ในฐานะที่เป็นชายอกสามศอก การจ้องมองจุดด้อยของผู้หญิงถือเป็นพฤติกรรมที่เสียมารยาทมากอยู่แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงที่รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบด้านเหตุผลก็ย่อมไม่มองนางกลับด้วยสายตา 'มองทำแป๊ะอะไร' อยู่แล้ว เพียงเก็บสายตากลับมาแต่โดยดี ไม่มองนางอีก
นี่ไม่เรียกว่ากลัว แต่เรียกว่าสุภาพบุรุษ!
พี่สาวคนนั้นก็ดูเหมือนจะไม่อยากหาคำตอบกับความไร้สาระของเยี่ยเว่ยหมิงต่อ นางลุกขึ้นจากพื้น และเดินหน้าไปยังป่าที่ห่างจากเจดีย์เหลยเฟิงไม่ไกลนัก
ยังไม่ทันรอให้เยี่ยเว่ยหมิงโล่งใจ กลับเห็นพี่สาวคนนั้นเดินวนชายป่ารอบหนึ่งแล้วกลับมา เพียงแต่ในมือมีกิ่งไม้และหญ้าแห้งกองใหญ่เพิ่มขึ้นมาด้วย
จากนั้น หางตาของเยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังเฝ้าสังเกตก็พบทันทีว่า พี่สาวคนนี้เดินกลับไปยังหน้าประตูใหญ่ของเจดีย์เหลยเฟิง จากนั้นก่อกองไฟขึ้นบนพื้นกองหนึ่ง ต่อด้วยหยิบไก่เนื้อขาวที่ถอนขนออกหมดแล้วและเสียบไม้ทั้งตัวออกมา ดูจากท่าทางแล้ว นางคงตัดสินใจจะทำปิ้งย่างกลางแจ้งที่นี่ กินเสร็จแล้วค่อยไปต่อ!
ท่าทางคล่องแคล่วของพี่สาวคนนี้ ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงมองจนรู้สึกสงสัยอยู่พักหนึ่ง
หลังจากอดทนมาทั้งคืน เยี่ยเว่ยหมิงที่รู้สึกท้องว่างเช่นกันก็ตัดสินใจว่าจะไม่เสียเวลากับนางต่อไปแล้ว
ถึงจะสู้ไม่ไหว แต่ฉันจะหลบไม่ไหวเชียวเหรอ?
เยี่ยเว่ยหมิงลุกขึ้นจากพื้น ใช่ท่าร่างแปดก้าวไล่ทันคางคกพุ่งไปยังฝั่งทะเลสาบซีหูตลอดทาง เขาใช้น้ำในทะเลสาบล้างหน้าก่อน ทำให้รู้สึกสดชื่นไปทั้งตัวทันที จากนั้นหยิบหมั่นโถวในกระเป๋าสะพายหลังขึ้นมากินหมดสามลูกในอึดใจเดียว ตามด้วยกระดกสุราสยงหวงย้อมใจอีกขวด
ส่วนสาเหตุว่าทำไมต้องล้างมือก่อนแล้วค่อยกินหมั่นโถวน่ะหรือ
อย่าลืมว่าคืนนี้เขาต้องทักทายศพอยู่ตลอด แม้ในเกมจะไม่ถึงขนาดว่ามีเชื้อโรคเชื้อไวรัสอะไร แต่ถ้าไปจับหมั่นโถวกินโดยไม่ล้างสักหน่อย มันก็จะน่าขยะแขยงเกินไปนะ
เมื่อเติมท้องด้วยอาหารที่สุดแสนจะเรียบง่ายจนอิ่มแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เรียกพลั่วออกมาและเริ่มขุดหลุมตรงริมทะเลสาบ
นี่คือผลพลอยได้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสกิลเวทบรรจุศพ สำหรับศพที่เก็บมา มีวิธีจัดการเพียงสองอย่างเท่านั้น
หนึ่งคือส่งให้ห้องชันสูตรจัดการ แต่อีกฝ่ายก็คงจะไม่รับไปหมดเสียทุกศพ จะต้องเป็นศพที่เป็นหลักฐานหรือเบาะแสก่อนคลี่คลายคดีได้เท่านั้นถึงจะรับไว้
ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะต้องขุดหลุมฝังแล้ว
หากโยนทิ้งมั่วซั่ว จะโดนหักค่าวีรบุรุษ!
ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงก็ฝังกลบศพทั้งหมดจนเสร็จ เขาคาดคะเนว่าพี่สาวคนนั้นน่าจะกินไก่เสร็จและจากไปแล้ว ถึงได้ย้อนกลับมาที่ด้านนอกของเจดีย์เหลยเฟิง และเห็นเพียงกองไฟที่ดับมอดไปแล้วกองหนึ่งเท่านั้น
พี่สาวคนนั้นไปแล้วจริงๆ ด้วย
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น เยี่ยเว่ยหมิงเดินอ้อมเจดีย์เหลยเฟิงอีกรอบหนึ่ง เมื่อไม่พบว่ามีผู้เล่นคนอื่นอยู่อีก จึงได้ก้าวเข้าไปในตัวหอ ตามวิธีที่ผู้เฒ่าหลี่เขียนไว้ ให้บิดศิลาลายมังกรรูปครึ่งวงกลมบนกำแพงด้านซ้าย
ได้ยินเสียง กึก! ดังขึ้นเบาๆ อิฐบนพื้นกลางของหอสมบัติดีดขึ้นมาสองก้อน ปรากฏเป็นบันไดเหล็กลึกลงไปเป็นแนวยาว
ไต่บันไดลงไปเพื่อเข้าสู่วังใต้ดิน พบว่าทางเดินกลางวังใต้ดินนั้นกว้างมากทีเดียว คงจะให้คนเดินพร้อมกันสองคนได้ ด้านบนของกำแพงทั้งสี่ด้าน ล้วนแต่งแต้มด้วยกองถ่านติดไฟหลายกอง ส่องให้โลกใต้ดินนี้สว่างไสว
เยี่ยเว่ยหมิงบิดศิลาลายมังกรที่เหมือนกับด้านบนแต่อยู่ทางขวามืออีกครั้ง เพดานด้านบนก็ปิดลงอีกครั้ง
เดินตามทางต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเลี้ยวผ่านทางโค้งหนึ่งก็พบว่า บนพื้นมีศพนอนอยู่สองร่าง และเป็นศพของโจรลุ่มน้ำซีหูข้างนอกที่ก่อนหน้านี้พเนจรไปทั่วสารทิศ
ในวังใต้ดินที่เจดีย์เหลยเฟิงนี้ ยังมีอาณาเขตที่โจรลุ่มน้ำซีหูยึดครองไว้ด้วยหรือ?
จดหมายที่ผู้เฒ่าหลี่ทิ้งไว้ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้
แม้ในใจจะยังสงสัย แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อที่เขาเห็นคือโจรลุ่มน้ำซีหูที่ตายไปแล้ว อีกทั้งศพก็ยังอุ่นอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงหาข้อสรุปได้ไม่ยาก นั่นก็คือเขาไม่ใช่ผู้เล่นคนแรกที่เข้ามาในนี้ ตอนนี้มีผู้เล่นคนอื่นที่มาถึงวังใต้ดินก่อนเขา!
หรือว่าเบาะแสที่ผู้เฒ่าหลี่ทิ้งไว้จะไม่ได้มีอยู่แค่ในมือฉันคนเดียว?
ขณะกำลังใคร่ครวญอยู่นั้น เยี่ยเว่ยหมิงเดินผ่านทางแยกสองทางและพบว่าศพโจรลุ่มน้ำบนพื้นมีแต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำให้เขากังวลยิ่งขึ้นคือ คนที่มาถึงก่อนคนนั้นดูเหมือนจะคุ้นเคยกับพื้นที่ในวังใต้ดินนี้อย่างมาก เส้นทางที่อีกฝ่ายเลือกเดินล้วนเป็นทางที่เดินลึกเข้าไปในวังใต้ดินพอดิบพอดี แม้บนทางแยกอื่นน่ามีโจรลุ่มน้ำเร่ร่อนอยู่ แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆ ของการต่อสู้เลย
เมื่อเห็นว่าสมบัติของตัวเองกำลังจะถูกคนอื่นพบก่อน เยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังร้อนใจก็ใช้ท่าร่างแปดก้าวไล่ทันคางคกโดยไม่รู้ตัว ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นทวีคูณโดยฉับพลัน กระทั่งผ่านทางแยกสองทางอีกครั้งต่อเนื่องกัน เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
ด้านหน้าเป็นทางสามแยก ในแผนที่ของผู้เฒ่าหลี่ ระบุไว้ว่าตำแหน่งของสมบัติอยู่ทางด้านขวาของวังใต้ดิน ส่วนโจรลุ่มน้ำที่อยู่บนทางด้านซ้ายนั้นได้กลายเป็นศพไปหมดแล้ว
หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า เริ่มตั้งแต่ตรงทางแยกนั้น ทิศทางที่อีกฝ่ายมุ่งไป ท้ายที่สุดแล้วเป็นคนละทางกับจุดมุ่งหมายของฉันเหรอ?
แยกกันไปได้ก็ดี!
นายก็ยุ่งเรื่องของนาย ฉันก็ค้นหาสมบัติของฉัน ทุกคนไม่ต้องมารบกวนกันและกัน แบบนี้ปรองดองดีออก?
เยี่ยเว่ยหมิงชักกระบี่ยาวออกมา เตรียมจะเบิกทางที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางของตัวเอง แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบและวุ่นวายดังมาจากด้านซ้าย ตอนอยู่ในทางปิดตายเช่นนี้ก็ยิ่งได้ยินชัดเจน จากนั้นก็เห็นหญิงสาวผมสั้นเสมอหูผู้หนึ่งในชุดจิ้นจวงสีดำ นางกำลังทั้งสู้ทั้งถอย ไม่ใช่ใครที่ไหน นางคือแม่สาวรอยมีดกรีดที่ได้เจอกันนอกเจดีย์คนนั้นนั่นเอง
ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงยังสงสัยอยู่เลยว่าหลังจากที่โจรลุ่มน้ำหายไปแล้ว ทำไมพี่สาวคนนี้ยังเอาแต่ยึกยักอยู่นั่น ไม่ยอมไปไหนเสียที ที่แท้เป้าหมายของนางก็คงเป็นวังใต้ดินเช่นกัน
แต่ในตอนนี้ สีหน้าของพี่สาวไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนจะเริ่มเขียวขึ้นนิดๆ เห็นได้ชัดเลยว่าถูกพิษเข้าให้แล้ว ด้านหลังของนางยังมีโจรลุ่มน้ำที่คอยแกว่งไกวดาบไล่ตามฆ่าอยู่อีกเป็นสิบคน
เดิมที ผู้เล่นที่เคยเรียนท่าร่างมาแล้ว หากต้องการสลัดการไล่ล่าของมอนสเตอร์ตัวเล็กทั่วไปพวกนี้ก็กล่าวได้ว่าง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ ยิ่งเป็นผู้เล่นที่เชี่ยวชาญอาวุธลับอย่างสาวรอยมีดกรีด ก็ยิ่งโจมตีได้สบายๆ แต่คาดว่าเป็นเพราะตอนนี้นางถูกพิษ ย่างก้าวอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ความเร็วก็ถูกดึงลงจนอยู่ในระดับที่ไม่ต่างจากโจรลุ่มน้ำที่ไล่ฆ่านางเท่าไรนัก ดูอย่างไรก็สลัดพวกที่วิ่งตามมาไม่หลุด
เมื่อเห็นเงาร่างของเยี่ยเว่ยหมิงปรากฏอยู่ตรงหน้า สาวรอยมีดกรีดก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่นางในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะมาห่วงเรื่องนี้ สาวเท้าไม่หยุดจนผ่านเยี่ยเว่ยหมิงไป แต่เหล่าโจรลุ่มน้ำที่ไล่ตามนางมาติดๆ ได้โจมตีเข้ามาใกล้ตรงหน้าของเยี่ยเวยหมิงแล้ว
พอเห็นว่าเหล่าโจรลุ่มน้ำมาถึงข้างกายตัวเองที่ไร้การป้องกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็ไหวตัวตวัดกระบี่ในมือออกไป แทงทะลุลำคอของคนที่วิ่งอยู่ด้านหน้าสุดเสียเลย
-286!
ตัวเลขคริติคอลตัวใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของโจรลุ่มน้ำ ปลิดชีพในพริบตา!
การลงมือของเยี่ยเว่ยหมิงครั้งนี้ ราวกับเป็นการโยนหินลงในทะเลสาบ เพียงครู่เดียวเกิดระลอกคลื่นนับพัน สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือความแค้นของโจรลุ่มน้ำเหล่านั้นถูกกระบี่เล่มนี้ดึงดูดเข้ามาหาตัวเขาแล้ว พวกโจรจึงเริ่มพร้อมใจกันโบกดาบโจมตีมาที่เขา
สำหรับพวกคนเถื่อนที่พลังยุทธ์แทบจะเป็นศูนย์พวกนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเองไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด โดยเฉพาะบนทางเดินแคบแบบนี้ ความได้เปรียบด้านจำนวนคนแสดงประโยชน์ไม่ได้เลย บวกกับโจรที่ไล่ตามเหล่านี้ถูกแม่สาวรอยมีดกรีดโจมตีไปแล้วตั้งนานสองนาน ค่าพลังชีวิตไม่เต็มหลอด ดังนั้น ด้วยการโจมตีอันทรงอานุภาพของเยี่ยเว่ยหมิง ใช้แรงเพียงครู่เดียวเดี๋ยวมอนสเตอร์พวกนี้ก็กลายมาเป็นค่าประสบการณ์ของเขาหมดแล้ว
ขณะเก็บของที่โจรลุ่มน้ำดรอปไว้ทีละอย่าง เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่า โจรลุ่มน้ำในวังใต้ดินนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าประสบการณ์หรืออัตราการดรอปไอเทม ล้วนแต่ให้สูงกว่าด้านนอกอยู่ไม่น้อย นับว่าเป็นที่ที่เหมาะสำหรับฝึกระดับที่หนึ่งเลยทีเดียว
พอหันหลับมา เยี่ยเว่ยหมิงพบว่าสาวรอยมีดกรีดไม่ได้เดินไปไหนไกล แต่นั่งอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของเขานัก หลังหยิบยาใส่ปากไปเม็ดหนึ่ง ก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น แล้วเริ่มปรับลมหายใจอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ตรงนั้น
"ข้าว่า..." เยี่ยเว่ยหมิงพูดติดตลกว่า "ตำแหน่งของวังใต้ดินนี้ลึกลับมาก เจ้าไม่กลัวข้าจะครอบครองของดีเอาไว้เพียงผู้เดียว ฉวยโอกาสที่เจ้าป่วยสังหารเจ้าทิ้งหรือ"
สาวรอยมีดกรีดมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างสงบนิ่งปราดหนึ่ง ก่อนจะพ่นออกมาสองคำด้วยเสียงแผ่วเบา "ตามสบาย"
พูดจบก็หลับตาลง ไม่มองเยี่ยเว่ยหมิงอีก ท่าทางเฉกเช่นผู้กล้าที่ยอมให้ท่านฆ่าแกงตามอำเภอใจ
ตอนที่ 17
สาวรอยมีดกรีดผู้นี้ก็มีความคิดอ่านชัดเจนเช่นกัน
ตอนนี้ในวังใต้ดินมีแค่นางกับเยี่ยเว่ยหมิงสองคน ด้วยสภาพของนางตอนนี้ หากเยี่ยเว่ยหมิงต้องการจะฆ่านาง นางย่อมหนีไม่พ้นอยู่แล้ว
แทนที่จะเปลืองแรงไปกับการกังวลเรื่องไร้สาระ ไม่สู้รีบถอนพิษรักษาบาดแผลแข่งกับเวลาจะดีกว่า
ไม่อย่างนั้นแล้ว หากตัวนางยังติดพิษ เกรงว่าแม้กระทั่งพวกโจรลุ่มน้ำเร่ร่อนในวังใต้ดินนี้นางก็เอาชนะไม่ไหว
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสุราสยงหวงขวดหนึ่งโยนออกไปส่งเดช ขวดสุราชนเข้ากับกำแพงที่อยู่ด้านหลังสาวรอยมีดกรีดจนแตกกระจาย สุราสาดกระเซ็นออกมาทั่วทั้งตัวนาง
สาวรอยมีดกรีดลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายตาที่มองเยี่ยเว่ยหมิงเจือความขุ่นเคือง "ทำอะไรของเจ้า"
ทหารฆ่าได้ หยามไม่ได้!
เธอจะฆ่าคนเคลียร์สนามเพราะอยากฮุบไอเทมเด็ดในวังใต้ดินไว้คนเดียว ฉันก็รับได้ พี่ชายน้ำหนักห้าสิบกิโลกรัมกว่าๆ อยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าพร้อมแล้วก็เข้ามาเลยสิ ถ้าแค่พี่สาวคนเดียวยังทำให้ฉันกลัวได้ ฉันก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว!
แต่หยามกันขนาดนี้มันเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
แล้วตัวตนของนายล่ะ ศักดิ์ศรีของนายล่ะ?
สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงมองไปบนรอยแผลแดงบวมบนมือขวาตรงจุดโฮวโข่วของสาวรอยมีดกรีด ด้านบนมีรอยฟันน่ากลัวที่ยังติดเลือดสีดำอยู่สองจุด จึงถามว่า “เจ้าถูกพิษได้อย่างไรกัน ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์บ้างหรือ ในวังใต้ดินมีรังงูพิษมากมาย แต่สุราสยงหวงช่วยให้พวกมันไม่กล้าเข้าใกล้นะ”
พูดจบก็ไม่สนใจอีกฝ่ายแล้ว หมุนตัวควงกระบี่ พุ่งสังหารไปยังด้านขวาของทางแยก ด้วยอานุภาพของเคล็ดกระบี่วีรสตรีระดับเจ็ด โจรลุ่มน้ำที่อยู่ระหว่างทางโดนเขากำจัดหมดสิ้นอย่างง่ายดายราวกับตัดแตงหั่นผัก ไม่นานก็ไปถึงปลายสุดของทางเดินแล้ว
ตรงนี้ดูเหมือนเป็นทางตัน แท้จริงแล้วมีกลไกลับซ่อนอยู่
เยี่ยเว่ยหมิงทำตามวิธีการในบันทึกของผู้เฒ่าหลี่ คลำหาช่องกลมที่ไม่สะดุดตาใต้ตะเกียงที่ใส่ถ่านติดไฟบนกำแพง ทั้งสองมือคลำหาครู่เดียวก็เจอห่วงหนึ่งวง จากนั้นใช้ปลายนิ้วเหนี่ยวเข้ากับห่วงแล้วใช้แรงดึงลงด้านล่าง
แกร๊ก!
หลังกลไกถูกกระตุ้น กำแพงตรงสุดทางเดินก็เปิดขึ้นตามเสียง มองเห็นเป็นห้องศิลากว้างขวางห้องหนึ่ง ภายในห้องไม่มีตะเกียง อาศัยแสงจากทางเดินทำให้เห็นว่าในห้องศิลาสี่เหลี่ยมนี้ยังมีทางเชื่อมต่อออกไปได้อีกสามทาง
แต่หากเทียบกับทางเดินเหล่านั้นแล้ว ในห้องศิลานั้นมีงูพิษอยู่เต็มไปหมด อย่างน้อยหนึ่งร้อยตัวอัดแน่นกันอยู่ บนพื้น บนกำแพง บนเสาหิน บนคาน...มีอยู่ทุกที่ หลังจากที่ประตูหินเปิดออก สายตาเย็นเยียบพุ่งมาที่ผู้บุกรุกอย่างเยี่ยเว่ยหมิงโดยพร้อมเพรียง มองจนเขาชาวาบหนังศีรษะ
ดีที่เยี่ยเว่ยหมิงที่รู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ จึงหาสุราสยงหวงไว้ล่วงหน้า งูพวกนี้หวาดกลัวกลิ่นสุราสยงหวง จึงไม่กล้าเข้าใกล้เขา
เพื่อความปลอดภัย เยี่ยเว่ยหมิงหยิบสุราสยงหวงออกมาอีกครั้ง พอเปิดขวดก็ราดลงบนตัวทันที ไม่นาน ตลอดทั้งเส้นทางก็อบอวลไปด้วยกลิ่นสุราเข้มข้น
เมื่อกลิ่นสุรากระจายออกไป บรรดางูพิษก็พากันเลื้อยถอยห่างออกไป ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ปลุกความกล้าก้าวเข้าสู่ห้องศิลา จากนั้นหยิบคบไฟที่เตรียมไว้ล่วงหน้าขึ้นมา เมื่อพลิกมือลองขยับกลไกอีกอันที่อยู่ด้านใน ประตูหินที่เขาผ่านเข้ามาจึงปิดลง
ตอนนี้ทางหนีทีไล่ของเยี่ยเว่ยหมิงถูกปิดแล้ว กลายเป็นห้องรวมอสรพิษที่แค่มองอย่างเดียวก็ทำให้รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
หันมองรอบๆ ภายใต้แสงสว่างจากคบไฟ เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ที่ด้านซ้ายของกำแพง เป็นจุดที่ตอนแรกถูกประตูหินบังไว้แต่สำรวจจนเจอนั่นเอง
[ติ๊ง! เปิดใช้พาสซีฟสกิล 'เวทชันสูตรศพ' คุณพบว่าอิฐก้อนที่สิบสามด้านขวาล่างของประตูหินดูเหมือนจะไม่แน่น คล้ายจะเป็นร่องรอยที่มีใครบางคนเคยเคลื่อนย้ายมัน]
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบ ก็อดด่าคนออกแบบเกมนี้ว่าเป็นพวกไร้ศีลธรรมไม่ได้
ที่ซ่อนสมบัติของผู้เฒ่าหลี่ หากประตูหินเปิดอยู่ก็จะมองไม่เห็นเลย แต่ถ้าอยากค้นพบความลับนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือปิดประตูหินเสียก่อน ทว่าในห้องศิลานี้ ทุกที่เต็มไปด้วยงูพิษมากมายหลายสี ด้านหลังเป็นทางสว่างกว้างขวางหนึ่งทาง หากจะปิดทางหนีเพียงทางเดียวนี้ ก็จะต้องใช้ความกล้าหาญอย่างถึงที่สุดเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากรูปแบบของห้องศิลานี้ ทางตรงด้านหน้า แท่นว่างเปล่าตรงกลางห้อง แต่ละอย่างดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์ความลึกลับให้มากขึ้นไปอีก เมื่อเทียบกันแล้วจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่มุมด้านหลังประตูนี้เป็นจุดที่จะถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุด
การซ่อนสมบัติไว้ที่นี่ หากไม่มีแผนที่ของผู้เฒ่าหลี่นำทาง เกรงว่าต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทชันสูตรศพก็อาจจะคว้าน้ำเหลว เช่นนั้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้เล่นคนอื่นเลยน่ะสิ?
เยี่ยเว่ยหมิงยื่นมือออกไปทางอิฐก้อนที่เห็นชัดว่าเคยถูกดึงออกแล้วใส่เข้าไปใหม่ เขาดึงมันออกมาอีกครั้ง เจอห่อผ้าใบห่อหนึ่งหลังก้อนอิฐ เมื่อหยิบออกมาได้จึงรีบเปิดออก ได้รับตำราลับ 'ไท้ซัวเป็นไฉน' ×1
[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชาเคล็ดจิต): เคล็ดจิตระดับสูงของสำนักไท่ซาน อาศัยความสามารถในการอ่านใจคนที่ทรงพลังเพื่อรู้แผนการของศัตรูล่วงหน้า โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย! เงื่อนไขการฝึก: ไม่มี]
สุดยอดวิชา!
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นตำราสุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม แถมยังเป็นสุดยอดวิชาประเภทเคล็ดจิตอีกต่างหาก!
ก่อนหน้านี้ ทักษะยุทธ์สูงสุดที่เยี่ยเว่ยหมิงเคยได้รับมาก็คือ 'แปดก้าวไล่ทันคางคก' ซึ่งเป็นวิชาตัวเบาระดับต้นที่ได้มาจากโฉวป้า ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้ได้จะสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มมาครอบครอง!
ใน 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' วิทยายุทธ์แบ่งตามความแข็งแกร่ง จะแบ่งได้เป็น วิทยายุทธ์ไม่เข้าขั้น วิทยายุทธ์ระดับต้น วิทยายุทธ์ระดับกลาง วิทยายุทธ์ระดับสูง สุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม และสุดยอดวิชาเทพหกระดับ
หากแบ่งตามประเภท จะแบ่งได้เป็นสามประเภทใหญ่ๆ นั่นก็คือกำลังภายใน กระบวนท่า และเคล็ดจิต
ในบรรดาทั้งหมดนี้ เคล็ดจิตถือเป็นประเภทที่ค่อนข้างพิเศษ ปกติจะเป็นเคล็ดจิตที่ติดมากับพวกวิทยายุทธ์ขั้นสูง แต่เนื่องจากว่ามันติดมากับวิทยายุทธ์อื่นๆ โดยปกติแล้วก็จะเลเวลไม่ค่อยสูง แต่สุดยอดวิชาประเภทเคล็ดจิตแบบเดี่ยวๆ นี้ คุณค่าของมันสูงเกินบรรยาย
ต้องรู้ก่อนว่าแถบวิทยายุทธ์ของผู้เล่นแต่ละคนล้วนมีขีดจำกัด ไม่ใช่ว่าอยากจะเรียนเท่าไรก็เรียนได้
คอลัมน์สกิลของผู้เล่นทุกคนจะมีเพียงคอลัมน์กำลังภายในสิบสามแถบ คอลัมน์กระบวนท่าสิบสามแถบ หลังเรียนรู้จนเต็มแล้ว หากต้องการเรียนวิทยายุทธ์ใหม่ ก็จะต้องลืมวิทยายุทธ์เดิมไปเสียก่อน อีกทั้งโบนัสสเตตัสที่ได้มาจากการฝึกวิทยายุทธ์นี้ก็จะถูกล้างออกทั้งหมด
แต่สำหรับเคล็ดจิตนั้นค่อนข้างจะพิเศษ มันไม่มีขีดจำกัดจำนวนการฝึก แต่กลับมีแถบอุปกรณ์เคล็ดจิตเพียงแถบเดียว หรือกล่าวได้อีกอย่างคือ ไม่ว่าคุณจะเรียนรู้วิชาเคล็ดจิตไปมากเท่าไร แต่วิชาที่จะใช้โบนัสสเตตัสได้จะมีเฉพาะอันที่ติดตั้งยู่ในคอลัมน์เคล็ดจิตอันเดียวเท่านั้น
อย่างไรเสีย สิ่งที่ต้องฝึกสำหรับเคล็ดจิตก็คือจิตใจ จะเลือกเคล็ดอะไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าในตอนที่คุณสู้อยู่นั้นอยู่ในสภาวะจิตใจแบบไหน และแน่นอนว่าต้องรวมจิตเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นถึงจะสำเร็จ
ยิ่งได้มาเห็นเงื่อนไขการฝึกของ 'ไท้ซัวเป็นไฉน' แล้ว พบว่าไม่มีเงื่อนไข!
หรือพูดได้อีกอย่างว่า ตอนนี้ก็เริ่มฝึกได้เลยน่ะสิ?
ไม่มีความลังเลใด ๆ เยี่ยเว่ยหมิงตบเข้าที่ตำราลับหนึ่งที ในขณะที่ตำราลับเปลี่ยนเป็นลำแสงสีขาวและหายไปต่อหน้าต่อตาเขา ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นตามเวลา
[ติ๊ง! เรียนรู้สุดยอดเคล็ดจิต 'ไท้ซัวเป็นไฉน' ]
[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)
เคล็ดจิตระดับสูงของสำนักไท่ซาน อาศัยทักษะการอ่านใจอันทรงพลังเพื่อล่วงรู้แผนการของศัตรู โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!
เลเวล: 1
ค่าประสบการณ์: 0/1000
ดาเมจโจมตี +10%
แม่นยำ +10%
ดาเมจคริติคอล +10%]
......
สามารถเปิดใช้แอคทีฟสกิลขณะต่อสู้ ประเมินช่องโหว่ในกระบวนท่าของศัตรู โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!]
เคล็ดจิตระดับสูงก็คือเคล็ดจิตระดับสูง ไม่น่าเชื่อว่าสเตตัสของมันจะเพิ่มพลังโจมตีและดาเมจคริติคอลได้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ผลลัพธ์เช่นนี้ แน่นอนว่ายิ่งนานไปประสิทธิภาพก็จะยิ่งดี สามารถเพิ่มพลังโจมตีสูงสุดให้แก่เขาได้ และนี่ก็เป็นเพียงเลเวลแรกเท่านั้น ผลลัพธ์ยังจะทรงพลังขึ้นตามการอัปเลเวลด้วย!
อีกอย่างหนึ่ง นี่เป็นเพียงโบนัสในสถานการณ์ทั่วไปเท่านั้น เช่นนั้นหากเปิดใช้เอฟเฟ็กต์เคล็ดจิต แล้วจะไม่เกิดฉากอีกแบบหนึ่งได้อย่างไร
แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!
หลังจากสงบจิตสงบใจอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เปิดประตูหินขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ออกจากรังงูอันน่าขนลุกนี้ไป
เมื่อเลี้ยวผ่านหนึ่งทางโค้ง ก็เจอกับสาวรอยมีดกรีดกำลังยืนอยู่ตรงปากทางสามแยกที่พวกเขาสองคนเดินผ่านกันไป ยืนกอดอกหลังพิงกำแพงหิน ปลายเท้าข้างหนึ่งแตะบนพื้น ฝ่าเท้าทาบอยู่กับกำแพงหินด้านหลัง กำลังมองมาที่เขาเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
เพราะได้ตำราลับมาแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่ได้ระวังผู้หญิงคนนี้เหมือนตอนแรก เขาเดินเนิบนาบเข้าไปพร้อมกับพูดติดตลก "ก่อนหน้านี้เห็นเจ้าถูกพิษอาการสาหัส หายเร็วขนาดนี้เชียวหรือ"
"แน่นอนอยู่แล้ว" สาวรอยมีดกรีดกล่าวขึ้นอย่างภูมิใจ "สำนักถังเหมินของเรา นอกจากชำนาญอาวุธลับแล้ว ก็ยังชำนาญการใช้พิษอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นยาถอนพิษ หรือกำลังภายในของสำนัก ก็ล้วนแต่มีผลควบคุมพิษได้เป็นอย่างดี พิษงูก่อนหน้านี้แม้จะรุนแรง แต่ขอเพียงให้เวลาข้าสักหน่อย หากอยากถอนพิษก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร"
"เช่นนั้นก็ยินดีด้วย ขอให้วันนี้เจ้าได้ของดีไปเยอะๆ ก็แล้วกัน" ขณะที่พูดก็เดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไป เดินออกไปตามทางที่เขาเข้ามาตอนแรก
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงอดไม่ไหวที่จะหามอนสเตอร์สักตัวมาทดสอบผลหลังเปิดใช้งาน 'ไท้ซัวเป็นไฉน'
"ช้าก่อน" เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงกำลังจะไป จู่ๆ สาวรอยมีดกรีดก็เรียกเขาไว้ "สนใจตั้งทีมล่า BOSS ด้วยกันไหม เห็นแก่ที่ตอนนั้นเจ้าช่วยข้าไว้ ข้าต้องการเพียงไอเทมภารกิจสำนัก ของอย่างอื่นยกให้เจ้าทั้งหมดเลย"
ตอนที่ 18
ล่า BOSS?
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วในใจแอบหวั่นไหว รีบถามต่อ "เจ้าหมายถึง BOSS เฉินหมิงที่เป็นโจรลุ่มน้ำซีหูใช่หรือเปล่า"
ที่สำนักมือปราบเทพมีปิดประกาศภารกิจปราบเฉินหมิงโจรลุ่มน้ำซีหูอยู่เหมือนกัน ระดับความยากของภารกิจคือสี่ดาว ในคำอธิบายไม่ได้บอกไว้ว่าเฉินหมิงเป็น BOSS หรือเป็นมอนสเตอร์ระดับหัวกะทิ บอกเพียงว่าคนผู้นี้อยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง ถึงขนาดว่าแหล่งซ่องสุ่มของเขาอยู่ที่ไหนก็ยังไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด จวนขุนนางท้องที่ก็จนปัญญาจะแก้ไข
เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงก็ตั้งใจจะรับภารกิจนี้ แต่ตอนหลังโหยวจิ้นมาแนะนำภารกิจห้าดาวสำนักคุ้มภัยหลงเหมินให้เขา ทั้งยังเป็นภารกิจที่ให้รางวัลเป็นทักษะยุทธ์ระดับกลาง และมีบทลงโทษหากภารกิจล้มเหลว
เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากการจับปลาสองมือ เขาทำได้เพียงละทิ้งภารกิจที่รางวัลค่อนข้างจะธรรมดาแบบนี้ไป
หลังเข้าไปในวังใต้ดินแล้วพบว่าที่นี่รวบรวมบรรดาโจรซีหูไว้จำนวนมาก เยี่ยเว่ยหมิงก็เดาว่าที่นี่อาจจะเป็นรังโจรของเฉินหมิง ตอนนี้พอได้ยินสาวรอยมีดกรีดพูดว่าจะไปตี BOSS ก็น่าจะยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าเป็นที่นี่
"เจ้าไม่ได้มาเพราะเขาหรอกหรือ" สาวรอยมีดกรีดได้ยินคำถามของเขาแล้วแปลกใจเล็กน้อย
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายการเดินทางของตน เยี่ยเว่ยหมิงก็เพียงยิ้มบางๆ ให้นาง ไม่ได้ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
สาวรอยมีดกรีดเห็นดังนั้นก็ตื่นตัวทันที "ข้าละลาบละล้วงไปหน่อย ว่าอย่างไร สนใจจะมาร่วมมือกันสักตั้งไหม"
"ร่วมมือนั้นย่อมได้" เยี่ยเว่ยหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "แต่มีเงื่อนไขว่าเจ้าต้องรอข้ากลับไปรับภารกิจหนึ่งมาก่อน"
"ไม่ต้องวุ่นวายขนาดนั้นก็ได้ ตั้งทีมกันก่อน เดี๋ยวข้าแชร์ภารกิจให้เจ้า" ท่าทางของสาวรอยมีดกรีดยังคงห้าวหาญไม่เปลี่ยน ไม่รอให้เขาได้อธิบาย ก็ส่งคำเชิญเข้าร่วมทีมมาให้เรียบร้อยแล้ว
[ติ๊ง! ผู้เล่นโหยวโหยวส่งคำเชิญทีมให้คุณ]
ดูไม่ออกเลยว่าพี่สาวคนนี้จะมีนิสัยห้าวหาญขนาดนี้ ชื่อก็งดงามเหมือนรูปลักษณ์อีกด้วย หลังจากที่เยี่ยเว่ยหมิงกดยอมรับแล้ว ก็ถามเรื่อยเปื่อยว่า "เจ้ารับภารกิจสำนักมาไม่ใช่หรือ อันนี้มันแชร์กันได้ด้วยหรือ"
"ไม่ใช่!" โหยวโหยวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา "ในเมื่อคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะฆ่า BOSS ตัวนี้ ข้าก็ต้องรับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเขามาหมดแล้วสิ ภารกิจประกาศจับของจวนขุนนางก็รวมอยู่ในรายการนี้ด้วย"
สำหรับประกาศจับของจวนขุนนาง แน่นอนว่าใครก็รับภารกิจได้ทั้งนั้น แต่จำกัดเฉพาะภารกิจต่ำกว่าห้าดาวเท่านั้น ก็เหมือนกับภารกิจสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน ไม่ใช่ว่าผู้เล่นจากสำนักอื่นจะรับภารกิจได้ แต่แน่นอนว่าสำหรับอู่ตัง เส้าหลิน สำนักที่มีความเกี่ยวข้องอย่างแน่นแฟ้นกับภารกิจนี้ย่อมเป็นข้อยกเว้น
[กวาดล้างโจรลุ่มน้ำซีหู ระดับภารกิจ: 4 ดาว][บริเวณรอบทะเลสาบซีหูแห่งหังโจวปรากฎกลุ่มโจรลุ่มน้ำกระจายตัวกันก่อคดีเป็นจำนวนมาก ปล้นชิงพ่อค้า เฉินหมิง ผู้นำของโจรพวกนี้เป็นคนใจคอโหดเหี้ยม แต่ร่องรอยการเดินทางของเขานั้นลึกลับยิ่ง จวนขุนนางท้องที่จับตัวไม่ได้ โปรดจับตัวมาหรือไม่ก็สังหารเขาเสีย]
[รางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์ 4000 แต้ม
ค่าตบะ 400 แต้ม
เงิน 5 เหรียญทอง]
ภารกิจที่แชร์มาเหมือนกับที่เห็นในสำนักมือปราบเทพไม่มีผิดเพี้ยน เยี่ยเว่ยหมิงดูวิธีการจัดสรรไอเทมดรอปของหัวหน้าทีมอยู่ครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่าจะให้หัวหน้าทีมเป็นคนจัดสรรไอเทมให้
เหอะๆ…
ยอมขาดทุนอยู่เงียบๆ นั้นไม่ใช่สไตล์ของเยี่ยเว่ยหมิง แต่ยังไม่ทันจะได้โต้แย้ง ก็มีข้อความจากระบบแจ้งเตือนขึ้นมา
[ติ๊ง! ผู้เล่นโหยวโหยวได้ยกตำแหน่งหัวหน้าทีมให้กับคุณ คุณกลายเป็นหัวหน้าทีมแล้ว]
ผมนี่อึ้งไปเลย พี่สาวช่างเจิดจ้ายิ่งนัก!
ดูท่าแล้ว หรือว่าว่าเจ๊เขาจะอยากได้แค่ไอเทมภารกิจจริงๆ
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงได้เป็นหัวหน้าทีม ก็ปรับโหมดการจัดสรรไอเทมของทีมให้เป็นการจัดสรรแบบเฉลี่ยเท่ากัน "ในเมื่อต้องทำภารกิจ เช่นนั้นก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เราค่อยๆ กวาดล้างตามถนนกันไปทีละสาย พยายามไม่ให้โจรลุ่มน้ำเหลือรอดแม้แต่คนเดียว หลังจากนั้นค่อยไปจัดการ BOSS"
โหยวโหยวได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้มออกมา "เจ้าอยากเก็บเลเวลที่นี่เหรอ? แล้วแต่เจ้าเถอะ ข้าอย่างไรก็ได้"
"ไม่ใช่แค่นั้นหรอก!" โหยวโหยวเถรตรงมากพอ เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่คิดปิดบัง "ตัดสินเอาจากประสบการณ์การทำภารกิจก่อนหน้านี้ของข้า หลายๆ นอกจากรางวัลภารกิจที่กำหนดไว้ตายตัวแล้ว ล้วนมีระดับความสำเร็จที่ซ่อนอยู่หนึ่งอย่าง ข้าไตร่ตรองดูชื่อของภารกิจนี้ 'กวาดล้างโจรลุ่มน้ำซีหู' เช่นนั้นหากสังหารโจรลุ่มน้ำที่วังใต้ดินจนหมดแล้ว รางวัลก็ควรต้องสูงกว่าการฆ่า BOSS เพียงตัวเดียว"
เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลองดูจากภารกิจโฉวป้าก่อนหน้านี้สิ ตามวิธีการปกติก็คือ แค่ต้องจับตัวโฉวป้าออกมาและรั้งเขาเอาไว้ครู่หนึ่ง โหยวจิ้นก็จะปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเหลือ แต่หากทำแบบนั้น ไม่เพียงไม่มีไอเทมดรอปจาก BOSS รางวัลภารกิจก็จะได้รับแค่ส่วนที่ระบุไว้ในภารกิจเท่านั้น แต่ทีมเยี่ยเว่ยหมิงสังหารโฉวป้า ไอเทมเด็ดที่ได้มานั้นเลิศยิ่งกว่าตอนทำภารกิจธรรมดาสำเร็จตั้งหนึ่งเท่าด้วยซ้ำ
และอันที่จริง ตรงจุดนี้เยี่ยเว่ยหมิงรู้มาตั้งแต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้านมือใหม่แล้ว ช่างเหล็กในหมู่บ้านให้ผู้เล่นช่วยรวบรวมเนื้อไก่สิบชิ้น บอกว่าจะเอาไปให้ภรรยาที่ตั้งครรภ์อยู่กินบำรุงร่างกาย
ในตอนนั้นที่หมู่บ้านมีผู้คนแออัด ไก่ที่เลเวลต่ำที่สุดก็เพิ่งจะออกใหม่มาตัวเดียว ย่อมถูกผู้เล่นแถวนั้นหั่นเป็นชิ้นๆ ในสองวินาที ผู้เล่นคนอื่นพอรวบรวมได้ครบสิบชิ้นแล้วก็อดรนทนไม่ไหวที่จะไปส่งภารกิจ จากนั้นก็จะได้รับกระบี่เหล็กบริสุทธิ์ไปทำภารกิจที่เลเวลสูงขึ้น ตีมอนสเตอร์ที่เลเวลสูงขึ้นได้อย่างอารมณ์ดีแล้ว
มีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงที่ฝึกฆ่าไก่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งรวบรวมเนื้อไก่ครบสิบชิ้นที่ดรอปได้จากตัวแม่ไก่มา เขาถึงได้ไปส่งภารกิจ จากนั้นเขาก็ได้รับกระบี่ร้อยขัดเกลาที่คุณภาพดียิ่งกว่ามาหนึ่งเล่ม ทั้งยังได้รับภารกิจจากช่างเหล็กให้ไปส่งข่าวให้เสี่ยวไป๋น้ำเต้าหู้อีกด้วย หลังจากนั้น...เขาก็กลายมาเป็นลูกศิษย์ในสำนักมือปราบเทพ
เยี่ยเว่ยหมิงถึงกับคาดเดาไปว่า เกมออกแบบให้มีการการตั้งค่าซ่อนเร้นเช่นนี้ เพราะจะบอกกับเหล่าผู้อพยพพวกนี้โดยอ้อมว่า การตั้งใจทำงานกับการทำงานให้ลวกๆ นั้น ผลลัพธ์ที่จะได้ในหลายๆ สถานการณ์ก็จะไม่เหมือนกัน
เห็นได้ชัดว่าโหยวโหยวไม่ได้คิดรอบด้านเท่าเยี่ยเว่ยหมิง นางถึงขนาดไม่ถามหาเหตุผลอะไรมากมาย เยี่ยเว่ยหมิงแค่บอกว่าให้กวาดล้างโจรลุ่มน้ำ นางก็เตรียมลูกศรพาดไว้บนสายหน้าไม้เรียบร้อยแล้ว
เดินต่อไปข้างหน้า เมื่อเลี้ยวได้หนึ่งโค้ง ตรงทางเดินก็พบโจรลุ่มน้ำซีหูเจ็ดคนยึดครองอยู่ ระยะห่างมากอยู่โข เยี่ยเว่ยหมิงก็อดใจไม่ไหวที่จะใช้งานเอฟเฟ็กต์ประเภทแอคทีฟของเคล็ดจิต 'ไท้ซัวเป็นไฉน'
เห็นมือซ้ายของเขากำลังอยู่ในลักษณะเหมือนงอนิ้วทำนายดวงชะตา เปิดใช้งานไท้ซัวเป็นไฉน!
555×13 = ?
หลังเปิดใช้เคล็ดจิตแล้ว สิ่งที่โผล่ขึ้นตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงกลับเป็นโจทย์เลขข้อหนึ่ง
นี่มันอะไรกัน?
หรือว่าต้องแก้โจทย์เลขให้ได้ก่อน ถึงจะเปิดใช้งานเอฟเฟกต์สกิลของ 'ไท้ซัวเป็นไฉน' ได้?
ทำไมถึงได้มีทักษะยุทธ์ที่ประหลาดเช่นนี้!
และตอนที่เปิดใช้ไท้ซัวเป็นไฉน โจรลุ่มน้ำซีหูพวกนั้นก็ตะโกนด่ากันแล้ว พร้อมชูดาบใหญ่พุ่งมาทางเขาหมายจะสังหาร
ดีที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้กำลังสู้อยู่คนเดียว โหยวโหยวที่อยู่ข้างกายยิงหน้าไม้หน้าไม้ออกไป โดนเป้าหมายอย่างแม่นยำ ลดพลังชีวิตอีกฝ่ายลงห้าสิบหกแต้ม
ทว่า การโจมตีของนางแม้จะแม่นยำ แต่ดึงค่าความแค้นที่โจรลุ่มน้ำมีต่อเยี่ยเว่ยหมิงออกไปไม่ได้ โจรลุ่มน้ำซีหูยังพุ่งตรงมาหาเยี่ยเว่ยหมิงด้วยดวงตาแดงก่ำเหมือนเดิม
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
โหยวโหยวเห็นว่าดึงดูดค่าความแค้นมาไม่สำเร็จ จึงยิงหน้าไม้หน้าไม้ออกไปห้าดอกติดกัน ลดพลังชีวิตของโจรลุ่มน้ำลงได้เกินครึ่ง
แต่เยี่ยเว่ยหมิงยังคงคำนวณต่อไปอย่างลนลาน
โหยวโหยวเห็นดังนั้น ก็ทำได้เพียงก้าวมาข้างหน้าเพื่อตั้งรับโจรลุ่มน้ำ ขณะหลบดาบที่อีกฝ่ายฟันแสกหน้าเข้ามา นางก็จับข้อมือ เตะกลางหว่างขาและจับโจรพวกนั้นทุ่มพื้นไปด้วย หลังจากทำให้อีกฝ่ายล้มลงแล้ว ก็พุ่งเข้าไปใช้หน้าไม้ปักเข้าที่กลางหน้าผากของพวกเขา
และตอนนี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็คำนวณคำตอบของโจทย์เลขได้แล้ว
7215!
แต่ก็ยังมีตามมาติดๆ มีโจทย์เลขโผล่ขึ้นมาตรงหน้าเขาอีกข้อหนึ่งแล้ว
111×15 = ?
???
ไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม?
เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มคำนวณต่ออย่างจนใจ ในตอนนั้นโหยวโหยวก็ได้ยิงหน้าไม้หน้าไม้ออกไปอีกครั้ง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
หลังจากรัวยิงหน้าไม้หน้าออกไปอีกชุด เยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังคำนวณอยู่ก็ได้รับการแจ้งเตือนจากระบบ เป้าหมายตายแล้ว เปิดใช้งานผลแอคทีฟสกิล 'ไท้ซัวเป็นไฉน' ล้มเหลว!
ตอนที่ 19
"ตกลงเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น"
"เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเจ้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่โจรลุ่มน้ำนั่นเอาแต่จ้องเจ้าไม่วางตา ถึงขนาดว่าโดนข้าสังหารตายแล้ว แต่เป้าหมายโจมตีแรกของมันก็ยังเป็นเจ้าอยู่ดี ข้ามีแต่ต้องไปขวางอยู่ในแนวโจมตีของมันกับเจ้า มันถึงจะยอมโจมตีกลับมาสักครั้งหนึ่ง" พอก้มตัวลงตรวจคลำศพของโจรลุ่มน้ำได้ครู่หนึ่ง ไอเทมก็ดรอปออกมาและแบ่งเข้ากระเป๋าของทั้งสองคนโดยอัตโนมัติ ในที่สุดโหยวโหยวก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกมา
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มเจื่อนพลางส่ายหน้า ตอบอย่างจนใจว่า "ข้าเพิ่งเรียนรู้เคล็ดกระบี่ที่สุดยอดมากระบวนท่าหนึ่ง เพียงแต่ตอนเปิดใช้งานนั้นยากไปหน่อย แต่ดูจากตอนนี้ เอฟเฟ็กต์เย้ยหยันของมันไม่เบาเลยทีเดียว"
โหยวโหยวได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที "เจ้าอยากจะทดสอบประสิทธิภาพของกระบวนท่านั้นสินะ"
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างเก้อเขิน ถึงอย่างไรตัวเองก็ทดสอบทักษะยุทธ์ จึงทำให้ทั้งสองเสียเวลาร่วมกัน
แต่คาดไม่ถึงว่าโหยวโหยวจะไม่ถือสาแม้แต่น้อย เพียงโบกมือบอกว่า "เจ้าทดสอบต่อไปได้เลย ข้ารับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้เจ้าเอง ครั้งนี้ไม่ใช้หน้าไม้แล้ว จะใช้แค่หมัดกับเท้าค่อยๆ เล่นสนุกกับพวกเขา"
มีคุณธรรมน้ำมิตร!
เยี่ยเว่ยหมิงใจร้อนอยากจะลองใช้ผลแอคทีฟสกิลของ 'ไท้ซัวเป็นไฉน' สักครั้งจริงๆ จึงไม่ได้เกรงใจนาง แล้ว เริ่มงอนิ้วคำนวณอีกครั้ง โจรลุ่มน้ำซีหูที่ถูกเขาตรึงร่างไว้ก็โมโหจนขนพองราวกับแมวถูกเหยียบหาง คำรามอย่างมีน้ำโหพร้อมพุ่งเข้ามา
ครั้งนี้เป็นเพราะได้ความร่วมมือจากโหยวโหยว เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเองอีก เพียงตั้งหน้าตั้งตาคำนวณโจทย์เลขที่เด้งขึ้นมาหน้าระบบเท่านั้น
หนึ่งข้อ สองข้อ สามข้อ...ห้าข้อ...
จนกระทั่งในตอนเยี่ยเว่ยหมิงคำนวณโจทย์เลขข้อที่เจ็ด โจรลุ่มน้ำซีหูก็ถูกโหยวโหยวทุบตาย
ต้องเข้าใจก่อนว่า โหยวโหยวเป็นศิษย์สำนักถังเหมิน การโจมตีหลักคืออาวุธลับ วิชากังฟูหมัดมวย เดิมทีก็ไม่ได้มีพลังอะไรมากมายนัก เพื่อที่จะลดพลังโจมตีลง นางถึงกับไม่ใส่แม้กระทั่งนวมด้วยซ้ำ
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ จนกระทั่งโจรลุ่มน้ำซีหูคนนั้นตายไปแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังเปิดใช้ผลแอคทีฟสกิลของไท้ซัวเป็นไฉนไม่สำเร็จ
เอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นจริงของกระบวนท่านี้ ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ!
แต่ว่าจากการทดลองครั้งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาไม่น้อย นั่นก็คือกังฟูหมัดมวยของโหยวโหยวนั้นไม่เลวเลยทีเดียว นี่ไม่ได้ขัดแย้งกับที่เคยบอกว่านางไม่เคยเรียนกังฟูหมัดมวยมาก่อน เพราะสิ่งที่นางใช้เดิมทีก็ไม่ใช่สกิลในเกม แต่ดูเหมือนจะเป็นเทคนิคการต่อสู้ในชีวิตจริงมากกว่า แม้ว่าการโจมตีจะไม่มีโบนัสอะไร แต่ความรวดเร็วและรุนแรงของกระบวนท่า กลับทำให้โจรซีหูที่มีอาวุธร้ายในมือไร้ซึ่งแรงจะต้านทานได้
"เอาใหม่!"
ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยคำขอโทษออกมา โหยวโหยวก็ถูหมัดถูมือรอแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มทดสอบต่อ
โจรลุ่มน้ำคนที่สาม ถูกโหยวโหยวฆ่าตายตอนเยี่ยเว่ยหมิงคำนวณโจทย์เลขข้อที่แปด
คนที่สี่ โดนฆ่าตายตอนคำนวณโจทย์เลขข้อที่เก้า...
คนที่ห้า ข้อสิบ...
คนที่หก ก็ยังข้อสิบอยู่...
มาถึงโจรลุ่มน้ำซีหูคนสุดท้ายในทางเดินนี้ ตอนที่ถูกโหยวโหยวโจมตีจนพลังชีวิตเหลือไม่ถึงร้อยแต้ม ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว แต่เขาเดินมาพร้อมกับกระบี่ กระบี่หลงเฉวียนกลายเป็นลำแสงเส้นหนึ่ง ปักเข้ากลางอกของโจรลุ่มน้ำซีหู
ไซซีกุมดวงใจ!
ปลิดชีพ!
พอเก็บกระบี่เข้าฝักแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงสัมผัสถึงความรู้สึกยามแทงกระบี่ออกไปเมื่อครู่อย่างเงียบๆ ผลแอคทีฟสกิลของไท้ซัวเป็นไฉนนี่ มหัศจรรย์ได้ขนาดนี้เชียวหรือ?
เมื่อครู่นี้ หลังจากเขาคิดโจทย์เลขครบทั้งสิบข้อเรียบร้อย ฉับพลันนั้นก็รู้สึกจิตใจเฉียบแหลมขึ้นมา ราวกับทุกอย่างรอบตัวล้วนอยู่ภายใต้การคำนวณของเขา การโจมตีของตนต่อให้ศัตรูอยากจะป้องกันแต่ก็ทำไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่พ้น การแทงกระบี่ตามออกไป นับเป็นการเคลื่อนไหวอันสมบูรณ์แบบที่กระตุ้นกล้ามเนื้อทุกส่วนทั่วทั้งร่างกาย กำลังภายในทุกกระแสสาย ความเข้ากันได้ระหว่างกำลังภายในและกล้ามเนื้อก็อยู่ในระดับที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดเช่นกัน
ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกได้ว่าตัวเองได้กุมชะตาชีวิตของอีกฝ่ายไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จ!
สุดยอดกระบวนท่าไท้ซัวเป็นไฉน!
แต่เงื่อนไขการเปิดใช้นี่มันก็ออกจะโคตรทุเรศเกินไปหน่อย!
เห็นเยี่ยเว่ยหมิงยืนถือดาบอยู่ที่เดิมไม่ขยับ ทั้งใบหน้ายังแสดงอาการเคลิบเคลิ้ม โหยวโหยวไม่ได้สนใจนัก เพียงบอกว่า "ข้าว่าเคล็ดกระบี่ที่เจ้าเพิ่งเรียนมานี้ใช้งานจริงไม่ค่อยได้"
"จุดนี้ข้าก็สังเกตเห็นแล้วเหมือนกัน" เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างจนปัญญา
มองดูค่าประสบการณ์ที่อยู่ตรงสกิล
ค่าประสบการณ์: 1/1000
ผลแอคทีฟสกิลของเคล็ดจิตนี้ ไม่เพียงเปิดใช้งานยาก หนำซ้ำเงื่อนไขการอัปเลเวลจำเป็นจะต้องโหดขนาดนี้เลยเหรอ?
ให้นั่งคิดเลขอยู่ตั้งนานสองนาน แต่ให้ค่าประสบการณ์มาแค่หนึ่งแต้ม?
ดูท่าเคล็ดจิตนี้จะไม่ได้พึ่งการฝึกเท่าไร คงได้แต่หวังพึ่งค่าตบะให้มาช่วยเพิ่มให้เสียแล้ว
ต่อมาเหมือนจะนึกอะไรออก พูดเสริมอีกว่า "จากที่เห็นตอนนี้ กระบวนท่าเดียวที่เป็นจุดเด่นคงจะเป็นเอฟเฟ็กต์พิเศษเย้ยหยันอันทรงพลังนั่น สกิลนี้ถ้าอยู่ในเกมออนไลน์ทั่วไป จะต้องเป็นสกิลเทพหนึ่งเดียวประจำสายแทงค์แน่นอน ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเกิดออฟแทงค์ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า เอฟเฟ็กต์นี้ถ้าเอามาใช้กับผู้เล่นด้วยกันแล้ว จะยังให้ผลเหมือนเดิมหรือเปล่า"
"ลองดูเดี๋ยวก็รู้เอง" เห็นชัดเลยว่าโหยวโหยวเป็นพวกชอบลงมือทำ ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยขึ้น "ตอนนี้เจ้าลองเอาข้าเป็นเป้าโจมตี ลองดูผลลัพธ์"
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่โหยวโหยว มือซ้ายงอนิ้วคำนวณ โหยวโหยวกลับเบิกตาโต ร่างกายถอยไปด้านหลังหลายก้าวแบบไม่ทันคิด
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้นก็หยุดคำนวณ ถามว่า "เมื่อครู่รู้สึกอย่างไรบ้าง"
โหยวโหยวมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยใจผวา "น่ากลัวมาก ตอนที่เจ้าใช้สกิล ข้ารู้สึกราวกับถูกอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมากๆ จ้องมองอยู่ เหมือนกับว่า...ถูกคนเอาปืนมาจ่อหัว หรือน่ากลัวกว่านั้น!"
พูดอย่างกับว่าเคยโดนเอาปืนจ่อหัวอย่างนั้นแหละ
เยี่ยเว่ยหมิงจดจำคำบรรยายของนางอย่างเงียบๆ จากนั้นโบกมือบอก "ในเมื่อกระบวนท่านี้มันใช้ไม่ได้จริง เช่นนั้นก็ไม่ฝึกแล้ว อย่างไรเสีย การจัดการแผนที่นี้ให้ราบคาบสำคัญกว่า"
ส่วนเงื่อนไขการเปิดใช้บ้าบอของผลแอคทีฟสกิล 'ไท้ซัวเป็นไฉน' เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้ใส่ใจมากนัก ต่อให้เปิดใช้ผลแอคทีฟสกิลไม่ได้ เพียงแค่โบนัสผลพาสซีฟของมัน ก็มีประโยชน์มากพอแล้ว
เกิดเป็นคนต้องรู้จักพอ
กล่าวกันว่า ชายหญิงทำงานร่วมกันไม่เหนื่อย ความเข้าคู่กันของคนหนึ่งที่โจมตีระยะไกล อีกคนหนึ่งโจมตีระยะประชิดนั้น ช่างเหมาะกับกลยุทธ์การต่อสู้อย่างยิ่ง เคล็ดกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงปราดเปรียวว่องไว ตั้งรับอยู่แนวหน้าก็เดินหน้าต่อไปได้โดยไร้บาดแผล ส่วนโหยวโหยวที่อยู่ด้านหลังนั้นเป็นมือหน้าไม้คอยยิงต่อเนื่อง แทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องตำแหน่งการเคลื่อนไหวก็ยืนยิงได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัว
วังใต้ดินที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ทั้งคู่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง ก็กวาดล้างได้หมดสิ้น เหลือก็แต่ BOSS เฉินหมิงในห้องโถงของวังใต้ดินแล้ว
มองเห็น BOSS ที่เดินวนไปวนมาในห้องโถงของวังใต้ดินอยู่ไกลๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "หัวหน้าของดันเจี้ยนวังใต้ดินนี่ออกแบบมาง่ายไปหน่อยไหมนะ นึกไม่ถึงว่าข้างกาย BOSS จะไม่มีคนคุ้มกันเลยแม้แต่คนเดียว ในสถานการณ์ทั่วไป มีมอนสเตอร์อยู่รอบกาย แบบนั้นถึงจะเป็นฉาก BOSS ที่ควรจะเป็นสิ"
โหยวโหยวที่ตามหลังเขามาติดๆ กลับพูดขึ้นอย่างจริงจังว่า "นี่ไม่ใช่ BOSS ทั่วไปแน่นอน เจ้าดูเลเวลเขาดีๆ"
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินจึงเบนสายตามองไปบนตัวของ BOSS ที่กำลังยืนอยู่
[เฉินหมิง
เลเวล: 30
พลังชีวิต: 6500/6500]
......
พอได้เห็น เยี่ยเว่ยหมิงก็ขมวดคิ้วทันที "เลเวลสามสิบ! ล้อเล่นอะไรกัน BOSS ที่เลเวลขนาดนี้ ทำไมถึงมาปรากฏตัวในวังใต้ดินได้"
ไม่แปลกใจที่เยี่ยเว่ยหมิงจะตกใจ
ถ้าอยู่ในสถานการณ์ทั่วไป ตอนออกแบบดันเจี้ยนในเกมจะพยายามทำเลเวล BOSS กับมอนสเตอร์ตัวเล็กให้สมดุลกัน อย่างเช่น โจรลุ่มน้ำในวังใต้ดิน เลเวลจะสูงกว่าข้างนอกอยู่เล็กน้อย อยู่ประมาณระหว่างเลเวลสิบเอ็ดถึงเลเวลสิบสามเช่นนั้น BOSS ในแผนที่เดียวกัน เลเวลก็ควรจะประมาณสิบห้า สูงสุดก็ไม่ควรถึงเลเวลยี่สิบ ไม่อย่างนั้นก็พูดได้อย่างเดียวว่าแผนที่ที่ออกแบบมามีปัญหา
ผู้เล่นที่เลเวลต่ำ แน่นอนว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะท้ารบ BOSS ส่วนผู้เล่นที่เลเวลสูง โจมตีมอนสเตอร์ตัวเล็กพวกนี้ก็ไม่ได้ค่าประสบการณ์อีก คุณว่าแผนที่นี้ออกแบบมาให้ผู้เล่นเลเวลไหนเล่นกัน
หากจะบอกว่าเฉินหมิงคือ BOSS ลับก็ว่าไปอย่าง เพราะถึงอย่างไร BOSS ลับก็มีถมเถไป และไม่ได้มีไว้ให้ผู้เล่นใช้แผนที่นี้ฝึกเลเวล แต่ว่าเฉินหมิงเป็นหัวหน้าของมอนตัวเล็กพวกนั้น ดูอย่างไรก็ไม่เหมือน BOSS ลับนะ!
พูดตามหลักก็คือ 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' เกมที่ได้รับการยืนยันจากรัฐบาล และเป็นเกมเดียวที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้อพยพระหว่างดวงดาว ไม่ควรจะเกิดข้อผิดพลาดระดับล่างแบบนี้สิถึงจะถูก
แต่ความผิดพลาดแบบนี้ ก็ดันมาเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
คุณกล้าเชื่อไหมล่ะ?
"เพราะเลเวลของ BOSS ตัวนี้มีส่วนเสริม" ตอนนี้ โหยวโหยวเอ่ยปากพูดความสงสัยในใจของเยี่ยเว่ยหมิง "เห็นหน้าไม้ที่เขาถืออยู่ในมือนั่นไหม หน้าไม้นั้นมีชื่อว่าหน้าไม้เทพจูเก๋อ[1] เป็นหนึ่งในอาวุธลับสิบอย่างที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักถังเหมิน เป็นระดับอาวุธล้ำค่า ตอนที่ข้ารับภารกิจ อาจารย์บอกข้าว่า หากมีหน้าไม้นี้ในมือ จะทำให้พลังของเฉินหมิงเพิ่มขึ้นได้อีกสิบห้าเลเวล ให้ข้ารับมืออย่างระมัดระวัง"
[1] จูเก๋อ 诸葛 หรือขงเบ้งในเรื่องสามก๊ก
ตอนที่ 20
พูดถึงอาวุธล้ำค่า ก็ต้องอธิบายการแบ่งระดับอุปกรณ์ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' ก่อน
ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' อุปกรณ์ทั้งหมดแบ่งออกเป็นสีขาว สีฟ้า สีทอง สีเขียว อาวุธล้ำค่า ศาสตราเทพ ทั้งหมดหกระดับ เอฟเฟ็กต์ของระดับสามสีส่วนใหญ่ก็จะเหมือนกับในเกมออนไลน์อื่นๆ สีขาวคืออุปกรณ์เริ่มต้น สเตตัสแย่ที่สุด สีฟ้าเป็นอุปกรณ์ชั้นดี สีทองเป็นอุปกรณ์ชั้นยอด สีเขียวเป็นชุดเซต
แต่นอกจากสี่อันที่อธิบายไปแล้ว ยังมีอุปกรณ์ระดับอาวุธล้ำค่ากับศาสตราเทพอีกสองอย่าง เริ่มจากอาวุธล้ำค่าก่อน อุปกรณ์ทุกชนิดจะมีชื่อเฉพาะเป็นของตัวเอง และมีเพียงชิ้นเดียว!
ซึ่งก็แปลว่าหน้าไม้เทพจูเก๋อที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองตอนนี้ ทั้งเกมมีอันนี้เพียงอันเดียว ไม่มีอันอื่น!
ฟังคำอธิบายของโหยวโหยวจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็วิเคราะห์อย่างจริงจัง "เลเวลที่แสดงอยู่ของเฉินหมิงในตอนนี้คือเลเวลสามสิบ หรือพูดได้อีกอย่างว่า ที่จริงเขาก็แค่เลเวลสิบห้าเท่านั้น ในการประเมินเลเวล BOSS ในเกมนั้น โดยปกติจะคำนวณตามข้อมูลภาพรวมของ BOSS แบบนี้ผู้เล่นจะได้ชั่งน้ำหนักสะดวกว่าความสามารถของทั้งสองฝ่ายต่างกันมากแค่ไหน"
"ดังนั้น BOSS ที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้น่าจะมีพลังโจมตีสูงมาก แต่ด้านอื่นๆ อยู่ในเลเวลสิบห้าเท่านั้น และที่ทำให้กลุ้มใจมากที่สุดคือ เขาดันเป็นอาชีพโจมตีระยะไกลนี่สิ"
พูดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มฝืดเฝื่อนอย่างอดไม่ได้ "แต่ก็โชคดีที่รอบตัวเขาไม่มีมอนสเตอร์ตัวเล็กอยู่ ไม่อย่างนั้นมอนตัวเล็กเป็นแนวหน้า ตัวเขาโจมตีระยะไกลมา พวกเราก็คงไม่ต้องคิดแล้วว่าจะฆ่า BOSS ตัวนี้อย่างไร แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น...ว่าแต่ BOSS เลเวลขนาดนี้ ระดับความยากภารกิจกลับแค่สี่ดาวเหรอ"
"ภารกิจสำนักของข้าระดับความยากเป็นห้าดาว" โหยวโหยวตอบอย่างเก้อเขิน "หากในทีมไม่มีข้าล่ะก็ เฉินหมิงที่อยู่ข้างหน้านี้ก็คงมีเลเวลแค่สิบห้าเท่านั้น อีกอย่างก็เหมือนที่เจ้าพูดมา รอบตัวจะมีมอนหัวกะทิกับมอนตัวเล็กคอยคุ้มกันอยู่"
"แต่เจ้าวางใจได้เลย ก่อนจะมาข้าได้เตรียมตัวสู้ตัวต่อตัวกับเขาเอาไว้แล้ว อาจารย์เคยบอกว่า เฉินหมิงคนนี้เดิมทีก็ไม่ได้รู้วิธีใช้อาวุธลับ ข้าน่าจะรับมือได้ ตอนนี้มีเจ้ามาช่วย ก็ยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีก!" ขณะที่โหยวโหยวพูดอยู่นั้น ก็ได้ยกหน้าไม้ขึ้นเตรียมพร้อม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าท่าทางที่มั่นคง "อีกประเดี๋ยว เจ้ารอให้ข้าดึงค่าความแค้นให้คงที่ เจ้าค่อยหาจังหวะลอบโจมตีระยะประชิด ขอเพียงไม่ให้โอกาสเขาออกห่างไป ก็น่าจะบังคับให้เขาเลิกใช้หน้าไม้เทพจูเก๋อ แล้วเปลี่ยนมาใช้ดาบยาวที่เขาถนัดได้ หากโจมตีตอนนั้นก็จะง่ายขึ้นมาก"
"เลเวลสามสิบเป็น BOSS ระยะไกลเหมือนกัน และยังเป็นประเภทโจมตีสูงด้วย เจ้าแน่ใจนะว่าจะดึงไว้ได้"
"วางใจเถอะ ข้าเป็นมืออาชีพนะ!" โหยวโหยวตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม สีหน้าท่าทางเริ่มจริงจังตั้งใจอย่างที่สุด แม้กระทั่งท่าจับหน้าไม้ก็ยังเปลี่ยนไปจากเดิม
มือขวาของนางจับคันหน้าไม้แน่น มือซ้ายประคองข้อมือขวาไว้ แขนทั้งสองข้างงอขึ้น ยกคันหน้าไม้ขึ้นในระดับเดียวกับศีรษะ หลังส่วนล่างแนบสนิทกับกำแพง เคลื่อนตัวไปยังโถงวังใต้ดินอย่างช้าๆ ทีละก้าว
ท่าทางนี้ของนาง เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ?
ขณะเดินตามโหยวโหยวเข้าไปใกล้ห้องโถงอย่างช้าๆ เฉินหมิงยังคงจับสังเกตไม่ได้เช่นเดิม จนกระทั่งตอนที่นางก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปยังห้องโถง เจ้า BOSS เลเวลสามสิบนี้จึงได้หันมองมายังร่างของหญิงสาวอย่างเชื่องช้าแล้วส่งเสียงสูงขู่คำรามขึ้น "ที่แท้ก็เป็นศิษย์สำนักถังเหมิน นี่เจ้ารนหาที่ตายอย่างนั้นหรือ"
ตอนนี้โหยวโหยวได้ปลดปล่อยความเป็นคนจริงไม่พูดเยอะของนางออกมาอย่างเต็มที่ พอเห็นว่า BOSS สังเกตเห็นนางแล้ว หน้าไม้ดอกหนึ่งก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วดุดัน ดึงให้ระยะห่างของทั้งสองคนใกล้กันจนอยู่ในขอบเขตการยิงของนาง สองเท้าเพิ่งแตะถึงพื้น แขนทั้งสองข้างก็ยืดตรงเรียบร้อย มือขวาจับคันหน้าไม้ มือซ้ายประคองข้อมือขวาเช่นเคย ยิงออกไปทางเฉินหมิงหกดอกรวด
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!...
-36
-34
-88
-29
......
หกดอกเข้าเป้าอย่างแม่นยำในรวดเดียว เหนือศีรษะของเฉินหมิงมีตัวเลขหักค่าพลังชีวิตสีแดงลอยขึ้นหกตัวครู่หนึ่ง ในนั้นรวมดาเมจคริติคอลสองครั้งด้วย ดึงเอาค่าพลังชีวิตออกไปได้เกือบสามร้อยแต้ม อีกทั้งเฉินหมิงก็ถูกโจมตีต่อเนื่อง ทำให้ตั้งแต่ต้นจนจบก็ติดอยู่ในสถานะแช่แข็งชั่วคราว โจมตีกลับไม่ได้อยู่แล้ว
หากหน้าไม้ในมือของโหยวโหยวยิงต่อเนื่องได้ไม่มีขีดจำกัดล่ะก็ แน่นอนว่าย่อมควบคุม BOSS ตัวนี้ไว้ได้จนตาย แต่น่าเสียดายที่หน้าไม้ของนางโจมตีติดต่อกันได้สูงสุดครั้งละหกดอกเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะต้องเติมลูกหน้าไม้หน้าไม้เข้าไปใหม่ ใช้เวลานานสามวินาที!
หลังจากที่ยิงลูกดอกหน้าไม้จนครบหกดอกแล้ว โหยวโหยวก็ไม่รอให้เฉินหมิงโต้ตอบ นางกลิ้งตัวไปทางซ้ายหนึ่งตลบ หลบหน้าไม้สามดอกที่เฉินหมิงยิงออกมาหลังฟื้นตัวได้หวุดหวิด จากนั้นก็รีบยืนขึ้น วิ่งเป็นรูปตัว S ง่ายๆ อยู่ไม่กี่ครั้ง ทำให้หลบหน้าไม้สามดอกของอีกฝ่ายได้อีก ตามด้วยยกหน้าไม้ขึ้นมาและยิงออกไปหกดอกเช่นเดิม และยังคงแม่นยำทั้งหมด
ที่น่าอัศจรรย์ใจกว่านั้นคือ นางใช้การเคลื่อนไหวไม่กี่ครั้งก่อนหน้า ทำให้ตอนนี้ตัวนางห่างจากเสาต้นหนึ่งในหกต้นที่อยู่รอบห้องโถงไม่ถึงหนึ่งเมตรแล้ว ทันทีที่นางยิงหน้าไม้ดอกสุดท้ายออกไปหมด พอก้าวออกไปหนึ่งก้าว ก็เอาตัวไปหลบหลังเสาหินได้แล้ว รวดเร็วและสงบนิ่ง
เฉินหมิงที่เริ่มโต้กลับอีกครั้งกลับหันมาทางเสาหินรอบๆ ที่โหยวโหยวซ่อนตัวอยู่ ยิงหน้าไม้ออกมาต่อเนื่องเจ็ดดอก ภายใต้พลังทำลายล้างสูงอย่างหน้าไม้เทพจูเก๋อ เสาหินที่มั่นคงก็ถูกยิงจนหินแตกกระจายไปทั่ว แต่กลับทำอะไรโหยวโหยวไม่ได้แม้แต่น้อย
โหยวโหยวปรากฏตัวขึ้นหลังเสาเร็วมาก และยิงหน้าไม้หกดอกออกไปรวดเดียวอีกครั้ง อาจเป็นเพราะรู้สึกได้ถึงความเสียหายรุนแรงของเสาหินก่อนหน้านี้ ครั้งนี้โหยวโหยวใช้เวลาในช่วงที่เติมลูกดอกหน้าไม้ หันไปทางเสาหินต้นหนึ่งพร้อมกับกลิ้งตัวไป หลังจากหลบหน้าไม้ทั้งสามดอกของเฉินหมิงได้แล้ว ที่เหนือความคาดหมายไปกว่านั้นคือนางกลิ้งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ทำเอาเยี่ยเว่ยหมิงที่มองอยู่ใกล้ๆ อุทานชมในใจอย่างอดไม่ได้ พลิ้วมาก!
ทว่า เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นแล้ว
ระหว่างที่โหยวโหยวกลิ้งตัวกลับนั้น เฉินหมิงที่กำลังยิงหน้าไม้หน้าไม้สามดอกต่อเนื่องอยู่ นึกไม่ถึงว่าจะมีดอกหนึ่งที่ยิงโดนข้างท้องน้อยของโหยวโหยวที่กำลังเคลื่อนที่ไปมาอย่างงดงาม ราวกับกำหนดเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว ด้วยอานุภาพที่ร้ายแรงของหน้าไม้เทพจูเก๋อ ลูกดอกหน้าไม้ทะลุผ่านร่างไป พร้อมเอาพลังชีวิตของโหยวโหยวไปสูงถึง 521 แต้ม!
สาวน้อยที่ในตอนแรกมีเลือดอยู่เต็ม เพียงครู่เดียวกลับเหลือเพียงแค่เศษเลือด เกือบถูกปลิดชีพแล้ว!
แต่ว่าถึงจะไม่ถูกปลิดชีพ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร ลองคิดดูสิ แม้แต่หน้าไม้ธรรมดาของโหยวโหยวหลังยิงเข้าเป้าแม่นยำยังทำให้ BOSS แช่แข็งได้ชั่วคราว นับประสาอะไรกับหน้าไม้เทพจูเก๋อในมือของเฉินหมิงล่ะ
เพียงดอกเดียว ไม่เพียงทำให้โหยวโหยวพลังชีวิตลดไปกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ บวกกับถูกพลังบนหน้าไม้ทำให้ล้มกลิ้งอยู่บนพื้น จนต้องนอนแผ่หลาอยู่อย่างนั้น
เฉินหมิงเห็นแล้วหัวเราะเสียงดัง "เจ้าหนูน้อย ตายซะเถอะ!" ขณะพูดก็ก้าวขึ้นมาก้าวหนึ่ง พร้อมยกหน้าไม้เทพขึ้นอีกครั้ง แล้วเล็งมายังโหยวโหยวที่นอนอยู่บนพื้น
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากพื้นที่ลาดเอียง จับขาขวาของโหยวโหยวที่นอนอยู่บนพื้น แล้วพานางไปซ่อนไว้หลังเสาหิน
ไม่ต้องถามเลย คนที่ลงมือเป็นเยี่ยเว่ยหมิงที่เพิ่งมาถึงนั่นเอง
เมื่อปล่อยขาของโหยวโหยวแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มออกมาอย่างสง่างาม พูดด้วยความมั่นใจว่า "ก่อนหน้านี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลย ต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของข้าก็แล้ว...เฮ้ย!"
เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงตั้งใจว่าจะซุ่มตะครุบเหยื่ออยู่หลังเสา รอให้อีกฝ่ายเดินอ้อมมาที่เสา ค่อยโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว จากนั้นไล่ต้อนจนเขายอมเปลี่ยนเป็นอาวุธระยะใกล้ แต่คาดไม่ถึงว่าไอ้ลูกหมานี่พอเห็นโหยวโหยวถูกช่วยไปได้ ก็โจมตีเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือสักนิด แถมยังใจทรามถอยกลับไปที่ใจกลางห้องโถงแล้วอีกต่างหาก