วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

236-240

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 236ถึง240
สำหรับถังซานไฉ่ผู้มีคุณธรรมขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงยังจะว่าอะไรได้อีก

เขาทำได้เพียงเหยียบบนหน้าอกของอาซาน งอนิ้วคำนวณเงียบๆ จากนั้นใช้ฝ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ตบไปบนหัวกะโหลกของอาซาน

-57835!

ตอนนี้เอง ในที่สุดมือธนูทั้งแปดก็พุ่งเข้ามาในวัด

จากนั้นพวกเขาทั้งแปดก็ถูกน้องดาบ สะพานสวรรค์น้อย หนิวจื้อชุนและฉางซิงอวี่ล้อมไว้แล้ว

บรรดานักธนูพวกนี้ เมื่ออยู่ในสถานที่แคบเช่นนี้ ถูกนักรบคลั่ง (หนิวจื้อชุน) นักกระบี่คู่ (สะพานสวรรค์น้อย) มือสังหาร (น้องดาบ) และทหารม้า (ฉางซิงอวี่) ล้อมไว้ ผลการต่อสู้เป็นอย่างไร แค่คิดก็รู้แล้ว

แต่พวกเขาสี่คนก็ใช่ว่าไม่เคยคิดจะชิงโจมตีอาซานเป็นครั้งสุดท้าย เพียงแต่หลังจากได้เห็นดาเมจจากการโจมตีฝ่ามือนั้นของเยี่ยเว่ยหมิง พวกเขาก็ย้ายเป้าหมายไปบนตัวนักธนูพวกนั้นยังไม่ลังเล

พวกเราตีพลังชีวิตได้ไม่กี่พัน แต่เจ้าหมอนี่ทำคริติคอลดาเมจไปห้าหมื่นกว่า!

จะไปแย่งซีนเขาเหรอ

แย่งก็บ้าแล้ว!

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหาร BOSS เลเวล 65 อาซาน ยอดฝีมือของท่านอ๋องหรู่หยางแห่งมองโกล ได้รับค่าประสบการณ์ 250000 แต้ม ค่าตบะ 80000 แต้ม!]

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหาร BOSS เลเวล 35 จางอีซาง ยอดฝีมือท่านอ๋องหรู่หยางแห่งมองโกล ได้รับค่าประสบการณ์…]

[ติ๊ง! ทีมของคุณ…เฉียนเอ้อร์ไป้…]

[ติ๊ง!…ซุนซานหุ่ย…]

ต้องกล่าวว่ายอดฝีมือของจวนท่านอ๋องหรู่หยางแต่ละคนตั้งชื่ออย่างขอไปทีจริงๆ

ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ออกแบบเกมที่ตั้งค่าภารกิจนี้ขี้เกียจขนาดไหน บอสใหญ่ชื่ออาซานก็ว่าธรรมดาแล้ว ชื่อของนักธนูแปดคนนั้นแต่ละคนก็ยิ่งไม่ตั้งใจ จางอีซาง (แปลว่าบาดเจ็บหนึ่งครั้ง) เฉียนเอ้อร์ไป้ (แพ้สองครั้ง) ซุนซานหุ่ย (ทำลายสามครั้ง) หลี่ซื่อชุย (ทลายสี่ครั้ง) โจวอู่ซู (แพ้ห้าครั้ง) อู๋ลิ่วพั่ว (แตกหกครั้ง) เจิ้งชีเมี่ย (ดับเจ็ดครั้ง) หวังปาไซ ว(ซวยแปดครั้ง)…

อย่าบอกนะว่าเจ้าแปดคนนี้เป็นฝาแฝดคนละพ่อคนละแม่กัน

ไม่กี่คนแรกยังดีหน่อย แต่คนสุดท้ายที่ชื่อหวังปาไซว…

จะว่าไปแล้วผู้ออกแบบเกมมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไรกันแน่ ถึงได้ตั้งชื่อแบบนี้ออกมาได้

……

เป็นไปตามธรรมเนียม หลังจากมีแจ้งเตือนว่าโจมตีสังหารแล้ว ก็จะมีประกาศระบบดังขึ้นตามมาเป็นพรวน

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นสำนักมือปราบ เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักอู่ตัง ฉางซิงอวี่ ผู้เล่นสำนักสุสานโบราณสะพานสวรรค์คริสตัล…(ชื่อน้องดาบกับหนิวจื้อชุนละไว้)]

[ประกาศระบบ: สำนักมือปราบ…]

……

ประกาศระบบดังสามรอบอย่างที่เคยเป็น ในจำนวนนั้นประกาศแรกที่บอกว่าฆ่าบอสเลเวลหกสิบห้าสะเทือนไปถึงข้างนอก ส่วนบอสเลเวลสามสิบห้าที่เหลือ สำหรับผู้เล่นในตอนนี้ การฆ่าพวกเขาได้ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จอะไรแล้ว

แต่…

บอสประเภทที่ไม่สร้างความรู้สึกประสบความสำเร็จแบบนี้ เมื่อนำมารวมอยู่ด้วยกัน ผลที่ตามมากลับเปลี่ยนโฉมไปเลย!

ทำเฟิร์สคิล BOSS เก้าคน แต่ละคนประกาศสามครั้ง รวมแล้วเป็นประกาศระบบทั้งหมดยี่สิบเจ็ดครั้ง!

และเมื่อมีประกาศระบบเยอะขนาดนี้ต่อเนื่องกันภายในเวลาสั้นๆ ก็เกิดสถานการณ์อีกอย่างขึ้นแล้ว

ประกาศระบบ ล้างหน้าจอแล้ว!

ชั่วขณะนั้น เยี่ยเว่ยหมิง สะพานสวรรค์น้อย ฉางซิงอวี่ น้องดาบ หนิวจื้อชุนห้าชื่อนี้อยู่ในขอบเขตสายตาของทุกคนแล้ว

ถึงอย่างไรก็มีประกาศระบบหลายแถวไหลผ่านหน้าจอ ถ้าจะไม่ให้สังเกตเห็นก็คงยาก!

จากนั้นทันที ก็มีเพื่อนในเกมจากที่ต่างๆ มาร่วมกันแสดงความยินดี ชั่วขณะนั้นในวัดร้างมีนกพิราบบินมารวมกัน ประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็น…แค่กๆ ถึงอย่างไรก็มีพิราบขาวบินเต็มวัด เป็นฉากที่อลังการเป็นพิเศษ

ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการตอบกลับข้อความ แต่สีหน้ากลับนิ่งเงียบบ้างจริงจังบ้างต่างกันไป

ที่แท้ผลตอบแทนส่วนนี้ เกียรติยศส่วนนี้ สหายถังควรจะมีส่วนร่วมด้วย

น่าเสียดาย…

ท่ามกลางความเงียบงันนี้ มีเพียงร่างของสะพานสวรรค์น้อยที่สั่นเล็กน้อย สีหน้าของนางเผยความตื่นเต้นดีใจอย่างยากจะปิดบังได้ แต่นางก็รู้เช่นกันว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ถังซานไฉ่ประสบเคราะห์ร้าย แสดงออกถึงความดีใจมากเกินไปก็จะดูไม่ดี ดังนั้นนางจึงรีบหันหน้าไปอีกทาง เพียงแต่สีหน้าดีใจที่นางยากจะปิดบังก่อนหน้านี้ก็ยังคงอยู่ในสายตาของทุกคนแล้ว

ชั่วขณะนั้น คนในวัดมองสาวงามที่เหมือนภูเขาน้ำแข็งคนนี้ด้วยสายตาดูถูกนิดหน่อย

แปะ! แปะ! เมื่อเห็นบรรยากาศเปลี่ยนเป็นอึดอัดเล็กน้อย เยี่ยเว่ยหมิงก็ปรบมือ หลังจากดึงดูดความสนใจของทุกคนมาไว้ที่ตัวเองแล้วก็บอกว่า “เนื่องจากสหายถังประสบโชคร้าย ข้าเสนอให้สลับสิทธิ์ในการแบ่งไอเทมกับสหายถังสักหน่อย แต่ถ้าพูดไปตรงๆ ด้วยนิสัยของเขาคงไม่เลือกของชิ้นที่ดีที่สุดไปแน่นอน…

…ดังนั้น ไม่ว่าอาซานจะดรอปไอเทมอะไร ชิ้นที่ราคาแพงที่สุดในนั้นควรเป็นของสหายถัง ทุกคนมีอะไรจะคัดค้านไหม”

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องแบ่งไอเทมดรอปจากบอส ทุกคนก็ตกตะลึง ในใจกำลังคิดว่าข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงมีความเป็นไปได้สูงว่ากำลังพูดเรื่องแบ่งรางวัลในตอนสุดท้าย นโยบายเอนเอียงไปทางถังซานไฉ่

สำหรับเรื่องนี้ ทุกคนล้วนแสดงออกว่าเข้าใจได้

ถึงอย่างไรทุกคนก็โจมตีบอสด้วยกัน ในรางวัลย่อมมีส่วนของถังซานไฉ่ ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็เลือกสละชีวิตตัวเองเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ได้แม้กระทั่งรางวัลที่เป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะพื้นฐาน

สำหรับถังซานไฉ่ เดิมทีนี่ก็คือเรื่องที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว

หรือไม่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย แต่ในฐานะที่เป็นเป็นสหายร่วมทีม การรับผลประโยชน์ไปเงียบๆ แบบนี้โดยไม่คิดจะชดเชยความเสียหายให้เขาสักหน่อย กลับทำให้คนผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงก็คือ นโยบายการแบ่งไอเทมที่เยี่ยเว่ยหมิงเสนอ กลับต้องสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อชดเชยความเสียหายให้ถังซานไฉ่ แต่ไม่เอ่ยถึงเลยว่าคนอื่นควรจะสละอะไร

นี่เป็นแบบฉบับของลูกพี่ใหญ่เลย!

ถ้าลองสลับกัน เขาลองถามใจตัวเองแล้ว พบว่าตัวเองทำได้ไม่สง่างามอย่างเยี่ยเว่ยหมิงแน่นอน

ทว่า สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากเสียงของเยี่ยเว่ยหมิงเงียบลง สะพานสวรรค์น้อยก็พูดขึ้นว่า “หรือไม่อย่างนั้น ข้าก็แบ่งของตัวเองส่วนหนึ่งด้วย ชดเชยความเสียหายให้สหายถังสักหน่อยแล้วกัน…

…อย่างไรเสีย ในระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ ผลตอบแทนสูงสุดที่พวกเราได้ แท้จริงแล้วไม่ใช่ไอเทมดรอปพวกนั้นของบอส เพราะพวกเรามีกันหลายคน ค่าผลตอบแทนที่มากกว่านั้นก็คือค่าตบะจำนวนมากหลังจากฆ่าบอส รวมทั้งรางวัลหลังจากภารกิจเสร็จสิ้นมากกว่า แน่นอนว่ายังมีโอกาสได้ออกทีวีด้วย…

…แต่ของพวกนี้ สหายถังไม่ได้รับเลย”

ทุกคนได้ยินแล้วพากันตกอยู่ในความเงียบ ถึงขั้นรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน

ก่อนหน้านี้พวกเขาดูถูกน้องสะพานสวรรค์น้อย แต่เวลาพูดเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคล นอกจากเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว มีใครใจกว้างกว่าสะพานสวรรค์น้อยบ้าง

อีกฝ่ายก็แค่ดีใจนิดหน่อยหลังจากเห็นประกาศระบบ จะเป็นไรไป

พวกเรากลับดีใจไม่ขึ้น ถ้าเก่งนักพวกเจ้าก็แบ่งผลประโยชน์ในมือออกมาสิ

ในเมื่อทำไม่ได้ แล้วมีสิทธิ์อะไรไปดูถูกคนอื่น

“ข้ารู้สึกว่าข้อเสนอของเจ้าไม่เหมาะสม” เป็นอย่างที่คาดไว้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็คือน้องดาบผู้ต่อต้านเยี่ยเว่ยหมิงมาตลอด “ในเมื่อสหายถังเป็นเพื่อนร่วมทีมของพวกเราทุกคน เขาเสียสละเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเป็นคนดีอยู่คนเดียว…

…ส่วนข้อเสนอของสะพานสวรรค์น้อยก็ยิ่งเหลวไหล เจ้านำรางวัลส่วนที่ตัวเองควรจะได้มาชดเชยให้สหายถัง แล้วเจ้าจะให้คนอื่นทำอย่างไร…

…คนอื่นควรจะแบ่งบ้าง หรือไม่แบ่งดี”

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็อดยิ้มและถามกลับไม่ได้ว่า “แล้วเจ้ามีข้อเสนออะไรที่ดีกว่านี้ล่ะ”

ถ้าในทีมมีเพียงคนของสำนักมือปราบ เรื่องแบบนี้ย่อมไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก เยี่ยเว่ยหมิงพูดอะไรก็ว่าไปตามนั้น ทุกคนก็ไม่เกรงใจเขาเช่นกัน

แต่ทุกคนในทีมตอนนี้ไม่ถือว่าเป็นคนที่สนิทกันมาก มารยาทที่ควรจะมีก็ยังต้องมี

ข้อเสนอของน้องดาบหลังจากนั้นก็คือ ถังซานไฉ่สมควรได้รับการชดเชย แต่การชดเชยต้องมาจากทุกคนเฉลี่ยเท่าๆ กัน

ฉางซิงอวี่กล่าวเสริมอีก เสนอว่าให้นำไอเทมดรอปของบอสที่แพงที่สุดในตลาดมาชดเชยให้กับคุณงามความดีและการเสียสละของถังซานไฉ่ ส่วนที่เหลือก็ทำตามคำแนะนำก่อนหน้านี้ ให้เยี่ยเว่ยหมิงเลือกก่อนหนึ่งชิ้น ส่วนที่เหลือทุกคนก็ค่อยใช้วิธีประมูลขาย

ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าข้อเสนอของฉางซิงอวี่ดีที่สุด ดังนั้นการแบ่งไอเทมของการต่อสู้ครั้งนี้ก็ถูกกำหนดไว้อย่างนี้แล้ว

หลังจากทุกคนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ เยี่ยเว่ยหมิงก็เตะศพอาซานหนึ่งที มีข้อมูลของหลายชิ้นลอยขึ้นมาทันที

[หมวกจินกัง (ทองคำ)]

หมวกงอบที่ชาวยุทธ์ชอบใส่ มีผลป้องกันในระดับหนึ่ง

ป้องกัน +100

พละกำลัง +50

ท่าร่าง +50

……

[ดรรชนีวชิระทรงพลัง (ระดับสูง)]

หนึ่งในเจ็ดสิบสองสุดยอดวิชาของเส้าหลิน พลังดรรชนีดุดันแข็งแกร่ง อานุภาพเกรียงไกร

เงื่อนไขการฝึก

พละกำลัง: 150

ความแข็งแกร่ง: 150

สติปัญญา: 30

……

[รองเท้าลมโหม (ทองคำ)]

รองเท้ายาวที่เบามากคู่หนึ่ง ทำให้ผู้สวมใส่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเหมือนบินได้

ป้องกัน +50

ท่าร่าง +100

……

[ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก]

ยาลับเฉพาะของสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ มีสรรพคุณเทพอย่างต่อกระดูกปลูกเส้นเอ็น ใช้ตอนต่อสู้ได้ แก้ไขอาการเส้นเอ็นขาด กระดูกแตกและสถานะบาดเจ็บต่างๆ ได้ ฟื้นฟูพลังชีวิต100%! (จำนวนครั้งที่ใช้ได้ 10/10)

……

อุปกรณ์ทองคำสองชิ้น ตำราลับทักษะยุทธ์หนึ่งเล่ม ยาหนึ่งตลับที่ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บได้ในชั่วพริบตาเดียว ซึ่งใช้ได้สิบครั้ง

บอสเลเวลหกสิบห้าคนหนึ่งดรอปเพียงของสี่อย่างนี้

“เท่านี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว” ตอนนี้น้องดาบพลันเอ่ยว่า “บอสระดับสูงแบบนี้พวกเราเคยฆ่ามานับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่คนที่เคยดรอปตำราลับระดับสูง”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอึ้งทันที เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ตอนนี้กลับได้ยินน้องดาบอธิบายต่อ “ตำราลับวิทยายุทธ์ระดับต่ำและระดับกลางในเกมนี้ ก็ถือว่ามีอัตราดรอปที่ไม่เลวเลย แต่ดรอปตำราลับระดับสูงยากมาก…

…นอกจากกำจัดบอสร่างแท้โหมดปกติที่จะได้รับรางวัลที่ดีที่สุดตามสภาพของอีกฝ่าย ส่วนใหญ่ก็มีแต่ต้องทำเฟิร์สคิลถึงจะมีอัตราการดรอปที่แน่นอน…

…ทั้งอัตราการดรอปจากการทำเฟิร์สคิลก็ไม่ได้สูงด้วย!”

ทุกคนได้ยินแล้วก็จดจำประสบการณ์ที่นางแบ่งปันอยู่ในใจเงียบๆ ต่างก็รู้สึกว่าการตั้งค่าแบบนี้สมเหตุสมผล ไม่อย่างนั้นถ้าแม้แต่วิทยายุทธ์ระดับสูงยังดรอปได้จากบอสทั่วไป เช่นนั้นการเข้าสำนักจะยังมีประโยชน์อะไร

อิงตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงส่งตำราลับ ‘ดรรชนีวชิระทรงพลัง’ เข้าไปในช่องทีม จากนั้นก็ [@ถังซานไฉ่ พร้อมแนบข้อความว่า ‘ของเจ้า’]

เมื่อส่งข้อความไปแล้ว ก็ผ่านไปเจ็ดวินาทีเต็มๆ ถังซานไฉ่ถึงได้ตอบข้อความกลับมา [นี่คงจะเป็นของที่แพงที่สุดในบรรดาไอเทมดรอปสินะ แต่มันไม่เหมาะกับข้าหรอก ข้าเลือกฝึกอาวุธลับควบคู่กับเคล็ดกระบี่ ไม่อยากฝึกวิชาดรรชนีเพิ่มอีกแล้ว]

มองออกเลยว่ายามเผชิญหน้ากับวิทยายุทธ์ระดับสูงเช่นนี้ ในใจของเขาก็ลังเลมากเช่นกัน

[ที่จริงข้าคิดว่าหากมีตำราลับเล่มนี้แล้ว สหายถังก็พิจารณายกเลิกเส้นทางการฝึกวิชาควบคู่กันก่อนหน้านี้ไปได้เลย] ฉางซิงอวี่กล่าวในช่องทีม [อิงตามสถิติของผู้เล่นมืออาชีพอีกคนที่ข้ารู้มา ทักษะยุทธ์ในเกมล้วนมีความเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น]

[และวิชาอาวุธลับก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของวิชาดรรชนี ถ้าฝึกวิชาดรรชนีวชิระทรงพลังควบคู่กันไป ก็จะทำให้ประสิทธิภาพอาวุธลับของเจ้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้น ถึงขั้นเพิ่มขึ้นสองขั้นด้วย]

ถังซานไฉ่ยังคิดจะพูดอะไรอีก แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับตัดสินใจแทนเสียเลย [ตกลงตามนี้แล้วกัน ตำราลับเล่มนี้เป็นของเจ้า แต่ไอเทมอย่างอื่นที่ดรอปจากบอสเก้าคนที่เหลือไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไปรอพวกเราที่นอกวัดร้างโหย่วเจียนได้เลย พวกเรายังต้องไปสู้กับหยวนเจินต่อ]

พอจบบทสนทนาในช่องทีมแล้ว สายตาของทุกคนก็มองไปบนไอเทมอย่างอื่นที่ดรอปจากอาซานอีก เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะไม่ลังเลใดๆ เก็บ ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ขวดนั้นเข้าในสัมภาระทันที “ของที่เหลือพวกเจ้าแบ่งกันเถอะ ข้าต้องการแค่ยาขวดนี้”

เมื่อเห็น ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ถูกเยี่ยเว่ยหมิงหยิบไป ฉางซิงอวี่ก็รู้สึกลังเลและผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้ว เขาจึงไม่ได้พูดมาก ถึงขั้นไม่ได้แสดงความผิดหวังที่อยู่ในใจออกมาด้วย เขาเตะบนศพของเฉียนเอ้อไป้ที่อยู่ข้างๆ แทน

ด้วยการนำของฉางซิงอวี่ ทุกคนจึงคลำศพของแปดพี่น้องคนละท้องรอบหนึ่ง ได้อุปกรณ์ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ไปนิดหน่อย

ส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในจำนวนนั้นก็ยังเป็นตำราลับทักษะยุทธ์แปดเล่ม

[ธนูเทพทุ่งหญ้า (ระดับกลาง)]

ตำราลับทักษะธนูที่วีรบุรุษทุ่งหญ้าเจ๋อเปี๋ยทิ้งไว้ เป็นเพียงหนึ่งในแปดส่วนของตำราลับฉบับสมบูรณ์ เงื่อนไขการฝึก:…

นักธนูทุกคนดรอปตำราลับแบบนี้คนละหนึ่งเล่ม หลังจากรวบรวมตำราลับทั้งหมดแล้ว ก็รวมทั้งหมดให้เป็นตำราลับวิชาธนูระดับสูงหนึ่งเล่ม

[ธนูเทพเจ๋อเปี๋ย (ระดับสูง)]

ตำราลับทักษะธนูที่วีรบุรุษทุ่งหญ้าเจ๋อเปี๋ยทิ้งไว้

เงื่อนไขการฝึก:

พละกำลัง 200

ความว่องไว 100

……

ตำราลับเล่มนี้เป็นของดีจริงๆ ดูจากทักษะที่แปดคนนั้นแสดงออกมาก็รู้แล้ว มีประสิทธิภาพน่าทึ่งแน่นอน ทั้งยังไม่จำกัดเงื่อนไขค่าสเตตัสพื้นฐานอย่างค่าสติปัญญากับค่าตระหนักรู้ด้วย

แต่ติดที่ผู้เล่นที่ฝึกทักษะธนูมีไม่เยอะ ดังนั้นราคาจึงไม่สูงมาก สุดท้ายฉางซิงอวี่ก็ใช้เงินหนึ่งพันเหรียญทองประมูลซื้อไปแล้ว

ส่วนของอย่างอื่น ทุกคนก็มีความจำเป็นต้องใช้แตกต่างกันไป ส่วนของที่ทุกคนไม่ต้องการ เยี่ยเว่ยหมิงก็เสนอให้มอบให้ฉางซิงอวี่นำไปขาย จากนั้นทุกคนก็มานั่งแบ่งเงินกัน

หลังจากได้ยินคำแนะนำนี้ ฉางซิงอวี่ก็เพียงมองเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งด้วยสายตาล้ำลึก แล้วก็ตอบรับไปตามสถานการณ์

เขารู้สึกว่าเยี่ยเว่ยหมิงคนนี้รู้แน่นอนว่าระหว่างเขากับชีชียังไปมาหาสู่กันเรื่องธุรกิจ!

หลังจากแบ่งของเสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงก็นำโลงไม้หวงฮว่าใบหนึ่งมาบรรจุศพของอาซาน จากนั้นก็ใช้เสื่อห่อศพแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดา เก็บตำราลับตระหนักรู้กองใหญ่ รอกลับไปก่อนแล้วค่อยหาที่เงียบๆ ดู

สาเหตุที่ครั้งนี้ใช้สินค้าระดับต่ำมาเก็บศพอาซาน ไม่ใช่เพราะเยี่ยเว่ยหมิงตระหนี่ แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

ก่อนออกเดินทาง เยี่ยเว่ยหมิงซื้อโลงไม้หนานมู่ไว้เพียงสองใบ ในจำนวนนั้นใบหนึ่งใช้บรรจุศพฟ่านเหยาไปแล้ว ส่วนอีกใบเตรียมไว้ใช้กับหยวนเจิน

คนที่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ใช่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่อะไรอย่างอาซาน ทำได้เพียงลดระดับการปฏิบัติกับเขา

อย่างไรเสีย เหล็กที่ดีก็ต้องเอาไว้ใช้กับคมดาบ

ส่วนนักธนูแปดคนนั้น เดิมทีพวกเขาก็เป็นสินค้าระดับต่ำอยู่แล้ว…

ทุกคนต่างใช้ท่าร่างของตัวเองวิ่งไปทางวัดร้างโหย่วเจียนด้วยอารมณ์ชื่นมื่น

ไม่วิ่งไม่ได้หรอก

อย่างไรเสีย ภารกิจสังหารหยวนเจินก็มีเวลาจำกัดเช่นกัน

ส่วนกล่องเหล็กที่ใส่จดหมายภารกิจ ก็ย่อมต้องให้ผู้ที่มีความสามารถสูงสุดอย่างเยี่ยเว่ยหมิงดูแลรักษาไว้

พวกเขาไม่กังวลว่าจะถูก BOSS จู่โจมอีก ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ภารกิจระดับหกดาว มีอาซานบวกกับแปดพี่น้องฝาแฝดโผล่มาก็ถือว่าทำเกินไปแล้ว พวกเขาไม่คิดว่าจะมีศัตรูแบบนี้โผล่มาอีกเป็นครั้งที่สอง

ถ้ามีอีก เช่นนั้นก็แสดงว่าประเมินภารกิจระดับหกดาวต่ำไปแล้ว

แต่ละคนในทีมใช้วิชาตัวเบาแตกต่างกัน เวลาวิ่งขึ้นมาก็งดงามอัศจรรย์แตกต่างกันไป ส่วนรายละเอียดว่างดงามอย่างไร ก็ไม่ต้องเปลืองตัวอักษรบรรยายแล้ว ทุกคนรู้เพียงว่าเยี่ยเว่ยหมิงวิ่งได้เร็วที่สุดก็พอ

พวกเขาไม่พูดไม่จาตลอดทาง ผ่านตลาดเข้าเมืองไปโดยตรง ในที่สุดก็มาถึงวัดร้างโหย่วเจียน ที่อยู่ของหลวงจีนหยวนเจินแล้ว

นอกประตูวัด ถังซานไฉ่เหมือนปรับอารมณ์ตัวเองเรียบร้อยแล้ว เข้ามาทักทายเพื่อนในทีมก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

หลังจากทักทายกันไปสองสามคำ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งตำราลับ ‘ดรรชนีวชิระทรงพลัง’ ให้ถังซานไฉ่ ส่วนอีกฝ่ายก็ใช้กำปั้นทุบบนบ่าเขาแรงๆ หนึ่งที แล้วบอกว่า “ภารกิจของข้าล้มเหลวแล้ว แต่พวกเจ้าน่าจะยังรับรางวัลภารกิจได้อยู่ อีกประเดี๋ยวถ้ามีการต่อสู้กัน ข้าจะให้พวกเจ้าได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อยว่าอะไรที่เรียกว่าแมลงสาบน้อยฆ่าไม่ตาย!”

ทุกคนได้ยินแล้วนึกว่าเขาแค่ปลอบใจตัวเองเท่านั้น ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เดินนำเข้าไปในวัดร้างโหย่วเจียน

หยวนเจินก็ยังก็ยังเป็นหยวนเจินคนเดิม

ศีรษะล้านกลมๆ ดูแล้วเหมือนเป็นคนดีจริงๆ

พอเห็นพวกเขา หยวนเจินก็ประนมมือและทักทายด้วยรอยยิ้มมีเมตตา “อามิตาภพุทธ!ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยทุกท่านที่ลงมือทวงความยุติธรรม กำจัดมือสังหารชั่วร้ายที่มีเจตนาไม่ดีแทนอาตมา ให้อาตมาขอบคุณจอมยุทธ์น้อยทุกท่านแทนสหายร่วมเส้นทางนับไม่ถ้วนแห่งยุทธภพภาคกลางเป็นอย่างไร”

สำหรับคำสรรเสริญเยินยอของหยวนเจิน ทุกคนแสยะยิ้มในใจพร้อมกัน

เจ้ากลายเป็นตัวแทนของ ‘สหายร่วมเส้นทางยุทธภพ’ เหล่านั้นแล้ว เจ้าเคยถามความเห็นของพวกเขาหรือยังเถอะ

เยี่ยเว่ยหมิงแขวะในใจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำตัวสบายๆ ต่อไป กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำอยู่แล้ว ก็เหมือนกับที่พวกเราทำภารกิจสำเร็จ แล้วท่านก็ควรมอบรางวัลภารกิจให้พวกเรา”

“นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว” หยวนเจินยิ้มบางๆ แล้วถามอย่างใจเย็น “จอมยุทธ์น้อยทุกท่าน อยากได้เคล็ดวิชาอะไรกันบ้าง”

ปากก็เรียกว่าจอมยุทธ์น้อยทุกท่าน แต่เขากลับจ้องเยี่ยเว่ยหมิงไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าอยากให้เยี่ยเว่ยหมิงรับรางวัลภารกิจก่อน

เมื่อได้ยินคำถาม เยี่ยเว่ยหมิงก็กวาดตามองคอลัมน์สกิลของตัวเอง แล้วบอกว่า “แม้บนตัวข้าจะมีวิชามากมาย แต่ระดับต่ำกว่าเจ็ดทั้งนั้น เหมือนจะเหลือเพียงตัวเลือกเดียว”

เยี่ยเว่ยหมิงเงียบไปครู่เดียว แล้วบอกว่า “ข้าต้องการอัปเลเวลไท้ซัวเป็นไฉน”

หยวนเจินได้ยินแล้วยิ้มมากกว่าเดิม “ข้าไม่รู้วิชานี้”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มค้าง “ไต้ซือหยวนเจิน ท่านไม่ได้จะเบี้ยวรางวัลภารกิจข้าหรอกใช่ไหม”

“จอมยุทธ์น้อยเข้าใจผิดแล้ว” หยวนเจินส่ายหน้าอธิบายอย่างใจเย็นมาก “ที่จริงทักษะยุทธ์ในใต้หล้าเส้นทางแตกต่างแต่เป้าหมายเดียวกัน แม้กระบวนท่าแตกต่าง แต่กลับเข้าใจกฎเกณฑ์วิทยายุทธ์ที่แฝงอยู่ในนั้น ดังนั้นมีทักษะยุทธ์มากมายที่แม้อาตมาจะใช้ไม่เป็น แต่ก็ยังพอชี้แนะให้จอมยุทธ์น้อยได้บ้าง…

…แต่ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ นั่นกลับเป็นเคล็ดวิชาพิเศษที่สืบทอดเฉพาะสำนักไท่ซาน แตกต่างกับวิถีของวิทยายุทธ์มาก จัดเป็นหนึ่งในทักษะยุทธ์ไม่กี่อย่างที่อาตมาชี้แนะไม่ได้”

ถ้าแปลเป็นภาษาที่ให้เข้าใจง่ายก็คือ ‘เคล็ดวิชา’ ที่อยู่ในรายการรางวัลภารกิจนี้ไม่นับรวม ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’

รู้ว่านี่เป็นข้อจำกัดจากกติการะบบ เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่พัวพันกับคำถามนี้ เปลี่ยนเป็นวิชาอื่นทันที “เช่นนั้นเปลี่ยนเป็น ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ก็แล้วกัน”

หยวนเจินกลับส่ายหน้าอีกครั้ง “เลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของจอมยุทธ์น้อยสูงเกินไป ไม่สอดคล้องกับกติกา ถึงอย่างไรรางวัลภารกิจก็เป็นเพียงเคล็ดวิชาที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ดเท่านั้น ในจำนวนนั้นไม่รวมเคล็ดวิชาที่เลเวลเจ็ด”

เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว ตอนที่กำลังจะโวยวาย เขาก็คาดเดาแผนการของอีกฝ่ายได้ทันที จึงส่งข้อความในช่องทีมว่า [มารดามันเถอะ!หยวนเจินคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ]

เพื่อนร่วมทีมไม่เข้าใจ เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายต่อ “ข้าเดาว่าเป็นเพราะเขาอยู่ในฐานะ NPC ระดับสูงที่คอยแจกรางวัล จึงมองเห็นเลเวลทักษะของพวกเราทุกคนได้ ต่อให้เขาไม่รู้ละเอียดว่าพวกเราฝึกวิทยายุทธ์อะไร แต่ต้องมองออกแน่นอนว่าบนตัวพวกเราไม่มีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการฝึก”

เขาชะงักนิดหน่อย แล้วกล่าวเสริมว่า [ในฐานะที่เป็นเป้าหมายโจมตีสังหารของภารกิจที่ฟ่านเหยาแจก เขาก็น่าจะรู้เช่นกันว่าอีกประเดี๋ยวพวกเราก็จะลงดาบกับเขา ก็เหมือนกับฟ่านเหยาพี่รู้ตั้งแต่แรกว่าพวกเราต้องการสังหารเขา]

ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้า แต่ก็ไม่เข้าใจว่าสองรื่องนี้เกี่ยวกับสิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงคุยกับพวกเขาอย่างไร

ยังดีที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้คิดจะอุบไว้ บอกตรงๆ เลยว่า [เขารู้อยู่แก่ใจว่าบนตัวข้าไม่มีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขการฝึก ถึงได้จงใจถามข้าก่อนว่าข้าอยากเพิ่มเลเวลของเคล็ดวิชาไหน เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือ อยากให้ค่าใช้วิธีการนี้ยั่วโมโหเขา ทำให้พวกเราเริ่มภารกิจ ‘โจมตีเฉิงคุน’ ล่วงหน้า…

…เพราะถ้าข้าอดทนไม่ไหวแล้วพูดจาร้ายๆ กับเขา เขาก็จะถือโอกาสกระตุ้นให้ความขัดแย้งพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งได้…

…และถ้าการต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อไร ฐานะของเขาก็จะเปลี่ยนจาก NPC ผู้แจกภารกิจไปเป็น BOSS ที่พวกเราต้องต่อสู้ด้วย…

…ส่วนรางวัลภารกิจที่ต้องได้ก่อนหน้านี้ ก็จะถูกระบบตัดสินว่าพวกเราเป็นฝ่ายเลือกไม่รับเอง พอเป็นเช่นนี้ เขาก็จะยกเลิกรางวัลภารกิจทั้งหมดของพวกเราได้อย่างชอบธรรมแล้ว!]

[ต่ำช้าได้ขนาดนี้เชียวหรือ] สะพานสวรรค์น้อยถลึงดวงตาคู่สวยของนาง ถามอย่างเหลือเชื่อนิดหน่อยว่า [เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไร]

ตอนนี้กลับเห็นเยี่ยเว่ยหมิงถอยหลังก้าวหนึ่งพร้อมส่งข้อความในช่องทีม [พวกเจ้ารับรางวัลไปก่อน รอให้พวกเรารับรางวัลเรียบร้อยแล้ว ค่อยเจรจากับเขาอีกทีก็ได้]

[อ้อ ใช่ รางวัลของภารกิจนี้ก็คือจะเพิ่มเลเวลของทักษะยุทธ์ใดก็ได้ที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ด เพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล ดังนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีแต้มค่าตบะมากพอ ทางที่ดีพวกเจ้าเพิ่มทักษะยุทธ์ให้ถึงเลเวลหกก่อน ทำให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด]

[คิดจะฮุบรางวัลภารกิจของพวกเราหรือ ฝันไปเถอะ!]

เยี่ยเว่ยหมิงถอยหลังหนึ่งก้าว หาจุดที่เหมาะสมที่สุดให้สหายร่วมทีมของตัวเองยืนเจรจา แล้วก็ยังไม่ลืมถลึงตาจ้องหลวงจีนน่ารังเกียจคนนี้อย่างดุร้าย

หยวนเจินก็ยังคงเป็นหยวนเจินคนเดิม ศีรษะล้านกลม หน้าตาไม่เหมือนคนดี!

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสมสำหรับเพิ่มเลเวลไม่เจอ ไม่น่าเชื่อว่าจะถอยไปด้านข้าง แล้วให้คนอื่นเลือกรางวัลภารกิจก่อน หยวนเจินเองก็แค้นจนกัดฟันกรอดแล้วเช่นกัน

ถ้ามีทางเลือก เขาย่อมไม่อยากช่วยพวกผู้เล่นที่กำลังจะแปรพักตร์ลงมือสังหารเขาเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์อยู่แล้ว แบบนั้นจะทำให้อีกฝ่ายมีความมั่นใจมากขึ้นตอนสังหารเขา

แต่ช่วยไม่ได้ เพราะกติกาที่ระบบกำหนดไว้ สำหรับ NPC อย่างพวกเขา กลับเป็นกฎเหล็กที่ไม่อาจแตะต้องได้

อย่าว่าแต่หยวนเจิน ต่อให้เป็นบอสใหญ่เลเวลสองร้อย ก็ต้องเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ระบบกำหนดให้อยู่ดี

แต่สำหรับผู้เล่นที่ทำภารกิจและรับรางวัลแล้ว นี่ก็คือหนึ่งในกฎเหล็กพื้นฐานไม่กี่ข้อของระบบเท่านั้น หยวนเจินแม้จะไม่เต็มใจ แต่ภายใต้การควบของคุมระบบ เขาก็ยังต้องให้รางวัลภารกิจคนพวกนี้ตามสัญญา

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ถอยไปด้านข้างทันที เรียกโลงไม้หนานมู่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อหยวนเจินออกมา แล้วก็หย่อนก้นนั่งลงบนนั้น นำ ‘ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เล่มหนึ่งขึ้นมาเริ่มอ่านอย่างได้อรรถรส


[ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์] บันทึกความรู้ความเข้าใจที่ฟ่านเหยาทูตขวาแห่งพรรคจรัสมีต่อ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ใช่แล้วจะเพิ่มค่าประสบการณ์ทักษะ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ 65000 แต้ม!

เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มอ่านตำราอย่างจริงจัง ส่วนหยวนเจินที่อยู่อีกฝั่งก็เริ่มแจกจ่ายรางวัลภารกิจให้เพื่อนร่วมทีมอีกสามคนยกเว้นถังซานไฉ่ด้วยความไม่เต็มใจ

หลังจากผ่านศึกใหญ่กับฟ่านเหยา อาซานและแปดพี่น้องฝาแฝดต่างบิดามารดาก่อนหน้านี้มาแล้ว คนในทีมของเยี่ยเว่ยหมิงก็สะสมค่าตบะได้แล้วไม่น้อย เนื่องจากเยี่ยเว่ยหมิเตือนพวกเขา พวกเขาจึงพากันเลือกเพิ่มเคล็ดวิชาให้ถึงเลเวลหก จากนั้นก็ให้หยวนเจินชี้แนะ

หยวนเจินเกลียดชังขั้นตอนแบบนี้มาก แต่ติดที่กติกาของระบบกำหนดไว้ เขาจึงทำได้เพียงชี้แนะแต่โดยดี อยากจะเล่นตุกติกสักหน่อยก็ทำไม่ได้

คนที่รับรางวัลคนแรกก็คือหนิวจื้อชุน เขาทำให้ทุกคนเหนือความคาดหมาย วิทยายุทธ์ที่เจ้าหมอนี้ต้องการอัปเลเวล ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็น ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ถูกเขาตัดออกจากเคล็ดวิชาต่อสู้หลักไปแล้ว

สำหรับเงื่อนไขที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์หนึ่งแสนแต้มในการเพิ่มเลเวลจากหกเป็นเจ็ด แม้หยวนเจินจะจนใจ แต่ก็ต้องชี้แนะให้อย่างว่านอนสอนง่ายอยู่ดี

อาจเป็นเพราะอิทธิพลของกติการะบบ ไม่อนุญาตให้หยวนเจินจงใจถ่วงเวลาตอนชี้แนะทักษะยุทธ์ ประสิทธิภาพการชี้แนะครั้งนี้ของเขาจึงสูงมาก

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะอ่าน ‘ถอดรหัสดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ในมือจบ การชี้แนะทางฝั่งนั้นก็เสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาประมาณสิบห้านาที

[วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]

……

เลเวล: 8

ค่าประสบการณ์: 52650/200000

โจมตี +400%

แม่นยำ +400%

กำลังภายในที่ใช้: 400 แต้ม

……

ตอนนี้ ผู้แข่งขันดีเด่นอันดับสองของทีมอย่างสะพานสวรรค์น้อยไปรับรางวัลกับหยวนเจินแล้ว รางวัลภารกิจที่นางเลือกทำให้ทุกคนผิดคาดอยู่บ้าง ไม่ใช่ ‘คัมภีร์ดรุณีหยก’ ที่นางฝึกเป็นเคล็ดวิชาหลัก แต่เหมือนกับหนิวจื้อชุน นางเลือกเพิ่มเลเวลของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’

บางที ‘คัมภีร์ดรุณีหยก’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ของสาวน้อยอาจจะเพิ่มถึงเลเวลเจ็ดแล้ว หรืออาจจะแค่เพราะรู้สึกว่าการเพิ่มเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ต้องใช้ค่าประสบการณ์สูงเกินไป นางเลือกแบบนี้ก็เพราะต้องการให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าสะพานสวรรค์น้อยจัดการเรื่องนี้ได้อย่างงดงาม!

ไม่น่าเชื่อว่าหยวนเจินคิดจะฮุบรางวัลของเยี่ยเว่ยหมิงเพียงเพราะอยากยั่วโมโหเยี่ยเว่ยหมิง เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ต้องการให้เขาสมใจอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าได้เห็นเขาไม่มีความสุข เยี่ยเว่ยหมิงก็จะมีความสุขมาก

ส่วนหนิวจื้อชุนที่เพิ่งเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์ ตอนนี้กลับมานั่งบนโลงศพที่เตรียมไว้ให้หยวนเจินข้างกายเยี่ยเว่ยหมิง

เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เป็นเพียงตำราทักษะเล่มหนึ่งเท่านั้น ทำไมเจ้าต้องอ่านมันรอบหนึ่งถึงจะใช้งานมันได้”

สำหรับข้อดีของการอ่านตำราลับ ถ้าไม่มีการชี้แนะจาก NPC ก็ไม่มีทางเกิดผลได้เลย ถ้าพูดออกมาตอนนี้ก็มีแต่จะทำให้คนอิจฉาเปล่าๆ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงลังเลอยู่ศูนย์จุดห้าวินาที ก็ตัดสินใจว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยมลงหน่อย

จึงยักไหล่ตอบไปส่งเดชว่า “ถึงอย่างไรข้าก็ว่าง”

พอพูดจบ สายตาก็กวาดมองบนตัวหนิวจื้อชุนอีก “จะว่าไปแล้ว เคล็ดกระบี่ของสำนักฉวนเจินประสิทธิภาพไม่อ่อนด้อย เหตุใดเจ้าต้องละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย[1] ไปเรียน ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ อะไรนั่น เจ้าไม่รู้สึกว่าสิ้นเปลืองค่าตบะหรือ”

“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ถูกตบตาให้ติดกับดักเช่นกัน” หนิวจื้อชุนถอนหายใจ แล้วบอกว่า “ครั้งก่อนไปทำภารกิจส่งจดหมายที่ทะเลทราย ผลปรากฏว่าเจอภารกิจเนื้อเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากข้าพยายามใช้พลังมหาศาลเหมือนวัวเก้าตัวและเสือสองตัวทำภารกิจนั้นให้สำเร็จ NPC ตาบอดที่ชื่อค้างคาวเหิน ‘เคอเจิ้นเอ้อ’ ก็แจกตำราลับวิทยายุทธ์ระดับสูงให้ข้าเล่มหนึ่ง ก็คือ ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ นี่แหละ”

ขณะที่พูด ก็จับภาพค่าสเตตัสทักษะส่งให้เยี่ยเว่ยหมิง

[วิชาไม้เท้าสยบมาร (ระดับสูง)]

หนึ่งในเจ็ดสิบสองสุดยอดวิชาของเส้าหลิน ตอนหลังตกทอดมาสู่ยุทธภพ

เลเวล: 7 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/20000

โจมตี +210% (+30%)

แม่นยำ +140% (+20%)

เพิ่มโบนัสค่าสเตตัสพละกำลัง 35% (+5%)

……

ถ้าดูแค่พลังโจมตีอย่างเดียว ก็ต้องดีกว่า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่อยู่ในเลเวลเดียวกันแน่นอน ส่วนการเพิ่มโบนัสค่าสเตตัสพละกำลังรายการสุดท้าย ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้วิชาไม้เท้านี้ได้มากเช่นกัน

ถ้าเทียบกับทักษะประจำตัว เยี่ยเว่ยหมิงพบว่าถ้านำวิชานี้มาไว้บนตัวเขา โบนัสค่าสเตตัสพละกำลังก็จะสูงถึง 308 แต้ม!

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพของกระบวนท่าในตอนสุดท้าย ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในระดับเดียวกับกระบี่จินสยาและกระบี่มังกรคำรามแล้ว!

ดูท่าทักษะยุทธ์นี้คงเป็นประเภทที่เตรียมไว้ให้คนมีพังเทพโดยธรรมชาติ หรือไม่ก็มีกำลังภายในสูงส่งใช้

พอนึกถึงจุดเด่นของทักษะยุทธ์สำนักฉวนเจินที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐาน จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าการที่หนิวจื้อชุนทิ้งกระบี่แล้วเปลี่ยนมาใช้ไม้เท้าแทนเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดเช่นกัน

“หากเป็นเช่นนั้น เคล็ดวิชานี้ก็เหมือนจะไม่เลวเลย” เยี่ยเว่ยหมิงถามต่อเพราะไม่เข้าใจ “แล้วเมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าถูกตบตาให้ติดกับดักล่ะ”

หนิวจื้อชุนอธิบายด้วยรอยยิ้มขื่นขม “ตอนแรกที่แนะนำวิชาไม้เท้าให้ข้า เจ้าเคอตาบอดนั่นขี้โม้ว่าเลิศเลอเหมือนไม่มีอยู่ในจริงในโลกนี้ ทั้งยังบอกว่าในปีนั้นแม้แต่เซียวหย่วนซาน ยอดฝีมือเลเวลร้อยแปดสิบก็ยังบาดเจ็บเพราะวิชานี้ ผ่านไปหลายสิบปียังรักษาไม่หาย…

…ตอนหลังข้าไปสืบเรื่องนี้จากแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมถึงได้รู้ ว่าเป็นเพราะเซียวหย่วนซานนั่นไม่เข้าใจพุทธธรรม ตัวเองนำตำราลับไปฝึกแปดรอบในฤดูร้อน ผลปรากฏว่าฝึกจนพลาดได้รับบาดเจ็บ!”

“ฮ่าๆ!” พอฟังถึงตรงนี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็กลั้นขำไม่ไหว ส่งเสียงหัวเราะที่ไร้คุณธรรมออกมา จากนั้นก็ตบบ่าหนิวจื้อชุน “อย่าไปถือสาเลย ข้ารู้สึกว่าเคล็ดวิชานี้เหมาะสมกับเจ้ามาก ถือว่ามีข้อดีจากความผิดพลาดเช่นกัน”

พอพูดจบ ก็ไม่สนใจนักพรตหนิวที่กำลังกลุ้มใจอีก เขาหยิบ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ อีกเล่มออกมา แล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่] บันทึกเคล็ดกระบี่ของฟ่านเหยาทูตขวาแห่งพรรคจรัส ใช้เคล็ดกระบี่ที่กำหนดจะเพิ่มค่าประสบการณ์ 70000 แต้ม!

หลังจากอ่านอย่างจริงจังจนเสร็จแล้ว ก็ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 105000 แต้ม

หลังจากลังเลนิดหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่มมันไปบนเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]

……

เลเวล: 9 (+1)

ค่าประสบการณ์: 67000/250000

ป้องกัน +180% (+70%)

แม่นยำ +160% (+70%)

หลบหลีก +90% (+35%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ

……

เพิ่ม ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ จนถึงเลเวลเก้าในอึดใจเดียว ในที่สุดก็ทำให้เคล็ดกระบี่ป้องกันวิชานี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวลภายใต้การเสริมของอุปกรณ์ ถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว!

ถึงเลเวลสิบแบบเทียม แม้จะไม่ได้มีค่าสเตตัสแฝงที่ใช้งานทักษะยุทธ์ได้ทันทีเหมือนเลเวลสิบแท้ แต่กลับได้รับโบนัสจำนวนมากจากการเพิ่มจากเลเวลเก้าไปเลเวลสิบ

และเมื่อมีโบนัสพวกนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าตัวเองแทบจะเดินบนเส้นทางตัวแทงค์ที่มีพลังโจมตีสูงแล้ว ยิ่งเดินยิ่งไกล

ตอนนี้ ต่อให้เขาเจอกับบอสเลเวลห้าสิบห้า เขาก็มีความมั่นใจว่าจะอาศัยเคล็ดกระบี่นี้สู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสี!

ถ้าในจำนวนนั้นเพิ่มสกิลของสายนักฆ่าอย่าง ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ไปด้วย…

พอนึกขึ้นได้ว่าทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงได้ผ่านเคล็ดกระบี่นี้ บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มขาดศีลธรรมออกมา

[1] ละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย 舍本逐末 ทำสิ่งใดไม่ให้ความสำคัญกับรากฐาน สนใจแต่สิ่งที่อยู่สุดปลาย


หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ เสร็จแล้ว ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของสะพานสวรรค์น้อยก็เพิ่มเลเวลสำเร็จด้วยการชี้แนะจากหยวนเจิน

คนที่สามที่ไปรับรางวัลก็คือน้องดาบ ทักษะยุทธ์ที่นางต้องการเพิ่มเลเวลก็คือ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’

แม้วิชากรงเล็บนี้มีประสิทธิภาพน่าทึ่ง แต่ก็เหมือนยังเป็นสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มฉบับไม่สมบูรณ์ ในฐานะผู้เล่นคนหนึ่งที่ฝึกวิชาดาบเป็นหลัก การนำโอกาสครั้งใหญ่ในการเพิ่มเลเวลวิทยายุทธ์ไปใช้กับวิชากรงเล็บ ก็ดูละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย[1]อยู่บ้าง

เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นรู้สึกว่า เคล็ดวิชานี้ของนางเพิ่มเลเวลขึ้นมาเพื่อใช้สู้กับตน

รู้สึกไปเองหรือเปล่า

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ขี้คร้านสนใจว่านางจะคิดอย่างไร เขาเรียก ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ เล่มหนึ่งขึ้นมาเริ่มอ่าน

[ตระหนักรู้วิชาดรรชนี] บันทึกวิชาดรรชนีของอาซาน ยอดฝีมือสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ ใช้วิชาดรรชนีที่กำหนดจะเพิ่มค่าประสบการณ์ 130000 แต้ม!

ไม่เหมือนฟ่านเหยาที่มีความรู้กว้างขวาง ความสามารถรอบด้าน แม้อาซานจะมีเลเวลหกสิบห้าเหมือนกัน แต่กลับให้ตำราลับหนึ่งเล่มกับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

แต่ในฐานะผู้แข็งแกร่งที่เชี่ยวชาญวิชาดรรชนี ตระหนักรู้วิชาดรรชนีของเขาก็ยังยอดเยี่ยมมาก หากพูดถึงคุณภาพของตำราเล่มนี้อย่างเดียว ก็เหนือกว่าเคล็ดวิชาของฟ่านเหยาแล้ว

หลังจากตั้งใจศึกษาไปรอบหนึ่ง ก็ได้รับค่าประสบการณ์ของวิชาดรรชนี 195000 แต้ม!

เขาเพิ่มไปบน ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เสียเลย ทำให้สุดยอดเคล็ดวิชานี้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวล

[วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]

……

เลเวล: 9

ค่าประสบการณ์: 47650/500000

โจมตี +450%

แม่นยำ +450%

กำลังภายในที่ใช้: 450 แต้ม

……

นี่เป็นข้อมูลที่สุดยอดมาก แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกค่าประสบการณ์ในการอัปเลเวลที่สูงถึงห้าแสนทำให้ตกใจแล้ว

ดูท่าแล้ว หากคิดจะอัปเลเวลวิชานี้ให้ถึงระดับสมบูรณ์ภายในเวลาสั้นๆ ก็เหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน

คนสุดท้ายที่ขอคำชี้แนะเคล็ดวิชาจากเฉิงคุนก็คือฉางซิงอวี่ ไม่เหมือนอีกสามคนที่เลือกอัปเลเวลของวิทยายุทธ์ประเภทที่มีกระบวนท่า เคล็ดวิชาที่เขาเลือกอัปเลเวลก็คือ ‘วิชาเก้าเอี๊ยงอู่ตัง’ ซึ่งเป็นวิชากำลังภายในระดับสูงของสำนักอู่ตัง

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงเนื่องจากมีแผนการของตัวเอง จึงไม่ได้นำตำราออกมาอ่านอีก แต่ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนโลงศพที่เตรียมไว้ให้หยวนเจิน เอามือยันคางและเริ่มมองหยวนเจินชี้แนะฉางซิงอวี่ด้วยความสนใจ

หลังจากเวลาผ่านไปประมาณสิบถึงสิบห้านาที

[ติ๊ง! คุณฟังไต้ซือหยวนเจินแห่งเส้าหลินชี้แนะวิทยายุทธ์ ด้วยการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ได้รับค่าประสบการณ์ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ 1000 แต้ม]

???

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบนี้ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์

แม้จะเป็นค่าประสบการณ์เพียงหนึ่งพันแต้ม แต่เขากลับรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปเป็นร้อยล้านแต้ม!

หากก่อนหน้านี้ไม่มัวยุ่งอยู่กับการอ่านตำรา แต่ตั้งใจไปฟังหลวงจีนหยวนเจินชี้แนะวิทยายุทธ์ให้อีกสามคน ตัวเองจะได้ค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ 2000 แต้มหรือเปล่า

ไม่ใช่สิ เมื่อครู่หยวนเจินชี้แนะ ‘วิชาเก้าเอี๊ยงอู่ตัง’ ให้ฉางซิงอวี่ชัดๆ ผลปรากฏว่ากลับเพิ่มค่าประสบการณ์ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ให้ตน 1000 แต้มแล้ว

แต่ก่อนหน้านั้น วิชาที่หยวนเจินชี้แนะให้หนิวจื้อชุนกับสะพานสวรรค์น้อยคือ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ นะ!

เป็น ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ตนเคยเรียนมาก่อน!

หากคำนวณตามผลที่เพิ่มขึ้นของตำราลับตระหนักรู้ ก็จะเพิ่มค่าประสบการณ์ได้ 3000 แต้มหรือเปล่า

นอกจากนี้ตอนที่ชี้แนะวิชากรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม เกรงว่า ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของตัวเองก็คงได้รับอะไรบ้างนิดหน่อย?

แม้จะไม่เยอะ แต่ต่อให้เป็นขายุงก็ยังมีเนื้ออยู่ดี!

แน่นอน แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่เขาก็รู้ถึงความสำคัญของการเพิ่มความสามารถก่อนต่อสู้ ถ้าตอนนี้ให้เขาเลือกใหม่ได้อีกครั้ง เขาก็จะเลือกตัดการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันออก และอ่านถอดรหัสทักษะยุทธ์กับตำราลับตระหนักรู้แทน

แต่ปัญหาก็คือ เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ หงุดหงิดก็ส่วนหงุดหงิด มันเป็นคนละเรื่องกันเลย

สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็เดินมาตรงหน้าหยวนเจินด้วยอารมณ์หงุดหงิด ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรว่า “ไต้ซือหยวนเจิน ตอนนี้ข้าหาทักษะยุทธ์ที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ดไม่เจอจริงๆ ท่านยืดหยุ่นให้ไม่ได้จริงๆ หรือ”

“หึ หึ…”

บนใบหน้าหยวนเจินเผยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาที่สุด ส่วนปากก็อธิบายอย่างอดทน “ที่จริงเมื่อได้เจอคนหนุ่มมากความสามารถอย่างจอมยุทธ์น้อยเยี่ย อาตมาก็เกิดเสียดายคนเก่งเช่นกัน จะช่วยเจ้าเพิ่มเคล็ดวิชาเลเวลเจ็ดให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ แต่ความสามารถของข้ามีจำกัด ในบรรดาเคล็ดวิชามากมายของเจ้า มีเพียง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ข้าพอจะมีความสามารถชี้แนะให้เจ้าได้นิดหน่อย เพียงแต่…”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วรีบซักไซ้ “เพียงแต่อะไร”

หยวนเจินยังคงรักษารอยยิ้มไร้พิษภัยเอาไว้ “เพียงแต่ดูจากท่าทางของพวกเจ้าแล้ว เกรงว่าคงถูกมือสังหารนั่นปั่นหัวจนคิดจะลงมือกับอาตมา แม้พระพุทธเจ้าจะมีมหาเมตตากรีดเนื้อตัวเองให้อาหารเหยี่ยว สละร่างกายตัวเองป้อนเสือ แต่ตบะพุทธธรรมของข้าก็ยังไม่มาก ไม่มีทางเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นอย่าไร้ความหวาดกลัวได้”

“จอมยุทธ์น้อยเยี่ย เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าต้องการจะสื่อ”

หยวนเจินสื่อความหมายชัดเจนมากแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ‘อยากจะให้ข้าเพิ่มความสามารถให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ แล้วให้เจ้ามาสังหารข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าคิดว่าข้าโง่สินะ’

เยี่ยเว่ยหมิงก็ถือว่ามองออกเช่นกัน มีกติกาของระบบอยู่ หยวนเจินไม่กล้าฮุบรางวัลภารกิจของผู้เล่น แต่สถานการณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงค่อนข้างพิเศษ ดังนั้นในกติกาของระบบก็ยังมีช่องโหว่ให้เล่นตุกติกอยู่บ้างพอสมควร

หยวนเจินเตรียมจะใช้ประโยชน์จากช่องว่างโหว่แบบนี้มาเจรจาเงื่อนไขกับเยี่ยเว่ยหมิง

“ที่แท้ไต้ซือก็กังวลเรื่องนี้นี่เอง ที่จริงไม่จำเป็นเลย!” พอเยี่ยเว่ยหมิงเข้าใจประเด็นสำคัญ ก็ตบอกรับประกันทันที “ข้าเยี่ยเว่ยหมิงรับประกันได้ ขอเพียงไต้ซือชี้แนะให้ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของข้าเพิ่มหนึ่งเลเวล ข้าก็จะทำเหมือนไม่มีภารกิจนั้นอยู่ หลังจากนี้ตราบใดที่ท่านไม่ทำอันตรายข้า หรือสหายของข้า ข้าก็จะไม่หาเรื่องไต้ซือแน่นอน”

หยวนเจินได้ยินก็เผยสีหน้าดีใจทันที “หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน หากเจ้าผิดคำพูด จะถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้ม”

เยี่ยเว่ยหมิงดีดนิ้ว “ไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น มีอะไรก็พูดมาตรงๆ พูดจริงทำจริง นี่คือหลักการยุทธภพของเยี่ยเว่ยหมิง!”

“ดี!” หยวนเจินพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มชี้แนะเคล็ดวิชาให้เยี่ยเว่ยหมิง “จักรวาลยุ่งเหยิงยังไม่แยกฟ้าดิน กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ก่อเกิดเป็นเคล็ดวิชาจักรวาล บลาๆ…”

หลังจากนั้นสิบห้านาที…

[ติ๊ง! คุณได้รับการชี้แนะจากไต้ซือหยวนเจิน เลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ จองคุณเพิ่มถึงเลเวลแปดแล้ว!]

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 8

ค่าประสบการณ์: 0/256000

……

พลังชีวิต +1600

กำลังภายใน +4000

ความแข็งแกร่ง +240

พละกำลัง +240

ท่าร่าง +240

ความว่องไว +240

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ

……

หึ! คนอื่นเพิ่มทักษะยุทธ์ ตอนที่เลเวลเพิ่มขึ้นก็ยังรักษาค่าประสบการณ์ของเลเวลปัจจุบันไว้ แต่หลังจากเจ้าหมอนี่ชี้แนะ กลับไม่เหลือค่าประสบการณ์หลังจากเลเวลเพิ่มแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่ายอมเปลืองแรงดีกว่าเปลืองค่าประสบการณ์

แต่สำหรับเจ้าหมอนี่ที่ถูกกำหนดให้เป็นศัตรูกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว

หลังจากเก็บเข้าคอลัมน์สกิลด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก็บอกในช่องทีมว่า [สถานการณ์ของหยวนเจินคนนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด วิธีการแบ่งไอเทมแบบก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงแล้ว…

…ดังนั้นข้าแนะนำว่าวิธีการแบ่งไอเทมครั้งนี้ ให้เปลี่ยนเป็นคนแรกที่ฆ่าบอสได้จะได้เลือกไอเทมดรอปจากบอสก่อน แล้วก็จะไม่เข้าร่วมกันแบ่งของรางวัลอย่างอื่น ทุกคนคิดว่าอย่างไร]

[1] ละทิ้งรากฐานมุ่งหาสุดปลาย 舍本逐末 ทำสิ่งใดไม่ให้ความสำคัญกับรากฐาน สนใจแต่สิ่งที่อยู่สุดปลาย


สำหรับการกระทำของเยี่ยเว่ยหมิง ทุกคนรู้สึกพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง

ปากเขาตอบตกลงหยวนเจินว่าจะไม่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน แต่กลับซ่อนประโยคที่บอกว่า ‘ตราบใดที่เจ้าไม่ทำร้ายข้าและสหายของข้า’ เอาไว้

ขอบเขตของประโยคนี้ค่อนข้างกว้างแล้ว

เห็นได้ชัดว่าถ้าคนอื่นในทีมลงมือโจมตีหยวนเจิน แล้วหยวนเจินตอบสนองด้วยการโจมตีแม้เพียงเล็กน้อย ก็เหมือนจะอยู่ในเงื่อนไขนี้เช่นกัน

กับดักทางภาษาเช่นนี้ ใช่ว่าคนเจ้าเล่ห์อย่างหยวนเจินจะฟังไม่ออก

แต่ติดที่กติกาของระบบ ตราบใดที่ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงยังอยู่ในสถานะรายงานผลภารกิจ ก่อนที่จะแตกคอกัน เขาก็มิอาจไม่แจกรางวัล

ดังนั้น หลังจากเขาขู่ว่า ‘ผิดคำพูด หักค่าวีรบุรุษ 500 แต้ม’ ที่จริงก็กำลังเตือนทุกคนเช่นกันว่า ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงรับปากแล้วว่าจะไม่ลงมือ เช่นนั้นใครที่นำลงมือก่อนก็จะต้องถูกหักค่าวีรบุรุษแน่นอน เรื่องลำบากทำแทนคนอื่นพรรค์นี้ ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าทำดีกว่า

ส่วนท่าทีของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ก็คือ

ใครถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้ม ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปของบอสก่อน

และการที่บอสคนหนึ่งตาย มักจะมีเพียงสองสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุด ไม่ต่างอะไรกับการสละเค้กชิ้นที่ใหญ่ที่สุดให้คนอื่น ตอนนี้ก็ต้องดูแล้วว่าใครจะเสียสละค่าวีรบุรุษของตัวเอง

ข้อเสนอครั้งนี้ของเยี่ยเว่ยหมิง กลับไม่มีใครเห็นด้วยในทันที

ฉางซิงอวี่ในฐานะศิษย์ของอู่ตัง เขาเห็นความสำคัญของค่าวีรบุรุษของตัวเองที่สุด ไม่มีทางปล่อยให้ค่าวีรบุรุษของตัวเองเสียหายเพราะอุปกรณ์หรือเคล็ดวิชาเด็ดขาด

สถานการณ์ของถังซานไฉ่ก็ไม่ต่างกับเขามาก

สะพานสวรรค์น้อยสนใจเพียงการออกทีวี ค่อนข้างเฉยๆ กับอุปกรณ์ แต่ในฐานะผู้สืบทอดของสำนักที่วางตัวเป็นกลาง นางก็ไม่ได้สนใจค่าวีรบุรุษมากเช่นกัน

เพียงแต่นางมองไปทางเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาตั้งคำถาม ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า นางก็ไม่ถือสาที่จะสละค่าวีรบุรุษของตัวเองเพื่อทำให้พี่ใหญ่เยี่ยผู้ซึ่งพานางออกทีวีสมหวัง

ส่วนหนิวจื้อชุน เขาเองก็อยากจะพุ่งไปใช้กระบองตีหยวนเจินสักที แต่ตอนนี้เขากลายเป็นโจรไปแล้ว!

ถ้าถูกหักค่าวีรบุรุษอีกห้าร้อยแต้ม จะไม่กลายเป็นคนชั่วร้ายเลยหรอกหรือ

ต้องทราบไว้ว่าเขาคือลูกศิษย์ของสำนักฝ่ายธรรมะ หากกลายเป็นคนชั่วร้ายเมื่อไร ยังไม่ต้องพูดถึงการอดเรียนวิทยายุทธ์ของสำนัก ไม่ถูก BOSS ที่เป็นอาจารย์ไล่สังหารก็ต้องขอบคุณฟ้าดินแล้ว

สุดท้าย สายตาของทุกคนก็มองไปยังผู้เล่นฝ่ายอธรรมเพียงหนึ่งเดียวในทีมโดยไม่ได้นัดหมายพร้อมกัน เป็นน้องดาบนั่นเอง

เมื่อพบว่าจู่ๆ ตัวเองก็กลายเป็นความหวังของทั้งหมู่บ้าน ทีแรกน้องดาบก็ตกใจก่อน จากนั้นก็เผยสีหน้าลำบากใจทันที นางส่ายหน้า ทำท่าเหมือนขัดขืนมาก

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้นก็พูดตรงๆ ทันที [พักการแสดงที่เกินจริงก่อน เสนอเงื่อนไขมาตรงๆ เถอะ เร็วเข้า ตอนนี้ใกล้หมดเวลาภารกิจแล้ว เหลืออีกไม่ถึงยี่สิบนาที]

[เช่นนั้นข้าก็จะพูดตามตรงแล้วนะ] ตอนนี้น้องดาบไม่สนใจท่าทีน่ารังเกียจของเยี่ยเว่ยหมิง ในทางกลับกัน ยิ่งเยี่ยเว่ยหมิงแสดงท่าทีแบบนี้ ก็แสดงว่าในใจเขายิ่งหงุดหงิด น้องดาบยิ่งเห็นก็ยิ่งอารมณ์ดี [ที่จริงแล้ว โดยส่วนตัวข้าค่อนข้างชอบวิธีการแบ่งไอเทมที่ต้องแย่งกันโจมตีเป็นครั้งสุดท้ายแบบก่อนหน้านี้ อย่างไรเสียหากเทียบกับผลลัพธ์ที่ไม่ต้องเดาอย่างการหักค่าวีรบุรุษ ข้าก็ชอบทำสิ่งที่ท้าทายแบบนั้นมากกว่า]

ถังซานไฉ่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วไอแห้ง ก่อนจะอธิบายว่า [แม่นางดาบ ความจริงสิ่งที่ทุกคนลังเลตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาว่าจะแบ่งไอเทมกันอย่างไร แต่เป็นปัญหาว่าใครจะเปิดโจมตีมอนสเตอร์ก่อน]

[ดังนั้น] น้องดาบแสร้งโง่ต่อไป [ข้ารู้สึกว่าข้อเสนอของเจ้ามือปราบหน้าเหม็นนั่นก็ไม่เลวเหมือนกัน]

เมื่อเห็นทุกคนเผยสีหน้าอดทนรอไม่ไหว น้องดาบที่ได้เปรียบเพราะอยู่สำนักฝ่ายอธรรมถึงได้พูดต่อ [ในเมื่อข้อเสนอทั้งสองของเขาดีหมด เหตุใดพวกเราต้องเลือกล่ะ การเลือกคำตอบเป็นของเด็กเล่นของนักเรียนประถม ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง ข้อเสนอของข้าก็คือเลือกทั้งสองเลย]

น้องดาบยิ้มแล้วอธิบายต่อ [ข้อแรก ไม่ว่าใครจะตีมอนสเตอร์ก่อน ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปชิ้นแรกก่อน ส่วนคนที่ได้โจมตีเป็นครั้งสุดท้าย ก็จะได้เลือกไอเทมดรอปเป็นชิ้นที่สอง ก็เหมือนกับที่แบ่งไอเทมดรอปของอาซานก่อนหน้านี้

พอพูดจบ สายตาก็มองไปที่ทุกคน “ข้าพูดข้อเสนอของตัวเองจบแล้ว ทุกคนคิดว่าอย่างไรบ้าง”

เมื่อได้ยินน้องดาบพูดข้อเสนอจบ ทุกคนถึงได้เข้าใจกระจ่างว่าที่แท้นางก็อยากได้ไอเทมชิ้นที่สองด้วย

ถ้าทำตามข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีอะไรน่าคัดค้าน ใครโจมตีมอนสเตอร์ก่อนก็จะได้ไอเทมชิ้นแรกไป ส่วนไอเทมที่เหลือก็จะไม่เกี่ยวกับคนคนนี้แล้ว แต่ตามข้อเสนอของน้องดาบก็คือ หลังจากนางโจมตีมอนสเตอร์ก่อน ก็ยังมีสิทธิ์แย่งชิงอุปกรณ์ชิ้นที่สองกับทุกคนด้วย อีกครั้งด้วยฝีมือและพลังสายตาของนาง นางมีโอกาสที่จะได้โจมตีบอสเป็นคนสุดท้ายมากจริงๆ

เพียงแต่วิธีการช่วงชิงอุปกรณ์ของนางฉลาดล้ำเลิศจริงๆ

ถ้านางบอกมาตรงๆ เลยว่าคนที่เปิดโจมตีมอนสเตอร์จะได้เลือกไอเทมสองชิ้นแรกก่อน แม้ทุกคนจะไม่พูดอะไร แต่ในใจต้องด่าผู้หญิงคนนี้ว่าโลภมากแน่นอน ถึงขนาดว่า ต่อให้นางบอกว่าหลังจากเลือกอุปกรณ์ชิ้นแรกแล้วจะมาร่วมแบ่งไอเทมกับคนอื่นต่อ ก็จะทิ้งภาพลักษณ์ที่เลวร้ายที่สุดอยู่ดี

ถ้าทำให้ทุกคนมีอำนาจในการได้รับอุปกรณ์ชิ้นที่สองอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้สึกว่ามีจุดไหนที่ไม่เหมาะสม

ถึงอย่างไรก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ไม่มีใครคิดว่าโอกาสที่ตัวเองจะได้โจมตีบอสเป็นคนสุดท้ายน้อยกว่าคนอื่น ต่อให้ตอนหลังยังไม่สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงโทษตัวเองว่าฝีมือสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคนอื่นไม่หลีกทางให้

ก็เหมือนเวลาที่นักหมากล้อมตัวจริงเล่นหมากล้อมกัน ถ้าคนใดคนหนึ่งฆ่าอีกคนจนแพ้ย่อยยับ ตอนที่คนแพ้รู้สึกหงุดหงิด แต่ก็ต้องนับถือที่อีกฝ่ายมีทักษะหมากล้อมสูงกว่าอยู่ดี

ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าจงใจหลีกทางให้อีกฝ่าย อีกทั้งอีกฝ่ายยังรู้ทัน เช่นนั้นก็เกรงว่าผลลัพธ์จะไม่น่าสบายใจแล้ว

นี่กำลังดูถูกใครอยู่!?

เป็นอย่างที่คาดไว้ ข้อเสนอของน้องดาบได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์จากทุกคน

ส่วนหยวนเจินที่อยู่ข้างๆ พอเห็นผู้เล่นกลุ่มนี้ยักคิ้วหลิ่วตาให้กันโดยไม่พูดอะไร ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีทันที ขณะที่แอบเพิ่มความระแวดระวัง ภายนอกกลับยังกล่าวด้วยท่าทางสบายๆ “แจกรางวัลภารกิจเรียบร้อยแล้ว หากจอมยุทธ์น้อยไม่มีธุระอย่างอื่น อาตมาก็จะรีบโคจรวิชารักษาบาดแผลแล้ว”

พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ กลับเปลี่ยนประเด็นสนทนา “หากจอมยุทธ์น้อทุกท่านว่างไม่มีอะไรทำ ช่วยคุ้มครองอาตมาได้ อาตมาก็ย่อมซาบซึ้งใจมาก”

ขณะที่พูดอยู่นั้น เสียงของระบบก็แจ้งเตือนอยู่ข้างหูของทุกคน

[ติ๊ง! ไต้ซือหยวนเจินแจกภารกิจ ‘พิทักษ์ธรรม’ ให้คุณ รับภารกิจหรือไม่]

[พิทักษ์ธรรม]

ไต้ซือหยวนเจินได้รับบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง ต้องเก็บตัวรักษาบาดแผล กรุณาไปพิทักษ์ธรรมให้เขาที่นอกวัด

ระดับภารกิจ: 1 ดาว

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 2000 แต้ม ค่าตบะ 200 แต้ม

รับภารกิจหรือไม่

รับ/ปฏิเสธ

……

เมื่อได้เห็นภารกิจนี้ ทุกคนก็ยังไม่รีบเลือก แต่เริ่มส่งข้อความถามความเห็นของเยี่ยเว่ยหมิงในช่องทีม

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็หัวเราะหึหึใส่หยวนเจิน “ไต้ซือหยวนเจินต้องการเก็บตัว ผู้น้อยอย่างพวกเราก็ย่อมต้องดูแลอยู่แล้ว”

“เช่นนั้นก็ดี…”

“ช้าก่อน!”

ไม่รอให้หยวนเจินพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบตัดบท เจ้าชั้นต่ำ ถ้าคิดจะหลอกให้พวกเรารับภารกิจก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นหรอก “แต่ก่อนหน้านั้น ผู้น้อยยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ ไต้ซือหยวนเจินได้โปรดชี้แนะ”

“เจ้าว่ามา”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ “ดูจากหลายสิ่งที่ไต้ซือหยวนเจินเตรียมไว้ หากพวกเราก้าวออกไปจากวัดร้าง ภารกิจที่รับมาจากฟ่านเหยาก็จะถูกตัดสินว่าล้มเหลวทันที หรือไม่ก็นับว่าพวกเราเป็นฝ่ายละทิ้งภารกิจเอง ใช่หรือเปล่า”