ 213
คำสัญญาที่เฟยอวี๋ให้ไว้ย่อมไม่ใช่คำเยาะเย้ยรสนิยมต่ำอะไรอยู่แล้ว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนรับปากไว้ก่อนหน้านี้ รอให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นมาก่อน แล้วจะไปช่วยเขาทำภารกิจเปลี่ยนชื่อให้สำเร็จ

ภารกิจแบบนี้ ผู้เล่นโดยทั่วไปไม่มีทางเสียเวลาไปศึกษาแน่นอน และไม่ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งกับมันด้วย

อย่างไรเสีย ถ้าผู้เล่นโดยทั่วไปต้องการชื่ออะไร ก็จะตั้งชื่อนั้นทันทีตั้งแต่เข้ามาในเกม

ต้องทราบไว้ว่าเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องตั้งชื่อตอนเข้าสู่ระบบ

ตราบใดที่เจ้าไม่รีบ ต่อให้รอครึ่งปีแล้วค่อยตั้งชื่อก็ไม่มีปัญหา

ไม่มีทางเกิดเหตุการณ์ที่ว่าตัวเองคิดชื่อมาแล้วแต่มีคนอื่นตั้งไปแล้ว จึงสุ่มตั้งชื่อสักชื่อเพื่อแก้ขัดไปก่อน

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เล่นจึงไม่มีความต้องการต่อธุรกิจเปลี่ยนชื่อเท่าไรนัก

แต่ทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น

ถังซานไฉ่ก็คือข้อยกเว้นนั้น

ที่จริงตอนแรกเขาพึงพอใจกับชื่อของตัวเองมาก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นวัตถุโบราณ เป็นสิ่งที่มีราคาสูงมากไม่ใช่หรือ

แต่ก่อนที่วัตถุโบราณนี้จะถูกขุดขึ้นมา ก็เคยถูกฝังอยู่ในหลุมศพมาก่อน ทุกครั้งที่ทำภารกิจใหญ่สำเร็จ เขาล้วนต้องถูกฝังไปพร้อมกับ BOSS แบบนี้ใครจะรับได้

ตอนที่ทุกคนรวมทีมกันโจมตีชวีหลิงเฟิงครั้งก่อน ไม่ง่ายเลยที่จะไม่เกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้น ทำให้เขาดีใจเหนือความคาดหมาย รู้สึกว่าต้องเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าต้นไม้ในหมู่บ้านแปะก๊วยที่ช่วยเปลี่ยนโชคชะตาให้เขาแน่นอน

แต่ตอนหลังพอทำภารกิจไปสองครั้ง แม้จะไหว้เทพประจำต้นแปะก๊วยล่วงหน้าก่อน แต่ก็ยังต้องถูกฝังไปพร้อมกับบอสอยู่ดีราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ตอนหลังพอลองสรุปเหตุการณ์ดู สหายถังผู้น่าสงสารถึงได้พบว่า ที่แท้ก็เป็นเพราะชวีหลิงเฟิง บอสของภารกิจก่อนหน้านี้ยังไม่ตาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุโบราณฝังลงหลุมศพไปด้วยกัน!

นี่ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ายิ่งนัก…

ตอนนี้ชื่อถังซานไฉ่ถือเป็นคำสาปแช่งที่ปัดเป่าไม่หายสำหรับเขา

แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของตัวเอง ถังซานไฉ่ค่อนข้างหน้าบาง ยังเกรงใจที่จะเป็นฝ่ายขอให้คนอื่นช่วย

โชคดีที่มีเฟยอวี๋คอยช่วยเขาคิดมาตลอด ครั้งนี้กลับมาจากทำภารกิจสำนักชิงเฉิงพอดี สามผู้เล่นของสำนักมือปราบเทพต่างก็ได้ยกระดับความสามารถขึ้นไม่น้อย เขาจึงเอ่ยเรื่องเก่าทันที หวังว่าทุกคนจะเห็นแก่หน้าสหายสักครั้ง ไปช่วยแก้ปัญหานี้ให้ถังซานไฉ่ด้วยกัน

สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ย่อมตอบรับด้วยความยินดี แต่เยี่ยเว่ยหมิงขออย่างเดียว “คืนนี้ข้าต้องจัดเรียงสิ่งที่ได้มาจากภารกิจครั้งนี้สักหน่อย พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้าทันไหม”

“ไม่ต้องเร็วขนาดนั้น” เฟยอวี๋ส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ข้าติดต่อสหายถังไว้แล้ว ตอนนี้เขากำลังช่วยสหายทำภารกิจสำนักที่มีระดับความยากสูงมาก คาดว่าต้องใช้เวลาหลายวัน ข้านัดกับเขาไว้เรียบร้อยแล้วว่าอีกสิบวันเจอกันที่ภัตตาคารซู่เจินตรงตีนเขาชิงเฉิง”

ภัตตาคารซู่เจินเป็นภัตตาคารที่ดำเนินกิจการโดยผู้เล่น เมื่อเทียบกับภัตตาคารของระบบพวกนั้น อาหารของที่นี่ราคาสมเหตุสมผลมากกว่า แม้รายการอาหารจะไม่เยอะเท่าภัตตาคารของระบบ แต่ฝีมือทำครัวของเถ้าแก่ก็ดีมาก

เฟยอวี๋เสนอว่าให้เจอกันที่นั่น ก็ย่อมเป็นเพราะต้องการช่วยถังซานไฉ่ประหยัดเงิน ถึงอย่างไรทุกคนก็กำลังจะไปช่วยถังซานไฉ่ ค่าอาหารตอนรวมตัวกันก็ต้องเป็นถังซานไฉ่ออกเงินอยู่แล้ว

จากจุดนี้ก็มองออกเช่นกันว่าเฟยอวี๋เป็นคนที่น่าแต่งงานด้วยมาก อย่างน้อยสำหรับสหายถังก็น่าจะเป็นอย่างนี้

ขอให้มิตรภาพของพวกเขากลมเกลียวร้อยปี!

…..

พอกลับมาถึงห้องของตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็นำตำราลับตระหนักรู้สี่เล่มที่ได้จากอวี๋ชางไห่ก่อนหน้านี้ออกมา แล้วเริ่มอ่านอย่างจริงจังทีละเล่ม

ในฐานะ BOSS ร่างแท้โหมดปกติเลเวลเจ็ดสิบ ไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ไม่เพียงแค่ดีจนน่าทึ่ง ถึงขนาดว่าแม้แต่คุณภาพของตำราลับตระหนักรู้ก็ดีมากด้วยเช่นกัน

บนตัวของอวี๋ชางไห่ เยี่ยเว่ยหมิงได้ตำราลับตระหนักรู้มาสี่เล่ม

ตระหนักรู้กำลังภายใน ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่ ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ ตระหนักรู้อาวุธลับ

หลังจากตั้งใจอ่านแต่ละเล่มจบแล้ว เขาก็ได้รับค่าประสบการณ์ 105000 แต้มอย่างสอดคล้องกัน

หากประเมินดูแล้ว หลังจากได้ตำราลับตระหนักรู้เหล่านั้นมาไว้ในมือ ค่าประสบการณ์พื้นฐานของแต่ละเล่มก็น่าจะเท่ากับเจ็ดหมื่นแต้ม เขาจึงลองใช้สูตรคณิตศาสตร์อันล้ำลึกของตัวเองคำนวณดูสักหน่อย

70000÷140% = 50000

70000-50000 = 20000

หรือพูดได้อีกอย่างว่า โลงศพไม้หนานมู่ทำให้ตำราลับตระหนักรู้แต่ละเล่มที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่ได้ค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้นจากเดิมสองหมื่นแต้ม สี่เล่มรวมกันเป็นแปดหมื่นแต้ม

ราคาห้าร้อยเหรียญทอง (ก่อนลดราคา) ก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเช่นกัน

ค่าประสบการณ์เหล่านี้ ถ้าเพิ่มไปบนเคล็ดวิชาที่อวี๋ชางไห่เคยฝึก ยกตัวอย่างเช่นเคล็ดกระบี่ลมสน อักษรชิงเก้าโหล ก็ยังได้โบนัสพิเศษอีก 50% ด้วย แต่น่าเสียดายที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่เคยเรียนรู้ทักษะยุทธ์ใดๆ ของสำนักชิงเฉิงมาก่อน

พอพูดถึงจุดนี้ เขาก็อดนึกถึงผู้ที่ฝึกเคล็ดกระบี่ฉวนเจินเหมือนเขาไม่ได้ เขานึกถึงหยางคังแล้ว

แต่ยังไม่ได้ตักตวงอะไรจากศพของเจ้าหมอนั่น…

ในบรรดาตำราลับตระหนักรู้สี่เล่มนี้ เขาเพิ่มค่าประสบการณ์ของสามเล่มแรกไปที่เคล็ดวิชาจักรวาล เคล็ดกระบี่ฉวนเจินและมังกรซ่อนกบดาน

ทำให้สองวิชาแรกได้อัปเลเวลหนึ่งเลเวลทันที ส่วนค่าประสบการณ์ของ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ก็เกินครึ่งแล้วเช่นกัน

ส่วน ‘ตระหนักรู้อาวุธลับ’ เล่มสุดท้าย เยี่ยเว่ยหมิงลองเพิ่มมันไปบน ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ผลปรากฏว่าเป็นเพราะ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ถูกใส่ไว้ในทักษะประเภทวิชาดรรชนี ดังนั้นจึงเพิ่มไม่สำเร็จ

หลังจากนั้นสิบวินาที ก็ใช้วิธีเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันไปถึง ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’

บางทีอาจจะเป็นเพราะในวิชา ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เองเต็มไปด้วยทักษะอาวุธลับที่สูงส่งล้ำลึกอยู่แล้ว แม้จะถูกระบบกำหนดให้เป็นวิชาดรรชนี แต่หลังจากเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันแล้ว ค่าประสบการณ์ที่ได้รับกลับไม่เหมือนทักษะยุทธ์อื่นๆ ที่ได้เพียงหนึ่งในสี่ แต่ได้รับครึ่งหนึ่ง

หลังจากใช้ตำราลับตระหนักรู้หมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ย้ายสายตาไปบนแต้มค่าตบะที่เหลืออยู่บนนั้น

ไม่เหมือนเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ที่ต่างก็ต้องเพิ่มค่าตบะไปบนทักษะเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดหลังจากขอคำชี้แนะจากหวงโส่วจุน เพราะค่าตบะหนึ่งแสนแต้มที่เยี่ยเว่ยหมิงได้มาหลังจากทำภารกิจสำเร็จ ตอนนี้ยังเก็บรักษาไว้ได้ทั้งหมด

บวกกับจำนวนที่เหลือก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขามีค่าตบะ 116906 แต้มแล้ว!

หลังจากลังเลอยู่พักหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มค่าตบะไปที่ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ในอึดใจเดียว จนกระทั่งเลเวลเต็ม

เคล็ดฝ่ามือเขาเรียนรู้ได้เพียงหนึ่งกระบวนท่า แต่หลังจากวิชานี้เลเวลเต็มแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ค่อนข้างพึงพอใจกับประสิทธิภาพของมัน

ได้สัมผัสกับตัวเองแล้ว ประสิทธิภาพดีมาก!

ทั้งยังเป็นไพ่ลับที่พลิกสถานการณ์ต่อสู้ได้ในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้เขามีเวลาเตรียมสู้มากขึ้นยามที่ศัตรูเข้าใกล้ด้วย

หลังจากเพิ่มเลเวล ‘มังกรซ่อนกบดาน’ แล้ว ค่าตบะของเยี่ยเว่ยหมิงก็เหลือเพียง 21922 แต้ม ไม่เพียงพอให้เขาเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์วิชาอื่นแล้ว

แต่สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยเว่ยหมิงปล่อยวางได้

อย่างไรเสีย ความสามารถของเขาก็เพิ่มขึ้นมากแล้ว!

ตอนนี้เขาแค่อยากไปเตร็ดเตร่ในจุดที่มีผู้เล่นน้อยมอนสเตอร์เยอะสักหน่อย…แค่กๆ เสริมความมั่นคงให้ความสามารถที่เพิ่งเพิ่มขึ้นของตัวเองสักหน่อย

แต่พอเห็นสีท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มมืดลง เขาก็ทำได้เพียงข่มความคิดชั่ววูบที่จะออกไปหาจุดฝึกอัปเลเวลเพื่อโอ้อวดตัวเอง เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องของตนตรงไปยังห้องฝึกวิชาของสำนักมือปราบเทพเพื่อฝึก ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ทั้งคืน

เมื่อค่าสติปัญญาเพิ่มขึ้นแล้ว แม้ความเร็วในการฝึกของเขาจะเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน แต่ในเวลาหนึ่งคืนนี้ เขาก็เพิ่มค่าประสบการณ์ของ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ได้สองพันสามร้อยกว่าแต้มเท่านั้น หากเทียบกับใช้ตำราลับตระหนักรู้หรือทุ่มค่าตบะโดยตรง ก็ช้ากว่าไม่น้อยเลยจริงๆ

แต่นี่ต่างหากที่เป็นสภาวะการฝึกของผู้เล่นทั่วไป

อย่างไรเสียก็ใช่ว่าผู้เล่นทุกคนจะทำเหมือนเขาที่สังหารบอสได้ง่ายเหมือนกินข้าวดื่มน้ำ แล้วได้รับตำราลับตระหนักรู้จากศพบอสได้ ทั้งเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

หากผู้เล่นทั่วไปต้องการเพิ่มเลเวลกำลังภายใน ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีทำภารกิจ ลุยดันเจี้ยนเก็บแต้มค่าตบะ แล้วค่อยรวมกับความสามารถของตัวเองที่เพิ่มขึ้นช้าๆ เพราะการฝึก

แม้กระทั่งการใช้ห้องฝึกวิชาที่เยี่ยเว่ยหมิงรังเกียจ สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่แล้ว ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยมาก

เช้าตรู่วันต่อมา เยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋และซานเย่ว์เพื่อนร่วมสำนักเดินทางไปฝึกอัปเลเวลที่เขากระบี่เกาะเผิงไหลด้วยกัน

เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงจะถือโอกาสเรียกอินปู้คุยกับสะพานสวรรค์น้อยที่ใช้กระบี่เหมือนกันไปด้วย จะตั้งทีมห้าคนไปฝึกอัพเลเวลด้วยกัน แต่พวกเขาสองคนล้วนมีภารกิจสำนักที่สำคัญต้องทำ จำเป็นต้องพลาดงานเลี้ยงอัปเลเวลครั้งนี้ไป

ทีมที่มีสามคน เยี่ยเว่ยหมิงเป็นกำลังหลักที่มั่นคงของทีมนี้ เฟยอวี๋กับซานเย่ว์รับหน้าที่ใช้ธนูและอาวุธลับล่อมอนสเตอร์ หลังจากรถไฟมอนสเตอร์สองขบวนนี้ขับผ่านมา เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้มังกรซ่อนกบดานกับหัวขบวน โจมตีให้มอนสเตอร์กลุ่มนี้ร่วงระนาวก่อน จากนั้นทั้งสามก็ตั้งขบวนรบอย่างรวดเร็ว เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ตรงกลาง เฟยอวี๋กับซานเย่ว์แยกอยู่ฝั่งซ้ายและขวา

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ใช้เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน เคล็ดดาบตระกูลหู ฝ่ามือทะลวงใจพร้อมกัน ก็ไม่มีศัตรูคนไหนต้านได้เลย

โดยเฉพาะเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงมีกระบี่แสงทองอยู่ในมือ พลังโจมตีเหนือกว่าแต่ก่อนมาก มอนสเตอร์ทั่วไปที่เลเวลสามสิบกว่า ขอเพียงคมกระบี่ของเขาสัมผัสถูกจุดสำคัญ ต่อให้ค่าพลังชีวิตเต็มก็ถูกปลิดชีพในพริบตาอยู่ดี ต่อให้ไม่แทงถูกจุดสำคัญ แต่ถูกโจมตีสองกระบี่ก็ตายแล้ว

อีกทั้งภายใต้บทบาทของ ‘เงาของเทพกระบี่’ เขาจึงหาช่องโหว่ของในกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายได้แม้จะอยู่ในการต่อสู้ที่ซับซ้อนเปลี่ยนแปลงเร็ว ในสิบกระบี่ที่โจมตี อย่างน้อยก็มีหกเจ็ดกระบี่ที่โจมตีถูกจุดสำคัญจนเกิดผลคริติคอลดาเมจ!

ส่วนถ้าถามว่าทำไมตอนที่ฝึกอัปเลเวล เขาต้องใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ แทนที่จะใช้ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ซึ่งหลังจากเลเวลเต็มแล้วกระบวนท่าเหนือกว่าทั้งยังทำดาเมจได้ดีกว่า

ก็เพราะเขาจะถือโอกาสเพิ่มค่าประสบการณ์ของเคล็ดกระบี่นี้

ถึงอย่างไรหากใช้มันในระหว่างที่ต่อสู้ ก็จะเพิ่มค่าประสบการณ์ทักษะยุทธ์ได้เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งค่าตระหนักรู้สูงเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ไวขึ้นเท่านั้น

เฟยอวี๋กับซานเย่ว์แค่ต้องคอยจัดการกับพวกปลาที่ลอดแหออกไปได้นิดหน่อยก็พอแล้ว

ถ้ามองจากภาพรวม การฆ่ามอนสเตอร์รอบหนึ่งแทบจะเป็นเรื่องที่ใช้เวลาห้าหกนาทีเท่านั้น ช้ากว่าตอนที่เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ล่อขบวนมอนสเตอร์ไม่เท่าไร

ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ต่อให้อุปกรณ์ที่ดรอปได้จากมอนสเตอร์ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้เล่นอาชีพนักกระบี่เท่านั้น ทั้งยังต้องให้พวกเขาวิ่งไปวิ่งมาเพื่อล่อมอนสเตอร์อีก แต่เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็ไม่ได้บ่นแม้แต่น้อยเช่นกัน

ถึงอย่างไร ถ้าดูจากประสิทธิภาพในการฆ่ามอนสเตอร์ของทั้งสามคน ก็กล่าวได้ว่าเยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้นำพวกเขาในการฝึก

แม้จะฝึกอย่างนี้ แต่ค่าประสบการณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นเร็วกว่าตอนฝึกคนเดียวไม่น้อย

เวลาผ่านไปสิบวัน เลเวลของเยี่ยเว่ยหมิงทะลุถึงสามสิบตั้งนานแล้ว ตอนนี้ถึงเลเวลสามสิบสองและเหลือค่าประสบการณ์ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนเลเวลของเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ต่ำกว่านิดหน่อย แต่ก็ใกล้จะทะลุสามสิบแล้ว

เมื่อเห็นว่าถึงวันที่นัดกับถังซานไฉ่ไว้แล้ว ทั้งสามก็ออกจากเขากระบี่เกาะเผิงไหลตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากกลับมาต่างคนต่างเตรียมตัวที่สำนักมือปราบเทพแล้ว พวกเขาก็นั่งรถม้าไปที่ภัตตาคารซู่เจินตรงตีนเขาชิงเฉิงด้วยกัน

ระหว่างทางเยี่ยเว่ยหมิงอดใจไม่ไหว ชำเลืองมองค่าสเตตัสของตัวเอง แล้วมุมปากก็เผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

[เยี่ยเว่ยหมิง]

เลเวล: 32

…..

พลังชีวิต: 14000/14000

กำลังภายใน: 9270/9270

ความแข็งแกร่ง: 672

พละกำลัง: 772

ท่าร่าง: 953

ความว่องไว: 697

ค่าสติปัญญา: 56

ค่าตระหนักรู้: 56

…..

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 7

ค่าประสบการณ์: 11000/128000

สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุน

[เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น)]

พลังชีวิต +1400

กำลังภายใน +3500

ความแข็งแกร่ง +210

พละกำลัง +210

ท่าร่าง +210

ความว่องไว +210

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ

…..

[คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น (ระดับกลาง)]

เลเวล: 8

ค่าประสบการณ์: 2300/100000

วิชาฝึกปราณดั้งเดิมของลัทธิเต๋า มีผลพัฒนาสติปัญญา ล้างไขกระดูก

พลังชีวิตสูงสุด +2400

กำลังภายใน +2400

ความแข็งแกร่ง +160

พละกำลัง +160

ท่าร่าง +160

ความว่องไว +160

ค่าสติปัญญา +16

ค่าตระหนักรู้ +8

…..

[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น)]

เคล็ดกระบี่ที่ตกทอดมาในสมัยชุนชิว ประสิทธิภาพทั่วไป

เลเวล: 10 (+1)

ค่าประสบการณ์: …

โจมตี +150% (+20%)

แม่นยำ +150% (+20%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: เงาของเทพกระบี่

เงาของเทพกระบี่: คุณฝึก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ จนถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ในที่สุดก็ได้เข้าใจถึงท่วงท่าอันสง่างามของเทพกระบี่

เอฟเฟกต์พาสซิฟ: ได้เอฟเฟกต์ทวีคูณของค่าสเตตัส ‘ความว่องไว’ ถ้ามี ‘ความว่องไว’ 1 แต้ม ก็จะแสดงผลได้ 2 แต้ม!

…..

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]

เคล็ดกระบี่ที่สูงส่งล้ำลึกมากในยุทธภพ กระบวนท่าดูเหมือนดุเดือดรุนแรง แต่ความจริงเน้นดีบัฟ ป้องกันเป็นหลัก แม้จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตัวเองมาก แต่ก็ปกป้องตัวเองได้อย่างไม่ต้องกังวล

เลเวล: 8 (+1)

ค่าประสบการณ์: 12000/50000

ป้องกัน +160% (+20%)

แม่นยำ +160% (+20%)

หลบหลีก +80% (+10%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ

…..

[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]

เคล็ดกระบี่พื้นฐานของสำนักฉวนเจิน เชื่องช้าเรียบง่าย เหมาะกับการสร้างรากฐานให้แข็งแรงที่สุด ในฐานะที่เป็นเคล็ดกระบี่ของสำนักเต๋าดั้งเดิม ยิ่งรู้เคล็ดวิชาเต๋าล้ำลึก ประสิทธิภาพยิ่งดี

เลเวล: 7 (+1)

ค่าประสบการณ์: 12560/200000

โจมตี +140% (+20%)

แม่นยำ +140% (+20%)

พละกำลัง +140 (+20)

ความแข็งแกร่ง +140 (+20)

พลังชีวิตสูงสุด +1400 (+200)

…..

[ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]

หนึ่งในสุดยอดวิชาอันเลื่องชื่อของมารบูรพาหวงเย่าซือ

เลเวล: 7

ค่าประสบการณ์: 55150/100000

โจมตี +350%

แม่นยำ +350%

กำลังภายในที่ใช้: 350 แต้ม

…..

[มังกรซ่อนกบดาน (ระดับสูง)]

หนึ่งในกระบวนท่าของสุดยอดวิชา ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ รวบรวมพลังฝ่ามือไว้บนฝ่ามือโดยยังไม่ปล่อยออกมา แต่เมื่อศัตรูสัมผัสเมื่อไรกลับระเบิดอานุภาพอันน่าตกใจออกมาทันที!

เลเวล: 10

ค่าประสบการณ์: …

ป้องกัน +600%, โจมตี +600%

แม่นยำ +600%

กำลังภายในที่ใช้: 500 แต้ม

ปล่อยและเก็บได้ตามใจ: ไม่ต้องปลดล็อกเงื่อนไข ปล่อยและเก็บพลังฝ่ามือได้ตามใจ

สะท้อนดาเมจ: เมื่ออยู่ในสถานะปลดล็อกเงื่อนไข จะสะท้อนกลับพลังโจมตีฝ่ายตรงข้าม 30%

…..

[คนผีร่วมวิถี]

สละตนโจมตี คนผีร่วมวิถี!

(เป็นเคล็ดวิชาพิเศษ ไม่มีการเลื่อนระดับ)

โจมตี +300%

แม่นยำ +300%

…..

[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]

เป็นวิชาตัวเบาเฉพาะสำนักที่แพร่หลายในยุทธภพ ใช้เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนย้ายร่างกายได้เยอะมาก

เลเวล: 7 (+1)

ค่าประสบการณ์: 1762/32000

ท่าร่าง +140 (+20)

…..

[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)]

เคล็ดจิตระดับสูงของสำนักไท่ซาน อาศัยความสามารถในการอ่านใจคนที่ทรงพลังเพื่อรู้แผนการของศัตรูล่วงหน้า โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!

เลเวล: 5

ค่าประสบการณ์: 0/20000

โจมตี +50%

แม่นยำ +50%

คริติคอลดาเมจ +50% โจมตีจุดสำคัญมีโอกาสปลิดชีพ 10%!

…..

[อุปกรณ์]

[ชุดเซ็ทขุนนาง (อุปกรณ์ภายนอก)]

ใช้คลุมอุปกรณ์ที่อยู่บนตัวได้ ทั้งยังเปลี่ยนคุณภาพไปตามยศขุนนางของผู้สวมใส่ด้วย ปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกอัตโนมัติ นำไปซื้อขายไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ทำให้เสียหายไม่ได้ (ผูกมัดกับผู้ใช้แล้ว: เยี่ยเว่ยหมิง)

…..

[กระบี่อาญาสิทธิ์ (อุปกรณ์ภายนอก)]

ประหารก่อนค่อยรายงานความผิด ได้อำนาจพิเศษจากจักรพรรดิ นี่ก็คือกระบี่อาญาสิทธิ์! (เมื่อใช้กระบี่นี้ จะฆ่าคนได้โดยไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษ!)

…..

[ชุดเต๋าปากว้า (สีทอง)]

ชุดนักพรตเต๋าที่มีภาพปากว้าไท่จี๋ เหมือนมีการปลุกเสกพลังลึกลับ

ป้องกัน +100

กำลังภายในสูงสุด +1000

ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายในเพิ่มขึ้น 10%

กฎเต๋า +1

…..

[เกราะอ่อนลวดทองแดง (ทองคำ)]

เกราะภายในแนบลำตัวที่ถักทอจากลวดทองแดง

ป้องกัน +200

พลังชีวิตสูงสุด +300

กำลังภายในสูงสุด +200

…..

[หมวกขนนกอสูรโลหิต (อาวุธล้ำค่า)]

หมวกที่ถักทอจากขนที่ร่วงจากตัวนกอสูรโลหิต มีกลิ่นหอมไม่ธรรมดา เป็นศัตรูของสัตว์ประเภทงู

ต้านไฟ +300

ต้านพิษ +300

โจมตีมอนสเตอร์ประเภทงู +100%!

…..

[รองเท้าเจ้าลมกรด (อาวุธล้ำค่า)]

รองเท้าบูทที่ไต้จง ฉายา ‘เจ้าลมกรด’ จากเรื่องวีรบุรุษเขาเหลียงซานสวมใส่

ท่าร่าง +300

ความว่องไว +200

เลเวลของทักษะประเภทวิชาตัวเบาทั้งหมด +1!

…..

[กำไลเงินสัตว์เลี้ยง (สีฟ้า)]

อุปกรณ์พิเศษ สามารถจับสิ่งที่ไม่ใช่รูปร่างมนุษย์ หรือสัตว์ประเภทต่างๆ มาเป็นสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงช่วยเจ้านายออกรบได้ และยังใช้ยาเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต กำลังภายใน ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงปลดสถานะผิดปกติต่างๆ เป็นต้น

จำนวนสัตว์เลี้ยงที่มีตอนนี้ 1/3

…..

[กระบี่แสงทอง (อาวุธล้ำค่า)]

กระบี่พกของอดีตเจ้าสำนักคนหนึ่งของสำนักชิงเฉิง เสริมฤทธิ์ด้วยกฎเต๋า มีอานุภาพน่าทึ่ง

โจมตี +500

ป้องกัน +300

กำลังภายใน +40%

เลเวลกฎเต๋า +2

เคล็ดกระบี่เลเวล +1

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: แสงทอง!

แสงทอง: พาสซิฟสเตตัส ปราณแท้ป้องกันตัวแข็งแกร่งขึ้น 50%

…..

[จี้หยกเซินหลัว (สีทอง)]

สลักจากหยกงามชนิดพิเศษ ในนั้นมีไม้พลังหยางอุดมสมบูรณ์ มีผลทำให้ร่างกายแข็งแรง

พลังชีวิตสูงสุด +1000

ความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิต +10

ต้านพิษ +20%

…..

[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีเขียว)]

แหวนที่สลักภาพกระบี่ไว้

โจมตี +50

ป้องกัน +50

ความเร็วในการโจมตีอาวุธประเภทกระบี่ +5%

…..

[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีทอง)]

แหวนที่สลักภาพกระบี่ไว้

โจมตี +100

ป้องกัน +100

ความเร็วในการโจมตีอาวุธประเภทกระบี่ +10%

…..

[หยกพกกระบี่อวิ๋นไถ (สีทอง)]

หยกพกรูปกระบี่ล้ำค่าชิ้นหนึ่ง

พละกำลัง +100

กำลังภายในสูงสุด +500

กำลังภายใน +20%

ค่าตบะ: 21922
บทที่ 214
ตอนที่ผู้เล่นทั้งสามของสำนักมือปราบเทพไปถึง ถังซานไฉ่ก็รออยู่นานแล้ว ตอนนี้กำลังต้อนรับทั้งสามอยู่หน้าประตูร้านพร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า

คนที่ร่วมเดินทางมากับพวกเขายังมีโหยวโหยว สาวน้อยผู้องอาจที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว น้องสาวคนนี้พอเห็นเยี่ยเว่ยหมิงก็บ่นทันทีว่า “ถังซานไฉ่ เจ้าหมอนี่ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากข้า แต่กลับจะดึงข้ามาร่วมกินดื่มด้วยให้ได้ คิดว่าข้าเป็นคนไม่เอาไหนอย่างนั้นหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงงทันที หันกลับไปถามถังซานไฉ่ว่า “ความสามารถของโหยวโหยวไม่ได้อ่อนด้อย ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะปล่อยผู้ช่วยที่แข็งแกร่งอย่างนี้ไป อย่าบอกนะว่าภารกิจครั้งนี้ง่ายมากจริงๆ”

“ถ้าง่ายข้าคงไม่เชิญพวกเจ้ามาหรอก”

ถังซานไฉ่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อน แต่กลับไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด เพียงเพราะสาเหตุบางอย่างของภารกิจนี้เขาจึงไม่ได้เชิญโหยวโหยว แต่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังคนยังไม่พอ

พอพูดจบ เขาก็ยิ้มให้ทั้งสามอย่างเก้อเขิน “ถ้าจะให้อธิบายภารกิจโดยละเอียดก็ยุ่งยากเกินไป ข้ายังเชิญเพื่อนข้างนอกมาอีกสองคน พวกเขาใกล้มาถึงแล้ว เดี๋ยวรอให้ทุกคนมากันครบข้าค่อยอธิบายสถานการณ์ให้พวกเจ้าฟังทีเดียว คนแรกมาแล้วนั่นอย่างไร!”

ทุกคนมองตามสายตาถังซานไฉ่ แต่กลับเห็นม้าขาวตัวหนึ่งกำลังวิ่งมาจากจุดพักม้าอย่างรวดเร็ว บนม้ามีหนุ่มน้อยหน้าหล่อสวมเกราะเงินและหมวกเกราะเงินคนหนึ่ง อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปด มองไม่เห็นอาวุธใดๆ บนตัวเขา คิดว่าคงจะเป็นผู้เล่นคนหนึ่ง

อย่างไรเสีย หาก NPC แต่งตัวอย่างนี้ แสดงว่าบนตัวจะต้องพกทวนยาว กระบี่ที่เอว หรือไม่ก็สะพายดาบไว้ข้างหลังแน่นอน มีเพียงผู้เล่นเท่านั้นถึงจะมีกระเป๋าโดเรม่อนที่เก็บอาวุธขนาดใหญ่ทุกชนิดไว้ในนั้นได้

“ปล่อยให้สหายถังรอนานแล้ว” เพียวครู่เดียวเท่านั้น ม้าขาวก็มาถึงตรงหน้าทุกคนแล้ว ขุนพลหนุ่มชุดขาวดึงบังเหียนม้าศึก กระโดดลงจากม้าแล้วเก็บม้าศึกอย่างชำนาญ เขากุมหมัดคารวะทุกคน “ทุกคนคงจะเป็นเพื่อนของสหายถังสินะ น้องชายฉางซิงอวี่ คารวะทุกท่าน”

“ฉางซิงอวี่?” เสียงของขุนพลหนุ่มชุดขาวเพิ่งเงียบลง เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างๆ ก็อดถามอย่างตกใจไม่ได้ว่า “เจ้าก็คือฉางซิงอวี่ ทวนเงินแห่งอู่ตัง?”

“ท่านนี้คือพี่ใหญ่เฟยอวี๋สินะ” ฉางซิงอวี่ได้ยินแล้วตอบอย่างสุภาพมาก “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินพี่ใหญ่ถังเอ่ยถึงท่านบ่อยๆ”

หลังจากนั้น ถังซานไฉ่ก็เริ่มแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก เยี่ยเว่ยหมิงถือโอกาสคุยกับเฟยอวี๋เป็นการส่วนตัวว่า [ฉางซิงอวี่คนนี้เป็นตัวละครอย่างไร อธิบายหน่อยสิ]

“ขนาดฉางซิงอวี่เจ้ายังไม่รู้จักเลยหรือ” เฟยอวี๋มองเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งอย่างประหลาดใจ จากนั้นก็ตอบในช่อมทีมต่อว่า [ฝีมือเขาร้ายกาจมาก ทั้งยังเป็นหนึ่งในกลุ่มยอดฝีมือที่ผงาดขึ้นมาเร็วที่สุดของเกมนี้]

[ตอนที่ข้าทำภารกิจ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ถูกบอสที่ชื่อ ‘เฟิ่งเทียนหนาน’ ถ่วงไว้นานมา ตอนหลังเพิ่มเลเวลกำลังภายในกับวิชาดาบขึ้นมาอย่างละหนึ่งเลเวล แล้วก็ได้รับความช่วยเหลือจากสหายถัง ถึงได้สู้ไหว]

[แล้วตอนที่ข้าถูกถ่วงจนขยับไปไหนไม่ได้ กลับได้ยินเสียงระบบประกาศว่าฉางซิงอวี่ท้าสู้เฟิ่งเทียนหนานตัวต่อตัวแล้วทำเฟิร์สคิลสำเร็จ ตั้งแต่นั้นมา ข้าจึงสนใจชื่อนี้เป็นพิเศษ ตอนหลังได้ยินว่าเขาเป็นยอดฝีมือของสำนักอู่ตัง ทั้งยังได้ออกทีวีหลายครั้งเพราะทำเฟิร์สคิลด้วย]

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า ตอบเสียงเรียบว่า “เวลาข้าคบเพื่อน ก็ไม่เคยมองเลยว่าอีกฝ่ายจะเก่งหรือไม่เก่ง แต่ฉางซิงอวี่คนนี้ข้ารู้สึกว่ามีมารยาทมาก ไม่น่ารำคาญเลยสักนิด”

ขณะที่คุยกัน ถังซานไฉ่ก็แนะนำผู้เล่นสามคนของสำนักมือปราบเทพทีละคนจนเสร็จแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าระหว่างนั้นย่อมมีการกล่าวชมกันไปมา

เมื่อเห็นทุกคนทักทายกันแล้ว ถังซานไฉ่กลับยักไหล่กล่าวว่า “ตอนนี้ เหลือแค่คนสุดท้ายแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “เจ้าเรียกสะพานสวรรค์น้อยมาด้วยหรือ”

“สหายเยี่ยเดาออกแล้วหรือ” การที่เยี่ยเว่ยหมิงเดาตัวตนของเพื่อนร่วมทีมคนสุดท้ายออก ถังซานไฉ่รู้สึกผิดคาด ก็ทีมสำนักมือปราบเทพหกคนที่ไปทำภารกิจ ‘สำนักคุ้มภัยฝูเวย’ ด้วยกันโผล่มาห้าคนแล้ว ขาดแค่สะพานสวรรค์น้อยคนเดียว

เยี่ยเว่ยหมิงกลับส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าไม่ได้เดา แต่ข้าเห็น นางมาแล้ว”

ขณะที่พูด เงาร่างอันงดงามในอาภรณ์ขาวดุจหิมะก็ลอยลงมาเหยียบบนหลังคาด้านข้างแล้ว ราวกับเป็นใบหลิวกลางสายลม ไม่เหมือนมนุษย์เดินดินเลยสักนิด

ไม่เจอกันเกือบหนึ่งเดือน วิชาตัวเบาของนางก้าวหน้าขึ้นแล้วไม่น้อย

เมื่อเห็นว่าคนมากันครบแล้ว ถังซานไฉ่ก็เรียกทุกคนเข้าภัตตาคารทันที พวกเขาเดินเข้ามาในห้องเดี่ยวที่ชื่อว่าผู้กล้าวีรบุรุษ แต่กลับเห็นบนโต๊ะมีกับข้าวสิบอย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่าง ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารที่พ่อครัวทำอร่อยที่สุดในร้าน

หลังจากเชิญให้ทุกคนนั่งลงแล้ว ถังซานไฉ่ถึงได้พูดถึงภารกิจครั้งนี้ “ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ไอเทมเดียวที่ใช้เปลี่ยนชื่อได้ชื่อว่า ‘หินสามชาติ’ ว่ากันว่ารับได้จาก NPC สองคนเท่านั้น ช่วงก่อนหน้านี้ข้าใช้เวลาไปไม่น้อย ทำภารกิจภารกิจย่อยหนึ่งในนั้นไปแล้ว แล้วก็ได้รับภารกิจมาจากผู้อาวุโสพรรคกระยาจกที่ชื่อเฉินโหย่วเหลียง”

ขณะที่กำลังคุยกัน ถังซานไฉ่ก็รินสุราแทนทุกคนจนเต็มจอก ปากก็พูดต่อไปว่า “เฉินโหย่วเหลียงนั่นให้ข้าหาผู้ช่วยห้าคน ตั้งทีมไปที่ทะเลทรายเพื่อช่วยไต้ซือหยวนเจินแห่งสำนักเส้าหลิน นี่ถือเป็นช่วงสุดท้ายของทั้งภารกิจแล้ว ส่วน ‘หินสามชาติ’ นั่น หลังจากทำภารกิจรอบสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ไต้ซือหยวนเจินก็จะแจกมันเป็นรางวัล”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วมองซ้ายมองขวา ขณะกำลังจะเอ่ยปากถาม ซานเย่ว์ที่พูดจาตรงไปตรงมากลับถามสิ่งที่เขาสงสัยอยู่ในใจออกมาแล้ว “แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ทำไมสหายถังไม่ให้โหยวโหยวมาเข้าร่วมด้วยล่ะ ไหนบอกว่ากำลังคนไม่พอ เจ้าต้องรู้ไว้นะว่าแค่ยอดฝีมือบนโต๊ะนี้ ก็ไม่ใช่แค่จำนวนนี้แล้ว”

ถังซานไฉ่ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วอธิบายต่ออย่างอดทน “เรื่องราวไม่ได้ธรรมดาอย่างนั้น ภารกิจนี้เข้มงวดมากเรื่องตัวตนของผู้เล่นที่เข้าร่วม”

ถังซานไฉ่ไม่ปิดบัง หลังจากเงียบไปครู่เดียวก็พูดต่อทันที “เงื่อนไขของภารกิจก็คือ ผู้เล่นหกคนที่รวมอยู่ในนี้ จะต้องมาจากหกสำนักที่ต่างกัน…

…ดังนั้น บรรดาคนที่มารวมกันในวันนี้ มีเพียงสามคนเท่านั้นที่จะได้เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ ที่ข้าเรียกทุกคนมาด้วยกัน เพราะคิดจะอาศัยโอกาสนี้ทำให้ทุกคนมารวมตัวกันเท่านั้น”

ไม่แปลกใจที่ถังซานไฉ่ไม่เชิญให้โหยวโหยวมาช่วย อย่างไรเสียคนที่ริเริ่มภารกิจอย่างเขาก็ต้องเข้าร่วมปฏิบัติการนี้แน่นอน เมื่ออยู่ในเงื่อนไขที่คนจากสำนักเดียวกันอยู่ในทีมเดียวกันไม่ได้ เช่นนั้นต่อให้โหยวโหยวมีฝีมือไร้เทียมทาน แต่ก็ช่วยเหลือเขาไม่ได้อยู่ดี

เมื่อได้ยินดังนั้น เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างๆ ก็อดขมวดคิ้วบ่นไม่ได้ “แค่เงื่อนไขนี้อย่างเดียวก็น่ารังเกียจพอแล้ว”

ส่วนถังซานไฉ่ก็ส่ายหน้ายิ้มเจื่อน “ที่จริงแล้วภารกิจเปลี่ยนชื่อนี้ไม่เพียงแค่ยุ่งยากเท่านั้น อีกทั้งต่อให้ทำสำเร็จแล้ว ผู้ที่ใช้งาน ‘หินสามชาติ’ ก็ต้องจ่ายบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยนไม่น้อยเลยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นลดค่าความรู้สึกดีของ NPC ไปครึ่งหนึ่ง เพื่อนทุกคนจะถูกลบออกเองโดยอัตโนมัติ ต้องเพิ่มเพื่อนใหม่เท่านั้น สรุปก็คือยุ่งยากมาก”

พูดไปพูดมาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “หากไม่ใช่เพราะชื่อของข้าส่งผลกระทบต่อดวงชะตาจริงๆ ข้าก็คงไม่ดึงดันที่จะเปลี่ยนชื่ออะไรนั่นหรอก”

เฟยอวี๋พยักหน้าพูดอย่างหงุดหงิด “นี่ก็เกินไปเหมือนกัน!”

“ที่จริงถ้าลองจินตนาการให้ดี แบบนี้แหละถึงจะปกติ การเปลี่ยนชื่อง่ายเหมือนเปลี่ยนชื่อเล่นในโปรแกรมแชท QQ ในเกมนี้คงมีคนตั้งชื่อว่า ‘ลองเดาสิว่าข้าคือใคร’ ไปแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์ไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็พูดตรงๆ ว่า “ในเมื่อแต่ละสำนักให้ผู้เล่นเข้าร่วมได้เพียงคนเดียว เช่นนั้นข้าเป็นตัวแทนสำนักมือปราบเทพให้ก็ได้ เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ พวกเจ้าไม่มีความคิดเห็นแย้งอะไรใช่ไหม”

ทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน แสดงออกว่าไม่คัดค้านอะไร

เฟยอวี๋แม้บางครั้งจะชอบเอาชนะเยี่ยเว่ยหมิง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของถังซานไฉ่ เขาก็จะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด

เยี่ยเว่ยหมิงหันกลับไปถามถังซานไฉ่ “สหายถัง ยอดฝีมือของอีกสองสำนัก เจ้าเลือกคนไว้แล้วหรือ”

ถังซานไฉ่ส่ายหน้ายิ้มเจื่อนอย่างจนใจ “เพื่อนในเกมของข้าก็มีไม่น้อย แต่ในจำนวนนั้นคนที่เป็นยอดฝีมือที่แท้จริงก็มีแค่ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้…

…ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ข้าลืมบอกไป ภารกิจนี้ผู้เล่นแต่ละคนรับได้เพียงครั้งเดียว ไม่ว่าภารกิจจะล้มเหลว หรือสำเร็จ ก็จะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองแล้ว ดังนั้น…”

ถังซานไฉ่ไม่ได้พูดประโยคต่อมาให้ชัดเจน แต่ความหมายก็ชัดเจนที่สุดแล้ว

สำหรับโอกาสเพียงครั้งเดียวที่ได้มายาก เขาเองเห็นค่ามันมากที่สุด ดังนั้นตอนที่หาผู้ช่วยเขาจึงมีท่าทีว่าต้องเลือกคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนอีกสองตำแหน่งที่เหลือ ดูท่าแล้วคงต้องให้ทุกคนช่วยกันคิดหาวิธีการ

“มา!” ตอนนี้ ถังซานไฉ่นำชูจอกสุราขึ้นก่อนแล้ว เขาดื่มคารวะทุกคนรอบหนึ่งแล้วบอกว่า “เรื่องนี้ไม่รีบ ทุกคนกินดื่มให้อิ่มก่อน กินไปพลางคิดหาทางไปด้วยก็ได้”

ทุกคนได้ยินแล้วสีหน้าผ่อนคลายทันที ดื่มสุราในจอกจนหมดพร้อมกันแล้วคว่ำจอก

เยี่ยเว่ยหมิงกลับหยิบจอกเปล่ามาไว้ในมือ ผ่านไปนานก็ยังไม่วางลงบนโต๊ะ ส่วนในหัวก็กำลังหวนนึกถึงผู้เล่นยอดฝีมือแต่ละคนที่ตัวเองเคยเจอตั้งแต่เข้าเกมมา

หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ตาเป็นประกาย แล้วบอกว่า “ที่ข้ามีตัวเลือกสองคน หนึ่งในนั้นมีศักยภาพแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาข้า ส่วนอีกคนข้าว่าน่าจะอยู่ระดับเดียวกับเฟยอวี๋และซานเย่ว์…

…ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สำนักของพวกเขาสองคนไม่ซ้ำกับพวกเรา สอดคล้องกับเงื่อนไขทุกอย่างที่สหายถังพูดไว้ก่อนหน้านี้”

ภายใต้การนำของเยี่ยเว่ยหมิง คนอื่นก็ต่างคนต่างเสนอตัวเลือกของตัวเองเช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าคุณภาพยังไม่ถึงมาตรฐานที่เยี่ยเว่ยหมิงบอก มีเพียงขุนพลหนุ่มชุดขาวฉางซิงอวี่คนเดียวที่ไม่พูดอะไร

ถังซานไฉ่อธิบายให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังเป็นการส่วนตัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฉางซิงอวี่ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น

ฉางซิงอวี่ลงมือด้วยตัวเองได้เพื่อช่วยเขา ถึงขั้นตายสักครั้งก็ไม่เป็นไร แต่กลับไม่ติดหนี้น้ำใจคนอื่นเพียงเพราะเรื่องของเขา

เมื่อหาตัวเลือกที่ดีกว่านี้ไม่เจอแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งพิราบสื่อสารออกไปทันที

[อาหนิว ตอนนี้ยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าว่างก็มาช่วยข้าทำภารกิจหน่อย รางวัลไม่เลวเลย]…เยี่ยเว่ยหมิง

[เหอะๆ ตอนนี้ทางฝั่งข้ายังไม่มีงานอะไรเลย แต่เป็นสหายก็ส่วนเป็นสหาย เจ้าเป็นฝ่ายมาขอให้ข้าช่วยเหลือ แต่เงินทองก็ไม่ใช่พี่ไม่ใช่น้องใช่ไหมล่ะ]…หนิวจื้อชุน

[อยากมาก็มา ถ้าไม่อยากมาข้าจะไปหาคนอื่น ต้องรู้ไว้นะว่าคนที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือ จะพาเจ้าไปเก็บค่าตบะ พาไปฆ่าบอส เจ้ายังมาขอผลประโยชน์จากข้าอีก เจ้าไม่เจ็บมโนธรรมบ้างหรือ]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ฮ่าๆ ข้าล้อเล่นเอง บอกเวลากับสถานที่มา ข้ากำลังจะถึงแล้ว!]…หนิวจื้อชุน

พอเจ้าหมอนี่ได้ยินว่าเป็นทีมของยอดฝีมือทั้งหมด ทั้งยังมี BOSS ให้ฆ่า ก็ไม่เอ่ยเรื่องผลตอบแทนแล้ว แสดงความเป็นพ่อค้าหน้าเลือดออกมาหมดเปลือก

หลังจากคุยกับหนิวจื้อชุนเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เปิดดูชื่อยอดฝีมืออีกคนในรายชื่อเพื่อน แต่ตอนที่เขาส่งจดหมายไปกลับไม่ได้เขียนอะไรมาก เพียงส่งลิงก์ไอเทมหนึ่งให้อีกฝ่ายไป

[กระสอบข้าวแสนสาหัส ]…เยี่ยเว่ยหมิง
บทที่ 215
เมื่อส่งข้อความเกี่ยวกับกระสอบข้าวออกไป เยี่ยเว่ยหมิงก็กินข้าวกับบรรดาหายต่อ ผ่านไปประมาณครึ่งนาที พิราบสื่อสารก็กลับมาแล้ว

[ห้ามทิ้ง ห้ามทำลาย ห้ามซื้อขาย?]…หนึ่งดาบสามเฉือน

[ก็อย่างที่เจ้าเห็น]…เยี่ยเว่ยหมิง

[เจ้าอยู่ที่ไหน]…หนึ่งดาบสามเฉือน

[ตีนเขาชิงเฉิง ภัตตาคารซู่เจิน ห้องเดี่ยวผู้กล้าวีรบุรุษชั้นสอง]…เยี่ยเว่ยหมิง

ไม่ว่าจะเป็นหนิวจื้อชุน หรือน้องดาบก็ล้วนอยู่ไกลจากชิงเฉิงพันลี้ ถ้าเป็นในชีวิตจริงก็ต้องขึ้นเครื่องบินหลายชั่วโมงกว่าจะถึง แต่เมื่ออยู่ในเกมทุกคนล้วนมีวิชาตัวเบา การเคลื่อนไหวของตัวเองเร็วกว่ารถยนต์ด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่เจอสถานการณ์รถติดด้วย แล้วก็มีรถม้าที่ฟังก์ชั่นการทำงานเทียบเท่าการเทเลพอร์ต ทำให้เวลาเดินทางสะดวกที่สุด

ผ่านไปเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น ยอดฝีมือทั้งสองก็ทยอยกันมาถึงภัตตาคารแล้ว

ระหว่างพวกเขามีบางคนที่รู้จักกันและมีบางคนที่ไม่รู้จักกัน หลังจากพวกเขาแนะนำตัวกันแล้ว หนึ่งดาบสามเฉือนก็ดึงแขนเยี่ยเว่ยหมิงและกล่าวอย่างอดใจรอไม่ไหว “มือปราบหน้าเหม็น เจ้าชนะแล้ว ในเมื่อ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ เป็นไอเทมที่ซื้อขายไม่ได้ ข้าก็ทำได้เพียงพาเจ้าไปทำภารกิจ”

ขณะที่พูด สาวน้อยก็ยังกลอกตามองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง “ต้องรู้ไว้นะว่าก่อนจะทำภารกิจนี้ ข้าใช้เวลาไปไม่น้อยเพื่อทำภารกิจย่อยต่อเนื่องกัน เห็นอยู่ตำตาว่ากำลังจะได้รับผลตอบแทน ผลปรากฏว่าขาดของสิ่งนี้ไปหนึ่งอย่าง เจ้าได้เปรียบเกินไปแล้ว!”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับยกจอกสุราขึ้นพลางกล่าวกลั้วหัวเราะ “ใครบอกว่าข้าจะไปทำภารกิจกับเจ้า”

น้องดาบได้ยินแล้วถลึงดวงตากลมโต “มือปราบหน้าเหม็น ทางที่ดีเจ้าอย่าทำเกินไปนักเลย! ข้ายอมให้เจ้าเอาเปรียบไปเยอะขนาดนั้นแล้ว เจ้ายังจะเอาอย่างไรอีก”

เมื่อได้ยินดังนั้น สะพานสวรรค์น้อยกับซานเย่ว์ก็เผยสีหน้าแปลกๆ

ถังซานไฉ่ เฟยอวี๋ ฉางซิงอวี่ยังคงมีสีหน้าจริงจัง เพียงแต่ไหล่สั่นไม่หยุด เป็นการทรยศหัวใจที่กำลังเต็มไปด้วยความรู้สึกบันเทิง ดูท่าแล้วฉางซิงอวี่เป็นคนมีมารยาทจริงๆ ส่วนถังซานไฉ่กับเฟยอวี๋รับรู้ถึงความร้ายกาจของนางหนูคนนี้

มีเรื่องด้วยไม่ไหว ไม่กล้าหัวเราะเยาะ

มีเพียงหนิวจื้อชุนที่โชคร้ายที่สุด ตอนที่น้องดาบพูดประโยคนี้ออกมา เขากำลังดื่มสุราอยู่พอดี จึงไม่ทันระวังสำลักไปคำหนึ่ง ตามด้วยพ่นน้ำสุราออกมาเต็มโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มโก่งตัวไออย่างรุนแรง

ตอนนี้น้องดาบก็รู้ตัวแล้วเช่นกัน รู้ว่าคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้ทำให้คนเข้าใจผิดง่ายมาก ใบหน้างามของนางแดงเรื่อทันที มองค้อนเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่ง แต่พฤติกรรมนี้กลับดูคลุมเครือยิ่งขึ้นไปอีกเมื่ออยู่ในสายตาคนอื่น

แต่เด็กสาวก็รู้เช่นกันว่ากับพวกที่ชอบสนุกเรื่องชาวบ้านพวกนี้ จะอธิบายอย่างไรก็ไม่ได้ผล ถ้ายิ่งดึงดันจะอธิบายก็ยิ่งดูเหมือนแก้ตัว

เพราะเจ้าคนที่ไร้ยางอายพวกนี้เพียงอยากดูเอาสนุกเท่านั้น ไม่ได้สนใจเลยว่าความจริงจะเป็นอย่างไร!

ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงไม่อธิบายเสียเลย ได้แต่ชักดาบยาวที่สะพายอยู่ข้างหลังขึ้นมาเสียงดัง ชวิ้ง! แล้วกดดาบจออยู่บนลำคอของหนิวจื้อชุน “กลั้นเอาไว้ หรือไม่ก็เสียค่าประสบการณ์กับค่าประสบการณ์ทักษะยุทธ์สิบเปอร์เซ็นต์ เจ้าเลือกเอาเอง”

จู่ๆ ก็ถูกคมดาบที่เย็นเฉียบกดบนลำคอ หนิวจื้อชุนรู้สึกได้ทันทีว่าความหยาวเย็นลุกลามไปทั่วร่างกาย เขารีบโคจรกำลังภายในเพื่อปรับลมหายใจ ตามด้วยฉวยโอกาสตอนที่น้องดาบไม่ระวังเอนตัวไปข้างหลังกะทันหัน ทั้งตัวคนทั้งเก้าอี้ล้มหงายหลังลงทันที

ร่างกายกลิ้งไปตามพื้นหนึ่งตลบ ถึงได้เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ตอนที่กำลังจะตอกกลับสักสองสามคำเพื่อกู้หน้ากลับมา กลับพบว่าคมดาบที่ตัวเองเพิ่งหลบได้เมื่อครู่นี้ ตอนนี้มาโผล่อยู่ตรงหน้าตัวเองอีกครั้งแล้ว มันจ่ออยู่ตรงจุดที่ห่างจากหว่างคิ้วของเขาไม่ถึงแปดเซนติเมตร จ่อนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน

ราวกับดาบนั้นหยุดรออยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้ว รอเพียงเขาเงยหน้าขึ้นไปมองเท่านั้น

เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น ไม่เพียงแค่หนิวจื้อชุนพี่ตกใจจนเหงื่อแตกทั้งตัว แม้แต่ฉางซิงอวี่ที่ได้เห็นน้องสาวคนนี้ลงมือเป็นครั้งแรกก็ตาค้างเช่นกัน

เมื่อครู่ตอนที่น้องดาบออกดาบครั้งแรก ทุกคนยังไม่รู้สึกอะไร ถึงอย่างไรดาบของนางก็ไม่ได้เร็วถึงขั้นทำให้คนมองไม่ทัน แต่ตอนที่หนิวจื้อชุนหลบคมดาบของนางแล้วกลิ้งหลบไปข้างหลังไกลแล้ว นางก็ใช้ท่าร่างตามเขาไป อาศัยการคาดคะเนล้วนๆ จนดาบมาจ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วของเขา แม้แต่เขาเองก็ยังทำเช่นนี้ไม่ได้เลย

ทำไม่ได้แน่นอน!

ไม่แปลกใจที่เยี่ยเว่ยหมิงประเมินผู้หญิงคนนี้ไว้สูงขนาดนี้ ดูท่าแล้ว แม่นางผู้นี้คงจะเป็นตัวละครที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ช้าก่อน!

หนึ่งดาบสามเฉือน เยี่ยเว่ยหมิง สะพานสวรรค์คริสตัล?

ชื่อพวกนี้ อย่าบอกนะว่าเป็นคนที่สังหารโหวทงไห่ บอสโหมดปกติเลเวลห้าสิบเจ็ดช่วงก่อนหน้านี้

เมื่อก่อนเพียงได้ยินเสียงประกาศระบบเท่านั้น ฉางซิงอวี่ยังคิดไปโดยจิตใต้สำนึกว่า พวกเขาสังหารสำเร็จเพราะอยู่ในสถานการณ์พิเศษแน่นอน

เมื่อเทียบกับ BOSS ในบางเนื้อเรื่องที่อยู่ในสภาวะอ่อนแอพอดี ยกตัวอย่างเช่นอวี๋ชางไห่ก่อนหน้านี้ หรือไม่ก็บอสที่ตายเพราะผู้เล่นกลุ่มใหญ่ที่ได้เปรียบกว่าในทุกด้าน ห้าคนนั้นก็แค่โชคดีที่ได้ชุบมือเปิดในตอนสุดท้ายก็เท่านั้นเอง

เขามีความคิดว่าใครมาก่อนคนนั้นก็ได้เปรียบ ตอนแรกที่เขาเห็นประกาศของระบบจึงไม่ได้ใส่ใจใดๆ

แต่พอมาดูตอนนี้ การที่เขาทำเฟิร์สคิลบอสเลเวลห้าสิบเจ็ดได้ เกรงว่าคงไม่ได้อาศัยเพียงความโชคดีอย่างเดียวแน่นอน

“พอแล้ว!” เมื่อเห็นหนิวจื้อชุนสีหน้าแย่มาก เยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยปากไกล่เกลี่ยได้ทันเวลา “เล่นกันเท่านี้พอ พวกเราคุยเรื่องสำคัญกันเถอะ หนึ่งดาบ ที่จริงถ้าอยากให้ข้ากับเจ้าไปทำภารกิจด้วยกันก็ได้เหมือนกัน แต่ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง เจ้าต้องเข้ามาอยู่ในทีมของพวกเราก่อน ช่วยสหายถังทำภารกิจหินสามชาติก่อน”

เยี่ยเว่ยหมิงเบี่ยงประเด็นออกจากจุดที่ทำให้น้องดาบรู้สึกอึดอัด นางย่อมไม่พัวพันกับเรื่องนี้ต่อไม่จบไม่สิ้น จึงหันกลับมาอย่างไม่ลังเล พร้อมทั้งเก็บดาบยาวเข้าฝัก “ชอบทำเกินไปมากจริงๆ ด้วย…

…ตอนที่เจ้ากำลังจะได้รับผลตอบแทนที่น่าตื่นเต้นที่สุด ข้าตอบรับให้เจ้ามาเข้าร่วมในภารกิจย่อยต่อเนื่องที่ข้าทำ ก็ถือว่าเจ้าได้เปรียบเยอะมากแล้ว ถึงอย่างไร สิ่งที่เจ้าจ่ายมาก็เป็นเพียง ‘กระสอบข้าวใบเดียว’ ที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อเจ้าก็เท่านั้นเอง…

…เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าได้เปรียบไปมากมาย แต่เจ้ากลับมาเจรจาเงื่อนไขกับข้า เจ้าให้ทุกคนลองฟังดู วันนี้คือคำพูดที่มาจากปากมนุษย์หรือเปล่า”

เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “เงื่อนไขของข้าก็เป็นอย่างนี้แหละ เจ้าเลือกได้เลยว่าจะตกลง หรือไม่ตกลง ข้าเองก็ไม่ได้บังคับให้ซื้อขายใช่ไหมล่ะ”

เขาชะงักนิดหน่อย แล้วรีบพูดเสริมว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจหินสามชาตินี้ สหายถังก็ทำภารกิจย่อยต่างๆ สำเร็จไปแล้ว ตอนนี้ถึงช่วงที่จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในตอนสุดท้ายแล้วเช่นกัน…

…ที่สำคัญที่สุดก็คือรางวัลภารกิจ ‘หินสามชาติ’ แม้จะมีเพียงก้อนเดียว แต่ผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมภารกิจนี้ ล้วนได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะจำนวนมาก หากไม่ใช่เพราะเงื่อนไขของภารกิจนี้กำหนดไว้ว่าต้องตั้งทีมจากผู้เล่นหกคนที่อยู่ต่างสำนักกัน รายชื่อคนในทีมที่ล้ำค่าเช่นนี้ ข้าเก็บไว้ใช้กับคนในสำนักตัวเองดีกว่า มีหรือจะเรียกเจ้ามา”

น้องดาบได้ยินแล้วตาเป็นประกายทันที “ในเมื่อกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าข้าก็ไม่เสียเปรียบน่ะสิ”

ขณะที่พูด แม่สาวน้อยเผ็ดร้อนคนนี้ก็หย่อนก้นนั่งลงข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว “พูดเรื่องภารกิจของพวกเจ้ามาเถอะ”

แม้คำโบราณจะกล่าวไว้ว่า ‘เวลากินไม่พูดคุย เวลานอนไม่พูดคุย’ แต่ความจริงแล้ว สถานที่ที่ดีที่สุดของคนจีนในการพูดคุยกันก็คือโต๊ะอาหาร ไม่มีที่อื่นแล้ว

แต่อาหารเต็มโต๊ะใหญ่ที่ถังซานไฉ่เพิ่งสั่งไว้ ตอนนี้ถูกหนิวจื้อชุนพ่นสุราใส่หมดแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่สำนักถังเหมินท่านนี้ทำได้เพียงเรียกคนงานมาเก็บอาหารทั้งหมดไปแล้วก็สั่งอาหารโต๊ะใหม่ เสร็จแล้วถึงได้อธิบายภารกิจของเขาให้สหายร่วมทีมใหม่สองคนที่เพิ่มเข้ามา

ไม่อธิบายขั้นตอนโดยละเอียดของภารกิจอีกแล้ว ยอดฝีมือทั้งหกคนที่ถูกเลือกล้วนมั่นใจในความสามารถของตัวเอง หลังจากทำความเข้าใจขั้นตอนของภารกิจคร่าวๆ ก็ไม่ได้ถามอะไรมากอีก

จากนั้นก็เป็นฉากกินอาหารมื้อใหญ่ที่ภายนอกเจ้ามือและเพื่อนร่วมโต๊ะสุขสันต์หรรษา แต่ความจริงแล้วแอบตีฝีปากกัน

คนกลุ่มนี้ภายนอกดูเกรงใจซึ่งกันและกันมาก แต่ระหว่างที่คุยกันมักให้ความรู้สึกเหมือนซ่อนเข็มไว้ในปุยนุ่น[1]อยู่เป็นระยะ

หลังจากให้ยอดฝีมือที่ไม่คุ้นเคยกันมารวมตัวกัน นี่ก็คือผลลัพธ์ที่ต้องเผชิญอยู่แล้ว

อย่างไรเสีย คนที่มีความสามารถก็ล้วนมีความยโสโอหังอยู่บ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้

ต่อให้ภายนอกจะค่อนข้างถ่อมตัว แต่ในส่วนลึกของจิตใจกลับไม่มีใครยอมใครแน่นอน ภายนอกต่างก็ท่องคำว่า ‘นอกจากข้า ทุกคนในกลุ่มล้วนเป็นพี่ใหญ่’ ซ้ำๆ แต่ในใจกลับรู้สึกว่า ข้านี่แหละอันดับหนึ่งในใต้หล้า

คำโบราณมักกล่าวว่า ‘บุ๋นไร้ที่หนึ่ง บู๊ไร้ที่สอง[2]’ หรือไม่ก็ ‘คนมีการศึกษามักดูถูกกันเอง’ สองคำกล่าวนี้ใช้อธิบายสถานการณ์อย่างนี้ได้

กอปรกับบรรดาผู้เล่นใน ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เดิมทีก็เป็นชายหนุ่มหญิงสาวอายุระหว่างสิบห้าถึงยี่สิบห้าปีอยู่แล้ว มักมีความเลือดร้อนมากกว่าเล่ห์เหลี่ยม เมื่อเกิดสถานการณ์อย่างนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจน

มีเพียงหน้าของถังซานไฉ่กับกำลังอันป่าเถื่อนของเยี่ยเว่ยหมิงที่คุมสถานการณ์ตรงนี้อยู่ ถึงทำให้คนพวกนี้ไม่ได้แสดงด้านที่เย่อหยิ่งอวดดีออกมา

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ ถังซานไฉ่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

ท่ามกลางคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ มีเพียงเขาที่สนใจความสำเร็จของภารกิจนี้ที่สุด และตระหนักได้ทันทีเช่นกันว่าทีมที่ชอบแข่งขันกันเองอย่างนี้ปรองดองกันได้ยากมาก ถ้าต่อสู้กันอย่างดุเดือดขึ้นมา กำลังรบของทีมจะต้องได้รับผลกระทบแน่นอน

พอนึกถึงจุดที่ทำให้จนใจ เขาก็อดชำเลืองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาขอร้องไม่ได้

ความกังวลของถังซานไฉ่ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่มีทางที่ไม่นึกถึงอยู่แล้ว เมื่อเห็นเขามองมาก็ได้แต่ใช้สายตาตอบอย่างใจเย็นว่า ‘วางใจเถอะ’ จากนั้นก็แสร้งพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจว่า “ในเมื่อกำลังจะร่วมงานกันแล้ว ข้าแนะนำให้ทุกคนกินข้าวเสร็จแล้วไปประลองกันสักหน่อย จะได้รู้จักศักยภาพของกันและกัน แล้วทำงานร่วมกันได้สะดวกยิ่งขึ้น เดี๋ยวข้าออกเงินค่าเช่าสังเวียนเอง”

เมื่อเทียบกับ ‘คนมีการศึกษาที่มักดูถูกกันเอง’ ระหว่างชาวยุทธ์ด้วยกัน นี่คือวิธีการที่ง่ายที่มากสำหรับแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ต่างคนต่างไม่ยอมกัน

อย่างไรเสียการแข่งขันระหว่างชาวบุ๋นที่มีวิชาความรู้ก็ไม่มีมาตรฐานวัด เจ้ารู้สึกว่าตัวอักษรของเจ้าเขียนได้สวย แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าบทกวีของข้าได้อรรถรสมากกว่า กอปรกับมีเอกลักษณ์ต่างกัน ก็ยิ่งไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกันได้

แต่สำหรับชาวยุทธ์ เรื่องราวเปลี่ยนเป็นเรียบง่ายขึ้นแล้ว

เมื่อสู้กันสักสนาม ก็ตัดสินแพ้ชนะได้แล้ว

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘อุดน้ำไว้ไม่สู้ปล่อยให้น้ำไหล’

คำพูดเช่นนี้ ถังซานไฉ่ที่ขอให้คนอื่นช่วยงานตัวเองไม่สะดวกจะพูด แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับพูดได้โดยไม่ต้องแบกรับความรู้สึกใดๆ

และเมื่อเขาพูดออกมาอย่างนี้ ฉางซิงอวี่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของถังซานไฉ่กลับคัดค้านทันที “เรื่องแบบนี้จะปล่อยให้สหายเยี่ยเสียค่าใช้จ่ายได้อย่างไร ข้าว่าไม่สู้ทุกคนนำเงินนี้มาเป็นรางวัลชนะเลิศดีกว่า คนแพ้จ่ายเงิน”

คำพูดของเขากลับทำให้ทุกคนยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน

“เห็นด้วย!”

“ข้าก็ไม่คัดค้านเช่นกัน!”

“เหอะๆ กินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็ขยับเส้นเอ็นสักหน่อย อีกประเดี๋ยวทุกคนต้องออมมือด้วยนะ”

“ออมมือกับผีน่ะสิ บนสังเวียนไม่มีการลงโทษด้วยความเป็นความตาย ย่อมต้องสู้ให้ถึงที่สุดอยู่แล้ว”

[1] ซ่อนเข็มไว้ในปุยนุ่น 绵里藏针 หมายถึง อ่อนนอกแข็งใน

[2] บุ๋นไร้ที่หนึ่ง บู๊ไร้ที่สอง 文无第一 武无第二 หมายถึง คนฝ่ายบุ๊นมักถ่อมตัว ไม่มีใครบอกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง ส่วนคนฝ่ายบู๊มักชมตัวเองว่าไม่เป็นที่สองรองใคร

วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566

206-210

บทที่ 206
นึกไม่ถึงเลย สุดท้ายทีมเล็กของสำนักมือปราบเทพก็ยังไล่ตามอวี๋ชางไห่ทันเพราะอาศัยทักษะสืบเสาะชื่อจริงของเฟยอวี๋

หลังจากเฟยอวี๋ใช้ประสาทรับกลิ่นยืนยันทิศทางเสร็จ เดินตามไปไม่กี่ก้าวก็พบสถานการณ์ที่น่าสนใจมากแล้ว

ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าอวี๋ชางไห่ตัวจริงหนีไปทางยอดเขา เช่นนั้นก็แค่สะกดรอยตามอวี๋ชางไห่ที่หนีไปทางยอดเขาก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ

ดังนั้น เฟยอวี๋จึงเลิกใช้วิธีไล่ตามเบาะแสจากกลิ่นทันที แล้วเริ่มใช้ทักษะสืบเสาะจากชื่อจริง จากนั้นทั้งสามคนก็ไล่ตามขึ้นไปบนยอดเขาโดยตรง

ระหว่างทาง ซานเย่ว์อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางถามเรื่องเก่าอีก “ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ของเฟยอวี๋ถูกเปิดโปงแล้วหรือ ตามหลักแล้วไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นสิ! เจ้าหมอนี่ซ่อนความลับเรื่องทักษะของตัวเองไว้มิดชิดมาตลอด จะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ข้อมูลละเอียดได้อย่างไร”

ครั้งนี้ไม่ต้องให้เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์ เฟยอวี๋ก็ส่ายหน้าน้อยๆ พลางอธิบายแล้ว “ทักษะของข้าไม่เหมือนกับทักษะของพวกเจ้า ทักษะของพวกเจ้าล้วนเป็นประเภทสังเกตการณ์ ถ้าตัวเองไม่บอก คนอื่นก็อาจจะคิดเพียงว่าพวกเจ้าสังเกตการณ์ได้ละเอียดลึกซึ้ง แต่ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ของข้าต่างกัน หลังจากแสดงทักษะนี้ต่อหน้าคนอื่นหลายครั้ง คนที่ตั้งใจสังเกตก็พบพิรุธได้ไม่ยาก”

เฟยอวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริม “ยิ่งไปกว่านั้น ตอนข้าอาศัยทักษะนี้ทำภารกิจแล้วเจอบอสที่ตัวเองสู้ไม่ไหว ข้าก็ต้องร่วมทีมกับคนอื่น สหายถังก็ยุ่งอยู่กับภารกิจของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะมาหาข้าทันเวลาทุกครั้ง บางครั้งข้าก็ต้องร่วมทีมกับคนไม่ที่ไม่ค่อยสนิท…

…พอเป็นแบบนี้หลายครั้ง ข้อมูลหลุดออกไปก็เป็นเรื่องปกติ สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เปิดเผย ก็เพียงเพราะคิดว่าปิดให้นานเท่าไรก็ยิ่งดี”

พอพูดถึงตรงนี้ เฟยอวี๋ก็ยิ้มเจื่อนด้วยความจนใจ “เดิมทีข้อมูลหลุดออกไปแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่พอเจอคนที่ทำอาชีพรวบรวมข่าวและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างชีชี ก็ได้แต่ถือว่าตัวเองดวงซวยแล้ว”

ตอนนี้ซานเย่ว์อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไมได้ “พอพูดถึงชีชีคนนี้ ข้าก็รู้สึกแปลกนิดหน่อย ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่ยังเก็บตัวอยู่เลย ข้าเองก็ไม่เคยเห็นเขาทำงานใหญ่อะไรมาก่อนด้วย ถึงขั้นไม่เคยเห็นเขาออกทีวีด้วยซ้ำ ทำไมพอออกอุบายขึ้นมาถึงได้ร้ายกาจเช่นนี้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย “แบบนี้เรียกว่า ‘ผู้โจมตีเคลื่อนไหวอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า ผู้ป้องกันซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพชั้นเก้า’ เดิมทีเขาก็เป็นคนไม่ชอบป่าวประกาศอยู่แล้ว อยู่ในยุทธภพที่คนชอบโอ้อวดเช่นนี้ หากอยากจะทำตัวสงบเสงี่ยมก็ยังทำได้ มีหลายเรื่องที่หากเขาคิดจะซ่อนไว้หลังม่าน ก็อาจจะไม่มีใครสังเกตเห็นได้ง่ายขนาดนั้น”

“ก็เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรารู้จากปากเนี่ยนเสียวเหนี่ยนก่อนหน้านี้ว่ามีคนอย่างเขาอยู่ด้วย แล้วตอนหลังพยายามหาทางสนิทสนมกับเขา ข้าว่าเมื่อครู่นี้พวกเราก็คงสงสัยว่า ‘ทำไมวันนี้อวี๋ชางไห่ถึงทำตัวเหมือนผีขนาดนี้’…

…ยิ่งไปกว่านั้น ประกาศระบบก็ใช่ว่าจะมีน้อย ต่อให้เขาเคยออกทีวีจริงๆ แต่ถ้าไม่ใช่ข่าวใหญ่ที่ครึกโครมเป็นพิเศษ เจ้ากับข้าก็อาจไม่สังเกตเห็นอยู่ดี”

ตอนที่ทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องชีชี จู่ๆ เฟยอวี๋ก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตอนนี้เย่ว์ปู้ฉวินตามทันอวี๋ชางไห่แล้ว ขณะนี้พวกเขาสองคนคงกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด”

อีกสองคนพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงเห็นเฟยอวี๋มีสีหน้าเหมือนจิตตกนิดหน่อย ก็อดพูดปลอบใจไม่ได้ว่า “ที่จริงข้อมูลทักษะของเจ้า เขารู้แค่คนเดียวก็ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วเผยรอยยิ้มออกมา สื่อว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงกลับมองออกว่าเขายังคลายปมในใจไม่ได้ จึงพูดต่ออีกว่า “หลังจากเคยใกล้ชิดกันสองครั้ง แม้ข้าจะไม่มีทางมองออกว่าชีชีล้ำลึกแค่ไหน แต่อย่างน้อยข้าก็แน่ใจว่าเขาเป็นคนใช้สติปัญญามาก ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ก็จะไม่พยายามตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกเราแน่นอน ยิ่งไม่ป่าวประกาศเรื่องของเจ้าไปทั่วด้วย…

…ส่วนถ้าถามว่าภารกิจจะชนกันไหม” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ มีผู้เล่นหนึ่งล้านคนออนไลน์พร้อมกัน จะชนกันง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร จะชนกับคนเดิมซ้ำๆ หรือ”

เฟยอวี๋พยักหน้า ถือว่าฝืนรับคำปลอบใจของเยี่ยเว่ยหมิงไว้แล้ว

แต่ครู่ต่อมา เขากลับตัวสั่นขึ้นมากะทันหัน “อวี๋ชางไห่กับเย่ว์ปู้ฉวินแยกกันแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินยังวนไปวนมาอยู่ที่เดิม ส่วนอวี๋ชางไห่ก็ย้ายไปทางถ้ำเฉาหยาง หนีเร็วกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า!…

…ดูท่าอวี๋ชางไห่คงถูกเย่ว์ปู้ฉวินบีบให้ใช้วิธีการสุดท้ายแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงยกมุมปากเผยยิ้มเล็กน้อยแล้วบอกว่า “พวกเจ้าจำเรื่องที่เมืองฝูโจวได้หรือเปล่า ที่จู่ๆ อวี๋ชางไห่ก็ระเบิดศักยภาพอันน่าทึ่งออกมา แต่กลับเลือกหนีไปทันที จากนั้นตอนที่พวกเราเจอตัวเขาแถวๆ สถาบันซานเจียง เขาก็อ่อนแอจนถูกฆ่าแทงกระบี่เดียวแล้วตาย…”

“…ทำไมจะจำไม่ได้” เฟยอวี๋บ่นอย่างคับแค้นใจ “ตอนนั้นข้าถูกแย่งฆ่าบอส ตอนนี้ข้าคิดย้อนไปก็ยังหงุดหงิด!”

ซานเย่ว์กลับแสดงความฉลาดอีกครั้ง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “อาหมิงคงจะหมายความว่า ตอนนี้สถานการณ์ของอวี๋ชางไห่ไม่ต่างจากตอนนั้นมาก หลังจากใช้กระบวนท่าเด็ดสุดท้ายแล้วหนีไป เขาก็ตกอยู่ในช่วงอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทันที ขอเพียงพวกเราเจอเขาในช่วงนี้ ก็จะกำจัดเขาได้ง่ายๆ ใช่ไหม”

“ใช่แล้ว ข้าหมายความอย่างนี้” เยี่ยเว่ยหมิงออกคำสั่งทันที “พวกเราไม่ต้องใช้ทางเดินภูเขาแล้ว สะกดรอยตามทะลุป่าไปเลยแล้วกัน อย่าให้เย่ว์ปู้ฉวินรู้ทิศทางการเคลื่อนไหวของพวกเราเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นศีรษะของอวี๋ชางไห่อาจจะไม่ใช่ของพวกเราแล้ว”

ทั้งสองได้ฟังแล้วพยักหน้าซ้ำๆ จากนั้นทั้งสามก็หมุนตัวเลี้ยวเข้าไปในป่าทึบข้างทางเดินทันที

ภายใต้การบัญชาการของเยี่ยเว่ยหมิง พวกเขาไม่ได้ไปตามเส้นทางที่อวี๋ชางไห่หนีไป ใช้ทางลัดตรงไปยังถ้ำเฉาหยาง

ขณะที่กำลังไล่ตาม เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ลืมเอ่ยเตือนว่า “อวี๋ชางไห่ที่พวกเราต้องเผชิญหน้าครั้งนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นบอสร่างแท้โหมดปกติที่เลเวลเจ็ดสิบห้า ใครก็ไม่กล้ารับประกันว่าหลังจากเขาใช้สุดยอดทักษะไปหนึ่งครั้งแล้ว เขาจะสูญเสียพลังต่อสู้เหมือนตอนอยู่ที่เมืองฝูโจวหรือเปล่า อีกสักพักถ้าเจอเขา ทุกคนห้ามประมาทเด็ดขาด ถ้าเรือล่มในคลองระบายน้ำ[1]ก็คงน่ากลุ้มใจ”

ตอนนี้เอง เฟยอวี๋ก็บอกข่าวที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอุ่นใจเช่นกัน “ความเร็วอวี๋ชางไห่ลดลงแล้ว ตอนนี้ความเร็วตอนเคลื่อนไหวของเขาเทียบคนปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ”

……

ตอนนี้ทั้งเขาชิงเฉิงเต็มไปด้วยคนที่ไล่สังหารอวี๋ชางไห่ ส่วนตัวอวี๋ชางไห่เองก็กำลังหนีไปทางถ้ำเฉาหยางอย่างยากลำบาก

อิงตามแผนการหลบหนีที่ชีชีวางไว้ให้เขาก่อนหน้านี้ ขอเพียงเข้าไปในถ้ำเฉาหยาง ทางนั้นก็จะมีคนมารับเขา

อีกทั้งชีชีก็ตบอกรับประกันแล้วด้วย เขามีความมั่นใจว่าจะสลัดพวกที่ไล่ตามได้ และหนีออกจากเขาชิงเฉิงอย่างปลอดภัย

ดังนั้น ต่อให้หลังจากใช้วิชาลับแล้วถูกกำลังภายในย้อนทำร้ายอย่างรุนแรง การถูกพลังย้อนทำร้ายนี้ทำให้เขาก้าวเท้าลำบาก หน้ามืดตาลาย แต่เขาก็ต้องรีบไปให้ถึงถ้ำเฉาหยาง ไปเจอกับชีชีที่รออยู่ที่นั่นนานแล้วให้ได้!

อาศัยความตั้งใจในการมีชีวิตอยู่อันแรงกล้านี้ อวี๋ชางไห่แข็งใจลากสังขารที่พร้อมจะสลบได้ทุกเมื่อหนีไปยังจุดมุ่งหมาย เขาเดินออกจากป่ามาอย่างยากลำบาก ถ้ำเฉาหยางที่ปรากฏตรงหน้าอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสิบห้าเมตรแล้ว

ตอนนี้เอง กลับเห็นเงาร่างของคนคนหนึ่งถลันออกมาจากปากถ้ำ เงาร่างของชีชีโผล่มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “เฮ้อ โธ่ ท่านอาจารย์ หากท่านเชื่อคำพูดข้าแล้วแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอดให้เร็วกว่านี้สักหน่อย ชิงเฉิงจะประสบเคราะห์เหมือนอย่างวันนี้หรือ”

[1] เรือล่มในคลองระบายน้ำ 阴沟里翻船 หมายถึง เรื่องที่ทำดีมาตลอดกลับต้องพลาดในตอนสุดท้าย
บทที่ 207
เมื่อได้ยินและได้เห็นชีชี ในที่สุดอวี๋ชางไห่ก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก

ในที่สุดก็ปลอดภัยแล้ว!

แต่เมื่อได้ยินชีชีบ่น เขากลับไม่พอใจนิดหน่อย

เรื่องของอาจารย์แท้ๆ ลูกศิษย์อย่างเจ้าควรมาบ่นข้าหรือ

ค่าความรู้สึกดีที่อวี๋ชางไห่มีต่อชีชีลดลงสิบแต้ม!

แน่นอน แม้ในใจจะหงุดหงิด แต่อวี๋ชางไห่ก็ไม่ถึงขั้นแสดงออกมาในเวลาอันตรายแบบนี้ เขาได้แต่ยิ้มเจื่อน ตอนที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับคาดไม่ถึงว่าชีชีที่อยู่ตรงข้ามจะโบกมือสองข้างต่อเนื่องกัน ตามติดด้วยเสียงอาวุธลับแหลมคมเสียดสีฝ่าอากาศ

ที่แท้ตอนที่ชีชีคุยกับอวี๋ชางไห่ ไม่น่าเชื่อว่าจะโจมตีอาวุธลับเก้าชิ้นออกมาในคราเดียว อาวุธเข้ามาทักทายทั่วจุดสำคัญบนร่างกายของเขา

ก่อเหตุใต้รักแร้[1]!

อวี๋ชางไห่ตกใจจนหน้าถอดสี!

การโจมตีแบบนี้ ปกติแล้วไม่ได้อยู่ในสายตาของอวี๋ชางไห่ด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าเขาจะอยากหลบ บล็อก หรือจะอาศัยเกราะต้านไว้พร้อมกัน ก็จัดการกับอาวุธพวกนี้ได้โดยที่ตัวเองไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อยแล้ว

ยิ่งไปว่านั้น อาวุธที่ชีชีใช้ก็คือ ‘อักษรชิงเก้าโหล’ เดิมทีก็ได้รับการชี้แนะมาจากอวี๋ชางไห่อยู่แล้ว อวี๋ชางไห่ย่อมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมันดีมาก

แต่สภาพของเขาตอนนี้ไร้แรงที่จะเคลื่อนที่หลบ หรือบล็อกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้เกราะซึ่งใช้งานยากกว่านั้น

แม้เขาจะรู้ทิศทางอาวุธลับล่วงหน้าอย่างชัดเจน แต่กลับทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ดูอาวุธลับพวกนั้นโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ไม่มีอาวุธชิ้นไหนที่ไม่ถูกจุดสำคัญบนตัวเขา!

ฉึก! ฉึก! ฉึก!…

ท่ามกลางตัวเลขค่าพลังชีวิตที่ลดลงต่อเนื่อง ในที่สุดชีวิตของอวี๋ชางไห่ก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

และความคิดสุดท้ายในหัวเขาก็คือ

ที่แท้วิชา ‘อักษรชิงเก้าโหล’ ของชีชีก็บรรลุขั้นห้าตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งเป็นการ ‘ยิ่งต่อเนื่องเก้าลูก’ ขั้นเจ็ดแล้ว

ที่ผ่านมา เขาเก็บงำความสามารถตอนอยู่ต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ

ตุ้บ!

ร่างของอวี๋ชางไห่ล้มลงพื้น ขณะเดียวกันนี้เอง เสียงประกาศระบบทำให้ชื่อของชีชีดังก้องทั้งเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’!

[ประกาศระบบ: ชีชี ผู้เล่นสำนักชิงเฉิง ฆ่าจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่ BOSS โหมดปกติเลเวล 75 สำเร็จ]

[เนื่องจากอวี๋ชางไห่เป็น BOSS โหมดปกติ หลังจากถูกฆ่าครั้งนี้จึงรีเฟรชไม่ได้อีก ตั้งแต่นี้ไป ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีอวี๋ชางไห่อีก!]

[ชีชี ศิษย์สำนักชิงเฉิงที่สังหารสำเร็จ จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ชื่อเสียงยุทธภพ 100000 แต้ม!]

[ผู้เล่นชีชีในฐานะที่เป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง การสังหารเจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่ถือเป็นการสังหารอาจารย์ ตอนที่กำลังโจมตีสังหารอวี๋ชางไห่ เลเวลทักษะยุทธ์ของสำนักทั้งหมดจะถูกหักจนเหลือศูนย์ ค่าผลงานสำนักทั้งหมดเหลือศูนย์ ค่าวีรบุรุษลดลงเหลือ 100 แต้ม กลายเป็นคนเลว และถูกไล่ออกจากสำนักชิงเฉิง!]

[ประกาศระบบ: ชีชีในฐานะที่เป็นผู้เล่นคนแรกในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ที่สังหารอาจารย์สำเร็จ ได้รับฉายายุทธภพ ‘ผู้สังหารอาจารย์’!]

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นสำนักชิงเฉิงชีชี…]

……

เมื่อได้ยินประกาศระบบต่อเนื่องสองรอบ ชีชีถึงได้โล่งอก ดูท่าครั้งนี้อวี๋ชางไห่จะตายแล้วจริงๆ

ที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาปรากฏตัว เขาก็เตรียมป้องกันไว้แล้วว่าก่อนตายอวี๋ชางไห่อาจจะหวนกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าไปสู้ระยะประชิดกับอวี๋ชางไห่ แต่เลือกกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่านั้น นั่นก็คือหลบอยู่ไกลๆ แล้วใช้อาวุธลับโจมตี

เขาถึงขั้นพิถีพิถันแม้กระทั่งตำแหน่งยืนของตัวเอง

ตำแหน่งที่เขายืนตอนนี้ยังอยู่ด้านในปากถ้ำเฉาหยาง ข้างกายเป็นทางโค้ง แค่เดินก้าวเดียวก็เอาตัวเองไปหลบอยู่หลังหินถ้ำได้แล้ว ป้องกันอวี๋ชางไห่ใช้อาวุธลับโจมตีกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรเสีย อวี๋ชางไห่ก็เป็นคนสอนทักษะอาวุธลับให้เขา

เขาย่อมเข้าใจดีว่าอวี๋ชางไห่โจมตีอาวุธลับได้ร้ายกาจขนาดไหน!

ตอนที่เสียงประกาศระบบดังขึ้น ชีชีก็พลันรู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว เป็นความไม่สบายตัวเพราะเคล็ดวิชาทั้งหมดของสำนักถูกลดเลเวล

เพียงแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เขากลับไม่แยแส เพราะคำนวณไว้แล้วว่าต้องแลกกับอะไรบ้าง กลับเป็นฉายา ‘สังหารอาจารย์’ ที่ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่นานสีหน้าก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เขาถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ขณะกำลังจะไปเก็บไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ จู่ๆ กลับเห็นเงาคนแฉลบมาตรงหน้า

ชีชีส่ายหน้าอย่างจนใจ แทบจะไม่ลังเลใดๆ เขาใช้ท่าร่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หนีเข้าไปในจุดลึกของถ้ำเฉาหยาง

ขณะเดียวกันนี้เอง ลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งก็ยิงเข้ามาพร้อมเสียงโลหะฝ่าอากาศ ยิงตรงเข้ามาตรงจุดที่ชีชียืนอยู่ ฝังลึกลงในผนังหินตรงปากถ้ำ!

แม้พวกเยี่ยเว่ยหมิงจะตามเขาทันก่อนที่อวี๋ชางไห่จะเข้าถ้ำเฉาหยาง แต่กลับคาดไม่ถึงว่ายังถูกชีชีแย่งฆ่าบอสไปแล้ว

ผลลัพธ์นี้เหนือความคาดหมายของทุกคนรวมทั้งเยี่ยเว่ยหมิงจริงๆ

ฟังจากประกาศระบบเมื่อครู่นี้ก็มองออกแล้วว่าหลังจากชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ เขามีราคาที่ต้องจ่ายน่าเวทนาขนาดไหน

เขารู้อยู่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ยังวางแผนอย่างนี้ออกมาได้ ทั้งยังสังหารอวี๋ชางไห่ตายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยด้วย

วิธีการที่ทุ่มสุดตัวแบบนี้ แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ยังทำไม่ได้!

ช่างเป็นหมาป่าจอมโหดจริงๆ!

หมาป่าโหดชีชีที่สังหารอวี๋ชางไห่ตาย ตอนนี้กลับหนีเข้าไปในถ้ำเฉาหยางที่สภาพพื้นที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกตโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา สำหรับศพของอวี๋ชางไห่ที่ยังไม่ได้คลำหาไอเทมเลยสักนิด เขากลับไม่หันไปมองอีกแม้แต่ครั้งเดียว

เหมือนกับเยี่ยเว่ยหมิง ตอนที่ชีชีกำลังวางแผนทั้งหมด เขาก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนของตัวเองเช่นกัน ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อเป้าหมายหลัก เขาถึงจะพิจารณาเรื่องช่วงชิงผลตอบแทนอย่างอื่น หากมีภัยคุกคามต่อเป้าหมายเมื่อไร เขาก็จะละทิ้งอย่างไม่ลังเล

ต่อให้ผลตอบแทนนั่นจะเป็นไอเทมดรอปจากบอสโหมดปกติเลเวลเจ็ดสิบห้าก็ตาม!

“หึ! แย่งฆ่าบอสของพวกเราแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ”

สำหรับพฤติกรรมชั่วร้ายที่ชีชีแย่งฆ่าอวี๋ชางไห่ เฟยอวี๋เปิดใช้งานทักษะ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ทันที แต่วินาทีถัดมา เขาก็กล่าวด้วยสีหน้าฉงนใจว่า “สืบไม่เจอคนคนนี้!? จะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อครู่ข้ายืนยันชื่อของเขาไปแล้วแท้ๆ!”

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “ในเมื่อเขาคาดคะเนทักษะของเจ้าได้ ทางเลี่ยงเปลี่ยนชื่อของผู้เล่นคนอื่นได้ ตัวเองก็ย่อมต้องเหลือแผนสำรองไว้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็ไม่รู้สถานการณ์เกี่ยวกับถ้ำเฉาหยางเลย แต่เขากลับเตรียมการไว้ล่วงหน้า ต่อให้ตามทันก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไร…

…ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ…” ขณะที่กำลังคุยกัน ทั้งสามก็เดินมาถึงข้างศพอวี๋ชางไห่แล้ว “ต่อให้พวกเรากำจัดเขาได้ แต่นอกจากกำจัดคู่ต่อสู้ที่รับมือยากคนนี้ให้สิ้นซากแล้ว พวกเราจะได้รับอะไรอีกล่ะ…

…หากเทียบกันแล้ว นั่งรอให้หมดเวลาป้องกันของระบบก่อน จากนั้นค่อยมานั่งแบ่งของกันดีกว่า”

ทันใดนั้นเฟยอวี๋ถึงนึกขึ้นได้ว่าศพของอวี๋ชางไห่ยังไม่เคยถูกคลำ จากเดิมทีที่กลัดกลุ้ม ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่คิดวนเวียนเรื่องชีชีแย่งฆ่าบอสอีก กลับหันมาถามเยี่ยเว่ยหมิงอย่างสนใจว่า “แผนการครั้งนี้พลาดไปนิดเดียว คนที่วางแผนละเอียดแม่นยำอย่างเจ้าคิดอย่างไร”

“พลาดไปนิดเดียวหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “ข้าไม่คิดอย่างนี้นะ”

“เป้าหมายที่พวกเราต้องทำให้สำเร็จ ตอนนี้ก็ทำสำเร็จหมดแล้ว ข้าเพียงคิดไม่ถึงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีชีจะเป็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เส็งเคร็งเล่มนั้น ทั้งยังยอมแลกทุกอย่างเพื่อมันขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง…

“ถึงอย่างไรสิ่งที่พวกเราพิจารณาก่อนก็เรียงแบบนี้ อันดับแรกคือรับประกันว่าจะทำภารกิจสำเร็จอย่างราบรื่น นี่คือพื้นฐาน ผิดพลาดไม่ได้ อันดับสองคืออุปกรณ์ที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่ พยายามช่วงชิงสุดความสามารถก็พอแล้ว อันดับสามคือรางวัลค่าตบะและค่าประสบการณ์ที่ได้จากการกำจัดอวี๋ชางไห่ทิ้ง นับเป็นสิ่งที่เสริมจากเป้าหมายอันดับสอง สุดท้ายถึงจะเป็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เส็งเคร็งเล่มนั้น…

…แล้วก็อย่าลืมนะ ประกาศระบบที่บอกว่าชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ ไม่ใช่แค่พวกเราที่ได้ยิน แม้แต่จั่วเหลิ่งฉาน เย่ว์ปู้ฉวินกับ NPC พวกนั้นก็ได้ยินเหมือนกัน…

…หากพวกเราเป็นคนโจมตีสังหารอวี๋ชางไห่จริงๆ ในภารกิจช่วงหลังก็รับประกันได้ยากว่าพวกเขาจะไม่จงใจลอบกัดพวกเรา…

…สำหรับเรื่องนี้ แม่ข้าจะมีวิธีการรับมือแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมีความยุ่งยากและความเสี่ยงอยู่ประมาณหนึ่ง…

…ถ้าไม่ใช่เพราะอยากได้ไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ ข้าถึงขั้นไม่อยากเข้าร่วมการไล่สังหารครั้งนี้ด้วยซ้ำ…

…และที่เป็นอยู่ตอนนี้ กลับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา ทั้งยัง…” เยี่ยเว่ยหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้น “เกรงว่าชีชีคงไม่รู้ว่า ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่เขาทุ่มเทวางแผน เป็นสุดยอดวิชาอะไรกันแน่”

พอนึกถึงสีหน้าชีชีหลังจากรู้ความจริง เฟยอวี๋ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที

ทั้งสามคนที่อารมณ์ดีลากศพอวี๋ชางไห่เข้าไปในป่าลึกด้านข้างอย่างเงียบๆ จากนั้นก็สังเกตการณ์รอบๆ อย่างระแวดระวังเป็นเวลาสามที ในที่สุดเวลาปกป้องของระบบก็จบลงแล้ว

ซานเย่ว์ยกมือขึ้นทันที “ข้าอยากคลำศพ”

สำหรับงานอดิเรกของน้องสาวคนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ตอบพร้อมกันว่า “สุภาพสตรีเชิญก่อน”

นี่ก็คือแนวคิดลัทธิบุรุษนิยมของสองผู้เล่นชายแห่งสำนักมือปราบเทพ

ตราบใดที่ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อน เรื่องการคลำศพ พวกเขาก็ยังรู้จักหลีกทางให้สุภาพสตรีก่อน!

[1] ก่อเหตุใต้รักแร้ 变生肘腋 อุปมาว่าเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างกายตัวเอง


บทที่ 208
“ว้าว! เป็นกระบี่ล้ำค่าที่งดงามมาก!”

เมื่อเสียงอุทานของซานเย่ว์ดังขึ้น สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็ไปหยุดอยู่บนไอเทมดรอปชิ้นหนึ่งของอวี๋ชางไห่โดยมิได้นัดหมาย ก็คือกระบี่ล้ำค่าสีทองระยิบระยับเล่มหนึ่ง

บนตัวกระบี่มีแสงสีทองจางๆ ล้อมรอบหนึ่งชั้น ทั้งตัวกระบี่ถูกปกคลุมด้วยสีทองอ่อนละมุน ดูแล้วโดดเด่นจ้าตามาก

เมื่อมองให้ละเอียดก็จะเห็นว่าบนตัวกระบี่ล้ำค่าสลักตัวอักษรหวัดขนาดเท่าแมลงวันเอาไว้ยั้วเยี้ย: ฟ้าดินหยินหยาง รากฐานพลังลึกลับนับหมื่น ฝึกยาวนานร้อยล้านกัลป์ พิสูจน์พลังอภินิหาร สามพิภพ มหามรรคายิ่งใหญ่ แสงทองปกคลุมกายา มิอาจมองเห็น มิอาจได้ยิน…

[กระบี่แสงทอง (อาวุธล้ำค่า)]

กระบี่พกของอดีตเจ้าสำนักคนหนึ่งของสำนักชิงเฉิง เสริมฤทธิ์ด้วยกฎเต๋า มีอานุภาพน่าทึ่ง

โจมตี +500

ป้องกัน +300

กำลังภายใน +40%

เลเวลกฎเต๋า +2

เลเวลเคล็ดกระบี่ +1

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: แสงทอง!

แสงทอง: พาสซิฟสเตตัส ปราณแท้ป้องกันตัวแข็งแกร่งขึ้น 50%!

……

เมื่อเห็นสเตตัสของกระบี่เล่มนี้ เฟยอวี๋ก็อดถลึงตาใส่เยี่ยเว่ยหมิงอย่างดุดันไม่ได้ “เจ้านี่มันโชคดีเหนือความคาดหมายจริงๆ!”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มแห้งแล้วเก็บกระบี่เข้ากระเป๋า “ข้าจะเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวแบ่งของทั้งหมดเสร็จแล้วค่อยคุยเรื่องโบนัสกันอีกที”

ทั้งสองล้วนเป็นนักกระบี่ ย่อมไม่คัดค้านกับคำแนะนำนี้ จึงย้ายสายตาไปที่ไอเทมดรอปอย่างอื่นของอวี๋ชางไห่

กระบี่เล่มนี้แม้จะเป็นอาวุธล้ำค่า แต่หากพูดถึงพลังโจมตีอย่างเดียว ก็ถือเป็นอันดับโหล่ในบรรดาอาวุธล้ำค่าแน่นอน พลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นมาเหมือนกับหน้าไม้เทพจูเก๋อ แต่หน้าไม้เทพจูเก๋อเป็นแบบยิงต่อเนื่องสิบสามดอก อีกทั้งค่าสเตตัสเพิ่มเติมแต่ละรายการก็ใช้งานได้จริงด้วย เป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดในหมู่ธนูหน้าไม้จริงๆ

และกระบี่แสงทองเล่มนี้ก็เป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดเช่นเดียวกัน แม้ว่าหากมองที่การโจมตีอย่างเดียว จะโหดไม่เท่าดาบสองคมสามแฉก แต่ค่าสเตตัสเพิ่มเติมของมันกลับเยี่ยมกว่ามาก ดูจากเอฟเฟ็กต์พิเศษ ‘แสงทอง’ ก็รู้แล้ว ว่านี่คือกระบี่ล้ำค่าที่เตรียมไว้ให้ตัวแทงค์โดยเฉพาะ

แต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นตัวแทงค์หรือ

พลังป้องกันสูง (คนโดดเด่นในหมู่ผู้เล่นเลเวลเดียวกัน) เลือดหนา (พลังชีวิตเทียบกับ BOSS ได้) มีความสามารถในการเอาชีวิตรอดสูง (ลองทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่มังกรร่อนล่อหงส์ดูสักหน่อย) ยั่วยุได้ (แน่จริงเจ้าก็เข้ามาสิ!)…ความสามารถที่ตัวแทงค์มาตรฐานตัวหนึ่งควรจะมี เหมือนเขาจะมีครบเลยนะ

ส่วนเรื่องโจมตี?

จะดีจะร้ายก็ยังเป็นอาวุธล้ำค่า แม้จะเป็นอันดับโหล่ในบรรดาอาวุธเลเวลเดียวกัน แต่พลังโจมตีก็เหนือกว่ากระบี่มังกรคำรามที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้แน่นอน!

แม้จะไม่ได้ชอบตำแหน่งตัวแทงค์มาก แต่ก็ต้องบอกเลยว่า ในอนาคตระยะยาวเยี่ยเว่ยหมิงคงไม่ต้องพิจารณาเรื่องเปลี่ยนอาวุธแล้ว

หลังจากติดตั้งกระบี่แสงทองไว้บนตัว ท้ายรายการทักษะเคล็ดกระบี่ทั้งหมดของเยี่ยเว่ยหมิงก็มีคำว่า ( +1) เพิ่ม

แต่เรื่องที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ หลังจาก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ถูกอัปเลเวลเพราะติดตั้งกระบี่เล่มใหม่แล้ว สิ่งที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเพียงค่าสเตตัสบางรายการเท่านั้น แม้จะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน แต่กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม

ดูท่าแล้ว ถ้าอยากให้วิทยายุทธ์วิชาใดวิชาหนึ่งแสดงประสิทธิภาพออกมาได้เหมือนตอนเลเวลเต็ม ต่อให้อาศัยอุปกรณ์เป็นกองก็ไม่มีประโยชน์ ต้องฝึกจนมันเลเวลเต็มจริงๆ ถึงจะทำได้

อุปกรณ์ชิ้นที่สอง เจ้าสายฟ้าถล่ม

[เจ้าสายฟ้าถล่ม (ทองคำ)]

อาวุธที่สร้างขึ้นโดยวิธีลับเฉพาะของสำนักชิงเฉิง

โจมตี +300

กำลังภายใน +20%

ประสิทธิภาพอาวุธลับ +30%

เลเวลทักษะอาวุธลับของสำนักชิงเฉิง +1!

……

“อันนี้…” เมื่อเห็นค่าสเตตัสของอาวุธประเภทนวมคู่นี้ ซานเย่ว์ก็ตาเป็นประกายอีกครั้ง

เมื่อเจออุปกรณ์ที่ตัวเองรอคอยมานาน น้องซานเย่ว์เอ่ยคำขออย่างเขินอายมาก “ข้าอยากได้”

“ข้าไม่ขัดอะไร”

เยี่ยเว่ยหมิงย่อมรู้อยู่แล้วว่านางมีวิชาอาวุธลับที่ชื่อเดียวกับอาวุธชิ้นนี้ เป็นทักษะอาวุธลับระดับสูงที่หายไปของสำนักชิงเฉิง เมื่อนำมาใช้คู่กับ ‘เจ้าสายฟ้าถล่ม’ ชิ้นนี้จะได้ผลดีมาก

สำหรับอุปกรณ์พวกนี้ที่แทบจะสร้างขึ้นราวกับวัดตัวซานเย่ว์ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ไปแย่งนางอยู่แล้ว

เฟยอวี๋ก็บอกเช่นกันว่า “ข้าเองก็ไม่สนใจเหมือนกัน”

พอเป็นแบบนี้ เจ้าสายฟ้าถล่มจึงถูกแบ่งให้ซานเย่ว์ล่วงหน้า เหมือนกับกระบี่แสงทองที่รอให้แบ่งอุปกรณ์ทั้งหมดเสร็จก่อนแล้วค่อยดูอีกทีว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้รับเงินชดเชย

สำหรับวิธีการแบ่งไอเทมที่พยายามทำให้ยุติธรรมที่สุดแบบนี้ ที่จริงในใจเฟยอวี๋ก็หงุดหงิดอยู่บ้าง เพราะเขารู้ว่าถ้ามีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์สองคน ก็จะต้องเลือกสิ่งที่ตัวเองใช้งานแน่นอน ไม่ต้องมาพูดเรื่องรับเงินชดเชย หรือจ่ายเพิ่มเหลวไหลอะไรนี่เลย

เขาอดเริ่มคิดทบทวนไม่ได้ ว่าการแสดงความสามารถของตัวเองก่อนหน้านี้ เข้ากับคนอื่นในกลุ่มไม่ค่อยได้หรือเปล่า

เพียงแต่การคิดทบทวนของเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ก็ถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากไอเทมชิ้นหนึ่งแล้ว

[วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า (ระดับสูง)]

กำลังภายในที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักชิงเฉิง เงื่อนไขการฝึก: ความแข็งแกร่ง 100

ค่าสติปัญญา: 35

ค่าตระหนักรู้: 35

ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกำลังภายในระดับสูง!

ต้องกล่าวว่ามูลค่าของไอเทมชิ้นนี้ไม่ต่ำกว่าเจ้าสายฟ้าถล่มของซานเย่ว์แน่นอน กระทั่งกระบี่แสงทองก็ยังต้องหลีกทางให้

เยี่ยเว่ยหมิงเคยสัมผัสประสิทธิภาพของ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มมาก่อน ตอนนี้จึงไม่รีบร้อนเพิ่มทักษะยุทธ์ใหม่อีก นอกเสียจากจะเจอกับทักษะที่เขาจำเป็นต้องใช้จริงๆ ยกตัวอย่างเช่นตำราลับวิชาตัวเบาระดับสูง ไม่อย่างนั้นแล้ว เขาก็ยังพิจารณาเรื่องอัปเลเวลทักษะยุทธ์ที่มีอยู่ตอนนี้ให้เลเวลเต็มก่อนอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่เขาก็เพิ่งได้กระบี่ล้ำค่าซึ่งเป็นอาวุธล้ำค่ามา ยิ่งไม่ควรจะโลภเกินไป

ส่วนค่าประสบการณ์ของซานเย่ว์ แม้จะไม่เยอะเหมือนเยี่ยเว่ยหมิง แต่นางก็เพิ่งได้อุปกรณ์ระดับทองคำมาหนึ่งชิ้นเช่นกัน อีกทั้งในบรรดาไอเทมดรอปที่เหลือ ก็ยังมีของอีกชิ้นที่นางสนใจมาก ดังนั้นนางจึงไม่ไปแย่งชิงตำราลับกำลังภายในระดับสูงเล่มนี้

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์พากันเป็นฝ่ายปฏิเสธ ตำราลับ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ เล่มนี้ก็ย่อมตกอยู่ในมือของเฟยอวี๋

[ฝ่ามือทะลวงใจ (ระดับกลาง)]

เดิมทีเป็นตำราลับเคล็ดฝ่ามือระดับสูง เพียงแต่ระหว่างที่ถ่ายทอดสูญหายไปมาก แม้จะมีประสิทธิภาพมาก แต่กระบวนท่าก็ไม่คล้องจองกันแล้ว ไม่อาจอาศัยมันปะทะกับยอดฝีมือได้

เงื่อนไขการฝึก

พละกำลัง: 80

กำลังภายในสูงสุด: 2000 แต้ม

……

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ใกล้หมึกติดดำ’ เนื่องจากคลุกคลีอยู่กับเยี่ยเว่ยหมิงบ่อย ตอนที่ซานเย่ว์เลือกทักษะยุทธ์และอุปกรณ์ นางก็เรียนรู้ที่จะนำปัญหากลับมาคิดทบทวน

ยกตัวอย่างเช่นตำราลับ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ เล่มนี้ แม้จะเน้นย้ำไว้แล้วว่ากระบวนท่าของมันไม่สมบูรณ์ แต่นางกลับเล็งเห็นเอกลักษณ์และประสิทธิภาพอย่างอื่นของทักษะยุทธ์วิชานี้แล้ว!

ตอนนี้ซานเย่ว์ฝึก ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ มาถึงระดับหนึ่งแล้ว ถ้าอยากจะอัปเลเวลอีกก็ยากมาก อีกทั้งตามศักยภาพที่เพิ่มขึ้น จุดอ่อนด้านประสิทธิภาพของเคล็ดฝ่ามือระดับกลางวิชานี้ก็ค่อยๆ เผยออกมาแล้วเช่นกัน

และแม้ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ จะมีกระบวนท่าไม่สมบูรณ์ แต่ถ้านำมันมาปนไว้ใน ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ ใช้งานมันในฐานะท่าไม้ตาย ท่าแปลก จะต้องทำให้พลังต่อสู้ของนางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งระดับแน่นอน

ดังนั้น ก่อนหน้านี้นางจึงไม่แย่ง ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ กับเฟยอวี๋อย่างไม่ลังเล และเก็บเคล็ดฝ่ามือระดับสูงที่ไม่สมบูรณ์วิชานี้เข้ากระเป๋าแทน

เหมือนจะเป็นเพราะอวี๋ชางไห่เป็นเจ้าสำนัก บนตัวจึงดรอปของเยอะมาก ระบบไม่คิดจะเขียนข้อมูลของพวกมันออกมาหมด เพียงนำกระบี่แสงทองหนึ่งเล่มมารับประกันว่าของที่ดรอปจาก BOSS โหมดปกติไม่น้อยลง จึงเลือกเปิดเผยไอเทมที่แสดงถึงฐานะของเขาได้

นอกจากอุปกรณ์สองชิ้น ตำราลับสองเล่มที่บรรยายข้างต้นแล้ว ‘อักษรชิงเก้าโหล’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ก็เป็นตำราลับเคล็ดวิชาของสำนักชิงเฉิงที่ทั้งสามเห็นจนชินแล้ว

ทั้งสามไม่ได้ต้องการทักษะยุทธ์สองวิชานี้ สุดท้ายจึงตัดสินใจขายทิ้งแล้วนำเงินมาแบ่งกัน

ส่วนไอเทมสี่ชิ้นก่อนหน้านี้ หลังจากนำไปประเมินราคาตามสถานการณ์ตลาดแล้วค่อยดูว่าจะได้รับเงินชดเชยหรือต้องจ่ายเพิ่ม

หลังจากใช้ตำราลับกำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ แล้ว เฟยอวี๋ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ “น่าเสียดายที่ไอเทมสามชิ้นนี้ไม่ตรงรสนิยมของข้ากับซานเย่ว์ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้เลือกอีกชิ้น พวกเราก็ไม่ต้องประเมินราคาให้ยุ่งยากแล้ว”

ไอเทมที่พวกเขาสองคนได้ไป ราคาตลาดอย่างมากก็ประมาณสองในสามส่วนของกระบี่แสงทอง ถ้ารวบรวมให้ได้อีกหนึ่งในสามส่วน ก็จะลดความยุ่งยากได้ไม่น้อย

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดแปลกใจไม่ได้ “เจ้าคิดจะฝึกแค่วิชาดาบ ไม่คิดจะฝึกวิชาอาวุธลับหรือวิทยายุทธ์หมัดมวยจริงหรือ”

“ฝึกควบคู่กันก็ยังต้องฝึกควบคู่กัน” เห็นได้ชัดว่าเฟยอวี๋ก็รู้เช่นกันว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำให้ตัวเองมีจุดอ่อนชัดเจนเกินไป แต่เขากลับมีวิธีพิจารณาเป็นของตัวเอง “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าประสิทธิภาพของอาวุธลับมีน้อยเกินไป ตอนทำภารกิจช่วงก่อนหน้านี้ ข้าเพิ่งได้ตำราลับทักษะธนูระดับกลางมาเล่มหนึ่งพอดี เพียงแต่ตอนนี้ยังเลเวลต่ำ กอปรกับยังไม่เจอธนูดีที่เหมาะมือ ตอนนี้จึงยังนำมันมาใช้ต่อสู้จริงไม่ได้”

“อ้อ” พอได้ยินเฟยอวี๋กำหนดเส้นทางเติบโตของตัวเองแล้ว จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ตบบ่าเขาพร้อมบอกว่า “ในมือข้ามีธนูระดับทองคำอยู่หนึ่งคันพอดี ค่าสเตตัสอะไรนั่นยังนับว่าพอไหว เป็นอย่างไร สนใจไหม”
บทที่ 209
ธนูดีที่เยี่ยเว่ยหมิงบอก ก็คือธนูด้ามเหล็กระดับทองคำ ค่าสเตตัสไม่ได้ยอดเยี่ยมมากนัก แต่ก็พอใช้แก้ขัดได้อยู่

อาวุธชิ้นนี้ได้จากตอนสู้กับหลินจื้อเพ่ย เพียงแต่ไม่มีที่ให้ใช้งานเลย ถึงถูกเก็บให้ฝุ่นเกาะอยู่ในโกดังของสำนักมือปราบเทพมาตลอด

พอมาคิดดูตอนนี้ กลับนำมาใช้เป็นโบนัสส่วนหนึ่งได้พอดี แบบนี้พอแบ่งเงินกันตอนสุดท้าย เขาก็จะได้ส่วนแบ่งมากหน่อย แล้วค่อยไปซื้อโลงศพดีๆ อีกสักสองโลง

สำหรับข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋บอกว่าขอดูของก่อนแล้วค่อยว่ากัน เยี่ยเว่ยหมิงส่งสัญญาณมือ ‘OK’ ตอบเขา

หลังจากแบ่งของเสร็จแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงศพที่ทำจากลวดทองและไม้หนานมู่ซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วออกมาทันที จากนั้นจึงโยนศพอวี๋ชางไห่ลงไปข้างในค่อยปิดฝาโลงอย่างง่ายๆ เป็นเสร็จเรียบร้อย!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้อาวุธลับ’ x1!

ได้รับตำราลับตระหนักรู้สี่เล่มในอึดใจเดียว นอกจากเป็นเพราะเอฟเฟ็กต์เพิ่มเติมของโลงไม้หนานมู่ลวดทองแล้ว ตัวของอวี๋ชางไห่โหมดปกติคงจะมีคุณภาพมากกว่าโหวทงไห่ด้วย!

ถึงอย่างไรก็เป็นเจ้าสำนัก อย่างน้อยศักยภาพด้านต่างๆ ก็ยังมากกว่าโดยค่าเฉลี่ย

ไม่มีจุดอ่อนที่ชัดเจน

จากนั้น ทั้งสามคนที่ได้ผลตอบแทนเต็มไม้เต็มมือก็กลับไปที่เขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋อย่างมีชีวิตชีวา

ตอนนี้ห้ายอดฝีมือมารวมตัวกันที่นี่หมดแล้ว บรรยากาศในเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ก็ประหลาดมากเช่นกัน

อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ประกาศระบบที่บอกว่าชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ แม้จะเป็น NPC ก็ได้ยินแล้วเช่นกัน และในฐานะพี่ใหญ่ระดับสูงของยุทธภพ ลำบากลำบนไล่สังหารมาตั้งนาน สุดท้ายมีศิษย์ชิงเฉิงที่ไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งมาแย่งผลงานไป แค่คิดก็รู้แล้วว่าตอนนี้จั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินอยู่ในอารมณ์ไหน

กลับเป็นหลินผิงจือที่สีหน้าเรียบเฉย เพราะเขารู้สึกค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์นี้

แม้จะไม่ได้สังหารอวี๋ชางไห่เพื่อชำระแค้นเลือดด้วยมือตัวเอง แต่พอคิดได้ว่าคนก่อกรรมทำชั่วอย่างอวี๋ชางไห่ตายอนาถด้วยน้ำมือศิษย์ตัวเอง ก็นับว่ากรรมตามสนองแล้วเช่นกัน

หลินผิงจือบอกว่าเขารับได้อยู่แล้ว

สำหรับเขา ถ้าเทียบกับให้อวี๋ชางไห่ตายด้วยน้ำมือจั่วเหลิ่งฉาน หรือเย่ว์ปู้ฉวิน อย่างน้อยวิธีการตายแบบนี้ก็ทำให้เขาสะใจกว่าเยอะ!

ส่วนเรื่อง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่ถ่ายทอดมาจากตระกูลถูกเผยแพร่ออกไป

หลินผิงจือบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย

ถ้าเลือกได้ เขาหวังให้ตำรากระบี่ที่ทำให้เขาบ้านแตกสาแหรกขาดเล่มนี้ไม่อยู่เลยเสียดีกว่า!

เทียบกับหลินผิงจือที่แอบสะใจ จั่วเหลิ่งฉานคือคนที่ในใจรู้สึกหงุดหงิดที่สุด

เขาคือคนที่ทุ่มเทมากที่สุดเพื่อตำรากระบี่พิชิตมาร แต่พอถึงตอนสุดท้าย กลับไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ขนเส้นเดียว เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ยุติธรรมมาก

การข่มความหงุดหงิดไว้ในใจ ไม่ใช่นิสัยสิงห์ร้ายแห่งยุทธภพอย่างเขา

เขาต้องระบายออกมา!

ดังนั้น หลังจากกลับมาที่เขตลานบ้านใหญ่ตระกูลหลินแล้ว เขาจึงออกคำสั่งล้างเลือดชิงเฉิงทันที โดยอ้างว่าเพื่อกำจัดความชั่วร้ายให้หมดสิ้น แต่ความจริงกลับทำเพื่อระบายความไม่พอใจของเขาเท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องแบบนี้ เย่ว์ปู้ฉวินที่มีฉายากระบี่วิญญูชนย่อมพยายามโน้มน้าวอยู่ข้างๆ

เขาไม่ได้เป็นห่วงความเป็นความตายของศิษย์สำนักชิงเฉิงพวกนั้นเท่าไร แต่คาแรกเตอร์กระบี่วิญญูชนที่เขาสั่งสมมาอย่างยากลำบากหลายปีจะพังไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!

และสิ่งที่ทำให้จั่วเหลิ่งฉานคิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ ครั้งนี้แม้แต่หลินผิงจือที่มีความแค้นล้ำลึกกับสำนักชิงเฉิงก็ยังยืนอยู่ข้างเย่ว์ปู้ฉวิน คัดค้านการตัดสินใจของจั่วเหลิ่งฉานที่ต้องการจะล้างเลือดชิงเฉิง

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อย่างนี้ แม้ในใจจั่วเหลิ่งฉานจะไม่ปลื้ม แต่ก็ไม่ได้ฉีกหน้ากันโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

อย่างไรเสีย ถ้าเย่ว์ปู้ฉวินกับหลินผิงจือรวมตัวกัน ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรับมือกับเขาแล้ว

แม้เขาจะยังเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับใช้วิธีบดขยี้เหมือนที่รับมือกับอวี๋ชางไห่ก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว

หากทั้งสองฝั่งลงมือขึ้นมา แม้เขาจะเอาชนะได้ แต่ศิษย์สำนักซงซานจะบาดเจ็บล้มตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเขาก็อาจรั้งหลินผิงจือที่มีท่าร่างเร็วเหมือนผีไว้ไม่ได้

ส่วนเย่ว์ปู้ฉวิน จะฆ่าก็ได้ แต่การฆ่ากระบี่วิญญูชนโดยไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ในภายหลังหากเขาจะเป็นประมุขห้าขุนเขา หนึ่งในผู้นำฝ่ายธรรมะ ก็จะคุมคนได้ยากขึ้นกว่าเดิมแล้ว

ไม่อย่างนั้นเย่ว์ปู้ฉวินจะทุ่มเทเพื่อคาแรกเตอร์นี้มาตลอดไปเพื่ออะไรกัน

ถ้าทำไปเพื่อระบายความโกรธอย่างเดียว แล้วต้องแตกหักกับสองผู้แข็งแกร่งอย่างสิ้นเชิง ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยฉลาดจริงๆ

ขณะที่ NPC ระดับสูงทั้งสามกำลังคุมเชิงกันอยู่ ทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาถึงแล้ว

เมื่อเห็นกลุ่ม NPC ระดับสูงมีสีหน้าแย่ จู่ๆ เฟยอวี๋ก็ส่งข้อความในช่องทีมอย่างภูมิใจเล็กน้อย [ดูท่าแล้วคงเป็นอย่างที่เจ้าพูดไว้ก่อนหน้านี้ ชีชีปาดหน้าสังหารอวี๋ชางไห่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป ถ้าก่อนหน้านี้ในประกาศระบบเป็นชื่อของพวกเรา เกรงว่าพวกเราสามคนคงกลายเป็นเป้าสาธารณะไปแล้ว ถ้าอยากดำเนินภารกิจต่อไปอย่างราบรื่น เกรงว่าคงไม่ง่ายแล้ว]

ลองเปลี่ยนมุมมองไตร่ตรอง ที่จริงก็จินตนาการได้ไม่ยาก

การแข่งขันสังหารอวี๋ชางไห่เพื่อรับ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ครั้งนี้ พวกเยี่ยเว่ยหมิงเป็นคนสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ถ้าสุดท้ายพวกเขาเป็นคนสังหารอวี๋ชางไห่ ก็จะให้ความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ในกองสลากถูกรางวัลที่หนึ่งเอง

ต่อให้จะไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ก็ไม่มีทางทำให้คนเชื่อถือศรัทธาได้อยู่ดี!

เช่นนั้นต่อไป คนพวกนี้ไม่มาหาเรื่องพวกเขาในภารกิจภาคต่อก็แปลกแล้ว

แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีชีชีโผล่มา ขณะที่ชิงปาดหน้าสังหารอวี๋ชางไห่ ก็ได้ชิงความแค้นที่เป็นของพวกเขาไปหมดแล้วด้วย ได้ช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงไปหนึ่งอย่างแล้ว

ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ เขาได้แต่ปาดหน้าสังหารบอสเท่านั้น แต่ไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ยังเป็นของพวกเยี่ยเว่ยหมิง

เจ้าว่าน่าโมโหหรือไม่

เยี่ยเว่ยหมิงหยิบม้วนผ้าแพรสีทองออกจากห่อสัมภาระ แล้วสะกิดแขนเฟยอวี๋พร้อมบอกว่า “ตอนนี้ถึงเวลาแสดงละครของเจ้าแล้ว ไปประกาศพระราชโองการเถอะ”

เฟยอวี๋งงทันที “ทำไมเจ้าไม่ไปทำเอง”

“งานประเภทประกาศพระราชโองการ ในสายตาของข้าเหมือนเป็นงานของขันที น่าอึดอัดเกินไปแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงตอบตามความจริง

เฟยอวี๋ “??”

“เจ้าอาศัยอะไรมาคิดว่าข้าจะเชื่อฟังเจ้า”

“เพราะการประกาศพระราชโองการไม่มีความยากเลยสักนิด แต่ในฐานะที่เป็นคำสั่งของจักรพรรดิ รางวัลภารกิจจะเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ จะได้รับค่าประสบการณ์ 10000 แต้มและค่าตบะ 1000 ไม่เชื่อเจ้าก็ลองรับพระราชโองการนี้ไปสิ พอสัมผัสมือแล้วจะพบภารกิจทันที” เยี่ยเว่ยหมิงตอบ

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วรับพระราชโองการมาจากมือของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่ลังเล จากนั้นตาก็เป็นประกาย แล้วประกาศเสียงดังท่ามกลางการถกเถียงของทั้งสามในเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลหลิน “พระราชโองการมาถึงแล้ว หลินผิงจือรับพระราชโองการ!”

หลินผิงจือได้ยินแล้วฮึกเหิม รีบหันตัวไปคุกเข่าตรงหน้าเฟยอวี๋ “ข้าน้อยหลินผิงจือรับพระราชโองการ! ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชา หลินผิงจือมีวิทยายุทธ์ลึกล้ำ…บลาๆๆ ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทียนซือ[1]คุ้มครองประเทศ พระราชทานนามเต๋าหลินผิงจือ เป็นผู้นำถ่ายทอดวิทยายุทธ์ของสำนักชิงเฉิง เก็บรักษาตำรากระบี่พิชิตมาร จบพระราชโองการ!”

นี่ต่างหากที่เป็นข้อต่อสุดท้ายของภารกิจ ‘ปราบชิงเฉิง’!

ผลลัพธ์ที่หวงโส่วจุนต้องการ ไม่ใช่การกำจัด หรือลบชื่อสำนักที่อยู่ในยุทธภพมาเป็นร้อยปีอย่างชิงเฉิง แต่ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดูและทำให้สำนักนี้เชื่อฟัง ทางที่ดีคือกลายเป็นกำลังสนับสนุนใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ!

และการแต่งตั้งให้หลินผิงจือที่ได้รับเมตตาจากสำนักมือปราบเทพเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิง ก็ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว

ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นกุญแจสำคัญที่ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงโน้มน้าวให้จางซานเฟิงออกหน้าเป็นผู้รับรองได้

หากช่วยหลินผิงจือคนเดียว สำนักอู่ตังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถ้าหลินผิงจือคนนี้เป็นเจ้าสำนักชิงเฉิงในอนาคต เช่นนั้นก็ได้ข้อสรุปอย่างอื่นแล้ว

ฐานะในยุทธภพของสำนักชิงเฉิงแม้จะเทียบกับอู่ตังไม่ได้ แต่ก็เป็นสำนักใหญ่ของฝ่ายธรรมมะอยู่ดี หากเจ้าสำนักชิงเฉิงมีความซาบซึ้งใจต่ออู่ตัง ก็ย่อมทำให้ฐานะในยุทธภพของของอู่ตังมั่นคงขึ้นได้อยู่แล้ว!

ส่วนจั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินแม้จะไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้ แต่ก็ไม่ได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไปอยู่ดี พวกเขาทำได้เพียงยอมรับว่าตัวเองโชคร้าย

โดยเฉพาะสำหรับจั่วเหลิ่งฉาน เดิมทียังไม่ยอมเสียหน้าลดท่าที แต่พระราชโองการนี้กลับเป็นบันไดชั้นดีให้เขาลงได้ทันเวลา หลังจากพูดทิ้งท้ายตามมารยาท ก็นำศิษย์ทั้งสองรวมทั้งศิษย์สำนักซงซานเหล่านั้นสะบัดชายเสื้อเดินจากไป

ระหว่างนั้น ก่อนที่ดาบฟันรองเท้าแตะจะจากไปก็ยังไม่ลืมหัวเราะแห้งๆ พลางกล่าวอำลาพวกเยี่ยเว่ยหมิง

มารอบนี้ แม้จั่วเหลิ่งฉานจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไม่เกี่ยวอะไรกับผู้เล่นอย่างพวกเขาเลย พวกเขาไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ถึงขั้นว่าก่อนที่จั่วเหลิ่งฉานจะไป ยังประกาศภารกิจที่ชื่อว่า ‘ไล่สังหารชีชี’ ตั้งรางวัลไว้เยอะมาก

ดังนั้นศิษย์สำนักซงซานเหล่านี้จึงมีสีหน้าร่าเริงสดใสมาก

หลังจากจั่วเหลิ่งฉานออกไปแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินก็กล่าวแสดงความยินดีกับเจ้าสำนักชิงเฉิงคนใหม่อย่างหลินผิงจือ จากนั้นจึงกล่าวอำลาและเดินออกไปอย่างอิสระผ่อนคลาย กล่าวได้ว่าพยายามแสดงความเป็นวิญญูชนออกมาเต็มที่

ส่วนในใจจะผ่อนคลายเหมือนสีหน้าหรือไม่ คงจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้

หลังจากนั้น พวกเยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอำลาหลินผิงจือ แล้วออกไปจากเขาชิงเฉิงเช่นกัน

ตอนที่มาถึงตีนเขาชิงเฉิง เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้เคล็ดฝ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ตบลงบนพื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ จากนั้นโยนโลงศพที่บรรจุร่างอวี๋ชางไห่ลงไป แล้วนำพลั่วมาเกลี่ยดินฝัง

ซานเย่ว์เห็นดังนั้นก็รีบหยิบพลั่วเหล็กมาช่วยเช่นกัน ส่วนเฟยอวี๋ก็ยืนมองเงียบๆ อยู่ข้างกัน

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เป็นเพราะเขาไม่มีพลั่วเหล็ก

หลังจากกลบโลงศพแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตั้งป้ายหินตรงหน้าหลุมศพ บนนั้นเขียนตัวอักษร ‘สุสานอวี๋ชางไห่’ ขณะเดียวกันก็บ่นว่า “โลงศพระดับสูงเวลาจะใช้งานยุ่งยากมาก ไม่เพียงแค่ใช้ซ้ำไม่ได้ หลังจากฝังแล้วก็ยังต้องตั้งป้ายหน้าหลุมด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้ฝังเรียบร้อยแล้ว ก็ยังถูกหักค่าวีรบุรุษอยู่ดี พวกเจ้าคิดว่ายุ่งยากไหม”

ส่วนตัวอักษรบนป้าย ตอนตั้งป้ายใช้วิธีเคาะตัวอักษรก็สลักเข้าไปได้แล้ว

แต่เพื่อประหยัดเวลา เยี่ยเว่ยหมิงจึงทำทุกอย่างให้เรียบง่าย แม้แต่คำว่า ‘แห่ง’ ที่เห็นบ่อยที่สุดบนป้ายหลุมศพก็ขี้เกียจพิมพ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำนำหน้าหรือลงท้ายประโยค กล่าวได้ว่าถ้าถูไถได้ก็ถูไถไปก่อน ขี้เกียจเปลืองตัวอักษรที่ไม่จำเป็น

หลังจากฝังศพอวี๋ชางไห่เสร็จแล้ว ภารกิจใหญ่ของสำนักอย่าง ‘ปราบชิงเฉิง’ ก็ถือว่ามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

ตอนนี้พวกเขาแค่ต้องกลับสำนักมือปราบเทพไปรับรางวัล แล้วภารกิจนี้ก็จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

พอนึกถึงรางวัลของภารกิจนี้ หัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มมีไฟลุกขึ้นมาแล้ว

อยากรู้ว่า ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์จะมอบความประหลาดใจอะไรให้เขากันแน่

[1] เทียนซือ 天师 ตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์ในลัทธิเต๋า
บทที่ 210
ระหว่างทางกลับสำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิงสรุปผลได้ผลเสียด้านต่างๆ จากภารกิจครั้งนี้ เขากลับค้นพบอย่างตกตะลึงว่า ทุกคนที่เข้าร่วมภารกิจนี้แทบจะเป็นผู้ชนะทั้งหมด แตกต่างเพียงว่าใครชนะมาก หรือชนะน้อยก็เท่านั้นเอง

ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีผู้แพ้เลย!

ไม่ต้องพูดถึงสำนักมือปราบเทพ เพียงมีประกาศไล่สังหารออกมา ก็ทำให้อวี๋ชางไห่กลายเป็นศัตรูของคนทั้งยุทธภพในชั่วพริบตาเดียว เมื่อถูกตัวละครสำคัญอย่างจั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินไล่สังหารด้วยตัวเอง ชื่อเสียงก็พุ่งทะลุฟ้าแล้ว

นี่ก็คือผลลัพธ์ที่หวงโส่วจุนต้องการ โดยมีพื้นฐานว่าต้องทำภารกิจให้สำเร็จอย่างราบรื่น ทำให้สำนักมือปราบเทพดูมีระดับมากที่สุด ส่วนเนื้อแท้ของเรื่องนี้ก็คือ สำนักมือปราบเทพให้หลินผิงจือเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิงแล้ว เขาจะกล้าไม่ฟังคำสั่งของสำนักมือปราบเทพเชียวหรือ

ยิ่งไปกว่านั้น ความแค้นอันยิ่งใหญ่ของน้องใหม่ในยุทธภพอย่างหลินผิงจือก็ได้รับการสะสางแล้ว ทั้งยังได้รับช่วงต่อของสำนักศัตรู แย่งชิงกิจการของศัตรูมาได้ ดำรงตำแหน่ง CEO แต่งภรรยา…แค่กๆ ถึงอย่างไรก็ได้เดินไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว

ส่วนสำนักชิงเฉิง?

หลังจากผ่านเรื่องราวครั้งนี้ แม้จะมีความเสียหายอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าได้กำจัดโรคเรื้อรังเช่นกัน ทั้งยังได้ยอดฝีมือที่มีศักยภาพแฝงไร้ที่สิ้นสุดมาเป็นเจ้าสำนัก มีราชสำนักคอยเป็นโล่ข้างหลังให้ด้วย จินตนาการถึงความก้าวหน้าในอนาคตได้เลย

เย่ว์ปู้ฉวิน แม้จะไม่ได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไป แต่ชื่อเสียงกระบี่วิญญูชนของเขาก็จะสว่างไสวขึ้นกว่าเดิมแน่นอน!

จั่วเหลิ่งฉาน แม้จะไม่ได้ครอง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ แต่เขากลับได้แสดงลักษณะอันน่าเกรงขามที่ประมุขห้าขุนเขาควรจะมีออกมาแล้ว!

ลิ่งหูชง ดูเหมือนเจ้าเด็กโชคร้ายคนนี้จะเสียเปรียบมาก

แต่โปรดอย่าลืมว่า เขาเสียเปรียบแทนเย่ว์ปู้ฉวิน!

ในใจเย่ว์ปู้ฉวินจะไม่รู้สึกผิดต่อเขาสักหน่อยเชียวหรือ

เดี๋ยวพอกลับไปแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินอารมณ์ดีขึ้นมา ก็อาจจะมอบ ‘ลมปราณเมฆม่วง’ พร้อมบุตรสาวของตัวเองให้เขาก็ได้ อย่างไรเสียครั้งนี้เขาก็ไม่เจ็บตัวเปล่าแน่นอน จอมยุทธ์น้อยลิ่งหูมีเส้นทางแห่งอนาคตให้เดินแล้ว

ชีชี สถานการณ์ของเจ้าหมอนี่ก็พูดยาก

กำจัดอวี๋ชางไห่ทิ้งแม้จะได้ค่าประสบการณ์ ค่าตบะจำนวนมาก แต่การสังหารเจ้าสำนักก็เท่ากับเป็นศิษย์ที่ทรยศอาจารย์ตัวเอง บทลงโทษก็คือวิทยายุทธ์สำนักทั้งหมดที่เขามีจะถูกลดสองเลเวล

ขณะเดียวกันยังถูกหักค่าวีรบุรุษเยอะด้วย ค่าผลงานสำนักก็ยิ่งเหลือศูนย์

รางวัลที่ได้จากสังหารอวี๋ชางไห่ก็ยังไม่พอชดเชยความเสียหายเหล่านี้ด้วยซ้ำ

อย่างไรเสีย หลังจากเขาสังหารอวี๋ชางไห่แล้ว แม้แต่ไอเทมดรอปหลักๆ ก็ยังไม่ได้ไป!

แต่ถ้าจะบอกว่าเขาแพ้ นั่นก็ไม่แน่เสมอไป

ถ้าความปรารถนาเป็นจริง เขาไม่ถูกศิษย์สำนักซงซานที่กำลังทำภารกิจใกล้สังหารกำจัดทิ้ง ก็จะได้ตำรากระบี่ที่เป็นสุดยอดวิชาเล่มหนึ่งทันที นี่คือของที่เขาวางแผนอยากได้มานานแล้ว

เมื่อความปรารถนาเป็นจริง ถึงอย่างไรก็นับว่าแพ้ไม่ได้อยู่แล้ว

สามผู้เล่นจากสำนักมือปราบเทพก็ยิ่งไม่ต้องพูดอะไรมาก พวกเขาได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว!

ในระหว่างที่ทำภารกิจ พวกเขาไม่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากเลย

สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงที่ถูกซานเย่ว์กับเฟยอวี๋สังหาร ก็ยังเป็นมอนสเตอร์ที่ไร้ความสามารถต่อต้านแล้ว

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิง ทั้งภารกิจใช้อยู่สองกระบวนท่า

ใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ยิงหิน

ใช้มังกรซ่อนกบดานถล่มขุดหลุม

แบบนี้ไม่นับว่าเป็นการต่อสู้เลย

ถ้าเทียบกับผลตอบแทนของพวกเขา การต่อสู้ระดับนี้จะเรียกว่าเป็นการได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุนก็ได้!

ถึงขั้นว่าแม้แต่อวี๋ชางไห่ก็ยังได้ผลตอบแทนไปไม่น้อย

อวี๋ชางไห่ ได้ที่พักอันหรูหรา…โลงไม้หนานมู่ที่ทำจากลวดทอง ทั้งยังจัดการพิธีการทั้งหมดภายในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งชั่วโมง ถือว่าได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าอย่างราบรื่น

หลังจากเขาวางมือจากยุทธภพแล้ว ยังได้ผู้แข็งแกร่งมาสืบทอดวิชาของสำนักชิงเฉิงด้วย นับว่ามีผู้สืบทอดแล้ว

พอพูดแบบนี้ ก็ถือว่าเขาได้กำไรเกินคาดแล้วชัดๆ!

อะไรนะ

ถามถึงสี่เดรัจฉานแห่งชิงเฉิง?

ก็บอกแล้วว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ย่อมนับพวกเขาในฐานะมนุษย์ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องไปสนใจ

……

ในที่สุด เขาชิงเฉิงก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางสถานการณ์ปรองดองที่ทุกคนเป็นฝ่ายชนะ

ผู้เล่นสามคนที่กลับถึงสำนักมือปราบเทพก็ได้รับการยอมรับและคำชมจากหวงโส่วจุนเช่นกัน หลังจากประเมินและชื่นชมผลงานของทั้งสามแล้ว ในที่สุดก็เข้าสู่ขั้นตอนการรับรางวัล ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่น

แจกรางวัลภารกิจ!

[ติ๊ง! คุณทำภารกิจ ‘ปราบชิงเฉิง’ ซึ่งเป็นภารกิจใหญ่ของสำนักสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบ อิงตามการแสดงออกและผลงานในระหว่างที่ทำภารกิจ ได้รับรางวัลดังนี้: ค่าประสบการณ์ 400,000 แต้ม, ค่าตบะ 100,000 แต้ม มีโอกาสได้รับคำชี้แนะวิทยายุทธ์จากหวงโส่วจุนหนึ่งครั้ง]

[ติ๊ง! คุณได้อัปเลเวลแล้ว ตอนนี้เลเวลของคุณคือ 28!]

พอได้เห็นรางวัลภารกิจ แม้แต่คนที่สุขุมเยือกเย็นอย่างเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังแอบดีใจอยู่พักหนึ่ง

นึกไม่ถึงว่าภารกิจนี้จะมอบค่าตบะ 100,000 แต้มให้ตน! ค่าตบะเยอะขนาดนี้ เพียงพอที่จะทำให้เขาอัพเลเวลของวิทยายุทธ์ที่สำคัญหนึ่งเลเวลแล้ว!

การที่เขาสิ้นเปลืองกำลังความคิดไปมากมายเพื่อวางแผน ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายามจริงๆ

แสงสีทองสามแถวที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการอัพเลเวลของตัวละครสว่างวาบอยู่ในหอประชุม ดูจากสีหน้าของเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็รู้แล้วว่าผู้ที่ตื่นเต้นประหลาดใจกับรางวัลภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียวแน่นอน

“เฟยอวี๋”

หวงโส่วจุนกวาดสายตามองบนตัวทั้งสามทีละคน แล้วเรียกชื่อเฟยอวี๋ก่อน “วิทยายุทธ์หลักที่เจ้าฝึกก็คือวิทยายุทธ์ระดับสูง ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ตอนนี้เจ้าฝึกพอสมควรแล้ว ก่อนหน้านี้ขาดเพียงกำลังภายในระดับสูงที่จะใช้ฝึกร่วมกัน แต่ตอนนี้ข้าเห็นท่าทีเจ้าเปลี่ยนไปนิดหน่อย หรือว่าได้รับกำลังภายในที่ดีกว่ามาแล้ว”

เมื่อได้ยินหวงโส่วจุนถามถึงทักษะยุทธ์ของตน เฟยอวี๋ก็ย่อมไม่กล้าเมินเฉย เขารีบพยักหน้าแล้วตอบตามความจริง “หลังจากสังหารอวี๋ชางไห่ตายแล้ว ข้าได้รับกำลังภายในระดับสูงของสำนักชิงเฉิงมา ชื่อ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ ตอนนี้ข้าเริ่มฝึกแล้วขอรับ”

หวงโส่วจุนพยักหน้า แล้วพูดต่อว่า “‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ เป็นหนึ่งในกำลังภายในระดับสูงสุดของสำนักชิงเฉิง มีจุดที่พิเศษอยู่จริงๆ สอดคล้องกับวิชาดาบและเคล็ดกระบี่ที่สุด เหมาะสมกับเจ้ามาก”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็พูดต่ออีกว่า “ให้เวลาเจ้าหนึ่งนาที ใช้ค่าตบะที่เพิ่งได้มาเสีย ไม่ว่าจะเพิ่มไปที่ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ หรือเพิ่มไปที่ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ ก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นค่อยก็มาหาข้าเพื่อให้ชี้แนะทักษะยุทธ์ใดก็ได้หนึ่งวิชา จะได้เพิ่มเลเวลวิชานั้นหนึ่งเลเวล!”

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงกลับเริ่มบ่นหงชีกงในใจ

ดูหวงโส่วจุนของพวกเราสิ บอกไว้ชัดเจนว่าให้เจ้าใช้ค่าตบะก่อน จากนั้นค่อยไปให้เขาชี้แนะ ทำแบบนี้จะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดได้

เทียบกับเจ้าหงชีกงขี้งกนั่น หวงโส่วจุนน่ารักกว่าไม่รู้ตั้งเท่าไร

คนสำนักเดียวกันดีกว่าจริงๆ ด้วย!

เขาเพียงเปรียบเทียบท่าทีของ NPC ระดับสูงสองคนเท่านั้น แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่า รางวัลของภารกิจระดับหนึ่งดาวกับภารกิจระดับหกดาวจะเหมือนกันได้อย่างไร

หลังจากนั้นพักหนึ่ง เฟยอวี๋ก็เพิ่มค่าตบะเสร็จเรียบร้อยแล้วกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “หวงโส่วจุน ข้าอยากอัปเลเวลเคล็ดดาบตระกูลหู”

หวงโส่วจุนพยักหน้า “เคล็ดดาบตระกูลหู ให้ความสำคัญกับเคล็ดลับสี่ดาบ นั่นก็คือ…”

หลังจากนั้นสิบนาที เฟยอวี๋ก็ถอยมาอยู่ด้านข้างด้วยความอิ่มเอมใจ ดูจากสีหน้าโอ้อวดของเจ้าหมอนี่ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาได้รับต้องยิ่งใหญ่มากแน่นอน

หลังจากชี้แนะเฟยอวี๋แล้ว หวงโส่วจุนก็ย้ายสายตาไปบนตัวซานเย่ว์

เมื่อเทียบกับเฟยอวี๋ นางหนูคนนี้กระตือรือร้นกว่ามาก ไม่รอให้หวงโส่วจุนพูดอะไร นางก็เป็นฝ่ายพูดก่อนแล้ว “หวงโส่วจุน ข้าอยากเพิ่มเลเวล ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ที่ข้าเพิ่งเรียน ข้าเพิ่มค่าตบะทั้งหมดไปบนนั้นแล้ว หวงโส่วจุนได้โปรดชี้แนะ!”

“อย่ารีบ” คาดไม่ถึงว่าหวงโส่วจุนกลับยกมือห้าม “ในเมื่อเจ้าฝึก ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ของ‘สำนักชิงเฉิงแล้ว ก็น่าจะรู้ว่านั่นคือเคล็ดฝ่ามือที่ไม่สมบูรณ์ ถึงขั้นถูกประเมินให้เป็นเคล็ดวิชาระดับกลาง ตอนนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หนึ่งคือเลือกวิทยายุทธ์หนึ่งวิชาให้ข้าชี้แนะเหมือนเฟยอวี๋ จะได้เพิ่มหนึ่งเลเวล หรือไม่อย่างนั้น…”

หวงโส่วจุนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มหยอกล้อ “ข้าช่วยทำให้เคล็ดฝ่ามือของเจ้าสมบูรณ์ได้ เปลี่ยนให้มันเป็นเคล็ดฝ่ามือระดับสูงที่สมบูรณ์!”

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วตะลึง ก่อนจะตอบอย่างดีใจมาก “ข้าต้องการเสริมให้เคล็ดฝ่ามือสมบูรณ์!”

ต้องทราบไว้ว่า การจะอัปเลเวลเคล็ดฝ่ามือหนึ่งเลเวล ก็แค่ประหยัดค่าตบะไว้เท่านั้นเอง แต่ถ้าอยากทำให้เคล็ดฝ่ามือสมบูรณ์ กลับต้องอาศัยจังหวะ

ถ้าจังหวะยังมาไม่ถึง ต่อให้เจ้าไปถึงจุดมุ่งหมายได้รวดเร็วเหมือนติดปีกบิน วิทยายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังเป็นวิทยายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์อยู่ดี!

สองทางเลือกนี้ ขอเพียงไม่ใช่คนโง่ ไม่ว่าใครก็รู้ว่าควรเลือกอย่างไร

หลังจากหวงโส่วจุนได้ยินซานเย่ว์เลือกแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วบอกว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ตั้งใจฟังไว้ อันมรรคาแห่งฟ้า ทอนส่วนเกิน…”

หลังจากนั้นสิบนาที ซานเย่ว์จับภาพส่งไปในช่องทีม

[ฝ่ามือทะลวงใจ (ระดับสูง)]

เคล็ดฝ่ามือดุดันที่ใช้วิธีการโจมตีผ่านอากาศเพื่อใช้พลังภายในทำลายอวัยวะภายใน

เลเวล: …

……

ตอนที่ได้เห็นฝ่ามือทะลวงใจหลังจากเสริมให้สมบูรณ์แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตะลึงค้างทันที!

มารดาเจ้าเถอะ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำแบบนี้ได้ด้วย

ตอนที่หวงโส่วจุนหันกลับมามองที่ตน เยี่ยเว่ยหมิงก็ชิงพูดอย่างไม่ลังเลว่า “หวงโส่วจุนมีศักยภาพแข็งแกร่งจริงๆ ด้วย ใต้หล้าไร้เทียมทาน ปฏิบัติตนยุติธรรมไร้ความเห็นแก่ตัว ตอนแจกรางวัลภารกิจไม่มีทางลำเอียงแน่ ท่านดูสิ ขนาด ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ของซานเย่ว์ท่านยังทำให้สมบูรณ์ได้ เช่นนั้นก็ไม่น่าจะเลือกที่รักมักที่ชังหรอกใช่ไหม”

หวงโส่วจุนได้ยินแล้วอดยิ้มไม่ได้ “เจ้าอยากจะให้ข้าเลือกที่รักมักที่ชังอย่างไรล่ะ”

รอยยิ้มของเยี่ยเว่ยหมิงสดใสยิ่งกว่าเดิม “ที่จริงในภารกิจก่อนหน้านี้ ข้าเรียนเคล็ดฝ่ามือที่ไม่สมบูรณ์มาวิชาหนึ่ง ท่านเองก็ออกแรงช่วยเสริมความสมบูรณ์ของเคล็ดวิชานี้ให้ข้าสักหน่อยสิ”

ไม่อย่างนั้นจะมีคำกล่าวที่ว่า ‘คนหน้าด้าน ใต้หล้าไร้เทียมทาน’ หรือ

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยคำขอแบบนี้ออกมา เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็อดมองเขาด้วยสายตาดูถูกไม่ได้

ส่วนหวงโส่วจุนก็เพียงยิ้มบางๆ จากนั้นบอกว่า “เจ้าจะลองใช้เคล็ดฝ่ามือที่เจ้าเรียนมาก่อนก็ได้ แต่ขอบอกไว้ล่วงหน้า ความสามารถของข้ามีจำกัด ใช่ว่าจะอัปเลเวลทุกทักษะยุทธ์ให้เต็มได้ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ จัดเป็นกรณีพิเศษ ถ้าเคล็ดฝ่ามือที่เจ้าเรียนมาไม่ยากเกินไป ข้าก็จะพยายามช่วยเจ้าเสริมให้สมบูรณ์ ใช่ว่าจะลองดูไม่ได้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วดีใจมาก เขาคิดเสียว่าเป็นการทดลอง ย่อเข่าแล้วผลักฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้งอย่างธรรมดาเรียบง่ายทันที

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงใช้ฝ่ามือนี้เหมือนทำเป็นเล่น เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็อดสงสัยไม่ได้ อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ตนเดาผิด

คาดไม่ถึงว่าหลังจากหวงโส่วจุนเห็นฝ่ามือนี้ของเขาแล้ว กลับด่าทอยกใหญ่ทันที “เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ เรียนรู้ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ ได้เพียงหนึ่งกระบวนท่า เจ้าก็คิดจะเสริมให้มันเป็นสุดยอดวิชาที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือ…

…ถามเจ้าไยมิขี่ลมเหมือนวิหค พุ่งพรวดขึ้นฟ้าเก้าหมื่นลี้[1]”

[1] ถามเจ้าไยมิขี่ลมเหมือนวิหค พุ่งพรวดขึ้นฟ้าเก้าหมื่นลี้ 问君何不乘风起,扶摇直上九万里 ส่วนหนึ่งจากบทกลอน 上李邕 ช่างหลี่ยงของกวีหลี่ไป๋ หมายถึง ต้องการให้เจ้าทำตามความมุ่งมาดปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง