วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

166-170

บทที่ 166
จะมีโต๊ะเดิมพันหรือไม่นั้นพูดยาก แต่ในการต่อสู้สนามต่อไป ก็เป็นอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงบอกไว้จริงๆ เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้นแล้ว

ตั้งแต่เริ่มแข่งรอบน็อกเอาต์จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งดาบสามเฉือนหรือเยี่ยเว่ยหมิง ก็ล้วนเป็นประเภทอันดับสูงไปแข่งกับอันดับต่ำ ทั้งยังเป็นชัยชนะแบบบดขยี้ การสู้สังเวียนนั้นของเยี่ยเว่ยหมิงแม้เขาจะถูกกระทำและป้องกันอยู่ตลอด แต่คนที่มีตามองเห็นชัดเจนล้วนดูออก ว่าเซียวเหยาถอนใจใช้ทักษะอันน้อยนิดของตัวเองหมดแล้ว มิอาจไม่ยอมแพ้

ผลลัพธ์อย่างนี้ย่อมทำให้กลุ่มคนที่มามุงดูเกิดความเข้าใจผิดอย่างเลี่ยงไม่ได้ นึกว่าศักยภาพของคนที่อันดับสูงอยู่เหนือกว่าคนที่อันดับต่ำกว่า

หากวิเคราะห์ตามตรรกะนี้ เช่นนั้นชงจินผิ่นที่ถูกจัดให้อยู่อันดับสามจะต้องสู้ชนะสะพานสวรรค์คริสตัลที่อยู่อันดับหกแน่นอน

อย่างไรเสีย คนหนึ่งก็อยู่อันดับสาม ส่วนอีกคนอยู่อันดับหก ในระหว่างนั้นยังมีกั้นอยู่สองอันดับ!

ทว่า ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า

คำตอบที่แท้จริงของคำถามนี้ มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ

ชงจินผิ่นที่อยู่อันดับสาม เมื่อเทียบกับสองอันดับแรกก่อนหน้านี้ ที่จริงแตกต่างกันแค่คุณสมบัติเดิมของตัวเองเท่านั้น!

หากจะพูดถึงอันดับ จะไม่เอ่ยถึงงานประลองใหญ่ครั้งนี้ก็ไม่ได้ ด้านกติกาการแบ่งคู่ต่อสู้ ก็แบ่งให้ผู้ที่อ่อนแอที่สุดแข่งกับผู้แข็งแกร่งที่สุดแน่นอน

ที่จริงแล้ว กติกาการประลองแบบรีเฟรชคะแนนที่จัดให้ผู้อ่อนแอเจอกับผู้แข็งแกร่งแบบนี้ ก็เริ่มมาตั้งแต่ตอนแข่งโหมดแรงค์แล้ว

ตอนสู้กับ NPC สิบคนในการประลองรอบคัดเลือกเมื่อวานนี้ หากต่อสู้ได้ดี ก็ย่อมถูกระบบดูแลเป็นอย่างดี จัดผู้เล่นที่อ่อนแอจำนวนหนึ่งให้เขารีเฟรชคะแนน

ในทางกลับกัน พวกผู้เล่นที่ต่อสู้ได้ไม่ดี ถึงขนาดว่าต่อให้ NPC คนที่สิบที่ต้องสู้ด้วยเป็นหนึ่งในสี่ผีแห่งแม่น้ำฮวงโห[1] ตัวเองก็ยังสู้ด้วยลำบาก ถึงขั้นได้ชัยชนะอย่างสะบักสะบอม ก็จะต้องเป็นเป้าหมายให้ผู้เล่นที่แข็งแกร่งรีเฟรชคะแนนแน่นอน

ไม่มีหลักการความยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรมอะไรทั้งนั้น กลับทำให้ศักยภาพกลายเป็นเบี้ยใหญ่สุดในการประลองยุทธ์ใหญ่ครั้งนี้ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันก็ลดส่วนที่เป็นการเสี่ยงโชคลงไปได้เยอะมาก

การที่ถูกจัดให้เจอกับผู้เล่นที่แข็งแกร่งนั้น ไม่ได้ความว่าเจ้ามีศักยภาพไม่มากพอ แต่เป็นเพราะในการประลองก่อนหน้านี้ เจ้าแสดงความสามารถได้ไม่ดีก็เท่านั้นเอง

ทุกอย่างล้วนใช้ศักยภาพคุยกัน!

ทว่าฟ้าดินเดิมทีก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว กติกาการประลองก็ย่อมไม่สมบูรณ์เช่นกัน

เช่นเดียวกัน สถานการณ์ที่ผู้แข็งแกร่งบดขยี้ผู้อ่อนแอ แน่นอนว่าบรรดาสำนักที่ทำดาเมจเก่งจะต่อสู้ได้งดงามกว่า กำจัดคู่ต่อสู้ทิ้งได้เร็วกว่าอยู่แล้ว ในทางกลับกัน บรรดายอดฝีมือที่ถนัดป้องกันกับเอาชีวิตรอดก็ย่อมเสียเปรียบกว่า

หนึ่งดาบสามเฉือนที่อยู่อันดับหนึ่ง ที่จริงแล้วนอกจากอาศัยว่าสำนักดาบโลหิตเก่งเรื่องทำดาเมจได้สูง ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดก็คืออาศัยการเคลื่อนไหวอันน่าหวาดกลัวระดับชาเลนเจอร์ของนาง ส่วนเยี่ยเว่ยหมิง ก็จัดเป็น BOSS ในร่างมนุษย์!

สถานการณ์ของพวกเขาสองคนค่อนข้างพิเศษ จัดเป็นประเภทอาศัยศักยภาพที่แท้จริงมาบดขยี้คู่ต่อสู้ ไม่ได้เกี่ยวกับสำนักมากนัก

ส่วนชงจินผิ่นที่อยู่อันดับสาม ก็ได้เปรียบแค่อาศัยจุดเด่นของสำนักเท่านั้น เขาถึงได้เดินมาถึงขั้นนี้ได้

สำนักคงต้ง ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ถือว่าขึ้นชื่อเรื่องความโหด ทักษะยุทธ์มากมายในสำนักล้วนเป็นประเภทโหดจนอันตรายถึงชีวิต

หากจะถามว่าโหดร้ายถึงขั้นไหน

ก็ดูเคล็ดกระบี่ ‘คนผีร่วมวิถี’ ของเยี่ยเว่ยหมิงประกอบได้ เพราะนั่นคือวิทยายุทธ์ที่มาจากสำนักคงต้ง!

สำนักที่โหดเหี้ยมขนาดนี้ ยามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ด้อยกว่าตัวเองทุกด้าน ก็ย่อมได้เปรียบไม่จบไม่สิ้นอยู่แล้ว เขาได้คะแนนเป็นอันดับสามในโหมดแรงค์ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร

และยามเจอกับคู่ต่อสู้ที่เขาไม่มีทางบดขยี้ได้…

ยอดฝีมือของสำนักคงต้งคนนี้ ตอนนี้กำลังอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนเพราะถูกสะพานสวรรค์น้อยรัวโจมตี

ทั้งสองประมือกันไปสิบกว่ากระบวนท่า สะพานสวรรค์น้อยก็ยังค่าพลังชีวิตเต็ม ส่วนสหายชงจินผิ่นคนนี้ ก็ถูกกระบี่จินสยาของนางสูบพลังชีวิตไปเกินครึ่งแล้ว

เมื่อเห็นว่าผลแพ้ชนะไม่มีอะไรน่าพะวงใจแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจู่ๆ ชงจินผิ่นคนนั้นจะใช้กระบวนท่าแปลก

เห็นเขาพลิกมือซ่อนกระบี่วิเศษไว้ข้างหลัง พร้อมพุ่งมาข้างหน้ากะทันหัน นึกไม่ถึงว่าจะใช้ร่างกายตัวเองชนเข้ากับกระบี่จินสยาในมือสะพานสวรรค์น้อย!

เมื่อใช้กระบวนท่านี้ กลุ่มคนที่ดูอยู่ด้านล่างสังเวียนก็อึ้งกันเป็นแถบ

จะว่าไปแล้ว เจ้าหมอนี่คงไม่ถึงขั้นปลงไม่ตก พอชงจินผิ่นแพ้ ก็เลยพุ่งชนกระบี่เพื่อฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ

และเมื่อได้เห็นฉากนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกับหนึ่งดาบสามเฉือนที่กำลังมองบนสังเวียนก็ตกใจพร้อมกัน

เยี่ยเว่ยหมิงพลันใช้สองมือประคองบนที่วางมือของเก้าอี้ แขนโค้งขึ้นมา ทำท่าเหมือนอยากจะขึ้นไปกู้สถานการณ์ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็ตะโกนบอกสะพานสวรรค์น้อยว่า “ระวัง!”

ทว่า หลังจากสิ้นเสียงถึงได้สติกลับมา เพื่อรับประกันความยุติธรรมในการประลอง สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่บนสังเวียนไม่ได้ยินเสียงเตือนของเขาเลย เขายิ่งไม่มีทางขึ้นไปช่วยบนสังเวียนได้ด้วย

ส่วนหนึ่งดาบสามเฉือนก็ขมวดคิ้วทันที เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนท่ากะทันหันของชงจินผิ่นได้ย้ำเตือนความทรงจำที่ไม่ค่อยงดงามนักของนาง

กระบวนท่านี้ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยเว่ยหมิง หรือหนึ่งดาบสามเฉือนก็รู้จัก เป็นเคล็ดกระบี่ทุ่มชีวิตของสำนักคงต้ง คนผีร่วมวิถี!

บนสังเวียน เมื่อเห็นชงจินผิ่นใช้ท่าโหดกะทันหัน สะพานสวรรค์น้อยก็ตกใจเช่นกัน

นึกถึงตอนแรก เยี่ยเว่ยหมิงกับหนึ่งดาบสามเฉือนประมือกันครั้งที่สองที่นอกเมืองหังโจว นางก็เป็นหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์เช่นกัน ตอนหลังระหว่างที่คุยเล่นกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็เคยจับภาพหน้าแนะนำข้อมูลสกิลให้นางดูด้วย

และระดับความโหดของท่านี้ รวมทั้งความน่ากลัวเพิ่มขึ้น 300% ก็ทำให้น้องสาวผู้บอบบางคนนี้ตกตะลึงมาก

แต่ในเมื่อรู้ถึงความร้ายกาจของท่านี้แล้ว นางก็ย่อมไม่โง่แทงกระบี่ในมือตัวเองไปใส่ร่างของอีกฝ่าย ทันทีที่พบว่าอีกฝ่ายใช้เคล็ดกระบี่คนผีร่วมวิถี สองเท้านางก็รีบก้าวถอยหลัง

นางแสดงประสิทธิภาพวิชาตัวเบาของสำนักสุสานโบราณออกมาถึงขีดสุดในชั่วพริบตาเดียว ดึงระยะห่างออกจากชงจินผิ่นที่กำลังจะเอาชีวิตเข้าแลก

ขณะที่กำลังถอยหลัง มือของสะพานสวรรค์น้อยก็ไม่ได้ว่าง นางพลิกข้อมือซ้ายแล้วสะบัด ดาวสองจุดยิงออกมาจากมือนางแล้ว ยิงเข้าไปในร่างกายของชงจินผิ่นโดยตรง

-132!

-137!

ตัวเลขดาเมจที่ไม่ได้สูงมากลอยขึ้นมาเหนือศีรษะคู่ต่อสู้สองรอบ ร่างกายของชงจินผิ่นกลับสั่นสะท้านอย่างไร้สาเหตุ กำลังภายในของ ‘คนผีร่วมวิถี’ ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นชะงักทันที ถูกโจมตีขัดจังหวะแล้ว

ในขณะเดียวกันนี้เอง แถบพลังชีวิตเหนือศีรษะของเขาก็กลายเป็นสีเขียวแล้ว

นี่คือสัญลักษณ์ของการถูกพิษ!

[เข็มผึ้งหยก: อาวุธลับเฉพาะของสำนักสุสานโบราณ หากถูกพิษผึ้งบนเข็ม เมื่ออยู่ในโหมดความรู้สึกเจ็บก็จะคันไปทั้งตัว หากปิดโหมดความรู้สึกเจ็บ การเคลื่อนไหวก็จะผิดเพี้ยนไปโดยไม่รู้ตัว]

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ดวงตางามของหนึ่งดาบสามเฉือนก็พลันเบิกกว้าง เหมือนเกิดความคิดเหนือชั้นบางอย่างขึ้นมา โค้งมุมปากเผยรอยยิ้มน่าหลงใหล

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็โล่งอก กลับมานั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง

คุมสถานการณ์ได้แล้ว!

คุมได้จริงๆ

คนผีร่วมวิถีแม้จะร้ายกาจ แต่ก็ไม่อาจคงสภาพนี้ได้เป็นเวลานาน ทุกครั้งที่ใช้ท่านี้เสร็จ ถ้าไม่ถูกขัดจังหวะกลางคันก็จะอยู่ในเวลาคูลดาวน์ห้าวินาที

ตอนนี้สองเท้าหยกงามของสะพานสวรรค์น้อยแตะบนพื้นสังเวียนสองครั้งอย่างแผ่วเบาราวกับแมลงปอเกาะบนผิวน้ำ นางไม่เพียงแค่ไม่ถอย แต่ใช้ความเร็วเกือบเท่ากับตอนถอยออกก่อนหน้านี้เลี้ยวกลับมา แล้วแทงกระบี่ไปที่คอหอยของชงจินผิ่น

ชงจินผิ่นเห็นแล้วรีบชูกระบี่ต้านไว้ แต่ภายใต้บทบาทของเข็มผึ้งหยก การเคลื่อนไหวตอนต้านขวางจึงช้าไปครึ่งหนึ่ง ถูกสะพานสวรรค์น้อยแทงคอแล้ว

-3508!

ภายใต้การโจมตีนี้ ชงจินผิ่นซี้แหงแก๋คาที่ ส่วนสะพานสวรรค์น้อยก็ถูกส่งกลับมาบนเก้าอี้ของผู้ชม แล้วหันกลับมาชูสองนิ้วให้เยี่ยเว่ยหมิง

ส่วนหนึ่งดาบสามเฉือนในตอนนี้ ก็ส่งพิราบสื่อสารให้เจ้าอ้วนชนะฟ้าพี่ชายของนางอย่างเงียบๆ

[พี่ใหญ่ ช่วยข้าค้นหาตำราลับอาวุธลับเล่มหนึ่ง เอาที่ร้ายกาจหน่อย ถ้าจะให้ดีเอาแบบติดพิษ]…หนึ่งดาบสามเฉือน

ขณะที่พูด ผู้ท้าชิงกลุ่มสุดท้ายของการแข่งรอบน็อกเอาต์ จอมยุทธ์ไก่อ่อนเสวียนเสี่ยวปี่แห่งอู่ตังกับฉิวเฉวียนติ้งแห่งพรรคจรัสถูกส่งขึ้นไปบนสังเวียนแล้ว

ในตอนนี้เอง เยี่ยเว่ยหมิงกับหนึ่งดาบสามเฉือนก็มองไปบนตัวของเสวียนเสี่ยวปี่พร้อมกันโดยไม่รู้ตัว

ฉิวเฉวียนติ้งไม่มีอะไรต้องพูดถึง พรรคจรัสเดิมทีก็เป็นสำนักที่ทำดาเมจได้สูงอยู่แล้ว แต่ศิษย์อู่ตังอย่างเสวียนเสี่ยวปี่ การที่ทำคะแนนได้อันดับห้าของโหมดแรงค์ ทั้งยังอยู่เหนือกว่าสะพานสวรรค์น้อยที่คุ้ยเคยกับกระบี่วิเศษ เท่านี้ก็อธิบายได้แล้วว่าศักยภาพของเขาคู่ควรแก่การชื่นชมจริงๆ

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงแม้จะรู้จักกับเสวียนเสี่ยวปี่นานแล้ว แต่เป็นเพราะพวกเขารู้จักกันเร็วเกินไป ตอนแรกทุกคนยังเป็นมือใหม่ ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขามีฝีมือขนาดไหนกันแน่

ดังนั้น เขาก็เหมือนกับหนึ่งดาบสามเฉือน ล้วนชมการประลองสังเวียนนี้ด้วยความรู้อยากเห็นสิ่งแปลกใหม่

เสวียนเสี่ยวปี่ไม่ได้เก็บงำความสามารถ พอลงมือก็แสดงฝีมือให้ทุกคนเห็นทันที

สไตล์การต่อสู้ของเขา จำกัดความได้ด้วยประโยคนี้

ราชันยุทธภพ ดาบล้ำค่าฆ่ามังกร!

ตอนที่เขาใช้กระบี่เป็นพู่กันเขียนอักษรประโยคนี้เสร็จ คู่ต่อสู้ของเขาก็จบเห่โดยสิ้นเชิงแล้ว กลายไปเป็นหนึ่งในผู้ชมที่อยู่ด้านล่างสังเวียนแล้ว

“วิชากระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกรหรือ” หนึ่งดาบสามเฉือนเห็นแล้วยกมุมปากเล็กน้อย “เกมเพิ่งเปิดเซิร์ฟได้ไม่นาน นึกไม่ถึงเลย เขาไม่เพียงแค่ได้รับเคล็ดวิชาที่น่าสนใจเท่านั้น ทั้งยังฝึกจนได้ที่ ช่างน่าสนใจ”

“เป็นเรื่องปกติมาก” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก “เสี่ยวปี่เดิมทีก็เป็นยอดฝีมือเขียนอักษรในชีวิตจริงอยู่แล้ว เชื่อมโยงกับทักษะยุทธ์นี้ได้สูง จะว่าไปแล้ว นี่ก็น่าจะไม่ใช่ความลับอะไร เจ้าคงไม่ถือสาใช่ไหมที่ข้าพูดออกมา”

ประโยคสุดท้าย เขาย่อมพูดกับเสวียนเสี่ยวปี่ที่ถูกส่งกลับมานั่งประจำตำแหน่งแล้ว

เสวียนเสี่ยวปี่ได้ยินแล้วเพียงยิ้มบางๆ สื่อว่าไม่ถือสา

หลังจากการแข่งรอบน็อกเอาต์จบลง ก็ไม่มีเวลาให้พักผ่อน พวกเขาเข้าสู้การประลองรอบสามทันที

อิงตามตารางการแข่งก่อนหน้านี้ รอบแรกเป็นการแข่งขันระหว่างหนึ่งดาบสามเฉือนกับเสวียนเสี่ยวปี่

การสู้สนามนี้นับว่ายอดเยี่ยม แต่ก็เผยความจริงอันโหดร้ายออกมาเช่นกัน

ตัวอักษรยี่สิบสี่ตัวในคำว่าวิชากระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร ตอนนี้เสวียนเสี่ยวปี่ได้มาเพียงแปดตัวเท่านั้น เดิมทีอยากจะฉวยโอกาสเร่งโจมตีตอนหนึ่งดาบสามเฉือนกำลังสิ้นหวังกับทักษะยุทธ์นี้ บีบให้นางลงจากสังเวียนไปในอึดใจเดียว

จากนั้นก็เป็นเยี่ยเว่ยหมิง VS สะพานสวรรค์น้อย สะพานสวรรค์น้อยที่รู้อยู่แก่ใจถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองเลือกยอมแพ้เสียเลย

ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้เล่นชายเลือกยอมแพ้ง่ายดายขนาดนี้ จะต้องถูกผู้ชมข้างล่างกล่าวเหน็บแนมแน่นอน แต่น้องสาวผู้อ่อนโยนไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็ได้รับการปฏิบัติที่พิเศษเสมอ ต่อให้บรรดาผู้ชมจะผ่อนผันให้สาวงามเป็นพิเศษ แต่ก็บ่นแค่ ‘น่าเบื่อจริงๆ’ เท่านั้น ไม่ได้โจมตีไปที่ตัวนางมากกว่านี้

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีอารมณ์มาบ่นด้วยว่าทำไมสะพานสวรรค์น้อยต้องยอมแพ้

เพราะถึงอย่างไร ส่วนสำคัญที่แท้จริงก็กำลังจะเริ่มแล้ว ศึกชิงชนะเลิศระหว่างเยี่ยเว่ยหมิงกับหนึ่งดาบสามเฉือน!

[1] สี่ผีแห่งแม่น้ำฮวงโห 黄河四鬼 สี่ศิษย์ของพรรคฮวงโหในนิยายมังกรหยก ได้ชื่อว่ามีทักษะยุทธ์อ่อนด้อย

บทที่ 167
สังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่ของมู่เนี่ยนฉือเข้าสู่ช่วงประลองตัดสินอย่างเป็นทางการแล้ว และผู้ท้าชิงสองคนที่เข้าสู่ศึกตัดสิน ก็คือชาเลนเจอร์ที่ทุกคนนับถืออย่างหนึ่งดาบสามเฉือนกับ BOSS ในร่างคนอย่างเยี่ยเว่ยหมิง

หลังจากสะพานสวรรค์น้อยยอมแพ้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังที่นั่งของมนุษย์ขี้เผือก แต่หนึ่งดาบสามเฉือนที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาก็ถูกส่งมาตรงหน้าเขาแล้ว

ทั้งสองอยู่ห่างกันห้าเมตร ยืนอยู่ตรงข้ามกัน

ดูจากหน้าตา คนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยหล่อเหลา สง่างามมีชีวิตชีวา อีกคนเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มน่ารักสดใส

หากพูดถึงศักยภาพ คนหนึ่งมีศักยภาพที่แท้จริงแข็งแกร่งกว่า ค่าสเตตัสที่มีบดขยี้ BOSS เลเวลเดียวกันได้ ส่วนอีกคนเคลื่อนไหวได้ดีไร้ที่เปรียบ แทบจะไม่เคยทำพลาดเลย

ดูจากเครื่องแต่งกาย คนหนึ่งสวมชุดสีน้ำเงินเข้มดูลึกล้ำ อีกคนสวมชุดสีแดงสดเฉิดฉาย

ไม่ว่าจะมองอย่างไร นี่ก็คือศึกตัดสินที่สองฝ่ายมีกำลังสูสีกัน เป็นทิวทัศน์โอ่อ่าที่หาชมได้ยาก!

เป๊ง!

หลังจากเสียงฆ้องของมู่เนี่ยนฉือที่เป็นสัญญาณเริ่มต่อสู้ดังขึ้น เยี่ยเว่ยหมิงก็กวักมือเรียกกระบี่อาญาสิทธิ์มาไว้ในมือแล้ว คมกระบี่กับแขนตรงแน่วเหมือนกัน ถือแนบกับลำตัวด้านขวา

ส่วนหนึ่งดาบสามเฉือนก็ดึงดาบยาวข้างหลังออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วชี้คมดาบไปทางเยี่ยเว่ยหมิง

วินาทีถัดมา…ทั้งสองก็ยังผลัดกันหรี่ตาและเบิกตากว้างจ้องกัน ยังไม่มีใครเคลื่อนไหว

ด้านล่างสังเวียน

มนุษย์ขี้เผือก A “นี่มันอะไรกัน การประลองเริ่มแล้ว ทำไมพวกเขายังไม่สู้กันอีก”

มนุษย์ขี้เผือก B “บางทีพวกเขาอาจกำลังรวบรวมกำลังภายใน เตรียมจะอัลติเมทสกิลโดยตรงเลย”

มนุษย์ขี้เผือก C “ข้าว่าพวกเขาอาจกำลังตกหลุมรักกัน แต่ก็เข้ากับหัวข้อการประลองยุทธ์สังเวียนนี้ไม่ใช่หรอกหรือ”

มนุษย์ขี้เผือก B “หัวข้ออะไร”

มนุษย์ขี้เผือก C “ก็เขียนไว้แล้วนั่นไง ประลองยุทธ์เลือกคู่!”

“พวกเจ้าจะเข้าใจบ้าอะไร!” ในที่สุดตอนนี้มนุษย์ขี้เผือก D ก็โผล่มาแล้ว “พวกเขาสองคนล้วนเป็นยอดฝีมือเหนือคน แค่ยังไม่ลงมือเท่านั้นเอง หากลงมือเมื่อไร ก็ชี้เป็นชี้ตายทันที เลิกบ่นได้แล้ว ดูการต่อสู้อย่างสงบเถิด”

“เจ้าระดับไหนกันเชียว เจ้าต่างหากที่บ่นเยอะ!”

……

เป็นอย่างที่บอกก่อนหน้านี้ ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังรับชมการต่อสู้ เสียงตะโกนเตือนไม่มีทางดังไปถึงบนสังเวียนได้ หลักการเดียวกัน เสียงบ่นของกลุ่มคนที่ดูอยู่ข้างหลังก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเยี่ยเว่ยหมิงและหนึ่งดาบสามเฉือนที่อยู่บนสังเวียนแม้แต่น้อยเช่นกัน

ทั้งสองถลึงตาใส่กันอยู่อย่างนี้เป็นเวลาหนึ่งนาทีเต็มๆ ยังเป็นหนึ่งดาบสามเฉือนที่ทำลายฉากที่เหมือนหยุดชะงักนี้ก่อน

มีเสียง ชวิ้ง! ดังขึ้น สาวน้อยเสียบดาบยาวที่ชักออกมาก่อนหน้านี้กลับเข้าฝัก จากนั้นพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “พวกเราสองคนก็นับว่ารู้ลึกตื้นหนาบางกันแล้ว ข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ การโจมตีของเจ้า ข้าก็ทำลายได้หมดเช่นกัน ถ้าเสียเวลาต่อไปอย่างนี้ รอให้เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วพวกเราออกจากสังเวียนพร้อมกัน พวกเราไม่สู้มาเจรจากันดีกว่าไหม”

ขณะที่พูด ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งดาบสามเฉือนจะเดินเข้ามาหาเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่กังวลอะไรเลย

นางหนูคนนี้เป็นยอดฝีมือด้านการควบคุมการเคลื่อนไหว ตัวนางเองเรียนท่าร่างระดับสูงอย่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ อยู่แล้ว ย่อมไม่กลัวว่าเยี่ยเว่ยหมิงอาจจะลงมือกะทันหัน

สำหรับนางแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงนับว่าเป็นเม่นตัวหนึ่ง ตัวเองมีภัยคุกคามไม่มาก แต่เมื่อไรที่นางกล้าแทงดาบไปบนตัวเยี่ยเว่ยหมิง เขาก็จะบอกให้นางรู้ทันทีว่าคนผีร่วมวิถีคืออะไร เจ้าตายข้ารอด!

เมื่อเห็นหนึ่งดาบสามเฉือนทำท่าเหมือนจะใช้วิธีการเจรจาอย่างเป็นมิตรมาแก้ไขความขัดแย้งบนสังเวียน เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มบางๆ แล้วพลิกฝ่ามือ เก็บกระบี่อาญาสิทธิ์ไว้อีกครั้ง “เจ้ามีข้อเสนออะไรดีๆ”

“เจ้าดูสิ” ขณะที่พูด หนึ่งดาบสามเฉือนก็เดินเข้ามาใกล้ข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว นางหักข้อนิ้วมือพร้อมบอกว่า “รางวัลของผู้ชนะเลิศนี้ ไม่มีอะไรนอกจากค่าประสบการณ์ ค่าตบะ เงิน แล้วก็ปลดล็อกภารกิจที่ตามมา แต่ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้รับภารกิจย่อยมามาบ้างแล้ว ตอนนี้แค่ต้องเข้าไปอยู่ในภารกิจที่ตามมาหลังจากนั้น แล้วทำภารกิจก่อนหน้านี้ของข้าให้สำเร็จก็เท่านั้นเอง”

ขณะที่พูด ร่างกายของทั้งสองก็แทบจะติดกัน แต่กลับไม่มีใครมีท่าทีว่าจะหลบก่อน

สาเหตุก็ไม่ได้ซับซ้อนเลย เป็นเพราะพวกเขาล้วนมีความมั่นใจ

เยี่ยเว่ยหมิงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ขอเพียงหนึ่งดาบสามเฉือนกล้าลงมือ เขาก็มั่นใจว่าตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายตายก่อนได้ด้วยวิธีใช้ดาเมจแลกดาเมจ ส่วนหนึ่งดาบสามเฉือนก็มีความมั่นใจกับการเคลื่อนไหวของตัวเองเต็มเปี่ยมเช่นกัน ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงโจมตีกะทันหันในระยะห่างเท่านี้ นางก็หลบทันแน่นอน

ดังนั้น จึงกลายเป็นฉากประหลาดที่เหมือนสองคนบนสังเวียนกำลังกระซิบกระซาบกัน ทำให้กลุ่มคนที่อยู่ข้างล่างอดจินตนาการไม่ได้

และความจริงก็เป็นอย่างนั้น พวกเขากำลังกระซิบกระซาบกันจริงๆ

เมื่อพูดถึงรางวัลของผู้ชนะเลิศจบ หนึ่งดาบสามเฉือนก็พูดต่อ “ข้อเสนอของข้าก็คือ พวกเราแบ่งรางวัลของผู้ชนะเลิศเป็นสองส่วน ลองสมมติว่าพวกเราได้คนละครึ่ง ข้าประเมินมูลค่ารางวัลชนะเลิศให้แล้ว ได้สี่ร้อยเหรียญทองเหรียญทอง เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

“หลังจากนั้นข้าก็ออกห้าร้อยเหรียญทอง” หนึ่งดาบสามเฉือนพูดต่อ “ขอเพียงเจ้าเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน มอบตำแหน่งผู้ชนะเลิศให้ข้า ข้าก็จะจ่ายเจ้าทันทีห้าร้อยเหรียญทอง เป็นอย่างไร ข้าเขียนหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรให้เจ้าได้เดี๋ยวนี้เลย เมื่อระบบยอมรับ ก็ไม่มีทางเบี้ยวแน่นอน”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วขมวดคิ้วพลางเอามือลูบคางเป็นระยะ “อันนี้…”

“ห้าร้อยเหรียญทองก็ไม่น้อยแล้ว” หนึ่งดาบสามเฉือนเบิกตากว้างพร้อมบอกว่า “เจ้าดูสิ ห้าร้อยเหรียญทองนี้นับว่าเป็นรางวัลชนะเลิศครึ่งหนึ่ง อีกทั้งรางวัลกึ่งชนะเลิศนี้ หากพวกเราสู้กันต่อไป ไม่ว่าใครก็ไม่ได้ไปทั้งนั้น แต่ถ้าเจ้าเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน นอกจากรางวัลห้าร้อยเหรียญทองแล้ว เจ้ายังจะได้รางวัลรองชนะเลิศด้วย แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ”

พอฟังถึงตรงนี้ บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มอันสดใส เขายื่นมือออกมาช้าๆ ทำท่าเหมือนจะดีดนิ้ว จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนไปตรงหน้าผากของหนึ่งดาบสามเฉือน ปากก็พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “เจ้านี่ฉลาดเป็นกรดจริงๆ!”

“เหอะๆ!” หนึ่งดาบสามเฉือนแลบลิ้น แล้วเผยรอยยิ้มทะเล้น แต่ในใจนางกลับทั้งดีใจทั้งโมโห

ดีใจเพราะฟังจากความหมายที่เยี่ยเว่ยหมิงพูด เหมือนจะตอบรับข้อเสนอของนางแล้ว

ที่โมโหก็เพราะ เจ้าหมอนี่ได้เงินไปแล้วยังไม่พอใจ ยังคิดจะหาโอกาสเอาเปรียบนางอีก!

คิดจะดีดหน้าผากกันอย่างนั้นหรือ

อย่ามาตีสนิทข้านะ

ในใจเกิดความรู้สึกหงุดหงิดต่างๆ นานา แต่เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ นางก็ยังเลือกที่จะไม่หลบหลีก ถึงขั้นหลับตาแล้วด้วย ทำท่าเหมือนตัวเองไม่กลัว ให้ความร่วมมือกับการกลั่นแกล้งของเยี่ยเว่ยหมิง

ขณะเดียวกันในใจก็แอบตัดสินใจเด็ดขาด

เจ้าเวรนี่! ให้เจ้าลำพองใจไปก่อนเถอะ รอให้ข้าปะปนเข้าจวนอ๋องจ้าวตามกลยุทธ์ของพี่ใหญ่สำเร็จ แล้วได้เลือดงูมาเพิ่มค่าสเตตัส คอยดูเถอะว่าข้า…

พรึ่บ!

นิ้วของเยี่ยเว่ยหมิงดีดบนหว่างคิ้วของหนึ่งดาบสามเฉือน

-6210!

หนึ่งดาบสามเฉือนหน้าเหวอขณะหายไปจากสังเวียน แล้วมาโผล่อยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ชมด้านล่างอีกครั้ง

ฉันเป็นใคร

ฉันอยู่ที่ไหน

เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเยี่ยเว่ยหมิงนั่นไม่ได้โจมตีอย่างอื่นเลย แล้วฉันตายได้ยังไง!

ตอนนี้เอง มู่เนี่ยนฉือที่เป็นพิธีกรของสังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่ ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าเยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้ชนะเลิศของงานประลองยุทธ์ครั้งนี้

เพียงแต่คนยากจนอย่างพวกเขาย่อมหารางวัลที่เข้าท่าอะไรไม่ได้อยู่แล้ว รางวัลชนะเลิศของเยี่ยเว่ยหมิงรวมทั้งรางวัลของผู้เล่นที่เข้าร่วมประลองคนอื่นๆ ล้วนมาจากระบบ

[ติ๊ง! ยินดีด้วย…]

[1] ชั่วลัดนิ้วมือเดียว หมายถึง ระยะเวลาที่งอนิ้วมือเข้ามาแล้วดีดออกไป จึงเป็นเวลาที่สั้นมาก

บทที่ 168
[ติ๊ง! ยินดีด้วย คุณได้รับตำแหน่งชนะเลิศของสังเวียน ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ ได้รับรางวัล

ค่าประสบการณ์: 100000 แต้ม

ค่าตบะ: 20000 แต้ม

เงิน: 200 เหรียญทอง

ชื่อเสียงยุทธภพ: 500 แต้ม]

[ติ๊ง! เลเวลของคุณเพิ่มแล้ว ตอนนี้เลเวลของคุณคือ 21]

เยี่ยเว่ยหมิงดูหน้าค่าสเตตัสตัวละคร ค่าสเตตัสหลังจากเปลี่ยนจากเลเวลยี่สิบเป็นเลเวลยี่สิบเอ็ดคือ ค่าสเตตัสโดยรวมเพิ่มขึ้นห้าแต้ม ค่าพลังชีวิตกับกำลังภายในสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างละหนึ่งร้อยแต้ม

ค่าสติปัญญากับค่าตระหนักรู้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ดูท่าแล้ว หากคิดจะอาศัยการอัปเลเวลมาเพิ่มค่าสเตตัสพื้นฐานสองรายการนี้ เกรงว่าคงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เหมือนว่ามีแต่ต้องรอให้เลเวลเพิ่มถึงยี่สิบก่อน แล้วหลังจากนั้นค่าสเตตัสพื้นฐานสองรายการนี้จะเพิ่มขึ้นทุกๆ สิบเลเวล หรือยี่สิบเลเวลก็อาจเป็นไปได้

พอนึกถึงตรงนี้แล้วไม่ได้คำตอบ เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้คิดวนเวียนอยู่กับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมากนัก

เมื่อเลเวลถึงแล้ว ก็ย่อมรู้เอง เมื่อเลเวลยังไม่ถึง รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์

มองโดยภาพรวม รางวัลของการประลองยุทธ์สังเวียนนี้ก็นับว่าเหมาะสมตามกติกา ค่าประสบการณ์ ค่าตบะ เงินที่ให้ล้วนเหมาะสม ถึงขั้นว่ามีชื่อเสียงยุทธภพอีกห้าร้อยแต้มด้วย

แต่กลับไม่เห็นสิ่งที่ทำให้ดีใจเหนือความคาดหมายเลยสักนิด

สิ่งเดียวที่ยังนับว่าพิเศษขึ้นมาหน่อย ก็คือหลังจากเขา ‘โจมตีชนะ’ หนึ่งดาบสามเฉือนแล้ว ก็ไม่ได้ถูกส่งลงไปด้านล่างสังเวียนเหมือนคนอื่น แต่ถูกส่งกลับมานั่งตำแหน่งผู้ชมการต่อสู้ที่อยู่ชิดกำแพงอีกครั้ง

ตอนนี้เก้าอี้ที่เคยมีแปดตัวเหลือหนึ่งตัวแล้ว ส่วนแผ่นป้ายที่อยู่เหนือศีรษะเขาก็เปลี่ยนจากคำว่า ‘สอง’ กลายเป็นคำว่า ‘ชนะเลิศ’

เห็นแล้วผ่อนคลายขึ้นเยอะ!

……

เมื่อเทียบกับเยี่ยเว่ยหมิงที่อิสระผ่อนคลาย ตอนนี้หนึ่งดาบสามเฉือนที่อยู่ด้านล่างสังเวียนอารมณ์ไม่สดชื่นนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนตำแหน่งของผู้ชนะเลิศ นางก็ยิ่งแค้นจนกัดฟันกรอด

แม้จะเป็นตอนนี้ นางก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองตายได้อย่างไรกันแน่ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่นางไม่สงสัยเลย นางถูกมือปราบหน้าเหม็น มือปราบน่าตาย มือปราบผุพังที่ชื่อเยี่ยเว่ยหมิงนั่นวางกับดักจนตายแน่นอน!

วางกับดักจนนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายได้อย่างไร!

ขณะที่กำลังสงสัย ข้างหูหนึ่งดาบสามเฉือนกลับมีเสียงเยาะเย้ยจากคนที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นดังขึ้น “นี่! เจ้าคือหนึ่งดาบสามเฉือนผู้ไร้เทียมทาน อันดับหนึ่งในการประลองรอบคัดเลือกไม่ใช่หรอกหรือ ทำไมในรอบศึกตัดสินถึงถูกเล่นงานตายเสียได้ล่ะ”

พอหันไปมอง ก็พบว่าเป็นคนขี้เผือกที่กลัวว่าเรื่องราวจะไม่ใหญ่โต แต่ที่หนึ่งดาบสามเฉือนจำไม่ได้ก็คือ คนจอมแส่คนนี้เป็นหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่นางเคยกำจัดออกในการต่อสู้โหมดแรงค์

อาจเป็นเพราะแค้นที่ก่อนหน้านี้ถูกปลิดชีพ คนจอมแส่คนนี้จึงตัดสินใจว่าจะไม่ใจกว้างอีก เขาต้องการใช้คำพูดที่อำมหิตที่สุดมาเหน็บแนมผู้แพ้น่าสงสารที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ ต่อให้นางจะเป็นสาวงามที่สดใสน่ารักก็ตาม!

ประจวบเหมาะพอดี ตอนที่คนขี้เผือก D เพิ่งพูดจบ คนขี้เผือกอีกคนที่อยู่ไม่ไกลจากเขาก็พูดต่อ “ก่อนหน้านี้เหมือนนางจะกระซิบกระซาบกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วย คิดจะทำข้อตกลงที่มีเงื่อนงำกัน เพียงแต่น่าเสียดาย ทำข้อตกลงไม่สำเร็จ กลับโดนหลอก เฮ้อ…เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ข้านึกว่าเป็นคู่จิ้นชุดน้ำเงินแดง นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะปลอมกันขนาดนี้”

คำพูดพวกนี้เดิมทีก็ไม่เป็นมิตรอะไร พอดังเข้ามาในหูของหนึ่งดาบสามเฉือนที่เพิ่งเสียเปรียบมาอย่างหนัก ก็ย่อมรู้สึกเสียดแทงหูคนฟังอยู่แล้ว

หนึ่งดาบสามเฉือนเป็นใครกัน

นางเป็นหอก…แค่กๆๆ แม้นางจะไม่ใช่ชายชาตรี แต่ ‘หากลงมือได้ก็จะพยายามไม่พูดมาก’ เห็นได้ชัดว่าในจุดนี้นางทำได้ดีกว่าผู้ชาย 99% เสียอีก

เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบนินทาที่ดังอยู่ข้างกาย นางก็เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น

แล้ววินาทีถัดมา…

ชวิ้ง!

ดาบวิเศษออกจากฝัก!

ฉับ! ฉับ! ฉับ!…

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!…

ชายปากสุนัขสองคนกลายเป็นแสงสีขาวหายไปจากตรงนั้น ไปรายงานตัวที่จุดฟื้นชีพแล้ว

หลังจากกำจัดสองคนที่เจตนาจะใช้คำพูดทำร้ายจิตใจแล้ว หนึ่งดาบสามเฉือนก็ยิ้มอย่างอ่อนหวานให้กลุ่มคนที่อยู่รอบๆ พร้อมบอกว่า “ที่จริงข้าไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะวิจารณ์ข้าอย่างไร เพียงแต่อย่าให้ข้าได้ยินก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นก็จะโดนแบบเจ้าสองคนนั้น ค่าประสบการณ์กับค่าประสบการณ์ทักษะยุทธ์ที่สะสมมาด้วยความยากลำบาก หากถูกข้าฟันหายไปเกินครึ่งก็จะไม่คุ้มเลย ถูกไหมล่ะ”

หนึ่งดาบสามเฉือนขยิบตาให้ ยังคงรอยยิ้มอันงดงามไว้เช่นเดิม “พวกเจ้าคิดว่าที่ข้าพูดมีเหตุผลหรือเปล่า”

เมื่อเห็นน้องสาวคนนี้พูดไปยิ้มไปทั้งยังยังฆ่าคนไปพร้อมกันได้อีก กลุ่มคนขี้เผือกก็พากันห่อเหี่ยวแล้ว

การยุ่งเรื่องชาวบ้านและการไม่กลัวเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าไม่ต้องจ่ายอะไรในระหว่างนั้น หากมีราคาต้องจ่าย ที่จริงแล้วมีคนมากมายเลือกที่จะฉลาดเอาตัวรอดดีกว่า

“เชอะ!” แม้จะเป็นในเวลาแบบนี้ แต่ก็ยังมีคนไม่กลัวตาย ศิษย์สำนักหัวซานคนหนึ่งที่ถูกหนึ่งดาบสามเฉือนโจมตีตกรอบ เมื่อเห็นนางมีท่าทางเผด็จการ ก็อดพูดจาสองแง่สองง่ามไม่ได้ “มาโอ้อวดบารมีกับพวกเรานับว่าเก่งอะไร ถ้าเก่งนักเจ้าก็ไปหาเยี่ย…”

ชวิ้ง! ดาบวิเศษออกจากฝัก

ฉับ! แสงสะท้อนคมดาบวับวาบ

พรึ่บ! ดาบเดียวปลิดชีพ

ชวิ้ง! เก็บดาบเข้าฝัก

นางกำจัดคนที่มีเจตนาทำให้ตนรังเกียจอีกครั้งภายในอึดใจเดียว ก่อนจะยิ้มอย่างสุขุมสงบนิ่ง “พี่ชายคนแรกที่อยากสัมผัสประสบการณ์กลับเข้าเมืองโดยไม่เสียเงิน ข้าเติมเต็มความปรารถนาให้เขาแล้ว”

ขณะที่พูด สายตานางก็กวาดมองบนใบหน้าคนขี้เผือกรอบๆ ที่กำลังมีสีหน้าไม่พอใจ แล้วกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำขณะที่ยังยิ้มอยู่ว่า “ยัง มี ใคร อีก”

พรึ่บ!

ทุกคนหันหน้าไปมองทางสังเวียนอย่างพร้อมเพรียงกัน รับชมการต่อสู้บนสังเวียนอย่างมีสมาธิแน่วแน่ หนึ่งในนั้นไหวพริบค่อนข้างดี ถึงขั้นเริ่มส่งเสียงเชียร์แล้วด้วย

มาดูเอาสนุกไม่เป็นอะไร มายุ่งเรื่องชาวบ้านก็ไม่เป็นอะไร ฉวยโอกาสโจมตีล้างแค้นผู้อื่นถือเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ แขวะคนอื่นเพื่อแก้อาการเบื่อเซ็งของตัวเองก็รู้สึกดีเหมือนกัน

แต่หากต้องจ่ายราคาของพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ก็มีไม่กี่คนที่เต็มใจจะรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความปากมากนี้

พูดจากใจว่านี่ไม่ใช่การยุยง

แต่ไม่คุ้มที่จะทำอย่างนั้นเลย!

เมื่อจัดการกับกลุ่มคนขี้เผือกที่คิดจะฉวยโอกาสข่มนางแล้ว หนึ่งดาบสามเฉือนก็หันกลับไปมองบนสังเวียน รอยยิ้มบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสดใสยิ่งขึ้น

ที่แท้แล้ว ท่ามกลางเสียงตะโกนเชียร์อันคึกครื้นของกลุ่มคนขี้เผือก บนสังเวียนกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน หนำซ้ำยังไม่มีการต่อสู้อันยอดเยี่ยมอะไรด้วย…

นี่คืออะไร

นี่ก็คือพลังสยบ!

แน่นอน บรรดาคนที่ตะโกนเชียร์พวกนั้นย่อมไม่ได้เบิกบานใจไปกว่าหนึ่งดาบสามเฉือนอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับตะโกนไม่หยุด ไม่ใช่เพราะหนึ่งดาบสามเฉือน แต่เป็นเพราะบนสังเวียนว่างเปล่าที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี้ ในที่สุดก็มีคนขึ้นมาแล้ว!

แม้ผู้ที่กระโดดขึ้นสังเวียนไปจะเป็น NPC หลวงจีนรูปหนึ่งที่ดูไม่เหมาะสมกับคำว่า ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ แต่เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องของเสียงตะโกนให้กำลังใจก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ยังส่งเสียตะโกนให้กำลังใจหลวงจีนรูปนี้อย่างจอมปลอมมาก

“ไต้ซือสู้ๆ!”

“ไต้ซือสง่าผ่าเผย!”

“ไต้ซือ ท่านไม่มีวันล้มแน่นอน!”

“…เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมไต้ซือรูปนี้หน้าคุ้นๆ”

จะไม่ลุ้นได้อย่างไรล่ะ

อย่างไรเสีย บรรดาคนขี้เผือกที่อยู่ตรงนี้ ก่อนหน้านี้ก็มาเข้าร่วมการประลองยุทธ์เลือกคู่สังเวียนนี้ด้วยความคิดที่ว่าไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่ตอนหลังถูกคัดออกก็เท่านั้นเอง

และตราบใดที่เป็นผู้เล่นที่เคยเข้าร่วมการประลองนี้มาก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักพระรูปนี้

เพราะพระรูปนี้ก็คือผู้ท้าชิงคนแรกที่ผู้เล่นทุกคนต้องเจอในการประลองรอบคัดเลือก พระศีลแตกที่ยังไม่สมปรารถนา!

จากนั้น คนจอมแส่พวกนี้ก็อ้าปากค้างแล้ว

การส่งเสียเชียร์คนที่เคยแพ้ให้ตัวเองมาก่อน ช่างเป็นเรื่องที่น่ากระอักกระอ่วนจริงๆ

หลังจากนั้น ชายชราหน้าหนวดรูปร่างอ้วนที่ปรากฏตัวในการประลองรอบคัดเลือกยกที่สองก็กระโดดขึ้นมาบนสังเวียนแล้วเช่นกัน

ชายสองคนที่มีรูปลักษณ์ประหลาดกำลังหัวเราะเยาะกันและกัน หลังจากพูดจาเหน็บแนมว่า ‘เจ้าเป็นพระ เจ้าเป็นขยะที่ตายไว’ อะไรทำนองนั้นแล้ว ในที่สุดทั้งสองก็เปลี่ยนจากใช้เหตุผลคุยกันมาเป็นใช้มือคุยกัน เริ่มต่อสู้กันบนสังเวียนแล้ว

สำหรับคนจอมแส่เหล่านี้ที่เพิ่งชมการต่อสู้อันยอดเยี่ยมในการแข่งรอบน็อกเอาต์ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าการได้ดูไก่อ่อนจิกกันก็เหมือนจะได้อารมณ์ไปอีกแบบ

เหมือนความรู้สึกแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

แม้พวกเขาจะถูกคัดออกแล้ว แต่ลองดูสิ ยังมีพวกขยะที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่าพวกเขาอยู่อีกไม่ใช่หรือ

พวกเขายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสันต์หรรษาเลย พวกเราเล่นให้ครึกครื้นรื่นเริงสักหน่อยก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ใช่ไหมล่ะ

ตอนที่ทุกคนกำลังคิดว่า คนที่รูปลักษณ์เหนือขีดจำกัดจินตนาการของมนุษย์ทั้งสิบคนในประลองรอบคัดเลือกจะผลัดกันขึ้นสังเวียน ทันใดนั้นก็มีเงาร่างอันหล่อเหลาสง่างามทะยานขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน

คนผู้นี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา หน้าตาหล่อเหล่าเหนือคนธรรมดา อายุก็น่าจะราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี

พอคนผู้นี้ขึ้นมาบนสังเวียน ก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นเหมือนมังกรหงส์ในฝูงชน

ชั่วขณะนั้น ในหัวของผู้เล่นทุกคนเกิดความคิดบางอย่างพร้อมกัน

ในที่สุดเจ้าชายขี่ม้าขาวก็ขึ้นสังเวียนแล้ว!

บทที่ 169
เมื่อหนุ่มน้อยเสื้อแพรขึ้นสังเวียน สง่าราศีที่มีเฉพาะในตัวเอกของนิยายก็อบอวลอยู่ในพื้นที่ว่างประมาณสามเซนติเมตรตรงหน้าและข้างหลังเขา เผยสามจุดเด่นของผู้ชนะออกมาหมดเปลือก

สูง! รวย! หล่อ!

จากนั้น เจ้าหนุ่มที่ลักษณะเหมือนตัวเอกในโครงเรื่องก็แสดงให้เห็นฝีมือที่ไม่ธรรมดา โจมตีคางคกอยากกินเนื้อหงส์สองตัวอย่างพระศีลแตกที่ยังไม่บรรลุธรรมกับตาแก่อ้วนน้ำมันเยิ้มที่ยังคึกคะนองเหมือนคนหนุ่มลงจากสังเวียนทันที ราศีความหล่อพุ่งทะลุฟ้าจริงๆ

จากนั้นก็เป็นไปตามกติกาของสังเวียนประลอง ผู้ชนะจะต้องประลองกับแม่นางมู่เนี่ยนฉือ ผู้เป็นเจ้าภาพสังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่ ‘เนี่ยนฉือแชมเปียนส์คัพ’ ครั้งนี้

เมื่อได้เห็นฉากนี้ บิดาผีบ้าอย่างมู่อี้ก็ไม่สบอารมณ์แล้ว

ในฐานะบิดาบุญธรรมคนหนึ่ง ราวกับว่าทนเห็นบุตรสาวอยู่ดีมีสุขไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนพวกหน้าตาประหลาดเหมือนแตงโมเบี้ยวขึ้นบนสังเวียนประลองยุทธ์ เขาไม่พูดอะไรสักคำ ตอนนี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีเจ้าชายขี่ม้าขาวสุดหล่อผู้ร่ำรวยมาเยือน เขากลับกระโดดขึ้นมาเป็นก้างขวางคอทันที กล่าวถ้อยคำล้าสมัยประมาณว่าทั้งสองไม่เหมาะสมกัน มีเจตนาเดียวก็คืออยากจะทำลายบุพเพวาสนาจากสวรรค์!

เมื่อได้เห็นฉากนี้ แม้แต่กลุ่มคนขี้เผือกที่อยู่ด้านล่างสังเวียนก็ยังทนมองไม่ไหว พากันส่งเสียงก่นด่าบิดาบุญธรรมชั่วร้ายไร้มโนธรรมคนนี้

แต่การที่เจ้าชายเป็นเจ้าชายได้ ก็ย่อมแสดงว่ามีฐานะสูงส่งมากพอ ยามเจ้าชายต้องการตามหาซินเดอเรลล่า ก็ใช่ว่าบิดาบุญธรรมชั่วร้ายจะขัดขวางไหว

เห็นเจ้าชายขี่ม้าขาวหยิบหยกเรื่องกติกาประลองยุทธ์เลือกคู่ขึ้นมาพูดอย่างไม่แข็งกร้าว หรือถ่อมตัวเกินไป บีบให้บิดาผีบ้าอย่างมู่อี้จำต้องยอมให้เขาขึ้นสังเวียนไปประลองยุทธ์กับมู่เนี่ยนฉือที่เป็นเจ้าภาพ

เพียงแต่ท่าทีของเจ้าชายขี่ม้าขาวคนนี้…จะพูดว่าอย่างไรดีล่ะ

ต่อให้เจ้าทำสำเร็จแล้ว ต่อให้ตาแก่คนนี้จะทำตัวแย่ขนาดไหน แต่เจ้าก็ต้องเรียกอีกฝ่ายว่าพ่ออยู่ดี

ยามเผชิญหน้ากับท่านพ่อตาในอนาคต เจ้าทำเกินไปขนาดนี้จะดีหรือ

จากนั้น มนุษย์ขี้เผือกทุกคนตรงนั้นก็ได้มีวาสนาดวงตาแล้ว

พวกเขาได้เห็นอะไร

พวกเขาได้เห็นทั้งสองใช้เคล็ดฝ่ามือยักคิ้วหลิ่วตาเกี้ยวพาราสีกันในนามการประลองยุทธ์!

เจ้าชายขี่ม้าขาวสง่างามผ่าเผย แม่นางชุดแดงน่ารักมีเสน่ห์ แม้ทั้งสองจะอยู่ในการประลองยุทธ์ แต่ตรงหว่างคิ้วกลับเผยสายตาอบอุ่นราวกับรู้จักกันมานาน อัดอั้นตันใจสุดรำพันอยู่ตลอด

ราวกับผักปวยเล้งในฤดูใบไม้ร่วง ทำให้คนทั้งอิจฉาทั้งเศร้าโศก

ฉากอย่างนี้ ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งผู้ชนะเลิศอึดอัดมาก

ตามจินตนาการเดิมของเขา ในเมื่อระบบให้ผู้ชนะเลิศอย่างเขาอยู่นั่งคุมสังเวียนแล้ว ต่อไปก็น่าจะมีคนชั่วจอมเผด็จการที่อาละวาดตามหมู่บ้านโผล่ออกมาชิงตัวหญิงสาวชาวบ้านคนนี้

จากนั้นเขาก็จะใช้ฐานะเจ้าของสังเวียนสั่งสอนอีกฝ่ายให้หลาบจำสักยก โจมตีจนอีกฝ่ายฟันร่วงเต็มพื้นแล้วคุกเข่าร้องขอชีวิต

แล้วหลังจากนั้น มู่อี้กับบุตรสาวก็ตื้นตันใจจนน้ำตาไหล ซาบซึ้งจนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร บิดาผีอย่างมู่อี้แม้จะไม่เต็มใจ แต่ติดที่กลัวเสียหน้า จึงต้องนำอาวุธเทพของบรรพบุรุษ หรือไม่ก็ตำราลับทักษะยุทธ์ที่ไม่มีใครเคยฝึกสำเร็จออกมามอบให้แทนคำขอบคุณ

จากนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับไปพร้อมอุปกรณ์มากมาย แล้วให้พวกเขาสองคนประลองยุทธ์เลือกคู่กันต่อไป

นี่ต่างหากที่เป็นแนวทางที่โครงเรื่องควรจะมี!

แต่ประธานบริษัทจอมเผด็จการอย่างเจ้าโผล่มาที่นี่ มาแสดงละคร ‘ซินเดอเรลล่า’ เวอร์ชันยอดยุทธ์คุณธรรมกับมู่เนี่ยนฉือ นี่มันใช่เรื่องหรือ

เรื่องราวแบบนี้ให้ความรู้สึกงดงาม แต่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าของสังเวียนอย่างข้า!

อารมณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ บรรยายได้เพียงคำเดียว

กลุ้มใจ! กลุ้มใจจนเขานำซาลาเปาหมาเมินลูกหนึ่งออกมากินเสียตรงนั้นเลย

แล้วยังถือโอกาสเรียกอาหวงที่ไม่ได้ปรากฏตัวนานแล้วออกมาด้วย เดิมทีเตรียมจะป้อนซาลาเปามันลูกหนึ่ง แต่อาหวงเหมือนไม่สนใจซาลาเปาราคาสูงแบบนี้ มันหันหน้าหนีแสดงการดูถูก

ตอนนี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องแปลกๆ ราวกับหมาป่าหอนดังมาจากกลุ่มคนขี้เผือกด้านล่างสังเวียนพักเวียนพักหนึ่ง

ไม่ต้องสงสัยเลย แม้ผู้เล่นจะรบกวนการต่อสู้บนสังเวียนไม่ได้ แต่กลุ่ม NPC ขี้เผือกพวกนั้นก็ยังมีสิทธิ์เอะอะโวยวาย

ตอนที่สายตาฉงนของเยี่ยเว่ยหมิงย้ายขึ้นไปบนสังเวียน กลับเห็นฉากที่ทำให้เขาแทบจะพ่นอาหารออกมา

ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าชายขี่ม้าขาวคนนั้นจะถอดรองเท้าปักลายของมู่เนี่ยนฉือในระหว่างที่ประมือกัน

จากนั้น เขาก็โน้มจมูกลงมาดมเล็กน้อย ทั้งยังทำสีหน้าเหมือนกำลังเสพสุขด้วย

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียด

จะว่าไปแล้ว เจ้าชายขี่ม้าขาวที่ดูสะอาดหมดจดคนนี้ คงจะไม่ได้ติดนิสัยแปลกๆ อะไรเป็นพิเศษใช่ไหม

ดูจากท่าทางแล้ว คงเสพติดนิสัยแบบนี้ไม่ผิดแน่!

เพียงแต่…เจ้าแสดงนิสัยแบบนี้ต่อหน้าฝูงชนมันจะดีหรือ

ข้ากำลังกินอาหารอยู่ตรงนี้นะ!

ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะทำให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียน ยังมีจิตสาธารณะเหลืออยู่ไหม!

ชั่วพริบตานั้น ระดับความรู้สึกดีที่เยี่ยเว่ยหมิงมีต่อ ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ ก็ลดฮวบลงทันที จากชื่นชมกลายเป็นรังเกียจแล้ว

รังเกียจสุดๆ

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งพิสูจน์ฐานะของเจ้าชายขี่ม้าขาวกับซินเดอเรลล่าคู่นี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

มุกรองเท้าแก้วก็มาแล้ว!

ฉากนี้คุ้นเกินไปแล้วมั้ง

ต่อมา ก็น่าจะเป็นบิดาบุญธรรมชั่วร้ายคนนี้ออกโรง ใช้ไม้กระบองตีคู่รักที่สวรรค์ประทานบุพเพวาสนาให้แยกออกจากนั้น แล้วพาตัวมู่เนี่ยนฉือออกไป

จากนั้น เจ้าชายขี่ม้าขาวที่หล่อเหลาสง่างามผู้นี้ก็เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อตามหาแม่นางที่ตัวเองรัก

แม้เขาจะจำไม่ได้ว่าแม่นางหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ก็ไม่เคยลืมเลือนเท้าของแม่นางผู้นี้เลย เพราะนั่นคือความชอบส่วนตัวของเขา!

สุดท้าย หลังจากผ่านความยากลำบากนับร้อยพัน ในที่สุดเจ้าชายขี่ม้าขาวผู้นี้ก็อาศัย ‘รองเท้าปักลาย’ ที่ไร้ค่าคู่นี้ตามหาคนรักในฝันจนพบ จากนั้นเจ้าชายกับซินเดอเรลล่าก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขโดยไม่ต้องอับอายใคร…โปรยดอกไม้ตอนจบ!

ไม่ถูกสิ!

ทันใดนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ตระหนักได้ถึงปัญหาร้ายแรงบางอย่าง

หากโครงเรื่องเป็นอย่างนี้ เช่นนั้นระบบก็ไม่จำเป็นต้องรั้งเจ้าของสังเวียนอย่างเยี่ยเว่ยหมิงเอาไว้เป็นก้างขวางคออยู่ตรงนี้ เพื่อให้ยืนดูละครอยู่ในมุมที่แตกต่างออกไปหรอก!

แต่อิงตามความเคยชินของระบบ ในเมื่อรั้งเขาไว้ที่นี่แล้ว แสดงว่าต้องมีเหตุผลที่รั้งเขาไว้ หรือหากจะพูดให้ชัดขึ้นอีกหน่อยก็คือ จะต้องมีภารกิจใหญ่รอเขาอยู่แน่นอน ต้องการให้เจ้าของสังเวียนอย่างเขาอาศัยกำลังอันป่าเถื่อนที่เหนือกว่าผู้อื่นมาแก้ปัญหา

เรียกสั้นๆ ว่าภารกิจที่มีภาคต่อ!

อย่าบอกนะว่า…

มู่อี้ บิดาบุญธรรมที่ชั่วร้ายนั่นต่างหากที่เป็นลาสบอสของงานประลองยุทธ์เลือกคู่สังเวียนนี้

เมื่อเห็นว่าไม่มีทางขัดขวางบุพวาสนานี้ได้ บิดาผีบ้ามู่อี้ก็จะกลายร่างเป็นจอมมารทันทีอย่างนั้นหรือ

เขาที่ถูกความริษยาทำให้สติสัมปชัญญะหายไป ประสาทกินจนคิดจะสังหารกิ่งทองใบหยกคู่นี้เพื่อระบายความโกรธ

ในเวลาแบบนี้ ก็ค่อยให้เจ้าของสังเวียนที่ทักษะยุทธ์โดดเด่นอย่างเขาออกโรง โจมตีเอาชนะจอมมารมู่อี้ ช่วยชีวิตคู่รักอับโชคคู่นี้จากความขัดแย้ง

แล้วต่อจากนั้น วีรบุรุษก็ได้ใจองค์ชาย จึงนำอาวุธเทพที่เก็บรักษาไว้ในพระราชวังมามอบให้เขา

อื้ม

ตอนนี้ตรรกะของโครงเรื่องก็ฟังดูเข้าท่าแล้ว!

หลายจุดที่ไม่สมเหตุสมผลได้รับคำอธิบายที่ฟังขึ้นแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ระบบใช้ความพยายามอย่างสูงเพื่อจัดการประลองสังเวียนใหญ่นี้ขึ้นมา หากไม่มีความท้าทายที่ยากกว่านี้ หรือรางวัลภารกิจที่ทำให้คนตื่นเต้นรออยู่อีก ก็จะฟังดูเหลวไหลไปหน่อย

มู่อี้กับบุตรสาวดูท่าทางไม่เหมือนคนมีเงิน แล้วพวกเขาจะมีรางวัลภารกิจที่เข้าท่าอะไรได้

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวที่อยู่ตรงหน้านี้ บางทีทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว

ไม่แน่ว่าบนตัวของเขาตอนนี้ อาจจะซ่อนอาวุธเทพเอาไว้สักชิ้น หรือไม่ก็เกราะอ่อนที่อาวุธฟันแทงไม่เข้า หรือจะเป็นตำราลับทักษะยุทธ์ที่ไม่ด้อยกว่า ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ดีล่ะ!

เมื่อถึงตอนนั้นก็ส่งตำราลับให้ผู้กล้า ส่งกระบี่ล้ำค่าให้วีรบุรุษ!

เพอร์เฟกต์!

ในฐานะผู้เล่นที่ใช้สติปัญญา เยี่ยเว่ยหมิงขอเพียงได้เจอภารกิจใหญ่ต่างๆ ของระบบ ก็จะวิเคราะห์สถานการณ์ตามข้อมูลที่มีในปัจจุบัน แล้วจัดร่างแผนการที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา จากนั้นก็ลงมือปฏิบัติตามแผน

นี่ต่างหาก คือผู้เล่นสติปัญญาดีที่วางกลยุทธ์อยู่ในกระโจมค่าย มีรู้ลุ่มลึกอย่างที่ควรจะมี!

ทว่า ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงวางกลยุทธ์อยู่ในกระโจมค่าย เริ่มวางแผนการรบในขั้นถัดไป แต่เรื่องราวที่หักมุมต่อจากนั้นกะทันหันมาก ทำเอาเขารับมือไม่ถูก!

หลังจากเจ้าชายขี่ม้าขาวคนนั้นเอาชนะมู่เนี่ยนฉือได้ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะหันตัวเดินออกไปเลย ไม่เอ่ยเรื่องเลือกคู่อีก

บิดาผี…แค่กๆ มู่อี้ บิดาของมู่เนี่ยนฉือตอนนี้ยืนขึ้นโต้แย้งด้วยเหตุผลแล้ว หลังจากแน่ใจว่าเจ้าชายขี่ม้า…ถุย! เจ้าหนุ่มหน้าขาวนั่นไม่อยากแต่งงานกับมู่เนี่ยนฉือ เพียงอยากขึ้นสังเวียนมาเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น เขาก็ขอให้อีกฝ่ายคืนรองเท้าลายปักของมู่เนี่ยนฉือทันที

ทว่า เขากลับถูกปฏิเสธอย่างโหดร้ายอีกครั้ง

มู่อี้โมโหมาก ทำได้เพียงลงมือด้วยตัวเอง ต้องการจะสั่งสอนเจ้ามักมากในกามตัณหาคนนี้ แล้วถือโอกาสชิงรองเท้าปักลายของลูกสาวกลับมา

แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อเริ่มร้ายความแข็งแกร่งเพิ่มสิบเท่า เมื่อเริ่มดีกลับอ่อนแอลงสามส่วน

หลังจากมู่อี้ถูกเขียนบทให้กลายเป็นคนดี ตอนนี้ศักยภาพเทียบบุตรสาวอย่างมู่เนี่ยนฉือไม่ได้ด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหนุ่มน้อยหน้าขาวนั่นด้วย ถูกหนุ่มน้อยหน้าขาวโจมตีกระอักเลือดคาที่ หลังจากมู่เนี่ยนฉือประคองบิดาขึ้นมาแล้ว นอกจากร้องไห้คร่ำครวญนางก็ทำอะไรไม่ได้เลย

ขณะมองหนุ่มน้อยหน้าขาวคนนั้นก็กำลังจะเดินกร่างออกไปหลังจากทำร้ายคน เสียงแจ้งเตือนของระบบที่เยี่ยเว่ยหมิงรอมานานก็ดังขั้นข้างหูเขา

[ติ๊ง! เห็นนายน้อยอันธพาลรังแกมู่อี้และบุตรสาวในงานประลองยุทธ์เลือกคู่ คุณกรุณาตัดสินใจเลือก]

1. สั่งสอนนายน้อยอันธพาล

2. ท้าสู้มู่เนี่ยนฉือตามกติกาการประลอง

3. ดูเฉยๆ

ยังต้องถามอีกหรือ เห็นได้ชัดว่าเจ้าหนุ่มหน้าขาวที่เจตนาไม่ดีนั่นเป็น BOSS ที่ร่ำรวยอู้ฟู่ ถ้าไม่สู้กับเขาแล้วจะสู้กับใคร

หลังจากผ่านไปหนึ่งวินาที ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็เป็นอิสระจากโหมดชมการต่อสู้แล้ว เขาพุ่งขึ้นสังเวียนราวกับธนูที่พุ่งออกจากสาย ตะโกนใส่หนุ่มน้อยหน้าขาวด้วยเสียงเยียบเย็น “โจรกระจอกที่อยู่ข้างหน้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

หนุ่มน้อยหน้าขาวได้ยินแล้วหันขวับกลับมา จ้องเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาเกรี้ยวโกรธ “เจ้าเรียกข้าว่าอะไร”

“ข้าเรียกเจ้าว่าโจรกระจอก ข้าพูดผิดหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำ “การหยิบฉวยของคนอื่นไปโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาต ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์! กฏหมายบอกไว้แบบนี้!”

หนุ่มน้อยหน้าขาวได้ยินแล้วชะงักทันที เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำพูดที่ทั้งประหลาดทั้งถูกต้องแบบนี้ ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไร

และในตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดต่อไปว่า “แถมโจรอย่างเจ้ายังไร้รสนิยมมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะขโมยรองเท้าปักลายของแม่นางมู่ไป รู้ไหมว่าแม่นางมู่จะเป็นอย่างไรหลังจากถูกเจ้าขโมยรองเท้าไป”

หนุ่มน้อยหน้าขาวได้ยินแล้วชะงักอีก “นางจะเป็นอย่างไร”

“รองเท้าอยู่เป็นคู่” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างเคียดแค้นชิงชัง “พอถูกเจ้าขโมยไปข้างหนึ่งแล้ว เช่นนั้นอีกข้างที่เหลือก็ใช้ไม่ได้แล้วอย่างไร!”

บทที่ 170
เมื่อได้ยินคำตอบที่เยี่ยเว่ยหมิงให้มา หนุ่มน้อยหน้าขาวก็งงเป็นไก่ตาแตก มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนับถือ

หยิบฉวยของคนอื่นไปโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาต ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์!

ประโยคนี้มาจากตำรา ‘วินัยศิษย์’

วินัยศิษย์ คำปราชญ์คนโบราณสอน คำกล่าวนี้ไม่มีปัญหาแน่นอน!

รองเท้าอยู่เป็นคู่เคียงกัน หากหายไปข้างหนึ่งแล้ว อีกข้างก็ใช้ไม่ได้แล้ว

หลักการนี้แม้แต่เด็กสามขวบก็เข้าใจ ไม่มีปัญหาเลย

แต่ปัญหาก็คือ…

สิ่งเหล่านี้คือประเด็นสำคัญหรือ

อ๋องน้อยอย่างข้ามาที่นี่เพื่อลวนลามหญิงสาวชาวบ้านอย่างจริงจังนะ!

เรื่องที่ดูดีมีระดับอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะบอกว่าคือการขโมย ทั้งยังเป็กระจอกที่ขโมยรองเท้าอีก!

หนุ่มน้อยหน้าขาวถูกคำถามประหลาดของเยี่ยเว่ยหมิงเล่นงานจนพูดอะไรไม่ออกตั้งนาน อย่างไรเสียการอบรมสั่งสอนที่เขาได้รับมาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่เคยสอนเรื่องประหลาดอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน!

หลังจากเงียบไปห้าวินาที หนุ่มน้อยหน้าขาวคนนี้ถึงได้ฝืนถามออกมาว่า “เจ้าเป็นใคร”

“ข้าก็ไม่ใช่ใครหรอก!” เยี่ยเว่ยหมิงยื่นมือชี้เก้าอี้ผู้ชนะเลิศที่ตัวเองเคยนั่งชมการต่อสู้อยู่ก่อนหน้านี้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือแตะจมูกตัวเอง พร้อมถามหนุ่มน้อยหน้าขาวว่า “ข้าเป็นเจ้าของสังเวียนของงานประลองยุทธ์ใหญ่ครั้งนี้ แชมป์เปี้ยนน่ะ! เจ้าเข้าใจไหม”

เขามองป้ายตัวใหญ่ ‘ผู้ชนะเลิศ’ ที่แขวนอยู่บนผนัง แล้วมองผ้าสีแดงที่เขียนว่าประลองยุทธ์เลือกคู่ด้านบนสังเวียนอีก ก่อนจะหันไปมองมู่เนียนฉือผู้งดงามน่าสงสารที่ร้องไห้อย่างปวดใจ สุดท้ายก็ลูบรองเท้าปักลายในอ้อมอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว จู่ๆ ในใจหนุ่มน้อยหน้าขาวก็รู้สึกพิลึกพิลั่นอย่างบอกไม่ถูก

ขณะมองเจ้าหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเจ้าของสังเวียน ในดวงตาของหนุ่มน้อยหน้าขาวก็พลันฉายแววสังหารซึ่งทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ “ถ้าอยากได้รองเท้าข้างนี้ เจ้าก็มาเอาไปเองสิ!”

เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงแสดงท่าที พุ่งเข้ามาใช้ฝ่ามือตบไปทางหน้าอกของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

ในขณะเดียวกันนี้เอง เหนือศีรษะของหนุ่มน้อยหน้าขาวคนนี้ ในที่สุดก็เผยให้เห็นชื่อกับค่าพลังชีวิตแล้ว

[หวันเหยียนคัง[1]]

อ๋องหกจากแคว้นจิน บุตรชายคนเดียวของหวันเหยียนหง ฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ฝีมือไม่อ่อนด้อย

เลเวล: 45

พลังชีวิต: 48000/48000

กำลังภายใน: 25000/25000

……

นึกไม่ถึงว่าจะเป็นองค์ชายจริงๆ เพียงแต่องค์ชายคนนี้คุณสมบัติประจำตัวไม่ได้เรื่อง กำเริบเสิบสาน คำพูดเชื่อถือไม่ได้ ตรงตามแบบฉบับตัวร้ายในนิยาย

เมื่อเห็นอีกฝ่ายลงมือแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นท่านอ๋องมาจากไหน ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาอย่างไม่เกรงใจทันที ไม่สนใจฝ่ามือที่โจมตีมาทางหน้าอก ใช่ท่าพเนจรสุดขอบฟ้าแทงไปตรงคอหอยของหวันเหยียนคังแล้ว

อิงตามการคำนวณจากสูตรคณิตศาสตร์ที่เขาตั้งใจศึกษามาหลายวัน เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ทั้งสองร่างกายแตกต่างกันไม่มาก แขนของคนคนหนึ่งบวกกับความยาวของกระบี่ จะต้องยาวกว่าแขนของอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว

ดังนั้น หากหวันเหยียนคังไม่เปลี่ยนกระบวนท่า จะต้องถูกกระบี่แทงคอก่อนที่ฝ่ามือจะโจมตีถูกเยี่ยเว่ยหมิงแน่นอน จากนั้นก็จะติดสถานะแช่แข็งหลังจากถูกโจมตี แล้วก็จะถูกเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีต่อเนื่องหลายกระบวนท่าอย่างงดงามถึงอกถึงใจ

ด้วยพลังโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ หากโจมตีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ องค์ชายท่านนี้หากไม่ตายก็หนังหลุดอยู่ดี

ทว่า โจทย์คณิตศาสตร์แบบนี้แม้จะล้ำลึกเหนือชั้น แต่หากคิดจะทำอะไรหวันเหยียนคังที่ได้รับการศึกษาระดับสูงมาก่อน ก็เป็นเรื่องที่ยากมากอยู่ดี

ชั่วพริบตานั้นที่เห็นเยี่ยเว่ยหมิงลงมือ สีหน้าเหยียดหยามของเขาก็หายไปทันที แทนที่ด้วยสีหน้าตกตะลึงยากจะปิดบัง

เพียงแต่ความตกตะลึงนี้ผ่านเข้ามาในดวงตาแวบเดียวเท่านั้น หวันเหยียนคังพลันปลีกตัวถอยไปข้างหลัง แล้วกล่าวเสียงเย็นว่า “เคล็ดกระบี่ฉวนเจินหรือ กระบี่จงมา!”

ไม่อย่างนั้นจะพูดได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็นถึงองค์ชาย ต่อให้ทำเรื่องน่าอับอายอย่างการลวนลามหญิงสาวชาวบ้าน แต่ก็ไม่ลืมให้องครักษ์ติดตามข้างกายอยู่แล้ว

หลังจากสิ้นเสียง ‘กระบี่จงมา’ ของเขา ท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังก็มีชายหน้าตาประหลาดคนหนึ่งโผล่ออกมาทันที แล้วโยนกระบี่ฝักหนึ่งขึ้นไปทางหวันเหยียนคังที่อยู่บนสังเวียน

เยี่ยเว่ยหมิงเหลือบตามอง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนรู้จัก เป็น BOSS เฝ้าด่านคนหนึ่งที่เข้าร่วมการประลองรอบคัดเลือกก่อนหน้านี้ ขวานดาวร้ายเฉียนชิงเจี้ยน

ก่อนหน้านี้นึกว่าเป็นเพียง BOSS ธรรมดาที่ระบบจัดมาให้ นึกไม่ถึงว่าเป็นตัวละครหนึ่งในเนื้อเรื่องด้วย

เมื่อรับกระบี่มาไว้ในมือ สง่าราศีของหวันเหยียนคังก็เปลี่ยนไปโดบฉับพลัน เห็นเขาชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความเร็วปกติ ทิ้งฝักกระบี่ที่ฝังเลี่ยมไปด้วยอัญมณีไว้ข้างๆ จากนั้นใช้ท่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ โจมตีเยี่ยเว่ยหมิงก่อน “เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน ข้าก็ใช้เป็นเหมือนกัน!”

จะว่าไปแล้ว ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ นี้ก็เป็นที่แพร่หลายในวงกว้างเหมือนกัน แม้แต้ชนชั้นสูงต่างชาติอย่างหวันเหยียนคังก็ยังฝึกเคล็ดกระบี่นี้ด้วย

เรื่องจริงได้พิสูจน์แล้วว่าหวันเหยียนคังไม่เพียงแค่เคยฝึก ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เท่านั้น ความรู้ที่มีต่อเคล็ดกระบี่ยังลึกซึ้งไม่ธรรมดาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าประสบการณ์ของเคล็ดกระบี่หรือค่าสเตตัสโดยรวมของตัวเขา ก็กดอยู่บนศีรษะของเยี่ยเว่ยหมิงได้อย่างมั่นคง!

หลังจากประมือกันไปสิบกว่ากระบวนท่า เยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกหนุ่มน้อยหน้าขาวที่ดูเหมือนสุภาพเรียบร้อยคนนี้ข่มจนตกอยู่ในฝ่ายเสียเปรียบโดยสิ้นเชิงแล้ว

ทำได้เพียงต้านทานเท่านั้น ไม่มีกำลังโต้ตอบเลย!

ตามสถานการณ์ปกติ ยามเผชิญหน้ากับศัตรูที่เห็นอยู่ชัดเจนว่าสู้ไม่ไหว เยี่ยเว่ยหมิงก็จะตัดสินใจเปลี่ยนจากโจมตีมาเป็นป้องกันอย่างไม่ลังเล เปลี่ยนมาใช้เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ เพื่อรับมือกับอีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็ใช้ความคิดวางแผนเอาชนะศัตรู

แต่ครั้งนี้ เขากลับไม่ได้ทำอย่างนั้น

เพราะเขาพบว่า ตอนกำลังสู้กับศัตรูที่มีค่าตบะของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เหนือกว่าเขา ค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของเขาก็เพิ่มขึ้นพรวดพราดแล้วเช่นกัน

อย่าบอกนะว่าต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันก่อน ถึงจะก้าวหน้าได้ง่ายขึ้น

ในเมื่อมีมีข้อดีอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รีบเปลี่ยนกระบวนท่าเช่นกัน ในทางกลับกัน เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ แม้หวันเหยียนคังจะมีเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ สูงกว่าเขา แต่เลเวลนี้ก็มีขีดจำกัด

ภายในเวลาอันสั้นนี้ หากหวันเหยียนคังอยากจะทำให้เขาบาดเจ็บก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่หวันเหยียนคังในฐานะที่เป็น BOSS เลเวลสี่สิบห้า ฝีมือก็เหมือนจะอ่อนแอไปหน่อย!

กล่าวโดยสรุปก็คือ แรงกดดันที่หวันเหยียนคังสร้างต่อเยี่ยเว่ยหมิง ก็คล้ายๆ กับตอนที่เขาและอินปู้คุยท้าสู้อ๋าวป้ายเป็นครั้งที่สอง รับมือได้ยากเหมือนกัน แต่กลับดันทุรังสู้ด้วยไหว

แต่อ๋าวป้ายมีจุดแข็งคืออาวุธฟันแทงไม่เข้า ยังช่วยชดเชยกระบวนท่าและพลังโจมตีที่อ่อนด้อยได้

แต่หวันเหยียนคังคนนี้มีจุดแข็งอะไรล่ะ มองไม่ออกเลย!

แล้วก็ดำเนินไปอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยความว่องไวและการเคลื่อนไหวของเขา ใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่เลเวลไม่สูงเท่าของคู่ต่อสู้ ใช้ค่าสเตตัสที่อ่อนแอกว่าคู่ต่อสู้ ยืนหยัดสู้กับหวันเหยียนคังเป็นเวลาสามนาที

ในระหว่างนั้นแม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาตลอด แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะแพ้สักที!

เมื่อสามนาทีนี้ผ่านไปแล้ว ข้างหูเยี่ยเว่ยหมิงกลับมีเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น

[ติ๊ง! เนื่องจากหวันเหยียนคังไม่เคารพกติกาการประลอง การประลองยุทธ์เลือกคู่จึงจบลงอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เขาสู่โหมดเนื้อเรื่องแล้ว]

[นับตั้งแต่นี้ไป สังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่จะไม่ได้รับการปกป้องจากระบบอีกแล้ว ในฐานะผู้เล่นเพียงคนเดียวที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ คุณใช้วิธีการตั้งทีมเพื่อรับเพื่อนร่วมทีม แล้วร่วมกันสู้นายน้อยอันธพาลที่ใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่นได้]

เป็นอย่างที่คิดไว้ ระบบแค่จะทดสอบว่าตอนที่ถูกหวันเหยียนคังคนนี้โจมตี ฉันจะยืนหยัดได้ถึงสามนาทีหรือเปล่าอย่างนั้นเหรอ

มุมปากเขาเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เยี่ยเว่ยหมิงเรียกสะพานสวรรค์น้อยทันที หลังจากอีกฝ่ายตอบกลับแล้ว เขาก็ส่งคำเชิญตั้งทีมไปให้นาง

เนื้อเรื่องเข้าสู่ช่วงที่สอง ต้องเริ่มตั้งทีมโจมตี BOSS แล้ว!

[ติ๊ง! ผู้เล่นสะพานสวรรค์คริสตัลเข้าสู่ทีมของคุณแล้ว]

“พเนจรสุดขอบฟ้า!” ทันทีที่ตั้งกลุ่มเสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงก็สั่งทันที จากนั้นเขากับสะพานสวรรค์น้อยที่เพิ่งกระโดดขึ้นสังเวียนก็ต่างคนต่างชักกระบี่ออกมา โจมตีตรงไปยังหวันเหยียนคัง!

ทว่ากระบี่คู่ผนึกรวมที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเขา เพียงชั่วพบหน้ากันก็ถูกหวันเหยียนคังโจมตีพังแล้ว หนุ่มน้อยหน้าขาวเพียงแทงกระบี่ออกมาด้วยท่าง่ายๆ ก็ตัดขาดการเชื่อมต่อปราณแท้ของพวกเขาได้แล้ว!

เกิดเหตุไม่คาดคิดแล้ว! เยี่ยเว่ยหมิงแทนที่จะเผยสีหน้าตกใจ กลับเผยสีหน้าดีใจด้วยซ้ำ

ตามที่เหมียวเหรินเฟิ่งบอกก่อนหน้านี้ ถ้าอยากทำลายการเชื่อมต่อปราณแท้ของพวกเขาแบบซึ่งๆ หน้า นอกเสียจากจะเป็น BOSS ที่เลเวลสูงกว่าพวกเขามาก ก็ต้องเป็น BOSS โหมดปกติที่ไม่ถูกลดทอนพลังให้อ่อนแอเท่านั้นถึงจะทำได้

แต่หวันเหยียนคังคนนี้ เห็นได้ชัดว่าเลเวลไม่ได้สูงถึงระดับที่จะบดขยี้พวกเขาได้ เช่นนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา ก็เป็น BOSS ร่างสมบูรณ์ที่อยู่ในสภาพแท้จริงแล้ว!

BOSS ร่างสมบูรณ์คืออะไร

ก็คือบอสที่ฆ่าตายแล้วจะฟื้นชีพอีกไม่ได้ ทั้งยังดรอปไอเทมดีๆ มากมายก่ายกองอย่างไรล่ะ!

ขณะมองหวันเหยียนคังที่ดูเหมือนจะรับมือได้ไม่ยาก จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่า เรื่องนี้ควรค่าแก่การรอคอย!

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ การที่กระบี่คู่ผนึกรวมถูกโจมตีพังเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะจะถูกคู่ต่อสู้ฉวยโอกาสโจมตีจนทำอะไรไม่ถูก ถึงขั้นใช้กระบวนท่าผิดด้วย พลาดก้าวเดียว แพ้ทั้งกระดาน

แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับแตกต่างออกไป เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนมาใช้เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ก็ป้องกันตัวเองได้อย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่ ทำเอาหวันเหยียนคังเกิดความรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ ไม่รู้ว่าจะลงมือตรงไหนดี

แต่ยังดีที่จุดอ่อนและจุดแข็งของเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ นั้นชัดเจนเหมือนกัน ขณะที่มีพลังป้องกันสุดโรคจิต พลังโจมตีของมันกลับเล็กน้อยจนมองข้ามไปได้เลย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หวันเหยียนคังที่มีศักยภาพและสติปัญญาของบอสร่างสมบูรณ์ย่อมนึกถึงหนทางรับมืออย่างอื่นได้อยู่แล้ว

ในฐานะตัวร้ายที่เดิมทีบทบาทก็ไม่ได้ดีอะไรอยู่แล้ว หวันเหยียนคังตัดสินใจทำเรื่องไร้ยางอายโดยไม่รู้สึกหนักใจแม้แต่น้อย ใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่เลเวลสูงปรี๊ดของตัวเองรังแกสตรีผู้อ่อนแอจากสำนักสุสานโบราณอย่างสะพานสวรรค์น้อย!

ข้า! หวันเหยียนคัง หน้าด้านไร้ยางอาย!

[1] หวันเหยียนคัง 完颜康 หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเอี๊ยคังจากนิยายมังกรหยก