ดูจากท่าทางผู้เล่นเส้าหลินสองคนนี้แล้ว เหมือนเตรียมจะเคลียร์สนามนะ!
สิ่งที่เรียกว่าเคลียร์สนาม ก็คือการที่กลุ่มผู้เล่นล้อมพื้นที่บริเวณหนึ่งเพื่ออัปเลเวล หรือไม่ก็ตี BOSS ทำภารกิจ อะไรประมาณนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีคนมาก่อกวน จะใช้วิธีการเจรจาก่อนใช้กำลัง 'โน้มน้าว' ผู้เล่นที่อยู่ใกล้บริเวณรอบๆ ออกไป
เรื่องแบบนี้เห็นบ่อยในเกมออนไลน์ ถึงขนาดเรียกได้ว่าไม่มีความรู้สึกแปลกใหม่เลยสักนิด
ถ้านี่คือการตี BOSS อยู่นอกป่าอะไรทำนองนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเอาจริงเอาจังกับพวกเขา แต่ภารกิจนี้เกี่ยวข้องกับรางวัลภารกิจที่เป็นเคล็ดกระบี่ระดับกลาง ทั้งยังมีบทลงโทษภารกิจที่ทำให้คนยอมรับได้ยากอีก แล้วเขาจะ 'หลีกทาง' ให้ได้อย่างไร
หลังจากส่ายหน้าน้อยๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยักไหล่บอกว่า "ขออภัย ข้าก็มีภารกิจเหมือนกัน"
"เช่นนั้นก็ขออภัยแล้ว" ขณะที่พูด ผู้เล่นเส้าหลินหนึ่งในนั้นก็ควงกระบองยาวฟาดแสกหน้ามาทางเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
วินาทีถัดไปที่ผู้เล่นเส้าหลินคนนี้ลงมือ ผู้เล่นเส้าหลินอีกคนที่อยู่ข้างกายเขาก็ตอบสนองรวดเร็วเช่นกัน ชิงก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ชกหมัดไปที่หน้าอกเยี่ยเว่ยหมิง
สองคนนี้ร่วมมืออย่างรู้ใจกันมาก เป็นการเจรจาก่อนใช้กำลังจริงๆ ไม่ชักช้ายืดยาดเลยแม้แต่น้อย
ตามขอบเขตการตระหนักรู้ที่มาพร้อมกับการอัปเลเวลทักษะยุทธ์ เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะตัดสินได้ทันทีที่ทั้งสองลงมือ ว่าเจ้าหัวโล้นสองคนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตัวเอง
แม้จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ถูกคนสองคนล้อมโจมตี แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ชักกระบี่หลงเฉวียนออกจากฝัก ตวัดใส่กระบองยาวของหลวงจีนฝั่งซ้ายที่เพิ่งฟาดเข้ามาพอดี
ได้ยินเสียง แกร๊ง! ดังชัดเจน กำลังภายในของหลวงจีนเส้าหลินด้อยกว่าเยี่ยเว่ยหมิง สะเทือนจนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยแรงสะเทือนกลับของอาวุธที่กระทบกัน ชั่วพริบตาเดียวก็เพิ่มความเร็วของกระบี่ได้ถึงขีดสุด เขาพลิกมือกวาดไปทางข้อมือของผู้เล่นเส้าหลินคนที่ใช้หมัด นี่ก็คือ 'ลมแฉลบหลิว' หนึ่งในกระบวนท่าของเคล็ดกระบี่วีรสตรี
เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นเส้าหลินที่ใช้หมัดนึกไม่ถึงว่าการโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงจะรวดเร็วขนาดนี้ อยากจะหลบแต่ก็หลบไม่ทัน บนแขนถูกกรีดเป็นรอยแผลลึกถึงกระดูกทันที จากนั้นตัวคนก็ยิ่งเก็บหมัดถอยออกไปอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
นี่ก็คือการตั้งค่าให้คล้ายคลึงมนุษย์ของเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' เพื่อปกป้องผู้เล่น ความรู้สึกเจ็บในเกมจะถูกปรับให้เล็กน้อยจนแทบไม่สังเกต แต่ตอนถูกโจมตี กลับไม่อาจหลีกเลี่ยงการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายได้ ไม่อย่างนั้นผู้เล่นทุกคนก็จะทนดาเมจสู้กันเหมือนใช้สกิลร่างคลั่ง[1] แบบนั้นก็ไม่ค่อยเหมือนจอมยุทธ์คุณธรรมเท่าไรแล้ว
แน่นอน ถ้าคุณอยากจะเปิดใช้สกิลร่างคลั่ง ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
ขอเพียงปรับความรู้สึกเจ็บให้ถึง 100% แล้วคุณทนความเจ็บปวดที่เหมือนการบาดเจ็บจริงเพื่อไปต่อสู้ได้ แม้แต่ระบบก็ยังต้องนับถือว่าคุณเป็นลูกผู้ชายตัวจริง
เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นเส้าหลินที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นลูกผู้ชายเลือดเหล็กแบบนั้น ภายใต้ความรู้สึกเจ็บที่แทบจะเป็นศูนย์ ร่างถอยหลังตามสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันมือขวาก็ตกอยู่ในสภาพไร้แรง ใช้กระบวนท่าอะไรไม่ได้ชั่วคราว
ตอนนี้ศิษย์เส้าหลินที่ใช้กระบองปรับสภาพของตัวเองแล้ว กระบองยาวในมือเปลี่ยนจากแทงเป็นเสย โจมตีไปที่หน้าอกของเยี่ยเว่ยหมิง
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้นก็ใช้กระบี่กดกลับอย่างไม่รีบร้อน กดไว้บนตัวกระบองของอีกฝ่ายพอดี ขณะที่ทำให้ทิศทางการโจมตีของอีกฝ่ายเบี่ยงเบนไป ก็ถือโอกาสผลักไปข้างหน้าหนึ่งครั้ง ใช้ท่า 'เข็นเรือตามน้ำ' ไถลตามตัวกระบองฟันไปยังสองมือของหลวงจีนที่กำลังถือกระบอง
ถ้าถูกเยี่ยเว่ยหมิงฟันโดน สองมือของหลวงจีนที่ถือกระบองจะต้องขาดทั้งยวงแน่นอน ถึงตอนนั้นศิษย์เส้าหลินที่ใช้กระบี่ก็จะพิจารณาได้ว่า จะฆ่าตัวตายเพื่อฟื้นชีพใหม่ให้ค่าพลังชีวิตเต็มดีหรือไม่
ในเกมนี้ความตายไม่ได้น่ากลัว แต่เมื่อตัวอยู่ในภารกิจ ความตายจะเป็นตัวตัดสินว่าภารกิจล้มเหลว เห็นได้ชัดว่าหลวงจีนที่ใช้กระบองไม่อยากจ่ายด้วยราคานี้ จึงปล่อยมือทิ้งระบองทันที ปลีกตัวถอยไปข้างหลังแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงแสดงจุดเด่นที่ปราดเปรียวและวิจิตรอ่อนช้อยของเคล็ดกระบี่วีรสตรีออกมาจนหมด ใช้แค่สองกระบวนท่าก็แทงแขนผู้เล่นเส้าหลินบาดเจ็บคนหนึ่ง ส่วนอีกคนก็อาวุธหลุดมือแล้ว
เห็นได้ชัดว่าหลวงจีนถือกระบองไม่ได้ฝึกวิชากระบองเป็นหลัก จะได้ทักษะหมัดมวยหรือเปล่าก็ยังก้ำกึ่งอยู่เลย ถ้าเป็นแค่การสู้แบบหนึ่งต่อสอง ตอนนี้ขอแค่เขาบุกไปข้างหน้าอีกสักก้าว แค่ท่า 'ไซซีกุมดวงใจ' ก็ทำให้อีกฝ่ายแม้จะไม่ตายแต่ก็หนังถลอกหนึ่งชั้นได้
ทว่าคู่ต่อสู้ของเขาไม่ได้มีแค่สองคนนี้ ตอนที่เขาเอาชนะผู้เล่นเส้าหลินได้สองคนต่อเนื่องกัน ก็มีศิษย์เส้าหลินสี่คนล้อมมาทางเขาแล้ว ถ้าเขายังโจมตีต่อไป จะต้องตกอยู่ในวงล้อมโจมตีของสี่คนนี้แน่นอน
หนึ่งต่อสี่ เยี่ยเว่ยหมิงไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะ ถึงขนาดว่าถ้ามีหนึ่งในสี่คนนี้เป็นผู้เล่นที่ร้ายกาจ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาอาจจะตกอยู่ในวิกฤติ
ชั่วพริบตาเดียวเขาก็เข้าใจกุญแจสำคัญทันที เยี่ยเว่ยหมิงเก็บกระบี่และถอยหลังอย่างไม่ลังเล เท้าก็ใช้ท่าร่าง 'แปดก้าวไล่ทันคางคก' พอเสียง ฟิ้ว! ดังสองครั้ง ก็ดึงระยะห่างออกจากอีกฝ่ายแล้ว ไปหยุดอยู่ตรงจุดที่ห่างจากค่ายทัพของผู้เล่นอู่ตังห้าเมตร
สถานการณ์ในสนามตอนนี้ก็คือ พระเยอะนักพรตเต๋าน้อย ไม่ว่าจะเป็น NPC หรือผู้เล่นก็ตาม
สถานการณ์ฝั่ง NPC ยังดีหน่อย พอเปิดใช้โหมดถืออาวุธคู่ก็จะทำให้ฝีมือร้ายกาจ ต่อให้เป็นหนึ่งสู้เจ็ดก็ไม่ได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อย แต่ทางฝั่งผู้เล่นทำอย่างนั้นไม่ได้ ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ที่เพิ่งกราบอาจารย์เข้าสำนัก ความสามารถแตกต่างกับอีกฝ่ายมาก จำนวนคนมากกว่ามักจะแสดงถึงความได้เปรียบโดยสมบูรณ์
จำนวนคนของสองฝ่ายเมื่อเทียบกันแล้วเป็นเจ็ดต่อสิบสาม!
เพราะด้วยเหตุนี้เอง ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัวกะทันหัน คนที่มาเคลียร์สนามก็คือผู้เล่นเส้าหลิน
เช่นเดียวกัน ฝั่งผู้เล่นอู่ตังที่ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ จะกลายเป็นพันธมิตรกันง่ายกว่า
รวดเร็วเหมือนกระต่ายโผล่เหยี่ยวโฉบ การแสดงฝีมือของเยี่ยเว่ยหมิงเรียกได้ว่าทำให้ตื่นตาทั้งสนาม ชั่วขณะนั้นสายตาของผู้เล่นสำนักเส้าหลินและสำนักอู่ตังล้วนจับจ้องไปบนตัวเด็กหนุ่มที่สวมเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ทางการ ถึงขนาดทำให้การต่อสู้ระหว่างกันหยุดชะงักไปชั่วคราว
"สหายท่านนี้" ผู้ที่เอ่ยปากก่อนก็คือหนึ่งในศิษย์สำนักอู่ตังที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า เขาพุ่งเข้ามากุมหมัดคารวะเยี่ยเว่ยหมิงก่อน ตามด้วยถามว่า "ผู้น้อยอินปู้คุยจากอู่ตัง เมื่อครู่เพิ่งได้ยินเจ้าคุยกับพระสองรูปนั้น อย่าบอกนะว่าสหายก็มาที่นี่เพื่อสืบความจริงด้วยเหมือนกัน?"
ศิษย์สำนักอู่ตังที่ชื่ออินปู้คุยคนนี้ดูขาวเกลี้ยงเกลา ทั้งยังหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ให้ความรู้สึกว่าน่าเข้าใกล้โดยธรรมชาติ อีกทั้งวิธีการพูดของเขาก็มีชั้นเชิงมาก แค่ใช้คำง่ายๆ ว่า 'ด้วยเหมือนกัน' ก็ดึงให้ยอดฝีมือที่ปรากฏตัวกะทันหันอย่างเยี่ยเว่ยหมิงเข้ามาในแนวรบเดียวเดียวกับตัวเองแล้ว
"สหายเว่ยหมิง!" ตอนนี้ จู่ๆ ในฝั่งผู้เล่นเส้าหลินกลับมีหลวงจีนหน้าเหลี่ยมรูปหนึ่งเดินออกมาเป็นฝ่ายทักทายเยี่ยเว่ยหมิงก่อนด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม ราวกับไม่ถือสาเรื่องที่เขาเอาชนะสองคนก่อนหน้านี้ "นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกันอีกเร็วขนาดนี้ แถมความสามารถของสหายเว่ยหมิงก็เพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ด้วย"
"ก่อนหน้านี้เห็นระบบประกาศว่าเจ้าฆ่า BOSS เลเวลยี่สิบห้าสำเร็จ ข้าเกือบนึกว่าตัวเองอ่านผิดไปเสียแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้ายังเอาแต่บ่นว่าสำนักลับจอมหลอกลวงอยู่เลย ดูท่าแล้ว เจ้าคงได้ตักตวงผลประโยชน์แต่กลับไม่ซึ้งน้ำใจเลยแม้แต่น้อย"
เมื่อได้ยินว่าเยี่ยเว่ยหมิงสังหาร BOSS เลเวลยี่สิบห้าได้ อินปู้คุยที่อยู่อีกฝั่งก็ตาเป็นประกายทันที จากนั้นก็เริ่มกังวล เจ้าหนุ่มที่สามารถฆ่า BOSS เลเวลยี่สิบห้าได้ ไม่ว่าจะร่วมทีมกับกี่คน ก็เรียกได้ว่ามีความสามารถไม่ธรรมดา
สิ่งเดียวที่ต้องกังวลตอนนี้ก็คือ จุดยืนของเขา และฟังจากที่หลวงจีนรูปนั้นเรียกเขา...
อันที่จริง ก่อนหน้านี้แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะเคยออกทีวีเพราะฆ่าโฉวป้าได้ แต่ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' ก็มีผู้เล่นออนไลน์พร้อมกันจำนวนหนึ่งล้านคน คนเก่งที่ออกทีวีได้มีถมเถไป ตั้งแต่เปิดเกมมาจนถึงตอนนี้ ประกาศของระบบก็รีเฟรชไปไม่รู้ตั้งกี่ร้อยรอบแล้ว ใครจะมีกะจิตกะใจมาจดจำชื่อมากมายขนาดนั้นทั้งหมดได้
และสาเหตุที่ผู้เล่นเส้าหลินคนนั้นจำได้ ก็เพราะเขากับเยี่ยเว่ยหมิงรู้จักกันมาก่อนก็เท่านั้นเอง
ทว่าอีกฝ่ายรู้จักเยี่ยเว่ยหมิง แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับนึกไม่ออกไปชั่วขณะว่าหลวงจีนที่อยู่ตรงหน้านี้คือพี่ชายที่เคารพท่านไหนกันแน่ หลังจากพยายามแยกแยะหน้าตาของอีกฝ่ายอย่างละเอียดครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เข้าใจอย่างฉับพลัน "ท่านคือบะหมี่หมั่นโถว?"
หมั่นโถวคนนี้ก็คือผู้เล่นที่เยี่ยเว่ยหมิงรู้จักที่หมู่บ้านมือใหม่ เคยตั้งทีมตีมอนด้วยกัน บะหมี่หมั่นโถวเป็นหัวหน้าทีม ภาพพจน์ที่ติดอยู่ในความทรงจำเยี่ยเว่ยหมิงก็คือเขาเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ตอนนั้นในทีมมีทั้งหมดห้าคน ส่วนอีกสี่คนที่เหลือกลายเป็น นาย ก. นาย ข. นาย ค. นาย ง. ในความทรงจำเยี่ยเว่ยหมิงไปแล้ว มีแค่คุณหมั่นโถวที่เป็นฝ่ายมาขอเพิ่มเพื่อนเขาก่อนที่ทำให้เขาพอจำได้บ้าง
หลังจากเข้าสำนักแล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่าสำนักเส้าหลินมีเจ็ดสิบสองสุดยอดทักษะ เพื่อนคนนั้นก็คือคนที่อยู่ตรงหน้านี้เอง
นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจบการศึกษาจากหมู่บ้านมือใหม่ได้ไม่นาน ทั้งสองก็บังเอิญมาพบกันอีกในระหว่างทำภารกิจแล้ว
เพียงแต่จุดยืนของทั้งคู่ทำให้รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย...
[1] 霸体 ร่างคลั่ง หรือสกิล Endure เมื่อถูกโจมตี แม้จะได้รับดาเมจ แต่ตัวละครจะไม่ถูกควบคุม จะไม่กระตุก ถอยหลังหรือเคลื่อนไหวช้าลง
ตอนที่ 12
บะหมี่หมั่นโถวเหมือนจะมีบารมีมากในหมู่ผู้เล่นสำนักเส้าหลิน หลังจากเขาเดินออกมา คนที่เหลือก็เหมือนจะถอยหลังโดยจิตใต้สำนึก ท่าทางเหมือนปล่อยให้เขามีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้
บนใบหน้าของเขายังเจือรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนตามความเคยชิน บะหมี่หมั่นโถวไม่ได้กล่าวอะไรอีก แต่ดูจากสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะของผู้เล่นสำนักเส้าหลินคนอื่น ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังปรึกษาอะไรบางอย่างกันผ่านทีมหรือไม่ก็ห้องแชทสำนัก หลังจากนั้นครู่เดียว บะหมี่หมั่นโถวจึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง "สหายเว่ยหมิง เมื่อครู่ฟังจากที่เจ้าพูด เหมือนเจ้าจะมาสืบหาความจริงคดีฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยหลงเหมินเหมือนกัน แล้วผู้ร้ายที่โฉดชั่วป่าเถื่อนคนนั้นก็คือเขา!"
ขณะที่พูด บะหมี่หมั่นโถวก็ชี้ไปยังชายหนุ่มที่เปิดโหมดถืออาวุธคู่สู้แบบหนึ่งต่อเจ็ด "คนผู้นี้ก็คือจางชุ่ยซาน ผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและนุ่มนวล หนึ่งในเจ็ดจอมยุทธ์แห่งอู่ตัง เขาเคียดแค้นที่สำนักคุ้มภัยหลงเหมินปฏิบัติหน้าที่ไม่ดี ทำให้อวี้ไต้เหยียนถูกทำลายเส้นเอ็นมือเท้า เต็มไปด้วยความคิดจะฆ่าคน
คนผู้นี้ฉายเดี่ยวสู้กับพระชั้นสูงรุ่นฉายานามหยวนสามรูป และรุ่นฉายานามฮุ่ยสี่รูปของเส้าหลินได้ ก็แสดงว่ามีความสามารถในการฆ่าคนเช่นกัน กอปรกับตอนก่อคดี เขาก็สารภาพกับอาจารย์อาหยวนอินแล้ว...ดังนั้น สหายเว่ยหมิง สำหรับพฤติกรรมมุทะลุก่อนหน้านี้ ข้าต้องขออภัยเจ้าก่อน แต่พวกเราควรจะอยู่ในแนวรบเดียวกันไม่ใช่หรือ"
ตอนที่บะหมี่หมั่นโถวกล่าวจบ ผู้เล่นอู่ตังที่นำโดยอินปู้คุยก็มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาระแวดระวังพร้อมกัน
ก็อย่างที่บอกไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผู้เล่นแต่ละคนเพิ่งจะกราบอาจารย์เข้าสำนัก ในหมู่พวกเขาความสามารถยังไม่ทิ้งห่างกันชัดเจนมากนัก จำนวนคนมักจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความแตกต่างของกำลังระหว่างสองฝ่าย
แต่สถานการณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงกลับค่อนข้างพิเศษ
ก่อนจะมาที่นี่ เขาทำภารกิจเกินเป้าหมายสำเร็จไปแล้ว นอกจากนี้ ของที่เขาดรอปได้จากการเก็บศพก็ทำให้เขาอัป 'เคล็ดชำระปราณ' กับ 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' จนถึงเลเวลหกแล้วทั้งคู่ แต่ผู้เล่นคนอื่นที่เพิ่งเข้าสำนัก ส่วนใหญ่คงจะฝึกทักษะยุทธ์เลเวลต่ำในสำนักกันหมด ถึงแม้ทักษะยุทธ์จะมีระดับคุณภาพสูงกว่าเยี่ยเว่ยหมิงหนึ่งระดับ แต่เลเวลกลับธรรมดามาก โดยทั่วไปอยู่ที่เลเวลสองและเลเวลสามเท่านั้น
ส่วนทักษะยุทธ์ที่บอกว่าได้รับตอนอยู่หมู่บ้านมือใหม่ก่อนหน้านี้น่ะหรือ? ขออภัยด้วย ในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' นี้ ทักษะยุทธ์ที่กระบวนท่าแตกต่างกัน จะนำประทธิภาพมาทบกันไม่ได้
ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงที่ใช้เคล็ดกระบี่ที่ไม่เข้าขั้นมาตลอด เมื่ออยู่บนสนามต่อสู้ของวันนี้ กลับกลายเป็นคนที่ได้เปรียบที่สุด ความสามารถของเขาอาจไม่ได้เก่งกาจที่สุดในบรรดาคนที่อยู่ตรงนี้ แต่เขาเป็นหนึ่งในคนที่แข็งแกร่งที่สุดในนี้แน่นอน เป็นประเภทที่ฉายเดี่ยวสู้กับผู้เล่นทั่วไปได้พร้อมกันสามสี่คน
บวกกับก่อนหน้านี้เขาใช้วิชาตัวเบาที่เหนือกว่าคนอื่น ในสายตาของผู้เล่นทั้งสองฝ่าย แม้จะยังอาศัยแรงของเขาคนเดียวสร้างอำนาจฝ่ายที่สามไม่ได้ แต่ท่าทีของเขาก็ส่งผลกระทบต่อตราชั่งผลแพ้ชนะว่าจะเบนเข็มไปทางไหนแน่นอน
"สหายเว่ยหมิง" ตอนนี้อินปู้คุยเอาเยี่ยงอย่างบะหมี่หมั่นโถวบ้างแล้ว เปลี่ยนคำเรียกแล้ว พร้อมทั้งบอกว่า "พวกเรามาถึงสำนักคุ้มภัยหลงเหมินพร้อมกับอาจารย์ลุงห้า ตอนที่พวกเรามาถึง คนพวกนั้นในสำนักคุ้มภัยก็ตายไปแล้ว ข้าเป็นพยานได้ อาจารย์ลุงห้าไม่ใช่ผู้ร้ายแน่นอน"
"หึ!" สำหรับอินปู้คุย บะหมี่หมั่นโถวไม่ได้เกรงใจเขาขนาดนั้น ทำเสียงฮึดฮัดดูถูกแล้วบอกว่า "พวกเจ้าถึงขนาดเรียกเขาว่าอาจารย์ลุงห้า ก็ย่อมต้องช่วยพูดให้เขาอยู่แล้ว"
"เหลวไหล!"
"อับอายจนโมโหแล้วหรือ"
......
ขณะที่คุยกัน บะหมี่หมั่นโถวกับอินปู้คุยก็เริ่มด่ากันแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะถกเถียงกันอย่างไร แต่หันไปมองจางชุ่ยซานที่กำลังสู้แบบหนึ่งต่อเจ็ด พร้อมตะโกนถามเสียงดังว่า "จอมยุทธ์ห้าจาง คดีฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน เป็นฝีมือของท่านหรือเปล่า"
เมื่อถามเช่นนี้ออกมา ทุกคนก็มองไปทางเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาเวทนาในความปัญญาอ่อน
วิธีการถามแบบนี้ มันเหมือนเกมเด็กเล่นไปหน่อยแล้วมั้ง?
ส่วนจางชุ่ยซานก็ตอบอย่างทะนงตัว "ข้าไม่ได้ฆ่าคน!"
"เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว!" ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำป้ายอาญาสิทธิ์แสดงตัวตนออกมา แล้วบอกกับคนที่กำลังสู้กันอยู่ว่า "ผู้น้อยเยี่ยเว่ยหมิงจากสำนักมือปราบเทพ ได้รับคำสั่งให้มาสืบคดีฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยหลงเหมินโดยเฉพาะ ทุกคนกรุณาหยุดก่อน ฟังข้าก่อน"
จางชุ่ยซานได้ยินดังนั้นก็โบกพู่กันผู้พิพากษาด้วยมือขวาอย่างต่อเนื่อง เขียนตัวอักษระ 'หลง' เอาไว้กลางอากาศอย่างชัดเจน คลื่นพลังอันดุดันบีบให้เจ็ดยอดฝีมือของสำนักเส้าหลินต้องหลีกไป ขณะเดียวกันก็เอ่ยปากถามว่า "หลวงพี่ทั้งหลาย เหตุใดไม่ลองฟังดูสักหน่อยว่าเจ้าหน้าที่ท่านนี้ต้องการจะพูดอะไร"
NPC ทั้งเจ็ดแห่งเส้าหลินย่อมรู้ว่าไม่อาจจัดการจางชุ่ยซานได้ภายในเวลาสั้นๆ แม้สีหน้าจะแย่มาก แต่ก็ยังหยุดโจมตีตามการบอกใบ้ของหัวหน้ากลุ่ม
ทั้งสองฝ่ายหยุดต่อสู้กันชั่วคราว NPC ถือไม้ขักขระที่เป็นหัวหน้าขบวนต่อสู้เส้าหลินหันกลับมาถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า "ใต้เท้ามีความเห็นอันสูงส่งเช่นไร" ตอนที่พูดไม่ได้แสดงมารยาทของชาวพุทธ น้ำเสียงก็ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย ถึงขั้นไม่ประกาศฉายานามของตัวเองออกมาด้วยซ้ำ
จากสิ่งนี้ จะเห็นได้ถึงคำกล่าวของจ่านเจาก่อนหน้านี้ว่าคนในยุทธภพไม่ชอบ 'สุนัขรับใช้ของราชสำนัก' ไม่ใช่การจงใจขู่ให้ตระหนกแน่นอน!
สำหรับท่าทีของอีกฝ่าย เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้แสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย เพียงกล่าวอย่างสบายๆ มากว่า "จอมยุทธ์ห้าจางเพิ่งบอกไปว่าเขาไม่ได้สังหารคนของสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน ข้าจึงรู้สึกว่า การที่สำนักเส้าหลินชี้ชัดว่าจอมยุทธ์ห้าจางเป็นผู้ร้ายนั้น ดูจะเป็นการทึกทักเอาเองไปหน่อย"
หลวงจีนที่ถือไม้ขักขระได้ยินแล้วเกิดโทสะ "เขาพูดอะไรเจ้าก็เชื่ออย่างนั้น เจ้าหน้าที่ของราชสำนักเขาทำงานกันอย่างนี้เองหรือ"
เยี่ยเว่ยหมิงยังยิ้มไม่เปลี่ยน ถามกลับว่า "พวกเจ้าชี้ชัดว่าจอมยุทธ์ห้าจางเป็นผู้ร้าย ก็เพียงเพราะจอมยุทธ์ห้าจางยอมรับฐานะของตัวเองเหมือนกันไม่ใช่หรือ"
หลวงจีนที่ถือไม้ขักขระน้ำเสียงอ่อนลง แต่ก็พูดต่ออีกทันทีว่า "ตูต้าจิ่นถูกสังหารทั้งสำนัก เขากลับเพิ่งปรากฏตัวที่นี่ สิ่งนี้จะอธิบายอย่างไร มิหนำซ้ำ ฮุ่ยเฟิงก็เห็นกับตาตัวเองว่าเขาลงมือสังหารคน แล้วสิ่งนี้จะอธิบายอย่างไรอีก"
"ข้ามิได้บอกว่าจอมยุทธ์ห้าจางไม่ได้ไม่น่าสงสัย เพียงแต่จะบอกว่าหลักฐานที่มีตอนนี้ไม่เพียงพอจะชี้ตัวผู้ร้ายก็เท่านั้น" ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินไปที่ศพร่างหนึ่งบนพื้น ชี้อาวุธลับหลายจุดบนหลังคอเขาพร้อมบอกว่า "ผู้คุ้มภัยท่านนี้ตายด้วยอาวุธลับ..." จากนั้นก็ชี้ไปอีกศพ "คนงานในสำนักคุ้มภัยคนนี้ถูกพลังกรงเล็บบีบจนคอหัก แล้วก็ผู้คุ้มภัยท่านนี้อีก..."
ใช้เวลาสิบกว่านาที เยี่ยเว่ยหมิงไล่วิเคราะห์บาดแผลของผู้ตายในสำนักคุ้มภัยหลงเหมินทีละศพจนครบ สุดท้ายกล่าวสรุปว่า "สำนักคุ้มภัยหลงเหมินมีทั้งหมดหกสิบเจ็ดคน ในจำนวนนั้น ผู้คุ้มภัยที่มีทักษะยุทธ์ส่วนใหญ่ล้วนถูกสังหารด้วยอาวุธลับ มีส่วนน้อยที่ตายด้วยพลังฝ่ามือ ส่วนเด็ก สตรี และคนชราในสำนัก รวมทั้งคนงานที่ไม่มีพลังต่อสู้อะไร ทั้งหมดตายด้วยพลังกรงเล็บ"
ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าพร้อมกัน เมื่อดูจากสาเหตุการตาย ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สอดคล้องกับวิถีทักษะยุทธ์ของจางชุ่ยซาน
ตอนนี้กลับได้ยินหลวงจีนที่ถือไม้ขักขระรูปนั้นกล่าวว่า "ฝีมือการใช้อาวุธลับ ไม่ว่าสำนักไหนในยุทธภพก็มีทั้งนั้น อู่ตังย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้น ส่วนที่บอกว่าเป็นพลังกรงเล็บนั้น กรงเล็บสะบั้นตระกูลของจอมยุทธ์สองแห่งอู่ตัง ก็ทำให้คนหวาดกลัวเมื่อได้ยินชื่อเหมือนกัน แม้จอมยุทธ์ห้าจางจะไม่เคยฝึก แต่ในบรรดาผู้เล่นศิษย์สำนักอู่ตังที่อยู่ตรงนี้ ก็รับประกันได้ยากว่าไม่มีผู้สืบทอดของเขา"
ความหมายที่จะสื่อก็คือ จางชุ่ยซานยังคงเต็มไปด้วยเงื่อนไขในการก่อคดี
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอย่างสุขุมใจเย็น "ข้อหนึ่ง จอมยุทธ์ห้าจางไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าสารภาพเองกับปากก็ย่อมไม่นับ ข้อสอง อาการบาดเจ็บที่ทำให้คนสำนักคุ้มภัยหลงเหมินถึงแก่ความตายไม่สอดคล้องกับวิถีของจอมยุทธ์ห้าจาง อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่ลักษณะการต่อสู้ของเขา แน่นอน แต่เพียงสองข้อข้างต้นไม่อาจตัดจอมยุทธ์ห้าจางออกจากผู้ต้องสงสัยได้โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าพวกเราจะบอกว่าเขาเป็นผู้ร้าย หรือบอกว่าไม่ใช่ผู้ร้าย ก็ล้วนไม่มีหลักฐานเพียงพอ"
ตอนนี้หลวงจีนที่ถือไม้ขักขระกล่าวว่า "ดังนั้นพวกเราถึงต้องจับตัวจางชุ่ยซานไว้ เพื่อสอบสวนความจริงของเรื่องนี้"
"นี่ก็คือประเด็นสำคัญ" เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ "แล้วพวกเจ้าจัดการได้หรือเปล่าล่ะ"
หลวงจีนที่ถือไม้ขักขระทำเสียงฮึดฮัดแล้วไม่พูดอะไรอีก ถ้าพวกเขาจัดการจางชุ่ยซานได้ ก็คงจัดการไปนานแล้ว มีหรือที่จะมาฟังมือปราบเล็กๆ คนเดียวพูดไม่รู้จักจบจักสิ้นอย่างนี้
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ นี่ก็คือเสาเหตุที่เขาสั่งให้หยุดการต่อสู้อย่างมั่นใจมาก "ในเมื่อไม่มีใครทำอะไรใครได้เสียที เหตุใดไม่นั่งลงคุยกันดีๆ ด้วยความใจเย็น หากทุกคนคุยกันด้วยเหตุผล ไม่แน่ว่าอาจจะเจอเบาะแสที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้"
"ใครกัน!" ตอนนี้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงจางชุ่ยซานตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด ร่างกายพลันดีดขึ้นจากพื้น ปลายเท้าซ้ายแตะพื้นเล็กน้อย ร่างเปลี่ยนเป็นเงาเลือนสายหนึ่ง หายไปจากสำนักคุ้มภัยหลงเหมินแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าจางชุ่ยซานจะหนีไปแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็โมโหจนแทบจะกระทืบเท้าด่าแม่ ฉันอุตส่าห์หวังดีช่วยแก้สถานการณ์ให้นาย แต่ดูนายสิ ไม่น่าเชื่อว่าจะไหลลื่นเหมือนทาน้ำมันที่ฝ่าเท้า เราไม่ควรทรยศเพื่อนในทีมอย่างนี้สิ?
ถึงขนาดว่าไม่ใช่แค่เยี่ยเว่ยหมิง แม้แต่สำนักผู้เล่นอู่ตังที่อยู่ตรงนั้นก็หน้าเจื่อนไปเช่นกัน บนใบหน้าทุกคนเผยความรู้สึกอ้างว้างจากการถูกทิ้ง
ก็เหมือนกับเวลาที่พวกเขามอบความจริงใจทั้งหมดให้ใครสักคน แต่กลับไปเจอผู้ชายเฮงซวยที่พอเสร็จกิจหยิบกางเกงใส่แล้วก็เบี้ยวสัญญาที่เคยให้ไว้
ตอนที่ 13
"ตามไป!"
จางชุ่ยซานเพิ่งจะหนีไป หลวงจีนที่ถือไม้ขักขระก็ออกคำสั่งแล้ว NPC ทั้งเจ็ดแห่งเส้าหลินก็ไล่ตามไปทันทีเช่นกัน
เยี่ยเว่ยหมิงตั้งอกตั้งใจสร้างสถานการณ์ให้เจรจากัน แต่ชั่วประเดี๋ยวเดียวคนก็จากไป ในสำนักคุ้มภัยเหลือผู้เล่นอยู่แค่ยี่สิบเอ็ดคน เปลี่ยนเป็นฉากที่น่าอึดอัดในชั่วพริบตาเดียว
ในตอนนี้ หลวงจีนผอมแห้งรูปหนึ่งที่ติดตามอยู่ข้างหลังบะหมี่หมั่นโถวพลันเอ่ยขึ้นว่า "พี่ใหญ่หมั่นโถว ไม่สู้พวกเรากวาดล้างพวกเขาออกจากสนามก่อน จะได้ไม่ถูกพวกเขารบกวนภารกิจในตอนหลัง"
บะหมี่หมั่นโถวหันไปมองอีกฝ่ายปราดหนึ่ง ตามด้วยหันมาบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า "สหายเว่ยหมิง ตอนนี้น้องชายมี 'เคล็ดกระบี่ลมหวน' ระดับต้นเล่มหนึ่ง ยินดีมอบเคล็ดกระบี่นี้ให้ แลกกับให้เจ้าละทิ้งภารกิจนี้เป็นอย่างไร"
อันที่จริง จากการวิเคราะห์ของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ ก็ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อแล้วว่าผู้ร้ายอาจไม่ใช่จางชุ่ยซาน
แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาช่วย NPC สำนักเส้าหลินจัดการตัวจางชุ่ยซานได้ พวกเขาก็จะได้รับรางวัลภารกิจแล้ว ดังนั้นความจริงของเรื่องนี้จึงไม่ได้สำคัญกับพวกเขา
และสาเหตุที่พวกเขาต้องการ 'จัดการ' ศิษย์สำนักอู่ตังที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็เพียงเพราะอยากจะกวาดล้างคู่ต่อสู้ที่ทำภารกิจชนกับตัวเองก็เท่านั้น มีแต่ต้องทำอย่างนี้ พวกเขาถึงจะร่วมมือกับ NPC จับกุมจางชุ่ยซานได้
ส่วนที่บอกว่าความสามารถของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก นั่นก็ยิ่งไม่ใช่ปัญหาแล้ว
เพราะในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' NPC แบ่งเป็นโหมดสภาพปกติกับโหมดภารกิจ เมื่ออยู่ในโหมดภารกิจ เลเวลของ NPC กับค่าสเตตัสด้านอื่นๆ จะไม่สูงกว่าผู้เล่นที่ทำภารกิจมากนัก แต่หลังจากตายแล้วจะฟื้นคืนชีพ สิ่งที่ดรอปได้จากตัว NPC เหล่านี้ก็ไม่ต่างกับ BOSS ทั่วไปที่เลเวลพอๆ กัน แม้จะยังสูงกว่าผู้เล่นทั่วไปอยู่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง
ก็เหมือนกับจางชุ่ยซาน เมื่ออยู่ในโหมดสภาพปกติ เขาก็คือ BOSS ใหญ่เลเวล 90 โดยสมบูรณ์ แต่เมื่ออยู่ในภารกิจของวันนี้ เขาก็จะถูกกดให้เหลือประมาณเลเวล 20 ยังสูงไม่เท่าเลเวลของโฉวป้าด้วยซ้ำ แม้ที่จริงความสามารถจะเหนือกว่าโฉวป้า แต่ถ้าผู้เล่นสิบกว่าคนร่วมมือกับ NPC โจมตี ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเสียเลย
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขากวาดล้างศิษย์สำนักอู่ตังออกจากสนามอยู่แล้ว เพราะในสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรมาควบคุม เขาไม่คิดว่าผู้เล่นเส้าหลินพวกนั้นจะใช้เหตุผลพูดคุยกับเขาอย่างใจเย็นต่อไป
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ ให้ แล้วโบกมือบอกว่า "ความจริงของเรื่องนี้ยังรอการตรวจสอบ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ภารกิจของข้าครั้งนี้มีบทลงโทษจากภารกิจล้มเหลวที่ร้ายแรงมาก ข้าคิดว่าทุกคนสืบความจริงจะดีกว่า"
บะหมี่หมั่นโถวได้ยินแล้วขมวดคิ้ว แต่จากนั้นก็ยิ้มอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาอีก "ในเมื่อสหายเว่ยหมิงยืนกรานขนาดนี้ เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าบอกก็แล้วกัน ถ้ามีเบาะแสก็อย่าลืมบอกข้าสักหน่อย ทุกคนสืบหาความจริงด้วยกัน" พอพูดจบ ก็นำกลุ่มผู้เล่นเส้าหลินหันตัวจากไปเลย
หากไม่มีเยี่ยเว่ยหมิง พวกเขาก็พอยอมเจ็บเล็กน้อยเพื่อกวาดล้างผู้เล่นอู่ตังออกจากสนาม แต่เมื่อมีเยี่ยเว่ยหมิงเข้ามาเกี่ยว ก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นว่ากำลังสองฝ่ายสูสีกัน หากต่อสู้กันแล้วตาย พวกเขาก็จะเสียหายไปเกินครึ่ง ในระหว่างการทำภารกิจ การตายจะถือว่าภารกิจล้มเหลว ไม่ว่าใครก็ไม่อยากแบกรับความเสี่ยงนี้ ทุกคนจึงทำได้เพียงถอยคนละก้าว ทำตามที่เยี่ยเว่ยหมิงบอก สืบหาความจริงต่อไป
หลังจากพวกบะหมี่หมั่นโถวออกไปแล้ว อินปู้คุยก็เพิ่มเพื่อนเยี่ยเว่ยหมิง พูดทิ้งท้ายไว้ว่า "หาเวลาคุยกันดีๆ สักหน่อย" แล้วก็นำกลุ่มผู้เล่นอู่ตังออกจากสำนักคุ้มภัยหลงเหมินไป
ภารกิจของผู้เล่นอู่ตังและผู้เล่นเส้าหลิน โดยเฉพาะภารกิจฆ่าศัตรู ไม่สู้ปกป้อง NPC ฝ่ายตัวเองดีกว่า ตอนนี้ NPC ไปแล้ว พวกเขาก็ย่อมไม่อยากอยู่ตรงนี้นาน
ชั่วขณะนั้น สำนักคุ้มภัยหลงเหมินที่ใหญ่โตก็เหลือเพียงเยี่ยเว่ยหมิงกับ...ศพเกลื่อนพื้น!
สายตากวาดมองศพที่อยู่รอบๆ บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงเผยประกายแห่งความตื่นเต้นทันที ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว หยิบม้วนเสื่อออกมาเก็บศพแทนพวกเขา!
ได้รับตำราลับ 'ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ' ×1
ได้รับตะปูเจ็ดดาว ×1
ได้รับตำราลับ 'ตระหนักรู้กำลังภายใน' ×1
ได้รับเข็มปากยุง ×1
ได้รับ 'ตระหนักรู้ฝีมือทำครัว'...
......
วันนี้เป็นวันแห่งการเก็บเกี่ยวจริงๆ ด้วย!
ใช้เสื่อม้วนทีละศพแล้วเก็บเข้ากระเป๋าสะพายหลัง ขณะเดียวกัน ตำราลับตระหนักรู้ต่างๆ ก็ทำให้เขามีแรงขับเคลื่อนเต็มเปี่ยม จนกระทั่งเก็บศพยี่สิบสามร่างเสร็จในอึดใจเดียว เขาถึงได้ต้องหยุดแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำต่อ แต่เป็นเพราะกระเป๋าสะพายหลังเต็มแล้ว
กระเป๋าสะพายหลังในเกม 'วีรบุรุษนิรันดร์กาล' ถูกตั้งค่าให้คล้ายแหวนมิติในนิยายแฟนตาซี ของที่โยนเข้ากระเป๋าสะพายหลังจะไม่ได้รับผลกระทบด้านน้ำหนัก แต่จุดที่แตกต่างกันก็คือ ความจุของพวกเขาไม่ได้นับตามปริมาตรของไอเทม แต่นับตามช่อง
ค่าสเตตัสบางอย่างก็เป็นไอเทมที่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นยาเม็ดประเภทเดียวกัน เก็บซ้อนในกล่องเดียวกันได้ ส่วนไอเทมที่เป็นอุปกรณ์ แต่ละชิ้นก็จะกินพื้นที่ไปหนึ่งช่อง เช่นเสื่อที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้เก็บศพ มากสุดซ้อนกันได้เก้าร้อยเก้าสิบเก้าผืน กินพื้นที่กระเป๋าสะพายหลังไปแค่หนึ่งช่องเท่านั้น ก็เก็บรวบรวมศพไว้ด้วยกันได้ แต่ตำราลับตระหนักรู้ที่รื้อค้นออกมาได้ แต่ละเล่มกลับกินพื้นที่หนึ่งช่อง
กระเป๋าสะพายหลังของเยี่ยเว่ยหมิงมีแค่หกสิบสี่ช่อง ถ้าตัดไอเทมจำเป็นบางอย่างที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ก็ยังเหลือช่องว่างอยู่เกือบห้าสิบช่อง ทว่าการจะเก็บศพหนึ่งร่าง กลับต้องกินพื้นที่สองสามช่อง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็แบ่งเป็นร่างศพ ตำราลับตระหนักรู้ รวมทั้งอาวุธลับไม่กี่อย่าง
อาวุธลับนั้นทำความเข้าใจได้ไม่ยาก นั่นคือของที่ตอกอยู่บนศพอยู่แล้ว นับเป็นหลักฐานในชั้นศาลได้เช่นกัน แต่ไอเทมลับที่สกิลเวทบรรจุศพแนะนำไว้ ทำไมถึงเป็นตำราลับตระหนักรู้หมดเลยล่ะ
อย่าบอกนะว่าสิ่งที่เรียกว่าไอเทมลับ ทั้งหมดเป็นงานเขียนตำราลับตระหนักรู้?
เยี่ยเว่ยหมิงตรวจนับของในกระเป๋าสะพายหลังของตัวเองด้วยความสงสัย รวมแล้วได้ตำราลับตระหนักรู้ยี่สิบเอ็ดเล่ม อัตราดรอปได้สูงมาก
ถ้าแยกโดยละเอียดก็แบ่งเป็น
'ตระหนักรู้กำลังภายใน' หกเล่ม
'ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่' สองเล่ม
'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' สามเล่ม
'ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ' สี่เล่ม
'ตระหนักรู้วิชาตัวเบา' สองเล่ม
'ตระหนักรู้วิชากระบอง' สองเล่ม
'ตระหนักรู้ฝีมือทำครัว' หนึ่งเล่ม
'ตระหนักรู้วิชาแพทย์' หนึ่งเล่ม
ตำราตระหนักรู้ทักษะยุทธ์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ต่างกับที่ค้นได้จากศพผู้เฒ่าหลี่และโฉวป้าก่อนหน้านี้เท่าไรนัก เพียงแต่ระดับประสบการณ์เพิ่มขึ้นเยอะมาก ค่าสเตตัสของสองเล่มหลังสุดนี้แบ่งเป็น
ตระหนักรู้ฝีมือทำครัว: บันทึกความรู้ประสบการณ์ฝีมือทำครัวของฮูหยินเจ้าสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน หลังจากใช้งานแล้วจะเพิ่มระดับความชำนาญฝีมือทำครัว 400 แต้ม
ตระหนักรู้วิชาแพทย์: ความรู้และประสบการณ์รู้วิชาแพทย์ของคนงานในสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน หลังจากใช้งานแล้วจะเพิ่มระดับความชำนาญวิชาแพทย์ 86 แต้ม
ของสองอย่างนี้ ใช้งานได้โดยตรง?
ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว เขาคลิกใช้งานเสียเลย ได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนสองรายการทันที
[ติ๊ง! ระดับความชำนาญฝีมือทำครัวของคุณเพิ่ม 400 แต้ม อัปฝีมือทำครัวถึงเลเวล 2]
[ติ๊ง! ระดับความชำนาญวิชาแพทย์ของคุณเพิ่มขึ้น 86 แต้ม]
พอเปิดอ่านหน้าค่าสเตตัสตัวละคร เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่า ที่แท้แล้วสกิลการดำรงชีวิตของตัวละครล้วนถูกปลดล็อกโดยธรรมชาติ อย่างเช่นวิชาแพทย์ ขุดแร่ ตีเหล็ก ปลูกพืช สกิลที่ควรจะมีก็มีหมด แต่ทั้งหมดล้วนอยู่ใน ‘เลเวล 0’ ถือเป็นระดับของคนนอกวงการโดยสมบูรณ์ แต่ดูท่าแล้ว เหมือนจะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ทีละสกิล แค่ใช้ระดับประสบการณ์ก็เพิ่มเลเวลของสกิลพวกนี้ได้แล้ว?
ไม่ต้องคำนึงถึงปัญหาสกิลการดำรงชีวิตอีกแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงแบ่ง 'ตระหนักรู้กำลังภายใน' หกเล่ม 'ตระหนักรู้วิชาตัวเบา' สองเล่ม รวมทั้ง 'ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่' สองเล่ม เพิ่มไปที่ 'เคล็ดชำระปราณ' ตามด้วย 'แปดก้าวไล่ทันคางคก' และ 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' เพิ่มระดับความชำนาญให้สามสกิลนี้ แต่ทั้งหมดยังไม่ถึงระดับที่จะอัปเลเวลได้
จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็หยิบ 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' ออกมาอีกเล่ม
นี่คือตำราเล่มที่คุณภาพสูงที่สุดในบรรดาตำราตระหนักรู้ที่เขาได้มาก่อนหน้านี้
[ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ: บันทึกวิชาดาบของตูต้าจิ่น เจ้าสำนักคุ้มภัยหลงเหมิน เมื่อใช้งานวิชาดาบที่กำหนด จะเพิ่มระดับความชำนาญของสกิลนี้ 1600 แต้ม!]
ดูจากค่าตัวเลขของระดับความชำนาญที่ได้รับ ความสามารถของตูต้าจิ่นน่าจะเหนือกว่าโฉวป้า อาจจะถึงขั้นเหนือกว่าโฉวป้าโดยสมบูรณ์ด้วย เพียงแต่น่าเสียดายที่ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบเล่มนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเขา...
ช้าก่อน!
พอนึกถึง 'ตระหนักรู้ฝีมือทำครัว' กับ 'ตระหนักรู้วิชาแพทย์' ก่อนหน้านี้ ก้นบึ้งหัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงก็เกิดความคิดที่กล้าหาญมากบางอย่างขึ้นมาทันที
ตอนที่ 14
ในเมื่อไม่เคยเรียนฝีมือทำครัวกับวิชาแพทย์ยังใช้ตำราลับตระหนักรู้มาเพิ่มเลเวลได้ เช่นนั้นตัวเองที่ไม่เคยเรียนวิชาดาบ ก็สามารถใช้ 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' มาเรียนรู้เทคนิคบางอย่างในการใช้ดาบได้น่ะสิ?
ใจคิดไม่สู้ลงมือทำ เยี่ยเว่ยหมิงนำความคิดนี้ไปปฏิบัติจริงทันที ใช้ 'ตระหนักรู้ฝีมือทำครัว' มาปลดล็อก 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' เล่มนี้
[ติ๊ง! คุณไม่เคยเรียนรู้วิชาดาบใดๆ มาก่อน ยืนยันจะใช้งาน 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' หรือไม่?]
[ใช่/ปฏิเสธ]
ทำได้จริงๆ ด้วย!
เยี่ยเว่ยหมิงเลือกปฏิเสธทันที แม้จะทำได้ แต่ในคำแนะนำของระบบก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าทำอย่างนี้จะเกิดผลอย่างไรตามมา และตามที่เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์เอง ผลที่ร้ายแรงที่สุดน่าจะเป็นการสิ้นเปลืองตำราลับตระหนักรู้ไปหนึ่งเล่มเท่านั้น น่าจะไม่ถึงขั้นส่งผลกระทบไม่ดีต่อร่างกายตัวเอง แต่ในเมื่อเป็นการทดลอง ก็ย่อมไม่ควรใช้เล่มที่ดีที่สุดมาเสี่ยงอยู่แล้ว
พอเก็บตำราลับวิชาดาบของตูต้าจิ่น ก็เปลี่ยนเป็นนำ 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' ที่ได้จากตัวผู้คุ้มภัยบางคนออกมาเล่มหนึ่ง เป็นเล่มที่เพิ่มค่าประสบการณ์ 200 แต้ม
ไม่ต้องพูดอะไรมาก เลือกใช้งานไปเลยสิ จากนั้น...
[ติ๊ง! คุณศึกษา 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ได้รับค่าประสบการณ์ฝีมือทำครัว 50 แต้ม!]
เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน?
เล่นแบบนี้ก็ได้เหรอ!
แม้ของทดลองเล่มนี้จะทำให้รู้กว้างไปถึงด้านฝีมือทำครัว อีกทั้งค่าประสบการณ์ก็หดน้อยลงจากเดิมหนึ่งในสี่ส่วน แต่กลับไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้ช่องทางในการอัปเลเวลแบบพลิกโฉมใหม่แล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ลังเลอีก นำ 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' สองเล่ม 'ตระหนักรู้เคล็ดฝ่ามือ' สี่เล่ม และ 'ตระหนักรู้วิชากระบอง' สองเล่มที่เหลือมาใช้เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันเสียเลย
[ติ๊ง! คุณศึกษา 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ได้รับค่าประสบการณ์ 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' 400 แต้ม!]
[ติ๊ง! เคล็ดกระบี่วีรสตรีอัปถึงเลเวล 7!]
[ติ๊ง! คุณศึกษา...]
หลังจากเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันต่อเนื่องหลายครั้ง นอกจาก 'เคล็ดกระบี่วีรสตรี' ที่อัปถึงเลเวลเจ็ดแล้ว ค่าประสบการณ์ของอีกสองทักษะก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แม้จะไม่ได้อัปเลเวล แต่กลับเข้าใกล้การอัปเลเวลมากขึ้นอีกก้าวหนึ่งแล้ว
แต่จะเห็นได้ว่า 'เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน' แม้จะสุ่มเพิ่มค่าประสบการณ์ให้กับสกิลบางรายการ แต่ก็ยังมีแนวโน้มไปในทิศทางตรงกันข้ามพอสมควร สรุปก็คือ ถ้าเพิ่มไปบนทักษะยุทธ์จะได้มากกว่าหน่อย แม้ในจำนวนนั้นจะมี 'ตระหนักรู้วิชากระบอง' หนึ่งเล่มที่เพิ่มค่าประสบการณ์ตีเหล็กให้เขาสี่สิบแต้มก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงค่อนข้างลำบากใจ
หลังจากใช้ตำราลับตระหนักรู้ไปหมดแล้ว ค่าประสบการณ์ทักษะยุทธ์ของเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนไป...
[ทักษะยุทธ์]
[เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น) เลเวล: 6]......ค่าประสบการณ์ค่าประสบการณ์: 1654/3200
......
[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น) เลเวล: 7]
......ค่าประสบการณ์ค่าประสบการณ์: 50/6400
ประสิทธิภาพ +70% แม่นยำ +70%
......
[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น) เลเวล: 3]
......ค่าประสบการณ์ค่าประสบการณ์: 818/1000
ท่าร่าง +60
การอัปเลเวลเคล็ดกระบี่ทำให้การตระหนักรู้ในก้นบึ้งหัวใจเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างหาคำนิยามไม่ได้ ต่อให้ไม่เพิ่มโบนัสสเตตัส แต่เขาก็มั่นใจในตัวเองว่ายามเผชิญหน้ากับสถานการณ์เดียวกัน ตัวเองในตอนนี้จะทำได้ดีกว่าเมื่อก่อนแน่นอน
ส่วนสกิลรายการอื่นๆ ก็เข้าใกล้การอัปเลเวลขึ้นอีกก้าวแล้ว
ในขณะเดียวกันนี้ กระเป๋าสะพายหลังของเขาก็มีที่ว่างเพิ่มอีกยี่สิบเอ็ดช่อง เขาพยายาม เก็บศพต่อไปทันที
แต่เนื่องจากศพของผู้คุ้มภัยรวมทั้งตูต้าจิ่นถูกเยี่ยเว่ยหมิงเลือกเก็บกวาดไปก่อนแล้ว ไอเทมที่ได้จากการเก็บศพอีกครั้งจึงไม่น่าปลื้มใจเท่าไร เฉลี่ยแล้วต้องเก็บศพประมาณสามร่างถึงจะได้ตำราลับตระหนักรู้สักเล่ม อีกทั้งส่วนใหญ่ยังเป็นสกิลการดำรงชีวิตเป็นหลัก แม้บางครั้งจะได้ตำราเคล็ดจิตที่เกี่ยวข้องกับทักษะยุทธ์จากตัวคนงาน แต่ค่าประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นก็น้อยจนน่าสงสาร
ถึงขั้นว่า แม้แต่อาวุธลับก็ไม่มีแล้ว
เพราะคนงานที่มีทักษะยุทธ์เล็กน้อยกับเด็ก สตรี และคนชรา ที่ไม่มีทักษะยุทธ์เหล่านั้น ล้วนถูกสังหารด้วยพลังกรงเล็บ!
เยี่ยเว่ยหมิงเก็บศพไปพลาง ตบตำราไปพลาง สำหรับตำราลับตระหนักรู้ที่ไม่ได้มีประโยชน์มากพวกนั้น เขาเองก็ไม่ได้รังเกียจ ยังคงเก็บเข้ากระเป๋าสะพายหลังอย่างสนุกลืมเหนื่อยเหมือนเดิม เก็บไปตบไป เดินตามศพไปเรื่อยๆ จนถึงโถงด้านหลัง ที่นี่คงจะเป็นที่พักอาศัยของสมาชิกครอบครัวสำนักคุ้มภัย แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่มีผู้หญิง มีเพียงศพผู้หญิงเท่านั้น
[ติ๊ง! ได้รับตำราลับ 'ตระหนักรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า' ×1]
[ติ๊ง! ค่าประสบการณ์การตัดเย็บเสื้อผ้าของคุณ +135 แต้ม]
......
หลังจากจัดการศพผู้หญิงในห้องแล้ว ก็ใช้ตำราลับตระหนักรู้ที่เก็บได้ด้วยความชำนาญ จากนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็กวาดสายตามองรอบห้อง ตอนที่พบว่าไม่มีศพอื่นอีกและกำลังจะจากไป เสียงแจ้งเตือนระบบกลับเด้งขึ้นมากะทันหัน
[ติ๊ง! ใช้งานพาสซีฟสกิล 'เวทชันสูตรศพ' คุณพบว่าผ้าม่านข้างเตียงขยับเองเล็กน้อยโดยไร้ลม เหมือนด้านหลังมีคนกำลังหายใจ]
ส่วนการแจ้งเตือนของระบบก็ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวกลับไม่หยุดนิ่ง แสร้งหันตัวเดินไปทางประตูต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากเดินออกไปสองก้าว ก็พลันชักกระบี่ออกจากฝัก กระบี่หลงเฉวียนกลายเป็นลำแสงสีเงินอยู่ท่ามกลางความมืดยามราตรี แทงไปทางผ้าม่านข้างหลังที่อยู่ไม่ไกลโดยตรง คมกระบี่เสียดสีกับอากาศ ส่งเสียงกระบี่แหลมเล็ก!
แควก!
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เยี่ยเว่ยหมิงหันตัวแทงกระบี่ออกไป ผ้าม่านพลันถูกฉีดขาดครึ่ง จากนั้นเขาก็เห็นเงาคนสีดำกระโจนตัวขึ้นกลางอากาศแล้ว ขณะหลบหลีกดาบที่แทงไปตรงหน้าอก ก็ใช้กรงเล็บสองข้างพร้อมกัน ข้างหนึ่งคว้าไปทางคอเยี่ยเว่ยหมิง อีกข้างคว้าไปทางข้อมือที่ถือกระบี่ กระบวนท่ารวดเร็วดุดันถึงขีดสุด
ใจรู้ว่าเจอกับตอแข็งที่จัดการยากเสียแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงหมุนคมกระบี่ทันที เปลี่ยนจากแทงเป็นปาดคออีกฝ่าย ระหว่างที่เปลี่ยนกระบวนท่านั้นราบรื่นดุจดั่งเมฆเหินน้ำไหล มองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ราวกับว่าเดิมทีกระบวนท่านี้จะต้องเปลี่ยนอย่างนี้อยู่แล้ว
ความจริงก็เป็นอย่างนั้น การโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่าที่ชื่อว่า 'เขี่ยหญ้าหางู' ที่จริงเป็นท่าหลอกของเคล็ดกระบี่วีรสตรี ดูเหมือนรวดเร็วดุดัน แต่ความจริงไม่ได้สำแดงฤทธิ์เดชช่วงสุดท้ายออกมา เปลี่ยนท่ากลางคันได้ทุกเมื่อ ยืดหดอย่างอิสระ อย่างไรเสียระบบก็แจ้งเตือนแค่ว่าหลังม่านมีคน ด้วยความสามารถของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ยังแยกข้อมูลที่มากกว่านี้ไม่ออก
หากคนที่หลบอยู่หลังม่านเป็นเด็กกำพร้าผู้รอดชีวิตบางคนในสำนักคุ้มภัยล่ะ อีกฝ่ายทนรับความอัปยศหลบพ้นภัยล้างสำนักได้ แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้กระบี่แทงตายขึ้นมา แบบนั้นก็ไม่ดีแล้ว
อีกทั้งตามแนวพล็อตละครจอมยุทธ์คุณธรรม คนที่ผ่านเรื่องแบบนี้มาได้ล้วนเป็นตัวเอกทั้งนั้น!
เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากสังหารบุคคลยอดเยี่ยมรุ่นหลังในยุทธภพทิ้งเพียงเพราะความมุทะลุของตัวเอง
แต่ก็โชคดีที่เป็นอย่างนี้ เขาถึงได้รับมือสถานการณ์ได้ดีที่สุดยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ต่อให้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ในด้านกระบวนท่าก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นการเปลี่ยนกระบวนท่าของเยี่ยเว่ยหมิงยอดเยี่ยมขนาดนี้ คนชุดดำก็อดอุทาน "เอ๋" ออกมาไม่ได้ ตามด้วยออกแรงตรงเอว ร่างกายพลันเอนไปข้างหลังขณะลอยอยู่กลางอากาศ ขณะหลบกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงที่เล็งมาตรงคอได้อย่างหวุดหวิด ก็ใช้เท้าที่กรอกพลังภายในสิบส่วนโจมตีไปที่หน้าอกของเยี่ยเว่ยหมิง
"ปีที่แล้วข้าซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง[1]!" คนชุดดำเปลี่ยนท่าเร็วเกินไปจริงๆ เยี่ยเว่ยหมิงอยากจะชักกระบี่กลับมาก็ไม่ทันแล้ว แต่ยังด่าทัน รีบโคจรพลังภายในไปบนแขนซ้าย แล้วยกหมัดขึ้นรับฝ่าเท้าของอีกฝ่าย
ผัวะ!
หมัดเท้าปะทะกัน เยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนท่ากะทันหันจึงโคจรปราณแท้ได้ไม่พอ โดนอีกฝ่ายถีบจนถอยหลังไปสามก้าวติดต่อกัน ส่วนคนชุดดำคนนั้นก็ถือโอกาสหมุนตัว ชนหน้าต่างหลังห้องแตกพัง ถามทิ้งท้ายไว้ว่า 'นาฬิกาอะไร?' ก่อนจะหนีไปไกลอย่างรวดเร็ว
"จะไปไหน!" เยี่ยเว่ยหมิงจะปล่อยเขาหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร รีบใช้ท่าร่างแปดก้าวไล่ทันคางคกไล่ตามไปพลางโจมตี
ทว่าสิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงตกใจก็คือ อีกฝ่ายไม่เพียงแค่มีหมัดเท้าแข็งแกร่ง แม้แต่ท่าร่างก็ต่างกับเขาไม่มากนัก แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะโคจรกำลังภายในที่เท้าสองข้าง แสดงอานุภาพของท่าแปดก้าวไล่ทันคางคกจนถึงขีดสุด แต่ก็ไล่ตามอีกฝ่ายไม่ทันภายในเวลาอันสั้น เพียงแต่ระยะห่างระหว่างทั้งสองยิ่งเข้าใกล้กันเรื่อยๆ แถมอีกฝ่ายยังเหมือนถูกเขาไล่ตามจนลนลานไม่เลือกหนทาง ไม่น่าเชื่อว่าจะเลือกไปทางมุมกำแพงลานบ้านด้านหลังของสำนักคุ้มภัย
อาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ เยี่ยเว่ยหมิงมองเห็นว่าในนั้นมีสิ่งที่ตั้งอยู่เหมือนบานประตูสีดำมืด แต่นั่นไม่ใช่ประตูหลังแน่นอน ถ้าอีกฝ่ายเห็นบานประตูนั่นเป็นเหมือนประตูไม้ผุ แล้วใช้ศีรษะโหม่งใส่จริงๆ...
พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยกมุมปากเผยรอยยิ้มซ้ำเติม
เพียงแต่รอยยิ้มนี้กลับอยู่บนใบหน้าเขาไม่ถึงวินาที เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เตรียมจะพังประตูออกไปเลย เมื่ออยู่ห่างจากลานบ้านได้ระยะหนึ่ง ก็พลันกระโจนตัวจากพื้น กระโดดสูงขึ้นมาหนึ่งจั้ง จากนั้นมือขวาของเขาก็เปลี่ยนเป็นกรงเล็บคว้าอิฐดำที่หัวกำแพง แล้วร่างกายก็พลิกออกไปด้านนอกอย่างนั้นแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงไล่ตามหลังไปติดๆ กระโดดสุดแรงเช่นกัน แต่กลับกระโดดสูงได้แค่ครึ่งจั้งเท่านั้น เมื่อเห็นว่าหน้ากำลังจะชนกำแพง ก็รีบยื่นมือซ้ายออกมา ออกแรงผลักหนังกำแพงหนึ่งที แล้วกลับมาตกในลานบ้านอย่างมั่นคงปลอดภัย
ก็ช่วยไม่ได้ วิชาตัวเบาอย่างแปดก้าวไล่ทันคางคก ในด้านความเร็วนับว่าไม่เลวเลยจริงๆ ท่าร่างที่เพิ่มขึ้นมาใกล้จะตามทันวิชาตัวเบาระดับกลางบางวิชาได้แล้ว ในฐานะที่เป็นวิชาตัวเบาระดับต้น การมีข้อได้เปรียบอันโดดเด่นอย่างนี้ได้ ก็หมายความว่ามีข้อด้อยเช่นเดียวกัน
ในฐานะที่เป็นวิชาตัวเบาติดพื้น ข้อด้อยที่ใหญ่ที่สุดก็คือกระโดดสูงลำบาก!
[1] ปีที่แล้วฉันซื้อนาฬิกามาหนึ่งเรือน 我去年买了个表 พ้องเสียงกับประโยค 我去你妈了个逼 (WQNMLGB) ที่แปลว่า ฉันได้กับแม่แกแล้ว
ตอนที่ 15
พรึ่บๆๆ...
ตอนเยี่ยเว่ยหมิงกำลังกลุ้มใจเพราะคิดว่าตัวเองคลาดกับผู้ต้องสงสัยแล้ว นกพิราบขาวตัวหนึ่งกลับกระพือปีกมาเกาะบนบ่าเขา
นกพิราบขาวประเภทนี้เป็นไอเทมส่งข่าวที่พิเศษจำเพาะมากในเกม ชื่อว่าพิราบส่งจดหมาย
ชั่วพริบตาที่นกพิราบขาวเกาะบนบ่าเขา ตัวมันก็หายไปแล้ว แทนที่ด้วยข้อความที่ปรากฏขึ้นมาในคอลัมน์ข้อความของเขา
[ก่อนหน้านี้จางชุ่ยซานไม่ได้หนีไปก่อนต่อสู้ แต่สังเกตเห็นว่ามีคนในหนีออกจากมุมลับในสำนักคุ้มภัย เขาไล่ตามไปโดยไม่ทันได้บอกคนอื่น เพราะบรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น ค่าตบะของเขาสูงที่สุด และมีเพียงเขาที่สังเกตเห็นว่ามีอีกคนสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวแล้ว
แม้คนจะไม่ได้ตามไป แต่พวกเราก็สืบข่าวต่อที่เมืองหังโจว หากตั้งใจจะร่วมมือกัน พรุ่งนี้ยามโหย่ว[1]กรุณาพบกันที่สะพานขาด
...อินปู้คุย]
หลังจากได้ประมือกับคนชุดดำนั่น ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็มีความมั่นใจเก้าส่วนที่จะชี้ขาดแล้วว่าคดีฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยหลงเหมินไม่ใช่ฝีมือของจางชุ่ยซานหรือศิษย์สำนักอู่ตัง
กอปรกับทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน ล้วนต้องการสืบความจริงเบื้องหลังเรื่องที่สำนักคุ้มภัยหลงเหมินถูกฆ่าล้างสำนัก การร่วมมือกับอู่ตังก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวและไม่มีอะไรเสียหาย
หลังจากคิดจนเข้าใจประเด็นสำคัญแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตอบกลับข้อความของอินปู้คุยทันที บนนั้นมีเพียงคำว่า 'ย่อมเจอกันแน่นอน!'
กลับมาบรรจุศพที่สำนักคุ้มภัยต่ออีก จนกระทั่งกระเป๋าสะพายหลังเต็มแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ตรวจดูในสำนักคุ้มภัยอย่างละเอียดอีกรอบ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีเบาะแสอื่น ถึงได้ใช้งานวิชาตัวเบาแปดก้าวไล่ทันคางคกวิ่งไปนอกเมืองหังโจว
ขุดหลุมฝังคน กลับมาสำนักคุ้มภัยเพื่อเก็บศพต่อ แล้วก็ไปขุดหลุมฝังศพนอกเมือง...
การเทียวไปเทียวมานี้ ใช้เวลาไปครึ่งค่อนคืนเต็มๆ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงฝังศพร่างสุดท้ายแล้ว ตรงขอบฟ้าก็สว่างขาวเหมือนท้องปลา ส่วนเนินหลุมศพที่เขาฝังคนไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกระบบรีเฟรชทิ้งไปแล้ว กลายเป็นที่ราบทุ่งหญ้าเหมือนเดิม
บางทีตัวละครเล็กๆ อย่างตูต้าจิ่น ถูกกำหนดให้คนรุ่นหลังไม่มีทางจดจำชื่อของเขาได้ ถึงขั้นไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บนโลกนี้เลย
สูดอากาศสดชื่นยามเข้าตรู่เข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้กลับไปที่เมืองหังโจวอีก แต่ใช้ท่าร่างแปดก้าวไล่ทันคางคกวิ่งตรงไปทางเขาซี่จ้าว
อยู่ที่สำนักคุ้มภัยหลงเหมินไม่พบเบาะแสใดๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเสียเวลาหลับหูหลับตาสืบข่าวในเมืองหังโจวอีก ก่อนที่จะพบกับอินปู้คุย ไม่สู้นำตำราลับที่ผู้เฒ่าหลี่ทิ้งไว้ออกมาก่อนดีกว่า พยายามเพิ่มความสามารถของตัวเองเท่าที่จะเป็นไปได้
จากลางสังหรณ์ของเขา ภารกิจต่อไปคงไม่ง่ายแค่การใช้เหตุผลพิจารณาเพื่อไขคดีแน่
จากนอกเมืองหังโจวไปถึงเขาซี่จ้าวนั้นง่ายมาก ใช้เวลาเดินทางสิบนาทีเท่านั้น ขอเพียงเดินเลียบฝั่งทะเลสาบซีหูไปทางทิศใต้ก็พอ บนเส้นทางเจอมอนสเตอร์มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า ‘โจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหู’ เป็นประเภทที่รุกโจมตีก่อน มีเลเวลอยู่ระหว่างสิบถึงสิบสอง ในเมื่อเป็นมอนสเตอร์เล็กๆ ทั่วไป ความสามารถก็ย่อมไม่มีจุดไหนที่โดดเด่น โดยทั่วไปก็เป็นคนธรรมดาที่โหดร้ายขึ้นมาหน่อย ด้วยความสามารถของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ถ้าคิดจะฆ่ากันขึ้นมาก็ไม่ง่ายนัก
เมื่อเทียบกับความสามารถกากๆ แล้ว อัตราดรอปไอเทมของโจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหูก็ยังนับว่าพอไปวัดไปวาได้ แต่ละตัวที่กำจัดได้ล้วนมีเงินให้ดรอปนิดหน่อย แม้จำนวนจะไม่มาก แต่ถ้าตีมอนสเตอร์ได้หลายตัวก็ถือเป็นรายรับที่ไม่น้อยเลย
ต้องทราบไว้ว่า ถ้าฆ่ามอนสเตอร์ที่เป็นสัตว์ จะไม่มีเงินให้ดรอปอย่างนี้
นอกจากนี้ก็มีสุราสยงหวง เวลาสังหารโจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหูหนึ่งคน ก็แทบจะดรอปได้หนึ่งขวด เอฟเฟ็กต์ที่ได้ก็คือ: หลังจากดื่มแล้ว ภายในหนึ่งชั่วโมงจะได้ พลังโจมตี +5 มีโอกาสเข้าสู่สถานะเมา ท่าร่าง -5 ความว่องไว -5 (อัตราการเมาและพลังสายตากำหนดตามความสามารถในการดื่มสุราของผู้เล่น)
ประสิทธิภาพเหมือนแทะซี่โครงไก่มาก ประโยชน์ไม่เยอะแต่จะทิ้งก็เสียดาย เอาไปขายแลกเงินที่ร้านค้าเบ็ดเตล็ดในเมืองได้ ถือเป็นรายรับก้อนหนึ่งที่ไม่เลวเลย
เยี่ยเว่ยหมิงทดลองใช้เวทบรรจุศพของตัวเองกับโจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหูพวกนี้อีกครั้ง เพียงแต่ไม่ได้ผลตามที่ใฝ่ฝันไว้ จัดการเก็บศพไปแล้วสิบร่าง แต่กลับได้ 'ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ' เพียงเล่มเดียว
[ตระหนักรู้เคล็ดวิชาดาบ: ความรู้และประสบการณ์ใช้ดาบของโจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหู ใช้งานวิชาดาบที่กำหนด ระดับความชำนาญ +5 แต้ม!]
ลองเอามือตบส่งเดชแล้วไม่พบตำราลับอีก ภายใต้การเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ระดับความชำนาญเคล็ดกระบี่เพิ่มขึ้นหนึ่งแต้ม!
จัดการเก็บศพไปสิบร่าง สุดท้ายกลับแลกมาได้เพียงระดับความชำนาญเคล็ดกระบี่หนึ่งแต้ม ไม่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะนับอย่างไรก็รู้สึกว่าตัวเองขาดทุนมาก
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการซื้อเสื่อต้องจ่ายเงิน แค่เวลาที่ใช้บรรจุศพกับฝังศพ ถ้าใช้เวลานั้นไปตีมอนสเตอร์หรือฝึกฝน สิ่งที่ได้รับก็จะเยอะกว่านี้มากแน่นอน!
เมื่อแน่ใจแล้วว่ามอนสเตอร์เล็กๆ ที่สามารถรีเฟรชได้ตลอดเวลาไม่มีค่าพอให้บรรจุศพ เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเปลืองแรงฟรี รีบบุกบนเส้นทางตรงไปยังจุดมุ่งหมายด้วยความเร็วสูงสุด ระหว่างทางถ้าเจอโจรลุ่มน้ำที่รุกโจมตีก่อน เขาก็ถือโอกาสตอนที่ผ่านฆ่าทิ้ง ส่วนอย่างอื่นก็ไม่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องก่อน อย่างไรเสียวันนี้เขาก็มาที่นี่เพื่อหาสมบัติ ไม่ได้มาเพื่อฆ่ามอนสเตอร์อัปเลเวล
ทว่ายิ่งเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเท่าไร กลุ่มโจรทะเลสาบซีหูก็ยิ่งชุกชุม ตอนที่เขาขึ้นมาบนเขาซี่จ้าว ก็พบว่าทั้งภูเขาเต็มไปด้วยโจรลุ่มน้ำพวกนี้
มอนสเตอร์มีจำนวนเยอะ แต่ความสามารถธรรมดา อัตราดรอปของพอใช้ได้ ถ้าซ้อนปัจจัยพวกนี้เข้าด้วยกัน ก็เติมเต็มเงื่อนไขทั้งหมดในการอัปเลเวลได้แล้ว ดังนั้น ในป่าภูเขาระหว่างทางจะเห็นผู้เล่นจับกลุ่มสามถึงห้าคนตีมอนอยู่เรื่อยๆ บรรยากาศคึกคัก
สังหารมาตลอดทางจนถึงนอกเจดีย์เหลยเฟิง ไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เห็นผู้เล่นต่างคนต่างจับกลุ่มสามคนเพื่อตีมอน ในจำนวนนั้นมีผู้เล่นหญิงหนึ่งคน กำลังใช้หลังพิงเจดีย์ ใช้หน้าไม้ยิงโจรลุ่มน้ำโจรลุ่มน้ำ เมื่อมีโจรเข้ามาใกล้ก็ใช้เท้าถีบออกอย่างไม่ลนลาน จากนั้นก็ยิงต่อไป สังหารอย่างถึงอกถึงใจ
เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดปวดหัวไม่ได้
เขามาที่นี่เพื่อหาสมบัติ ถ้าตอนที่เขาเปิดประตูวังใต้ดินแล้วมีผู้เล่นอยู่ด้วยเยอะขนาดนี้ ยังจะได้หาสมบัติกะผีน่ะสิ ลำพังแค่ต้องสลัดพวกที่ตามหลังมาเป็นพรวนก็ทำให้เขาปวดหัวได้แล้ว
วี้ด! วี้ด! วี้ด!...
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคล้ายนกร้องดังมาจากที่ไกลๆ พักหนึ่ง พวกโจรลุ่มน้ำราวกับได้รับคำสั่งอะไรบางอย่าง รีบแย่งกันหนีเข้าที่ซ่อนอย่างรวดเร็วราวกับบินได้ พวกโจรลุ่มน้ำที่อยู่ใกล้เจดีย์เหลยเฟิงก็ยิ่งพุ่งไปที่ประตูใหญ่ของเจดีย์ จากนั้นก็หายเข้าไปที่ประตูใหญ่ภายในชั่วพริบตาเดียว
ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที นอกจากโจรลุ่มน้ำสิบกว่าคนที่กำลังสู้กับผู้เล่น คนอื่นกลับเหมือนระเหยหายไปจากโลกมนุษย์ หายตัวไปจากกลุ่มคนตรงหน้าอย่างหมดจด
หลังจากพวกโจรลุ่มน้ำถูกผู้เล่นรัวดาบสังหารและแบ่งศพกันแล้ว จุดอัปเลเวลที่เดิมทีคึกคัก ตอนนี้ไม่มีมอนสเตอร์แล้วสักตัว เหลือเพียงผู้เล่นกลุ่มหนึ่งที่กำลังถลึงตาสลับหรี่ตาใส่กัน
"โจรลุ่มน้ำทะเลสาบซีหูจะรีเฟรชแค่ตอนค่ำของทุกวันเท่านั้น เมื่อหายไปหลังจากเสียงนกร้อง ต้องรอให้ฟ้ามืดถึงจะปรากฏตัวอีกครั้ง ทุกคนแยกย้ายกันเถอะ" คนที่พูดคือผู้เล่นถือกระบี่ที่สวมเครื่องแบบสำนักหัวซาน เพียงแต่เครื่องแบบสำนักไม่สมบูรณ์ เหลือเพียงเสื้อยาวตัวเดียวเท่านั้น ยังต่างกับเครื่องแบบทั้งชุดของผู้แนะนำเข้าสำนักที่หมู่บ้านมือใหม่ไม่ใช่น้อยๆ หรือกระบี่ยาวในมือเขาก็เป็นเครื่องแบบด้วยเหมือนกัน?
เพียงแต่แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับข่าวดีสำหรับเยี่ยเว่ยหมิง
ไม่มีมอนสเตอร์แล้ว บรรดาผู้เล่นย่อมไม่อาลัยอาวรณ์อยู่ที่นี่อีกต่อไป หลังจากคนอื่นไปหมด เขาก็หาสมบัติได้อย่างสงบใจแล้ว
หลังจากพวกเขาทักทายกัน กลับเห็นพวกเขาพาเพื่อนในทีมจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา ทีมอื่นก็ทยอยตามออกไปเช่นกัน ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นเสียเลย เริ่มฟื้นฟูกำลังภายในของตัวเอง
นี่นับเป็นการกระทำที่ปกติภายในเกม ที่มากกว่านั้นคือจะทำให้คนอื่นสงสัยไม่ได้
หลังจากผ่านไปประมาณสิบนาที กำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาเต็มอีกครั้ง หางตาชำเลืองแวบหนึ่ง เห็นสาวสวยที่พิงเจดีย์ยิงหน้าไม้ก่อนหน้านี้กำลังหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงทางเข้าประตูใหญ่เจดีย์เหลยเฟิง ดูท่าแล้วคงกำลังฟื้นฟูกำลังภายในเช่นเดียวกัน ถ้าเยี่ยเว่ยหมิงอยากจะเข้าเจดีย์ ก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่รบกวนพี่สาวคนนี้
สายตาไปหยุดอยู่บนตัวพี่สาวที่ขวางประตูโดยไม่รู้ตัว แต่กลับเห็นนางใส่ชุดจิ้นจวง[2]สีดำทั้งตัว เรือนร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งงดงาม ผมสั้นตรงทั้งศีรษะ ประกอบกับใบหน้าสวยประณีตให้ความรู้สึกว่าฉลาดและมีประสบการณ์
สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดก็คือแผลเป็นจากดาบบนแก้มขวาของนาง ราวกับเป็นรอยแยกบนเครื่องลายครามที่ประณีตชิ้นหนึ่ง ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกเสียดายโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น พี่สาวคนนี้ก็ลืมตาขึ้น สบตากับเยี่ยเว่ยหมิงพอดี
สายตาทั้งคู่สบประสานกัน จากแววตาของอีกฝ่าย เยี่ยเว่ยหมิงมองออกว่ามีความไม่พอใจอยู่สามส่วน อีกสามส่วนคือการดูถูก อีกสามส่วนคือการท้าทาย รวมทั้งอีกหนึ่งส่วนคือความไม่แยแส
ถ้าจะให้สรุปก็คงได้แค่ประโยคนี้
มองทำแป๊ะอะไร
[1] ยามโหย่ว 酉时 17.00 น. – 19.00 น
[2] ชุดจิ้นจวง 劲装 เป็นชุดที่ทะมัดทะแมงเน้นความคล่องตัว กระโปรงไม่ยาวลากพื้น ชายแขนเสื้อถูกมัดเก็บไว้