“แน่นอนว่ามาท้าสู้กับเจ้า!”
สาวน้อยชุดแดงกล่าวอย่างตื่นเต้น “ครั้งก่อนเจ้าเอาชนะข้าได้ที่เมืองฝูโจว แม้ตอนนั้นเจ้าจะอาศัยการบิดพลิ้วกติกาเพื่อเอาชนะข้า แต่ตอนหลังข้าก็เข้าใจแล้วเช่นกัน แพ้แล้วก็แพ้ไปสิ มัวโทษฟ้าโทษดินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
“ข้าล้มลงตรงไหน ข้าก็จะลุกขึ้นมาตรงนั้น!”
ขณะที่พูด สาวน้อยก็ชักดาบเดี่ยวข้างหลังออกมาแล้ว
สิ่งที่ต่างกับครั้งก่อนก็คือ ครั้งนี้คมดาบที่สะพายอยู่บนหลังของนางเปล่งแสงสีแดงอ่อนๆ ตัวดาบแคบยาว ลักษณะของมันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างดาบหว่อเตา[1]กับดาบเหมียวเตา[2]
ขณะที่ถือดาบอยู่ในมือ ลักษณะท่าทางของสาวน้อยชุดแดงเริ่มเปลี่ยนเป็นอันตราย ดวงตาทั้งคู่จ้องเยี่ยเว่ยหมิงอย่างอยากรู้อยากลอง ปากบอกว่า “หลังจากครั้งก่อนถูกเจ้าโจมตีแพ้ ข้าคิดถึงวิธีการกู้หน้ากลับมาได้สองวิธี หนึ่งคือเพิ่มค่าสเตตัสของตัวเอง วิธีการที่เร็วที่สุดคือต้องใช้ของที่ชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ แต่นึกไม่ถึงว่าของสิ่งนี้จะอยู่ในมือเจ้า…
…นอกจากนี้ก็คือหาวิธีการเอาชนะวิชาสละตนโจมตีนั่นของเจ้าให้ได้” พอพูดถึงตรงนี้ สุดท้ายสาวน้อยชุดแดงก็เผยรอยยิ้มสุดมาดมั่นออกมา “หลังจากพยายามหลายวัน ในที่สุดข้าก็เจอทักษะยุทธ์ที่จะเอาชนะวิชาสละตนโจมตีได้แล้ว จะว่าไปก็น่าขำ ข้าลำบากหาทักษะยุทธ์มาตั้งหลายวัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นวิทยายุทธ์ระดับสูงของสำนักข้านี่เอง เคล็ดวิชาดาบ ดาบโลหิต…
…เป็นอย่างไร เยี่ยเว่ยหมิง กล้ารับคำท้าของข้าไหม”
ขณะมองดูท่าทางอยากรู้อยากลองของสาวน้อยชุดแดง เยี่ยเว่ยหมิงก็ปฏิเสธไม่ลงจริงๆ จึงกวาดกระบี่อาญาสิทธิ์ในแนวขวางพร้อมบอกว่า “ได้! ข้ารับคำท้าของเจ้า โจมตีเข้ามาสิ!”
นึกไม่ถึงว่าสาวน้อยชุดแดงได้ยินแล้วก็ถลึงตาทันที พร้อมด่าว่า “หน้าด้านไร้ยางอาย!”
เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว “ทำไมพูดจาไร้มารยาทอย่างนั้น”
“เชอะ!” สาวน้อยชุดแดงแลบลิ้น “ข้าขอยืนยันอีกครั้ง ที่เจ้าสั่งสอนวั่งเหยียนก่อนหน้านี้ ข้าเห็นทุกอย่างชัดเจนแล้ว!…
…แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีการอะไรทำให้ทหารของระบบเชื่อฟังคำสั่งเจ้า แต่มีอยู่สิ่งหนี่งที่ข้ามั่นใจ นั่นก็คือหากลงมือต่อสู้กันที่นี่ เจ้าสังหารข้าได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากข้าเป็นฝ่ายโจมตีเจ้าก่อน จะต้องถูกทหารของระบบสี่คนนั้นแทงตายทันทีแน่นอน!…
…วางอุบายกับสตรีเช่นนี้ เจ้าไม่รู้สึกเจ็บปวดมโนธรรมบ้างหรืออย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้มอย่างเก้อเขิน เอามือลูบจมูกพร้อมบอกว่า “ไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอก แต่อายที่ถูกคนเปิดโปงต่อหน้ามากกว่า”
“ที่แท้เจ้าจะวางอุบายกับข้าจริงๆ แต่กลับมาบอกว่าข้าไม่ควรเปิดโปงเจ้าต่อหน้าอย่างนั้นหรือ”
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว”
…
ในเมื่อบอกแล้วว่าต้องการประลองยุทธ์ แน่นอนว่าต้องหาสถานที่ทิวทัศน์งดงามสักแห่ง หรือไม่ก็เป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์และมีความหมายให้รำลึกถึง
ทำอย่างนั้นถึงจะอวดเก่งได้ใช่ไหมล่ะ
เขาจึงค้นหาทิวทัศน์อันโด่งดังบริเวณเมืองหังโจวอย่างละเอียด
แถวเจดีย์เหลยเฟิงมีผู้เล่นเยอะเกินไป ศึกตัดสินจะกลายเป็นละครลิงให้กลุ่มคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านมามุงดูได้ง่าย
pass!
ซีหู สะพานขาด สองแห่งนี้มักทำให้คนนึกเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวความรักของปีศาจสาวพันปี หากสุดหล่อกับสามงามคู่หนึ่งไปต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายที่นั่น ก็มักให้ความรู้สึกว่าไม่เหมาะสมกับบรรยากาศ
pass!
วัดหลิงอิ่น ไม่ฆ่าฟันกันในสถานที่บริสุทธ์ผุดผ่องของชาวพุทธ เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ต้อนรับ
pass!
คิดไปคิดมา เหมือนจุดที่มีกลิ่นอายสังหารมากที่สุดจะเป็นศาลาเฟิงปัว
ตามเลเวลที่เพิ่มขึ้นของผู้เล่น โจรทะเลสาบซีหูเลเวลสิบเติมเต็มความต้องการของผู้เล่นในการฝึกอัปเลเวลได้ยากแล้ว ดังนั้นพวกผู้เล่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมีมากแน่นอน อีกทั้งในสถานที่โด่งดังและมีทิวทัศน์งดงามใกล้เมืองหังโจว ก็เหลือเพียงสถานที่นี้มีกลิ่นอายสังหารมากสุดในตำนาน
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงค่อนข้างคุ้นเคยกับสถานที่นั้น เคยโจมตีหมู่มาแล้วครั้งหนึ่ง ถือว่ายังได้เปรียบในสนามต่อสู้อยู่บ้าง
ขณะที่เดินไป เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่ลืมสืบข้อมูลจากสาวน้อยชุดแดง “ข้าจำสิ่งที่เจ้าบอกตอนเจ้าเพิ่งโผล่มาก่อนหน้านี้ได้ ว่าหากตายต่อเนื่องกันเกินสามครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง ก็จะเลือกจุดคืนชีพเองได้ เจ้าแน่ใจในข้อมูลนี้นะ”
“น่าจะไม่มีปัญหา” สาวน้อยชุดแดงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “จำได้ว่าก่อนที่จะเจอพวกเจ้าเป็นครั้งแรก ระหว่างที่ทำภารกิจข้าบังเอิญเจอเจ้าคนน่ารังเกียจคนหนึ่ง อาศัยว่าตัวเองเลเวลสูง มีอุปกรณ์ดี เลยมาพูดจาแทะโลมข้า”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วหลุดขำ “ช่างเป็นเจ้าหนุ่มที่ไม่เคยเปิดหูเปิดตา จากนั้นเขาก็ถูกเจ้าไล่สังหาร?”
“ข้าก็ไม่ได้รีบสังหารเขาหรอก แต่ล่อเขาไปที่จุดคืนชีพนอกป่าแห่งหนึ่ง แล้วก็ดักสังหารเขาต่อเนื่องสามครั้ง” สาวน้อยชุดแดงตอบ
“ตอนนั้นข้าคิดจะสังหารเขาวนไปเรื่อยๆ ในอึดใจเดียว ผลปรากฏว่าหลังจากสังหารเขาครั้งที่สาม เขาก็หนีไปที่จุดคืนชีพอื่นแล้ว”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับขมวดคิ้ว “อาศัยแค่เรื่องนี้ เจ้าก็วิเคราะห์ได้แล้วหรือว่าผู้เล่นจะเลือกจุดคืนชีพเองได้อย่างอิสระ ไม่ใช่เพียงการสุ่มเปลี่ยนจุดคืนชีพหรือเพราะสาเหตุอื่น”
“ตอนนั้นข้าไม่มีอารมณ์มาวิเคราะห์เรื่องนี้อยู่แล้ว” สาวน้อยชุดแดงตอบอย่างตรงไปตรงมา “ตอนหลังข้าบังเอิญเจอเจ้าหมอนั่นอีกครั้ง หลังจากรับปากเขาแล้วว่าจะไม่ไล่สังหารเขาอีก เขาถึงได้ยอมบอกความลับนี้กับข้า”
ที่แท้หากไม่มีความลับนี้มาเป็นข้อแลกเปลี่ยน เจ้าคงคิดจะสังหารเขาทุกครั้งที่เจอสินะ
เยี่ยเว่ยหมิงยืนไว้อาลัยให้คนลามกโชคร้ายนั่นเงียบๆ สามนาที จากนั้นเปลี่ยนประเด็นสนทนา “เจ้าก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเหมือนกันหรือ”
“ก็นับว่าเป็นครึ่งหนึ่งกระมัง”
“ครึ่งหนึ่ง?”
สาวน้อยชุดแดงพยักหน้า แล้วอธิบายต่อ “จำได้ว่าตอนเด็กๆ พ่อข้าเคยเล่านิยายยอดยุทธ์คุณธรรมให้ฟังอยู่บ้าง แต่ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว ลืมรายละเอียดของเนื้อเรื่องไปเยอะแล้ว…
แต่พ่อข้าบรรยายเรียบเรียงฉากต่อสู้อันยอดเยี่ยมกับทักษะยุทธ์ในนิยายออกมาเยอะมาก ทำเป็นเล่มไว้โดยเฉพาะ ตอนนั้นข้าหยิบมาอ่านเป็นประจำ
ตามที่พ่อข้าบอกมา ให้ขุนนางฝ่ายบุ๋นมาทำงานบู๊ แม้จะเป็นการวางแผนรบบนกระดาษ แต่ความคิดแปลกใหม่มากมายของพวกเขาก็มีจุดให้เรียนรู้เยอะมาก…
…ดังนั้น สำหรับทักษะยุทธ์มากมายที่มีจุดเด่นค่อนข้างชัดเจน ข้ามองคร่าวๆ ปราดเดียวก็แยกออกแล้ว ยกตัวอย่างเช่นไท้ซัวเป็นไฉนที่เจ้าเคยใช้ก่อนหน้านี้อย่างไรล่ะ”
“อ้อ” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ แล้วถามต่อ “หากพูดเช่นนี้ ก็แสดงว่าเจ้ามาจากตระกูลที่ฝึกวิทยายุทธ์หรือ”
“หึ! พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ข้าก็โมโห!”
“เป็นอะไรไป”
สาวน้อยชุดแดงบ่นอย่างไม่พอใจ “ข้าฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็กจริงๆ เมื่ออยู่ในเกมนี้ข้าได้เปรียบมาแต่เดิมอยู่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหลายคนคิดว่านี่คือ BUG พออ้าปากก็พูดเหน็บแนมข้าเลย!…
…ที่จริงแล้ว ต่อให้ในชีวิตจริงเคยฝึกยุทธ์มาก่อน ตอนอยู่ในเกมก็ได้เปรียบแค่เรื่องพลังสายตากับความรู้สึกตัวเท่านั้น เป็นความได้เปรียบนิดหน่อยเท่านั้นเอง!…
…คนที่เคยเล่นเกมมาก่อน เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยเล่นเกม ความได้เปรียบที่มีก็ไม่ถือว่าเป็นความได้เปรียบแล้วหรือ…
…คนที่เคยเล่น Dota ถ้าไปเล่น LOL ความได้เปรียบแต่เดิมนั้นก็ไม่นับเป็นความได้เปรียบแล้วหรือ…
…อีกทั้งความได้เปรียบที่คนเหล่านั้นมี ก็เป็นสิ่งที่ได้มาโดยธรรมชาติตอนหาความสุขใส่ตัว!…
…ส่วนข้า ตั้งแต่เจ็ดขวบข้าก็ฟันดาบกลางอากาศหนึ่งพันครั้งทุกวัน ตอนอายุแปดขวบฟันสองพันครั้ง ตอนเก้าขวบสามพันครั้ง…ปัจจุบันช่วงก่อนขึ้นยานอวกาศ อย่างน้อยข้าก็ฝึกดาบที่จืดชืดนี้วันละสี่ชั่วโมงทุกวัน!…
…แล้วความได้เปรียบแบบนี้ ก็จะเพิ่มขึ้นไม่หยุดตามความสามารถโดยรวมของผู้เล่น แต่มันก็จะลดน้อยลงเช่นกัน”
ในที่สุดก็พบสิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงตาเป็นประกายทันที “หมายความว่าอย่างไร”
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่สังเกตเห็น เมื่อเลเวลทักษะยุทธ์ที่เจ้าฝึกเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแค่จุดด้อยในกระบวนท่าที่ใช้ลดน้อยลงเรื่อยๆ เท่านั้น ถึงขั้นว่าแม้แต่ค่าพลังสายตาก็สูงขึ้นด้วย”
“นี่ก็ถือเป็นจุดยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงของเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เกมนี้ค่อยๆ หลอมรวมให้คุณสมบัติโดยรวมของผู้เล่นเพิ่มขึ้นผ่านการเชื่อมต่อระหว่างระบบโฮโลแกรมกับสมองของผู้เล่น การกรอกข้อมูลเหล่านี้ไปที่ผู้เล่นนั้นฟังดูง่าย แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้ยากมาก หรือจะเรียกมันว่า…การตระหนักรู้?…
…เรื่องรายละเอียดข้าก็พูดได้ไม่ชัดเจนนัก อย่างไรเสีย หลังจากเจ้าฝึกเคล็ดกระบี่ระดับกลางจนเลเวลเต็มแล้ว สำหรับเจ้า ความได้เปรียบที่ข้ามีก็จะอันตรธานหายไปเอง”
พอพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของสาวน้อยก็ไม่เพียงแค่ไร้ความท้อใจใดๆ กลับเผยสีหน้าอยากรู้อยากลอง “แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะข้าจะได้อาศัยทรัพยากรของเกมนี้ เพิ่มความสามารถของตัวเองไปอีกขั้น”
ขณะที่พูด ทั้งสองก็เดินออกจากเมืองหังโจวแล้ว เมื่อเห็นศาลาเฟิงปัวอยู่ไกลๆ สาวน้อยชุดแดงก็มองเงาร่างทั้งสี่ที่รออยู่ในศาลาตั้งแต่แรกแล้ว แต่กลับอดขมวดคิ้วไม่ได้ “ข้าว่านะ ที่เจ้าเลือกสถานที่ต่อสู้เป็นที่นี่ คงไม่ได้เตรียมจะพาพวกของเจ้ามารุมโจมตีข้าหรอกใช่ไหม”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” เยี่ยเว่ยหมิงรีบปฏิเสธ “คนเถรตรง จิตใจดีงาม ไม่เห็นแก่ตัวเช่นข้า ข้าดูเหมือนคนที่จะสมคบกับคนอื่นทำเรื่องอย่างนั้นหรือ”
สาวน้อยชุดแดงเงียบไปสองวินาที เหมือนกำลังครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามนี้ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง สุดท้ายนางก็พยักหน้าแล้ว
“เหมือน!”
[1] ดาบหว่อเตา 倭刀 หรือดาบคาตานะ มีใบดาบทรงโค้ง คมด้านเดียว
[2] ดาบเหมียวเตา 苗刀 หรือดาบแม้ว มีใบดาบใหญ่เป็นพิเศษ
บทที่ 142
สำหรับการท้าสู้อันสง่าผ่าเผยของสาวน้อยชุดแดง ที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงไม่คิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก
ครั้งนี้เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ให้สหายร่วมทีมที่อยู่ในเหตุการณ์มาเข้าร่วมการต่อสู้แน่นอน
ทำแบบนั้นไม่สอดคล้องกับจิตวิญญาณของวีรบุรุษ!
ที่สำคัญก็คือไม่มีประโยชน์…
สาวน้อยชุดแดงคนนี้มีท่าร่างแปลกประหลาด เชี่ยวชาญวิชาดาบ ประสบการณ์ครั้งก่อนได้พิสูจน์แล้ว ว่าความได้เปรียบเรื่องจำนวนคนยากจะแสดงบทบาทออกมาได้
แค่กๆ…เพียงแต่ว่า ประเด็นสำคัญก็ยังเป็นเพราะจิตวิญญาณของวีรบุรุษ!
หลังจากทักทายบรรดาสหายร่วมทีมแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็หันไปบอกสาวน้อยชุดแดงว่า “สาเหตุที่ข้าบอกให้พวกเขามาที่นี่ ก็เพราะพวกเราต้องไปจับขโมยด้วยกันต่ออีก ให้พวกเขามาล่วงหน้าจะได้ไม่ต้องนัดสถานที่เจอกันใหม่ แบบนั้นยุ่งยาก”
สาวน้อยชุดแดงกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำน้ำมองเขา พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนั้นให้พวกเขาไปรอเจ้าที่จุดคืนชีพก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ”
นางหนูคนนี้ ยังคงมองข้ามหัวคนอื่นเหมือนอย่างเคย!
เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากเปลืองแรงปากแรงลิ้นกับปัญหานี้ จึงเปลี่ยนประเด็นสนทนา “จะว่าไปนี่ก็เป็นการปะลองกันครั้งที่สองแล้ว แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าชื่ออะไร สะดวกจะเปิดเผยสักหน่อยไหม”
“เรื่องนี้น่ะหรือ” ขณะที่พูด ทั้งสองก็ไปยืนอยู่ในจุดที่ห่างกันห้าเมตรแล้ว สาวน้อยชุดแดงชักดาบยาวออกมาจากข้างหลัง ควงดาบต่อเนื่องสามครั้งอย่างรวดเร็วราวกับห่านป่าที่ตกใจกระพือปีกบินขึ้นฟ้า ทำให้เกิดเงาเลือนรางสามแถว “ชื่อของข้าก็คือ ‘หนึ่งดาบสามเฉือน’ เจ้าต้องจำให้ดีนะ”
คำพูดคำจาของนางก็รวดเร็วถึงขีดสุดเช่นกัน ยามที่กล่าวคำว่า ‘เฉือน’ ออกมา ก็ซ้อนทับกับท่าควงดาบพอดี แค่พูดประโยคธรรมดาประโยคเดียว กลิ่นอายของวีรสตรีก็โผเข้ามาตรงหน้าแล้ว
สิ้นคำ การเคลื่อนไหวของสาวน้อยชุดแดงก็ต้องชะงักไป เพราะมีการแจ้งเตือนส่งคำขอเป็นเพื่อนเด้งขึ้นมาในหน้าอินเตอร์เฟสระบบของนาง
[ติ๊ง! ผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิงส่งคำขอเป็นเพื่อนถึงคุณ]
สาวน้อยชุดแดงผิดคาดนิดหน่อย แต่ก็กดยอมรับอย่างไม่ใส่ใจ
ตอนนี้เอง นางกลับสังเกตเห็นว่าตรงหน้ามีแสงเย็นแวบผ่าน ที่แท้ตอนเยี่ยเว่ยหมิงส่งคำขอเป็นเพื่อน ก็ใช้ท่าร่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในชั่วพริบตาเดียว ไม่ให้เวลาอีกฝ่ายไหวตัวแม้แต่น้อย กระบี่อาญาสิทธิ์แทงไปทางคอหอยของสาวน้อยแล้ว
พเนจรสุดขอบฟ้า!
ยามเผชิญหน้ากับการลอบจู่โจมที่เตรียมการวางแผนมานานแล้วของเยี่ยเว่ยหมิง สาวน้อยชุดแดงที่ชื่อ ‘หนึ่งดาบสามเฉือน’ กลับไม่กลัวเลยสักนิด นางเปลี่ยนวิธีการก้าวเดิน ทิ้งเงาเลือนรางแถวหนึ่งเอาไว้ที่เดิม แต่กลับย้ายร่างไปถึงด้านซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ตามด้วยฟันดาบออกมาในแนวขวางหนึ่งครั้ง “สมกับเป็นเยี่ยเว่ยหมิง ยังคงหน้าด้านไร้ยางอายเหมือนเดิม!”
“ขอบคุณที่ชม!”
หลังจากตอบกลับอย่างมีมารยาทประโยคหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็หมุนคมกระบี่ ปัดดาบยาวในมือสาวน้อยให้กระเด็นออกไป
หลังจากทั้งสองแข่งกันเรื่องความเร็ว ตอนนี้ก็เริ่มต่อสู้กันแล้ว
เห็นเงาร่างของคนสองคนไขว้ตัดสลับกัน ดาบและกระบี่ที่อยู่ในมือทั้งสอง เล่มหนึ่งหนักแน่นสุขุม ส่วนอีกเล่มดุร้ายปราดเปรียว แต่ทุกท่ากลับอันตรายถึงขีดสุด ถังซานไฉ่ที่ดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ กลับส่ายหน้าถอนหายใจ “อย่าบอกนะว่าสหายเยี่ยไม่ให้พวกเราเข้าไปยุ่ง ในการต่อสู้ที่มีจังหวะรวดเร็วขนาดนี้ ข้าไม่มีทางรับประกันได้เลยว่าพอโจมตีอาวุธลับของตัวเองออกไปแล้ว จะพลาดทำให้สหายเยี่ยบาดเจ็บหรือไม่”
เฟยอวี๋ได้ยินแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วบอกว่า “อาศัยเลเวลเคล็ดดาบตระกูลหูของข้าตอนนี้ ต่อให้เข้าไปแทรกแซงก็อาจตามจังหวะของพวกเขาไม่ทัน ดูท่าแล้วคงต้องพยายามต่อไป หรือไม่ก็รอกลับไปก่อน หลังจากใช้ไอเทมที่ได้จากภารกิจวันนี้แล้ว ก็คงลดความแตกต่างระหว่างกันได้กระมัง”
พอซานเย่ว์กับสะพานสวรรค์น้อยที่ยืนห่างกับพวกเขาหนึ่งเมตรได้ยินก็อดหัวเราะพร้อมกันไม่ได้ ซานเย่ว์เอ่ยเตือนไปว่า “เจ้าอย่าลืมนะ ว่าสิ่งที่อาหมิงได้รับจากภารกิจในวันนี้เยอะกว่าพวกเราเสียอีก”
เฟยอวี๋ได้ยินแล้วตบหน้าผากตัวเองอย่างจนใจ “นี่ช่างเป็นเรื่องราวอันน่าเศร้าจริงๆ”
ตอนที่พวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์ เยี่ยเว่ยหมิงกับหนึ่งดาบสามเฉือนก็ประมือกันได้เจ็ดกระบวนท่าแล้ว
อย่างที่สาวน้อยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ตามระดับทักษะยุทธ์ที่เพิ่มขึ้น ความได้เปรียบที่นางได้จากการเป็นผู้ฝึกยุทธ์อยู่แต่เดิมก็ยิ่งน้อยลง เยี่ยเว่ยหมิงในตอนนี้แม้จะยังเป็นรองด้านกระบวนท่า แต่กลับยังพอแลกกระบวนท่ากับอีกฝ่ายได้
หลังจากสู้กันเจ็ดกระบวนท่า หนึ่งดาบสามเฉือนถึงได้เจอจุดอ่อนหนึ่งในเคล็ดกระบี่ของเขาแล้ว เสือกคมดาบกวาดผ่านใต้ชายโครงขวาของเขาไป
-789!
ดาเมจสูงกว่าตอนแรกตั้งไกลนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงตกใจก็คือ วินาทีที่ดาบยาวกวาดผ่านร่างกายของเขา ก็ไม่น่าเชื่อว่าความเร็วของอีกฝ่ายจะไม่ได้รับผลกระทบสักนิด
ราวกับใช้มีดวาดผ่านอากาศ ไม่ถ่วงเวลาให้ล่าช้าลงเลย!
นางหนูประหลาดนั่นกล้าประกาศว่าไม่กลัวกลยุทธ์คนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดของเยี่ยเว่ยหมิง อาศัยแค่วิชาดาบนี้อย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้กลยุทธ์ใช้ร่างกายกักอาวุธฝ่ายตรงข้ามที่เขาเคยใช้ก่อนหน้านี้ไร้ประสิทธิภาพแล้ว
เมื่อถึงกระบวนท่าที่แปด สาวน้อยหมุนคมดาบ แล้วฟันไปทางท้องน้อยของเยี่ยเว่ยหมิง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโจมตีมาถึงตรงหน้าตัวเองแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงพลันไพล่กระบี่อาญาสิทธิ์เอาไว้ข้างหลังตัวเองโดยไม่หลบหลัก ปล่อยให้ท้องน้อยของเขารับคมดาบของอีกฝ่ายไปอย่างนี้!
หนึ่งดาบสามเฉือนเห็นสถานการณ์แล้วตกใจ แต่ช่วยไม่ได้ที่ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป แม้ตอนนี้นางจะอยากเปลี่ยนกระบวนท่าแต่ก็สายไปเสียแล้ว นอกเสียจากนางจะยอมทิ้งความได้เปรียบที่สะสมจากหลายกระบวนท่าก่อนหน้านี้ แล้วส่งอำนาจฝ่ายรุกในการต่อสู้ให้เยี่ยเว่ยหมิง
แต่คนหัวแข็งอย่างนาง จะยอมก้มหน้าในการต่อสู้ง่ายๆ ได้อย่างไร
หนึ่งดาบสามเฉือนที่ไม่ยอมถูกอีกฝ่ายขู่ให้กลัว แม้จะยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่เหมาะสม แต่ก็ยังแข็งใจฟันลงไปหนึ่งดาบ
-587!
หลังจากตัวเลขดาเมจลอยขึ้นเหนือศีรษะเยี่ยเว่ยหมิง หนึ่งดาบสามเฉือนกลับสีหน้าเปลี่ยนไปมาก เพราะชั่วพริบตาที่ดาบในมือนางฟันเข้าร่างกายเยี่ยเว่ยหมิง กำลังภายในที่เหนียวผิดปกติกลุ่มหนึ่งก็พัวพันขึ้นมาทันที ไม่เพียงแค่ทำให้ดาบในมือนางเหมือนฟันลงบ่อโคลนลึกเท่านั้น ถึงขั้นว่ากำลังภายในกลุ่มนั้นยังลุกลามจากตัวดาบขึ้นมาบนแขนของนางด้วย ส่งผลให้การเคลื่อนไหวทั้งร่างกายช้าลงทันที
ความเชื่องช้านี้ แม้จะเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวสั้นๆ ไม่ถึง 0.1 วินาที!
แต่เมื่อปรมาจารย์สู้กัน เวลาวินาทีเดียวก็มีค่า
ไม่รอให้นางทันรับมือใดๆ กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือเยี่ยเว่ยหมิงก็แทงออกมาแล้ว แทงทะลุหัวใจของสาวน้อยโดยตรง
-5837!
ตอนที่ตัวเลขคริติคอลดาเมจตัวใหญ่ลอยขึ้นมา หนึ่งดาบสามเฉือนก็กลายเป็นแสงสีขาวอยู่ภายใต้กระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิง กลับไปรายการตัวที่จุดคืนชีพเมืองหังโจวแล้ว
“ใช้ได้เลย!” เมื่อเห็นการต่อสู้จบลงแล้ว สหายร่วมทีมสี่คนก็ล้อมเข้ามาหา เฟยอวี๋ก็ยิ่งทุบอกเยี่ยเว่ยหมิงไปหนึ่งหมัดพร้อมบอกว่า “ดาเมจจากกระบวนท่าเมื่อครู่นี้ของเจ้าโหดเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมไม่เคยเห็นเจ้าใช้เลย”
“ถ้าใช้ทุกวันได้ก็ไม่เรียกว่าท่าไม้ตายน่ะสิ” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ สื่อว่าการใช้ท่านี้มีขีดจำกัด แต่รายละเอียดว่ามีข้อจำกัดอะไร เขาไม่ได้บอก
ทันใดนั้น จู่ๆ ก็มีพิราบขาวตัวหนึ่งกระพือปีกมาเกาะบนหัวไหล่เขา เขาจึงเปิดข้อความอ่าน
[คนผีร่วมวิถี?] …หนึ่งดาบสามเฉือน
เยี่ยเว่ยหมิงตอบกลับทันที
[อืม!] …เยี่ยเว่ยหมิง
[วันหลังข้าจะมาหาเจ้าอีก] …หนึ่งดาบสามเฉือน
การสื่อสารผ่านจดหมายจบลง เยี่ยเว่ยหมิงเล่าเรื่องที่ตัวเองสังหารวั่งเหยียนไปก่อนหน้านี้ บอกกติกาให้อีกสี่คนฟังว่าหากถูกสังหารตายต่อเนื่องสามครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง ผู้เล่นจะเลือกจุดคืนชีพเองได้ จากนั้นเขาก็หันมาถามเฟยอวี๋ “เป็นอย่างไร ยังไล่ตามเบาะแสต่อได้ไหม”
เฟยอวี๋อธิบายว่า “วิชา ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ของข้า เดิมทีอิงจากเบาะแสที่อีกฝ่ายทิ้งไว้เพื่อตัดสินทิศทาง ตัดสินว่าอีกฝ่ายปลอมตัวอย่างไร หรืออีกฝ่ายใช้พาหนะอะไรเดินทางก็ล้วนปิดบังสองตาของข้าไม่ได้ แต่การคืนชีพของระบบคืนชีพ กลับไม่มีร่องรอยที่อีกฝ่ายทิ้งไว้เหมือนการโดยสารรถม้า”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว “หรือพูดได้อีกอย่างว่า ไม่มีทางไล่ตามเบาะแสได้แล้ว?”
เฟยอวี๋ส่ายหน้าอีกครั้ง “ยังไล่ตามเบาะแสได้ แต่ยังมีราคาที่ต้องจ่ายพอสมควร”
บทที่ 143
หลังจากฟังเฟยอวี๋อธิบายอย่างละเอียดรอบหนึ่งแล้ว ทุกคนถึงได้รู้ว่า ที่แท้ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ของเขาก็ยังมีแบ่งเป็นสถานะธรรมดาและสถานะเต็มประสิทธิภาพ
เรื่องที่จัดการไม่ได้เมื่ออยู่ในสถานะธรรมดา แต่เมื่ออยู่ในสถานะเต็มประสิทธิภาพกลับจัดการได้
ก็เหมือนเวทบรรจุศพของเยี่ยเว่ยหมิงที่จะใช้เสื่อม้วนก็ได้ หรือจะใช้การบรรจุศพขั้นสูงมายกระดับการทำงานก็ได้
สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ หากจะใช้ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ของเฟยอวี๋เพิ่มการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่จำเป็นต้องทำไม่ใช่การเติมเงิน แต่ต้องเติมผลงาน หรือที่สำนักอื่นเรียกกันว่าค่าผลงานสำนักนั่นเอง
เสียค่าผลงานสำนักสิบแต้มต่อการใช้ทักษะนี้หนึ่งครั้ง ราคาที่ต้องจ่ายนี้จะเรียกว่าไม่เยอะก็ไม่ได้
อย่างไรเสีย ค่าผลงานสำนักสิบแต้มนี้ก็เพียงพอให้เขาได้ฝึกกำลังภายในที่ห้องฝึกวิชาของสำนัก และเมื่ออยู่ในสถานะค่าประสบการณ์คูณสองก็จะได้ฝึกเป็นเวลาสิบชั่วโมง!
หากจะถามว่าภายในเวลาสิบชั่วโมงจะเพิ่มค่าประสบการณ์กำลังภายในได้เท่าไรกันแน่
สิ่งนี้ไม่มีคำนิยามที่แน่นอน เนื่องจากระดับความยากในการฝึกกำลังภายในนั้นต่างกัน กอปรกับได้รับผลกระทบจากค่าสเตตัสของตัวผู้เล่นเอง ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
แต่ภายในเวลาสิบชั่วโมง จะต้องทำให้ค่าประสบการณ์กำลังภายในของเขาเพิ่มขึ้นมากแน่นอน
กระบี่จินสยากล่าวได้ว่าเป็นทรัพย์สินรวมของห้าคนในทีม ไม่ว่าสุดท้ายจะใช้โหมดใดมาแบ่งไอเทม สุดท้ายเฟยอวี๋ก็จะได้ผลประโยชน์ไปหนึ่งในห้าส่วนอยู่ดี หากให้เขาแบกรับความเสียหายค่าผลงานสำนักส่วนนี้ไว้คนเดียวเพื่อไล่ตามกระบี่เล่มนี้กลับมา ก็อาจจะฟังดูเหลวไหลไปหน่อย
เยี่ยเว่ยหมิงพิจารณาครู่หนึ่งแล้วบอกว่า “ใช้เงินมาชดเชยเป็นอย่างไร คำนวณตามราคาค่าผลงานสำนักสิบเหรียญทอง สุดท้ายเมื่อกำหนดแน่นอนแล้วว่ากระบี่นี้เป็นของใคร ค่อยนำเงินนี้แบ่งให้ทุกคนเท่าๆ กัน”
พอเป็นแบบนี้ ความเสียหายที่ทุกคนแบกรับก็จะเหมือนกันแล้ว นี่ก็คือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดเท่าที่เยี่ยเว่ยหมิงจะคิดได้แล้ว
ทว่าตอนที่เขาเพิ่งเอ่ยข้อเสนอแนะนี้ขึ้น คนอื่นยังไม่ทันได้แสดงท่าทีอะไร เฟยอวี๋กลับหัวเราะแห้งแล้ว เป็นคนแรกที่คัดค้าน “คุยเรื่องเงินแล้วเสียความรู้สึก พวกเรามาเปลี่ยนวิธีการชดเชยกันดีไหม”
ดูท่าทางแล้ว เจ้าหมอนี่คงคิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก
“เจ้าว่ามาสิ”
เฟยอวี๋บอกว่า “ที่จริงเจ้าก็รู้ถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของข้าแล้ว เนื่องจากในระหว่างทำภารกิจมีเหมียวเหรินเฟิ่งโผล่มา ผลปรากฏว่าจากที่ต้องทำภารกิจให้สำเร็จก็เปลี่ยนมาเป็นถูกไล่สังหารแทน ทั้งยังถูกดักตรงทางเข้าถ้ำหลิงอวิ๋นเพื่อสังหารพวกเราวนไปเรื่อยๆ อีก”
เยี่ยเว่ยหมิงมองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาแปลกๆ แวบหนึ่ง “เหมียวเหรินเฟิ่งเดิมทีก็เดินผ่านตามปกติ แต่ถูกเจ้าเข้าใจผิดเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง เจ้าถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้อง”
“อย่าสนใจรายละเอียดขนาดนั้นเลย” เฟยอวี๋ใช้รอยยิ้มโง่ๆ ปิดบังความอับอาย “ผลจากการที่ข้าเข้าใจผิดครั้งนั้นก็คือ ภารกิจของข้าล้มเหลวก่อนถึงเส้นชัย อีกทั้งเจ้าเฟิงเหรินยวนที่ข้าจับได้ก่อนหน้านี้ หลังจากเขาหนีไปได้ก็ถือว่าแหวกหญ้าให้งูตื่นแล้ว ถ้าอยากจะทำภารกิจนี้ต่อไป ระดับความยากก็เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนไม่ใช่แค่หนึ่งเท่า”
“ให้ข้าคิดก่อนแล้วกัน…”
“เจ้าไม่ต้องคิดแล้ว!” เยี่ยเว่ยหมิงตัดบทเขาเสียเลย ช่วยพูดประโยคหลังแทนเขา “เจ้าทั้งอยากอาศัยความสามารถของตัวเองสร้างความผาสุกให้ทุกคน ทั้งหวังให้ทุกคนยื่นมือมาช่วยเจ้าทำภารกิจจับคนด้วย พูดให้เข้าใจง่ายแค่นี้ก็จบ”
เฟยอวี๋ยิ้มแห้ง ถือว่ายอมรับแล้ว
ไม่ใช่เพราะเฟยอวี๋มัวกระบิดกระบวน แต่เนื่องจากอยู่ในฐานะเจ้าทุกข์ เขาจึงต้องแสดงออกอย่างเอียงอายสักหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงในฐานะหัวหน้าทีมกลับไม่กังวลเรื่องพวกนี้ ทั้งสองต่างคนต่างแสดงบทบาทของตัวเองอย่างดีอย่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดออกมา เยี่ยเว่ยหมิงบอกว่า “แชร์ภารกิจมา”
เฟยอวี๋ยักไหล่ “ภารกิจเดี่ยว แชร์ไม่ได้”
เหมือนกับที่จับเป็นชวีหลิงเฟิงนั่นน่ะหรือ
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “เช่นนั้นก็จับภาพส่งมา ให้ทุกคนได้เห็นว่าภารกิจบอกไว้ว่าอย่างไรกันแน่”
“ได้เลย!”
เฟยอวี๋เอ่ยรับ แล้วจับภาพหน้าจอส่งไปในกลุ่มทันที ครั้งนี้เขาไม่ได้ตัดเนื้อหาออก แต่อธิบายเนื้อหาทั้งหมดในภารกิจแล้ว
[ตามหาพยานบุคคล]
ระดับภารกิจ: 4 ดาว
จับศิษย์สำนักชิงเฉิงสักคนที่รู้ความจริงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวยกลับมาสอบสวนที่สำนักมือปราบเทพ
รางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์ 10000 แต้ม
ค่าตบะ 2000 แต้ม
อุปกรณ์ทองคำ 1 ชิ้น
……
หลังจากอ่านคำแนะนำภารกิจจบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็แสดงจุดยืนของตัวเองเสียเลย “ภารกิจนี้หากใช้วิธีแก้ปัญหาแบบดั้งเดิม จะเปลืองแรงและเวลามากแน่นอน เกรงว่าต้องทำให้ทุกคนเสียเวลาไม่น้อย ข้ามีอีกวิธีการที่เรียบง่ายตรงไปตรงมามากกว่า แต่ต้องใช้เงินนิดหน่อย อืม…ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทอง นับเข้าไปในการปันผลกำไรของกระบี่จินสยา ทุกคนแบกรับร่วมกันเป็นอย่างไร”
“เจ้าคิดวิธีการทำภารกิจให้สำเร็จได้แล้วหรือ” เฟยอวี๋ได้ยินแล้วอึ้ง ตามด้วยแสดงท่าทีทันที “ข้าไม่มีความเห็นแย้งอะไร ขอเพียงทำภารกิจให้สำเร็จได้ก็พอแล้ว ถึงอย่างไรก็เป็นภารกิจที่สำนักมอบหมายให้ หากละทิ้งภารกิจ ก็จะถูกหักค่าความรู้สึกดีของ NPC แบบนั้นเสียหายเยอะเกินไป”
สำหรับข้อเสนอนี้ คนอื่นย่อมไม่แย้งอะไรอยู่แล้ว
ถึงอย่างไรการหากระบี่จินสยากลับมาก็เป็นเรื่องใหญ่ จะให้เฟยอวี๋แบกรับความเสียหายไว้คนเดียวไม่ได้หรอก
ส่วนทางเลือกของเยี่ยเว่ยหมิง
ที่จริงแล้ว เมื่อเทียบกับการเสียเวลาสามวันกับภารกิจที่ไม่มีทางได้รับประโยชน์ ไม่สู้จ่ายเงินสักเล็กน้อยเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็วดีกว่า
จำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญทองดูเหมือนไม่น้อย แต่หากแบ่งเท่ากันทุกคน ก็เท่ากับจ่ายเพียงคนละยี่สิบห้าเหรียญทองเท่านั้น สำหรับพวกเขาในตอนนั้น ก็คงจะมีแค่ทางนั้นแล้ว
หลังจากได้รับความยินยอมจากทุกคนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำเรื่องที่ทุกคนต้องตะลึงค้างทันที
[ช่องเวิลด์ไวด์] เยี่ยเว่ยหมิง: สำนักมือปราบเทพประกาศให้รางวัล 100 เหรียญทอง ขอเชิญให้ศิษย์สำนักชิงเฉิงที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวยมามอบตัว รายชื่อมีจำนวนจำกัด มีเพียงผู้เล่นคนแรกที่มอบตัวเท่านั้นที่จะได้รับรางวัลไป หากช้าไปหนึ่งก้าว เจ้าก็จะพลาด 100 เหรียญทอง!]
ค่าประกาศข่าวในช่องเวิลด์ไวด์ต้องจ่าย 20 เหรียญทอง บวกเงินประกาศให้รางวัล 100 เหรียญทอง รวมเป็น 120 พอดี!
นี่ก็คือวิธีการแก้ปัญหาที่เขาคิดได้
หลังจากเห็นคำประกาศของเขาแล้ว สหายสี่คนที่อยู่ข้างกายก็เปลี่ยนมามองเขาด้วยสายตานับถือ
“ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะคิดวิธีการอย่างนี้ได้ ช่าง…” เฟยอวี๋อดกล่าวอย่างตะลึงไม่ได้ “เจ้าแน่ใจนะว่าวิธีการเช่นนี้จะได้ผล”
“มีความเป็นไปได้เก้าในสิบว่าจะได้ผล” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “หากไม่ได้ผล ข้าออกเงินค่าประกาศเองก็สิ้นเรื่องแล้ว”
“ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น…”
เยี่ยเว่ยหมิงตัดบทเขาอีกครั้ง “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า แต่เจ้าลองอ่านข้อมูลภารกิจให้ดีๆ ในนั้นบอกไว้หรือเปล่าว่าต้องจับศิษย์สำนักชิงเฉิงที่เป็น NPC เท่านั้น ในเมื่อไม่ได้บอก เช่นนั้นเป็นผู้เล่นสำนักชิงเฉิงก็ได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ”
ที่จริงทฤษฎีของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ซับซ้อนเลย ก็คือเขาคาดเดาใจของนักออกแบบเกมและบรรดาผู้เล่นได้แม่นยำ แล้วก็ตัดสินออกมาก็เท่านั้นเอง
มองจากมุมของนักออกแบบเกม เคร้าโครงเรื่องขนาดใหญ่อย่างสำนักคุ้มภัยฝูเวย หากไม่พยายามให้บรรดาผู้เล่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วย มีเพียงความคึกคักระหว่าง NPC ด้วยกันเอง แบบนั้นไม่ใช่การแสดงละครให้คนตาบอดดูหรอกหรือ แล้วจะมีความหมายอะไร
ดังนั้นในเวลาแบบนี้ บรรดาผู้เล่นมักจะเกี่ยวข้องกับภารกิจที่เกี่ยวกับโครงเรื่องจากมุมที่ต่างกัน
พวกเยี่ยเว่ยหมิงยังรับภารกิจไขคดีได้ แม้แต่ผู้เล่นที่เดินผ่านไปผ่านมายังรับภารกิจดักฆ่าหน้าประตูได้เลย เช่นนั้นเหตุใดผู้เล่นสำนักชิงเฉิงจะรับภารกิจประเภทวางแผนอยู่หลังม่านบ้างไม่ได้
บทที่ 144
หากพูดโดยยืนอยู่ในมุมของผู้เล่น ปัญหาก็เรียบง่ายยิ่งกว่าเดิมแล้ว
บรรดาผู้เล่นที่อยู่ในเกมกำลังเสาะหาอะไร
ความสามารถ ทักษะยุทธ์ อุปกรณ์ ทักษะ…นับไปนับมา ก็ไม่มีอะไรนอกเหนือจากนี้
ส่วนผลประโยชน์ของสำนักน่ะหรือ
นั่นก็คือของเล่นอะไร เพิ่มค่าสเตตัสได้หรือเปล่า
ในเมื่อทำไม่ได้ พวกผู้เล่นก็ย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว
หลังจากมอบตัวแล้ว ขอเพียงพวกเขารายงานปัญหาอย่างชัดเจน ก็จะได้รับเงินสด 100 เหรียญทองแล้ว! ราคาที่เขาต้องจ่าย ก็แค่ติดคุกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง
ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนี้ จะหาเงินได้ถึง 100 เหรียญทองเชียวหรือ
ถ้ามองจากทั้งเกม จะมีสักกี่คนที่กล้าบอกว่าตัวเองทำได้
แน่นอน ถ้าผู้เล่นที่เข้าร่วมภารกิจฉลาดมากพอ เขาจะต้องคิดได้ว่าเรื่องนี้อาจทำให้สูญเสียความเชื่อใจจากอวี๋ชางไห่ จะทำให้ค่าความรู้สึกดีลดลงเยอะมาก
แต่ก็เช่นเดียวกัน หากผู้เล่นฉลาดมากพอ จากข้อความของเยี่ยเว่ยหมิงกับสิ่งที่อวี๋ชางไห่ทำก่อนหน้านี้ ก็จะได้ข้อสรุปอันน่าตกใจแน่นอน
อวี๋ชางไห่ต้องตายแน่!
ในเมื่อจะต้องตายแล้ว ค่าความรู้สึกดีของเขายังจะมีประโยชน์อะไรอีก
อย่างมากก็รอให้สำนักชิงเฉิงเปลี่ยนเจ้าสำนักคนใหม่ แล้วค่อยเรียกค่าความรู้สึกดีกลับมาอีกครั้งก็ได้
ถึงอย่างไรก็มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้เล่นที่เข้าร่วมภารกิจประเภทนี้จะไม่ได้มีแค่คนสองคน ผลประโยชน์นี้ถ้าเจ้าไม่เอาคนอื่นก็เอา ถึงตอนนั้นอวี๋ชางไห่ก็ยังต้องตายเหมือนเดิม
ในเมื่อการแก้ปัญหาถูกกำหนดไว้แล้ว ทำไมไม่นำผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวมาไว้ในมือตัวเองเสียเลยล่ะ
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเล่าทฤษฎีของตัวเองให้พวกเขาฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง สหายสี่คนนี้ก็ตะลึงค้างไปเลย!
ถ้าวิเคราะห์ตามทฤษฎีของเขา ภารกิจนี้ของเฟยอวี๋ต้องใช้เงินถึงจะสำเร็จ
ต่อให้ไม่สำเร็จ แต่การทุ่มค่าโฆษณายี่สิบเหรียญทองก็ไม่ขาดทุนแน่นอน!
อย่างน้อยจากเรื่องนี้ก็วิเคราะห์สิ่งที่น่าสนใจได้มากมาย และสิ่งเหล่านนี้หากนำมาจัดระเบียบความคิดให้ชัดเจน ก็จะมีประโยชน์ต่อประสบการณ์การเล่นเกมไม่รู้จบ!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…” เฟยอวี๋ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงก็บอกทันทีว่า “ข้าก็จะเปิดโหมดจ่ายเงินตอนใช้ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ แล้วจับตำแหน่งของวั่งเหยียนนั่น”
“ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้ ที่จริงตำแหน่งของเขาตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ของเจ้าข้าก็รู้แล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ จากนั้นถามกลับว่า “ลองเปลี่ยนมุมมองความคิด ตอนที่เจ้าถูกไล่สังหารจนเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต แล้วต้องเลือกสถานที่คืนชีพสักแห่ง เจ้าจะเลือกไปคืนชีพที่ไหน”
“ก็ย่อมเป็นสำนักมือปราบเทพอยู่แล้ว!” หลังจากให้คำตอบโดยไม่ต้องตรึกตรองก่อน เฟยอวี๋ก็อดกล่าวอย่างจนใจไม่ได้ “ดูท่าแล้ว ตอนนี้พวกเราคงยังทำอะไรเขาไม่ได้”
การดักสังหารผู้เล่นสำนักหัวซานสักคนตรงจุดคืนชีพสำนักหัวซาน ฉากนี้แค่คิดก็ยังรู้สึกว่างดงามเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดจะทำได้แน่นอน
เพราะถ้าไม่ระวัง ก็จะถูกผู้เล่น + NPC ของอีกฝ่ายดักสังหารคืนตรงจุดคืนชีพสามรอบ
“ที่จริงก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะหลบอยู่ในสำนักตลอดไปโดยไม่ออกมา” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างมั่นใจในตัวเอง “พวกเรากลับสำนักมือปราบเทพ จัดการภารกิจของเจ้าให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยถือโอกาสเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆ จากภารกิจก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้วั่งเหยียนนั่นคลายความระมัดระวังตัวด้วย”
“หลังจากพวกเราจัดการเรื่องต่างๆ ในมือสำเร็จแล้ว พวกเราค่อยถือโอกาสรับภารกิจไล่สังหารอะไรสักอย่าง ถึงตอนนั้นเจ้าก็เปิดใช้วิธีการลับของทักษะสืบเสาะหมื่นลี้ ไล่สังหารต่อไป!”
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเปิดเผยความคิดของตัวเองออกมา สหายอีกสี่คนก็ฟังจนของพองสยองเกล้าอยู่พักหนึ่ง
วิธีการที่เจ้าหมอนี่ใช้รับมือกับศัตรู ช่างไร้คุณธรรมเกินไปจริงๆ!
หากรับภารกิจไล่จับก่อน จากนั้นค่อย PK กับอีกฝ่าย ก็จะเปิดใช้โหมดปกป้องตัวเองของผู้เล่นสำนักมือปราบเทพได้ เมื่อระบบตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ก็จะให้อีกฝ่ายไปคืนชีพในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพด้วยข้อหาขัดขวางงานราชการและโจมตีขุนนางที่กำลังปฏิบัติหน้าที่
ขณะเดียวกันก็ต้องถูกลงโทษอยู่ในคุกเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง!
และในเวลาหนึ่งชั่วโมงนี้ ก็จะหลีกเลี่ยงการตั้งค่าป้องกันของระบบ ‘ผู้เล่นตายต่อเนื่องสามครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง จะเลือกจุดคืนชีพเองได้อย่างอิสระ’ ได้อย่างเห็นผล
เมื่อถึงเวลานั้น ขอเพียงพวกเขาสามคนผลัดกันจัดการเขา ก็จะขังเขาไว้ในคุกใหญ่ไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันได้อีกตลอดไป
หากเขาไม่ยอมแพ้ ก็เลิกคิดไปได้เลยว่าจะได้ออกจากคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ!
ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
ไร้คุณธรรมเกินไปแล้ว!
แต่ข้าก็ชอบ!
หึ หึ หึ หึ…
“เอ่อ คือ” อาจเพราะปรับตัวกับบรรยากาศมากเล่ห์เพทุบายอย่างนี้ไม่ได้ ถังซานไฉ่กระแอมหนึ่งทีแล้วบอกว่า “ในเมื่อตรงนี้ไม่มีธุระของข้าแล้ว เช่นนั้นข้ากลับสำนักก่อนดีกว่า”
“ตอนได้ฟังสหายเยี่ยวิเคราะห์จากมุมมองของจิตใจนักออกแบบเกมกับจิตใจผู้เล่น ทำให้ข้าได้เบิกเนตรไปแล้วไม่น้อย เตรียมจะกลับไปจัดการเรื่องบางอย่างก่อนสักหน่อย…
…รอให้ถึงเวลาที่ต้องไล่สังหารวั่งเหยียน หรือมีความต้องการอื่นๆ พวกเจ้าก็ติดต่อข้าได้ทุกเมื่อ”
ถังซานไฉ่เพิ่งจะพูดจบ สะพานสวรรค์น้อยก็รีบบอกว่า “ภารกิจครั้งนี้ก็ทำให้ข้าได้รับสิ่งต่างๆ ไม่น้อยเลย ข้าเตรียมจะกลับไปยื่นขอเตียงหยกเย็นเพื่อเก็บตัวฝึกวิชาสักสองสามวัน เพิ่มความสามารถให้ได้ก่อน”
แม้ปากนางจะกล่าวเช่นนี้ แต่ความจริงทุกคนต่างก็เข้าใจว่านางเพียงกระดากเช่นสตรีคนหนึ่ง ไม่อยากกระตือรือร้นกับเรื่องของกระบี่จินสยามากเกินไป
อย่างไรเสีย ไม่ว่าใครก็มองออกทั้งนั้นว่าผู้ที่ต้องการใช้กระบี่เล่มนี้มากที่สุดก็คือนาง
สหายร่วมทีมนอกสำนักทยอยกันกลับไป ส่วนพวกเยี่ยเว่ยหมิงก็นั่งรถม้ากลับเมืองเปี้ยนเหลียงโดยตรง
ผลปรากฏว่าตอนเพิ่งมาถึงประตูใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ ก็เห็นเนี่ยนเสียวเหนี่ยน ผู้เล่นสำนักชิงเฉิงคนหนึ่งที่บอกว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับภารกิจของ ‘สำนักคุ้มภัยฝูเวย’ มามอบตัว
จากนั้นภารกิจของเฟยอวี๋ก็สำเร็จแล้ว
ต่อมาซานเย่ว์ก็ได้รับภารกิจสอบสวน
แน่นอนว่าโหยวจิ้นเรียกพวกเขาสามคนเข้าไปบ่นทั้งเรื่องที่มีประโยชน์และไร้ประโยชน์ในห้องทำงานก่อน พอบ่นเสร็จแล้วถึงแจกภารกิจเหล่านี้ให้
สุดท้ายโหยวจิ้นก็ไม่ลืมกำชับว่า “ช่วงนี้สำนักมือปราบเทพอาจจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ ในหลายวันต่อจากนี้ พวกเจ้าอย่าออกไปทำภารกิจที่ต้องใช้เวลานาน ตั้งใจย่อยสิ่งที่ได้รับมาให้ดี ทำให้ความสามารถของตัวเองแข็งแกร่งมั่นคง นี่ต่างหากคือเรื่องที่ถูกต้อง เว่ยหมิง ซานเย่ว์ พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน เฟยอวี๋อยู่ต่อ”
หลังจากทั้งสองออกไปแล้ว โหยวจิ้นก็พลันลืมตา “ในฐานะมือปราบคนหนึ่งของสำนักมือปราบเทพ เจ้าดูสภาพตัวเองสักหน่อย แต่งตัวเป็นอะไรไปแล้ว”
……
ตอนออกจากหอหน้ากากเหล็ก เยี่ยเว่ยหมิงบอกกับซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกายว่า “ภารกิจสอบสวนเนี่ยนเสียวเหนี่ยน เจ้าคงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!” ซานเย่ว์ยืดอก กล่าวอย่างทะนงตัว “เดิมทีเขาก็มาเพื่อมอบตัวอยู่แล้ว ไม่มีทางปิดปากเงียบเหมือนหลินผิงจือตอนแรกหรอก ขอเพียงเขายอมพูด ทักษะของข้าก็แยกแยะจริงเท็จได้”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว เจ้าสู้ๆ นะ ข้าจะกลับห้องไปนับสิ่งที่ได้จากภารกิจครั้งนี้สักหน่อย ไม่อยู่เป็นเพื่อนเจ้าแล้ว”
พอเริ่มนับก็พบว่า นอกจากตำราลับตระหนักรู้สามเล่มที่ได้จากการเก็บศพเหยียนจี ก็ยังมี ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ได้จากหวงเย่าซือก่อนหน้านี้อีก เขาต้องจัดเรียงสิ่งที่ได้มาเหล่านี้อย่างตั้งใจจริงๆ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญก็คือ หลังจากทำภารกิจสังหารเหยียนจีและภารกิจจับเป็นชวีหลิงเฟิงสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดค่าตบะก็เพียงพอสำหรับเพิ่ม ‘เคล็ดชำระปราณ’ ให้ถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว!
หลังจากฝึก ‘เคล็ดชำระปราณ’ จนถึงเลเวลสิบที่เป็นระดับสมบูรณ์แล้ว ก็เติมเต็มเงื่อนไขจำเป็นข้อสุดท้ายของการฝึกกำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ !
บทที่ 145
[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษาตำราลับ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ อย่างละเอียด ตระหนักรู้วิทยายุทธ์ระดับสูง ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ 500 แต้ม]
[ทักษะยุทธ์]
[ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]
หนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาอันโด่งดั่งของมารบูรพาหวงเย่าซือ
เลเวล: 1
ค่าประสบการณ์: 500/1000
โจมตี +50%
แม่นยำ +50%
กำลังภายในที่ใช้: 50 แต้ม
……
หากใช้กำลังภายในจำนวนเท่ากันทุกครั้งก็จะมองออกถึงจุดนี้ว่านี่ไม่ใช่ทักษะยุทธ์ที่มีไว้ประลองกัน แต่เป็นอัลติเมทสกิลแท้ๆ เลย
เพียงแต่ตอนนี้เลเวลของอัลติเมทสกิลนี้ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นสิ่งที่ต้องจ่ายและประสิทธิภาพก็น้อยมากเช่นกัน ถ้าอยากใช้อัลติเมทสกิลให้เกิดผลปลิดชีพจริงๆ ก็ต้องเพิ่มเลเวลให้สูงขึ้นก่อน
แต่ไม่ต้องรีบร้อนกับเรื่องนี้หรอก
เยี่ยเว่ยหมิงยังไม่รีบอ่านตำราลับตระหนักรู้สามเล่มที่ได้จากเหยียนจี เขาเปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบของตัวเองก่อน ดูค่าตบะที่เหลือของตัวเอง
ค่าตบะ: 44076 แต้ม!
ไม่มีความลังเลใดๆ ไม่ต้องกังวลอะไรเลยสักนิด เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่ม ‘เคล็ดชำระปราณ’ ที่ติดอยู่ในเลเวลเก้ามานานให้ถึงเลเวลสิบทันที!
ตอนนี้ค่าสเตตัสเปลี่ยนใหม่แล้ว
[ทักษะยุทธ์]
เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น)
เลเวล: 10 (เลเวลสูงสุด เพิ่มเลเวลไม่ได้อีก)วิธีหายใจชำระปราณเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในยุทธภพ ไม่มีคุณสมบัติพิเศษ แต่ไม่มีอันตรายจากธาตุไฟเข้าแทรก
พลังชีวิต +600
กำลังภายใน +600
ความแข็งแกร่ง +60
พละกำลัง +60
ท่าร่าง +60
ความว่องไว +60
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ
ชำระปราณ: ดูดซับพลังปราณฟ้าดินป้อนใส่ตัวเอง เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ จะได้ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายใน 50% ของสถานะนั่งสมาธิ!
……
เมื่อเห็นผลลัพธ์หลังจาก ‘เคล็ดชำระปราณ’ ที่เพิ่มถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นสถานะสมบูรณ์ เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว
ตั้งแต่อัปจากเลเวลเก้าถึงเลเวลสิบ โบนัสสเตตัสของหนึ่งเลเวลก็เพิ่มจากก่อนหน้านี้ถึงสามเลเวล!
ใช่แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไร ต่อให้เป็นสามเลเวลที่เพิ่มขึ้นพร้อม ‘เคล็ดชำระปราณ’ แต่ก็เทียบกับ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ที่เพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวลไม่ได้อยู่ดี
แต่ลักษณะพิเศษของ ‘ชำระปราณ’ นั้นยอดเยี่ยมเกินไป!
เมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ แต่ได้ความเร็วในการฟื้นฟูปราณแท้ 50% เหมือนอยู่ในสถานะนั่งสมาธิ แบบนี้หมายความว่าอะไร
ก็หมายความว่า ขอเพียงการต่อสู้ไม่รุนแรงกินไป กำลังภายในที่ใช้ไม่หมดเร็วเกินไป ยกตัวอย่างเช่นตอนตีมอนสเตอร์อัปเลเวลตามปกติ เขาก็จะกลายเป็นเครื่องจักรนิรันดร์ที่ทำงานได้ไม่หยุดแล้ว!
แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บ
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ความวิปริตของมันก็มากพอแล้วไม่ใช่หรือ
ต่อให้อยู่ในการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรง แต่ลักษณะพิเศษนี้ก็ทำให้เขามีความสามารถในการสู้ต่อเนื่องที่คนอื่นไม่มี ยกตัวอย่างเช่นตอนประมือกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูสีกัน ฝั่งเขาโจมตีจนกำลังภายในหมดแล้ว แต่ฝั่งข้ายังเหลืออีกเล็กน้อย เช่นนั้นยังต้องพูดถึงผลแพ้ชนะอีกหรือ
เป็นอย่างที่คาดไว้ แม้จะเป็นทักษะยุทธ์ที่ธรรมดาและขยะที่สุด แต่ขอเพียงฝึกจนถึงระดับสมบูรณ์ ก็จะเปลี่ยนจากร้ายให้เป็นดีได้เช่นกัน
ขนาด ‘เคล็ดชำระปราณ’ ที่มีข้อมูลธรรมดายังเป็นแบบนี้ได้ เช่นนั้น ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ จะเป็นอย่างไรบ้าง
ช่างทำให้คนเฝ้าคอยจริงๆ!
เยี่ยเว่ยหมิงนำกาน้ำที่ใส่อยู่ในห่อสัมภาระเป็นเวลานานออกมา ดื่มน้ำเย็นสดชื่นไปอึกหนึ่งเพื่อปรับอารมณ์ตื่นเต้นให้สงบ จากนั้นถึงได้หยิบ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่ถนอมไว้นานแล้วออกมา หลังจากพลิกเปิด เขาก็เริ่มอ่านทีละคำอย่างละเอียด
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ
[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษาตำราลับ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ อย่างละเอียด ตระหนักรู้กำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ได้รับค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ 500 แต้ม]
[ติ๊ง! เนื่องจาก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เป็นเคล็ดวิชาอัปเกรดของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ ตอนเรียน ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ จึงย้ายกำลังภายในของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ ให้เป็นกำลังภายในของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ได้ (ทั้งยังย้ายค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชาได้ อัตราการแปลงคือ 50%)]
หลังจากย้ายแล้ว เอฟเฟ็กต์พิเศษของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ อย่าง ‘ชำระปราณ’ ก็จะย้ายเข้าไปอยู่ในโบนัสเอฟเฟ็กต์พิเศษของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ส่วนคุณสมบัติอย่างอื่นจะไม่ถูกเก็บไว้
[โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ต้องการจะย้ายหรือไม่]
[ใช่/ปฏิเสธ]
เมื่อได้ยินคำศัพท์ที่ใหม่อย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
ดูจากข้อความที่ระบบแสดง ถ้าเลือกย้าย โบนัสสเตตัสเดิมทั้งหมดของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ ก็จะหายไปหมด แต่กลับเพิ่มเลเวลของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อดีอีกอย่างก็คือ ประหยัดพื้นที่ว่างตรงแถบวิทยายุทธ์ไปได้หนึ่งที่ สะดวกต่อการเรียนรู้เคล็ดวิชาอื่น
และที่สำคัญกว่านั้น เก็บคุณสมบัติเด่นของ ‘ชำระปราณ’ ไว้ได้!
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือ ก่อนที่จะหาเคล็ดวิชาอื่นเจอ หากเพิ่มเลเวลวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ กับ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ให้เต็มระดับทั้งหมดแล้ว ในด้านค่าสเตตัส สู้ไปเพิ่มให้กำลังภายในสามวิชาไม่ดีกว่าหรอกหรือ
ล้อเล่นอะไรกัน
ลองจินตนาการถึงประสบการณ์อันยากลำบากกว่าเขาจะเพิ่มเลเวล ‘เคล็ดชำระปราณ’ จนถึงระดับสมบูรณ์สิ แล้วลองจินตนาการถึงระดับความยากในการเพิ่มเลเวล ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ กับ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ให้ถึงระดับสมบูรณ์อีก…
เยี่ยเว่ยหมิงตัดสินหลอมรวมอย่างไม่ลังเล แค่กๆ ไม่ใช่สิ มันคือการย้าย!
หลังจากเขาใช้พลังจิตเคาะเลือกคำว่า ‘ใช่’ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกทันทีว่ากำลังภายในที่อยู่ในร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างซึ่งอธิบายเป็นคำพูดได้ยาก
ความรู้สึกแบบนี้ช่างผ่อนคลาย ทำให้เขาไม่รีบร้อนตรวจดูผลลัพธ์
หลัวจากผ่านไปสักพักหนึ่ง ตอนที่ความรู้สึกแบบนี้ค่อยๆ จางหาย ‘เคล็ดชำระปราณ’ ที่เดิมทีอยู่ในแถบวิทยายุทธ์ก็หายไปแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือข้อมูลแนะนำค่าสเตตัสกำลังภายในระดับสูง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
หัตถ์อัสนีบาตจักรวาล สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุน
เลเวล: 4
ค่าประสบการณ์: 11500/16000
พลังชีวิต +800
กำลังภายใน +2000
ความแข็งแกร่ง +120
พละกำลัง +120
ท่าร่าง +120
ความว่องไว +120
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ
เป็นอย่างที่เขาคาดไว้
เป็นการนำค่าประสบการณ์ของกำลังภายในแบบเดียวกัน…ไม่สิ! ถึงขั้นว่านำค่าประสบการณ์ที่ลดลงครึ่งหนึ่งไปใส่บนกำลังภายในระดับสูงที่เลเวลต่ำ แค่โบนัสค่าสเตตัสอย่างเดียวก็ทิ้งห่างกับกำลังภายในเลเวลต่ำที่ไม่เข้าขั้นไปหลายถนนแล้ว!
และค่าสเตตัสของเคล็ดวิชาจักรวาลนี้ เมื่อเทียบกับเคล็ดชำระปราณ แม่งเอ๊ย มันสุดยอดเกินไปแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงมองค่าตบะ 18476 แต้มที่เหลืออยู่แวบหนึ่ง แต่กลับไม่รีบใช้มัน เขานำตำราลับตระหนักรู้สามเล่มที่ได้มาจากเหยียนจีออกมา แล้วเริ่มอ่านทีละเล่ม
ตระหนักรู้วิชาดาบ: บันทึกวิชาดาบของมหาโจรเหยียนจี เมื่อใช้วิชาดาบที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 5000 แต้ม!
หลังจากอ่านอย่างจริงจังแล้ว จะได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 7500 แต้ม!
เยี่ยเว่ยหมิงไม่เคยเรียนวิชาดาบ ผลที่ได้ก็คือค่าประสบการณ์พวกนี้ถูกเพิ่มไปที่เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ โดยตรง ทำให้ค่าประสบการณ์ของเคล็ดกระบี่นี้กลายเป็น 2019/10000
ส่วน ‘ตระหนักรู้วิชาแพทย์’ กับ ‘ตระหนักรู้วิชาพิษ’ สองทักษะนี้เพิ่มค่าประสบการณ์ 7500 แต้ม ฟังดูก้าวร้าวมาก แต่ที่จริงแล้ว แต่สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงที่ไม่เคยใช้ความพยายามใดๆ กับทักษะการอยู่รอด สิ่งนี้ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไร
เมื่อเทียบกับวิชาแพทย์ วิชาพิษอะไรพวกนั้น เขายอมเพิ่มค่าประสบการณ์ฝีมือทำครัวยังดีเสียกว่า
หลังจากจัดการสิ่งเหล่านี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้ค่าตบะที่เหลือเพิ่มเลเวล ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ให้ถึงเลเวลห้าในอึดใจเดียว ประสิทธิภาพของมันก็เพิ่มขึ้นสูงมากในชั่วพริบตาเดียวเช่นกัน!
[ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]
…
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 0/20000
โจมตี +250%
แม่นยำ +250%
กำลังภายในที่ใช้: 250 แต้ม
…
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อยสิ่งที่เก็บเกี่ยวก่อนหน้านี้ได้พอสมควรแล้ว
ค่าสเตตัสของเขาเปลี่ยนเป็น…
ค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิง เลเวลยี่สิบ
[เยี่ยเว่ยหมิง เลเวล: 20]
……
พลังชีวิต: 8150/8150
กำลังภายใน: 4920/4920
ความแข็งแกร่ง: 387
พละกำลัง: 387
ท่าร่าง: 373
ความว่องไว: 267
สติปัญญา: 40
ค่าตระหนักรู้: 41
……
[ทักษะยุทธ์]
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
เลเวล: 4
ค่าประสบการณ์: 11500/16000
[หัตถ์อัสนีบาตจักรวาล สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุน]
[เคล็ดชำระปราณ (ไม่เข้าขั้น)]
พลังชีวิต +800
กำลังภายใน +2000
ความแข็งแกร่ง +120
พละกำลัง +120
ท่าร่าง +120
ความว่องไว +120
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ
……
[หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น]
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 0/10000
วิชาฝึกปราณดั้งเดิมของลัทธิเต๋า มีผลพัฒนาสติปัญญา ล้างไขกระดูก
พลังชีวิตสูงสุด +1500
กำลังภายใน +1500
ความแข็งแกร่ง +100
พละกำลัง +100
ท่าร่าง +100
ความว่องไว +100
สติปัญญา +10
ค่าตระหนักรู้ +5
……
[เคล็ดกระบี่วีรสตรี (ไม่เข้าขั้น)]
เคล็ดกระบี่ที่ตกทอดมาในสมัยชุนชิว อานุภาพทั่วไป
เลเวล: 9
ค่าประสบการณ์: 6366/300000
ประสิทธิภาพ +90%
แม่นยำ +90%
……
[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]
เคล็ดกระบี่ที่สูงส่งล้ำลึกมากในยุทธภพ กระบวนท่าดูเหมือนดุเดือดรุนแรง แต่ความจริงเน้นดีบัฟ ป้องกันเป็นหลัก แม้จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตัวเองมาก แต่ก็ปกป้องตัวเองได้อย่างไม่ต้องกังวล
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 2019/10000
ป้องกัน +100%
แม่นยำ +100%
หลบหลีก +50%
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ
……
[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]
เคล็ดกระบี่พื้นฐานของสำนักฉวนเจิน เชื่องช้าเรียบง่าย เหมาะกับการสร้างรากฐานให้แข็งแรงที่สุด ในฐานะที่เป็นเคล็ดกระบี่ของสำนักเต๋าดั้งเดิม ยิ่งรู้เคล็ดวิชาเต๋าล้ำลึก ประสิทธิภาพยิ่งดี
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 1370/40000
โจมตี +100%
แม่นยำ +100%
พละกำลัง +100
รากกระดูก +100
พลังชีวิตสูงสุด +1000
……
[ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]
หนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาอันโด่งดังของมารบูรพาหวงเย่าซือ
เลเวล: 5
ค่าประสบการณ์: 0/20000
โจมตี +250%
แม่นยำ +250%
กำลังภายในที่ใช้: 250 แต้ม
……
[คนผีร่วมวิถี]
สละตนโจมตี คนผีร่วมวิถี!
(เคล็ดวิชาพิเศษ เพิ่มเลเวลไม่ได้)
โจมตี +300%
แม่นยำ +300%
……
[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]
เป็นวิชาตัวเบาเฉพาะสำนักที่แพร่หลายในยุทธภพ ใช้เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนย้ายร่างกายได้เยอะมาก
เลเวล: 6
ค่าประสบการณ์: 5320/8000
ท่าร่าง +120
……
[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)]
เคล็ดจิตระดับสูงของสำนักไท่ซาน อาศัยความสามารถในการอ่านใจคนที่ทรงพลังเพื่อรู้แผนการของศัตรูล่วงหน้า โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!
เลเวล: 3
ค่าประสบการณ์: 3595/4000
ดาเมจโจมตี +30%
แม่นยำ +30%
คริติคอลดาเมจ +30%
โจมตีจุดสำคัญมีโอกาสปลิดชีพ 5%!
……
[อุปกรณ์]
[ชุดเซ็ทขุนนาง (อุปกรณ์ภายนอก): ใช้คลุมอุปกรณ์ที่อยู่บนตัวได้ ทั้งยังเปลี่ยนคุณภาพไปตามยศขุนนางของผู้สวมใส่ด้วย ปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกอัตโนมัติ นำไปซื้อขายไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ทำให้เสียหายไม่ได้ (ผูกมัดกับผู้ใช้แล้ว: เยี่ยเว่ยหมิง)]
……
[กระบี่อาญาสิทธิ์ (อุปกรณ์ภายนอก): ประหารก่อนรายงานทีหลัง ได้อำนาจพิเศษจากจักรพรรดิ นี่ก็คือกระบี่อาญาสิทธิ์! (อุปกรณ์กระบี่เล่มนี้ ฆ่าคนได้โดยไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษ! นำไปซื้อขายไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ ทำให้เสียหายไม่ได้ ผูกมัดกับผู้ใช้แล้ว: เยี่ยเว่ยหมิง)]
……
[ชุดเต๋าปากว้า (สีทอง): ชุดนักพรตเต๋าที่มีภาพปากว้าไท่จี๋ เหมือนมีการปลุกเสกพลังลึกลับ]
ป้องกัน +100
กำลังภายในสูงสุด +1000
ความเร็วในการฟื้นฟูกำลังภายในเพิ่มขึ้น 10%
กฎเต๋า +1
……
[หมวกมือปราบฉางจง (สีฟ้า): อุปกรณ์ของสำนักมือปราบเทพ ]
ป้องกันกายภาพ +10
กำลังภายในป้องกัน +10
กำลังภายในสูงสุด +50
……
[รองเท้าขุนนาง (สีฟ้า): อุปกรณ์สำนักมือปราบเทพ]
ป้องกัน +5
ท่าร่าง +5
……
[กระบี่มังกรคำราม (สีทอง): กระบี่วิเศษคุณภาพสูงสุดที่ได้ช่างชื่อดังแห่งยุคหลอมสร้างอย่างพิถีพิถัน เสียงกระบี่เหมือนเสียงมังกรคำราม!]
โจมตี +325
ป้องกัน +50
กำลังภายใน 30%!
……
[จี้หยกเซินหลัว (สีทอง): สลักจากหยกงามชนิดพิเศษ ในนั้นมีไม้พลังหยางอุดมสมบูรณ์ มีผลทำให้ร่างกายแข็งแรง]
พลังชีวิตสูงสุด +1000
ความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิต +10
ต้านพิษ +20%
……
[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีเขียว): แหวนที่สลักภาพกระบี่ไว้]
โจมตี +30
ป้องกัน +30
ความเร็วในการโจมตีด้วยอาวุธประเภทกระบี่ +1%
ค่าตบะ: 976