ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ มีหมู่บ้านหลากหลายรูปแบบ เช่นหมู่บ้านตู้คัง หมู่บ้านหลงจิ่ง หมู่บ้านโบตั๋น หมู่บ้านหนิวเจีย…และอีกมากมาย ในหมู่บ้านที่ดูเหมือนธรรมดาเหล่านี้ มักจะมีภารกิจลับและเรื่องราวที่เราไม่รู้ซ่อนอยู่เสมอ
และสำหรับผู้เล่นในเกม ก็ยังมีอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีชื่อเดียวกัน…หมู่บ้านมือใหม่!
หลังจากทั้งสามคนที่นำโดยเยี่ยเว่ยหมิงสังหารเหยียนจีแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ในอดีตเคยถูกเรียกว่าหมู่บ้านมือใหม่
หมู่บ้านนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านแปะก๊วย
เป็นหมู่บ้านมือใหม่ที่อยู่ใกล้กับบ้านมุงฟางที่เหยียนจีซ่อนตัวที่สุด และเป็นจุดสำคัญของบริเวณนี้เช่นกัน
ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ถังซานไฉ่ที่ลงหลุมกับ BOSS ก่อนหน้านี้ ก็มาคืนชีพอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน
กลางหมู่บ้านแปะก๊วยมีต้นแปะก๊วยต้นหนึ่งที่สูงถึงสามสิบเมตร ลำต้นใหญ่จนสามคนโอบไม่มิด ชาวบ้านในหมู่บ้านยกย่องว่าต้นไม้ต้นนี้คือต้นไม้เทพ ทุกเทศกาลคนในหมู่บ้านจะมาสักการะต้นไม้ต้นนี้ ดังนั้นในวันปกติจะเห็นเชือกป่านมัดอยู่บนลำต้น และบนเชือกก็จะมีผ้าสีแดงที่เขียนขอพรห้อยเอาไว้หลายเส้น
ตอนนี้ถังซานไฉ่ยืนอยู่ใต้ต้นแปะก๊วยศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน ราวกับเป็นหินจ้องสามี[1] จ้องไปทางทางเข้าหมู่บ้านเงียบๆ ไม่ขยับไปไหน
ทันใดนั้น ถังซานไฉ่ก็ตาเป็นประกาย
เขาเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยของสามคนกำลังวิ่งมาหาเขาโดยที่ด้านหลังเป็นฉากแสงอาทิตย์ยามเย็น
เป็นเพราะมุมและแสง ทำให้ถังซานไฉ่มองไม่เห็นหน้าตาของสามคนนั้นชัดเจน เห็นเพียงเงาร่างที่อยู่ภายแสงอาทิตย์ยามเย็นเท่านั้น เงาทั้งสามทอดยาวอยู่บนพื้น
เงาร่างตรงเหมือนกระบี่!
เมื่อเห็นสหายของตัวเองปรากฏตัวด้วยวิธีการสุดคูลเช่นนี้ ในหัวของถังซานไฉ่ก็นึกถึงดนตรีประกอบฉากที่ร้องว่า ‘ใคร ใครกัน!’ ขึ้นมา บนใบหน้าเผยรอยยิ้มตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้
ความรู้สึกจูนิเบียวแบบนี้ มันก็ไม่เลวเลยจริงๆ!
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง พวกเยี่ยเว่ยหมิงที่วิ่งมาท่ามกลางแสงแดดยามเย็นก็เข้ามาในหมู่บ้านแปะก๊วยแล้ว
เมื่อมาถึงตรงหน้าถังซานไฉ่ที่กำลังชะเง้อรอ เฟยอวี๋ก็ก้าวเข้ามากอดอย่างซาบซึ้ง “สหายถัง ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะมอบอุปกรณ์ที่เป็นของเจ้าให้กับข้า อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง สหายคนนี้จดจำไว้แล้ว!”
“อย่ามามุกนี้เลย” ถังซานไฉ่ผลักเฟยอวี๋ออก แล้วด่าไปยิ้มไป “อย่ามัวมาซาบซึ้งอยู่ตรงนี้ ทำอย่างกับเป็นผู้หญิง หากเจ้าทิ้งดาบมาใช้กระบี่ กำจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ข้าก็พิจารณาที่จะฝืนรับเจ้าไว้ได้”
“จริงหรือ”
“ไสหัวไป!”
……
ท่ามกลางเสียงคุยเล่นหยอกล้อ กลับทำให้ความกลุ้มใจที่ถังซานไฉ่ต้องลงหลุมศพเป็นเพื่อนบอสก่อนหน้านี้สลายหายไปราวกับเมฆหมอกแล้ว
ในตอนนี้ จู่ๆ ถังซานไฉ่ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ว่ากันว่าต้นไม้เทพของหมู่บ้านแปะก๊วยต้นนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ขอเพียงใช้แค่หนึ่งเหรียญทอง ก็จะซื้อผ้าแดงขอพรไปผูกไว้บนนั้นได้แล้ว จะได้รับพรจากเทพประจำต้นไม้ พวกเจ้าอยากลองดูหน่อยไหม”
เมื่อถังซานไฉ่กล่าวเช่นนี้ออกมา ก็ทำให้อีกสามคนมองมาด้วยสายตาแปลกๆ
จะว่าไปแล้ว ฉากหลังของเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ก็เป็นละครยอดยุทธ์คุณธรรม ไม่ใช่ละครเทพเซียน เหตุใดจึงคิดเป็นจริงเป็นจังกับเรื่องประเภทนี้ไปได้
เยี่ยเว่ยหมิงที่ไวต่อความรู้สึกนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เป็นฝ่ายถามว่า “สหายถัง เจ้าคงไม่ได้ไปซื้อผ้าผ้าแดงขอพรมาแล้วหรอกใช่ไหม คงไม่ได้ขอพรกับเทพประจำต้นไม้แล้วหรอกนะ”
ถังซานไฉ่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างจนใจว่า “ข้ารู้นะว่าพวกเจ้ากำลังคิดอะไร ที่จริงข้าไม่ได้เชื่อในโชคชะตาหรอก ข้าเชื่อมาตลอดว่าชะตาของข้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟ้า จะเป็นมังกรหรือหนอน ข้าก็เป็นคนตัดสินใจเอง”
พูดไปพูดมาก็ส่ายหน้าบอกอีกว่า “แต่หลังจากผ่านประสบการณ์น่าอนาถที่ต้องลงหลุมศพเป็นเพื่อน BOSS ต่อเนื่องสามครั้ง ก็ทำให้ข้าต้องพิจารณาเรื่องการใช้วิชาลึกลับมาช่วยชีวิตตัวเองสักหน่อย”
เมื่อเห็นเขามีท่าทางแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ตบบ่าเขาเพื่อแสดงความเห็นใจ การกระทำนี้ทำให้เฟยอวี๋ที่นั่งดูอยู่ข้างๆ หนังตากระตุก กลัวว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะเหมือนเขาตอนก่อนหน้านี้ ที่ตบบ่าไปตบบ่ามาก็ทำให้ถังซานไฉ่กลายเป็นแสงสีขาวหายไป
เพียงแต่เห็นได้ชัดว่าถังซานไฉ่ก็ไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ แค่ลงหลุมศพตอนอยู่ในภารกิจครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว
นี่เป็นการพูดโดยอิงจากประสบการณ์
ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงตบบ่าอย่างไม่พะว้าพะวง ขณะเดียวกัน ปากก็ไม่ลืมหยอกว่า “ที่จริงข้ารู้สึกว่า เมื่อเทียบกับการขอพรที่นี่ เจ้าเปลี่ยนชื่อดูสักครั้งก็อาจจะได้ผลชัดเจนกว่านะ”
คาดไม่ถึงว่าพอถังซานไฉ่ได้ยินแล้วจะถามด้วยรอยยิ้มเจื่อน “เจ้าคิดว่าข้าไม่เคยคิดจะทำอย่างนี้หรือ”
ทั้งสามคนได้ยินแล้วอึ้ง แต่กลับได้ยินถังซานไฉ่พูดต่อไปว่า “ข้าไม่ใช่แค่คิดเท่านั้นนะ ถึงขั้นใช้ความพยายามไปมากมายเพื่อสืบข่าวจาก NPC ที่รู้เรื่องด้วย”
พูดไปเรื่อยๆ ก็ยักไหล่ “สุดท้ายก็ได้รับคำตอบว่า วิธีการเปลี่ยนชื่อในเกมนั้นมีจริงๆ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นในปัจจุบันทำสำเร็จได้แน่นอน”
“ตอนนี้ไม่มีทางทำให้สำเร็จได้ ก็แสดงว่าในภายหลังต้องมีหนทางแน่นอน” เยี่ยเว่ยหมิงถนัดเรื่องจับประเด็นสำคัญของปัญหา พูดจบแล้วก็ตบบ่าถังซานไฉ่ต่อ “เช่นนั้นก็รอให้เลเวลของพวกเราเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เมื่อแข็งแกร่งขึ้นแล้ว เราจะร่วมทำภารกิจเป็นเพื่อนเจ้า”
“เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณไว้ตรงนี้เลย” ขณะที่พูด ถังซานไฉ่ก็ปลุกใจให้ฮึกเหิม “เวลาก็ผ่านมานานแล้ว พวกเรารีบไปหาเหมียวเหรินเฟิ่งนั่นเพื่อรับรางวัลภารกิจเถอะ ค่ำคืนยาวนาน กลัวว่าความฝันจะเยอะเกินไป ข้าไม่อยากตายอีกรอบ”
เมื่อพูดจบ ทั้งสี่คนก็นั่งรถม้าที่หมู่บ้านแปะก๊วยไปยังเมืองเทียนอิน แล้วก็นั่งเรือจากเมืองเทียนอินไปที่เขาเล่อซาน ก่อนจะเดินตามเส้นทางภูเขาไปเรื่อยๆ จนถึงนอกถ้ำหลิงอวิ๋น
เส้นทางเดียวกัน จุดหมายปลายทางเดียวกัน แต่ตอนแรกกับตอนหลังที่มาถึงที่นี่ ให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ครั้งก่อนที่มา เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าแม้จะมีอันตรายก็จะต้องมาให้ได้ ลมโชยชายฝั่งแม่น้ำอี้จนหนาวเหน็บ[2]
แต่ในครั้งนี้ เขากลับรู้สึกว่า เหมียวเหรินเฟิ่ง นึกไม่ถึงสินะว่าข้า เยี่ยเว่ยหมิง จะทำภารกิจสำเร็จแล้วกลับมาได้!
……
พวกเขามาพร้อมความรู้สึกเบิกบานใจ พอมาถึงปากถ้ำหลิงอวิ๋นก็เห็นว่าพระหน้าทองมารออยู่นานแล้ว
เมื่อเห็นสี่คนนี้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าตัวเองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ใบหน้าที่มีความแค้นล้ำลึกของเหมียวเหรินเฟิ่งก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างที่เห็นไม่บ่อย “ดูจากท่าทางของจอมยุทธ์น้อยทั้งสี่ อย่าบอกนะว่าเหยียนจีถูกประหารชีวิตแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงโบกมือเท่านั้น โลงศพที่บรรจุร่างของเหยียนจีตกลงบนพื้น ทำให้ฝุ่นตลบขึ้นมา “ศพของเหยียนจีอยู่ที่นี่แล้ว เชิญจอมยุทธ์เหมียวดูได้”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก ข้าเชื่อใจจอมยุทธ์น้อยทั้งสี่” ในเวลานี้ เหมียวเหรินเฟิ่งกลับแสดงออกอย่างไม่ธรรมดา กวาดสายมองบนตัวทั้งสี่คน “เช่นนั้นตอนนี้ ก็ถึงเวลาที่เหมียวผู้นี้จะต้องทำตามสัญญาแล้ว จอมยุทธ์น้อยทุกท่านอยากจะให้ข้าชี้แนะเคล็ดกระบี่หรือวิชาดาบอะไร ก็จงสาธิตให้ดูตรงนี้สักรอบ”
ถือว่าที่ไหนให้ดูตรงนี้จริงๆ
ทั้งสี่มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ก่อนที่เฟยอวี๋จะก้าวออกมาเป็นคนแรก “ให้ข้าก่อนก็แล้วกัน”
ขณะที่พูด เฟยอวี๋ก็เรียกดาบเหยียนหลัวที่ดรอปจากเหยียนจีออกมา แล้วสาธิต ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ของเขาให้ดูตรงนั้นหนึ่งรอบ
สิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงก็คือ หลังจากได้วิชาดาบสองหน้านั้นจากเหยียนจีมาแล้ว ตอนนี้ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ของเขาก็ถูกเลื่อนขึ้นเป็นวิทยายุทธ์ระดับสูงได้อย่างราบรื่นแล้ว แม้ว่าในรายการแนะนำสกิลจะเสริมด้วยประโยคที่ทำให้เขาหงุดหงิดอยู่บ้างก็ตาม (ได้รับโชคดีของตัวเอก วิชาดาบนี้กลายเป็นวิชาระดับสูงโดยกรณีพิเศษ)
เมื่อเหมียวเหรินเฟิ่งเห็นเฟยอวี๋แสดงเคล็ดดาบตระกูลหูฉบับสมบูรณ์ ก็อดพยักหน้าซ้ำๆ ไม่ได้ “‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ นี้ ข้าคุ้นเคยที่สุดแล้ว จุดที่ยอดเยี่ยมของมันก็อยู่ตรงที่ความจริงและภาพลวงตา เดี๋ยวก็เป็นของจริงเดี๋ยวก็เป็นภาพลวงตา และตอนที่เจ้าใช้มันก่อนหน้านี้…ดาบเอ๋ยดาบ ดาบเอ๋ยดาบ…”
หลังจากผ่านไปประมาณสิบห้านาที เฟยอวี๋ก็เก็บดาบวิเศษอย่างพึงพอใจ พร้อมจับภาพส่งไปในในช่องทีม
[ติ๊ง! ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ของคุณได้รับคำชี้แนะจากเหมียวเหรินเฟิ่ง เลเวลเพิ่มเป็น…]
เจ้าหมอนี่ยังคงทำตัวไม่สุภาพเรียบร้อยเหมือนอย่างเคย จับภาพหน้าจอมาก็ไม่สมบูรณ์ เหมือนกลัวว่าคนอื่นจะรู้ความลับของตัวเอง
เมื่อมีตัวอย่างของเฟยอวี๋ก่อนแล้ว คนที่เหลือก็เริ่มกระโดดออกมาแล้วเช่นกัน
คนที่ออกมาคนที่สองก็คือถังซานไฉ่ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ของเจ้าหมอนี่เป็นวิชาขั้นต้น เหมียวเหรินเฟิ่งชี้แนะอย่างผ่อนคลายขึ้นหลายเท่า พูดแค่สองสามประโยคก็อัปหนึ่งเลเวลแล้ว
หลัวจากนั้น สะพานสวรรค์น้อยก็ลงสนามอีก
เพียงแต่น้องสะพานสวรรค์น้อยใช้ความพยายามกับ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่สำนักสุสานโบราณไปมาก ถังซานไฉ่เทียบไม่ติดเลย กอปรกับเหมียวเหรินเฟิ่งไม่ได้คุ้นเคยกับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ เหมือนที่คุ้นเคยกับ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ เวลาชี้แนะขึ้นมาก็เปลืองแรงนิดหน่อย ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง ถึงได้ทำภารกิจนี้เสร็จสิ้นอย่างยากลำบาก
สุดท้ายก็เป็นเยี่ยเว่ยหมิง
ยามเผชิญหน้ากับทางเลือกระหว่าง 1. ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์สี่หมื่นแต้มเพื่อเพิ่มเลเวล 2. ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์สามแสนแต้มเพื่อเพิ่มเลเวล เยี่ยเว่ยหมิงเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเล
หลังจากแสดง ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเก้าของเขาออกมา เหมียวเหรินเฟิ่งกลับพูดตรงๆ เลยว่า “จอมยุทธ์น้อยเยี่ย เคล็ดกระบี่ชุดนี้ของเจ้าเลเวลสูงเกินไป ขออภัยที่เหมียวไร้ความสามารถ”
อะไรนะ
เมื่อได้ยินเหมียวเหรินเฟิ่งพูดเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มไม่ออกทันที “วิชาดาบระดับสูงกับเคล็ดกระบี่ระดับกลางของของพวกเขาสามคน จอมยุทธ์เหมียวก็ยังชี้แนะได้เลย ทำไมพอถึงเคล็ดกระบี่ที่ไม่เข้าขั้นของข้า ท่านกลับไร้ความสามารถเสียแล้ว”
“จอมยุทธ์เหมียว ท่านคงไม่ได้คิดจะฮุบรางวัลภารกิจของข้าหรอกใช่ไหม”
[1] หินจ้องสามี 望夫石 หินที่มีรูปร่างเหมือนกำลังรอคอยสามี ตามตำนานเล่าว่าภรรยาของชาวประมงมาเฝ้ารอสามีที่จมน้ำตายไป จนสุดท้ายขอพรให้ตัวเองกลายเป็นหินเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสามี
[2] ลมโชยชายฝั่งแม่น้ำอี้จนหนาวเหน็บ ท่อนต่อไปคือ ผู้กล้าไปแล้วไม่หวนกลับ เป็นท่อนหนึ่งของกลอนสั้นที่แต่งโดย จิงเคอ หนึ่งในมือสังหารผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์จีน ผู้ลอบสังหารฉินอ๋องเจิ้ง
บทที่ 122
ผู้น้อยเดิมทีเป็นมือปราบที่เมืองหลวง ฆ่ามอนสเตอร์ ฝึกอัปเลเวล ทำภารกิจ เล่นเกมอย่างหรรษา
แต่เหมียวเหรินเฟิ่งนั่น เขาไม่ปรานีกันเลย
คิดว่าจวนขุนนางไม่มีตาหรืออย่างไร ถึงมาฮุบรางวัลภารกิจของข้า
รางวัล
ของ
ข้า!
……
ตอนทำภารกิจพูดไว้ชัดเจนแล้วแท้ๆ ว่าหลังจากทำภารกิจสำเร็จจะได้อัปเลเวลวิชาดาบหรือเคล็ดกระบี่อย่างใดอย่างหนึ่ง
เหตุใดหลังจากทำภารกิจสำเร็จแล้ว ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปล่ะ
ก่อนทำภารกิจ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ของข้าอยู่ในเลเวลเก้าแล้วแท้ๆ ท่านมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าตอนนี้ชี้แนะไม่ไหว
แล้วยังจะมีกฎหมายไว้ทำไม
ยังจะมีกติกาไว้ทำไมอีก!
สำหรับอำนาจชั่วร้ายที่พูดจาไม่เป็นคำพูด ฮุบรางวัลคนอื่นไว้แบบนี้ ผู้ที่มั่นคงซื่อตรงอย่างเยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่อาจก้มหัวให้อยู่แล้ว!
แม้จะสู้ไม่ไหว แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นฝ่ายได้เปรียบด้านเหตุผล
ขณะมองเหมียวเหรินเฟิ่งที่มีสีหน้าลำบากใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้พิษภัยออกมา “ในเมื่อจอมยุทธ์เหมียวรู้สึกลำบากใจกับสิ่งนี้ เช่นนั้นรางวัลภารกิจนั่น ก็ใช่ว่าข้าจะต้องได้เสมอไป…
…เพียงแต่คนอย่างข้าน่ะปากไว เมื่อพบเจอเรื่องขุ่นมัวใจก็ไม่ชอบเก็บกดเอาไว้ในใจอยู่แล้ว ข้าตั้งใจว่าหลังจากกลับถึงเมืองเปี้ยนเหลียง ข้าจะให้สหายเหวยเสี่ยวเป่าช่วยข้าหานักเล่านิทานสักสองสามคน เรียบเรียงเรื่องที่จอมยุทธ์เหมียวพูดจาไม่เป็นคำพูด ฮุบรางวัลภารกิจ แล้วนำไปเล่าตามโรงเตี๊ยม…”
เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ออกมา อย่าว่าแต่เหมียวเหรินเฟิ่งเลย แม้แต่ผู้เล่นสามคนที่มากับเขาก็เริ่มมีสีหน้าแปลกๆ แล้ว
เจ้าเด็กดี ว่าแล้วว่าต้องโหด!
ตั้งแต่เกมเปิดเซิร์ฟมาจนถึงตอนนี้ ก็เป็นเวลาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลังจากผ่านประสบการณ์เล่นเกมมายาวนาน ทุกคนก็พอจะเข้าใจธรรมชาติของเกมนี้พอสมควร พอจะเข้าใจเรื่องราวยุทธภพในระดับหนึ่งแล้ว
ในยุทธภพนี้ พวกที่ยอมขายชีวิตแลกเงินมักเป็นตัวละครเล็กๆ ที่ฝีมือกาก บุคคลที่มีหน้ามีตาจริงๆ ส่วนใหญ่มองเงินเป็นเหมือนอุจจาระแล้ว ยามเผชิญหน้ากับอำนาจที่เข้มแข็งก็ไม่เกรงกลัวเช่นกัน ถึงขั้นที่เป็นคนโหดไม่สนใจความเป็นความตายด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างไรยุทธภพก็ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะนักปราชญ์ ยิ่งเป็นคนโหดที่ดูเหมือนตีรันฟันแทงไม่เข้าเช่นนี้ ก็ยิ่งปล่อยวางกับคำว่า ‘ชื่อ’ ไม่ได้มากที่สุด
คําขวัญของพวกเขาก็คือ
ยอมให้ชื่ออยู่แล้วตัวตาย ดีกว่าชื่อตายแล้วตัวอยู่!
ดูจากการแสดงออกต่างๆ ที่ผ่านมาของเหมียวเหรินเฟิ่ง ฟังจากเรื่องราวอันห้าวหาญผดุงคุณธรรมที่เขาเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ก็รู้แล้ว ว่าเขาเป็นคนโหดที่เห็นชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิต!
คำขู่ของเยี่ยเว่ยหมิง โจมตีโดนจุดอ่อนโดยตรง!
ลองถามใจตัวเองดูแล้ว หากเปลี่ยนให้เยี่ยเว่ยหมิงเป็นพวกเขา บางทีพวกเขาอาจพยายามต่อสู้กับเหมียวเหรินเฟิ่งด้วยเหตุผลได้ แต่ใช้ท่าไม้ตายโหดที่ชั่วร้ายอย่างนี้ไม่ได้แน่นอน
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว อีกฝ่ายจะอยู่อย่างสบายที่สุดได้อย่างไรล่ะ
นี่ก็คือความแตกต่าง!
ชั่วขณะนั้น ทั้งสามก็มองไปทางเหมียวเหรินเฟิ่งด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เหมียวเหรินเฟิ่งถูกเจ้าคนพวกนี้มองจนแอบขนลุกในใจ แน่นอนว่ารู้สึกจนปัญญากับคำขู่ของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ แม้ค่าพลังยุทธ์ของเขาจะโจมตีทุกคนที่อยู่ตรงนี้ได้สบาย แต่วีรบุรุษที่ชอบธรรมกลับไม่ได้รับอนุญาตให้รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าโดยไร้เหตุผล
ภายใต้ความจนใจ เหมียวเหรินเฟิ่งทำได้เพียงอธิบายกับเยี่ยเว่ยหมิงอย่างเนิบนาบนุ่มนวล “จอมยุทธ์น้อยเยี่ย ที่จริงเหมียวผู้นี้ไม่ได้อยากกลืนน้ำลายตัวเองเลย เพียงแต่เคล็ดกระบี่ที่เจ้าแสดงให้ดูก่อนหน้านี้ มองเผินๆ เหมือนธรรมดาไม่มีอะไรแปลก แต่ตอนนี้มันอยู่ในจุดอิ่มตัวแล้ว หากอยากจะก้าวหน้าอีกขั้น ก็จะต้องทำให้ได้ถึงขั้นที่เปลี่ยนจากแย่ให้เป็นดี ส่วนระดับที่ว่ามานั้น เหมียวผู้นี้ลองถามใจตัวเองดูแล้ว พบว่าตัวเองทำไม่ได้ แล้วจะไปชี้แนะได้เจ้าอย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ “ดังนั้น นี่ก็คือเหตุผลที่ท่านจะฮุบรางวัลภารกิจของข้าอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว” เหมียวเหรินเฟิ่งกล่าวด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยเหตุผล “สำหรับ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่เจ้าแสดงให้ดูก่อนหน้านี้ ข้าอยากช่วยแต่ไร้ความสามารถจริงๆ หรือเจ้าจะเปลี่ยนเป็นเคล็ดกระบี่อื่นดีไหม เช่นเคล็ดกระบี่ที่เจ้าใช้ลงมือกับข้าก่อนหน้านี้ เคล็ดกระบี่ที่เจ้าร่วมมือกับแม่นางน้อยนั่น แม้เคล็ดกระบี่นั่นเจ้าจะฝึกจนถึงขั้นที่ข้าชี้แนะได้ลำบาก แต่ก็พอดันทุรังไหว”
เยี่ยเว่ยหมิงมองเหมียวเหรินเฟิ่งด้วยสีหน้าของคนที่ได้รับความอยุติธรรม “หรือพูดได้อีกอย่างว่า ข้าต้องทิ้งทางเลือกที่ดีที่สุดนี้ไป ลดรางวัลภารกิจของตัวเองให้ต่ำลงหนึ่งระดับหรือ”
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ แล้วเห็นสีหน้าน้อยอกน้อยใจของเขาอีก เหมียวเหรินเฟิ่งก็อยากจะแทงเจ้าหนุ่มน่ารังเกียจนี่ให้ตายตอนนี้เลย
ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงไม่มี ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ แต่ดูแค่เลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของเขาอย่างเดียว ก็สูงกว่าเลเวลสัมพัทธ์ของพวกสะพานสวรรค์น้อยแล้ว
ที่เรียกว่าเลเวลสัมพัทธ์ ถ้าจะให้อธิบายก็ค่อนข้างซับซ้อน เปลี่ยนวิธีพูดให้ธรรมดาหน่อยก็คือ…
ตอนนี้เคล็ดกระบี่ฉวนเจินของเยี่ยเว่ยหมิงเลเวลห้า ส่วนเคล็ดกระบี่ดรุณีหยกของสะพานสวรรค์น้อยกับเคล็ดดาบตระกูลหูของเฟยอวี๋อาจไม่ได้ต่ำกว่าเลเวลเคล็ดกระบี่ฉวนเจินของเขา แต่การเพิ่มหนึ่งเลเวลของเคล็ดกระบี่ฉวนเจินต้องใช้ค่าประสบการณ์สี่หมื่นแต้ม ส่วนการเพิ่มเลเวลเคล็ดกระบี่ดรุณีหยก หรือเคล็ดดาบตระกูลหูต้องใช้ค่าประสบการณ์ประมาณหมื่นแต้มเท่านั้น
เพิ่มหนึ่งเลเวลเหมือนกัน แต่ผลประโยชน์ที่เยี่ยเว่ยหมิงได้รับจะเยอะกว่าคนอื่นหลายเท่าแน่นอน!
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าเลเวลสัมพัทธ์!
ได้รับผลประโยชน์มากมายขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับแสร้งทำตัวเป็นเหยื่อ
คนประเภทนี้ เจ้าว่าวอนโดนเท้ากระทืบไหมล่ะ
แต่เหมียวเหรินเฟิ่งเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ตรงไปตรงมา เพื่อรักษาคาแรคเตอร์ของตัวเอง เขายังต้องข่มตัวเองไม่ให้วู่วามทำร้ายอีกฝ่าย ได้แต่กล่าวอย่างจนใจว่า “นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็บอกสาเหตุไว้แล้ว ความสามารถมีจำกัด หรือจะเอาอย่างนี้ล่ะ พวกเรามาแลกเปลี่ยนเงื่อนไขกันหนึ่งอย่าง ขอเพียงเจ้าไม่ให้ข้าชี้แนะ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ข้าก็จะชี้แนะทักษะประเภทดาบกระบี่ทั้งหมดที่เจ้าเรียนมาหนึ่งรอบ เป็นอย่างไร”
ในเมื่อเหมียวเหรินเฟิ่งพูดขนาดนี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำได้เพียงตอบตกลง เพียงแต่สีหน้าของเขายังดูหงอยเหงาเศร้าซึมนิดหน่อย
เมื่อได้เห็นฉากนี้ ในที่สุดเหมียวเหรินเฟิ่งก็โล่งอกแล้ว
เมื่อเห็นว่าเจ้าเด็กนี่ฝึก ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เป็นหลัก แม้จะฝึกอย่างอื่นด้วย แต่ก็เป็นเพียงเคล็ดกระบี่ระดับต้นที่ที่เอาไว้เผื่อฉุกเฉินเท่านั้น ทั้งยังเลเวลไม่สูงด้วย
ไม่อย่างนั้นแล้ว เขาคงไม่ทำสีหน้าอย่างนี้แน่นอน
จากนั้น…
เหมียวเหรินเฟิ่งก็ชี้แนะเยี่ยเว่ยหมิงทั้งคืน
ตั้งแต่โพล้เพล้จนกระทั่งดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า พระหน้าทองที่ถูกเรียกว่า ‘ทั้งใต้หล้าไร้คู่ต่อสู้’ ถึงได้กล่าวอำลาพวกเขา แล้วออกจากเขาเล่อซานไปราวกับกำลังหนี
ส่วนค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนแล้ว…
[เยี่ยเว่ยหมิง]
เลเวล: 19
……
พลังชีวิต: 7700/7700
กำลังภายใน: 3320/3320
ความแข็งแกร่ง: 307
พละกำลัง: 307
ท่าร่าง: 293
ความว่องไว: 187
สติปัญญา: 35
ค่าตระหนักรู้: 36
…….
[เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น)]
เลเวล: 9
ค่าประสบการณ์: 0/25600พลังชีวิต +450
กำลังภายใน +450
ความแข็งแกร่ง +45
พละกำลัง +45
ท่าร่าง +45
ความว่องไว +45
……
[คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น]
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 0/10000พลังชีวิตสูงสุด +1500
กำลังภายใน +1500
ความแข็งแกร่ง +100
พละกำลัง +100
ท่าร่าง +100
ความว่องไว +100
สติปัญญา +10
ค่าตระหนักรู้ +5
……
[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น)]เลเวล: 9
ค่าประสบการณ์: 6365/300000
ประสิทธิภาพ +90%
แม่นยำ +90%
……
[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]เลเวล: 6
ค่าประสบการณ์: 311/20000
ป้องกัน +120%
แม่นยำ +120%
หลบหลีก +60%
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ
……
[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]เลเวล: 6
ค่าประสบการณ์: 0/100000
โจมตี +120%
แม่นยำ +120%
พละกำลัง +120
ความแข็งแกร่ง +120
พลังชีวิตสูงสุด +1200
……
[คนผีร่วมวิถี](เป็นเคล็ดวิชาพิเศษ ไม่สามารถเพิ่มเลเวลได้)
โจมตี +300%
แม่นยำ +300%
……
[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]เลเวล: 6
ค่าประสบการณ์: 5800/8000
ท่าร่าง +120
……
[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)]เลเวล: 3
ค่าประสบการณ์: 3595/4000
ดาเมจโจมตี +30%
แม่นยำ +30%
ดาเมจคริติคอล +30%
ดาเมจโจมตีจุดสำคัญมีโอกาส 5% ที่จะโจมตีครั้งเดียวถึงตาย!
……
[อุปกรณ์]
ข้าม
……
ทั้ง ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ และ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ล้วนได้เพิ่มหนึ่งเลเวล ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงประหยัดค่าประสบการณ์ไปห้าหมื่นแต้ม เมื่อเห็นเหมียวเหรินเฟิ่งจากไปด้วยสีหน้าเหมือนกินแมลงวัน เยี่ยเว่ยหมิงก็แอบสะใจเงียบๆ อยู่พักหนึ่ง
และในขณะนี้เอง เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นอย่างทันเวลา
[ติ๊ง! เนื่องจากคุณใช้วิธีการต่ำช้าบีบจอมยุทธ์เหมียวเหรินเฟิ่ง ทำให้รางวัลภารกิจของตัวเองเพิ่มเยอะมาก ค่าวีรบุรุษ -20!]
อ้าว เฮ้ย!
เมื่อได้ยินแจ้งเตือนระบบแบบนี้ รอยยิ้มของเยี่ยเว่ยหมิงถูกแข็งค้างทันที
สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วรีบถาม “เป็นอะไรไป”
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ตอบ เพียงจับภาพข้อมูลส่งในช่องทีมเงียบๆ พร้อมแนบอิโมติคอนร้องไห้
o(╥﹏╥)o
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า เมื่อมีใครสักคนดวงซวย แล้วได้เห็นคนอื่นซวยเหมือนตัวเอง ก็จะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
เฟยอวี๋ก็เป็นคนต่ำช้าประเภทนั้น!
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงถูกหักค่าวีรบุรุษ เขากลับหัวเราะลั่นอย่างไม่เห็นใจแม้แต่น้อย “ก่อนหน้านี้ตอนข้าวางเพลิงเผาบ้านก็ถูกหักค่าวีรบุรุษไปยี่สิบแต้ม ตอนนี้ในใจรู้สึกว่ายุติธรรมแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าให้เขา แล้วกล่าวเสริม “ข้าใช้ค่าวีรบุรุษยี่สิบแต้ม แลกกับค่าตบะหนึ่งหมื่นแต้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าคุ้มหรือเปล่า”
“ขอปิดกั้นตัวเองสักพัก…” เฟยอวี๋ตอบ
เยี่ยเว่ยหมิงรีบดึงเจ้าหมอนี่ที่จะแกล้งเป็นลม “อย่าเพิ่งปิดกั้นตัวเอง ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากข้าแล้วว่าจะช่วยทำภารกิจ…”
“หา?” เฟยอวี๋ได้ยินแล้วดึงสติกลับมา “จะว่าไปแล้วข้าก็แปลกใจมาตลอด เจ้าได้รับภารกิจอะไรกันแน่”
“คดีขโมยของในพระราชวัง!”
บทที่ 123
ขั้นตอนที่ทุกคนตรวจสอบภารกิจ ฟังดูค่อนข้างซับซ้อน แต่ความจริงไม่ได้มีอะไรวกวน หากใช้ภาษาที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุดมาอธิบายก็คือ…
เฟยอวี๋ที่รับปากว่าจะช่วยก่อนหน้านี้ สะพานสวรรค์น้อยที่อยากเห็นว่าตัวเองจะมีโอกาสออกทีวีหรือไม่ รวมทั้งถังซานไฉ่ที่อยากมาร่วมสนุกด้วยเฉยๆ เยี่ยเว่ยหมิงพาพวกเขาเลี้ยวจากเขาเล่อซานกลับไปเมืองเทียนอิน แล้วนั่งรถม้าจากเมืองเทียนอินกลับไปที่เมืองเปี้ยนเหลียง
หลังจากกลับมาถึงเมืองเปี้ยนเหลียงแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็นำทั้งสองมาที่จวนลู่ติ่งกงทันที จุดประสงค์ก็คือจะขอให้เหวยเสี่ยวเป่านำทางเข้าพระราชวังเพื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นครั้งที่สอง ระหว่างทางเจอซานเย่ว์ที่ทำภารกิจอยู่ในเมืองพอดี นางหนูคนนี้จึงเข้ามาประสมโรงด้วยเสียเลย
ทว่าเห็นได้ชัดว่าสหายเสี่ยวเป่าผู้นี้เข้าใจโลกมากกว่าเจ้าคนฮุบของรางวัล…แค่กๆ เหมียวเหรินเฟิ่ง เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะมาช่วยไขคดีด้วยกัน ก็ถึงขั้นที่ไม่ต้องรอให้เยี่ยเว่ยหมิงเป็นฝ่ายขอเอง เขาแจกภารกิจให้โดยทันที
[ช่วยไขคดี]
ระดับภารกิจ: 4 ดาว
ช่วยเยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพไขคดีขโมยของในพระราชวัง
รางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์ 10000
ค่าตบะ 3000
เงิน 200 เหรียญทอง!
…..
ค่าประสบการณ์และค่าตบะที่เป็นรางวัลของพวกเขา ส่วนใหญ่เหมือนกับของเยี่ยเว่ยหมิง มีเพียงอุปกรณ์ลับรายการสุดท้ายที่เปลี่ยนเป็นเงินแทน แต่ระดับภารกิจกลับลดลงหนึ่งระดับแล้ว
จากสิ่งนี้จะเห็นได้เลยว่า เหวยเสี่ยวเป่าเตรียมรางวัลลับไว้ในเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว แล้วยังเป็นของรางวัลมูลค่าสองร้อยเหรียญทองขึ้นไปด้วย!
สามคนที่ได้รับภารกิจก็ย่อมพึงพอใจอยู่แล้ว จากนั้นพวกเขาก็เข้าพระราชวังไปด้วยการนำทางของเหวยเสี่ยวเป่า
หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุดูคร่าวๆ เฟยอวี๋ก็ยืนยันทิศทางที่หัวขโมยหลบหนีไปได้ทันที
การไล่ตามนี้ใช้เวลาเจ็ดวันเต็มๆ เนื่องจากในขั้นตอนการสะกดรอยตามไม่อนุญาตให้ใช้รถม้า ทุกคนทำได้เพียงเดินเท้าจากพระราชวังในเมืองเปี้ยนเหลียงมาจนถึงหมู่บ้านมือใหม่ที่ชื่อว่าหมู่บ้านหนิวเจียซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองหังโจว ทำให้พวกเขาอดทึ่งในการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ของ NPC ในเกมนี้ไม่ได้
หมู่บ้านมือใหม่คืออะไร
ก็คือหมู่บ้านธรรมดาที่หลังจากเปิดเซิร์ฟไปได้สิบวันก็หาผู้เล่นสักคนหนึ่งได้ยากมาก
พวกเขาเพิ่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้รับพิราบสื่อสารจากหนิวจื้อชุนแล้ว
[สหายเยี่ย อยู่ที่ไหน] หนิวจื้อชุน
ตอนนี้ทุกคนผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงแล้ว เฟยอวี๋ที่เป็นผู้นำสะกดรอยตาม ตอนนี้กำลังหาเบาะแสพร้อมนำทางไปข้างหน้า ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ตามอยู่ข้างหลังอย่างสบายอกสบายใจ ตอบกลับข้อความหนิวจื้อชุน [หมู่บ้านหนิวเจีย มีอะไรหรือ]
[หมู่บ้านหนิวเจีย! หมู่บ้านมือใหม่ที่ข้าเกิดก็คือหมู่บ้านหนิวเจีย เจ้าไปที่นั่นทำไม] หนิวจื้อชุน
[บังเอิญขนาดนั้นเชียวหรือ] เยี่ยเว่ยหมิง
[เหอะๆ อาจะเป็นเพราะ ID ของข้าแซ่หนิวกระมัง] หนิวจื้อชุน
[ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล! ข้ามาที่นี่เพื่อสืบคดีพระราชวังถูกขโมยของ ในเมื่อเจ้าเกิดที่หมู่บ้านหนิวเจีย เช่นนั้นเจ้ารู้หรือเปล่าว่าในหมู่บ้านหนิวเจียมียอดฝีมือร้ายกาจอะไรไหม] เยี่ยเว่ยหมิง
[ข้ารู้เพียงว่าในหมู่บ้านหนิวเจียมีสองทายาทของตระกูลผู้จงรักภักดี คนหนึ่งชื่อหยางเถี่ยซิน บอกว่าตัวเองเป็นทายาทของหยางไจ้ซิง ส่วนอีกคนชื่อกัวเสี้ยวเทียน ว่ากันว่าเป็นทายาทของหลู่ฟางกัวเซิ่ง ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน] หนิวจื้อชุน
[ตกลงว่าเป็นหลู่ฟางโหวผู้อ่อนโยน หรือเป็นกัวเซิ่งผู้ที่เอาชนะเซวียเหรินกุ้ยได้กันแน่ (o__)ノ] เยี่ยเว่ยหมิง
[เป็นกัวเซิ่ง! ข้าจำฉายาผิดเอง แต่ต่อมามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ข้าทำภารกิจเสร็จแล้วกลับมาหมู่บ้านหนิวเจีย ก็พบว่าสองคนนั้นไม่อยู่แล้ว คงจะไม่เกี่ยวข้องกับหัวขโมยที่เจ้ากำลังตามหากระมัง] หนิวจื้อชุน
[เช่นนั้นจู่ๆ เจ้าติดต่อข้ามาเพราะเรื่องอะไรกันแน่] เยี่ยเว่ยหมิง
[สหายเยี่ย ไม่รู้ว่าเจ้ารู้จักคนที่ชื่อวั่งเหยียนหรือเปล่า เขายังรู้จักสิ่งของแบบเดียวกับที่อยู่ในมือของเจ้าด้วย ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’] หนิวจื้อชุน
เมื่อเห็นข้อความนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ชะงักทันที หลังจากถามอีกถึงได้รู้ว่าที่แท้หลังจากทั้งสามคนร่วมงานกันที่หมู่บ้านชื่อสยาแล้ว ก็มีคนไม่น้อยเห็นหนิวจื้อชุนกับเยี่ยเว่ยหมิงอยู่ด้วยกัน ส่วนวั่งเหยียนก็ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไร ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝ่ายมาหาหนิวจื้อชุนก่อน ออกเงินทุนห้าสิบเหรียญทอง ให้ช่วยหากระสอบข้าวสารที่อยู่ในมือเยี่ยเว่ยหมิง
แต่หนิวจื้อชุนเป็นใครกัน
เขาเป็นคนที่จะทรยศสหายเพียงเพราะเงินแค่ห้าสิบเหรียญทองอย่างนั้นหรือ
ก็อย่างที่เขาบอก ถ้าไม่ถึงห้าร้อยเหรียญทอง ก็อย่าแม้แต่จะคิด!
ดังนั้น หนิวจื้อชุนจึงตอบรับคำขอของอีกฝ่ายไปเพื่อบังหน้า แต่กลับเล่าที่มาที่ไปทั้งหมดของเรื่องนี้ให้เยี่ยเว่ยหมิงฟัง
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนเฝ้าคิดถึง ‘กระสอบข้าว’ ของเขาอยู่ตลอด แม้เขาจะรู้สึกมาตลอดว่าสิ่งนี้เป็นตัวถ่วงที่กินพื้นที่ในกระเป๋า แต่ก็ยังเลือกปฏิเสธอย่างไม่ลังเล แล้วก็กล่าวขอบคุณหนิวจื้อชุนที่ยึดหลักคุณธรรม
ด้วยการนำทางของเฟยอวี๋ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงประตูโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าโรงเตี๊ยมชวีซาน
พอหยุดฝีเท้าแล้ว เฟยอวี๋ก็หันกลับมาบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ตามข้อความที่ทักษะของข้าแจ้งเตือน หัวขโมยน่าจะซ่อนตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ศัตรูตัวใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้าควรจะหยุดแชทก่อนหรือเปล่า”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “คุยกันเสร็จแล้ว”
“หากคุยเสร็จแล้ว พวกเราก็เข้าไปกันเถอะ”
“ช้าก่อน” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำถุงผ้าไหมที่โหยวจิ้นมอบให้เขาตอนแรกออกมา อีกฝ่ายกำชับว่าหลังจากเจอผู้ร้ายตัวจริงแล้วถึงจะเปิดได้
เมื่อเปิดถุงผ้าไหมออกแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็นำตัวอักษรแถวหนึ่งออกมาต่อหน้าทุกคน พอคลี่ออกกลับพบว่าบนนั้นเขียนไว้หกตัวอักษร
จับเป็นที่วัดถู่ตี้
ในขณะเดียวกันนี้เอง เสียงแจ้งเตือนระบบก็ดังขึ้นแล้ว
[ติ๊ง! ปลดล็อกภารกิจลับ จับเป็นหัวขโมย!]
[จับเป็นหัวขโมย]
ระดับภารกิจ: 5 ดาว
หัวหน้าโหยวจิ้นแห่งสำนักมือปราบเทพได้กระจายกำลังล้อมวัดถูตี้ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านหนิวเจียสิบลี้ไว้อย่างหนาแน่นแล้ว หาทางล่อหัวขโมยให้ไปถึงที่นั่น และช่วยหัวหน้าโหยวจับเป็น
รางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์ 10000 แต้ม
ค่าตบะ 2000 แต้ม
อุปกรณ์ทองคำ 1 ชิ้น
……
หลังจากอ่านข้อความจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็บอกในช่องทีมว่า [ดูท่าแล้ว ครั้งนี้ศัตรูคงจะโหดเหี้ยมมากจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าโหยวจิ้นจะออกปฏิบัติการด้วยตัวเอง ทั้งยังซุ่มกำลังไว้ตรงวัดถู่ตี้ที่อยู่ห่างออกไปสิบลี้อีก พวกเราแค่ต้องคิดหาทางล่อหัวขโมยให้ไปถึงที่นั่นก็พอ]
……
ในขณะเดียวกัน ตรงริมทางขึ้นเขาจงหนาน ร่างสูงใหญ่ของหนิวจื้อชุนนั่งพิงอยู่บนแผ่นศิลารูปทรงยาวแผ่นหนึ่ง ท่าทางดูขี้เกียจมาก
ตรงหน้าเขามีผู้เล่นที่แต่งกายเหมือนศิษย์สำนักหัวซานคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นวั่งเหยียนนั่นเอง
หลังจากอ่านข้อความสุดท้ายของเยี่ยเว่ยหมิงเสร็จ หนิวจื้อชุนก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้วบอกว่า “ขออภัยจริงๆ สหายวั่งเหยียน เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนจะสังเกตอะไรได้ ไม่ยอมรับเลยว่าในมือเขามีของสิ่งนี้อยู่ ข้าคงไร้วาสนากับสองร้อยเหรียญทองนั่นของเจ้าแล้ว”
“น่าเสียดายเกินไปแล้ว” หลังจากวั่งเหยียนได้ยินคำตอบนี้ ก็กุมหมัดคารวะหนิวจื้อชุนด้วยความเสียดาย จากนั้นใช้ท่าร่างเหาะลงเขาไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา ยังออกไปได้ไม่ไกลเท่าไร ก็มีพิราบขาวตัวหนึ่งบินออกจากตัวเขาแล้ว ก่อนจะหายไปในชั่วพริบตาเดียว
หนิวจื้อชุนที่ได้เห็นฉากนี้กลับยิงฟันยิ้ม แล้วพึมพำกับตัวเอง “เพราะไม่ได้ผลลัพธ์อะไรจากข้า ก็เลยส่งพิราบสื่อสารออกไปทันที ดูท่าแล้ว วั่งเหยียนก็เป็นเพียงคนทรยศเท่านั้นเอง แต่คนทรยศเสนอราคามาตั้งสองร้อยเหรียญทอง เช่นนั้นคนที่อยากได้ข้าวนั่นเป็นเทพปราชญ์มาจากที่ไหนกันแน่ แล้ว ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ เป็นสมบัติล้ำค่าที่วิเศษวิโสอะไรนักหนา”
“น่าสนใจ น่าสนใจเกินไปแล้ว”
“เจ้ากำลังบอกว่าอะไรน่าสนใจ” จู่ๆ ก็มีเสียงที่ทำให้หนิวจื้อชุนตกใจ พอหันกลับมา ก็พบว่าเป็นนักพรตเต๋าวัยกลางคน กำลังยืนอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้ กำลังมองเขาด้วยความสนใจ
เมื่อเห็นนักพรตเต๋าวัยกลางคน หนิวจื้อชุนก็หุบรอยยิ้มไม่สงบเสงี่ยมทันที “ท่านอาจารย์”
ที่แท้นักพรตเต๋าวัยกลางคนผู้นี้ก็คืออาจารย์หนิวจื้อชุน นักพรตฉางชุนชิวชู่จีแห่งสำนักฉวนเจิน
ชิวชู่จีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วบอกหนิวจื้อชุนว่า “การลงเขาครั้งก่อน ทำให้ความสามารถของเจ้าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย อาจารย์มีหนึ่งภารกิจต้องมอบหมายให้เจ้า คิดว่าความสามารถของเจ้าน่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้แล้ว”
หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วตาเป็นประหาย “ภารกิจอะไรขอรับ”
ชิวชู่จีหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกจากหน้าอก “ข้ามีจดหมายฉบับหนึ่ง เจ้าส่งมันไปที่ทะเลทราย ส่งให้ถึงมือจอมยุทธ์เคอ หนึ่งในเจ็ดจอมยุทธ์เจียงหนานด้วยตัวเอง”
บทที่ 124
โรงเตี๊ยมชวีซานเป็นโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านหนิวเจีย และเป็นสถานที่แห่งเดียวในหมู่บ้านที่จะหาซื้อสุราได้
แต่กิจการที่นี่กลับไม่ดีเท่าไร ตอนที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงที่นี่ ในโรงเตี๊ยมกลับไม่มีแขกเลยสักคน ข้างในว่างเปล่า ไม่คึกคักสักนิด
เมื่อเห็นสภาพนี้ สะพานสวรรค์น้อยก็อดถามไม่ได้ว่า “บรรยากาศของที่นี่ดูไม่ชอบมาพากลเกินไปกระมัง”
ครั้งนี้ไม่ต้องให้เยี่ยเว่ยหมิงอธิบาย ผู้คลั่งภารกิจอย่างซานเย่ว์ก็เริ่มอธิบายหลักการก่อนแล้ว “ที่จริงแล้ว แบบนี้ต่างหากคือสภาพปกติที่เห็นบ่อยในโรงเตี๊ยมยุคโบราณ ตลอดทั้งปี การที่ชาวบ้านธรรมดาจะมากินอาหารในโรงเตี๊ยมสักครั้งก็เป็นเรื่องที่ยากมาก อีกทั้งหมู่บ้านหนิวเจียก็ไม่ใช่เมืองที่ใหญ่โตอะไร กิจการไม่คึกคักก็เป็นเรื่องปกติ หากจู่ๆ คึกคักขึ้นมา แบบนั้นต่างหากที่มีปัญหา”
……
ตอนที่อธิบาย พวกเขาก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมแล้ว กลับเห็นว่าโรงเตี๊ยมตกแต่งได้สภาพอนาถมาก ราวกับไม่ได้ปรับปรุงมาแล้วสิบกว่าปี ข้อดีอย่างเดียวก็คือ ความสะอาดถูกหลักอนามัยของที่นี่ยังพอรับได้อยู่
โต๊ะเก้าอี้และเครื่องเรือนแม้จะเก่า ดูเผินๆ เหมือนสกปรก แต่หากมองให้ละเอียด กลับพบว่าบนนั้นไม่มีคราบฝุ่นและคราบน้ำมันเลย ดูแลได้สะอาดมาก
เมื่อเห็นห้าคนนี้เข้ามาข้างใน ผู้จัดการที่สองมือค้ำไม้เท้าก็เข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มทันที “ลูกค้าเตรียมจะสั่งอะไรรับประทานขอรับ”
“เรื่องกินอาหาร มองข้ามไปเถอะ” เมื่อได้รับข้อมูลจากเฟยอวี๋ในช่องทีมว่าคนนี้คือหัวขโมย เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะอ้อมค้อม เริ่มเข้าประเด็นเลยว่า “พวกเราคือเจ้าหน้าที่ของสำนักมือปราบเทพ มาที่นี่เพื่อจับขโมยโดยเฉพาะ”
ขณะที่พูด สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็จ้องไปบนใบหน้าของเจ้าคนไม่ได้เรื่องคนนี้ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าตอนที่อีกฝ่ายได้ยินคำว่า ‘สำนักมือปราบเทพ’ กับ ‘จับขโมย’ ก็ไม่แสดงสีหน้าหวาดกลัวลนลานแม้แต่น้อย แต่กล่าวอย่างไม่แยแสเลยว่า “ข้าชวีซานเปิดกิจการที่หมู่บ้านหนิวเจียมาสิบกว่าปีแล้ว ยังไม่เคยได้ยินว่าที่นี่มีหัวขโมยเลย หากพวกท่านมาเพื่อจับขโมย ก็เกรงว่าจะมาผิดที่แล้ว”
“เจ้ากำลังโกหก!” คนที่พูดเปิดโปงคำโกหกของอีกฝ่ายไม่ใช่เครื่องจับเท็จอย่างซานเย่ว์ แต่เป็นระบบ GPS อย่างเฟยอวี๋ เขาก้าวขึ้นมาข้างหน้า มองชายวัยกลางคนที่เรียกตัวเองว่าชวีซานอย่างเหยียดหยาม แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ชื่อของเจ้าไม่ใช่ชวีซาน แต่เป็นชวีหลิงเฟิง!”
ชวีซานได้ยินแล้วอึ้งทันที เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจว่าเหตุใดมือปราบกระจอกที่ดูเหมือนอ่อนแอคนนี้จึงรู้ชื่อจริงที่เขาปิดบังมาหลายปีได้
เพียงแต่ถ้าเป็นเพราะสิ่งนี้อย่างเดียว ก็ยังไม่เพียงพอให้เขาหวาดกลัวหรอก
อันที่จริงแล้ว ยุทธภพยังเป็นสถานที่ที่ต้องมาแข่งกันว่าใครจะหมัดใหญ่กว่ากัน
ส่วนชวีซาน หรือชวีหลิงเฟิง ก็เชื่อว่าหมัดของเขาใหญ่กว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่เป็นมือใหม่พวกนี้!
อาศัยความได้เปรียบโดยสมบูรณ์จากกำลังอันป่าเถื่อนของตัวเอง ชวีหลิงเฟิงตอบไม่ตรงคำถาม “ไม่ผิดหรอก ชื่อของข้าคือชวีหลิงเฟิง เป็นบุตรคนที่สามของตระกูล จะเรียกตัวเองว่าชวีซานที่แปลว่าสามแล้วจะเป็นไรไป”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว เขาก็ถามกลับอีกว่า “ดูจากท่าทางของพวกเจ้า เหมือนจะแน่ใจว่าข้าคือคนต่ำช้าอย่างที่พวกเจ้าบอกแล้วสินะ แต่พวกเจ้าก็น่าจะรู้เช่นกัน ว่าในโลกนี้ยังมีประโยคที่บอกว่า จับขโมยต้องมีหลักฐาน จับชายชู้ต้องจับหญิงแพศยาด้วย หากพวกเจ้าพูดปากเปล่าโดยไร้หลักฐานก็เป็นการใส่ร้ายประชาชนแล้ว ประชาชนก็ไม่นั่งรอความตายเช่นกัน!”
ความหมายที่เขาจะสื่อก็คือ หากไม่มีหลักฐาน ก็ต้องใช้กำลังอันป่าเถื่อนแก้ไขปัญหา
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา เยี่ยเว่ยหมิงก็อดแสยะยิ้มในใจไม่ได้ พูดอย่างกับว่าหากพวกเรามีหลักฐานแล้ว เจ้าจะยอมให้จับกุมแต่โดยดีอย่างนั้นแหละ
คนต่ำช้าที่กล้าแฝงตัวเข้าไปขโมยสมบัติในพระราชวัง เยี่ยเว่ยหมิงไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะเป็นคนที่รับมือด้วยง่าย
และในตอนนี้เอง ซานเย่ว์ที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งก็ก้าวขึ้นมาแล้ว นางกล่าวอย่างใจเย็นว่า “เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่า ‘จับขโมยต้องมีหลักฐาน จับชายชู้ต้องจับหญิงแพศยาด้วย’ สายตาของเจ้าจงใจจ้องอาหมิง เห็นได้ชัดว่าแสร้งวางมาดใหญ่โตกลบเกลื่อนเพราะกำลังกินปูนร้อนท้อง”
ชวีหลิงเฟิงได้ยินแล้วชะงักทันที ขณะกำลังจะเอ่ยปากเถียง กลับได้ยินซานเย่ว์พูดต่อว่า “ตอนนี้เจ้าเริ่มหายใจถี่กว่าก่อนหน้านี้นิดหน่อย แสดงว่าเจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ควบคุมลมปราณได้ แต่ก็ปิดบังความวิตกกังวลในใจตัวเองไม่ได้อยู่ดี”
“ข้อนิ้วของสองมือที่กุมไม้เท้าเริ่มซีดขาว เป็นเพราะออกแรงมากเกินไป สิ่งนี้ยิ่งอธิบายได้ว่าเจ้าเตรียมพร้อมจะลงมือทุกเมื่อ!”
“ข้าพูดถูกกระมัง”
หลังจากชะงักไปคู่เดียว ท่ามกลางสายตาที่เหมือนมองสัตว์ประหลาดของชวีหลิงเฟิง ซานเย่ว์กล่าวสรุปว่า “รวมสิ่งที่เจ้าแสดงออกมาข้างต้น หลักฐานที่เจ้าต้องการ พวกเรานั้นให้เจ้าได้ หากจะให้จับขโมยตามหลักฐานก็ไม่ยากเช่นกัน เพราะสมบัติที่เจ้าแฝงตัวเข้าไปขโมยในพระราชวัง ตอนนี้ยังไม่ได้นำออกมาขาย ยังคงซ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้!”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!” ตอนที่คำรามประโยคนี้ออกมา สายตาของชวีหลิงเฟิงก็พรั่งพรูเจตนาสังหาร เห็นได้ชัดว่าถูกเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ยั่วโมโหจนแทบจะหนีออกไปแล้ว
ทว่า เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้คิดจะปล่อยเขาไปอย่างนี้ เขาพูดต่อจากซานเย่ว์ว่า “ก่อนที่พวกเราจะเข้ามา ข้าสำรวจโรงเตี๊ยมของเจ้าไว้แล้ว ทั้งโรงเตี๊ยมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามแบบฉบับดั้งเดิม กำแพงข้างหน้ายาวสี่จั้งสามฉื่อ สูงหนึ่งจั้งสองฉื่อ กำแพงด้านข้างยาวสามจั้ง”
ขณะที่พูด สายตาก็มองสำรวจในโรงเตี๊ยมรอบหนึ่ง ปากก็พูดต่อไปว่า “และมองจากด้านใน ระดับความยาวของกำแพงตรงหน้าก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลง ระดับความสูงก็สอดคล้องกับข้างนอกเช่นกัน แต่ระยะห่างจากประตูทางเข้าจนถึงกำแพงข้างหลังยาวแค่สองจั้งเท่านั้น เช่นนั้น พื้นที่ว่างเกือบหนึ่งจั้งนี้ เจ้าจะหนีไปไหนได้”
“หากข้าเดาไม่ผิด ที่นั่นคงจะเป็นห้องลับ มีไว้ใช้ซ่อนของโจรโดยเฉพาะสินะ”
ศิษย์ทั้งสามของสำนักมือปราบเทพโอ้อวดความสามารถชุดใหญ่พร้อมกัน ไม่เพียงแค่ทำให้ชวีหลิงเฟิงตัวสั่นเทานั้น ถึงขั้นทำให้สะพานสวรรค์น้อยกับถังซานไฉ่ที่มากับพวกเขาด้วยพากันมองค้อนด้วย
อวดเก่งคืออะไร?
แบบนี้แหละที่เรียกว่าอวดเก่ง!
คดีขโมยสมบัติของยอดฝีมือบู๊ลิ้ม เดิมทีเบาะแสน้อยมาก ด้วยเงื่อนไขด้านเทคโนโลยีในยุคโบราณ ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไขคดีสำเร็จ แต่พวกเขาก็พูดออกมาชัดเจนประโยคต่อประโยค ถึงขนาดว่าแม้แต่ชื่อจริงของผู้ก่อคดีกับที่ซ่อนของโจรก็ระบุได้แล้ว
ต้องทราบไว้ว่า พวกเขาเพิ่งจะเข้ามาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ เพิ่งได้เจอชวีหลิงเฟิงเป็นครั้งแรก!
ทักษะอาชีพของสำนักมือปราบเทพนี้ หลังจากพวกเขาร่วมมือกัน ก็ทำได้เท่ยิ่งกว่านิยายสืบสวนที่บอกว่า ‘ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว’ นั่นเสียอีก!
น่าอิจฉาจัง
ส่วนในตอนนี้ ชวีหลิงเฟิงก็หายจากอาการตกตะลึงแล้ว เขาแสยะยิ้ม ในดวงตาทั้งคู่ระเบิดจิตสังหารออกมา “ในเมื่อพวกเจ้ามองออกแล้ว เช่นนั้นก็จะเก็บพวกเจ้าไว้ไม่ได้!”
ขณะที่พูด สองมือเขาก็ออกแรงไปด้วย ไม้เท้าที่อยู่ในฝ่ามือสองข้างพลันดันพื้น กระโจนร่างเข้าไปหาทั้งห้าคน พร้อมทั้งใช้มือขวาสะบัดไม้เท้าเหล็ก ไม่น่าเชื่อว่าจะครอบคลุมตัวหลักอย่างเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ไว้หมดแล้ว
สำหรับการโจตีกะทันหันของชวีหลิงเฟิง ทุกคนย่อมเตรียมตัวไว้นานแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็ถอยหลังพร้อมกันหนึ่งก้าว ดูเหมือนเป็นสหายทรยศ แต่ความจริงพวกเขากำลังรักษาระยะห่างที่ดีที่สุด
เพราะในขณะที่พวกเขากำลังถอยไปข้างหลังนั้น สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่อีกด้านก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้ว นางออกมายืนเคียงข้างเยี่ยเว่ยหมิง จากนั้นกระบี่วิเศษในมือทั้งสองก็โจมตีออกมา คนหนึ่งแทงเฉียง อีกคงฟันแนวตั้ง รับมือกับไม้เท้าเหล็กในมือชวีหลิงเฟิง
พวกเขาใช้ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยกใจพิสุทธิ์’ โดยเลือกกระบวนท่าที่รวดเร็วที่สุด…พเนจรสุดขอบฟ้า!
บทที่ 125
แกร๊ง! แกร๊ง! เสียงโลหะกระทบกันดังต่อเนื่อง ไม่น่าเชื่อว่าเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยจะถูกไม้เท้าเหล็กของชวีหลิงเฟิงทำให้สะเทือนจนถอยหลังออกไป
ท่ามกลางการโจมตีนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถอยหลังต่อเนื่องสามก้าว สะพานสวรรค์น้อยถอยหลังต่อเนื่องเจ็ดก้าวจนไปชนกับโต๊ะด้านหลังถึงได้ฝืนหยุดไว้ได้
จากการโจมตีธรรมดาหนึ่งครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นสองปัญหาที่ร้ายแรงมาก
1. ความสามารถของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยยิ่งต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อีกทั้งตอนก่อนลงมือต่อสู้ สะพานสวรรค์น้อยก็เหมือนจะลืมกินเนื้อย่าง!
2. ชวีหลิงเฟิงแข็งแกร่งมาก ร้ายกาจกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้ไกลมาก!
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ ทั้งสองจะร่วมมือกันใช้กระบวนท่า แต่ในความเป็นจริงพลังโจมตีของแต่ละคนกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลง เหมือนพลังโจมตีของทั้งสองคนเป็นหนึ่งหน่วย ตราบใดที่อีกฝ่ายก็มีพลังโจมตีหนึ่งหน่วยเหมือนกัน พลังหนึ่งหน่วยนี้ก็จะโจมตีพวกเขาได้สำเร็จ
แน่นอน ที่กล่าวมาเป็นเพียงการเปรียบเทียบด้านพลังเท่านั้น
กระบี่คู่ผนึกรวมเป็นเคล็ดกระบี่โจมตีร่วมที่แข็งแกร่งมากชุดหนึ่ง ช่วยเพิ่มพลังภายในของทั้งสองได้ในระดับหนึ่ง!
ก็เหมือนที่เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยร่วมมือกันโจมตี กำลังภายในของทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง เช่นนั้นพลังของพวกเขาคนใดคนหนึ่ง ก็จะเพิ่มจากเดิมหนึ่งเป็นสอง ถึงขนาดว่ามากกว่านั้นด้วย!
ภายใต้พลังที่เพิ่มขึ้นนี้ นอกเสียจากจะสายตาแม่นยำ หาช่องโหว่โจมตีการเชื่อมต่อพลังภายในของพวกเขาเหมือนสาวน้อยชุดแดง หรือไม่ก็เหมียวเหรินเฟิ่งก่อนหน้านี้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวของสองคนที่รวมเป็นหนึ่งนี้
ถามหน่อยว่าหากเป็นคู่ต่อสู้ที่ความสามารถต่างกันไม่มาก ใครจะไปต้านไหว
ทว่าเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์นี้ ชวีหลิงเฟิงกลับอาศัยไม้เท้าเหล็กด้ามเดียวโจมตีจนพวกเขาล่าถอยได้โดยไม่ต้องทำลายการเชื่อมต่อกำลังภายในของพวกเขา!
สิ่งนี้อธิบายได้ถึงอะไร
อธิบายได้ว่าพลังภายในของชวีหลิงเฟิงเหนือกว่าพลังกระบี่คู่ผนึกรวมของทั้งสอง!
พวกเขาเงยหน้ามองด้วยความตระหนก แต่กลับเห็นว่าเหนือศีรษะของชวีหลิงเฟิงปรากฏข้อมูลค่าสเตตัสแล้ว
[ชวีหลิงเฟิง]
ศิษย์ที่ถูกทิ้งจากเกาะดอกท้อ
เลเวล: 65 (พิการบาดเจ็บ)
พลังชีวิต: 350000/350000
กำลังภายใน: 65000/65000
……
เมื่อได้เห็นค่าสเตตัสของชวีหลิงเฟิง ผู้เล่นห้าคนที่อยู่ตรงนั้นก็สูดหายใจอย่างตระหนกพร้อมกัน
BOSS เลเวล 65!
พลังชีวิต 350,000!
อาศัยแค่พลังภายในอย่างเดียวก็ต้านทานกระบี่คู่ผนึกรวมไหว ทั้งยังโจมตีจนเกิดผลบดขยี้ได้ด้วย!
จากข้อมูลที่แสดงให้เห็น สำหรับผู้เล่นในปัจจุบันนี้ ชวีหลิงเฟิงถือเป็นบอสที่ไม่มีทางเอาชนะได้เลย ยามอยู่ต่อหน้าพลังเช่นนี้ แม้จะเป็นกระบี่คู่ผนึกรวมที่ร้ายกาจ แต่ยามเผชิญหน้ากับพลังอันแข็งแกร่ง ต่อให้สิบกลยุทธ์ก็เอาชนะไม่ได้!
“สะพานสวรรค์น้อย กินเนื้อ!”
เมื่อเห็นพลังของชวีหลิงเฟิงน่ากลัวขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็กำชับสะพานสวรรค์น้อยทันที จากนั้นก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วลงมือพร้อมเฟยอวี๋ที่เพิ่งเข้ามาแทนตำแหน่งของสะพานสวรรค์น้อย หนึ่งดาบหนึ่งกระบี่ โจมตีไปทางไม้เท้าเหล็กของชวีหลิงเฟิงพร้อมกัน
ส่วนซานเย่ว์กับถังซานไฉ่ที่อยู่อีกด้านก็ใช้ท่าไม้ตายของตัวเอง วิชามวยสำนักถังซาน อักษรชิงเก้าโหล สิบแปดทลายอักษรนครทักทายบนตัวชวีหลิงเฟิงพร้อมกัน
ทว่ายามเผชิญหน้ากับท่าไม้ตายที่ใช้อย่างสุดความพยายามของพวกเขาสี่คน ชวีหลิงเฟิงกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
กลับเห็นเขาพลันใช้ไม้เท้าคู่แตะพื้น ทะยานตัวขึ้นกลางอากาศ ไม้เท้าที่อยู่ในมือขวากวาดฟันในแนวขวาง ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋สะเทือนจนกระเด็นไปข้างหลังพร้อมกัน
จากนั้นเขาก็หมุนตัวอย่างรวดเร็ว ไม้เท้าในมือข้างซ้ายถูกกระตุ้นด้วยกำลังภายใน ทำให้เกิดลมพายุหมุนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดโพธิ์ หินตั๊กแตนบินของซานเย่ว์ หรือจะเป็นเข็มชนิดต่างๆ ของถังซานไฉ่ ก็ถูกพายุหมุนนี้ตีกระเด็นออกไปหมด ไม่มีชิ้นไหนสร้างภัยคุกคามต่อเขาได้เลย!
ในตอนนี้เอง สะพานสวรรค์น้อยก็นำเนื้อหมาป่าย่างที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาอย่างปวดใจ เนื้อมาจ่ออยู่ตรงปากแล้ว
เหลือแค่ชิ้นสุดท้ายแล้ว…
เนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องใช้พลังต่อสู้ของกระบี่คู่ผนึกรวม เยี่ยเว่ยหมิงจึงนำเนื้อย่างสองชิ้นสุดท้ายบนตัวมอบให้สะพานสวรรค์น้อยในคราเดียว อาศัยสิ่งนี้เพื่อเพิ่มความสามารถโดยรวมให้นาง ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพของกระบี่คู่ผนึกรวมด้วย
ก่อนหน้านี้ตอนที่โจมตีเหยียนจี สะพานสวรรค์น้อยก็กินไปแล้วชิ้นหนึ่ง
ตอนนี้เหลือชิ้นสุดท้ายแล้ว นางรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แล้วก็คิดว่าเจ้าหัวขโมยคนนี้จะร้ายกาจขนาดไหนกันเชียว นางจึงไม่ได้กินเนื้อย่างเพิ่มค่าสเตตัสก่อนต่อสู้
ทว่า การที่นางทำอย่างนี้ กลับทำให้ถูกความจริงโจมตีอย่างโหดเหี้ยมแล้ว
เจ้าหัวขโมยคนนี้ไม่เพียงแค่ร้ายกาจ ทั้งยังโฉดชั่วด้วย!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การจะกินหรือไม่กินเนื้อย่างก็อาจจะไม่ต่างกัน
ถึงอย่างไรก็สู้ไม่ไหวอยู่ดี…
ทว่า ความคิดตื้นเขินเช่นนี้เพียงแวบเข้ามาในหัวประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ในฐานะสหายร่วมทีมที่ได้มาตรฐาน นางย่อมเข้าใจหลักการที่ว่า ‘มีแรงเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน ก็มีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน’
ดังนั้น นางจึงอ้าปากแดงเรื่อยังไม่ลังเล กัดกินเนื้อหมาป่าย่างหอมอร่อยคำเล็กอย่างมีมารยาท
[ติ๊ง!…]
พอได้ยินเสียงระบบประกาศว่าพลังในค่าสเตตัสเพิ่มขึ้น สะพานสวรรค์น้อยก็ฮึกเหิมทันที ตอนที่เตรียมจะเก็บเนื้อย่างที่เหลือเอาไว้ค่อยๆ กินในภายหลัง กลับคาดไม่ถึงว่าจู่ๆ มือก็เบาโหวง แล้วก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างกายนาง
ส่วนเนื้อย่างของนางก็ตกไปอยู่ในมือเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว
เด็กผู้หญิงใช้มือข้างหนึ่งถือเนื้อย่าง ตอนนี้กลับเผยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ทำท่าเหมือนอยากจะกินเนื้อย่างในมืออย่างถึงอกถึงใจเสียตอนนี้
เป็นฉากที่กะทันหันมาก ทำให้สะพานสวรรค์น้อยอึ้งไปชั่วขณะ
เด็กผู้หญิงคนนี้น่าจะอายุประมาณสิบขวบ แต่ลงมือได้รวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ
ดูจากฝีมือก็รู้แล้ว คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับหัวขโมยที่ชื่อชวีหลิงเฟิงหรอกใช่ไหม
อาศัยฝีมือในการฉกของของนาง หากไม่เป็นโจรก็จะน่าเสียดายพรสวรรค์เกินไปหรือเปล่า!
ตอนที่สะพานสวรรค์น้อยกำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรกับเด็กผู้หญิงคนนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดคิดในช่วงสำคัญของการต่อสู้ เด็กผู้หญิงกลับอ้าปากก่อนแล้ว นางตะโกนเรียกชวีหลิงเฟิงว่า “ท่านพ่อ! เนื้อย่างชิ้นนี้หอมมาก ท่าทางจะอร่อย ข้ากินได้หรือเปล่า”
พอเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้ปรากฏตัวกะทันหัน ชวีหลิงเฟิงก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบตะโกนบอกเด็กผู้หญิงคนนั้นว่า “เจ้าจะเข้ามาทำไม รีบหนีไป!”
ทว่า ยิ่งเขาแสดงออกเช่นนี้ ก็ยิ่งอธิบายได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้คือจุดอ่อนของเขา!
ด้วยความหน้าด้านใจดำของเยี่ยเว่ยหมิง มีหรือที่จะพลาดโอกาสดีที่ไม่ได้มาบ่อยๆ อย่างนี้ไป
เขาพลันถลันตัว ใช้ท่าร่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ ตัวเขามาถึงข้างหลังเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว พร้อมทั้งหมุนกระบี่ชิงจู๋ในมือ แล้วกดไว้บนหลังคอของนางเสียเลย ตอนนี้เขาถึงได้เงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม บอกชวีหลิงเฟิงว่า “ดูจากสีของกระบี่เล่มนี้ เจ้าก็น่าจะมองออกแล้วนะว่ามันมีพิษ”
ชวีหลิงเฟิงได้ยินแล้วตัวแข็งทันที มองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างเดือดดาล พร้อมเค้นคำพูดออกจากร่องฟัน “ต่ำช้า!”
“เชอะ!” สำหรับคำประณามของชวีหลิงเฟิง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเบะปากเหยียดหยาม “หัวขโมยที่เข้าวังไปขโมยสมบัติสองครั้งอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาด่าว่าข้าต่ำช้า…
…อย่าเหลวไหล! วางไม้เท้าเหล็ก ยอมให้จับแต่โดยดี ข้ารับประกันว่าจะไม่แตะต้องนางแม้แต่ปลายผม”