วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

136-140

บทที่ 136
ถ้าจะขอให้แจกรางวัลภารกิจ ก็ย่อมต้องทำภารกิจขั้นสุดท้ายให้เรียบร้อยก่อน

ภารกิจที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงรับมา เดิมทีต้องการให้ติดตามของกลางกลับมาและจับกุมหัวขโมย เนื่องจากข้อตกลงลับระหว่างสำนักมือปราบเทพกับลู่ติ่งกงก่อนหน้านี้ รายการจับกุมหัวขโมยจึงถูกลบไปแล้ว แต่ของกลางที่ยึดได้ในระหว่างปฏิบัติการครั้งนี้ก็ยังต้องส่งมอบขึ้นมา

เยี่ยเว่ยหมิงนำหีบสมบัติใส่ของกลางออกมาวางตรงหน้าเหวยเสี่ยวเป่าก่อน จากนั้นจึงปลดหยกพกเฟยเทียนที่เคยยืมใช้ชั่วคราวโยนลงหีบสมบัติ ซานเย่ว์กับสะพานสวรรค์น้อยเลียนแบบเขา ต่างคนต่างถอดสร้อยคอที่ตัวเองเลือกสรรมาอย่างดี แล้ววางกลับเข้าไปในหีบสมบัติอย่างอาลัยอาวรณ์

จากนั้นสะพานสวรรค์น้อยก็วางกระบี่จินสยาเข้าไปด้วย แต่ครั้งนี้การเคลื่อนไหวของนางช้าลงมาก

สร้อยคอที่สวยขนาดนั้นก็ยังคืนกลับไปแล้ว คืนกระบี่อีกสักเล่มจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหนเชียว

เพียงแต่ตอนที่ควงกระบี่เล่มนี้ ลำแสงที่แพรวพราวออกมาสวยงามมาก แม้จะสวยไม่เท่าสร้อยคอ แต่มันก็เป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดที่หาได้ยาก

น่าเสียดายมาก!

╥﹏╥…

ของทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าครบแล้ว เหวยเสี่ยวเป่าไม่ได้นับ เพียงยิ้มแล้วปรบมือสามครั้ง แปะๆๆ!

วินาทีถัดมา NPC หลายคนที่แต่งกายเหมือนทหารยามประจำวังหลวงก็วิ่งออกมาจากที่ลับ ในมือกำลังถือของสองสิ่ง บนของแต่ละชิ้นมีผ้าเหลืองคลุมอยู่ มองจากข้างนอกไม่รู้ว่าข้างในคือสิ่งของอะไรกันแน่

“อย่างแรกคือรางวัลภารกิจของสหายเยี่ย” ขณะที่พูด สีหน้าของเหวยเสี่ยวเป่าก็เริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง ดูมีกลิ่นอายความเผด็จการของขุนนางบรรดาศักดิ์กงขั้นหนึ่งเพิ่มขึ้นหลายส่วน เพียงแต่รู้สึกเหมือนขาดสง่าราศีอะไรไปสักอย่าง แต่ความโอ้อวดที่เขาคุ้นเคยกลับชัดเจนมาก

ขณะที่กำลังวางมาด เหวยเสี่ยวเป่าก็บอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ประการแรก หนังสือเลื่อนขั้นของสหายเยี่ยได้รับการอนุมัติแล้ว ตอนนี้ฐานะของเจ้าคือหัวหน้ามือปราบ นี่คือเครื่องแบบขุนนางของเจ้า”

ขณะที่พูด เหวยเสี่ยวเป่าก็เปิดผ้าเหลืองบนถาดใบแรกออก เครื่องแบบขุนนางแบบครบชุดปรากฏตรงหน้าทุกคนทันที

มองจากภายนอก เครื่องแบบขุนนางชุดนี้ไม่แตกต่างกับเครื่องแบบมือปราบขั้นเจ็ดของสำนักมือปราบเทพมากนัก เป็นชุดเฟยอวี๋สีน้ำเงินเข้ม หมวกขุนนางกับรองเท้าขุนนางสีดำที่เข้าชุดกัน เพียงแต่ปักเย็บได้ประณีตกว่าเล็กน้อยเท่านั้นเอง

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงรับเครื่องแบบขุนนางมาจากมือเหวยเสี่ยวเป่าแล้ว ก็กดตรงแถบอุปกรณ์ทันที ทำให้การแต่งกายเปลี่ยนไปในคราเดียว

ก่อนหน้านี้เป็นรองเท้าขุนนาง หมวกขุนนางกับชุดนักพรตเต๋าที่ไม่เข้าชุดกัน ตอนนี้กลับมาเป็นเครื่องแบบขุนนางครบชุดที่สง่างามเหมือนเดิมแล้ว ทั้งยังเป็นชุดที่ระดับสูงขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ด้วย

ท่ามกลางสายตาฉงนของเพื่อนร่วมทีม เยี่ยเว่ยหมิงส่งลิ้งก์อุปกรณ์เข้าไปในกลุ่มอย่างใส่ใจ

[อุปกรณ์]

[ชุดเซ็ทขุนนาง (อุปกรณ์ภายนอก)]

ใช้คลุมอุปกรณ์ที่อยู่บนตัวได้ ทั้งยังเปลี่ยนคุณภาพไปตามยศขุนนางของผู้สวมใส่ด้วย ปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกอัตโนมัติ นำไปซื้อขายไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ทำให้เสียหายไม่ได้ (ผูกมัดกับผู้ใช้แล้ว: เยี่ยเว่ยหมิง)]

……

เครื่องแบบขุนนางทั้งชุดที่ได้มาตรฐาน ไม่มีเพิ่มเติมค่าสเตตัสใดๆ หลังจากทุกคนมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสนใจก็ไปอยู่บนของอีกชิ้นที่มีลักษณะยาว

ตามที่เยี่ยเว่ยหมิงบอกไว้ก่อนหน้านี้ รางวัลภารกิจของเขาเป็นอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดชิ้นหนึ่ง

และอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดชิ้นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าดึงดูดให้ผู้เล่นอยากรู้อยากเห็นมากกว่าอุปกรณ์ภายนอกอย่างเครื่องแบบขุนนาง

เหวยเสี่ยวเป่าไม่ได้ให้ทุกคนรอนาน หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนมาใส่เครื่องแบบขุนนางตัวใหม่แล้ว ก็เดินมาตรงหน้าของชิ้นที่สองทันที “ตำแหน่งขุนนางของพี่ใหญ่เยี่ยสูงขึ้นก็เพราะอาศัยผลงานของตัวเอง น้องชายเพียงทำให้ขั้นตอนของเรื่องนี้ราบรื่นขึ้นก็เท่านั้นเอง แน่นอนว่าไม่นับเป็นรางวัลของภารกิจครั้งนี้ ของชิ้นต่อไปเป็นสิ่งที่ข้าทูลขอมาจากฝ่าบาท หวังว่าพี่ใหญ่เยี่ยจะโปรดปราน”

ขณะที่กล่าวเช่นนั้น เหวยเสี่ยวเป่าก็ดึงผ้าที่คลุมอยู่ด้านบนออก เผยให้เห็นสมบัติที่อยู่ในกล่องไม้ลักษณะยาว ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นกระบี่วิเศษที่เป็นสีทองทั้งเล่ม แสงทองอร่ามตา!

“พี่ใหญ่เยี่ย ลองมือดูหน่อยเป็นอย่างไร”

เยี่ยเว่ยหมิงกุมกระบี่ไว้ในมือ จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างควบคุมไม่ได้ เผยสีหน้าดีใจอย่างบ้าคลั่งทันที เขารีบบอกเหวยเสี่ยวเป่าว่า “อุปกรณ์ชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไปแล้ว สหายเหวยสร้างความประหลาดใจให้ข้าจริงๆ!”

“หึหึ ขอเพียงพี่ใหญ่เยี่ยดีใจก็พอแล้ว”

คนหนึ่งกล่าวขอบคุณ อีกคนกล่าวตามมารยาท แต่กลับทำให้สหายร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ ร้อนใจแทบแย่อยู่แล้ว

เจ้าพวกที่มีจิตใจสอดรู้สอดเห็นอย่างแรงกล้า ตอนนี้เริ่มส่งอิโมติคอนในช่องทีมแล้ว เร่งให้เยี่ยเว่ยหมิงอวดอุปกรณ์

สำหรับพฤติกรรมอิจฉาและหาเรื่องของพวกเขา เยี่ยเว่ยหมิงย่อมต้องทำให้พวกเขาพึงพอใจอยู่แล้ว

ดังนั้น เขาจึงส่งสองลิงก์อุปกรณ์ไปในช่องทีม [‘กระบี่อาญาสิทธิ์’ ‘กระบี่มังกรคำราม’]

[อุปกรณ์]

[กระบี่อาญาสิทธิ์ (อุปกรณ์ภายนอก)]

ประหารก่อนรายงานความผิดทีหลัง ได้อำนาจพิเศษจากจักรพรรดิ นี่ก็คือกระบี่อาญาสิทธิ์! (เมื่อใช้กระบี่นี้ จะฆ่าคนได้โดยไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษ!)

……

[กระบี่มังกรคำราม (ทองคำ)]

กระบี่วิเศษคุณภาพสูงสุดที่ได้ช่างชื่อดังแห่งยุคหลอมสร้างอย่างพิถีพิถัน เสียงคำรามของกระบี่เหมือนเสียงมังกรคำราม!

โจมตี +325

ป้องกัน +50

กำลังภายใน +30%!]

……

เมื่อเห็นค่าสเตตัสของอุปกรณ์สองชิ้นนี้ ในดวงตาของเฟยอวี๋กับถังซานไฉ่ก็ฉายแววอิจฉาริษยาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

โคตรอิจฉา!

บอกว่าอุปกรณ์ชิ้นเดียวไม่ใช่หรือ

อย่าบอกนะว่าอุปกรณ์ภายนอกของเจ้าหนึ่งชุดบวกอุปกรณ์ทองคำหนึ่งชิ้น เป็นเพราะติดตั้งในตำแหน่งที่ซ้อนกันได้ เจ้าก็เลยนับเป็นชิ้นเดียว

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญก็คือค่าสเตตัสของอุปกรณ์สองชิ้นนี้!

ค่าสเตตัสของกระบี่มังกรคำรามสูงสุดในบรรดาอุปกรณ์ทองคำจริงๆ เมื่อเทียบกับกระบี่ชิงจู๋ที่เป็นอุปกรณ์ทองคำเหมือนกัน ไม่ได้เหนือกว่าเพียงหนึ่งเท่า!

ส่วนกระบี่อาญาสิทธิ์ก็ยิ่งเจ๋งสุดๆ ไปเลย

แม้จะเป็นอุปกรณ์ภายนอกชิ้นเดียว แต่กลับเป็นอุปกรณ์ภายนอกที่มีค่าสเตตัสดี!

ทั้งยังมีคุณสมบัติสุดก้าวร้าวอย่างการฆ่าคนโดยไม่โดนหักค่าวีรบุรุษด้วย!

ลองจินตนาการถึงคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างเยี่ยเว่ยหมิงดูสิ พอมาเจอกับกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ใช้ประหารก่อนรายงานความผิดทีหลังได้ หลังจากนี้ยุทธภพจะสงบสุขได้อย่างไร

ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ อุปกรณ์คุณภาพสูงสุดสองชิ้นนี้ถูกเหวยเสี่ยวเป่านับเป็นอุปกรณ์รางวัล ‘หนึ่งชิ้น’ ให้เยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

แล้วจะไม่ให้คนอิจฉาริษยาได้อย่างไร

อาจเพราะมองออกว่าในใจของทุกคนกำลังอิจฉา หลังจากเหวยเสี่ยวเป่าแจกรางวัลอุปกรณ์ให้เยี่ยเว่ยหมิงเสร็จแล้ว ก็เอ่ยต่อว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ทุกคนล้วนมีผลงาน เพื่อเป็นการชมเชย ฝ่าบาททรงมีราชโองการมาแล้ว ว่าให้วีรบุรุษทุกท่านเลือกอุปกรณ์หนึ่งชิ้นจากของกลางเพื่อเป็นรางวัลเพิ่มเติมของภารกิจครั้งนี้ ทุกคนไม่ต้องเกรงใจ เลือกได้เลย”

การเลือกอุปกรณ์ครั้งนี้ ย่อมไม่นับรวมเยี่ยเว่ยหมิงอยู่แล้ว เพราะเขาได้ผลประโยชน์มามากพอแล้ว รางวัลภารกิจก็ต้องมีความสมดุลในระดับหนึ่งสิ ถูกไหมล่ะ

ครั้งนี้ทุกคนเลือกอุปกรณ์เร็วมาก ถึงขนาดเร็วกว่าตอนที่ทั้งสามเลือกตอนอยู่ในห้องลับของโรงเตี๊ยมก่อนหน้านี้เสียอีก เนื่องจากสองสาวเลือกของที่ตัวเองชอบไว้นานแล้ว ของที่พวกนางต้องการก็คือสร้อยคอขยะที่ไม่เพิ่มค่าสเตตัสสองเส้นนั้น

ใครมาโน้มน้าวข้า ข้าก็จะโกรธคนนั้น!

วันนี้ถังซานไฉ่ไม่ได้ลงหลุมศพเป็นเพื่อน BOSS จึงอารมณ์ดีมาก หลังจากเกี่ยงกับเฟยอวี๋ครู่หนึ่ง ก็เลือกหยกพกเฟยเทียนที่เยี่ยเว่ยหมิงเคยใช้ก่อนหน้านี้

ส่วนเฟยอวี๋ก็เลือกแหวนวงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพละกำลัง

ตอนนี้ทุกคนปลาบปลื้มดีใจมาก

หลังจากเลือกอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว รางวัลที่เป็นค่าประสบการณ์กับค่าตบะก็ย่อมขาดไม่ได้ ในบรรดาพวกเขา ค่าประสบการณ์ของเยี่ยเหวยหมิงใกล้ถึงจุดที่จะอัปเลเวลมาตั้งนานแล้ว ครั้งนี้จึงได้อัปเลเวลแล้ว

ค่าสเตตัสที่เปลี่ยนไปหลังจากการอัปเลเวลครั้งนี้ แตกต่างกับก่อนหน้านี้ชัดเจนมาก

[เยี่ยเว่ยหมิง เลเวล: 20]

……

พลังชีวิต: 7400/7400

กำลังภายใน: 3370/3370

ความแข็งแกร่ง: 292

พละกำลัง: 292

ท่าร่าง: 298

ความว่องไว: 192

สติปัญญา: 40

ค่าตระหนักรู้: 41

……

ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เยี่ยเว่ยหมิงอัปหนึ่งเลเวล ค่าสเตตัสต่างๆ จะเพิ่มขึ้นสองแต้ม แต่ตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นห้าแต้มในครั้งเดียว!

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้แต่ค่าสเตตัสพื้นฐานอย่างค่าสติปัญญากับค่าตระหนักรู้ก็เพิ่มขึ้นห้าแต้มด้วยเช่นกัน!

อย่าบอกนะว่าหลังจากถึงเลเวลยี่สิบแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นเรื่องที่น่าดีใจเหนือความคาดหมายจริงๆ!

……

หลังจากแจกรางวัลภารกิจเรียบร้อยแล้ว เหวยเสี่ยวเป่าก็ให้เหตุผลว่าต้องไปรายงานผลการปฏิบัติงานต่อฝ่าบาท สั่งให้ลูกน้องเก็บของที่เหลือแล้วกล่าวอำลาพวกเขา

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วกลับเตือนว่า “ตรงนี้ยังมีกระบี่จินสยาอีกเล่ม”

“นั่นไม่ใช่ของที่ถูกขโมยจากพระราชวัง ถือเป็นรางวัลจากการต่อสู้ก็แล้วกัน พวกเจ้าไปจัดการกันเองได้เลย” เหวยเสี่ยวเป่าได้ยินแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อกล่าวจบแล้ว เขาก็พากลุ่มทหารประจำวังหลวงจากไปอย่างรวดเร็ว

บทที่ 137
เหวยเสี่ยวเป่านำบรรดาทหารประจำวังหลวงจากไปแล้ว ตรงหน้าวัดถู่ตี้เหลือเพียงพวกเยี่ยเว่ยหมิงห้าคนกับกระบี่หนึ่งเล่ม

เยี่ยเว่ยหมิงมองกระบี่จินสยาที่ถูกปักไว้บนพื้นแวบหนึ่ง แล้วมองสหายร่วมทีมอีกสี่คนที่อยู่ข้างกายตัวเอง จากนั้นก็เอ่ยปากก่อนว่า “ตอนนี้ก็ดีเลย ครั้งนี้พวกเราเหมือนจะได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกแล้ว สิ่งเดียวที่น่าเสียดายก็คือกระบี่จินสยามีเพียงเล่มเดียว แต่พวกเราตรงนี้มีกันห้าคน ควรจะแบ่งอย่างไรกันแน่ ทุกคนลองแสดงความเห็นของตัวเองมา พวกเรามาระดมความคิดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่ากันเถอะ”

ที่จริงหากอิงตามความคิดของเยี่ยเว่ยหมิง ให้กระบี่เล่มนี้กับสะพานสวรรค์น้อยไปจะดีที่สุด

นี่ไม่ใช่การประจบเอาใจ แต่เป็นผลลัพธ์ที่แน่นอนซึ่งเกิดจากการพิจารณาตามความจำเป็น

ในบรรดาพวกเขาห้าคน เฟยอวี๋ใช้ดาบต่อสู้ในระยะประชิด ซานเย่ว์ใช้ฝ่ามือ ผู้ที่จะได้ใช้งานกระบี่วิเศษด้ามนี้จริงๆ หากนับรวมถังซานไฉ่ที่โจมตีด้วยอาวุธลับเป็นหลักไปด้วย ก็มีเพียงสามคนเท่านั้น

และในบรรดาพวกเขาสามคน เยี่ยเว่ยหมิงก็เพิ่งได้รับกระบี่มังกรคำรามหนึ่งเล่มจากภารกิจ ไม่เพียงแค่ค่าสเตตัสสูงกว่ากระบี่จินสยาเยอะมาก อีกทั้งหากมองจากสายตาคนนอก เขาชอบกระบี่มังกรคำรามที่ค่อนข้างเรียบง่ายมากกว่า ไม่ใช่กระบี่จินสยาที่แพรวพราวซับซ้อน

ส่วนถังซานไฉ่ กระบี่ลมสนที่เขาใช้ตอนนี้ก็ช่วยเสริมจุดเด่นให้กับ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ที่เขาฝึกอยู่แล้ว หากเปลี่ยนเป็นกระบี่จินสยา แม้จะทำให้พลังต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็จะสูญเสียความได้เปรียบในการเพิ่มเลเวลเคล็ดกระบี่ไปหนึ่งเลเวล และพลังต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะถูกลดไปเยอะมาก

ดังนั้น กระบี่เล่มนี้จึงไม่มีความหมายสำหรับถังซานไฉ่มากนัก

เมื่อใช้วิธีการตัดทิ้งทีละคน ผู้ที่จำเป็นต้องใช้กระบี่เล่มนี้ที่สุดก็เหมือนจะมีเพียงน้องสะพานสวรรค์น้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็หวังว่ากระบี่เล่มนี้จะตกอยู่ในมือสะพานสวรรค์น้อย เขามีความคิดที่เห็นแก่ตัวอยู่นิดหน่อย

เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทักษะ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ เมื่อสะพานสวรรค์น้อยมีพลังเพิ่มสูงขึ้นในระดับหนึ่งก็ถือว่าได้ว่าเพิ่มพลังของเขาด้วย

ภายใต้ความคิดมุ่งหาผลประโยชน์นี้ เขาย่อมหวังให้สะพานสวรรค์น้อยได้กระบี่วิเศษเล่มนี้ไปอยู่แล้ว

เพียงแต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาก็ยังต้องถามความเห็นของทุกคนให้พอเป็นพิธีสักหน่อย จากนั้นค่อยอิงตามท่าทีของทุกคนเพื่อปรึกษากันว่าสุดท้ายกระบี่เล่มนี้จะตกเป็นของใคร

ทว่า ตอนที่เขาเพิ่งกล่าวจบ เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อเทียบกับกระบี่จินสยาเล่มนี้ ผลประโยชน์ที่เจ้าได้รับจากภารกิจครั้งนี้คงจะเยอะกว่าพวกเรามากสินะ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วชะงักทันที ไม่เข้าใจว่าจู่ๆ เฟยอวี๋จะเอ่ยถึงสิ่งนี้ทำไม

อยากจะใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้าง บีบให้ตนเลิกช่วงชิงสิทธิ์ในการครอบครองกระบี่เล่มนี้หรือ

หรือว่าจะพยายามตัดสิทธิ์ของเขาในการช่วงชิงกระบี่เล่มนี้ หรือถึงขั้นว่าหลังจากขายกระบี่วิเศษเล่มนี้ทิ้งแล้ว จะได้มีคนหารเงินส่วนแบ่งน้อยลงคนหนึ่ง

ตามหลักแล้ว เฟยอวี๋แม้จะชอบตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา แต่คงไม่ใจแคบถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง

ขณะกำลังฉงนสนเท่ห์ เยี่ยเว่ยหมิงก็พยักหน้าสื่อว่าเฟยอวี๋พูดไม่ผิด

ส่วนเฟยอวี๋เมื่อเห็นเขาแสดงออกอย่างนั้นก็หัวเราะลั่น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าในฐานะผู้รับผลประโยชน์สูงสุดจากภารกิจครั้งนี้ ตอนนี้ควรเป็นฝ่ายควักกระเป๋าเลี้ยงฉลองให้ร่างกายทุกคนสักหน่อยกระมัง หากจะให้ทุกคนยืนกินลมกินแล้งอยู่ตรงนี้ ข้าหวังว่าจะได้นั่งในห้องส่วนตัวของภัตตาคารโหลวไว่โหลวมากกว่า กินของอร่อยไปด้วย พิจารณาปัญหาเรื่องเจ้าของกระบี่เล่มนี้ไปด้วย”

ที่แท้เจ้าหมอนี่ก็คิดจะเอาเปรียบตนหนึ่งมื้อนี่เอง มโนธรรมพังมากจริงๆ ด้วย!

แต่สำหรับข้อเสนอของเฟยอวี๋ เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ปฏิเสธในทันที เพียงเน้นย้ำว่า “ภัตตาคารโหลวไว่โหลวนั่นเลิกคิดไปได้เลย ถ้ามีเงินน้อยกว่าร้อยแปดสิบเหรียญทองก็กินไม่ถึงอกถึงใจหรอก พวกเราเปลี่ยนภัตตาคารเป็นที่ราคาประหยัดหน่อยดีกว่า แล้วขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ข้าเลี้ยงด้วยงบห้าสิบเหรียญทองเท่านั้น ถ้าราคาสูงกว่านี้ทุกคนค่อยหารกัน ดังนั้น เวลาสั่งอาหารก็ช่วยระวังให้ข้าสักหน่อย”

เฟยอวี๋ได้ยินก็ยิ้มตอบ “เจ้าวางใจเถอะ พวกเราจะกินตามงบห้าสิบเหรียญทอง ไม่แน่ว่าถ้ามีของลดราคา แค่สี่สิบเก้าเหรียญก็อาจจจะแก้ปัญหาได้แล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงดึงกระบี่จินสยาขึ้นจากพื้น ยัดเข้ากระเป๋าสะพายหลังแล้วกล่าวว่า “เก็บกระบี่เล่มนี้ไว้ที่ข้าก่อนแล้วกัน แล้วพวกเราก็คุยไปกินไป”

ขณะที่พูด ทั้งห้าคนก็หันหลังให้ดวงอาทิตย์อัสดงพร้อมวิ่งไปทางเมืองหังโจวด้วยความเบิกบานใจเต็มเปี่ยม แสงแดดยามเย็นส่องเงาของทั้งห้าเป็นเส้นตรงยาว ราวกับเป็นฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ยื่นขยายออกไปไปไกล

ตอนนี้ถังซานไฉ่ที่อยู่ตรงตำแหน่งนิ้วก้อยของ ‘ฝ่ามือ’ กำลังรู้สึกฮึกเหิมไร้ที่เปรียบ

ยามเผชิญหน้ากับฉากเช่นนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองหลุดพ้นจากชะตากรรมที่ต้องลงหลุมฝังศพสำเร็จแล้ว ได้หลอมรวมอยู่ในขบวนของทีมแกร่งห้าคนนี้อย่างราบรื่นแล้ว!

พอนึกถึงตรงนี้ เขาที่กำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดงก็รู้สึกว่าเลือดร้อนในร่างกายเริ่มเดือดพล่าน

ในหัวเขามีเสียงดนตรีประกอบฉากที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายจูนิเบียวดังขึ้นอีกครั้ง

C! C! C! C! ย้า!

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหมู่ดาบระยิบระยับ ฝันอันงดงามในตำนาน

มีความดื้อรั้น มีความตื้นตันใจ มีบาดแผลและความเจ็บปวดอยู่บ้าง!

แกร๊ก!

เว่ยหมิงเอ๋ย…เจ้าอย่าขาดคุณธรรมนักสิ!

เฟยอวี๋เอ๋ย…เอาแต่คิดจะเป็นพี่ใหญ่!

โอ๊ เย่!

ซานไฉ่เอ๋ย…ไม่อยากถูกฝังพร้อมศพอีกแล้ว!

ซานเย่ว์เอ๋ย…สะพานสวรรค์น้อยจ๋า…เป็นเพื่อนรักกัน…

……

เดี๋ยวก่อนนะ เหมือนมีบางอย่างไม่ถูก

ทำไมร้องว่าถูกฝังพร้อมศพอีกแล้วล่ะ!O(≧口≦)O

ข้าเปลี่ยนแปลงดวงชะตาแล้วไม่ใช่หรือ

ใช่แล้ว ตอนนี้ข้าไม่ใช่ของที่ถูกฝังพร้อมศพแล้ว ข้าคือทีมแกร่งห้าคน!

เทพประจำต้นแปะก๊วยศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ต่อไปนี้หากเจอภารกิจใหญ่ ก่อนปฏิบัติภารกิจจะต้องมาผูกผ้าแดงขอพรสักหน่อย

สิ่งนี้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!

สหายถังซานไฉ่ที่ได้เติมเต็มความปรารถนาของตัวเอง เห็นได้ชัดว่ามองข้ามปัญหาสำคัญไปอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือ ชวีหลิงเฟิง BOSS ของภารกิจครั้งนี้ยังไม่ตาย ดังนั้นจึงไม่ต้องใช้สมบัติฝังร่วม

นี่ช่างเป็นเรื่องราวอันน่าเศร้าจริงๆ…

……

หมู่บ้านหนิวเจียอยู่ไม่ไกลจากเมืองหังโจว พวกเยี่ยเว่ยหมิงวิ่งเร็วตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงนอกประตูฝั่งตะวันตกของเมืองหังโจวแล้ว

ตากำลังมองไปที่ประตู ตรงใต้เนินกลับมีเงาร่างสีน้ำเงินโผล่มาจากกลางป่า พุ่งมาชนหน้าอกเยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ข้างหน้าสุดโดยตรง

ตุ้บ!

หลังจากเกิดเสียงกายเนื้อกระทบกัน เยี่ยเว่ยหมิงที่ดันค่าสเตตัสไว้สูงมากย่อมไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไร แต่ผู้ที่มาชนกับเขากลับกระเด็นไปไกลห้าเมตร จากนั้นก็ตกลงพื้นด้วยท่าคางคกทองก้นจ้ำเบ้า

ในขณะเดียวกันนี้เอง ตัวเลขดาเมจสามหลักก็ลอยขึ้นมาเหนือศีรษะผู้เล่นคนนี้

-233!

เมื่อเห็นว่าตัวเองชนคน เยี่ยเว่ยหมิงที่อึ้งไปครู่เดียวก็รีบส่ายหน้ากล่าวว่า “ขออภัยจริงๆ เมื่อครู่รีบเดินทาง…เป็นเจ้า วั่งเหยียน!”

ที่แท้ผู้โชคร้ายที่ถูกเยี่ยเว่ยหมิงชนกระเด็นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นวั่งเหยียน ผู้เล่นสำนักหัวซานที่มีวาสนาได้พบหน้ากันครั้งหนึ่งที่จวนลู่ติ่งกง

เมื่ออีกฝ่ายเห็นเยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกคาดไม่ถึงเช่นกัน ขณะกำลังลุกขึ้นมา ปากก็อดบ่นไม่ได้ว่า “ใช่แล้ว บังเอิญจริงๆ แต่ค่าสเตตัสเจ้านี่ก้าวร้าวเกินไปหรือเปล่า แม้ข้าจะโผล่มากะทันหัน แต่เจ้าก็ไม่น่าชนจนเกือบตายอย่างนี้สิ”

ในเมื่อเป็นคนคุ้นเคยกัน ทั้งยังเป็นเรื่องเข้าใจผิด คู่กรณีของเรื่องนี้ก็ไม่ถึงขั้นต้อง PK กัน หลังจากต่างฝ่ายต่างหัวเราะใส่กัน พูดจาไร้สาระกันสองสามประโยคแล้ว ก็ต่างคนต่างกล่าวอำลา รีบไปทำธุระของตัวเอง

หลังจากฉากที่แทรกเข้ามาฉากนี้ผ่านไป พวกเขาก็ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง และเดินทางพร้อมพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะกันต่อไป

ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ในที่สุดพวกเขามาก็มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ‘ภัตตาคารรู้รส’ ของเมืองหังโจว แล้วสั่งอาหารเต็มโต๊ะ

เมื่อเห็นสุราอาหารถูกนำมาวางครบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้ว่าถึงเวลาต้องคุยธุระหลักแล้ว เขาจึงเอ่ยปากด้วยสีหน้าจริงจัง “ตามที่คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าจะกินไปด้วยและคุยเรื่องกระบี่จินสยาไปด้วย ตอนนี้…แม่งเอ๊ย กระบี่จินสยาล่ะ?…

…ข้าจำได้ว่าทีแรกเก็บไว้ในห่อสัมภาระแล้ว ทำไมถึงหายไปได้!”

บทที่ 138
เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงบอกว่ากระบี่วิเศษหายไปแล้ว เพื่อนร่วมทีมสี่คนที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครสงสัยเลยว่าเขาพูดโกหก

แม้แต่เฟยอวี๋ที่เอะอะก็ชอบหาเรื่องเขายังเสียดสีว่า “นึกไม่ถึงว่าคนเจ้าเล่ห์สับปลับอย่างเจ้า ก็มีวันที่พลาดพลั้งเหมือนกัน ไม่ง่ายเลยจริงๆ”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้โมโหเพราะคำพูดเสียดสีของเขา กลับแสดงท่าทีแปลกใจเล็กน้อยด้วยซ้ำ “แต่จะว่าไปแล้ว เจ้าไม่สงสัยสักนิดเลยหรือว่านี่เป็นข้ออ้างของข้าเพื่อจะฮุบอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดชิ้นนี้เอาไว้คนเดียว”

เฟยอวี๋ส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าข้าเชื่อในคุณธรรมของเจ้า แต่ข้าไม่ประเมินสติปัญญาเจ้าต่ำต่างหาก เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่ข้าสิ้นเปลืองกำลังความคิดไปหมดแล้วแต่ยังเอาชนะไม่ได้ หากเจ้าใช้ข้ออ้างโง่ๆ เช่นนี้เพื่อจะฮุบอุปกรณ์ชิ้นเดียว เช่นนั้นคนแพ้อย่างข้าจะนับเป็นอะไรล่ะ เป็นคนปัญญาอ่อนกระมัง”

“ขอบคุณที่ชม”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วอยากจะเอาศีรษะโขกกำแพงตาย ข้าเพียงไม่อยากเป็นคนสติปัญญาต่ำสุดในเวลานี้ก็เท่านั้นเอง ทำไมกลายเป็นชมเจ้าเสียแล้วล่ะ

บทมันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ!

o(≧口≦)o

เพียงแต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาเองก็ทำได้เพียงเปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาลำพองใจ ลองคิดให้ดีว่าทำของหล่นไว้ที่ไหนกันแน่”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด “ตอนนั้นหลังจากเหวยเสี่ยวเป่าจากไปแล้ว เจ้าบอกว่าให้พวกเราคุยไปกินไป ข้าจึงเก็บของเข้ากระเป๋าไปแล้ว แล้วในระหว่างนั้นก็ไม่ได้หยิบออกมาดูอีกเลย เมื่อครู่ตอนคิดจะนำของออกมาให้ทุกคนดูค่าสเตตัสแล้วปรึกษากันว่าจะจัดการอย่างไร ถึงได้พบว่าของไม่อยู่แล้ว”

เมื่อได้ยินดังนั้น ถังซานไฉ่ก็พลันเอ่ยว่า “หากข้าเดาไม่ผิด มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นทักษะการขโมย”

“ทักษะการขโมย?” สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างกันอดถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่า “นั่นเป็นทักษะอะไรกัน เป็นทักษะที่มีไว้ขโมยของโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือ ในยุทธภพมีสำนักอย่างนี้อยู่ด้วยหรือ”

ถังซานไฉ่แบมือยักไหล่ “ข้าไม่แน่ใจว่าในยุทธภพมีสำนักอย่างนี้อยู่หรือเปล่า แต่ในเกมออนไลน์ที่ข้าเคยเล่นเมื่อก่อนมีทักษะอย่างนี้อยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้น ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ นี้ แม้แต่สำนักจับโจรอย่างสำนักมือปราบเทพของพวกเจ้ายังมีเลย หากมีสำนักหรือทักษะที่สอนคนให้เป็นโจร ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากไม่ใช่หรือ”

“หากเป็นอย่างนี้…” เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้วพึมพำ “อย่าบอกนะว่าเป็นวั่งเหยียน จะว่าไปแล้ว ระหว่างทางที่กลับมา ก็มีเพียงเขาที่เคยสัมผัสตัวข้า”

“ต้องเป็นเขาไม่ผิดแน่!” คนที่พูดก็คือซานเย่ว์

สายตาของทุกคนมองไปที่ตัวนางพร้อมกัน แต่กลับได้ยินนางพูดต่อว่า “ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนั่นถูกอาหมิงชนกระเด็น แล้วหลังจากนั้นพวกเจ้าก็สนทนากัน ตอนนั้นอาหมิงตะโกนเรียกชื่อเขาก่อน แล้วเขาตอบว่า ‘บังเอิญจริงๆ’ คำตอบแบบนี้เดิมก็ไม่มีอะไรแปลกหรอก แต่ทักษะของข้ากลับแจ้งเตือนว่าเขากำลังโกหก”

หลังจากถอนหายใจอย่างจนใจเฮือกหนึ่ง ซานเย่ว์ก็พูดต่ออย่างกลัดกลุ้มว่า “ตอนนั้นข้าเพียงรู้สึกแปลก แต่กลับไม่ได้สนใจเท่าไรนัก ถึงอย่างไรไม่ว่าประโยคนี้จะจริงหรือเท็จก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แล้วข้าก็ไม่ควรไปยุ่งเรื่องคนอื่นด้วย พอมาคิดดูตอนนี้ ข้ากลัวว่าเขาจะไม่ได้บังเอิญชนอาหมิง แต่รอพวกเราอยู่นานแล้ว”

“จะว่าไปแล้ว ข้าก็ยังคิดไม่ตกกับคำถามนี้” แม้แต่สะพานสวรรค์น้อยที่ค่อนข้างไร้เดียงสาก็ค้นพบจุดที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นกัน “ตามหลักแล้ว เจ้าคนที่ชื่อวั่งเหยียนนั่นไม่น่าจะรู้เส้นทางของพวกเราสิ นอกเสียจากเขาจะมีทักษะพิเศษคล้ายเฟยอวี๋ อย่างน้อยเขาก็ไม่น่าจะรู้เรื่องกระบี่จินสยา”

“สิ่งนี้อธิบายได้ง่ายมาก”

ตอนนี้สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนเป็นฉายประกายแล้ว “พวกเราคงจะจำได้ว่าก่อนเข้าโรงเตี๊ยมซานชวี ข้าได้ส่งข้อความหาใครบางคน คนที่ข้าคุยด้วยย่อมไม่ใช่วั่งเหยียนคนนี้อยู่แล้ว ข้ากับเขาเคยพบหน้ากันครั้งเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นเพียงคนรู้จักกัน แต่คนที่คุยกับข้าตอนนั้นกลับเอ่ยถึงวั่งเหยียนคนนี้พอดี”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็กล่าวเสริมอีกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าเดาไม่ผิด เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็ไม่ใช่กระบี่จินสยาเช่นกัน แต่เป็นของอีกอย่างบนตัวข้า ตอนนั้นสหายอีกคนของข้า…”

พอพูดถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็มองซานเย่ว์แวบหนึ่ง แล้วบอกอีกว่า “สหายคนนั้นของข้าก็คือหนิวจื้อชุนศิษย์สำนักฉวนเจิน ซานเย่ว์ เจ้าก็รู้จักเขา หนิวจื้อชุนบอกว่าวั่งเหยียนเตรียมจะจ่ายเงินซื้อของชิ้นนี้ไปในราคาห้าสิบเหรียญทองผ่านทางเขา”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งลิงก์ไอเทม ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ ไปในช่องทีม “พวกเจ้าก็เห็นแล้วเช่นกันว่าของสิ่งนี้นำมาซื้อขายไม่ได้ ข้าจึงไม่ได้ขาย แต่ข้าประเมินความหมกมุ่นที่เขามีต่อของสิ่งนี้ต่ำไป ในเมื่อซื้อขายไม่สำเร็จ ไม่น่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนเป็นขโมยแทน”

ทุกคนได้ยินแล้วพากันพยักหน้า ในเกมนี้มีของพิเศษมากมาย บางทีรอจนยานอวกาศไปถึงที่หมายแล้ว ก็อาจจะยังไม่ค้นพบวิธีใช้งานของมันด้วยซ้ำ แต่เมื่อเจ้าต้องการของสิ่งนี้เมื่อไร ก็มักจะแสดงว่ามันจะนำผลประโยชน์มาสู่เจ้าอย่างเหนือจินตนาการ

ขณะที่คุยกันไปสองสามประโยค คดีขโมยของอันลึกลับซับซ้อนนี้ก็ถูกเผยความจริงให้กระจ่างแล้ว

ปัญหาเดียวในตอนนี้ก็คือ จะไปตามหาเจ้าหัวขโมยที่ชื่อวั่งเหยียนนั่นอย่างไร

ดังนั้น ทุกคนจึงหันหน้าไปมองเฟยอวี๋พร้อมกัน

เฟยอวี๋เองก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวัง บอกทันทีว่า “เขาซี่จ้าว ดันเจี้ยนวังใต้ดิน เจดีย์เหลยเฟิง”

เมื่อเอ่ยถึงดันเจี้ยนวังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิง เยี่ยเว่ยหมิงกับถังซานไฉ่ก็สบตากันโดยไม่รู้ตัว ถึงอย่างไรเรื่องในครั้งนั้นก็ทำให้ยอดฝีมือในเกมสองคนนี้เจอกันเป็นครั้งแรก จึงจดจำได้อย่างลึกซึ้ง

ทุกคนอยู่ในเกมมาได้ระยะหนึ่งแล้วโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ไม่ต้องถามเลย ทุกคนจินตนาการได้ว่าหลังจากคนคนหนึ่งได้อุปกรณ์คุณภาพสูงสุดไปแล้ว จะต้องอยากหาสถานที่ทดลองประสิทธิภาพของมันแน่นอน

ที่ดันเจี้ยนวังใต้ดินในเจดีย์เหลยเฟิง BOSS เลเวลสูงสุดเป็นเพียงนักดาบเลเวลสิบห้าเท่านั้น สำหรับผู้เล่นที่มีฝีมือธรรมดาทั่วไป นั่นนับว่าเป็นสถานที่ทดลองใช้กระบี่ที่ไม่เลวเลย

หลังจากมองสุราอาหารที่วางสมบูรณ์เต็มโต๊ะครู่หนึ่ง สะพานสวรรค์น้อยก็ถามอย่างค่อนข้างจนใจว่า “ตอนนี้พวกเราจะไปดักรอหน้าดันเจี้ยนเลย หรือจะกินอาหารก่อน”

“เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ พวกเราแยกกันเคลื่อนไหว” เยี่ยเว่ยหมิงตัดสินใจทันที เป็นการตัดสินใจที่ทำให้สะพานสวรรค์น้อยผิดหวังมาก จากนั้นก็หันไปทางนอกห้องเดี่ยวแล้วตะโกนว่า “พนักงาน ห่อให้ด้วย!”

……

เขาซี่จ้าว นอกเจดีย์เหลยเฟิง

วั่งเหยียนเดินออกจากดันเจี้ยนอย่างชุ่มฉ่ำหัวใจ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

เดิมทีวันนี้เขาเตรียมจะใช้มือเปล่าจอมฉกของเขาขโมย ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ บนตัวเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับนึกไม่ถึงว่า ‘ตั้งใจปลูกดอกไม้แต่ดอกไม้ไม่บาน ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิว แต่กิ่งหลิวกลับเติบโตให้ร่มเย็น[1]’ ฉกไม่ได้กระสอบข้าว กลับได้กระบี่วิเศษคุณภาพทองคำที่ค่าสเตตัสยอดเยี่ยมมาแทน!

เมื่อมีกระบี่วิเศษเล่มนี้แล้ว ก็ทำให้ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าในชั่วพริบตาเดียว!

วังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิงที่ก่อนหน้านี้บุกเดี่ยวฆ่ามอนสเตอร์แล้วเปลืองแรง ตอนนี้ถูกเขาบุกสังหารตลอดทางราวกับฟันแตงหั่นผัก

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าบนตัวเยี่ยเว่ยหมิงจะมีของดีมากมายขนาดนั้น

แค่มูลค่าของกระบี่วิเศษเล่มนี้อย่างเดียว ก็สูงกว่าค่าตอบแทนที่เจ้าอ้วนชนะฟ้าให้สัญญาไว้ตั้งเยอะแล้ว!

โชคดีที่ก่อนหน้านี้หนิวจื้อชุนไม่ได้ระวังตัว พลั้งปากบอกข้าว่าเยี่ยเว่ยหมิงทำภารกิจอยู่ที่หมู่บ้านหนิวเจีย ไม่อย่างนั้นหากอยากจะหาตัวเขาให้พบก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ

สงสัยต้องจับตาดูเยี่ยเว่ยหมิงให้มากๆ หน่อย ไม่ว่าจะเป็นกระสอบข้าวหรืออุปกรณ์คุณภาพสูงสุด ได้เพิ่มอีกชิ้นก็ถือว่าได้กำไรอีกชิ้น

ตอนที่วั่งเหยียนคิดในใจ กำลังตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะให้การต้อนรับเยี่ยเว่ยหมิงบ่อยๆ ทันใดนั้นกลับมีเสียงของคนแปลกหน้าดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา “หึหึ หัวขโมยวั่งเหยียน ในที่สุดเจ้าก็โผล่หัวออกมาจากดันเจี้ยนแล้ว”

[1] ตั้งใจปลูกดอกไม้แต่ดอกไม้ไม่บาน ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิว แต่กิ่งหลิวกลับเติบโตให้ร่มเย็น 有心栽花花不开 无心插柳柳成荫 หมายถึง บางครั้งทำสิ่งใดอย่างตั้งใจหวังผลกลับไม่ได้ผลตามคาด แต่บางครั้งทำบางอย่างโดยไม่ตั้งใจไม่หวังผลกลับได้ผลเกินคาด

บทที่ 139
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันนี้ทำให้วั่งเหยียนตกใจทันที เขาเงยหน้ามอง เห็นเฟยอวี๋กับถังซานไฉ่มาขวางอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะไหวตัวเร็วขนาดนี้!

แล้วอีกอย่าง พวกเขาตามหาข้าพบได้อย่างไร

ขณะที่คำถามต่างๆ ปรากฏเข้ามาในหัว วั่งเหยียนกลับหันเลี้ยวทันที เตรียมจะหนีเข้าไปในดันเจี้ยนวังใต้ดินอีกครั้ง

ขอเพียงเขาเข้าดันเจี้ยน ก็นับว่าปลอดภัยได้ชั่วคราวแล้ว

อย่างไรเสีย การที่ดันเจี้ยนถูกเรียกว่าดันเจี้ยน ก็เพราะที่นั่นมีมิติแยกเป็นของตัวเอง ตราบใดที่ไม่ใช่คนที่อยู่ในทีมเดียวกัน ต่อให้เข้ามาอยู่ในดันเจี้ยนที่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มีทางพบเจอกันได้อยู่ดี

หากจะถามว่าทำไมตอนนั้นเยี่ยเว่ยหมิงกับโหยวโหยวถึงพบกันได้น่ะหรือ

ก็เพราะตอนนั้นวังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิงยังไม่เป็นดันเจี้ยน

ทว่าตอนที่เขาเพิ่งเลี้ยวกลับไป กลับพบว่าสาวงามยอดฝีมืออย่างซานเย่ว์กับสะพานสวรรค์น้อยมาดักตรงทางถอยกลับของเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อเห็นว่าตัวเองถูกฝ่ายตรงข้ามล้อมไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว วั่งเหยียนก็ไม่ได้ลองเล่นลิ้นแก้ตัวใดๆ

ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นเกม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีการใดมายืนยันว่าเขาเป็นคนขโมยของ ไม่ว่าเขาจะเถียงกลับอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

ในยุทธภพ ไม่จำเป็นต้องมีหลักที่หนักแน่นดั่งขุนเขา!

สำหรับผู้เล่นแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่ใช้ประโยคเดียวก็สรุปได้

ข้าไม่ต้องการความคิดเห็นของเจ้า สิ่งที่ข้าต้องการคือความคิดเห็นของข้า

เมื่อข้าคิดว่าเจ้าขโมยของของข้าไป เช่นนั้นเจ้าก็คือหัวขโมย ใครจะมีความพยายามมาเล่นเกมสืบคดีโคนันอะไรกับเจ้าล่ะ

“โอ้ว…นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะมีความสามารถมากขนาดนี้” วั่งเหยียนส่ายหน้า แล้วเรียกกระบี่จินสยามาไว้ในมืออย่างโอ้อวดเสียเลย เขาเริ่มใช้ท่า ‘ต้นสนรับแขก’ หนึ่งในกระบวนท่าของ ‘เคล็ดกระบี่หัวซาน’ “ในเมื่อถูกพวกเจ้าพบแล้ว เช่นนั้นพูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ประลองฝีมือกันเลย!”

วั่งเหยียนในตอนนี้ ต่อให้เผชิญหน้ากับวงล้อมยอดฝีมือสี่คน แต่ก็ไม่หวาดกลัวเลยสักนิด

มีอาวุธเทพอย่างกระบี่จินสยาอยู่ในมือ เขาก็ผ่านดันเจี้ยนวังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิงได้อย่างง่ายดายแล้ว!

แค่ผู้เล่นไม่กี่คน มีอะไรให้กลัวล่ะ

เขาลำพองใจ!

จากนั้น…

เขาก็ตายแล้ว

เนื่องจากศักยภาพของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินไป ต่อให้วั่งเหยียนมีกระบี่จินสยาอยู่ในมือ แต่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหนึ่งในสี่คนนี้แน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสี่รุมหนึ่งเลย

เพราะด้วยเหตุนี้เอง รายละเอียดระหว่างการต่อสู้จึงไม่มีจุดที่ยอดเยี่ยมใดๆ ให้บรรยาย ข้ามไปเลยก็ได้

เพียงชั่วพบหน้ากันเท่านั้น เขาก็ถูกผู้เล่นสี่คนล้อมโจมตีอย่างไม่ปรานีจนกลายเป็นแสงสีขาวแล้วดรอปหมวกสีน้ำเงินหนึ่งใบ

เฟยอวี๋เก็บขึ้นมาแล้วส่งลิงก์อุปกรณ์ในช่องทีม แต่กลับได้คำตอบเดียวกันสี่คำตอบ

[ขยะ!]

……

จุดคืนชีพมีอยู่ทุกเมืองหลักและหมู่บ้านมือใหม่ นอกจากนี้ บางสำนักในยุทธภพรวมทั้งเขตปลอดภัยนอกป่าก็มีสถานที่แบบนี้เช่นกัน บทบาทของมันก็คือช่วยให้ผู้เล่นที่ตายแล้วได้คืนชีพในจุดที่ใกล้เคียง ประหยัดเวลาเดินทางของผู้เล่น

แต่หากเป็นจุดคืนชีพในเมืองหลักของระบบ NPC ก็ล้วนเรียกเป็นชื่อเดียวกัน นั่นก็คือตลาดผักไช่ซือโข่ว

ขอเพียงสุ่มถาม NPC สักคน ก็จะหาเจอได้ง่ายดาย

ดังนั้น ตอนที่เงาร่างของวั่งเหยียนปรากฏตัวตรงจุดคืนชีพของเมืองหังโจว ภาพแรกที่เห็นก็คือเยี่ยเว่ยหมิงกำลังยืนกอดอก ยืนอมยิ้มมองเขาอยู่ตรงจุดที่ห่างออกไปห้าเมตร

“เชอะ!” เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงจัดวางกำลังต่อสู้ไว้อย่างพรั่งพร้อม วั่งเหยียนก็เบะปากดูถูก สบตาอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะเก่งกาจขนาดนี้ ไม่เพียงแค่รู้ตัวเร็วว่าข้าขโมยของไป ทั้งยังรู้เส้นทางของข้าล่วงหน้าอีก อีกฝั่งดักสังหารตรงประตูดันเจี้ยน อีกฝั่งดักตรงจุดคืนชีพ”

“ยอมรับง่ายขนาดนี้เชียวหรือ เจ้าหมอนี่ก็ตรงไปตรงมาเหมือนกันนะ” เยี่ยเว่ยหมิงยังคงยิ้มเรียบๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ส่งกระบี่จินสยาออกมา แล้วข้าจะคิดเสียว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นอย่างไร”

“ก็ไม่เป็นอย่างไรหรอก!” วั่งเหยียนกลับมีท่าทีภาคภูมิใจอย่างประหลาด ยามเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ที่มาทวงถึงหน้าประตูบ้าน นึกไม่ถึงว่าเขาไม่มีท่าทีจะถอยแม้แต่น้อย ถามกลับเยี่ยเว่ยหมิงอย่างเป็นปฏิปักษ์ว่า “ข้าอาศัยความสามารถเพื่อขโมยของสิ่งนี้มา แล้วเจ้าอาศัยอะไรมาบอกให้ข้าคืนของ”

ท่าทีที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยเหตุผลรองรับของวั่งเหยียน ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงหน้าเหวอไปเลย

จะว่าไปแล้ว หัวขโมยในเกมกำเริบเสิบสานอย่างนี้เหมือนกันหมดเลยหรือ (⊙?⊙)

แน่นอน ในเมื่อเตรียมการดักล้อมสังหารไว้สองฝั่งได้ ก็แสดงว่าเยี่ยเว่ยหมิงคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะไม่ยอมส่งของให้แต่โดยดี

ก็อย่างที่บอก ผู้เล่นที่ตายในเกมย่อมคืนชีพได้ตลอดเวลา ชีวิตจึงไม่มีค่าขนาดนั้น

อย่างน้อยหากเทียบกับอุปกรณ์ทองคำคุณภาพสูงสุดอย่างกระบี่จินสยา ผู้เล่นเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ก็ต้องเลือกตายสักสามครั้งห้าครั้งอยู่แล้ว

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์นี้ เขาจะยอมส่งของออกมาแต่โดยดีได้อย่างไร

เพียงแต่จะส่งให้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ

พวกเราใช้วิธีการหนามยอกเอาหนามบ่งก็ได้

เจ้าใช้ทักษะขโมยมาขโมยของบนตัวข้าได้ ข้าก็ใช้เคล็ดกระบี่ที่เอาไว้ฆ่าคนมาฆ่าเจ้าเพื่อดรอปของบนตัวเจ้าได้เช่นกัน ในระหว่างนั้นยังเก็บดอกเบี้ยได้ด้วย

ก็เหมือนกับที่ดรอปหมวกสีน้ำเงินจากตัววั่งเหยียนก่อนหน้านี้นั่นแหละ

ขณะมองวั่งเหยียนทำตัวกำเริบเสิบสานถึงขีดสุด ทำท่าเหมือนกำลังบอกว่า ‘เจ้าทำอะไรข้าไม่ได้’ เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอย่างใจเย็นมากว่า “อาศัยอะไรน่ะหรือ ก็อาศัยที่เจ้าสู้ไม่ชนะข้าอย่างไรล่ะ!”

“นั่นก็ไม่แน่หรอก” ขณะที่พูด วั่งเหยียนก็เรียกกระบี่จินสยามาไว้มือแล้ว ก่อนจะกล่าวอย่างลำพองใจมากว่า “ตอนนี้กระบี่วิเศษของเจ้าอยู่ในมือข้าแล้ว ใครจะสู้ไม่ชนะ ก็ยังไม่แน่หรอก!”

เมื่อพูดจบแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะควงกระบี่วิเศษพุ่งเข้ามาสังหารเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

เพียงแต่เคล็ดกระบี่ของเขา ในสายตาของเยี่ยเว่ยหมิงบรรยายได้เพียงว่า ‘ข้อบกพร่องมีเป็นร้อย’

ขณะเผชิญหน้ากับวั่งเหยียนที่ทำท่าเหมือนสู้ตาย เยี่ยเว่ยหมิงเรียกกระบี่มังกรคำรามมาไว้ในมือแล้วเช่นกัน เมื่อเล็งช่องโหว่ในกระบวนท่าของเขาได้แล้วก็ใช้ท่าไซซี…ช่างมันเถอะ ด้วยหน้าตาอย่างเจ้าหมอนั่น อย่าสร้างความอัปยศให้แม่นางไซซีจะดีกว่า

อย่างเจ้าน่ะ เอาท่าพเนจรสุดขอบฟ้าไปกินก็แล้วกัน!

เปลี่ยนกระบวนท่ากลางคัน กระบี่มังกรคำรามในมือเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนจากแทงเป็นเสยเฉียงขึ้น คมกระบี่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างใช้เคล็ดกระบี่ของวั่งเหยียน แล้วแทงทลุลำคอของเจ้าหัวขโมยโดยตรง

ตัวเลขคริติคอลดาเมจใหญ่ๆ ลอยขึ้นเหนือศีรษะของวั่งเหยียน

-3510!

ปลิดชีพ!

หลังจากลำแสงสายหนึ่งแวบผ่านไป ร่างของวั่งเหยียนกลับไปโผล่อยู่ตรงกลางจุดคืนชีพที่ห่างออกไปห้าเมตรอีกครั้ง และตรงจุดที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ บนพื้นก็มียาฟื้นฟูพลังชีวิตตกอยู่สองขวด

ทว่าแม้จะถูกเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีปลิดชีพ แต่เจ้าโจรเหิมเกริมนี่ก็แค่ทึ่งในพลังโจมตีอันน่าหวาดกลัวของเยี่ยเว่ยหมิงเท่านั้น ในแววตาไม่ได้เผยความรู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกับตอนสุดท้ายก่อนคืนชีพ มุมปากกลับโค้งเผยรอยยิ้มเหมือนแผนชั่วสำเร็จ

และตอนที่ร่างของเขาไปโผล่ตรงจุดคืนชีพอีกครั้งหลังจากแสงสีขาวหายไป เขาก็เห็นสิ่งที่ใจปรารถนา นั่นก็คือทหารของระบบสี่คนรอบจุดคืนชีพปฏิบัติการพร้อมกัน พวกเขาล้อมเยี่ยเว่ยหมิงเอาไว้ตรงกลางแล้ว

“ฮ่าๆๆ!” เมื่อได้เห็นฉากนี้ ในที่สุดวั่งเหยียนก็หัวเราะลั่นอย่างกำเริบเสิบสาน “ฆ่าคนตรงจุดคืนชีพในเมือง เจ้าคิดว่าทหารของระบบเหล่านี้มีเอาไว้ประดับฉากเฉยๆ หรือ…

…เจ้าอาจจะยังไม่รู้สินะ ว่าทหารของระบบเหล่านี้ ยามเผชิญหน้ากับผู้เล่น พวกเขาล้วนมีความสามารถไร้เทียมทานถึงเลเวลสองร้อย หากมีใครฆ่าคนในเขตที่พวกเขาควบคุม ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ล้วนถูกประหารในทันที!…

…ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากถูกพวกเขาฆ่าตายแล้ว เจ้าก็จะไม่ได้มาฟื้นชีพอยู่ข้างกายข้า แต่จะถูกส่งไปขังอยู่ในคุกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง…

…เมื่อถึงตอนนั้น ข้าก็ไปใช้ชีวิตอิสระเสรีที่ไหนสักแห่งที่เจ้าไม่รู้จักตั้งนานแล้ว…

…บ๊ายบายนะท่าน!”

ตอนที่วั่งเหยียนกำลังคิดในใจ กำลังตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะให้การต้อนรับเยี่ยเว่ยหมิงบ่อยๆ ทันใดนั้นกลับมีเสียงของคนแปลกหน้าดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา “หึหึ หัวขโมยวั่งเหยียน ในที่สุดเจ้าก็โผล่ออกมาจากดันเจี้ยนแล้ว”

บทที่ 140
ในฐานะที่เป็นนักโทษกระทำความผิดซ้ำที่ก่อคดีบ่อยๆ ที่แท้วั่งเหยียนก็มีประสบการณ์ที่ถูกคนไล่ฆ่าและไล่ฆ่ากลับมาอย่างโชกโชน

และการใช้ประโยชน์จากทหารอของระบบตรงจุดคืนชีพไล่ฆ่าศัตรูกลับ ก็ยิ่งเป็นแผนเด็ดที่เขาทดลองกี่ครั้งก็ไม่พลาด โดยปกติวั่งเหยียนจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร!

สาเหตุที่วันนี้เขาพูดมาก ที่จริงก็เป็นเพราะสองครั้งสุดท้ายที่ถูกปลิดชีพทำให้เขาค่อนข้างโมโห ตอนนี้ถึงได้ปากไวพูดออกไปโดยไม่ทันคิด

เขาต้องการฉวยโอกาสก่อนที่เยี่ยเว่ยหมิงจะถูกทหารของระบบประหาร ตั้งใจพูดจาอวดดีสักครั้ง ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงได้รู้ว่าหัวขโมยอย่างเขาไม่ได้มีเรื่องด้วยได้ง่ายๆ!

ถูกข้าขโมยของไปแล้ว ก็ต้องยอมรับแต่โดยดีว่าตัวเองโชคไม่ดี

หากเจอกันอีกครั้งหน้า ก็อย่าลืมเดินอ้อมไปล่ะ!

คิดจะกลับมาล้างแค้น อยากจะเรียกร้องเอาของที่เสียไปแล้วหรือ

นั่นเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ!

ความจริงแล้ว เขาเองก็ไม่อยากตายอีกครั้งหรอก ที่เขาแกล้งทำเป็นโจมตี ก็เพียงเพื่อจะนำกระบี่ออกมาวาดลีลาท่าทางเท่านั้น ไม่ได้เล็งเป้าหมายไปที่ตัวเยี่ยเว่ยหมิงเลย

เมื่อเป็นแบบนี้ ระบบก็จะตัดสินว่า เขาเพียงควงกระบี่ฟันอากาศเฉยๆ ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงลงมือ ‘โจมตีกลับ’ ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นการรุกโจมตีก่อนทันที

จากนั้น เขาก็จะยืมมือทหารของระบบไล่สังหารกลับสำเร็จ จากนั้นก็หนีไปอย่างไม่สะทกสะท้าน ได้กลบฝังฝีมือและผลงานนี้ของตัวเองด้วย

เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าการโจมตีของยี่ยเว่ยหมิงจะเร็วขนาดนี้ ดุดันขนาดนี้ โจมตีแค่กระบี่เดียวก็เกิดคริติคอลแล้ว ทำให้เขาถูกปลิดชีพทันที

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ความเสียหายของเขาก็เป็นเพียงการตายเพิ่มหนึ่งครั้งเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการภาพรวมของเขามาก

ทว่า…

ท่ามกลางเสียงพูดอวดดีของวั่งเหยียน สีหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงกลับยังสงบนิ่งเหมือนเดิม ไม่เพียงแค่ไร้ความประหม่าหวาดกลัว ถึงขั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์แม้แต่น้อย

ส่วนทหารระบบที่ ‘ไร้เทียมทาน’ สี่คนนั้น หลังจากเข้ามาล้อมเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว กลับออกแรงกระทุ้งหอกในมือลงพื้นอีกครั้ง จากนั้นก็ทำสิ่งที่วั่งเหยียนเห็นแล้วคาดไม่ถึงพร้อมกัน

ทหารของระบบที่เลเวลสองร้อยยามเผชิญหน้ากับผู้เล่น ไม่น่าเชื่อว่าจะคุกเข่าให้เยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกัน!

วั่งเหยียนที่กำลังรู้สึกเหลือเชื่อ ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้ หวังให้ฉากตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงตา ทว่าตอนที่เขาเอามือออกจากดวงตา กลับจนใจเมื่อพบว่าทหารองครักษ์ของระบบสี่คนนั้นคุกเข่าจริงๆ

การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นระเบียบพร้อมเพรียง ยืดอกเงยหน้า คุกเข่าข้างเดียว มือข้างหนึ่งกุมหอก ปลายหอกชี้ขึ้นฟ้า

ท่ามกลางสายตาเหม่อค้างของวั่งเหยียน พวกเขากล่าวสิ่งที่ทำให้วั่งเหยียนเหวอหนักยิ่งกว่าเดิม

“ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”

เมื่อเทียบกับวั่งเหยียนที่ตะลึงค้าง เยี่ยเว่ยหมิงกลับรู้ชัดเจน

ในความเป็นจริง ในฐานะขุนนางของราชสำนัก เขาเข้าใจการทำงานของ NPC อย่างทหารของระบบดี มีหรือที่เขาจะเทียบโจรกระจอกคนเดียวไม่ติด

สำหรับความสามารถของทหารของระบบ เขาย่อมเข้าใจชัดเจนดีมาก เพียงแต่…

มองดูกระบี่ที่อยู่ในมือ แม้เนื้อแท้จะเป็นกระบี่มังกรคำราม แต่ภายนอกกลับเป็นกระบี่อาญาสิทธิ์ เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่มีธุระของพวกเจ้าแล้ว ถอยไปให้หมด”

ตั้งแต่ติดตั้งอุปกรณ์ไว้ในมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้แล้วว่าประโยชน์ของอุปกรณ์ภายนอกไม่ใช่แค่การฆ่าคนแล้วไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษเท่านั้น

ก็เหมือนกับคำอธิบายของกระบี่เล่มนี้

ประหารก่อนรายงานทีหลัง ได้อำนาจพิเศษจากจักรพรรดิ!

นี่ก็คือกระบี่อาญาสิทธิ์!

นี่ต่างหากกระบี่อาญาสิทธิ์!

นี่สิถึงจะเป็นอานุภาพที่แท้จริงของกระบี่วิเศษ!

“รับทราบ!”

สำหรับคำสั่งของเยี่ยเว่ยหมิง หลังจากทหารสี่นายนี้ตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน ก็ต่างคนต่างถอยกลับไปอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง แล้วแสดงบทบาทครื่องมือมนุษย์เของพวกเขาต่อไปโดยไม่ชายตาแลใคร

ทิ้งไว้เพียงวั่งเหยียนที่กำลังยืนปวดหัวอยู่เพียงลำพังอยู่ตรงกลางจุดคืนชีพ

“ดูท่าทางแล้ว ทหารของระบบเหล่านั้นก็ไม่ได้เตรียมจะหาเรื่องข้านะ” ขณะที่ในมือถือกระบี่อาญาสิทธิ์ เยี่ยเว่ยหมิงก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปประชิดวั่งเหยียน “เช่นนั้นในตอนนี้ พวกเราก็พิจารณาถึงปัญหาเรื่องคืนกระบี่วิเศษ รวมทั้งชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจกันได้แล้วน่ะสิ”

เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงแค่อยากจะมาทวงกระบี่จินสยาคืนเท่านั้น เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่จะกำเริบเสิบสานขนาดนี้ นิสัยเลวร้ายถึงขีดสุดจริงๆ

ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่เกรงใจอะไรอีก ต้องทำให้เขาคายของที่ฮุบเอาไว้ทั้งต้นทั้งดอกให้ได้

ต่อให้ฟันหักก็ปฏิเสธไม่ได้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่ถือสาที่จะฆ่าเขาวนไปเรื่อยๆ!

ขณะเผชิญหน้ากับเยี่ยเว่ยหมิงที่เยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน วั่งเหยียนก็ถอยไปข้างหลังก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วถามเสียงหลงว่า “ทหารของระบบเหล่านั้นเชื่อฟังเจ้าหรือ มารดาเจ้าเถอะ! เจ้าทำได้อย่างไร”

“อยากรู้?”

“แน่นอน!”

เยี่ยเว่ยหมิงกะพริบตา “ข้าไม่บอกเจ้าหรอก”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็อย่าคิดเลยว่าจะได้กระบี่จินสยาที่เดิมทีเป็นของเจ้ากลับไป! ลาก่อน!” ขณะที่พูด วั่งเหยียนก็กวาดกระบี่กระบี่จินสยาในแนวขวาง จากนั้นก็ใช้ท่าดาบศึกราตรีแปดทิศ…

“ฉึก!”

เมื่อคมของกระบี่จินสยาแฉลบผ่านคอของเขา เงาร่างของวั่งเหยียนก็กลายเป็นลำแสง หายไปจากตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงทันที ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน

เยี่ยเว่ยหมิงรออยู่ห้าวินาทีเต็มๆ จุดคืนชีพตรงหน้ายังเงียบสงบเหมือนเคย เขาเริ่มขมวดคิ้วเงียบๆ

นักโทษกระทำความผิดซ้ำคนนี้เจ้าเล่ห์อย่างที่คาดไว้ วิธีการปกป้องตัวเองไม่ได้มีแค่การใช้ประโยชน์จากทหารอของระบบเท่านั้น

“เจ้าไม่ต้องรอแล้ว” ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังพิจารณาแผนการขั้นต่อไป เสียงของผู้หญิงที่เคยรู้จักกันคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลังเขาไม่กี่เมตร “หากผู้เล่นตายต่อเนื่องสามครั้งภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ครั้งที่สี่จะเลือกได้ว่าจะไปคืนชีพตรงจุดคืนชีพไหนที่เคยคืนชีพ ตอนนี้วั่งเหยียนไปคืนชีพอยู่ตรงไหนกันแน่ เกรงว่าคงจะมีเพียงตัวเขาเองที่รู้”

พอหันหน้ากลับมา เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกราวกับว่าตรงหน้ามีแสงสว่าง

ที่แท้ตรงจุดที่อยู่ไม่ไกลจากเขา สาวน้อยชุดแดงผู้องอาจผึ่งผายคนหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ ตรงนั้น มือข้างหนึ่งเท้าเอว ท่าทางเหมือนเกียจคร้านเล็กน้อย ยังคงใส่ชุดสีแดงไว้และผมสีดำ สะพายดาบไว้ข้างหลังเหมือนเดิม

นางก็คือผู้ที่ปรากฏตัวอย่างน่าทึ่งที่เมืองฝูโจวครั้งนั้น คนหนึ่งคนพร้อมดาบหนึ่งเล่ม สู้ชนะคนในทีมสำนักมือปราบเทพอย่างต่อเนื่อง สังหารถังซานไฉ่บนถนน ตอนหลังถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้กลยุทธ์คนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดโจมตีจนถอยไป สาวน้อยชุดแดงนั่นเอง

ชื่อของนางคือ…

เอ่อ…ตอนนั้นนางวิ่งเร็วเกินไป เหมือนจะไม่ได้บอก

ราวกับได้พบสหายเก่าที่จากบ้านไปไกล แม้จะเป็นศัตรูคนหนึ่ง แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มทักทายอย่างมีมารยาทมาก “นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกันที่นี่ บังเอิญจัง”

“ไม่บังเอิญเลยสักนิด” สาวน้อยชุดแดงยังคงเถียงกลับอย่างไม่ไว้หน้าเช่นเคย “ข้าได้รับข้อความขอความช่วยเหลือจากวั่งเหยียน ตั้งใจมาที่นี่โดยเฉพาะ”

เยี่ยเว่ยหมิงยังยิ้มเหมือนเดิม “น่าเสียดายที่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง”

“ข้าไม่ได้มาช้า” สาวน้อยชุดแดงส่ายหน้า “ที่จริงแล้ว หลังจากเขาคืนชีพครั้งแรกแล้วถูกเจ้าฆ่าตายอีก ข้าก็มาถึงแล้ว ข้ากำลังชื่นชมการแสดงของพวกเจ้าอยู่”

“อ้อ?” เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดเลิกคิ้วไม่ได้ “ในเมื่อเจ้ามาถึงตั้งนานแล้ว เหตุใดไม่ลงมือช่วยคน”

สาวน้อยชุดแดงกะพริบดวงตาโตฉ่ำน้ำของนาง “ทำไมข้าถึงไม่ช่วยเขาน่ะหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงงุนงงกับคำพูดที่ย้อนแย้งกันของสาวน้อยคนนี้ จึงเตือนอย่างจนใจว่า “ก็เจ้าพูดเอง”

“ข้าบอกว่า ข้าได้รับข้อความขอความช่วยเหลือจากเขา จึงตั้งใจมาที่นี่เป็นพิเศษ แต่ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะมาช่วยเขา” สาวน้อยชุดแดงอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “ตามที่พวกเรากับเขาตกลงกันไป พวกเราออกเงิน ส่วนเขาเป็นคนช่วยพวกเราขโมยของที่ชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ มา พวกเราเป็นประเภททำข้อตกลงทางการเงินที่น่าอับอายที่สุด”

“เขาเองก็ถูกพวกเจ้าไล่ฆ่าเพราะขโมยของ ทั้งยังถูกฆ่าหลายครั้งเพราะไม่ยอมคืนของที่ขโมย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากเขาขโมยแล้ว ของที่เขาไม่ยอมคืนก็ไม่ใช่กระสอบข้าวที่พวกเราทำข้อตกลงกันไว้…

…ดังนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบของเรื่องนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้า…

…แล้วทำไมข้าต้องไปช่วยเขาด้วยล่ะ”

อะไรกันวะเนี่ย!

เยี่ยเว่ยหมิงพลันค้นพบว่า สิ่งที่สาวน้อยตรงหน้าพูดนั้นมีเหตุผลทุกอย่าง ทำให้เขาเถียงไม่ออกเลย

หลังจากเงียบไปสองวินาที เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามอย่างจนใจว่า “ในเมื่อไม่ได้เตรียมจะช่วยเขา แล้วเจ้าจะตั้งใจถ่อมาถึงที่นี่ไปเพื่ออะไร”

เมื่อได้ยินดังนั้น ในดวงตาทั้งคู่ของสาวน้อยชุดแดงก็ราวกับมีเพลิงเดือดสองกลุ่มแผดเผา “ก็ต้องมาเพื่อท้าสู้กับเจ้าอยู่แล้ว!”