อืม…
ไม่ต้องสงสัยเลย เยี่ยเว่ยหมิงกำลังเล่นเกมทายคำอยู่ชัดๆ
ที่จริงแล้ว ต่อให้ชวีหลิงเฟิงไม่ยอมจำนน เขาก็ไม่คิดจะทำร้ายเด็กผู้หญิงคนนี้อยู่แล้ว
การที่เขานำญาติพี่น้องของฝ่ายตรงข้ามมาข่มขู่เมื่อเกิดเรื่องจวนตัว ก็เป็นเพราะไม่มีทางเลือก แต่หากทำร้ายผู้บริสุทธิ์จริงๆ เรื่องทั้งหมดก็จะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ต่อให้รู้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียง NPC เป็นเพียงข้อมูลชุดหนึ่งที่ไม่มีชีวิตก็ตาม
แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เขาล้ำเส้นแน่นอน!
คนอื่นจะคิดอย่างไรนั้นไม่สำคัญ อย่างน้อยเยี่ยเว่ยหมิงก็เลือกที่จะรักษาเส้นคุณธรรมและเจตนาเดิมของตัวเองเมื่ออยู่ในเกม!
นอกจากนี้ ตอนรับรางวัลจากเหมียวเหรินเฟิ่ง เขาก็เพิ่งถูกหักค่าวีรบุรุษไปยี่สิบแต้ม ตอนนี้ถูกหักเพิ่มอีกไม่ได้แล้ว หากถูกหักค่าวีรบุรุษอีก เขาก็จะกลายเป็นคนชั่วแล้ว
แม้สำนักมือปราบเทพจะไม่ ‘ไล่ออกจากสำนัก’ เพียงเพราะเขากลายเป็นคนเลว แต่เมื่อค่าวีรบุรุษติดลบก็จะยังส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ในเกมเป็นอย่างมาก
เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากสัมผัสความรู้สึกเจ็บแสบเกินบรรยายยามกลายเป็นคนน่าสมเพชเวทนา
ดังนั้น ตอนนี้เขาทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไม่ไหวจริงๆ!
ทว่าเรื่องที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้คิดจะทำร้ายผู้บริสุทธิ์นี้ เนื่องจากทักษะการแสดงที่สมจริงของเขา ชวีหลิงเฟิงกลับมองไม่ออก กอปรกับภาพจำของคนในยุทธภพมักคิดว่าหน่วยงานที่เป็นสุนัขรับใช้ราชสำนักอย่างสำนักมือปราบเทพเช่นนี้ โดยปกติแล้วไม่ใช่ของดีอะไร ภาพลักษณ์ของหน่วยงานนี้ไม่มีทางตรงกับคำว่า ‘ความเป็นธรรม’ ในใจพวกเขาได้
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงจับคนเป็นตัวประกันแล้ว สีหน้าของชวีหลิงเฟิงก็ย่ำแย่ลงทันที เขาทำเสียงฮึดฮัดก่อนจะกล่าวเสียงต่ำว่า “ได้! ข้าจะทำตามที่เจ้าบอก แต่เจ้าอย่าทำร้ายลูกสาวของข้า!”
พูดพลางชวีหลิงเฟิงก็สะบัดมือขวา ไม้เท้าเหล็กในมือกระเด็นออกมาแล้ว ดูเหมือนเตรียมจะเลิกขัดขืนแล้วจริงๆ
เมื่อได้เห็นฉากนี้ พวกเฟยอวี๋และซานเย่ว์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน แต่ผู้ที่สายตาแหลมคมอย่างเยี่ยเว่ยหมิงกลับพบว่าขณะที่เขาปล่อยไม้เท้าเหล็กออกมา มือขวาก็ทำท่าพลิกฝ่ามือรวมพลังปราณ
การเคลื่อนไหวท่านี้บางเบาและคลุมเครือมาก แต่เยี่ยเว่ยหมิงเชื่อว่าตัวเองมองไม่ผิดแน่นอน!
อย่าบอกนะว่านี่คือ…ฝ่ามือตัดอากาศในตำนาน?
เมื่อในใจคาดเดาได้เช่นนี้ ที่จริงตอนนี้ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงลงมือทำอะไรกับเด็กผู้หญิงที่ตัวเองควบคุมอยู่มากขึ้น ชวีหลิงเฟิงที่กลัวลูบหน้าปะจมูก[1]ก็จะไม่กล้าบุ่มบ่ามใช้ฝ่ามือโจมตีแน่นอน
แต่ทันใดนั้น แผนการที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่ากลับปรากฎขึ้นมาในหัวของเขาแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงแสร้งไม่รู้ตัวและสบตากับชวีหลิงเฟิงต่อไป คมกระบี่ชิงจู๋ในมือเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อย จะได้ไม่พลาดทำร้ายโดนเด็กผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาจริงๆ
วินาทีถัดมา…
ตุ้บ!
บนบ่าขวาของเยี่ยเว่ยหมิงพลันถูกโจมตีอย่างรุนแรงทีหนึ่ง แทบจะจับกระบี่ยาวในมือไว้ไม่อยู่ ที่ยิ่งกว่านั้นคือร่างสะเทือนจนกระเด็นไปข้างหลัง ก่อนจะกระแทกกับผนังโรงเตี๊ยมอย่างแรง เหนือศีรษะมีตัวเลขดาเมจสี่หลักลอยขึ้นมา
-3386!
แค่การโจมตีธรรมดาหนึ่งครั้ง ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเสียพลังชีวิตไปเกือบครึ่ง!
ส่วนชวีหลิงเฟิงก็กระทุ้งไม้เท้าในมือซ้ายลงบนพื้น ทำให้อิฐเขียวก้อนหนึ่งใต้เท้าแลกละเอียด แล้วพุ่งร่างออกมาข้างหน้าราวกับลูกธนูดอกหนึ่ง ก่อนจะใช้มือซ้ายที่ถือไม้เท้าเหล็กเอื้อมออกมาหนีบเด็กผู้หญิงที่เหม่อลอยทำอะไรไม่ถูกเอาไว้ใต้รักแร้
ในขณะเดียวกัน ไม้เท้าเหล็กที่ถูกเขาโยนออกมาก่อนหน้านี้ก็ชนเสาไม้กลางห้องแล้วกระดอนกลับมา เขารับมันไว้ในฝ่ามือได้อย่างสบายๆ
ที่แท้การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ล้วนอยู่ในแผนการของชวีหลิงเฟิงทั้งหมดแล้ว!
เมื่อไม้เท้าสองด้ามอยู่ในมือ ชวีหลิงเฟิงก็กำชับเด็กผู้หญิงคนนั้นทันที “กอดพ่อไว้แน่นๆ!”
เด็กผู้หญิงว่านอนสอนง่าย เมื่อได้ยินดังนั้น นางก็กอดต้นขาที่ไม่ปราดเปรียวของชวีหลิงเฟิงไว้แน่นทันที ส่วนชวีหลิงเฟิงก็ใช้สองมือดันไม้เท้า แล้วพุ่งตรงไปทางประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยม
ตอนที่เฉียดผ่านเยี่ยเว่ยหมิงไป เขาพลันโบกไม้เท้าเหล็กในมือ โจมตีตรงมายังขมับข้างซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิง
ฟังจากเสียงลมที่พัดม้วนขึ้นมาจากไม้เท้าก็ตัดสินได้แล้วว่าพลังนี้มีอานุภาพเหนือกว่าการโจมตีครั้งใดๆ ที่ผ่านมาแน่นอน!
ชวีหลิงเฟิงแค้นที่เยี่ยเว่ยหมิงจับตัวลูกสาวเขามาขู่ สุดท้ายจึงเลือกลงมือสังหารอย่างไม่พะว้าพะวังอีก
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น ก็รีบโบกกระบี่เข้ารับ กระบี่ชิงจู๋ฟันออกมาเหมือนดุดันไร้ที่เปรียบ ชนกับไม้เท้าเหล็กของชวีหลิงเฟิงพอดี
ทว่าชั่วพริบตาที่ไม้เท้าและกระบี่ปะทะกัน ชวีหลิงเฟิงกลับรู้สึกว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ปล่อยกำลังภายในที่แฝงอยู่ในกระบี่ออกมา ไม่หวังจะเอาชนะศัตรูเลย หวังเพียงปกป้องตัวเองเท่านั้น
ส่วนพลังที่ออกจากไม้เท้าของเขาครั้งนี้ ก็ถูกพลังประหลาดบนกระบี่ของอีกฝ่ายลดไปแล้วเจ็ดแปดส่วน พลังที่เหลือแม้จะโจมตีให้เยี่ยเว่ยหมิงกระเด็นได้ แต่กลับไม่ถึงขั้นลดค่าพลังชีวิตของศัตรูที่ถูกโจมตี
“หืม” เมื่อโจมตีแล้วไม่ได้ผล ชวีหลิงเฟิงก็อุทานเสียงเบาโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่มีท่าทีว่าจะไล่ตามโจมตีต่อแม้แต่น้อย เพียงมองเยี่ยเว่ยหมิงปราดหนึ่งด้วยแววตาลึกล้ำ แล้วก็ยันไม้เท้าคู่อีกครั้ง พา ‘พู่ห้อยต้นขา’ ของเขากระเด้งออกไปข้างหน้าพร้อมกัน หายไปจากตรงหน้าพวกเยี่ยเว่ยหมิงในชั่วพริบตาเดียว
ขณะมองตามทิศทางที่ชวีหลิงเฟิงกับลูกสาวหายไป พวกเยี่ยเว่ยหมิงกลับเงียบงันอยู่นานมาก
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ เฟยอวี๋ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพูดทำลายความเงียบ “นึกไม่ถึงว่า BOSS ที่ชื่อชวีหลิงเฟิงจะแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้ฝ่ามือตัดอากาศทำร้ายคนได้!”
“หากมีการเตรียมตัวล่วงหน้า พวกเราคงไม่ปล่อยให้หนีไปง่ายๆ แน่นอน และตราบใดที่มีเด็กผู้หญิงคนนั้นอยู่ในมือ พวกเราก็เท่ากับควบคุมจุดอ่อนของชวีหลิงเฟิงได้แล้ว แม้อาจจะไม่ทำให้เขายอมถูกจับแต่โดยดีได้ แต่หากจะล่อเขาเข้ากับดักของโหยวจิ้น คิดดูแล้วก็น่าจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงกลับยิ้มอย่างมั่นใจในตนเอง “ที่จริงก่อนที่เขาจะลงมือ ข้าก็มองออกแล้วว่าเขาจะเล่นไม่ซื่ออย่างนี้”
“หึหึ…” ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เฟยอวี๋โต้แย้งเยี่ยเว่ยหมิงระหว่างทำภารกิจไม่ได้ แต่สิ่งนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อเขาในการแขวะเยี่ยเว่ยหมิงยามสบโอกาส “พูดตามตรงนะ การที่เจ้าอวดเก่งเช่นนี้ ช่างดูไม่มีระดับเลย ถ้าเจ้าไม่สังเกตเห็นว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่มีใครโทษเจ้าหรอก แต่เจ้าดันบอกว่าตัวเองสังเกตเห็นแล้ว…
…เช่นนั้นก็เกิดปัญหาแล้ว ในเมื่อเจ้าสังเกตเห็นล่วงหน้า เหตุใดถึงยังปล่อยให้ชวีหลิงเฟิงช่วยคนสำเร็จ”
เมื่อได้ยินคำถาม เยี่ยเว่ยหมิงกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าข้าจะบอกว่าข้าจงใจให้เขาช่วยตัวประกันหนีออกไปล่ะ”
ทุกคนได้ยินแล้วตะลึงค้างพร้อมกัน
จากที่ได้คลุกคลีกันมาหลายครั้ง พวกเขาก็พอจะรู้จักเยี่ยเว่ยหมิงอยู่บ้าง อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าภายใต้เปลือกนอกที่ดูไร้พิษภัยของเจ้าหมอนี่ ความจริงแล้วซ่อนหัวใจที่ร้ายกาจ…เปี่ยมด้วยสติปัญญาเอาไว้
คนประเภทเยี่ยเว่ยหมิง ต่อให้การตัดสินใจจะดูเหมือนโง่เง่า แต่ย่อมต้องมีความหมายลึกซึ้งอย่างอื่นอีกแน่นอน
“เจ้ามีแผนสำรองอีกอย่างแล้ว ถึงขั้นคิดว่าจะไม่อาศัยกำลังของโหยวจิ้น จะอาศัยเพียงกำลังของพวกเราไม่กี่คนเพื่อจับเป็นชวีหลิงเฟิง?” เฟยอวี๋ขมวดคิ้วถาม
“ไม่ผิด!” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าอย่างใจเย็น
“จะเป็นไปได้อย่างไร” ครั้งนี้ถังซานไฉ่เป็นฝ่ายพูดบ้าง “ชวีหลิงเฟิงนั่น ยามเผชิญหน้ากับพวกเราก็เหมือนเสือวิ่งเข้าฝูงแกะ หากพวกเราไม่มีตัวประกันอยู่ในมือ ตอนที่สู้กับเขา นอกจากตายหมู่ ข้าก็นึกถึงความเป็นไปได้อย่างอื่นไม่ออกแล้ว สหายเยี่ย เจ้าเตรียมจะสู้กับเขาอย่างไร”
“เสือเข้าฝูงแกะ? การเปรียบเปรยนี้น่าสนใจเกินไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินการเปรียบเปรยของถังซานไฉ่ เยี่ยเว่ยหมิงก็หัวเราะ จากนั้นก็เริ่มร้องเพลง “เจ้าเสือสองตัว เจ้าเสือสองตัว วิ่งเร็วมาก วิ่งเร็วมาก ตัวหนึ่งไม่มีตา ตัวหนึ่งไม่มีหาง แปลกจังเลย แปลกจังเลย…(ทำนองเมาคลีล่าสัตว์)”
เฟยอวี๋เห็นแล้วขมวดคิ้วมุ่นทันที “เยี่ยเว่ยหมิง ตอนนี้พวกเราปฏิบัติภารกิจด้วยกัน เจ้าเลิกอุบไว้ได้แล้ว หากมีวิธีการอะไรก็บอกมาตามตรง อย่างไรเสียข้าก็กลัวว่าชวีหลิงเฟิงนั่นอาจจะย้อนกลับมาโจมตีได้ทุกเมื่อ”
“เจ้าคิดถึงจุดนี้ได้ ก็แสดงว่าเจ้าเติบโตแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าปลอบเฟยอวี๋ เห็นอยู่ตำตาว่าอีกฝ่ายเดือดดาล แต่เขากลับไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายฉีกหน้า พึมพำกับตัวเองต่อไปว่า “ที่จริงในเพลงที่ข้าเพิ่งร้องไปเมื่อครู่นี้ ก็ได้ชี้ช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดของชวีหลิงเฟิงแล้ว แต่ข้ายังไม่ว่างอธิบายเรื่องนี้ ตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าก่อน”
[1] ลูบหน้าปะจมูก หมายถึง ทำอะไรเด็ดขาดจริงจังไม่ได้เพราะเกรงใจ หรือเห็นแก่พวกพ้อง
บทที่ 127
เยี่ยเว่ยหมิงพูดจาเหมือนนอบน้อมจริงใจ แต่เฟยอวี๋กลับจับประเด็นสำคัญที่อยู่ในคำพูดเหล่านั้นได้ทันที
เยี่ยเว่ยหมิงบอกว่า ‘ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า’ ไม่ได้บอกว่า ‘ข้าต้องการความช่วยเหลือจากพวกเจ้า’
สิ่งนี้อธิบายอะไรได้
“แค่ข้าคนเดียวหรือ” เฟยอวี๋อดประหลาดใจไม่ได้
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสริมว่า “พูดให้ถูกก็คือ ความสามารถของเจ้าสำคัญที่สุดในแผนการของข้า”
“ไม่มีปัญหา!” ครั้งนี้เฟยอวี๋ตอบรับอย่างตรงไปตรงมามาก “ตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้ ขอเพียงเจ้าช่วยข้ากับสหายถังออกมาจากถ้ำหลิงอวิ๋นได้ ข้าก็ย่อมช่วยเจ้าทำภารกิจนี้สุดความสามารถ ต่อให้ข้าเอาชีวิตไปทิ้งก็ไม่เป็นอะไร…
…และข้าก็จะไม่ถามว่าแผนการภาพรวมของเจ้าคืออะไร ข้าขอรู้เพียงว่าเจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรก็พอ”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วเลื่อนสายตาไปมองคนอื่นๆ “แน่นอน นอกจากเฟยอวี๋แล้ว หากพวกเจ้าพอจะช่วยข้าได้ ก็จะทำให้แผนการของข้ามีโอกาสชนะมากกว่าเดิม”
ไม่ทันรอให้คนที่เหลือตอบรับ เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวเสริมอีกว่า “ตอนนี้ข้ามีสองทางเลือกให้พวกเจ้า”
เพื่อนในทีมได้ยินแล้วเผยแววตาแตกต่างกันออกไป ทุกคนไม่ได้ร่วมงานกับเขาเพียงแค่ครั้งสองครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยเว่ยหมิงให้ทางเลือกกับเพื่อนในทีมอย่างจริงจังก่อนจะปฏิบัติการ
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้เก็บซ่อนความคิดของตัวเองอีกต่อไป ชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วพร้อมเอ่ยว่า “ทางเลือกที่หนึ่ง ไปคอยช่วยเหลืออยู่ตรงจุดที่โหยวจิ้นดักซุ่ม ไปที่นั่นรับประกันความปลอดภัยได้แน่นอน และข้าก็รับประกันได้เลยว่าภารกิจนี้จะสำเร็จอย่างราบรื่นแน่นอน รางวัลภารกิจจะตกมาถึงมือพวกเจ้าอย่างราบรื่นเช่นกัน”
จากนั้นเขาก็ชูนิ้วที่สองขึ้นมา “ทางเลือกที่สอง ข้าจะให้พวกเจ้าคนละสิบเหรียญทอง แต่ต่อไปเกรงว่าพวกเจ้าจะต้องตายในภารกิจนี้หนึ่งครั้ง นี่คือเงินค่าซื้อชีวิตพวกเจ้า”
ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ การที่ผู้เล่นตายก็มีบทลงโทษเช่นกัน แต่นอกจากบทลงโทษลดค่าวีรบุรุษลงจนกลายเป็นคนเลว บทลงโทษของการตายก็ไม่นับว่าเข้มงวดโหดร้ายเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะทำให้ภารกิจที่รับอยู่ในปัจจุบันล้มเหลว นอกจากนี้ค่าประสบการณ์ของทักษะยุทธ์หนึ่งรายการที่เลเวลสูงสุดในปัจจุบันก็จะลดลง 10% ด้วย
การจับกุมชวีหลิงเฟิงถือเป็นภารกิจหมู่ ตราบใดที่เพื่อนในทีมคนใดคนหนึ่งมีชีวิตรอดจนทำภารกิจสำเร็จได้ ทุกคนก็ล้วนได้รับรางวัลภารกิจ
ดังนั้นหากภารกิจล้มเหลว ภารกิจนี้จะถูกตัดทิ้ง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากผู้เล่นตายไป ความเสียหายเพียงอย่างเดียวก็คือค่าประสบการณ์สิบแต้มของหนึ่งทักษะยุทธ์ หากเยี่ยเว่ยหมิงทำให้ภารกิจนี้เพิ่มรางวัลได้ การที่พวกเขาตายหนึ่งครั้งก็ไม่เพียงแค่จะไม่ขาดทุน กลับได้กำไรด้วยซ้ำ!
ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยเว่ยหมิงยังยินดีควักกระเป๋าตัวเองด้วย ชดเชยสิบเหรียญทองเป็นค่าเสียชีวิต ในสายตาพวกเขาถือเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมากจริงๆ พวกเขาย่อมไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธอยู่แล้ว
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ…
ซานเย่ว์ส่ายหน้าน้อยๆ “ข้าเลือกเข้าร่วมแผนการของเจ้าต่อไป ข้าจะปฏิบัติภารกิจตามแผนการของเจ้า เชื่อฟังที่เจ้าเตรียมการทุกอย่าง ต่อให้ตายสักครั้งก็รับได้อยู่แล้ว แต่เงินนี่ข้าไม่รับเด็ดขาด”
หลังจากซานเย่ว์แสดงท่าที สะพานสวรรค์น้อยและถังซานไฉ่ที่อยู่อีกด้านก็ตัดสินใจเช่นเดียวกัน
พวกเขาจะทำภารกิจต่อไป แต่ไม่รับเงินนี่เด็ดขาด!
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นเหตุการณ์กลายเป็นแบบนี้แล้วก็ส่ายหน้า ก่อนจะพูดเสริมว่า “ที่จริงภารกิจที่ข้ารับมาไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า นอกจากภารกิจเดียวกันที่รับมาจากเหวยเสี่ยวเป่า ที่ตัวข้ายังมีภารกิจพิเศษที่มีเป้าหมายเดียวกันอีกหนึ่งภารกิจด้วย ในรายการรางวัลขั้นต่ำมีอุปกรณ์คุณภาพทองคำหนึ่งชิ้น แล้วก็บวกค่าประสบการณ์กับค่าตบะพื้นฐานอีก ผลประโยชน์ที่ข้าจะได้รับจากภารกิจครั้งนี้ เป็นสองเท่าของผลประโยชน์ที่พวกเจ้าจะได้…
…แต่หากต้องการได้หลักประกันว่าแผนของข้าจะดำเนินไปอย่างราบรื่น กลับต้องให้พวกเจ้าสละชีวิต การที่ข้าออกเงินครั้งนี้ ก็เพื่อซื้อความสบายใจให้ตัวเองเท่านั้น”
“อย่ามาใช้มุกนี้เลย” ครั้งนี้ผู้ที่แสดงท่าทีก่อนก็คือถังซานไฉ่ “ถึงอย่างไรข้าก็ตายจนชินแล้ว ตายอีกสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเจ้าไปรับภารกิจอะไรมา จะได้ผลประโยชน์มากเท่าไร เรื่องพวกนี้ล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ตราบใดที่ข้ารู้ว่าต่อให้ตัวเองต้องตายหนึ่งครั้ง แต่ภารกิจนี้ไม่ทำให้ข้าขาดทุนก็พอแล้ว”
“เลิกบ่นเป็นยายแก่ได้แล้ว มอบหมายหน้าที่ในภารกิจมาเลยเถอะ” ซานเย่ว์เห็นด้วยกับข้อเสนอ
สะพานสวรรค์น้อยไม่ได้ตอบอะไร เพียงพยักหน้าสื่อว่าตัวเองตัดสินใจเหมือนกันกับนอื่นๆ
ที่จริงคำขอ ‘ซื้อชีวิต’ ของเยี่ยเว่ยหมิง ดูเหมือนเป็นการกระทำที่เกินความจำเป็น แต่ความจริงกลับจำเป็นมาก
เรื่องในครั้งนี้ ต่อให้เขาจะไม่พูดอะไร คนอื่นก็ไม่ว่าอะไรเขาอยู่ดี แต่หลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้วคนอื่นไม่ได้รับผลประโยชน์มากเท่าไร มีเพียงเขาคนเดียวที่เก็บเกี่ยวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จะทำให้คนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจได้
เหตุการณ์นี้ก็คล้ายกับว่า ‘คนสองคนออกความคิดร่วมกัน ออกเงินทุนเท่ากัน ออกแรงเท่ากัน ผลปรากฏว่าเมื่อผ่านไปหนึ่งปี เจ้าได้กำไรหนึ่งแสน แต่อีกฝ่ายได้กำไรหนึ่งล้าน’ เช่นนี้เจ้ายังจะสบายใจได้อีกหรือ
ดังนั้นเรื่องแบบนี้ควรพูดให้ชัดเจนล่วงหน้าจะดีกว่า
เมื่อพูดให้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว แม้จะยังมีคนรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ แต่เมื่อเทียบกับการตักตวงผลประโยชน์สูงสุดโดยไม่บอกกล่าว การทำเช่นนี้กลับเป็นที่ยอมรับมากกว่า
อย่างไรเสีย สำหรับรางวัลภารกิจครั้งนี้ เขาก็รับประกันไม่ได้ว่าโหยวจิ้นจะไม่แจกให้เขาต่อหน้าคนอื่น สิ่งนี้ความหมายแตกต่างกับการที่เขาคลำศพรับ ‘ตำราลับตระหนักรู้’ โดยสิ้นเชิง
ดูจากนิสัยใจคอของคนในทีมสำนักมือปราบเทพ ขอเพียงเขาพูดชัดเจนล่วงหน้า ผลลัพธ์เชิงลบก็น้อยจนแทบจะไม่สังเกตเห็น
ยิ่งไปกว่านั้น เงินซื้อชีวิตที่ควักออกมาส่วนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เชื่อว่าบรรดาสหายผู้น่ารักของตัวเองจะไม่รับไว้แน่นอน
อืม นี่ก็คือความสำคัญของการเลือกสหายร่วมทีม
แค่กๆ…
ตอนนี้ในเมื่อทุกคนยืนกรานว่าจะไม่รับเงินไว้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่สะดวกจะฝืนใจพวกเขา จึงตอบรับคำขอของพวกเขาเสียเลย เริ่มแบ่งหน้าที่ในภารกิจแล้ว
ก่อนอื่น สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงไปหยุดอยู่บนตัวเฟยอวี๋ “เฟยอวี๋ ทักษะของเจ้าสำคัญที่สุดในภารกิจครั้งนี้ และเรื่องที่เจ้าต้องทำก็คือ ตามหาเบาะแสของชวีหลิงเฟิงและลูกสาวของเขาต่อไป”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฟยอวี๋ก็โค้งมุมปากเผยรอยยิ้มเหยียดหยามอย่างที่สังเกตเห็นได้ยาก
ว่าแล้วเชียว ให้ข้าไปทำภารกิจที่อันตรายที่สุด?
แต่เขากลับไม่แยแสสิ่งนี้เช่นกัน อย่างไรเสียวันนี้เขาก็มาเพื่อตอบแทนน้ำใจ ต่อให้ตายในหน้าที่ก็ไม่มีปัญหา ตราบใดที่ตอบแทนน้ำใจได้ก็พอแล้ว
เขาถึงขั้นเฝ้าคอยให้เยี่ยเว่ยหมิงวางกับดักเขาสักครั้งด้วย
เพราะหากเป็นอย่างนั้น เขาก็จะไม่ติดค้างอะไรเยี่ยเว่ยหมิงอีกแล้ว จากนี้จึงจะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักมือปราบเทพได้อย่างสง่าผ่าเผย
ทว่าคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงยังไม่จบเพียงเท่านั้น “เรื่องนี้เจ้าเชี่ยวชาญกว่าข้า เจ้ารู้รายละเอียดดีกว่าข้าว่าต้องทำอย่างไร ข้าไม่บัญชาการเจ้าแล้ว แต่เจ้าต้องตามติดไม่ให้ละสายตา แต่อย่าให้ชวีหลิงเฟิงสังเกตเห็นว่าเจ้ากำลังสะกดรอยตามเขา ตอนที่เจ้าสะกดรอยตามก็ใช้เส้นทางอ้อมสักหน่อย แล้วก็จับตาดูความเคลื่อนไหวของชวีหลิงเฟิงกับลูกสาวของเขาไว้ตลอดเวลาด้วย”
หลังจากเงียบไปครู่เดียว สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา “เมื่อชวีหลิงเฟิงกับลูกสาวแยกกันไกลเกินห้าร้อยเมตรเมื่อไร เจ้าก็ลงมือทันที จับลูกสาวของชวีหลิงเฟิงไปยังจุดดักซุ่มของโหยวจิ้นได้เลย”
“จะว่าไปแล้ว ครั้งนี้ภารกิจของข้ากลับอันตรายน้อยสุดอย่างนั้นหรือ” เฟยอวี๋แปลกใจเล็กน้อย “แต่การที่ข้าทำเช่นนี้ ผลลัพธ์จะต่างกับตอนที่เจ้าจับลูกสาวของเขาไปให้โหยวจิ้นโดยตรงอย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะถามเช่นนี้ จึงตอบอย่างสุขุมเยือกเย็น “ที่จริงหน้าที่หลักของเจ้าก็คือเป็นหลักประกันขั้นต่ำ”
“หากปฏิบัติการฝั่งพวกเราสำเร็จลุล่วง หน้าที่ของเจ้าก็ไม่ได้มีความหมายแท้จริงอะไร แต่หากปฏิบัติการฝั่งพวกเราล้มเหลว หน้าที่ของเจ้าก็จะเป็นหลักประกันว่าพวกเราจะได้รับรางวัลภารกิจขั้นต่ำ!”
เฟยอวี๋ฟังแล้วก็พยักหน้า สื่อว่ายอมรับหลักการนี้ของเขา แต่ในขณะเดียวกันในใจกลับรู้สึกหงุดหงิด
ทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของสำนักมือปราบเทพ เขาเรียนรู้มานานขนาดนี้แล้ว แต่กลับได้ใช้งานเพียงสะกดรอยตามมาตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม[1]ได้ด้วย
เมื่อพุ่งเป้ามาที่จุดนี้ ต่อให้จะไม่ได้อะไรจากภารกิจในวันนี้เลย แต่ก็ถือว่าได้กำไรอยู่ดี!
หลังจากแบ่งงานให้เฟยอวี๋เรียบร้อยแล้ว สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ย้ายไปบนตัวถังซานไฉ่ “สหายถัง เจ้ากับเฟยอวี๋ไปด้วยกัน ช่วยเขาทำหน้าที่เป็นหลักประกันขั้นต่ำให้สำเร็จ”
ถังซานไฉ่ได้ยินแล้วอึ้งทันที เขากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงตัดบท “งานของเฟยอวี๋คือคอยเป็นหลักประกันขั้นต่ำ แต่ก็ห้ามทำผิดพลาดเช่นกัน มีกันสองคนจะได้ช่วยเหลือกันสะดวก”
“ได้!”
ถังซานไฉ่พยักหน้า แต่ในใจยังเป็นกังวลอยู่บ้าง
อาศัยความโชคร้ายของเขา คงไม่ทำให้สหายเฟยอวี๋ซวยไปด้วยจนทำภารกิจหลักประกันขั้นต่ำนี้ล้มเหลวหรอกใช่ไหม
แต่ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงพูดถึงขนาดนี้แล้ว ถังซานไฉ่ก็ย่อมไม่บ่นอะไรอีก ได้แต่พยักหน้า “เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ พวกเราเดินทางกันตอนนี้เลย”
หลังจากเฟยอวี๋กับถังซานไฉ่ออกไปแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พาสองสาวเดินตรงไปยังห้องครัวด้านหลังโรงเตี๊ยม พอมาถึงด้านหลังโต๊ะยาว ก็ยื่นมือไปคว้าขอบชามลายครามบิดเบาๆ หนึ่งครั้ง
แกร๊ก!
หลังจากเกิดเสียงแกร๊กเบาๆ กลไกก็ถูกกระตุ้น ตู้กับข้าวครึ่งหนึ่งกระเด้งเปิดออก เผยห้องลับที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง
เมื่อสะพานสวรรค์น้อยเห็นดังนั้น ก็ทั้งตกใจทั้งประหลาดใจ “พี่ใหญ่เยี่ย กลไกที่แนบเนียนขนาดนี้ เจ้าค้นพบมันได้อย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ “ชามนี้แม้จะดูไม่ต่างจากเครื่องครัวอย่างอื่น แต่กลับเห็นก้นชามมีฝุ่นบางๆ ไม่เหมือนชามใบอื่นที่ล้างสะอาดแล้วค่อยนำมาวางบนโต๊ะ กลับเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกับตู้กับข้าวมากกว่า ตอนที่ลองใช้ผ้าเช็ด กลับเช็ดไม่ถึงจุดตรงก้นชามเลย ถึงได้หลงเหลือฝุ่นประหลาดเช่นนี้อยู่อย่างไรล่ะ”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเยี่ยเว่ยหมิง ในดวงตาสะพานสวรรค์น้อยก็เผยประกายราวกับดาวดวงเล็กๆ
ส่วนซานเย่ว์ก็เตือนอยู่ข้างๆ อย่างไม่ไว้หน้าเลยว่า “อย่าหลอกน้องสะพานสวรรค์น้อย พูดความจริงเถอะ”
การอวดเก่งถูกเปิดโปงคาที่ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ถือสา อธิบายอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า “ทักษะตัวอักษร ‘ฟ้า’ ของสำนักมือปราบเทพตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาเบาะแสที่คนธรรมดาอาจไม่สังเกตเห็นได้”
“สำนักมือปราบเทพของพวกเจ้าช่างเป็นสำนักที่มหัศจรรย์จริงๆ” สะพานสวรรค์น้อยกล่าว
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องลับ ขณะเดียวกันก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ในเมื่อรู้ตัวแล้ว เช่นนั้นก็เตรียมตัวสู้ตายกับชวีหลิงเฟิงสักยกเถอะ”
“สนามต่อสู้ ในห้องลับเนี่ยนะ!”
[1] กลยุทธ์ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม 声东击西 เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก โดยจะต้องเตรียมการและบุกโจมตีในจุดที่ศัตรูต่างคาดไม่ถึง เพื่อเป็นไม่ให้ศัตรูตั้งรับได้ โดยหลอกล่อศัตรูให้เกิดการหลงทิศกับการบุกโจมตีและนำกำลังทหารไปเฝ้าระวังผิดตำแหน่ง
บทที่ 128
เมื่อเข้ามาในห้องลับแล้ว ทั้งสามก็พบว่าการตกแต่งภายในค่อนข้างพิถีพิถัน มีเตียงนอน ชุดเครื่องนอน โต๊ะและเก้าอี้ ถึงขั้นมีเครื่องเรือนมากมายหลายแบบ แม้แต่การระบายอากาศก็ทำไว้ดีมาก ไม่ต่างจากห้องนอนขนาดกลางห้องหนึ่งเลย
หากจะพูดถึงข้อเสียเพียงอย่างเดียว ก็คงเป็นจุดที่ไม่มีแหล่งกำเนิดแสง
อย่างไรเสียก็เป็นห้องลับ
หากเปิดหน้าต่างอีกสองบาน เช่นนั้นก็ไม่ค่อยเหมือนห้องลับแล้ว
อาศัยแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากทางเข้า เยี่ยเว่ยหมิงหาเชิงเทียนในห้องจนพบ เขานำตะบันไฟจากห่อสัมภาระออกมาจุดเทียน ทำให้ห้องนี้สว่างวาบขึ้นในคราเดียว
“ไม่ถูกสิ!” หลังจากกวาดสายตามองในห้องลับรอบหนึ่ง ซานเย่ว์ก็ขมวดคิ้ว “ก่อนหน้านี้ข้ายืนยันจากสีหน้าของชวีหลิงเฟิงแล้ว ของที่เขาขโมยมาพวกนั้นซ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้แน่นอน ไม่มีทางผิดพลาด แต่เครื่องเรือนในห้องลับนี้เรียบง่ายมาก ไม่มีจุดไหนที่ดูเหมือนซ่อนของได้เลย”
ตอนนี้เอง เยี่ยเว่ยหมิงเดินมาถึงหน้าโต๊ะตัวหนึ่งที่อยู่ติดผนัง
โต๊ะยาวตัวนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จัดเป็นโต๊ะยาวแบบพิเศษที่ใช้เพื่อวางเครื่องประดับสะสมขนาดเล็กโดยเฉพาะ บนนั้นวางกระบี่วิเศษพร้อมฝักไว้เล่มหนึ่งอย่างเรียบร้อย
เยี่ยเว่ยหมิงใช้นิ้ววาดผ่านฝักกระบี่อย่างเชื่องช้า จากนั้นก็ยื่นมือไปคว้าไว้ แต่กลับหยิบขึ้นมาไม่ได้
นึกไม่ถึงว่ากระบี่วิเศษเล่มนี้จะเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับโต๊ะยาว!
การกระทำอันแปลกประหลาดของเขาดึงดูดสายตาของซานเย่ว์และสะพานสวรรค์น้อยพร้อมกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูดอะไร สองสาวก็เดาออกว่าเขาต้องใช้ทักษะอักษร ‘ฟ้า’ ของสำนักมือปราบเทพจนพบว่ากระบี่เล่มนี้มีปัญหาแน่นอน
ในตอนนี้เอง มือขวาของเยี่ยเว่ยหมิงก็กำด้ามกระบี่ไว้ แล้วดึงกระบี่วิเศษออกมาด้านนอกเบาๆ
ชิ้ง!
กระบี่วิเศษเคลื่อนออกจากฝัก แสงสะท้อนจากคมกระบี่พลันสาดส่องให้ทั้งห้องสว่างวาบ
ทว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ทันได้ตรวจสอบคุณสมบัติของกระบี่วิเศษเล่มนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตรงใต้เท้าว่างเปล่า ทั้งตัวของเขาอยู่ในภาวะไร้น้ำหนักและตกลงไปยังห้องใต้ดินที่ซ่อนอยู่ในห้องลับอย่างไม่ทันระวังตัวแล้ว
สองสาวเห็นแล้วอุทานตกใจพร้อมกัน รีบพุ่งเข้าไปยังปากทางใต้ดินที่ตรงดิ่ง เมื่อมองลงไปกลับเห็นเพียงหลุมสีดำ
ซานเย่ว์รีบถามเยี่ยเว่ยหมิงถึงสถานการณ์ข้างล่างผ่านช่องทีม คำตอบที่ได้รับกลับเป็น [ข้างล่างไม่มีอันตราย แต่ที่นี่กำลังจะกลายเป็นสนามต่อสู้สุดท้ายของพวกเรากับชวีหลิงเฟิง ถ้ารู้ตัวแล้วก็กระโดดลงมาเถอะ]
ซานเย่ว์กับสะพานสวรรค์น้อยเห็นข้อความแล้วสบตากันปราดหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงไปพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
……
ขณะเดียวกันนี้เอง ในบ้านโกโรโกโสกลางไร่แตงโมแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านหนิวเจียห้าลี้ ชวีหลิงเฟิงหาที่พักให้ลูกสาวตัวเองได้แล้วก็กำชับว่า “ลูกเอ๋ย สงสัยครั้งนี้พวกเราจะต้องย้ายบ้านแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น พ่อมีเรื่องบางอย่างต้องไปจัดการ ไม่อย่างนั้นแล้ว พวกเราสองคนจะถูกออกหมายจับไปทั่วแคว้น เลิกคิดไปได้เลยว่าชาตินี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
“อื้ม!” ลูกสาวของชวีหลิงเฟิงพยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย “ท่านพ่อไปเถอะ ข้าจะรอท่านกลับมา”
หลังจากตบศีรษะลูกสาวเบาๆ ด้วยความเวทนา ชวีหลิงเฟิงก็ยันไม้เท้าคู่อีกครั้ง หันตัวออกจากกระท่อมผุพังของไร่แตงโม มุ่งตรงไปทางหมู่บ้านหนิวเจียอย่างรวดเร็ว
บรรดามือปราบที่เคยเห็นเขากับลูกสาวจะต้องตายให้หมด!
ไม่อย่างนั้นพวกเขาสองพ่อลูกจะถูกทั้งแคว้นออกหมายจับ ต่อให้ใต้หล้ากว้างใหญ่ แต่ก็ยากจะหาที่อยู่อาศัยได้
บางทีอาศัยทักษะยุทธ์ของเขาอาจจะหนีเข้าป่าไปเป็นมหาโจรได้ แต่เขากลับไม่หวังให้ลูกของตัวเองเติบโตในรังโจร
คิดถึงดินแดนแห่งความฝันที่โดดเดี่ยวอยู่กลางทะเลนั่นจริงๆ!
“เฮ้อ!”
หลังจากถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ชวีหลิงเฟิงก็เร่งความเร็วขึ้นอีก เป็นฉากที่เกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เขาก็หายไปจากสายตาของลูกสาวแล้ว
ในตอนนี้เอง ในพงหญ้าด้านหลังต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง เฟยอวี๋ที่อาศัยทักษะของสำนักจับตาดูสองพ่อลูกมาตลอดก็ตาเป็นประกายทันที เขาบอกถังซานไฉ่ที่อยู่ข้างกายว่า “เป็นอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ชวีหลิงเฟิงทิ้งลูกสาวไว้ชั่วคราว แล้วกลับไปที่หมู่บ้านหนิวเจียคนเดียวแล้ว”
ถังซานไฉ่ได้ยินแล้วพยักหน้า “การคำนวณของสหายเยี่ยน่านับถือมาตลอด ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดเจ้าถึงดึงดันจะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักมือปราบเทพกับเขาให้ได้ ตำแหน่งนี้สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ”
เฟยอวี๋ได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าเบาๆ ไม่ตอบ แต่ถามกลับว่า “หากอยู่ในชีวิตจริง มีสามตำแหน่งวางอยู่ตรงหน้าเจ้า ตำแหน่งรองหนึ่งตำแหน่งกับตำแหน่งหัวหน้าสองตำแหน่ง เจ้าจะไปช่วงชิงตำแหน่งรองนั่นหรือเปล่า”
ถังซานไฉ่ได้ยินแล้วงุนงงทันที “นั่นจะเหมือนกันได้อย่างไร”
“นี่ก็คือข้อสรุปที่ข้าได้หลังจากได้คลุกคลีอยู่กับคนบางกลุ่มและเรื่องบางเรื่องในระหว่างทำภารกิจ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับการวิเคราะห์ของตัวเอง” เฟยอวี๋อธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
“ยานอวกาศของผู้อพยพให้พวกเราเล่นเกม นอกจากทำเพื่อรักษาการทำงานของสมองพวกเราแล้ว จะไม่มีเจตนาอย่างอื่นแล้วจริงๆ น่ะหรือ การแสดงความสามารถต่างๆ ของพวกเราตอนอยู่ในเกม เป็นเพียงความบันเทิงที่ทางการจัดให้พวกเราเท่านั้นหรือ”
“เอ่อ…” เมื่อถังซานไฉ่ถูกเขาถามเช่นนี้ก็อ้าปากค้างเล็กน้อย แต่กลับไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
เฟยอวี๋กลับอธิบายต่อว่า “ข้าคิดว่าการแสดงความสามารถของพวกเราตอนอยู่ในเกม ได้ถูกระบบกรอกเข้าชุดข้อมูลขนาดใหญ่หมดแล้ว และชุดข้อมูลพวกนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อฐานะตำแหน่งของพวกเราหลังจากไปถึงดาวเฉาหยาง…แค่กๆ ส่งผลต่อการแบ่งงานทำในสังคม”
สำหรับคำพูดของเฟยอวี๋ ถังซานไฉ่ฟังไปพยักหน้าไป
เมื่อลองคิดให้ดี ก่อนที่ผู้อพยพต่างดาวครั้งนี้ออกเดินทาง ก็ไม่ได้บอกไว้ว่าจะให้พวกเขาไปทำอะไรที่ดาวดวงนั้น
อีกทั้งการเตรียมคนไปเยอะขนาดนั้นภายในครั้งเดียว ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดสรรตำแหน่งงานให้ครบทุกคน ถึงอย่างไรตำแหน่งที่ต่างกันก็ต้องการคนที่ต่างกัน งานประเภทใช้แรงงานอะไรนั่นก็ยิ่งมีหุ่นยนต์มาทำแทน
เช่นนั้นผู้ที่อพยพไปอย่างพวกเขา จะแบ่งงานในอนาคตกันอย่างไรล่ะ
ถังซานไฉ่รู้สึกว่า การคาดเดาของเฟยอวี๋แม้จะกล้าหาญเกินไป แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเรื่องจริง!
เมื่อเห็นถังซานไฉ่ตั้งใจฟัง เฟยอวี๋ก็อธิบายต่อเสียเลย “ดังนั้น ข้าถึงอยากช่วงชิงตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่กับเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไรล่ะ แล้วก็หวังด้วยว่าหลังจากบรรลุเป้าหมายแล้ว ข้าจะมีจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิม เพียงแต่การช่วงชิงนี้ จะต้องทำอย่างสง่าผ่าเผย อาศัยศักยภาพและผลงาน หากอาศัยแผนการเจ้าเล่ห์ที่เปิดเผยไม่ได้เพื่อขึ้นสู่ตำแหน่ง เกรงว่านอกจากจะไม่บรรลุเป้าหมายแล้ว ยังจะเป็นการอวดฉลาดแต่ทำงานพังด้วย”
ทันใดนั้น ถังซานไฉ่ก็สีหน้าเปลี่ยน “หากนับเช่นนี้ ในเกมมีคนตั้งมากมาย เมื่อไปถึงดาวดวงนั้นแล้ว จะไม่ถูกลากออกไปยิงทิ้งสักห้านาทีหรอกหรือ”
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก” เฟยอวี๋ยักไหล่แล้วพูดปลอบใจ “ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเกม เป็นไปไม่ได้ที่ผู้เล่นจะถูกตัดสินคดีเพราะพฤติกรรมในเกม เพียงแต่พวกที่ทำความผิดร้ายแรงสิบประการ[1] จะถูกจัดเป็นเป้าหมายที่ต้องเตรียมการป้องกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่สำนักถังเหมินแย่งชิงหน้าไม้เทพจูเก๋อในระหว่างภารกิจนั่น เกรงว่าคงมีหลายคนถูกหักคะแนนความประทับใจไปไม่น้อย”
ส่วนถังซานไฉ่ก็ยิ้มเจื่อน บอกว่า “รวมทั้งข้าด้วย”
“แต่ก็ไม่สำคัญหรอก หลังจากนี้ระวังตัวหน่อยก็พอแล้ว” เฟยอวี๋ตบบ่าสหาย กล่าวว่า “ไปกันเถอะ ชวีหลิงเฟิงกลับไปที่หมู่บ้านหนิวเจียแล้ว พวกเราควรจะไปทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”
……
อีกด้านหนึ่ง ในห้องลับใต้ดินของโรงเตี๊ยมซานชวี
เยี่ยเว่ยหมิงจุดตะเกียงด้านล่าง ภายใต้แสงสว่างของตะเกียง ทั้งสามกลับพบว่าข้างล่างมีพื้นที่กว้างกว่าข้างบนเยอะมาก
ตรงกึ่งกลางห้องลับวางหีบเหล็กขนาดใหญ่เอาไว้ใบหนึ่ง หีบใบนั้นเปิดอยู่ ทำให้เห็นว่าในนั้นบรรจุถ้วยโถโอชามที่ทำจากทองคำและเหล็ก เครื่องประดับเพชรพลอย ที่มากกว่านั้นคือมีบรรดาภาพอักษรโบราณบรจุไว้เต็ม
“สะพานสวรรค์น้อย รับไว้” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็โยนกระบี่วิเศษที่ดึงออกจากกลไกก่อนหน้านี้ให้สะพานสวรรค์น้อยแล้ว หลังจากนางรับไว้ ก็อดตกตะลึงกับมันไม่ได้
[กระบี่จินสยา (ทองคำ)]
กระบี่วิเศษที่ทำจากทองคุณภาพดี ตอนควงกระบี่จะมีแสงอาทิตย์ไหลเวียน
โจมตี +275
ท่าร่าง +12
กำลังภายใน +20%!
……
“เอ่อ…” เมื่อได้เห็นค่าสเตตัสของกระบี่เล่มนี้ สะพานสวรรค์น้อยก็เบิกตากว้างทันที รีบปฏิเสธว่า “ไม่ได้ กระบี่วิเศษที่ล้ำค่าขนาดนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้!”
“ข้าไม่ได้บอกว่าจะมอบกระบี่ให้เจ้าเสียหน่อย” คำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงทำให้สะพานสวรรค์น้อยงง เขาจึงอธิบายต่อ “ข้าเดาว่ามีความเป็นไปได้เก้าในสิบว่ากระบี่เล่มนี้เป็นของที่ชวีหลิงเฟิงขโมยมา หลังจากภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องนำของล้ำค่าเหล่านั้นส่งมอบขึ้นไปพร้อมกัน”
สะพานสวรรค์น้อยได้ยินแล้วกลับกะพริบดวงตากลมโตอันงดงาม “เจ้าไม่กลัวหรือว่าหลังจากจบเรื่องแล้วข้าจะหอบสมบัติหนีไป”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “นั่นเป็นเรื่องของเจ้า ของโจรถูกคนในยุทธภพชิงไป หลักการนี้นับอย่างไร ข้าเองก็ไม่รู้ชัดเจนนัก แต่หากมันอยู่ในมือข้า หลังจากจบเรื่องจะต้องถูกส่งขึ้นไปเบื้องบนแน่นอน เพราะข้าเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของราชสำนัก”
กระบี่จินสยาเป็นของดีจริงๆ ดีกว่ากระบี่ชิงจู๋ในมือเยี่ยเว่ยหมิงตั้งเยอะ แต่เขาเก็บของสิ่งนี้ไว้ในมือไม่ได้ หากจะส่งมอบขึ้นไป ไม่สู้ให้โอกาสสะพานสวรรค์น้อยสักครั้งดีกว่า ส่วนนางจะรักษาไว้ได้หรือไม่ หรือจะจัดการกับมันอย่างไร นั่นก็ขึ้นอยู่กับนางแล้ว
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงพอจะรู้สึกได้นิดหน่อยว่าหากเขายอมทุ่มเทกำลังเพื่อช่วยโหยวจิ้นทำภารกิจยิ่งใหญ่อย่างการจับเป็น BOSS เลเวล 65 ได้จริงๆ ผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็ไม่ใช่แค่อุปกรณ์คุณภาพทองคำชิ้นเดียวแน่นอน
หรือจะเป็นอาวุธวิเศษที่เพิ่มเลเวลได้หนึ่งชิ้น?
เพื่อให้ทำภารกิจสำเร็จได้ดีกว่าเดิม ลงทุนสักหน่อยจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
ยิ่งไปกว่านั้น แต่ไหนแต่ไรมาเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ใช่คนที่ฮุบของไว้เองคนเดียวอยู่แล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากเสียเวลากับคำถามที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เขาเปลี่ยนประเด็นสนทนาเสียเลย “แต่ก่อนจะทำอย่างนั้น พวกเราต้องพยายามทำให้พลังต่อสู้สมดุลกันก่อน แสดงประสิทธิภาพสูงสุดของกระบี่คู่ผนึกรวมออกมาให้ได้”
ขณะที่พูด สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ไปหยุดอยู่บนหีบเหล็กในห้องลับแล้ว “ดูเครื่องประดับในนั้นอีกสิ ชิ้นไหนที่ค่าสเตตัสพอใช้ได้ก็ใส่ไว้ก่อน เพิ่มค่าสเตตัสให้ตัวเองสักหน่อย ทำเช่นนี้จะได้มีโอกาสชนะสูงขึ้น”
“ข้ากล้ารับประกันเลย อีกประเดี๋ยวหากชวีหลิงเฟิงปรากฏตัวอีกครั้ง ก็จะไม่ได้รับมือด้วยง่ายเหมือนก่อนหน้านี้แน่นอน!”
ขณะที่พูดอยู่นั้น ทั้งสามก็เดินมาถึงตรงหน้าหีบเหล็กที่อยู่กลางห้องแล้ว เริ่มเลือกของดีที่อาจจะช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ได้ในทันที
ก่อนหน้านี้หลังจากใช้สกิล ‘เวทชันสูตรศพ’ ตรวจสอบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าข้างในมีเครื่องประดับไม่น้อยเลย ทั้งหมดถูกจัดเป็นสมบัติประเภทอุปกรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น สมบัติล้ำค่าที่ตกทอดอยู่ในพระราชวัง คาดว่าค่าสเตตัสคงไม่แย่แน่นอน
[1] ความผิดร้ายแรงสิบประการ 十恶不赦 ในสมัยโบราณของจีน มีสิบข้อหาร้ายแรงที่เป็นภัยต่อระบบศักดินา จะไม่ได้รับการอภัยโทษ ได้แก่
1. วางแผนกบฏการปกครอง
2. ทำลายศาสนสถานของพระราชวัง สุสานจักรพรรดิและพระราชวัง
3. ทรยศราชสำนัก
4. ตบตีทำร้ายหรือฆ่าบิดามารดาและผู้อาวุโสในบ้าน
5. ฆ่าหั่นศพผู้บริสุทธิ์ยกครอบครัว
6. ขโมยของในพระราชวัง
7. อกตัญญูต่อบิดามารดา
8. ฆ่าญาติตัวเอง ทำร้ายสตรี ฟ้องร้องสามีตัวเอง
9. ขุนนางฆ่ากันเอง ทหารฆ่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ศิษย์ฆ่าอาจารย์ สตรีได้ข่าวสามีตายแล้วแต่งงานใหม่ทันที เป็นต้น
10. มีความสัมพันธ์ทางเพศหรือขืนใจญาติพี่น้องทางสายเลือด
บทที่ 129
[หยกพกเฟยเทียน (ทองคำ)]
เฟยเทียนแม้จะมีความหมายว่าอัปสราในภาษาสันสกฤต แต่บนหยกกลับสลักเป็นรูปเซียนหญิงเก็บน้ำค้างบนดอกไม้ โชยกลิ่นหอม
ท่าร่าง +100
ความว่องไว +50
……
ในบรรดาเครื่องประดับมากมายของเยี่ยเว่ยหมิง นี่คือหยกพกที่เหมาะสมกับเขาที่สุด
ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ แถบอุปกรณ์ของผู้เล่นมีจำนวนจำกัดตายตัว ในจำนวนนั้นมีพื้นที่ใช้งานสำหรับอุปกรณ์ประเภทเครื่องประดับทั้งหมดสี่ประเภทครึ่ง แบ่งเป็น
1. ประเภทสร้อยคอหนึ่งช่อง
2. แหวนสองช่อง
3. พู่ห้อยหนึ่งช่อง
4. กำไลสองช่อง
ในบรรดาสี่ประเภทนี้ ช่องกำไลค่อนข้างพิเศษ อุปกรณ์ที่นำมาใส่ในช่องนี้มักเป็นคู่กัน ก็เหมือนกับรองเท้ายาว ดังนั้นสองช่องนี้เมื่อมีจำนวนมากก็จะนับเป็นหนึ่งช่อง ขณะเดียวกันช่องนี้ก็ติดตั้งปลอกข้อมือที่เป็นอุปกรณ์ประเภทป้องกันได้ และติดตั้งกำไลที่เป็นอุปกรณ์ประเภทเครื่องประดับได้เช่นกัน ดังนั้นจึงนับเป็นช่องกึ่งเครื่องประดับ
ตอนนี้บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงมีสร้อยคอหนึ่งเส้น (จี้หยกเซินหลัว) แหวนหนึ่งวง (แหวนกระบี่อวิ๋นไถ) และกำไลหนึ่งวง (กำไลเงินสัตว์เลี้ยง) ส่วนช่องที่เหลือยังว่างอยู่
หยกพกเฟยเทียนชิ้นนี้จัดอยู่ในประเภทช่องพู่ห้อยได้พอดี
ส่วนช่องแหวนหนึ่งวงกับกำไลหนึ่งวงที่เหลือ เยี่ยเว่ยหมิงพลิกดูกองสมบัติแล้วไม่เจอที่ถูกใจสักสิ้น จึงเลิกหาแล้ว
ความจริงได้พิสูจน์แล้ว ตอนที่เลือกของประเภทนี้ เยี่ยเว่ยหมิงในฐานะที่เป็นชายชาตรีคนหนึ่ง เขาเลือกได้รวดเร็วมากกว่าอีกสองสาว ดูเครื่องประดับสิบกว่าชิ้นที่หาเจอในหีบสมบัติรอบเดียวเท่านั้น หลังจากเปรียบเทียบค่าสเตตัสแล้วก็ตัดสินใจเลือกทันที
ส่วนการเลือกของสองสาวก็ไม่ได้รวดเร็วตรงไปตรงมาขนาดนั้น
พวกนางไม่เพียงมองรูปลักษณ์ภายนอกของเครื่องประดับ ทั้งยังเปรียบเทียบรูปแบบกับสไตล์ รวมทั้งปัญหาเรื่องเข้ากับชุดที่ตัวเองใส่หรือไม่ด้วย
ส่วนค่าสเตตัส…
ค่าสเตตัสใช้ทำอะไรได้ สวยหรือเปล่า
เพียงแต่ยังดีที่สองสาวไม่ได้ถูกเครื่องประดับบังตาเสียทั้งหมด ขณะที่พวกนางกำลังเลือก ซานเย่ว์ก็ยังไม่ลืมเจียดเวลามาถามเยี่ยเว่ยหมิงถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ “อาหมิง ก่อนหน้านี้ที่เจ้าร้องเพลง ‘เสือสองตัว’ ทั้งยังบอกว่าเป็นจุดอ่อนใหญ่สุดของชวีหลิงเฟิง ตอนนั้นยังไม่มีใครเข้าใจเลยว่าหมายถึงอะไรกันแน่ ตอนนี้อธิบายให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม”
“ก็ได้” เมื่อเห็นว่าสองสาวยังเลือกไม่เสร็จในเร็วๆ นี้แน่ เยี่ยเว่ยหมิงก็อธิบายให้พวกนางฟังเสียเลย “เสือสองตัววิ่งเร็วมาก ตัวหนึ่งไม่มีตา ตัวหนึ่งไม่มีหู แปลกจริงๆ เช่นนั้นก็เกิดปัญหาแล้ว ขนาดเสือที่ไม่มีหูกับเสือที่ไม่มีตายังวิ่งเร็วขนาดนี้ เช่นนั้นเสือที่ไม่มีขาหลัง หรือขาหักแล้ว จะยังวิ่งเร็วอยู่หรือเปล่า”
สองสาวได้ยินแล้วเผยสีหน้าตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็เลือกเครื่องประดับต่อไป สะพานสวรรค์น้อยถามไปเรื่อยเปื่อยว่า “ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าชวีหลิงเฟิงนั่นต่อให้ขาหัก แต่ในบรรดาพวกเราก็ไม่มีใครเทียบความเร็วของเขาได้อยู่ดี”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วพยักหน้า เพียงแต่เขาพบว่าตั้งแต่ต้นจนจบสองสาวไม่ละสายตาจากเครื่องประดับต่างๆ ในหีบเลย ไม่ชายตามองสุดหล่ออย่างเขาแม้แต่น้อย ตอนที่เขาทำสีหน้าท่าทางประกอบการพูด กลายเป็นทำให้อากาศธาตุดูเท่านั้น!
ภายใต้ความจนใจ เขาทำได้เพียงบอกตามตรงว่า “ข้ายอมรับว่าความเร็วของชวีหลิงเฟิงนั่นเหนือกว่าพวกเราทุกคน แต่หากพวกเราแยกกันหนีล่ะ”
“แยกกันหนี?” มือของซานเย่ว์ที่กำลังเลือกเครื่องประดับชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “จนกระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดเจ้าถึงแน่ใจว่าเขาต้องการให้พวกเราทั้งหมดตาย”
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงห้อยหยกพกเฟยเทียนเรียบร้อย เขาเริ่มเคลื่อนไหวร่างกาย หลังจากอาศัยวิธีนี้ทำความคุ้นเคยกับความเร็วและความว่องไวหลังจากค่าสเตตัสเพิ่มขึ้น พอได้ยินคำถามของซานเย่ว์ก็ตอบโดยไม่ต้องคิด
“เขาจำเป็นต้องทำอย่างนั้น ตราบใดที่เขาไม่อยากกลายเป็นผู้ร้ายตามหมายจับของราชสำนัก จนเขากับลูกสาวต้องใช้ชีวิตอย่างวิตกกังวล ก็ต้องฆ่าพวกเราให้หมด”
หลังจากคว้ากระบี่ชิงจู๋ออกมาอย่างสบายมือ แล้วลองควงกระบี่สองสามกระบวนท่า เยี่ยเว่ยหมิงก็อธิบายต่อว่า “แม้พวกเราจะเป็นผู้เล่น แต่หลังจากตายแล้วก็ยังคืนชีพได้ แต่หากพวกเราตายหมด ก็จะถูกตัดสินว่าภารกิจล้มเหลว เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่มีทางเข้าร่วมเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับภารกิจได้เลย และไม่อาจออกหมายจับพวกเขาในนามของสำนักมือปราบเทพได้ด้วย…
…ดังนั้น เป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงตอนจบของชวีหลิงเฟิงก็คือ ไม่ปล่อยพวกเรารอดกลับไปสักคน!”
ตอนนี้สะพานสวรรค์น้อยหยิบสร้อยคอที่เลี่ยมแซฟไฟร์ขึ้นมาเส้นหนึ่งแล้ว ขณะที่กำลังสังเกตมันอย่างละเอียด นางก็กล่าวว่า “แต่ข้ารู้สึกได้ว่าการต่อสู้วันนี้ยังไม่อันตรายเท่าตอนที่สู้กับอวี๋ชางไห่”
“นี่คือผลลัพธ์ที่ชวีหลิงเฟิงจงใจสร้างขึ้นมา เขาต้องการให้พวกเรารู้สึกว่าพลังทำลายล้างของเขาไม่รุนแรง เพราะหากเป็นเช่นนี้ พวกเราจะได้ไม่ตกใจหนีกระเจิงไปเสียก่อน” เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“ส่วนเขาก็จะค่อยๆ สร้างโอกาส ตัดกำลังของพวกเราให้อ่อนแอลงทีละนิด โดยเฉพาะความสามารถในการหนีของพวกเรา จนกระทั่งเขารู้สึกว่าโอกาสสุกงอมแล้ว ก็ค่อยเผยเขี้ยวเล็บออกมา!”
ขณที่กำลังพูดอยู่นั้น สองสาวก็เลือกเครื่องประดับที่ตัวเองถูกใจได้แล้ว
[สร้อยคอทับทิม (ทองคำ)]
ทับทิมคงกระพัน เก็บรักษาได้ยาวนาน
ค่าเสน่ห์ +1
เสริมเอฟเฟ็กต์พิเศษ: แสงรุ่งอรุณ!
[สร้อยคอแซฟไฟร์ (ทองคำ)]
แซฟไฟร์คงกระพัน เก็บรักษาได้ยาวนาน
ค่าเสน่ห์ +1
เสริมเอฟเฟ็กต์พิเศษ: ธารน้ำแข็ง!
……
หลังจากสองสาวเลือกสร้อยมาสวมใส่บนคอแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าตัวเองเห็นภาพลวงตา
ในสายตาของเขา บนตัวซานเย่ว์ราวกับมีแสงสีแดงอ่อนๆ เปล่งประกาย ทำให้ทั้งตัวนางดูสุกสกาวเป็นพิเศษ ส่วนบนตัวสะพานสวรรค์น้อยก็เหมือนเปล่งรัศมีสีโทนเย็นกลุ่มหนึ่ง ทำให้นางดูโดดเด่นเหนือมนุษย์ยิ่งกว่าเดิม
แต่เมื่อเขาตั้งสมาธิมองให้ดี กลับพบว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่เขารู้สึกไปเอง เพียงแต่เป็นความรู้สึกที่สมจริงมากก็เท่านั้นเอง ต่อให้เข้าใจชัดเจนอยู่แล้วว่ารู้สึกไปเอง แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าสองสาวดูเพลินตาขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
สมกับเป็นสมบัติที่ตกอยู่ในพระราชวัง นี่ไม่ใช่ของธรรมดา…
นี่มันอะไรกัน!
โจมตีล่ะ?
ป้องกันล่ะ?
ค่าสเตตัสอย่างอื่นล่ะ?
ต่อให้ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ แต่พลังชีวิต กำลังภายในอะไรนั่นก็ต้องเพิ่มสักหน่อยสิ?
ของที่ไม่เพิ่มค่าสเตตัสที่มีประโยชน์แบบนี้ ในสายตาเยี่ยเว่ยหมิงไม่นับว่าเป็นอุปกรณ์ด้วยซ้ำ!
นี่ก็เป็นสาเหตุหลักว่าทำไมนอกจากหยกพกเฟยเทียนแล้ว เขาถึงยอมปล่อยให้แถบอุปกรณ์ว่างไว้แทนที่จะเลือกของอย่างอื่น!
เยี่ยเว่ยหมิงเกิดความคิดอยากจะเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริงให้พวกนางสองคน แต่หลังจากเห็นท่าทางตื่นเต้นดีใจของสองสาวแล้ว สุดท้ายเขาก็ล้มเลิกความคิดนี้
อย่างไรเสียหลังจากต่อสู้สนามนี้แล้ว เกรงว่าจะต้องใช้สองสาวเป็นเครื่องสังเวยให้สวรรค์อยู่ดี
ในช่วงนี้ไม่ว่าจะแสดงความสามารถได้แข็งแกร่งขึ้น หรืออ่อนแอลงนิดหน่อย ก็ไม่ได้ส่งกระทบมากมายเท่าไรนัก
ขณะที่ลูบสร้อยคอของตัวเองอย่างถนอมโปรดปราน ในที่สุดสายตาซานเย่ว์ก็ไปหยุดบนตัวเยี่ยเว่ยหมิง นางยิ้มบางๆ พร้อมถามว่า “หรือพูดได้อีกอย่างว่า ชวีหลิงเฟิงนั่นแม้จะรู้ชัดว่าพวกเรารู้ว่าสมบัติซ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยม แต่เขาก็จะย้อนกลับมาแน่นอน เตรียมจะจัดการพวกเราพร้อมกันในห้องลับที่มีทางเข้าออกทางเดียวแห่งนี้?”
“ฮ่าๆ…”
เหมือนเป็นการพิสูจน์คำพูดของซานเย่ว์ ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอันบ้าระห่ำก็ดังขึ้นตรงทางเข้าของทางลับ เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็น BOSS เลเวลหกสิบห้าที่กำลังเผยสีหน้าอาฆาตมาดร้าย ชวีหลิงเฟิง!
บทที่ 130
บนใบหน้าเจือรอยยิ้มเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง ชวีหลิงเฟิงยืนค้ำไม้เท้าคู่ เดินประชิดมาทางทั้งสามคนทีละก้าวจากประตูทางลับใต้ดิน
แกร๊ก! แกร๊ก!…
ไม้เท้าเหล็กเย็นเฉียบกระทบพื้นหินบลูสโตน ราวกับเป็นระฆังมรณะที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทั้งสามคนช้าๆ
ชวีหลิงเฟิงไม่ปิดบังตัวตนอีกแล้ว แต่ก็ยังไม่ลงมือ เพียงสร้างความกดดันให้ทั้งสามคนที่เดิมทีกำลังพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะกันเท่านั้น ทำให้พวกเขาหัวเราะไม่ออก!
เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าทันที เขามายืนเคียงข้างสะพานสวรรค์น้อยที่ค่อนข้างวิตกกังวล ช่วยคลายความกังวลให้นาง ส่วนซานเย่ว์ก็ปลีกตัวถอยหลังไปแล้ว พร้อมทั้งเรียกหินตั๊กแตนบินสามก้อนและเมล็ดโพธิ์ห้าเมล็ดมาไว้ในมือ
ตอนที่ผู้เล่นทั้งสามคนจัดตำแหน่งยืนสำหรับต่อสู้เรียบร้อย ร่างของชวีหลิงเฟิงก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหัวมุมทางเดิน กำลังใช้สายตามืดครึ้มมองทั้งสามคน
เพียงแต่วินาทีถัดมา รอยยิ้มของผู้มั่นใจในชัยชนะบนใบหน้าเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความงุนงง
เห็นอยู่ชัดเจนว่าสุนัขรับใช้ที่มาหาเรื่องเขาก่อนหน้านี้มีกันห้าคน เหตุใดจึงอยู่ที่นี่เพียงสามคน
แล้วอีกสองคนล่ะ หนีไปไหนแล้ว?!
ขณะที่ในใจเกิดความฉงน ชวีหลิงเฟิงกลับแสร้งทำเหมือนไม่แยแส “สุนัขรับใช้ราชสำนักอย่างพวกเจ้าช่างระวังตัวดีจริง สมบัติวางอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ นึกไม่ถึงว่ายังไม่ลืมที่จะสั่งให้อีกสองคนกลับไปแจ้งข่าว น่าสนใจจริงๆ!”
เมื่อได้ฟังอีกฝ่ายพูด ซานเย่ว์ที่ถอยไปอยู่ข้างผนังแล้วกลับเอ่ยขึ้นว่า “ตอนที่พูดประโยคนี้ สายตาของเจ้าสั่นไหวเล็กน้อยสองครั้ง คิ้วกระตุกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ดูจากการตอบสนองก็รู้แล้วว่าในใจเจ้าไม่ได้ไม่แยแสเหมือนที่แสดงออกมาเลย กลับเป็นกังวลมากด้วยซ้ำ…
…อาหมิงเดาไม่ผิดจริงๆ ด้วย ตราบใดที่หนึ่งในพวกเรารอดออกไปได้ เจ้าก็กินนอนอย่างไม่สงบสุขอยู่ดี!”
ชวีหลิงเฟิงได้ยินแล้วร่างสั่นเทาทันที สง่าราศีที่พยายามสร้างขึ้นอย่างยากลำบากพังลงในชั่วพริบตาเดียว
สมควรตาย!
เหตุใดข้าจึงลืมไปเสียได้ ว่าสุนัขรับใช้ของสำนักมือปราบเทพอย่างพวกเจ้าล้วนมีทักษะที่น่ารังเกียจสุดๆ อยู่ด้วย
หากใช้คำพูดจัดการกับพวกเขา เกรงว่าตัวเองยังไม่ทันได้คำตอบของสิ่งที่ต้องการรู้ ก็คงถูกอีกฝ่ายล้วงคำตอบของตัวเองไปก่อนแล้ว
เพียงแต่ว่า…
ข้ายังเหลืออะไรที่ถูกเปิดโปงไม่ได้อีกล่ะ
ขณะที่ชวีหลิงเฟิงกำลังคิดวนไปวนมาในใจ เยี่ยเว่ยหมิงกลับเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “ที่จริงหากเจ้าอยากรู้ว่าสองคนนั้นหนีไปไหน ข้าจะบอกให้ก็ได้”
ชวีหลิงเฟิงได้ยินแล้วชะงัก ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างดูถูก “เจ้ามีเงื่อนไขอะไร”
“หากข้าบอกว่าต้องการให้เจ้ายอมถูกจับแต่โดยดี เจ้าจะตอบตกลงไหม” ไม่รอให้ชวีหลิงเฟิงโต้กลับ เยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนประเด็นสนทนาแล้ว บอกคำตอบให้เขารู้เสียเลย “พวกเขาไปจับตัวลูกสาวเจ้า หากตอนนี้เจ้าจะกลับไปช่วยนาง บางทีอาจจะยังทัน”
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวขึ้นมาเช่นนี้ แม้แต่สองสาวที่เชื่อมั่นในตัวเขา ก็ยังอดด่าในใจไม่ได้ว่า เจ้าเวรนี่ต่ำช้าไร้ยางอาย
คำว่า ‘อาจจะ’ ที่เขาบอกช่างได้ผลจริงๆ!
โอกาสที่เกือบจะเป็นศูนย์ก็ถูกเขาพูดให้กลายเป็นคำว่า ‘อาจจะ’ ได้เหมือนกัน
ตามที่เขาเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ เฟยอวี๋กับถังซานไฉ่จะเริ่มลงมือหลังจากชวีหลิงเฟิงออกห่างจากลูกสาวไปห้าร้อยเมตร เมื่อลองคำนวณแล้ว ตอนนี้ลูกสาวของชวีหลิงเฟิงคงจะถูกพวกเขาพาตัวไปถึงเขตการดักซุ่มตรงวัดถู่ตี้แล้ว
หากตอนนี้ชวีหลิงเฟิงเดินเข้าหากับดักเอง ก็ ‘อาจจะ’ ยังไปทันจริงๆ
เพียงแต่ในฐานะสหายร่วมทีม พวกนางย่อมไม่เปิดโปงคำโกหกของเยี่ยเว่ยหมิงอยู่แล้ว
แล้วพวกนางก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดใจด้วย กลับรู้สึกเบิกบานใจด้วยซ้ำ
BOSS เลเวล 65 แล้วอย่างไรล่ะ
ก็ยังถูกอาหมิงของพวกเราปั่นหัวเล่นอยู่ดีไม่ใช่หรอกหรือ
“ฮ่าๆ…” คาดไม่ถึงว่าพอชวีซานนั่นได้ยินคำตอบของเยี่ยเว่ยหมิง นอกจากจะไม่มีท่าทีรีบร้อนออกไปช่วยลูกสาวทันทีแล้ว ในดวงตาทั้งคู่ยังเผยแววมุ่งสังหารอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกด้วย “เจ้าพูดเช่นนี้ แสดงว่าอยากให้ข้าออกไปช่วยลูกสาวทันทีแน่นอน พวกเจ้าสามคนจะได้หอบสมบัติพวกนี้หนีกลับไปรายงานผลการปฏิบัติงานได้สำเร็จใช่ไหม…
…ฝันไปเถอะ!”
เมื่อกล่าวคำว่า ‘ฝันไปเถอะ’ จบ ร่างของชวีหลิงเฟิงก็พุ่งเข้ามาหาเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยที่ยืนเป็นหนังหน้าไฟแล้ว
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น มุมปากกลับเผยยิ้มเข้าอกเข้าใจออกมา ตอนที่ตะคอกเสียงต่ำว่า “สวนหย่อมเก๊กฮวย!” กระบี่ชิงจู๋ในมือเขาก็ส่งออกมาพร้อมกับกระบี่จินสยาในมือสะพานสวรรค์น้อยแล้ว ในขณะที่สองปราณรวมเป็นหนึ่ง คมกระบี่ก็ครอบคลุมจุดสำคัญรอบตัวชวีหลิงเฟิงในชั่วพริบตาเดียว
ทั้งสองลงมืออีกครั้ง สะพานสวรรค์น้อยมีเนื้อหมาป่าย่างเพิ่มค่าสเตตัสกับประสิทธิภาพของกระบี่จินสยา ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ได้โบนัสสเตตัสจากหยกพกเฟยเทียน เรียกได้ว่าพลังเพิ่มขึ้นเยอะมากพร้อมกันทั้งคู่ และพลังที่เพิ่มขึ้นสูงมากนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกเมื่อใช้ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ทำให้สูงกว่าก่อนหน้านี้ไม่ใช่แค่หนึ่งเท่า!
ทว่ายามเผชิญหน้ากับพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ บนใบหน้าชวีหลิงเฟิงกลับแสยะยิ้มเหยียดหยาม
“ไม่เจียมตัว!”
ขณะที่พูด ก็เห็นไม้เท้าเหล็กในมือขวาของเขาตวัดขึ้นมาเบาๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะโจมตีบนจุดเชื่อมต่อลมปราณสำคัญของทั้งสองได้อย่างแม่นยำ ทำลายการเชื่อมต่อกำลังภายในของพวกเขาแล้ว
ที่จริงก็เป็นอย่างที่เหมียวเหรินเฟิ่งบอกไว้ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่เคล็ดวิชา รายละเอียดภายใน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานทั้งสอง กระบี่คู่ผนึกรวมที่ผู้ใช้งานทั้งสองไม่ได้รู้ใจกันอย่างที่ควรจะเป็น ในสายตายอดฝีมือก็เปราะบางเช่นนี้เอง
ส่วนชวีหลิงเฟิงก็เป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่มองปราดเดียวก็เห็นถึงจุดอ่อนในกระบี่คู่ผนึกรวมแล้ว
สาเหตุที่ตอนอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้ไม่ได้เปิดเผยออกมา สาเหตุหลักเป็นเพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่น ไม่อยากทำให้ผู้เล่นเหล่านี้ตกใจหนีไป
เหลือความหวังไว้ให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงสักหน่อย เขาเองก็จะมีโอกาสสังหารพวกเขาให้หมดด้วยเช่นกัน!
ต้องบอกเลยว่าความคิดของชวีหลิงเฟิงก็เจ้าเล่ห์โหดร้ายเช่นกัน
วินาทีถัดมา ไม้เท้าเหล็กกับกระบี่คู่ก็ปะทะกัน
แกร๊ง! แกร๊ง!
ท่ามกลางเสียงอาวุธกระทบกันดังสองครั้ง ร่างของเยี่ยเว่ยหมิงสั่นสะเทือน ร่างบางของสะพานสวรรค์น้อยสั่นรุนแรง จากนั้นเหนือศีรษะของทั้งสองก็มีตัวเลขดาเมจลอยขึ้นมา นั่นก็คือ -1364 กับ -1665 ตัวของทั้งสองก็ลอยขึ้นมาเช่นกัน ต่างคนต่างกระเด็นถอยหลังออกไป
ผลบดขยี้ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ตอนนี้ชวีหลิงเฟิงโจมตีจนเกิดผลนี้ได้อย่างง่ายดาย
จากสิ่งนี้จะเห็นได้เลยว่า ตอนอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้เขาออมมือขนาดไหน!
ส่วนชวีหลิงเฟิงก็โหดร้ายไม่ปรานี ไม้เท้าเหล็กในมือขวาพลันค้ำพื้น ออกตัวทีหลังแต่ไปถึงก่อนสองคนที่กระเด็นออกไป พอหมุนไม้เท้าเหล็กในมือขวา ก็โจมตีอาวุธลับที่ซานเย่ว์โปรยออกมาได้หมดอย่างสบายๆจากนั้นไม้เท้าเหล็กในมือซ้ายก็แทงออกมา เล็งตรงไปยังจุดซานจงเสว์ตรงหน้าอกของเยี่ยเว่ยหมิง
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วรีบควงกระบี่รับ กวาดกระบี่ชิงจู๋ฟันบนไม้เท้าเหล็ก
แกร๊ง!
-636!
เยี่ยเว่ยหมิงพยายามป้องกันเต็มที่ ประกอบกับโบนัสพลังป้องกันจาก ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ขั้นหก แต่ตอนที่อาวุธกันกระทบกันโดยตรง ก็ยังถูกบดขยี้จนเกิดดาเมจหกร้อยกว่าแต้ม!
แต่ก็ยังดีที่เมื่ออาศัยแรงสะท้อนกลับของการโจมตีนี้ เขาก็ยังขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายไล่ตามโจมตีสะพานสวรรค์น้อยต่อได้ ขณะเดียวกันยังทำให้เขาถอยหลังไปไกลด้วย
หลังจากโจมตีไปหนึ่งครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงหยุดการโจมตีนี้ไว้ได้ ชวีหลิงเฟิงทำได้เพียงเหยียบลงพื้นเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่หลังจากเขาเหยียบลงพื้นแล้ว กลับโยนไม้เท้าในมือขวาทันที พอไม้เท้าหลุดมือ ก็เกิดลมพายุหมุนที่เป็นเหมือนรถแข่งขนาดใหญ่คันหนึ่ง ขณะที่ชนอาวุธลับของซานเย่ว์อย่างต่อเนื่องจนร่วงหมด ก็กระแทกร่างบางของนางกระเด็นออกไปด้วย
ตอนนี้มือขวาของเขาว่างแล้ว จึงโจมตีผ่านอากาศออกมาหนึ่งฝ่ามือ ถูกตรงจุดที่อยู่ระหว่างท้องกับหน้าอกของสะพานสวรรค์น้อยที่เพิ่งรอดพ้นอันตราย!
ฝ่ามือตัดอากาศ!
พรึ่บ!
-3435!
หลังจากดาเมจจำนวนมหาศาลลอยขึ้นเหนือศีรษะ ร่างอรชรอ้อนแอ้นของสะพานสวรรค์น้อยก็ถูกฝ่ามือนี้ตบจนกลายเป็นแสงสีขาวหายไปแล้ว
กลิ่นหอมจางหาย ร่างหยกพลันสลาย!
อื้ม ไปรอคืนชีพเลยแล้วกัน…
สะพานสวรรค์น้อยถูกสังหารตายแล้ว ซานเย่ว์ที่อยู่อีกด้านก็ตกอยู่ในวิกฤติใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช่นกัน
ไม้เท้าเหล็กหมุนเป็นเกลียวราวกับมีเวทมนตร์บางอย่างกดดันให้นางหายใจลำบาก อยากจะถอนตัวหลบ แต่กลับพบว่าตัวเองเคลื่อนไหวช้ากว่าที่สมองคิดตั้งครึ่งหนึ่ง เดิมทีที่หลีกเลี่ยงการโจมตีนี้ได้ แต่กลับทำได้เพียงปล่อยให้มันกระแทกบนตัวนาง
ขณะที่ซานเย่ว์พยายามหลบหลีกต่อไป นางกลับหลับตาลงโดยจิตใต้สำนึก กะว่ารอไปพบกับสะพานสวรรค์น้อยตรงจุดคืนชีพทีเดียวเลย
ทว่าการโจมตีที่ถึงแก่ชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่จินตนาการไว้ สิ่งที่แทนที่เข้ามาคือเสียงอาวุธกระทบกันที่นางคุ้นเคย
ทีแรกนึกว่าจะหลบไม่พ้น แต่หลังจากหลบพ้นแล้ว ซานเย่ว์ก็หันกลับมาทันที นางเห็นเยี่ยเว่ยหมิงถูกพลังมหาศาลที่มาพร้อมกับไม้เท้าทำให้สะเทือนถอยหลังไปหลายก้าว พร้อมเห็นตัวเลขดาเมจ -586 ที่ลอยขึ้นเหนือศีรษะเขาด้วย
ส่วนไม้เท้าที่อันตรายถึงชีวิตด้ามนั้นก็สะเทือนออกไปเพราะพลังป้องกันของเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน มันกระเด็นไปชนกับอิฐเขียวบนผนังแล้วกระดอนตกลงพื้นอีกที ก่อนจะกลิ้งไปไกลพร้อมเสียงโลหะบาดหูอย่างต่อเนื่อง
เฮ้อ….
จนกระทั่งตอนนี้ ซานเย่ว์ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่ายังไม่ทันรอให้นางปรับตำแหน่งยืนของตัวเอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเยี่ยเว่ยหมิงเตือน “ระวัง!”
ซานเย่ว์ได้ยินแล้วตกใจ จากนั้นก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าดำมืด ร่างของชวีหลิงเฟิงที่มาถึงตรงหน้าบังแสงโคมไฟไว้แล้ว
จากนั้นซานเย่ว์ก็เห็นฝ่ามือของชวีหลิงเฟิงขยายจากเล็กเป็นใหญ่ขึ้นตรงหน้านาง ชั่วพริบตาเดียวก็บดบังสายตานางหมดแล้ว
พรึ่บ!
ฝ่ามือของ BOSS เลเวล 65 โจมตีสุดกำลังบนหน้าผาก ซานเย่ว์ถูกตบคาที่ กลายเป็นแสงสีขาวซึ่งเป็นตัวแทนของความตายและการเกิดใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย
กลิ่นหอมจางหาย ร่างหยกพลันสลายอีกแล้ว!
จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่าเคล็ดฝ่ามือของชวีหลิงเฟิง เมื่อเทียบกับไม้เท้าเหล็กแล้วน่ากลัวกว่ากันมาก!
เมื่อตบสาวงามตายไปสองคนต่อเนื่องแล้ว ชวีหลิงเฟิงก็พลันหันตัวกลับมา ออกแรงใช้ไม้เท้ายันเพื่อพุ่งมาข้างหน้า แล้วโบกมือโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงอย่างต่อเนื่องเจ็ดฝ่ามือ
ยามเผชิญหน้ากับการโจมตีอันหนักหน่วงและต่อเนื่องของ BOSS ที่น่ากลัว เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงล้มเลิกการโจมตีกลับทั้งหมด พยายามใช้ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ อย่างสุดกำลัง ตั้งใจป้องกันอย่างเดียว
-312!
-286!
-321!
……
มีตัวเลขดาเมจลอยขึ้นบนศีรษะของเยี่ยเว่ยหมิงต่อเนื่องเจ็ดครั้ง ตอนนี้ค่าพลังชีวิตของเขาเหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว!
เพียงแต่หลังจากรับฝ่ามือของอีกฝ่ายไปเจ็ดครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงไม่เพียงแค่ไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆ กลับถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่งด้วยซ้ำ
ที่แท้เคล็ดฝ่ามือของชวีหลิงเฟิงแม้จะดุร้าย แต่เมื่อเจอดาเมจบดขยี้บนอาวุธข่ม กลับยังห่างไกลจากพลังไม้เท้าของเขามาก
มุมปากเผยรอยยิ้มปล่อยวาง เยี่ยเว่ยหมิงชูกระบี่ชิงจู๋ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วชี้ไปยังชวีหลิงเฟิงจากที่ไกลๆ
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังเข้าใกล้ความตาย แต่บนใบหน้ากลับยังเผยรอยยิ้มผ่อนคลายออกมา ในดวงตาชวีหลิงเฟิงก็มีน้ำตาอุ่นๆ สองสายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว!
การแสดงออกของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ทำให้เขานึกถึงใครกัน
ต้องมีประสบการณ์ทางจิตใจอย่างไรกัน BOSS เลเวลหกสิบห้าถึงร้องไห้ในระหว่างการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายได้
เบื้องหลังของทุกสิ่งทุกอย่างนี้ ซ่อนเรื่องราวที่ซับซ้อนหักมุมอย่างไรไว้กันแน่
ที่จริงสิ่งนี้ก็ไม่ได้สำคัญ
เนื่องจากเขาถูกพิษ ‘สายลมโศกา’ เขาจึงต้องร้องไห้!