วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566

206-210

บทที่ 206
นึกไม่ถึงเลย สุดท้ายทีมเล็กของสำนักมือปราบเทพก็ยังไล่ตามอวี๋ชางไห่ทันเพราะอาศัยทักษะสืบเสาะชื่อจริงของเฟยอวี๋

หลังจากเฟยอวี๋ใช้ประสาทรับกลิ่นยืนยันทิศทางเสร็จ เดินตามไปไม่กี่ก้าวก็พบสถานการณ์ที่น่าสนใจมากแล้ว

ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าอวี๋ชางไห่ตัวจริงหนีไปทางยอดเขา เช่นนั้นก็แค่สะกดรอยตามอวี๋ชางไห่ที่หนีไปทางยอดเขาก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ

ดังนั้น เฟยอวี๋จึงเลิกใช้วิธีไล่ตามเบาะแสจากกลิ่นทันที แล้วเริ่มใช้ทักษะสืบเสาะจากชื่อจริง จากนั้นทั้งสามคนก็ไล่ตามขึ้นไปบนยอดเขาโดยตรง

ระหว่างทาง ซานเย่ว์อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางถามเรื่องเก่าอีก “ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ของเฟยอวี๋ถูกเปิดโปงแล้วหรือ ตามหลักแล้วไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นสิ! เจ้าหมอนี่ซ่อนความลับเรื่องทักษะของตัวเองไว้มิดชิดมาตลอด จะปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ข้อมูลละเอียดได้อย่างไร”

ครั้งนี้ไม่ต้องให้เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์ เฟยอวี๋ก็ส่ายหน้าน้อยๆ พลางอธิบายแล้ว “ทักษะของข้าไม่เหมือนกับทักษะของพวกเจ้า ทักษะของพวกเจ้าล้วนเป็นประเภทสังเกตการณ์ ถ้าตัวเองไม่บอก คนอื่นก็อาจจะคิดเพียงว่าพวกเจ้าสังเกตการณ์ได้ละเอียดลึกซึ้ง แต่ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ของข้าต่างกัน หลังจากแสดงทักษะนี้ต่อหน้าคนอื่นหลายครั้ง คนที่ตั้งใจสังเกตก็พบพิรุธได้ไม่ยาก”

เฟยอวี๋เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริม “ยิ่งไปกว่านั้น ตอนข้าอาศัยทักษะนี้ทำภารกิจแล้วเจอบอสที่ตัวเองสู้ไม่ไหว ข้าก็ต้องร่วมทีมกับคนอื่น สหายถังก็ยุ่งอยู่กับภารกิจของตัวเอง เป็นไปไม่ได้ที่จะมาหาข้าทันเวลาทุกครั้ง บางครั้งข้าก็ต้องร่วมทีมกับคนไม่ที่ไม่ค่อยสนิท…

…พอเป็นแบบนี้หลายครั้ง ข้อมูลหลุดออกไปก็เป็นเรื่องปกติ สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เปิดเผย ก็เพียงเพราะคิดว่าปิดให้นานเท่าไรก็ยิ่งดี”

พอพูดถึงตรงนี้ เฟยอวี๋ก็ยิ้มเจื่อนด้วยความจนใจ “เดิมทีข้อมูลหลุดออกไปแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่พอเจอคนที่ทำอาชีพรวบรวมข่าวและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างชีชี ก็ได้แต่ถือว่าตัวเองดวงซวยแล้ว”

ตอนนี้ซานเย่ว์อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไมได้ “พอพูดถึงชีชีคนนี้ ข้าก็รู้สึกแปลกนิดหน่อย ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่ยังเก็บตัวอยู่เลย ข้าเองก็ไม่เคยเห็นเขาทำงานใหญ่อะไรมาก่อนด้วย ถึงขั้นไม่เคยเห็นเขาออกทีวีด้วยซ้ำ ทำไมพอออกอุบายขึ้นมาถึงได้ร้ายกาจเช่นนี้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย “แบบนี้เรียกว่า ‘ผู้โจมตีเคลื่อนไหวอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า ผู้ป้องกันซ่อนตัวอยู่ใต้พิภพชั้นเก้า’ เดิมทีเขาก็เป็นคนไม่ชอบป่าวประกาศอยู่แล้ว อยู่ในยุทธภพที่คนชอบโอ้อวดเช่นนี้ หากอยากจะทำตัวสงบเสงี่ยมก็ยังทำได้ มีหลายเรื่องที่หากเขาคิดจะซ่อนไว้หลังม่าน ก็อาจจะไม่มีใครสังเกตเห็นได้ง่ายขนาดนั้น”

“ก็เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรารู้จากปากเนี่ยนเสียวเหนี่ยนก่อนหน้านี้ว่ามีคนอย่างเขาอยู่ด้วย แล้วตอนหลังพยายามหาทางสนิทสนมกับเขา ข้าว่าเมื่อครู่นี้พวกเราก็คงสงสัยว่า ‘ทำไมวันนี้อวี๋ชางไห่ถึงทำตัวเหมือนผีขนาดนี้’…

…ยิ่งไปกว่านั้น ประกาศระบบก็ใช่ว่าจะมีน้อย ต่อให้เขาเคยออกทีวีจริงๆ แต่ถ้าไม่ใช่ข่าวใหญ่ที่ครึกโครมเป็นพิเศษ เจ้ากับข้าก็อาจไม่สังเกตเห็นอยู่ดี”

ตอนที่ทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องชีชี จู่ๆ เฟยอวี๋ก็พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตอนนี้เย่ว์ปู้ฉวินตามทันอวี๋ชางไห่แล้ว ขณะนี้พวกเขาสองคนคงกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด”

อีกสองคนพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงเห็นเฟยอวี๋มีสีหน้าเหมือนจิตตกนิดหน่อย ก็อดพูดปลอบใจไม่ได้ว่า “ที่จริงข้อมูลทักษะของเจ้า เขารู้แค่คนเดียวก็ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วเผยรอยยิ้มออกมา สื่อว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงกลับมองออกว่าเขายังคลายปมในใจไม่ได้ จึงพูดต่ออีกว่า “หลังจากเคยใกล้ชิดกันสองครั้ง แม้ข้าจะไม่มีทางมองออกว่าชีชีล้ำลึกแค่ไหน แต่อย่างน้อยข้าก็แน่ใจว่าเขาเป็นคนใช้สติปัญญามาก ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ก็จะไม่พยายามตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกเราแน่นอน ยิ่งไม่ป่าวประกาศเรื่องของเจ้าไปทั่วด้วย…

…ส่วนถ้าถามว่าภารกิจจะชนกันไหม” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ มีผู้เล่นหนึ่งล้านคนออนไลน์พร้อมกัน จะชนกันง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร จะชนกับคนเดิมซ้ำๆ หรือ”

เฟยอวี๋พยักหน้า ถือว่าฝืนรับคำปลอบใจของเยี่ยเว่ยหมิงไว้แล้ว

แต่ครู่ต่อมา เขากลับตัวสั่นขึ้นมากะทันหัน “อวี๋ชางไห่กับเย่ว์ปู้ฉวินแยกกันแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินยังวนไปวนมาอยู่ที่เดิม ส่วนอวี๋ชางไห่ก็ย้ายไปทางถ้ำเฉาหยาง หนีเร็วกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า!…

…ดูท่าอวี๋ชางไห่คงถูกเย่ว์ปู้ฉวินบีบให้ใช้วิธีการสุดท้ายแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงยกมุมปากเผยยิ้มเล็กน้อยแล้วบอกว่า “พวกเจ้าจำเรื่องที่เมืองฝูโจวได้หรือเปล่า ที่จู่ๆ อวี๋ชางไห่ก็ระเบิดศักยภาพอันน่าทึ่งออกมา แต่กลับเลือกหนีไปทันที จากนั้นตอนที่พวกเราเจอตัวเขาแถวๆ สถาบันซานเจียง เขาก็อ่อนแอจนถูกฆ่าแทงกระบี่เดียวแล้วตาย…”

“…ทำไมจะจำไม่ได้” เฟยอวี๋บ่นอย่างคับแค้นใจ “ตอนนั้นข้าถูกแย่งฆ่าบอส ตอนนี้ข้าคิดย้อนไปก็ยังหงุดหงิด!”

ซานเย่ว์กลับแสดงความฉลาดอีกครั้ง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “อาหมิงคงจะหมายความว่า ตอนนี้สถานการณ์ของอวี๋ชางไห่ไม่ต่างจากตอนนั้นมาก หลังจากใช้กระบวนท่าเด็ดสุดท้ายแล้วหนีไป เขาก็ตกอยู่ในช่วงอ่อนแออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทันที ขอเพียงพวกเราเจอเขาในช่วงนี้ ก็จะกำจัดเขาได้ง่ายๆ ใช่ไหม”

“ใช่แล้ว ข้าหมายความอย่างนี้” เยี่ยเว่ยหมิงออกคำสั่งทันที “พวกเราไม่ต้องใช้ทางเดินภูเขาแล้ว สะกดรอยตามทะลุป่าไปเลยแล้วกัน อย่าให้เย่ว์ปู้ฉวินรู้ทิศทางการเคลื่อนไหวของพวกเราเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นศีรษะของอวี๋ชางไห่อาจจะไม่ใช่ของพวกเราแล้ว”

ทั้งสองได้ฟังแล้วพยักหน้าซ้ำๆ จากนั้นทั้งสามก็หมุนตัวเลี้ยวเข้าไปในป่าทึบข้างทางเดินทันที

ภายใต้การบัญชาการของเยี่ยเว่ยหมิง พวกเขาไม่ได้ไปตามเส้นทางที่อวี๋ชางไห่หนีไป ใช้ทางลัดตรงไปยังถ้ำเฉาหยาง

ขณะที่กำลังไล่ตาม เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ลืมเอ่ยเตือนว่า “อวี๋ชางไห่ที่พวกเราต้องเผชิญหน้าครั้งนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นบอสร่างแท้โหมดปกติที่เลเวลเจ็ดสิบห้า ใครก็ไม่กล้ารับประกันว่าหลังจากเขาใช้สุดยอดทักษะไปหนึ่งครั้งแล้ว เขาจะสูญเสียพลังต่อสู้เหมือนตอนอยู่ที่เมืองฝูโจวหรือเปล่า อีกสักพักถ้าเจอเขา ทุกคนห้ามประมาทเด็ดขาด ถ้าเรือล่มในคลองระบายน้ำ[1]ก็คงน่ากลุ้มใจ”

ตอนนี้เอง เฟยอวี๋ก็บอกข่าวที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอุ่นใจเช่นกัน “ความเร็วอวี๋ชางไห่ลดลงแล้ว ตอนนี้ความเร็วตอนเคลื่อนไหวของเขาเทียบคนปกติไม่ได้ด้วยซ้ำ”

……

ตอนนี้ทั้งเขาชิงเฉิงเต็มไปด้วยคนที่ไล่สังหารอวี๋ชางไห่ ส่วนตัวอวี๋ชางไห่เองก็กำลังหนีไปทางถ้ำเฉาหยางอย่างยากลำบาก

อิงตามแผนการหลบหนีที่ชีชีวางไว้ให้เขาก่อนหน้านี้ ขอเพียงเข้าไปในถ้ำเฉาหยาง ทางนั้นก็จะมีคนมารับเขา

อีกทั้งชีชีก็ตบอกรับประกันแล้วด้วย เขามีความมั่นใจว่าจะสลัดพวกที่ไล่ตามได้ และหนีออกจากเขาชิงเฉิงอย่างปลอดภัย

ดังนั้น ต่อให้หลังจากใช้วิชาลับแล้วถูกกำลังภายในย้อนทำร้ายอย่างรุนแรง การถูกพลังย้อนทำร้ายนี้ทำให้เขาก้าวเท้าลำบาก หน้ามืดตาลาย แต่เขาก็ต้องรีบไปให้ถึงถ้ำเฉาหยาง ไปเจอกับชีชีที่รออยู่ที่นั่นนานแล้วให้ได้!

อาศัยความตั้งใจในการมีชีวิตอยู่อันแรงกล้านี้ อวี๋ชางไห่แข็งใจลากสังขารที่พร้อมจะสลบได้ทุกเมื่อหนีไปยังจุดมุ่งหมาย เขาเดินออกจากป่ามาอย่างยากลำบาก ถ้ำเฉาหยางที่ปรากฏตรงหน้าอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสิบห้าเมตรแล้ว

ตอนนี้เอง กลับเห็นเงาร่างของคนคนหนึ่งถลันออกมาจากปากถ้ำ เงาร่างของชีชีโผล่มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “เฮ้อ โธ่ ท่านอาจารย์ หากท่านเชื่อคำพูดข้าแล้วแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอดให้เร็วกว่านี้สักหน่อย ชิงเฉิงจะประสบเคราะห์เหมือนอย่างวันนี้หรือ”

[1] เรือล่มในคลองระบายน้ำ 阴沟里翻船 หมายถึง เรื่องที่ทำดีมาตลอดกลับต้องพลาดในตอนสุดท้าย
บทที่ 207
เมื่อได้ยินและได้เห็นชีชี ในที่สุดอวี๋ชางไห่ก็ถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก

ในที่สุดก็ปลอดภัยแล้ว!

แต่เมื่อได้ยินชีชีบ่น เขากลับไม่พอใจนิดหน่อย

เรื่องของอาจารย์แท้ๆ ลูกศิษย์อย่างเจ้าควรมาบ่นข้าหรือ

ค่าความรู้สึกดีที่อวี๋ชางไห่มีต่อชีชีลดลงสิบแต้ม!

แน่นอน แม้ในใจจะหงุดหงิด แต่อวี๋ชางไห่ก็ไม่ถึงขั้นแสดงออกมาในเวลาอันตรายแบบนี้ เขาได้แต่ยิ้มเจื่อน ตอนที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับคาดไม่ถึงว่าชีชีที่อยู่ตรงข้ามจะโบกมือสองข้างต่อเนื่องกัน ตามติดด้วยเสียงอาวุธลับแหลมคมเสียดสีฝ่าอากาศ

ที่แท้ตอนที่ชีชีคุยกับอวี๋ชางไห่ ไม่น่าเชื่อว่าจะโจมตีอาวุธลับเก้าชิ้นออกมาในคราเดียว อาวุธเข้ามาทักทายทั่วจุดสำคัญบนร่างกายของเขา

ก่อเหตุใต้รักแร้[1]!

อวี๋ชางไห่ตกใจจนหน้าถอดสี!

การโจมตีแบบนี้ ปกติแล้วไม่ได้อยู่ในสายตาของอวี๋ชางไห่ด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าเขาจะอยากหลบ บล็อก หรือจะอาศัยเกราะต้านไว้พร้อมกัน ก็จัดการกับอาวุธพวกนี้ได้โดยที่ตัวเองไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อยแล้ว

ยิ่งไปว่านั้น อาวุธที่ชีชีใช้ก็คือ ‘อักษรชิงเก้าโหล’ เดิมทีก็ได้รับการชี้แนะมาจากอวี๋ชางไห่อยู่แล้ว อวี๋ชางไห่ย่อมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของมันดีมาก

แต่สภาพของเขาตอนนี้ไร้แรงที่จะเคลื่อนที่หลบ หรือบล็อกแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้เกราะซึ่งใช้งานยากกว่านั้น

แม้เขาจะรู้ทิศทางอาวุธลับล่วงหน้าอย่างชัดเจน แต่กลับทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ได้แต่ดูอาวุธลับพวกนั้นโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ไม่มีอาวุธชิ้นไหนที่ไม่ถูกจุดสำคัญบนตัวเขา!

ฉึก! ฉึก! ฉึก!…

ท่ามกลางตัวเลขค่าพลังชีวิตที่ลดลงต่อเนื่อง ในที่สุดชีวิตของอวี๋ชางไห่ก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

และความคิดสุดท้ายในหัวเขาก็คือ

ที่แท้วิชา ‘อักษรชิงเก้าโหล’ ของชีชีก็บรรลุขั้นห้าตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งเป็นการ ‘ยิ่งต่อเนื่องเก้าลูก’ ขั้นเจ็ดแล้ว

ที่ผ่านมา เขาเก็บงำความสามารถตอนอยู่ต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ

ตุ้บ!

ร่างของอวี๋ชางไห่ล้มลงพื้น ขณะเดียวกันนี้เอง เสียงประกาศระบบทำให้ชื่อของชีชีดังก้องทั้งเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’!

[ประกาศระบบ: ชีชี ผู้เล่นสำนักชิงเฉิง ฆ่าจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่ BOSS โหมดปกติเลเวล 75 สำเร็จ]

[เนื่องจากอวี๋ชางไห่เป็น BOSS โหมดปกติ หลังจากถูกฆ่าครั้งนี้จึงรีเฟรชไม่ได้อีก ตั้งแต่นี้ไป ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีอวี๋ชางไห่อีก!]

[ชีชี ศิษย์สำนักชิงเฉิงที่สังหารสำเร็จ จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ชื่อเสียงยุทธภพ 100000 แต้ม!]

[ผู้เล่นชีชีในฐานะที่เป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง การสังหารเจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่ถือเป็นการสังหารอาจารย์ ตอนที่กำลังโจมตีสังหารอวี๋ชางไห่ เลเวลทักษะยุทธ์ของสำนักทั้งหมดจะถูกหักจนเหลือศูนย์ ค่าผลงานสำนักทั้งหมดเหลือศูนย์ ค่าวีรบุรุษลดลงเหลือ 100 แต้ม กลายเป็นคนเลว และถูกไล่ออกจากสำนักชิงเฉิง!]

[ประกาศระบบ: ชีชีในฐานะที่เป็นผู้เล่นคนแรกในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ที่สังหารอาจารย์สำเร็จ ได้รับฉายายุทธภพ ‘ผู้สังหารอาจารย์’!]

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นสำนักชิงเฉิงชีชี…]

……

เมื่อได้ยินประกาศระบบต่อเนื่องสองรอบ ชีชีถึงได้โล่งอก ดูท่าครั้งนี้อวี๋ชางไห่จะตายแล้วจริงๆ

ที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เขาปรากฏตัว เขาก็เตรียมป้องกันไว้แล้วว่าก่อนตายอวี๋ชางไห่อาจจะหวนกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ชักกระบี่ออกมาแล้วพุ่งเข้าไปสู้ระยะประชิดกับอวี๋ชางไห่ แต่เลือกกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่านั้น นั่นก็คือหลบอยู่ไกลๆ แล้วใช้อาวุธลับโจมตี

เขาถึงขั้นพิถีพิถันแม้กระทั่งตำแหน่งยืนของตัวเอง

ตำแหน่งที่เขายืนตอนนี้ยังอยู่ด้านในปากถ้ำเฉาหยาง ข้างกายเป็นทางโค้ง แค่เดินก้าวเดียวก็เอาตัวเองไปหลบอยู่หลังหินถ้ำได้แล้ว ป้องกันอวี๋ชางไห่ใช้อาวุธลับโจมตีกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรเสีย อวี๋ชางไห่ก็เป็นคนสอนทักษะอาวุธลับให้เขา

เขาย่อมเข้าใจดีว่าอวี๋ชางไห่โจมตีอาวุธลับได้ร้ายกาจขนาดไหน!

ตอนที่เสียงประกาศระบบดังขึ้น ชีชีก็พลันรู้สึกไร้เรี่ยวแรงไปทั้งตัว เป็นความไม่สบายตัวเพราะเคล็ดวิชาทั้งหมดของสำนักถูกลดเลเวล

เพียงแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เขากลับไม่แยแส เพราะคำนวณไว้แล้วว่าต้องแลกกับอะไรบ้าง กลับเป็นฉายา ‘สังหารอาจารย์’ ที่ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่นานสีหน้าก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เขาถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ขณะกำลังจะไปเก็บไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ จู่ๆ กลับเห็นเงาคนแฉลบมาตรงหน้า

ชีชีส่ายหน้าอย่างจนใจ แทบจะไม่ลังเลใดๆ เขาใช้ท่าร่างให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หนีเข้าไปในจุดลึกของถ้ำเฉาหยาง

ขณะเดียวกันนี้เอง ลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งก็ยิงเข้ามาพร้อมเสียงโลหะฝ่าอากาศ ยิงตรงเข้ามาตรงจุดที่ชีชียืนอยู่ ฝังลึกลงในผนังหินตรงปากถ้ำ!

แม้พวกเยี่ยเว่ยหมิงจะตามเขาทันก่อนที่อวี๋ชางไห่จะเข้าถ้ำเฉาหยาง แต่กลับคาดไม่ถึงว่ายังถูกชีชีแย่งฆ่าบอสไปแล้ว

ผลลัพธ์นี้เหนือความคาดหมายของทุกคนรวมทั้งเยี่ยเว่ยหมิงจริงๆ

ฟังจากประกาศระบบเมื่อครู่นี้ก็มองออกแล้วว่าหลังจากชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ เขามีราคาที่ต้องจ่ายน่าเวทนาขนาดไหน

เขารู้อยู่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ยังวางแผนอย่างนี้ออกมาได้ ทั้งยังสังหารอวี๋ชางไห่ตายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยด้วย

วิธีการที่ทุ่มสุดตัวแบบนี้ แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ยังทำไม่ได้!

ช่างเป็นหมาป่าจอมโหดจริงๆ!

หมาป่าโหดชีชีที่สังหารอวี๋ชางไห่ตาย ตอนนี้กลับหนีเข้าไปในถ้ำเฉาหยางที่สภาพพื้นที่ซับซ้อนเหมือนเขาวงกตโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา สำหรับศพของอวี๋ชางไห่ที่ยังไม่ได้คลำหาไอเทมเลยสักนิด เขากลับไม่หันไปมองอีกแม้แต่ครั้งเดียว

เหมือนกับเยี่ยเว่ยหมิง ตอนที่ชีชีกำลังวางแผนทั้งหมด เขาก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนของตัวเองเช่นกัน ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อเป้าหมายหลัก เขาถึงจะพิจารณาเรื่องช่วงชิงผลตอบแทนอย่างอื่น หากมีภัยคุกคามต่อเป้าหมายเมื่อไร เขาก็จะละทิ้งอย่างไม่ลังเล

ต่อให้ผลตอบแทนนั่นจะเป็นไอเทมดรอปจากบอสโหมดปกติเลเวลเจ็ดสิบห้าก็ตาม!

“หึ! แย่งฆ่าบอสของพวกเราแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ”

สำหรับพฤติกรรมชั่วร้ายที่ชีชีแย่งฆ่าอวี๋ชางไห่ เฟยอวี๋เปิดใช้งานทักษะ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ทันที แต่วินาทีถัดมา เขาก็กล่าวด้วยสีหน้าฉงนใจว่า “สืบไม่เจอคนคนนี้!? จะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อครู่ข้ายืนยันชื่อของเขาไปแล้วแท้ๆ!”

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “ในเมื่อเขาคาดคะเนทักษะของเจ้าได้ ทางเลี่ยงเปลี่ยนชื่อของผู้เล่นคนอื่นได้ ตัวเองก็ย่อมต้องเหลือแผนสำรองไว้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็ไม่รู้สถานการณ์เกี่ยวกับถ้ำเฉาหยางเลย แต่เขากลับเตรียมการไว้ล่วงหน้า ต่อให้ตามทันก็อาจไม่ได้ประโยชน์อะไร…

…ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ…” ขณะที่กำลังคุยกัน ทั้งสามก็เดินมาถึงข้างศพอวี๋ชางไห่แล้ว “ต่อให้พวกเรากำจัดเขาได้ แต่นอกจากกำจัดคู่ต่อสู้ที่รับมือยากคนนี้ให้สิ้นซากแล้ว พวกเราจะได้รับอะไรอีกล่ะ…

…หากเทียบกันแล้ว นั่งรอให้หมดเวลาป้องกันของระบบก่อน จากนั้นค่อยมานั่งแบ่งของกันดีกว่า”

ทันใดนั้นเฟยอวี๋ถึงนึกขึ้นได้ว่าศพของอวี๋ชางไห่ยังไม่เคยถูกคลำ จากเดิมทีที่กลัดกลุ้ม ตอนนี้อารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่คิดวนเวียนเรื่องชีชีแย่งฆ่าบอสอีก กลับหันมาถามเยี่ยเว่ยหมิงอย่างสนใจว่า “แผนการครั้งนี้พลาดไปนิดเดียว คนที่วางแผนละเอียดแม่นยำอย่างเจ้าคิดอย่างไร”

“พลาดไปนิดเดียวหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “ข้าไม่คิดอย่างนี้นะ”

“เป้าหมายที่พวกเราต้องทำให้สำเร็จ ตอนนี้ก็ทำสำเร็จหมดแล้ว ข้าเพียงคิดไม่ถึงว่าเป้าหมายที่แท้จริงของชีชีจะเป็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เส็งเคร็งเล่มนั้น ทั้งยังยอมแลกทุกอย่างเพื่อมันขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง…

“ถึงอย่างไรสิ่งที่พวกเราพิจารณาก่อนก็เรียงแบบนี้ อันดับแรกคือรับประกันว่าจะทำภารกิจสำเร็จอย่างราบรื่น นี่คือพื้นฐาน ผิดพลาดไม่ได้ อันดับสองคืออุปกรณ์ที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่ พยายามช่วงชิงสุดความสามารถก็พอแล้ว อันดับสามคือรางวัลค่าตบะและค่าประสบการณ์ที่ได้จากการกำจัดอวี๋ชางไห่ทิ้ง นับเป็นสิ่งที่เสริมจากเป้าหมายอันดับสอง สุดท้ายถึงจะเป็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เส็งเคร็งเล่มนั้น…

…แล้วก็อย่าลืมนะ ประกาศระบบที่บอกว่าชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ ไม่ใช่แค่พวกเราที่ได้ยิน แม้แต่จั่วเหลิ่งฉาน เย่ว์ปู้ฉวินกับ NPC พวกนั้นก็ได้ยินเหมือนกัน…

…หากพวกเราเป็นคนโจมตีสังหารอวี๋ชางไห่จริงๆ ในภารกิจช่วงหลังก็รับประกันได้ยากว่าพวกเขาจะไม่จงใจลอบกัดพวกเรา…

…สำหรับเรื่องนี้ แม่ข้าจะมีวิธีการรับมือแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมีความยุ่งยากและความเสี่ยงอยู่ประมาณหนึ่ง…

…ถ้าไม่ใช่เพราะอยากได้ไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ ข้าถึงขั้นไม่อยากเข้าร่วมการไล่สังหารครั้งนี้ด้วยซ้ำ…

…และที่เป็นอยู่ตอนนี้ กลับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับพวกเรา ทั้งยัง…” เยี่ยเว่ยหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรอยยิ้มก็เปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้น “เกรงว่าชีชีคงไม่รู้ว่า ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่เขาทุ่มเทวางแผน เป็นสุดยอดวิชาอะไรกันแน่”

พอนึกถึงสีหน้าชีชีหลังจากรู้ความจริง เฟยอวี๋ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที

ทั้งสามคนที่อารมณ์ดีลากศพอวี๋ชางไห่เข้าไปในป่าลึกด้านข้างอย่างเงียบๆ จากนั้นก็สังเกตการณ์รอบๆ อย่างระแวดระวังเป็นเวลาสามที ในที่สุดเวลาปกป้องของระบบก็จบลงแล้ว

ซานเย่ว์ยกมือขึ้นทันที “ข้าอยากคลำศพ”

สำหรับงานอดิเรกของน้องสาวคนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ตอบพร้อมกันว่า “สุภาพสตรีเชิญก่อน”

นี่ก็คือแนวคิดลัทธิบุรุษนิยมของสองผู้เล่นชายแห่งสำนักมือปราบเทพ

ตราบใดที่ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อน เรื่องการคลำศพ พวกเขาก็ยังรู้จักหลีกทางให้สุภาพสตรีก่อน!

[1] ก่อเหตุใต้รักแร้ 变生肘腋 อุปมาว่าเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างกายตัวเอง


บทที่ 208
“ว้าว! เป็นกระบี่ล้ำค่าที่งดงามมาก!”

เมื่อเสียงอุทานของซานเย่ว์ดังขึ้น สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็ไปหยุดอยู่บนไอเทมดรอปชิ้นหนึ่งของอวี๋ชางไห่โดยมิได้นัดหมาย ก็คือกระบี่ล้ำค่าสีทองระยิบระยับเล่มหนึ่ง

บนตัวกระบี่มีแสงสีทองจางๆ ล้อมรอบหนึ่งชั้น ทั้งตัวกระบี่ถูกปกคลุมด้วยสีทองอ่อนละมุน ดูแล้วโดดเด่นจ้าตามาก

เมื่อมองให้ละเอียดก็จะเห็นว่าบนตัวกระบี่ล้ำค่าสลักตัวอักษรหวัดขนาดเท่าแมลงวันเอาไว้ยั้วเยี้ย: ฟ้าดินหยินหยาง รากฐานพลังลึกลับนับหมื่น ฝึกยาวนานร้อยล้านกัลป์ พิสูจน์พลังอภินิหาร สามพิภพ มหามรรคายิ่งใหญ่ แสงทองปกคลุมกายา มิอาจมองเห็น มิอาจได้ยิน…

[กระบี่แสงทอง (อาวุธล้ำค่า)]

กระบี่พกของอดีตเจ้าสำนักคนหนึ่งของสำนักชิงเฉิง เสริมฤทธิ์ด้วยกฎเต๋า มีอานุภาพน่าทึ่ง

โจมตี +500

ป้องกัน +300

กำลังภายใน +40%

เลเวลกฎเต๋า +2

เลเวลเคล็ดกระบี่ +1

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: แสงทอง!

แสงทอง: พาสซิฟสเตตัส ปราณแท้ป้องกันตัวแข็งแกร่งขึ้น 50%!

……

เมื่อเห็นสเตตัสของกระบี่เล่มนี้ เฟยอวี๋ก็อดถลึงตาใส่เยี่ยเว่ยหมิงอย่างดุดันไม่ได้ “เจ้านี่มันโชคดีเหนือความคาดหมายจริงๆ!”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มแห้งแล้วเก็บกระบี่เข้ากระเป๋า “ข้าจะเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวแบ่งของทั้งหมดเสร็จแล้วค่อยคุยเรื่องโบนัสกันอีกที”

ทั้งสองล้วนเป็นนักกระบี่ ย่อมไม่คัดค้านกับคำแนะนำนี้ จึงย้ายสายตาไปที่ไอเทมดรอปอย่างอื่นของอวี๋ชางไห่

กระบี่เล่มนี้แม้จะเป็นอาวุธล้ำค่า แต่หากพูดถึงพลังโจมตีอย่างเดียว ก็ถือเป็นอันดับโหล่ในบรรดาอาวุธล้ำค่าแน่นอน พลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นมาเหมือนกับหน้าไม้เทพจูเก๋อ แต่หน้าไม้เทพจูเก๋อเป็นแบบยิงต่อเนื่องสิบสามดอก อีกทั้งค่าสเตตัสเพิ่มเติมแต่ละรายการก็ใช้งานได้จริงด้วย เป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดในหมู่ธนูหน้าไม้จริงๆ

และกระบี่แสงทองเล่มนี้ก็เป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดเช่นเดียวกัน แม้ว่าหากมองที่การโจมตีอย่างเดียว จะโหดไม่เท่าดาบสองคมสามแฉก แต่ค่าสเตตัสเพิ่มเติมของมันกลับเยี่ยมกว่ามาก ดูจากเอฟเฟ็กต์พิเศษ ‘แสงทอง’ ก็รู้แล้ว ว่านี่คือกระบี่ล้ำค่าที่เตรียมไว้ให้ตัวแทงค์โดยเฉพาะ

แต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นตัวแทงค์หรือ

พลังป้องกันสูง (คนโดดเด่นในหมู่ผู้เล่นเลเวลเดียวกัน) เลือดหนา (พลังชีวิตเทียบกับ BOSS ได้) มีความสามารถในการเอาชีวิตรอดสูง (ลองทำความเข้าใจเคล็ดกระบี่มังกรร่อนล่อหงส์ดูสักหน่อย) ยั่วยุได้ (แน่จริงเจ้าก็เข้ามาสิ!)…ความสามารถที่ตัวแทงค์มาตรฐานตัวหนึ่งควรจะมี เหมือนเขาจะมีครบเลยนะ

ส่วนเรื่องโจมตี?

จะดีจะร้ายก็ยังเป็นอาวุธล้ำค่า แม้จะเป็นอันดับโหล่ในบรรดาอาวุธเลเวลเดียวกัน แต่พลังโจมตีก็เหนือกว่ากระบี่มังกรคำรามที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้แน่นอน!

แม้จะไม่ได้ชอบตำแหน่งตัวแทงค์มาก แต่ก็ต้องบอกเลยว่า ในอนาคตระยะยาวเยี่ยเว่ยหมิงคงไม่ต้องพิจารณาเรื่องเปลี่ยนอาวุธแล้ว

หลังจากติดตั้งกระบี่แสงทองไว้บนตัว ท้ายรายการทักษะเคล็ดกระบี่ทั้งหมดของเยี่ยเว่ยหมิงก็มีคำว่า ( +1) เพิ่ม

แต่เรื่องที่ทำให้เขาผิดหวังก็คือ หลังจาก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ถูกอัปเลเวลเพราะติดตั้งกระบี่เล่มใหม่แล้ว สิ่งที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเพียงค่าสเตตัสบางรายการเท่านั้น แม้จะเพิ่มขึ้นเยอะกว่าเมื่อก่อน แต่กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม

ดูท่าแล้ว ถ้าอยากให้วิทยายุทธ์วิชาใดวิชาหนึ่งแสดงประสิทธิภาพออกมาได้เหมือนตอนเลเวลเต็ม ต่อให้อาศัยอุปกรณ์เป็นกองก็ไม่มีประโยชน์ ต้องฝึกจนมันเลเวลเต็มจริงๆ ถึงจะทำได้

อุปกรณ์ชิ้นที่สอง เจ้าสายฟ้าถล่ม

[เจ้าสายฟ้าถล่ม (ทองคำ)]

อาวุธที่สร้างขึ้นโดยวิธีลับเฉพาะของสำนักชิงเฉิง

โจมตี +300

กำลังภายใน +20%

ประสิทธิภาพอาวุธลับ +30%

เลเวลทักษะอาวุธลับของสำนักชิงเฉิง +1!

……

“อันนี้…” เมื่อเห็นค่าสเตตัสของอาวุธประเภทนวมคู่นี้ ซานเย่ว์ก็ตาเป็นประกายอีกครั้ง

เมื่อเจออุปกรณ์ที่ตัวเองรอคอยมานาน น้องซานเย่ว์เอ่ยคำขออย่างเขินอายมาก “ข้าอยากได้”

“ข้าไม่ขัดอะไร”

เยี่ยเว่ยหมิงย่อมรู้อยู่แล้วว่านางมีวิชาอาวุธลับที่ชื่อเดียวกับอาวุธชิ้นนี้ เป็นทักษะอาวุธลับระดับสูงที่หายไปของสำนักชิงเฉิง เมื่อนำมาใช้คู่กับ ‘เจ้าสายฟ้าถล่ม’ ชิ้นนี้จะได้ผลดีมาก

สำหรับอุปกรณ์พวกนี้ที่แทบจะสร้างขึ้นราวกับวัดตัวซานเย่ว์ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ไปแย่งนางอยู่แล้ว

เฟยอวี๋ก็บอกเช่นกันว่า “ข้าเองก็ไม่สนใจเหมือนกัน”

พอเป็นแบบนี้ เจ้าสายฟ้าถล่มจึงถูกแบ่งให้ซานเย่ว์ล่วงหน้า เหมือนกับกระบี่แสงทองที่รอให้แบ่งอุปกรณ์ทั้งหมดเสร็จก่อนแล้วค่อยดูอีกทีว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้รับเงินชดเชย

สำหรับวิธีการแบ่งไอเทมที่พยายามทำให้ยุติธรรมที่สุดแบบนี้ ที่จริงในใจเฟยอวี๋ก็หงุดหงิดอยู่บ้าง เพราะเขารู้ว่าถ้ามีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์สองคน ก็จะต้องเลือกสิ่งที่ตัวเองใช้งานแน่นอน ไม่ต้องมาพูดเรื่องรับเงินชดเชย หรือจ่ายเพิ่มเหลวไหลอะไรนี่เลย

เขาอดเริ่มคิดทบทวนไม่ได้ ว่าการแสดงความสามารถของตัวเองก่อนหน้านี้ เข้ากับคนอื่นในกลุ่มไม่ค่อยได้หรือเปล่า

เพียงแต่การคิดทบทวนของเขาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที ก็ถูกเบี่ยงเบนความสนใจจากไอเทมชิ้นหนึ่งแล้ว

[วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า (ระดับสูง)]

กำลังภายในที่ยอดเยี่ยมที่สุดของสำนักชิงเฉิง เงื่อนไขการฝึก: ความแข็งแกร่ง 100

ค่าสติปัญญา: 35

ค่าตระหนักรู้: 35

ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกำลังภายในระดับสูง!

ต้องกล่าวว่ามูลค่าของไอเทมชิ้นนี้ไม่ต่ำกว่าเจ้าสายฟ้าถล่มของซานเย่ว์แน่นอน กระทั่งกระบี่แสงทองก็ยังต้องหลีกทางให้

เยี่ยเว่ยหมิงเคยสัมผัสประสิทธิภาพของ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มมาก่อน ตอนนี้จึงไม่รีบร้อนเพิ่มทักษะยุทธ์ใหม่อีก นอกเสียจากจะเจอกับทักษะที่เขาจำเป็นต้องใช้จริงๆ ยกตัวอย่างเช่นตำราลับวิชาตัวเบาระดับสูง ไม่อย่างนั้นแล้ว เขาก็ยังพิจารณาเรื่องอัปเลเวลทักษะยุทธ์ที่มีอยู่ตอนนี้ให้เลเวลเต็มก่อนอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่เขาก็เพิ่งได้กระบี่ล้ำค่าซึ่งเป็นอาวุธล้ำค่ามา ยิ่งไม่ควรจะโลภเกินไป

ส่วนค่าประสบการณ์ของซานเย่ว์ แม้จะไม่เยอะเหมือนเยี่ยเว่ยหมิง แต่นางก็เพิ่งได้อุปกรณ์ระดับทองคำมาหนึ่งชิ้นเช่นกัน อีกทั้งในบรรดาไอเทมดรอปที่เหลือ ก็ยังมีของอีกชิ้นที่นางสนใจมาก ดังนั้นนางจึงไม่ไปแย่งชิงตำราลับกำลังภายในระดับสูงเล่มนี้

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์พากันเป็นฝ่ายปฏิเสธ ตำราลับ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ เล่มนี้ก็ย่อมตกอยู่ในมือของเฟยอวี๋

[ฝ่ามือทะลวงใจ (ระดับกลาง)]

เดิมทีเป็นตำราลับเคล็ดฝ่ามือระดับสูง เพียงแต่ระหว่างที่ถ่ายทอดสูญหายไปมาก แม้จะมีประสิทธิภาพมาก แต่กระบวนท่าก็ไม่คล้องจองกันแล้ว ไม่อาจอาศัยมันปะทะกับยอดฝีมือได้

เงื่อนไขการฝึก

พละกำลัง: 80

กำลังภายในสูงสุด: 2000 แต้ม

……

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ใกล้หมึกติดดำ’ เนื่องจากคลุกคลีอยู่กับเยี่ยเว่ยหมิงบ่อย ตอนที่ซานเย่ว์เลือกทักษะยุทธ์และอุปกรณ์ นางก็เรียนรู้ที่จะนำปัญหากลับมาคิดทบทวน

ยกตัวอย่างเช่นตำราลับ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ เล่มนี้ แม้จะเน้นย้ำไว้แล้วว่ากระบวนท่าของมันไม่สมบูรณ์ แต่นางกลับเล็งเห็นเอกลักษณ์และประสิทธิภาพอย่างอื่นของทักษะยุทธ์วิชานี้แล้ว!

ตอนนี้ซานเย่ว์ฝึก ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ มาถึงระดับหนึ่งแล้ว ถ้าอยากจะอัปเลเวลอีกก็ยากมาก อีกทั้งตามศักยภาพที่เพิ่มขึ้น จุดอ่อนด้านประสิทธิภาพของเคล็ดฝ่ามือระดับกลางวิชานี้ก็ค่อยๆ เผยออกมาแล้วเช่นกัน

และแม้ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ จะมีกระบวนท่าไม่สมบูรณ์ แต่ถ้านำมันมาปนไว้ใน ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ ใช้งานมันในฐานะท่าไม้ตาย ท่าแปลก จะต้องทำให้พลังต่อสู้ของนางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งระดับแน่นอน

ดังนั้น ก่อนหน้านี้นางจึงไม่แย่ง ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ กับเฟยอวี๋อย่างไม่ลังเล และเก็บเคล็ดฝ่ามือระดับสูงที่ไม่สมบูรณ์วิชานี้เข้ากระเป๋าแทน

เหมือนจะเป็นเพราะอวี๋ชางไห่เป็นเจ้าสำนัก บนตัวจึงดรอปของเยอะมาก ระบบไม่คิดจะเขียนข้อมูลของพวกมันออกมาหมด เพียงนำกระบี่แสงทองหนึ่งเล่มมารับประกันว่าของที่ดรอปจาก BOSS โหมดปกติไม่น้อยลง จึงเลือกเปิดเผยไอเทมที่แสดงถึงฐานะของเขาได้

นอกจากอุปกรณ์สองชิ้น ตำราลับสองเล่มที่บรรยายข้างต้นแล้ว ‘อักษรชิงเก้าโหล’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ก็เป็นตำราลับเคล็ดวิชาของสำนักชิงเฉิงที่ทั้งสามเห็นจนชินแล้ว

ทั้งสามไม่ได้ต้องการทักษะยุทธ์สองวิชานี้ สุดท้ายจึงตัดสินใจขายทิ้งแล้วนำเงินมาแบ่งกัน

ส่วนไอเทมสี่ชิ้นก่อนหน้านี้ หลังจากนำไปประเมินราคาตามสถานการณ์ตลาดแล้วค่อยดูว่าจะได้รับเงินชดเชยหรือต้องจ่ายเพิ่ม

หลังจากใช้ตำราลับกำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ แล้ว เฟยอวี๋ก็อดส่ายหน้าไม่ได้ “น่าเสียดายที่ไอเทมสามชิ้นนี้ไม่ตรงรสนิยมของข้ากับซานเย่ว์ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้เลือกอีกชิ้น พวกเราก็ไม่ต้องประเมินราคาให้ยุ่งยากแล้ว”

ไอเทมที่พวกเขาสองคนได้ไป ราคาตลาดอย่างมากก็ประมาณสองในสามส่วนของกระบี่แสงทอง ถ้ารวบรวมให้ได้อีกหนึ่งในสามส่วน ก็จะลดความยุ่งยากได้ไม่น้อย

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดแปลกใจไม่ได้ “เจ้าคิดจะฝึกแค่วิชาดาบ ไม่คิดจะฝึกวิชาอาวุธลับหรือวิทยายุทธ์หมัดมวยจริงหรือ”

“ฝึกควบคู่กันก็ยังต้องฝึกควบคู่กัน” เห็นได้ชัดว่าเฟยอวี๋ก็รู้เช่นกันว่าไม่มีเหตุผลที่ต้องทำให้ตัวเองมีจุดอ่อนชัดเจนเกินไป แต่เขากลับมีวิธีพิจารณาเป็นของตัวเอง “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าประสิทธิภาพของอาวุธลับมีน้อยเกินไป ตอนทำภารกิจช่วงก่อนหน้านี้ ข้าเพิ่งได้ตำราลับทักษะธนูระดับกลางมาเล่มหนึ่งพอดี เพียงแต่ตอนนี้ยังเลเวลต่ำ กอปรกับยังไม่เจอธนูดีที่เหมาะมือ ตอนนี้จึงยังนำมันมาใช้ต่อสู้จริงไม่ได้”

“อ้อ” พอได้ยินเฟยอวี๋กำหนดเส้นทางเติบโตของตัวเองแล้ว จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ตบบ่าเขาพร้อมบอกว่า “ในมือข้ามีธนูระดับทองคำอยู่หนึ่งคันพอดี ค่าสเตตัสอะไรนั่นยังนับว่าพอไหว เป็นอย่างไร สนใจไหม”
บทที่ 209
ธนูดีที่เยี่ยเว่ยหมิงบอก ก็คือธนูด้ามเหล็กระดับทองคำ ค่าสเตตัสไม่ได้ยอดเยี่ยมมากนัก แต่ก็พอใช้แก้ขัดได้อยู่

อาวุธชิ้นนี้ได้จากตอนสู้กับหลินจื้อเพ่ย เพียงแต่ไม่มีที่ให้ใช้งานเลย ถึงถูกเก็บให้ฝุ่นเกาะอยู่ในโกดังของสำนักมือปราบเทพมาตลอด

พอมาคิดดูตอนนี้ กลับนำมาใช้เป็นโบนัสส่วนหนึ่งได้พอดี แบบนี้พอแบ่งเงินกันตอนสุดท้าย เขาก็จะได้ส่วนแบ่งมากหน่อย แล้วค่อยไปซื้อโลงศพดีๆ อีกสักสองโลง

สำหรับข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋บอกว่าขอดูของก่อนแล้วค่อยว่ากัน เยี่ยเว่ยหมิงส่งสัญญาณมือ ‘OK’ ตอบเขา

หลังจากแบ่งของเสร็จแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงศพที่ทำจากลวดทองและไม้หนานมู่ซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วออกมาทันที จากนั้นจึงโยนศพอวี๋ชางไห่ลงไปข้างในค่อยปิดฝาโลงอย่างง่ายๆ เป็นเสร็จเรียบร้อย!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ’ x1!

ได้รับ ‘ตระหนักรู้อาวุธลับ’ x1!

ได้รับตำราลับตระหนักรู้สี่เล่มในอึดใจเดียว นอกจากเป็นเพราะเอฟเฟ็กต์เพิ่มเติมของโลงไม้หนานมู่ลวดทองแล้ว ตัวของอวี๋ชางไห่โหมดปกติคงจะมีคุณภาพมากกว่าโหวทงไห่ด้วย!

ถึงอย่างไรก็เป็นเจ้าสำนัก อย่างน้อยศักยภาพด้านต่างๆ ก็ยังมากกว่าโดยค่าเฉลี่ย

ไม่มีจุดอ่อนที่ชัดเจน

จากนั้น ทั้งสามคนที่ได้ผลตอบแทนเต็มไม้เต็มมือก็กลับไปที่เขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋อย่างมีชีวิตชีวา

ตอนนี้ห้ายอดฝีมือมารวมตัวกันที่นี่หมดแล้ว บรรยากาศในเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ก็ประหลาดมากเช่นกัน

อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ประกาศระบบที่บอกว่าชีชีสังหารอวี๋ชางไห่ แม้จะเป็น NPC ก็ได้ยินแล้วเช่นกัน และในฐานะพี่ใหญ่ระดับสูงของยุทธภพ ลำบากลำบนไล่สังหารมาตั้งนาน สุดท้ายมีศิษย์ชิงเฉิงที่ไร้ชื่อเสียงคนหนึ่งมาแย่งผลงานไป แค่คิดก็รู้แล้วว่าตอนนี้จั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินอยู่ในอารมณ์ไหน

กลับเป็นหลินผิงจือที่สีหน้าเรียบเฉย เพราะเขารู้สึกค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์นี้

แม้จะไม่ได้สังหารอวี๋ชางไห่เพื่อชำระแค้นเลือดด้วยมือตัวเอง แต่พอคิดได้ว่าคนก่อกรรมทำชั่วอย่างอวี๋ชางไห่ตายอนาถด้วยน้ำมือศิษย์ตัวเอง ก็นับว่ากรรมตามสนองแล้วเช่นกัน

หลินผิงจือบอกว่าเขารับได้อยู่แล้ว

สำหรับเขา ถ้าเทียบกับให้อวี๋ชางไห่ตายด้วยน้ำมือจั่วเหลิ่งฉาน หรือเย่ว์ปู้ฉวิน อย่างน้อยวิธีการตายแบบนี้ก็ทำให้เขาสะใจกว่าเยอะ!

ส่วนเรื่อง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่ถ่ายทอดมาจากตระกูลถูกเผยแพร่ออกไป

หลินผิงจือบอกว่าไม่เป็นอะไรเลย

ถ้าเลือกได้ เขาหวังให้ตำรากระบี่ที่ทำให้เขาบ้านแตกสาแหรกขาดเล่มนี้ไม่อยู่เลยเสียดีกว่า!

เทียบกับหลินผิงจือที่แอบสะใจ จั่วเหลิ่งฉานคือคนที่ในใจรู้สึกหงุดหงิดที่สุด

เขาคือคนที่ทุ่มเทมากที่สุดเพื่อตำรากระบี่พิชิตมาร แต่พอถึงตอนสุดท้าย กลับไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ขนเส้นเดียว เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ยุติธรรมมาก

การข่มความหงุดหงิดไว้ในใจ ไม่ใช่นิสัยสิงห์ร้ายแห่งยุทธภพอย่างเขา

เขาต้องระบายออกมา!

ดังนั้น หลังจากกลับมาที่เขตลานบ้านใหญ่ตระกูลหลินแล้ว เขาจึงออกคำสั่งล้างเลือดชิงเฉิงทันที โดยอ้างว่าเพื่อกำจัดความชั่วร้ายให้หมดสิ้น แต่ความจริงกลับทำเพื่อระบายความไม่พอใจของเขาเท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องแบบนี้ เย่ว์ปู้ฉวินที่มีฉายากระบี่วิญญูชนย่อมพยายามโน้มน้าวอยู่ข้างๆ

เขาไม่ได้เป็นห่วงความเป็นความตายของศิษย์สำนักชิงเฉิงพวกนั้นเท่าไร แต่คาแรกเตอร์กระบี่วิญญูชนที่เขาสั่งสมมาอย่างยากลำบากหลายปีจะพังไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!

และสิ่งที่ทำให้จั่วเหลิ่งฉานคิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ ครั้งนี้แม้แต่หลินผิงจือที่มีความแค้นล้ำลึกกับสำนักชิงเฉิงก็ยังยืนอยู่ข้างเย่ว์ปู้ฉวิน คัดค้านการตัดสินใจของจั่วเหลิ่งฉานที่ต้องการจะล้างเลือดชิงเฉิง

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อย่างนี้ แม้ในใจจั่วเหลิ่งฉานจะไม่ปลื้ม แต่ก็ไม่ได้ฉีกหน้ากันโดยสิ้นเชิงเช่นกัน

อย่างไรเสีย ถ้าเย่ว์ปู้ฉวินกับหลินผิงจือรวมตัวกัน ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะรับมือกับเขาแล้ว

แม้เขาจะยังเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับใช้วิธีบดขยี้เหมือนที่รับมือกับอวี๋ชางไห่ก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้ว

หากทั้งสองฝั่งลงมือขึ้นมา แม้เขาจะเอาชนะได้ แต่ศิษย์สำนักซงซานจะบาดเจ็บล้มตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเขาก็อาจรั้งหลินผิงจือที่มีท่าร่างเร็วเหมือนผีไว้ไม่ได้

ส่วนเย่ว์ปู้ฉวิน จะฆ่าก็ได้ แต่การฆ่ากระบี่วิญญูชนโดยไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ในภายหลังหากเขาจะเป็นประมุขห้าขุนเขา หนึ่งในผู้นำฝ่ายธรรมะ ก็จะคุมคนได้ยากขึ้นกว่าเดิมแล้ว

ไม่อย่างนั้นเย่ว์ปู้ฉวินจะทุ่มเทเพื่อคาแรกเตอร์นี้มาตลอดไปเพื่ออะไรกัน

ถ้าทำไปเพื่อระบายความโกรธอย่างเดียว แล้วต้องแตกหักกับสองผู้แข็งแกร่งอย่างสิ้นเชิง ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยฉลาดจริงๆ

ขณะที่ NPC ระดับสูงทั้งสามกำลังคุมเชิงกันอยู่ ทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาถึงแล้ว

เมื่อเห็นกลุ่ม NPC ระดับสูงมีสีหน้าแย่ จู่ๆ เฟยอวี๋ก็ส่งข้อความในช่องทีมอย่างภูมิใจเล็กน้อย [ดูท่าแล้วคงเป็นอย่างที่เจ้าพูดไว้ก่อนหน้านี้ ชีชีปาดหน้าสังหารอวี๋ชางไห่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่เสมอไป ถ้าก่อนหน้านี้ในประกาศระบบเป็นชื่อของพวกเรา เกรงว่าพวกเราสามคนคงกลายเป็นเป้าสาธารณะไปแล้ว ถ้าอยากดำเนินภารกิจต่อไปอย่างราบรื่น เกรงว่าคงไม่ง่ายแล้ว]

ลองเปลี่ยนมุมมองไตร่ตรอง ที่จริงก็จินตนาการได้ไม่ยาก

การแข่งขันสังหารอวี๋ชางไห่เพื่อรับ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ครั้งนี้ พวกเยี่ยเว่ยหมิงเป็นคนสร้างสถานการณ์ขึ้นมา ถ้าสุดท้ายพวกเขาเป็นคนสังหารอวี๋ชางไห่ ก็จะให้ความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ในกองสลากถูกรางวัลที่หนึ่งเอง

ต่อให้จะไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ก็ไม่มีทางทำให้คนเชื่อถือศรัทธาได้อยู่ดี!

เช่นนั้นต่อไป คนพวกนี้ไม่มาหาเรื่องพวกเขาในภารกิจภาคต่อก็แปลกแล้ว

แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีชีชีโผล่มา ขณะที่ชิงปาดหน้าสังหารอวี๋ชางไห่ ก็ได้ชิงความแค้นที่เป็นของพวกเขาไปหมดแล้วด้วย ได้ช่วยแก้ไขปัญหาใหญ่ให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงไปหนึ่งอย่างแล้ว

ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือ เขาได้แต่ปาดหน้าสังหารบอสเท่านั้น แต่ไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ยังเป็นของพวกเยี่ยเว่ยหมิง

เจ้าว่าน่าโมโหหรือไม่

เยี่ยเว่ยหมิงหยิบม้วนผ้าแพรสีทองออกจากห่อสัมภาระ แล้วสะกิดแขนเฟยอวี๋พร้อมบอกว่า “ตอนนี้ถึงเวลาแสดงละครของเจ้าแล้ว ไปประกาศพระราชโองการเถอะ”

เฟยอวี๋งงทันที “ทำไมเจ้าไม่ไปทำเอง”

“งานประเภทประกาศพระราชโองการ ในสายตาของข้าเหมือนเป็นงานของขันที น่าอึดอัดเกินไปแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงตอบตามความจริง

เฟยอวี๋ “??”

“เจ้าอาศัยอะไรมาคิดว่าข้าจะเชื่อฟังเจ้า”

“เพราะการประกาศพระราชโองการไม่มีความยากเลยสักนิด แต่ในฐานะที่เป็นคำสั่งของจักรพรรดิ รางวัลภารกิจจะเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ จะได้รับค่าประสบการณ์ 10000 แต้มและค่าตบะ 1000 ไม่เชื่อเจ้าก็ลองรับพระราชโองการนี้ไปสิ พอสัมผัสมือแล้วจะพบภารกิจทันที” เยี่ยเว่ยหมิงตอบ

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วรับพระราชโองการมาจากมือของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่ลังเล จากนั้นตาก็เป็นประกาย แล้วประกาศเสียงดังท่ามกลางการถกเถียงของทั้งสามในเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลหลิน “พระราชโองการมาถึงแล้ว หลินผิงจือรับพระราชโองการ!”

หลินผิงจือได้ยินแล้วฮึกเหิม รีบหันตัวไปคุกเข่าตรงหน้าเฟยอวี๋ “ข้าน้อยหลินผิงจือรับพระราชโองการ! ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

“ด้วยโองการแห่งฟ้า ฝ่าบาททรงมีพระราชบัญชา หลินผิงจือมีวิทยายุทธ์ลึกล้ำ…บลาๆๆ ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเทียนซือ[1]คุ้มครองประเทศ พระราชทานนามเต๋าหลินผิงจือ เป็นผู้นำถ่ายทอดวิทยายุทธ์ของสำนักชิงเฉิง เก็บรักษาตำรากระบี่พิชิตมาร จบพระราชโองการ!”

นี่ต่างหากที่เป็นข้อต่อสุดท้ายของภารกิจ ‘ปราบชิงเฉิง’!

ผลลัพธ์ที่หวงโส่วจุนต้องการ ไม่ใช่การกำจัด หรือลบชื่อสำนักที่อยู่ในยุทธภพมาเป็นร้อยปีอย่างชิงเฉิง แต่ต้องการเชือดไก่ให้ลิงดูและทำให้สำนักนี้เชื่อฟัง ทางที่ดีคือกลายเป็นกำลังสนับสนุนใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ!

และการแต่งตั้งให้หลินผิงจือที่ได้รับเมตตาจากสำนักมือปราบเทพเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิง ก็ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดแล้ว

ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นกุญแจสำคัญที่ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงโน้มน้าวให้จางซานเฟิงออกหน้าเป็นผู้รับรองได้

หากช่วยหลินผิงจือคนเดียว สำนักอู่ตังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอาจได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถ้าหลินผิงจือคนนี้เป็นเจ้าสำนักชิงเฉิงในอนาคต เช่นนั้นก็ได้ข้อสรุปอย่างอื่นแล้ว

ฐานะในยุทธภพของสำนักชิงเฉิงแม้จะเทียบกับอู่ตังไม่ได้ แต่ก็เป็นสำนักใหญ่ของฝ่ายธรรมมะอยู่ดี หากเจ้าสำนักชิงเฉิงมีความซาบซึ้งใจต่ออู่ตัง ก็ย่อมทำให้ฐานะในยุทธภพของของอู่ตังมั่นคงขึ้นได้อยู่แล้ว!

ส่วนจั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินแม้จะไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้ แต่ก็ไม่ได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไปอยู่ดี พวกเขาทำได้เพียงยอมรับว่าตัวเองโชคร้าย

โดยเฉพาะสำหรับจั่วเหลิ่งฉาน เดิมทียังไม่ยอมเสียหน้าลดท่าที แต่พระราชโองการนี้กลับเป็นบันไดชั้นดีให้เขาลงได้ทันเวลา หลังจากพูดทิ้งท้ายตามมารยาท ก็นำศิษย์ทั้งสองรวมทั้งศิษย์สำนักซงซานเหล่านั้นสะบัดชายเสื้อเดินจากไป

ระหว่างนั้น ก่อนที่ดาบฟันรองเท้าแตะจะจากไปก็ยังไม่ลืมหัวเราะแห้งๆ พลางกล่าวอำลาพวกเยี่ยเว่ยหมิง

มารอบนี้ แม้จั่วเหลิ่งฉานจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไม่เกี่ยวอะไรกับผู้เล่นอย่างพวกเขาเลย พวกเขาไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ถึงขั้นว่าก่อนที่จั่วเหลิ่งฉานจะไป ยังประกาศภารกิจที่ชื่อว่า ‘ไล่สังหารชีชี’ ตั้งรางวัลไว้เยอะมาก

ดังนั้นศิษย์สำนักซงซานเหล่านี้จึงมีสีหน้าร่าเริงสดใสมาก

หลังจากจั่วเหลิ่งฉานออกไปแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินก็กล่าวแสดงความยินดีกับเจ้าสำนักชิงเฉิงคนใหม่อย่างหลินผิงจือ จากนั้นจึงกล่าวอำลาและเดินออกไปอย่างอิสระผ่อนคลาย กล่าวได้ว่าพยายามแสดงความเป็นวิญญูชนออกมาเต็มที่

ส่วนในใจจะผ่อนคลายเหมือนสีหน้าหรือไม่ คงจะมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้

หลังจากนั้น พวกเยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอำลาหลินผิงจือ แล้วออกไปจากเขาชิงเฉิงเช่นกัน

ตอนที่มาถึงตีนเขาชิงเฉิง เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้เคล็ดฝ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ตบลงบนพื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ จากนั้นโยนโลงศพที่บรรจุร่างอวี๋ชางไห่ลงไป แล้วนำพลั่วมาเกลี่ยดินฝัง

ซานเย่ว์เห็นดังนั้นก็รีบหยิบพลั่วเหล็กมาช่วยเช่นกัน ส่วนเฟยอวี๋ก็ยืนมองเงียบๆ อยู่ข้างกัน

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เป็นเพราะเขาไม่มีพลั่วเหล็ก

หลังจากกลบโลงศพแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตั้งป้ายหินตรงหน้าหลุมศพ บนนั้นเขียนตัวอักษร ‘สุสานอวี๋ชางไห่’ ขณะเดียวกันก็บ่นว่า “โลงศพระดับสูงเวลาจะใช้งานยุ่งยากมาก ไม่เพียงแค่ใช้ซ้ำไม่ได้ หลังจากฝังแล้วก็ยังต้องตั้งป้ายหน้าหลุมด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้ฝังเรียบร้อยแล้ว ก็ยังถูกหักค่าวีรบุรุษอยู่ดี พวกเจ้าคิดว่ายุ่งยากไหม”

ส่วนตัวอักษรบนป้าย ตอนตั้งป้ายใช้วิธีเคาะตัวอักษรก็สลักเข้าไปได้แล้ว

แต่เพื่อประหยัดเวลา เยี่ยเว่ยหมิงจึงทำทุกอย่างให้เรียบง่าย แม้แต่คำว่า ‘แห่ง’ ที่เห็นบ่อยที่สุดบนป้ายหลุมศพก็ขี้เกียจพิมพ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำนำหน้าหรือลงท้ายประโยค กล่าวได้ว่าถ้าถูไถได้ก็ถูไถไปก่อน ขี้เกียจเปลืองตัวอักษรที่ไม่จำเป็น

หลังจากฝังศพอวี๋ชางไห่เสร็จแล้ว ภารกิจใหญ่ของสำนักอย่าง ‘ปราบชิงเฉิง’ ก็ถือว่ามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

ตอนนี้พวกเขาแค่ต้องกลับสำนักมือปราบเทพไปรับรางวัล แล้วภารกิจนี้ก็จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์

พอนึกถึงรางวัลของภารกิจนี้ หัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มมีไฟลุกขึ้นมาแล้ว

อยากรู้ว่า ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์จะมอบความประหลาดใจอะไรให้เขากันแน่

[1] เทียนซือ 天师 ตำแหน่งปรมาจารย์สวรรค์ในลัทธิเต๋า
บทที่ 210
ระหว่างทางกลับสำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิงสรุปผลได้ผลเสียด้านต่างๆ จากภารกิจครั้งนี้ เขากลับค้นพบอย่างตกตะลึงว่า ทุกคนที่เข้าร่วมภารกิจนี้แทบจะเป็นผู้ชนะทั้งหมด แตกต่างเพียงว่าใครชนะมาก หรือชนะน้อยก็เท่านั้นเอง

ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีผู้แพ้เลย!

ไม่ต้องพูดถึงสำนักมือปราบเทพ เพียงมีประกาศไล่สังหารออกมา ก็ทำให้อวี๋ชางไห่กลายเป็นศัตรูของคนทั้งยุทธภพในชั่วพริบตาเดียว เมื่อถูกตัวละครสำคัญอย่างจั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินไล่สังหารด้วยตัวเอง ชื่อเสียงก็พุ่งทะลุฟ้าแล้ว

นี่ก็คือผลลัพธ์ที่หวงโส่วจุนต้องการ โดยมีพื้นฐานว่าต้องทำภารกิจให้สำเร็จอย่างราบรื่น ทำให้สำนักมือปราบเทพดูมีระดับมากที่สุด ส่วนเนื้อแท้ของเรื่องนี้ก็คือ สำนักมือปราบเทพให้หลินผิงจือเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิงแล้ว เขาจะกล้าไม่ฟังคำสั่งของสำนักมือปราบเทพเชียวหรือ

ยิ่งไปกว่านั้น ความแค้นอันยิ่งใหญ่ของน้องใหม่ในยุทธภพอย่างหลินผิงจือก็ได้รับการสะสางแล้ว ทั้งยังได้รับช่วงต่อของสำนักศัตรู แย่งชิงกิจการของศัตรูมาได้ ดำรงตำแหน่ง CEO แต่งภรรยา…แค่กๆ ถึงอย่างไรก็ได้เดินไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตแล้ว

ส่วนสำนักชิงเฉิง?

หลังจากผ่านเรื่องราวครั้งนี้ แม้จะมีความเสียหายอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าได้กำจัดโรคเรื้อรังเช่นกัน ทั้งยังได้ยอดฝีมือที่มีศักยภาพแฝงไร้ที่สิ้นสุดมาเป็นเจ้าสำนัก มีราชสำนักคอยเป็นโล่ข้างหลังให้ด้วย จินตนาการถึงความก้าวหน้าในอนาคตได้เลย

เย่ว์ปู้ฉวิน แม้จะไม่ได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไป แต่ชื่อเสียงกระบี่วิญญูชนของเขาก็จะสว่างไสวขึ้นกว่าเดิมแน่นอน!

จั่วเหลิ่งฉาน แม้จะไม่ได้ครอง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ แต่เขากลับได้แสดงลักษณะอันน่าเกรงขามที่ประมุขห้าขุนเขาควรจะมีออกมาแล้ว!

ลิ่งหูชง ดูเหมือนเจ้าเด็กโชคร้ายคนนี้จะเสียเปรียบมาก

แต่โปรดอย่าลืมว่า เขาเสียเปรียบแทนเย่ว์ปู้ฉวิน!

ในใจเย่ว์ปู้ฉวินจะไม่รู้สึกผิดต่อเขาสักหน่อยเชียวหรือ

เดี๋ยวพอกลับไปแล้ว เย่ว์ปู้ฉวินอารมณ์ดีขึ้นมา ก็อาจจะมอบ ‘ลมปราณเมฆม่วง’ พร้อมบุตรสาวของตัวเองให้เขาก็ได้ อย่างไรเสียครั้งนี้เขาก็ไม่เจ็บตัวเปล่าแน่นอน จอมยุทธ์น้อยลิ่งหูมีเส้นทางแห่งอนาคตให้เดินแล้ว

ชีชี สถานการณ์ของเจ้าหมอนี่ก็พูดยาก

กำจัดอวี๋ชางไห่ทิ้งแม้จะได้ค่าประสบการณ์ ค่าตบะจำนวนมาก แต่การสังหารเจ้าสำนักก็เท่ากับเป็นศิษย์ที่ทรยศอาจารย์ตัวเอง บทลงโทษก็คือวิทยายุทธ์สำนักทั้งหมดที่เขามีจะถูกลดสองเลเวล

ขณะเดียวกันยังถูกหักค่าวีรบุรุษเยอะด้วย ค่าผลงานสำนักก็ยิ่งเหลือศูนย์

รางวัลที่ได้จากสังหารอวี๋ชางไห่ก็ยังไม่พอชดเชยความเสียหายเหล่านี้ด้วยซ้ำ

อย่างไรเสีย หลังจากเขาสังหารอวี๋ชางไห่แล้ว แม้แต่ไอเทมดรอปหลักๆ ก็ยังไม่ได้ไป!

แต่ถ้าจะบอกว่าเขาแพ้ นั่นก็ไม่แน่เสมอไป

ถ้าความปรารถนาเป็นจริง เขาไม่ถูกศิษย์สำนักซงซานที่กำลังทำภารกิจใกล้สังหารกำจัดทิ้ง ก็จะได้ตำรากระบี่ที่เป็นสุดยอดวิชาเล่มหนึ่งทันที นี่คือของที่เขาวางแผนอยากได้มานานแล้ว

เมื่อความปรารถนาเป็นจริง ถึงอย่างไรก็นับว่าแพ้ไม่ได้อยู่แล้ว

สามผู้เล่นจากสำนักมือปราบเทพก็ยิ่งไม่ต้องพูดอะไรมาก พวกเขาได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว!

ในระหว่างที่ทำภารกิจ พวกเขาไม่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากเลย

สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงที่ถูกซานเย่ว์กับเฟยอวี๋สังหาร ก็ยังเป็นมอนสเตอร์ที่ไร้ความสามารถต่อต้านแล้ว

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิง ทั้งภารกิจใช้อยู่สองกระบวนท่า

ใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ยิงหิน

ใช้มังกรซ่อนกบดานถล่มขุดหลุม

แบบนี้ไม่นับว่าเป็นการต่อสู้เลย

ถ้าเทียบกับผลตอบแทนของพวกเขา การต่อสู้ระดับนี้จะเรียกว่าเป็นการได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุนก็ได้!

ถึงขั้นว่าแม้แต่อวี๋ชางไห่ก็ยังได้ผลตอบแทนไปไม่น้อย

อวี๋ชางไห่ ได้ที่พักอันหรูหรา…โลงไม้หนานมู่ที่ทำจากลวดทอง ทั้งยังจัดการพิธีการทั้งหมดภายในเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งชั่วโมง ถือว่าได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าอย่างราบรื่น

หลังจากเขาวางมือจากยุทธภพแล้ว ยังได้ผู้แข็งแกร่งมาสืบทอดวิชาของสำนักชิงเฉิงด้วย นับว่ามีผู้สืบทอดแล้ว

พอพูดแบบนี้ ก็ถือว่าเขาได้กำไรเกินคาดแล้วชัดๆ!

อะไรนะ

ถามถึงสี่เดรัจฉานแห่งชิงเฉิง?

ก็บอกแล้วว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ย่อมนับพวกเขาในฐานะมนุษย์ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องไปสนใจ

……

ในที่สุด เขาชิงเฉิงก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางสถานการณ์ปรองดองที่ทุกคนเป็นฝ่ายชนะ

ผู้เล่นสามคนที่กลับถึงสำนักมือปราบเทพก็ได้รับการยอมรับและคำชมจากหวงโส่วจุนเช่นกัน หลังจากประเมินและชื่นชมผลงานของทั้งสามแล้ว ในที่สุดก็เข้าสู่ขั้นตอนการรับรางวัล ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้เล่น

แจกรางวัลภารกิจ!

[ติ๊ง! คุณทำภารกิจ ‘ปราบชิงเฉิง’ ซึ่งเป็นภารกิจใหญ่ของสำนักสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบ อิงตามการแสดงออกและผลงานในระหว่างที่ทำภารกิจ ได้รับรางวัลดังนี้: ค่าประสบการณ์ 400,000 แต้ม, ค่าตบะ 100,000 แต้ม มีโอกาสได้รับคำชี้แนะวิทยายุทธ์จากหวงโส่วจุนหนึ่งครั้ง]

[ติ๊ง! คุณได้อัปเลเวลแล้ว ตอนนี้เลเวลของคุณคือ 28!]

พอได้เห็นรางวัลภารกิจ แม้แต่คนที่สุขุมเยือกเย็นอย่างเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังแอบดีใจอยู่พักหนึ่ง

นึกไม่ถึงว่าภารกิจนี้จะมอบค่าตบะ 100,000 แต้มให้ตน! ค่าตบะเยอะขนาดนี้ เพียงพอที่จะทำให้เขาอัพเลเวลของวิทยายุทธ์ที่สำคัญหนึ่งเลเวลแล้ว!

การที่เขาสิ้นเปลืองกำลังความคิดไปมากมายเพื่อวางแผน ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายามจริงๆ

แสงสีทองสามแถวที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงการอัพเลเวลของตัวละครสว่างวาบอยู่ในหอประชุม ดูจากสีหน้าของเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็รู้แล้วว่าผู้ที่ตื่นเต้นประหลาดใจกับรางวัลภารกิจครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียวแน่นอน

“เฟยอวี๋”

หวงโส่วจุนกวาดสายตามองบนตัวทั้งสามทีละคน แล้วเรียกชื่อเฟยอวี๋ก่อน “วิทยายุทธ์หลักที่เจ้าฝึกก็คือวิทยายุทธ์ระดับสูง ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ตอนนี้เจ้าฝึกพอสมควรแล้ว ก่อนหน้านี้ขาดเพียงกำลังภายในระดับสูงที่จะใช้ฝึกร่วมกัน แต่ตอนนี้ข้าเห็นท่าทีเจ้าเปลี่ยนไปนิดหน่อย หรือว่าได้รับกำลังภายในที่ดีกว่ามาแล้ว”

เมื่อได้ยินหวงโส่วจุนถามถึงทักษะยุทธ์ของตน เฟยอวี๋ก็ย่อมไม่กล้าเมินเฉย เขารีบพยักหน้าแล้วตอบตามความจริง “หลังจากสังหารอวี๋ชางไห่ตายแล้ว ข้าได้รับกำลังภายในระดับสูงของสำนักชิงเฉิงมา ชื่อ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ ตอนนี้ข้าเริ่มฝึกแล้วขอรับ”

หวงโส่วจุนพยักหน้า แล้วพูดต่อว่า “‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ เป็นหนึ่งในกำลังภายในระดับสูงสุดของสำนักชิงเฉิง มีจุดที่พิเศษอยู่จริงๆ สอดคล้องกับวิชาดาบและเคล็ดกระบี่ที่สุด เหมาะสมกับเจ้ามาก”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็พูดต่ออีกว่า “ให้เวลาเจ้าหนึ่งนาที ใช้ค่าตบะที่เพิ่งได้มาเสีย ไม่ว่าจะเพิ่มไปที่ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ หรือเพิ่มไปที่ ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ ก็ได้ทั้งนั้น จากนั้นค่อยก็มาหาข้าเพื่อให้ชี้แนะทักษะยุทธ์ใดก็ได้หนึ่งวิชา จะได้เพิ่มเลเวลวิชานั้นหนึ่งเลเวล!”

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงกลับเริ่มบ่นหงชีกงในใจ

ดูหวงโส่วจุนของพวกเราสิ บอกไว้ชัดเจนว่าให้เจ้าใช้ค่าตบะก่อน จากนั้นค่อยไปให้เขาชี้แนะ ทำแบบนี้จะทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดได้

เทียบกับเจ้าหงชีกงขี้งกนั่น หวงโส่วจุนน่ารักกว่าไม่รู้ตั้งเท่าไร

คนสำนักเดียวกันดีกว่าจริงๆ ด้วย!

เขาเพียงเปรียบเทียบท่าทีของ NPC ระดับสูงสองคนเท่านั้น แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่า รางวัลของภารกิจระดับหนึ่งดาวกับภารกิจระดับหกดาวจะเหมือนกันได้อย่างไร

หลังจากนั้นพักหนึ่ง เฟยอวี๋ก็เพิ่มค่าตบะเสร็จเรียบร้อยแล้วกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “หวงโส่วจุน ข้าอยากอัปเลเวลเคล็ดดาบตระกูลหู”

หวงโส่วจุนพยักหน้า “เคล็ดดาบตระกูลหู ให้ความสำคัญกับเคล็ดลับสี่ดาบ นั่นก็คือ…”

หลังจากนั้นสิบนาที เฟยอวี๋ก็ถอยมาอยู่ด้านข้างด้วยความอิ่มเอมใจ ดูจากสีหน้าโอ้อวดของเจ้าหมอนี่ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาได้รับต้องยิ่งใหญ่มากแน่นอน

หลังจากชี้แนะเฟยอวี๋แล้ว หวงโส่วจุนก็ย้ายสายตาไปบนตัวซานเย่ว์

เมื่อเทียบกับเฟยอวี๋ นางหนูคนนี้กระตือรือร้นกว่ามาก ไม่รอให้หวงโส่วจุนพูดอะไร นางก็เป็นฝ่ายพูดก่อนแล้ว “หวงโส่วจุน ข้าอยากเพิ่มเลเวล ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ที่ข้าเพิ่งเรียน ข้าเพิ่มค่าตบะทั้งหมดไปบนนั้นแล้ว หวงโส่วจุนได้โปรดชี้แนะ!”

“อย่ารีบ” คาดไม่ถึงว่าหวงโส่วจุนกลับยกมือห้าม “ในเมื่อเจ้าฝึก ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ของ‘สำนักชิงเฉิงแล้ว ก็น่าจะรู้ว่านั่นคือเคล็ดฝ่ามือที่ไม่สมบูรณ์ ถึงขั้นถูกประเมินให้เป็นเคล็ดวิชาระดับกลาง ตอนนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หนึ่งคือเลือกวิทยายุทธ์หนึ่งวิชาให้ข้าชี้แนะเหมือนเฟยอวี๋ จะได้เพิ่มหนึ่งเลเวล หรือไม่อย่างนั้น…”

หวงโส่วจุนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มหยอกล้อ “ข้าช่วยทำให้เคล็ดฝ่ามือของเจ้าสมบูรณ์ได้ เปลี่ยนให้มันเป็นเคล็ดฝ่ามือระดับสูงที่สมบูรณ์!”

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วตะลึง ก่อนจะตอบอย่างดีใจมาก “ข้าต้องการเสริมให้เคล็ดฝ่ามือสมบูรณ์!”

ต้องทราบไว้ว่า การจะอัปเลเวลเคล็ดฝ่ามือหนึ่งเลเวล ก็แค่ประหยัดค่าตบะไว้เท่านั้นเอง แต่ถ้าอยากทำให้เคล็ดฝ่ามือสมบูรณ์ กลับต้องอาศัยจังหวะ

ถ้าจังหวะยังมาไม่ถึง ต่อให้เจ้าไปถึงจุดมุ่งหมายได้รวดเร็วเหมือนติดปีกบิน วิทยายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์ก็ยังเป็นวิทยายุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์อยู่ดี!

สองทางเลือกนี้ ขอเพียงไม่ใช่คนโง่ ไม่ว่าใครก็รู้ว่าควรเลือกอย่างไร

หลังจากหวงโส่วจุนได้ยินซานเย่ว์เลือกแล้ว ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วบอกว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ตั้งใจฟังไว้ อันมรรคาแห่งฟ้า ทอนส่วนเกิน…”

หลังจากนั้นสิบนาที ซานเย่ว์จับภาพส่งไปในช่องทีม

[ฝ่ามือทะลวงใจ (ระดับสูง)]

เคล็ดฝ่ามือดุดันที่ใช้วิธีการโจมตีผ่านอากาศเพื่อใช้พลังภายในทำลายอวัยวะภายใน

เลเวล: …

……

ตอนที่ได้เห็นฝ่ามือทะลวงใจหลังจากเสริมให้สมบูรณ์แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตะลึงค้างทันที!

มารดาเจ้าเถอะ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำแบบนี้ได้ด้วย

ตอนที่หวงโส่วจุนหันกลับมามองที่ตน เยี่ยเว่ยหมิงก็ชิงพูดอย่างไม่ลังเลว่า “หวงโส่วจุนมีศักยภาพแข็งแกร่งจริงๆ ด้วย ใต้หล้าไร้เทียมทาน ปฏิบัติตนยุติธรรมไร้ความเห็นแก่ตัว ตอนแจกรางวัลภารกิจไม่มีทางลำเอียงแน่ ท่านดูสิ ขนาด ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ของซานเย่ว์ท่านยังทำให้สมบูรณ์ได้ เช่นนั้นก็ไม่น่าจะเลือกที่รักมักที่ชังหรอกใช่ไหม”

หวงโส่วจุนได้ยินแล้วอดยิ้มไม่ได้ “เจ้าอยากจะให้ข้าเลือกที่รักมักที่ชังอย่างไรล่ะ”

รอยยิ้มของเยี่ยเว่ยหมิงสดใสยิ่งกว่าเดิม “ที่จริงในภารกิจก่อนหน้านี้ ข้าเรียนเคล็ดฝ่ามือที่ไม่สมบูรณ์มาวิชาหนึ่ง ท่านเองก็ออกแรงช่วยเสริมความสมบูรณ์ของเคล็ดวิชานี้ให้ข้าสักหน่อยสิ”

ไม่อย่างนั้นจะมีคำกล่าวที่ว่า ‘คนหน้าด้าน ใต้หล้าไร้เทียมทาน’ หรือ

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยคำขอแบบนี้ออกมา เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็อดมองเขาด้วยสายตาดูถูกไม่ได้

ส่วนหวงโส่วจุนก็เพียงยิ้มบางๆ จากนั้นบอกว่า “เจ้าจะลองใช้เคล็ดฝ่ามือที่เจ้าเรียนมาก่อนก็ได้ แต่ขอบอกไว้ล่วงหน้า ความสามารถของข้ามีจำกัด ใช่ว่าจะอัปเลเวลทุกทักษะยุทธ์ให้เต็มได้ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ จัดเป็นกรณีพิเศษ ถ้าเคล็ดฝ่ามือที่เจ้าเรียนมาไม่ยากเกินไป ข้าก็จะพยายามช่วยเจ้าเสริมให้สมบูรณ์ ใช่ว่าจะลองดูไม่ได้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วดีใจมาก เขาคิดเสียว่าเป็นการทดลอง ย่อเข่าแล้วผลักฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้งอย่างธรรมดาเรียบง่ายทันที

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงใช้ฝ่ามือนี้เหมือนทำเป็นเล่น เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็อดสงสัยไม่ได้ อย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้ตนเดาผิด

คาดไม่ถึงว่าหลังจากหวงโส่วจุนเห็นฝ่ามือนี้ของเขาแล้ว กลับด่าทอยกใหญ่ทันที “เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ เรียนรู้ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ ได้เพียงหนึ่งกระบวนท่า เจ้าก็คิดจะเสริมให้มันเป็นสุดยอดวิชาที่สมบูรณ์แบบแล้วหรือ…

…ถามเจ้าไยมิขี่ลมเหมือนวิหค พุ่งพรวดขึ้นฟ้าเก้าหมื่นลี้[1]”

[1] ถามเจ้าไยมิขี่ลมเหมือนวิหค พุ่งพรวดขึ้นฟ้าเก้าหมื่นลี้ 问君何不乘风起,扶摇直上九万里 ส่วนหนึ่งจากบทกลอน 上李邕 ช่างหลี่ยงของกวีหลี่ไป๋ หมายถึง ต้องการให้เจ้าทำตามความมุ่งมาดปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง