พอได้ยินว่ามีงานประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ เยี่ยเว่ยหมิงก็เกิดความสนใจทันที “การประลองยุทธ์นั่นมีเงื่อนไขอะไรโดยละเอียดไหม หรือว่าผู้เล่นทุกคนลงทะเบียนเข้าร่วมได้ มีประกาศรางวัลตัดสินล่วงหน้าไหม อันดับหนึ่งได้รางวัลอะไร”
“นี่!” เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงอยากจะเข้าร่วมงานประลองยุทธ์ครั้งใหญ่อะไรนั่นในเวลานี้ เฟยอวี๋ก็คัดค้านอย่างไม่พอใจทันที “เจ้าเป็นผู้บัญชาการของปฏิบัติการนี้ เจ้าทำเช่นนี้เท่ากับมีความผิดฐานละทิ้งหน้าที่นะ เข้าใจไหม”
“ร้อนใจอะไร กำหนดไว้แล้วว่าหลังจากนี้ครึ่งเดือนค่อยเคลื่อนไหว ค่อยลงมือในงานเลี้ยงวันเกิดของอวี๋ชางไห่ไม่ใช่หรือ” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ครึ่งเดือนก่อนที่จะเคลื่อนไหว เป็นช่วงเวลาในการบ่มเพาะและรอให้แผนการสุกงอม พวกเราไม่เหมาะจะทำอะไรมากเกินไปอยู่แล้ว ได้แต่รอดูสถานการณ์เงียบๆ เท่านั้น ติดตามทิศทางการเคลื่อนไหวของสำนักชิงเฉิงกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงในยุทธภพก็พอแล้ว”
ขณะที่พูด เขายังทำท่าทางผ่อนคลายมากด้วย แล้วพูดต่อว่า “ทักษะของซานเย่ว์เหมาะกับการสังเกตสีหน้าท่าทาง ให้นางไปวนเวียนในโรงน้ำชา โรงเตี๊ยมแถวๆ สำนักชิงเฉิงก็ได้ ส่วนทักษะของเฟยอวี๋ก็ยิ่งเก่งกาจ รับหน้าที่รวบรวมเหตุการณ์ลมพัดใบหญ้าไหว[1]ในยุทธภพได้ สิ่งนี้ก็ไม่ยากเช่นกัน…
…ดังนั้น เรื่องนี้มอบหมายให้พวกเจ้าแล้วข้าวางใจมาก”
ซานเย่ว์ถลึงตาใส่เยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งอย่างไม่พอใจ “แสดงว่ามีเพียงเจ้าที่ออกไปหาอิสระได้คนเดียวน่ะสิ”
เยี่ยเว่ยหมิงขยิบตา “ก็ใช่”
ซานเย่ว์ “…”
“ข้าไม่ขัดข้องอะไร ช่วงนี้ข้าจะสังเกตความเคลื่อนไหวเล็กน้อยในยุทธภพ เจ้าวางใจได้” เฟยอวี๋กล่าว
เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา สายตาของทุกคนก็ไปรวมอยู่บนตัวเฟยอวี๋พร้อมกัน ส่วนเฟยอวี๋ก็คีบอาหารเข้าปากคำหนึ่งอย่างเยือกเย็นแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้หลงระเริงเหมือนใครบางคน ข้ามีคุณธรรมต่อหน้าที่มาก”
ซานเย่ว์หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิง พอพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองนางอยู่ ก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจนใจ “ข้าก็เชื่อฟังตามงานที่เจ้ามอบหมายเช่นกัน”
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ แล้วปลอบใจทั้งสองว่า “ที่จริงแล้ว ภารกิจครั้งนี้ทุกคนได้รับการแจกจ่ายงานต่างกัน ในอนาคตตอนนับรางวัล ก็ไม่ได้อิงตามมาตรฐานเดียวกันแน่นอน ต้องมีปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามการแสดงผลงานที่แตกต่างกันแน่…
…คนเก่งกาจอย่างพวกเจ้าสองคนมีผลงานมาก เมื่อถึงเวลาคำนวณสรุปรางวัลภารกิจ จะต้องมีเรื่องดีใจเหนือความคาดหมายแน่…
…อย่างไรเสียใน ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ก็มีกฎการอนุรักษ์ที่ทำมากได้มาก ทุกคนล้วนได้บทเรียนมาแล้วไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ไม่ใช่หรอกหรือ”
ซานเย่ว์ยังคงบุ้ยปากอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ยังจะออกไปเที่ยวเตร่อีกหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงขยิบตา “เพราะข้ารู้สึกว่าหากออกไปเที่ยวเตร่สักรอบ บางทีอาจจะได้รางวัลชนะเลิศจากงานประลองยุทธ์ครั้งใหญ่นั่นก็ได้ จะได้เอามาชดเชยความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น”
“ก็ได้” ซานเย่ว์ยกมือยอมแพ้ “เจ้าเป็นผู้บัญชาการ เจ้ามีอำนาจตัดสินใจ”
ตกลงตามนั้น เยี่ยเว่ยหมิงโยนงานให้เพื่อนได้อย่างชอบธรรม ส่วนซานเย่ว์กับเฟยอวี๋ ตอนที่ตีมอนสเตอร์อัปเลเวลและทำภารกิจ ก็ยังต้องแบ่งหน้าที่กันจับตาดูความเคลื่อนไหวของสำนักชิงเฉิงรวมทั้งข่าวคราวในยุทธภพด้วย
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเขาก็ต่างคนต่างแยกย้าย
เฟยอวี๋กับถังซานไฉ่เดินอยู่บนถนนใหญ่ของเมืองเปี้ยนจิง เฟยอวี๋ไม่พูดอะไรสักคำ แต่สีหน้ากลับเจือด้วยความภาคภูมิใจจางๆ ส่วนถังซานไฉ่เมื่อเห็นดังนั้นก็อดถามไม่ได้ว่า “เจ้าถูกเยี่ยเว่ยหมิงมอบหมายงานหนักให้ทำ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่คัดค้านเลยสักนิด ดูไม่เหมือนลักษณะในยามปกติของเจ้าเลย”
เมื่อได้ยินคำถามของถังซานไฉ่ เฟยอวี๋ก็แอบสะใจทันที แผนการอันเหนือชั้นที่วางไว้นานแล้วก่อนหน้านี้ ในที่สุดก็หาคนที่จะร่วมแบ่งปันเรื่องราวได้แล้ว!
“เหอะๆ ไม่ปิดบังเจ้า ข้ากำลังตามใจเขา!”
ถังซานไฉ่ “?”
เฟยอวี๋เห็นปฏิกิริยาของเขาแล้วภูมิใจกว่าเดิม ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยู่ ในที่สุดเขาก็ได้โอ้อวดสติปัญญาอย่างถึงอกถึงใจแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครหักหน้าแล้ว!
หลังจากกระแอมหนึ่งทีให้เสียงชัดเจนขึ้น เฟยอวี๋ถึงได้บอกสาเหตุที่ตัวเองเชื่อฟังการมอบหมายงานโดยไร้เงื่อนไข “เจ้าน่าจะจำการคาดเดาที่ข้าเคยบอกให้เจ้าฟังครั้งก่อนได้ใช่ไหม การคาดเดาถึงบทบาทที่แฝงเร้นอยู่ในเกมนี้”
ถังซานไฉ่พยักหน้าสื่อว่าจำได้ แล้วถามอีกว่า “แต่เกี่ยวอะไรกับเรื่องในวันนี้”
“ที่จริงแล้ว บางครั้งเวลาเปรียบเทียบความประพฤติดีเลวของคนสองคน เจ้าไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ดีมากเสมอไป ขอเพียงอีกฝ่ายทำตัวแย่กว่าเจ้าก็พอแล้ว” เฟยอวี๋ทำท่าราวกับมีสิตปัญญาลึกล้ำ กล่าวเสียงเรียบว่า “ที่จริงแล้ว ข้าหวังให้เยี่ยเว่ยหมิงใช้อำนาจแก้แค้นเรื่องส่วนตัวในระหว่างทำภารกิจมาตลอด หวังให้เขาวางกับดักข้าสักครั้งสองครั้ง เพราะหากเป็นอย่างนั้น เขาจะต้องถูกหักคะแนนแฝงมากขึ้นแน่นอน!…
…เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นจะเข้าใจถึงจุดนี้ด้วยหรือเปล่า หรือเป็นเพราะเหตุผลอย่างอื่น เขาถึงไม่เคยทำเรื่องอย่างว่าในระหว่างภารกิจเลย เพียงแต่ครั้งนี้…” รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูภาคภูมิใจมากขึ้นเรื่อยๆ เฟยอวี๋พูดต่อไปว่า “ครั้งนี้ในฐานะที่เขาเป็นผู้บัญชาการ ไม่น่าเชื่อว่าจะผลักงานในภารกิจให้ข้ากับซานเย่ว์หมด แล้วตัวเองก็ออกไปใช้ชีวิตอิสระ เจ้าเดาสิว่าเขาจะถูกหักกี่คะแนน”
“ดังนั้น!” หลังจากสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง บนตัวเฟยอวี๋ก็ราวกับเปล่งรัศมีออกมา “นี่กำลังจะเป็นโอกาสให้ข้ากลับมาเหนือกว่าเขา ข้าจะต้องประพฤติตัวให้ดีกว่า ต้องช่วงชิงโอกาสชนะกลับมาให้ได้”
เมื่อได้ยินเฟยอวี๋กล่าวเช่นนี้ ถังซานไฉ่ก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน จากนั้นก็ตบบ่าเขาแรงๆ พร้อมกล่าวว่า “สู้ๆ นะสหาย! แม้ในด้านความสามารถเยี่ยเว่ยหมิงจะเหนือกว่าเจ้าหนึ่งระดับ แต่ความมุมานะสามารถชดเชยความไม่ฉลาดได้ ขอเพียงเจ้ารักษาสภาพจิตใจอย่างนี้ไว้ได้ตลอดหลายปีระหว่างอยู่ในเกม ข้าเชื่อว่าในการประเมินคะแนนสะสมตอนสุดท้าย เจ้าจะต้องกลับมาเหนือกว่าเขาแน่นอน”
“การแพ้ชนะในเกมใช่เรื่องใหญ่เสียที่ไหน เก่งในชีวิตจริงต่างหากถึงจะเรียกว่าเก่งจริง!”
“เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็จะอยู่ในระดับสูงกว่าเขา คอยนั่งวิจารณ์งานสำคัญในประเทศได้แล้ว ส่วนเขาก็จะวิ่งเต้นทำงานให้เจ้าอย่างสุขุมรอบคอบ ทำงานที่เจ้ามอบหมายให้อย่างเอาจริงเอาจัง”
พูดไปพูดมา เขาก็โอบบ่าเฟยอวี๋ “หากรวยแล้ว ก็อย่าลืมกันนะ!”
เมื่อพูดจบแล้ว ถังซานไฉ่ถึงได้พบว่าสีหน้าของเฟยอวี๋จู่ๆ ก็แปลกไป “สหาย เจ้าทำสีหน้าอะไรของเจ้า”
เฟยอวี๋ส่ายหน้า เพียงแต่ลักษณะเผด็จการก้าวร้าวก่อนหน้านี้หายไปหมดในคราเดียว
เหมือนบทบาทที่ฉันแสดงในตอนนี้ เป็นแขนซ้ายแขนขวาที่ได้มาตรฐานของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ใช่หรอกหรือ
ฉันหลงดีใจอยู่ตั้งนาน ก็เพื่อที่จะพิสูจน์ให้ระบบรู้ว่าฉันเหมาะสมจะเป็นแขนซ้ายแขนขวาให้เขาอย่างนั้นหรือ
(╯‵□′)╯︵┴─┴
เหลือเชื่อเลย!
ส่วนถังซานไฉ่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดมากเท่าเฟยอวี๋ เมื่อเห็นเขาทำสีหน้าแปลกไป ก็ได้แต่ถามอย่างเป็นห่วง “สหาย เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”
“ไม่เป็นอะไร” เฟยอวี๋ส่ายหน้า สีหน้ากลับเริ่มเปลี่ยนเป็นเศร้าสลดและคาดหวัง “ข้าจะต้องแสดงออกให้ดีในภารกิจครั้งนี้ ข้าต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เฟยอวี๋เลือกได้เพียงว่าจะเป็น ‘แขนซ้ายแขนขวาที่ได้มาตรฐาน’ หรือ ‘แม้แต่เป็นแขนซ้ายแขนขวาที่ก็ยังทำได้ไม่ดี’
เขายังจะทำอย่างไรได้อีก
เขาเองก็สิ้นหวังมากเช่นกัน!
……
ขณะที่เฟยอวี๋รู้สึกสิ้นหวัง สีหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็ย่ำแย่เช่นเดียวกัน
เขาในตอนนี้กำลังชี้อักษรตัวใหญ่ที่เขียนอยู่บนสังเวียน สีหน้ามีแต่ความจนใจขณะถามสะพานสวรรค์น้อยที่กำลังตื่นเต้นอยู่ข้างกายว่า “นี่น่ะหรืองานประลองยุทธ์ครั้งใหญ่ที่เจ้าบอก”
เมื่อมองตามที่เขาชี้ กลับเห็นด้านบนสังเวียนมีแผ่นป้ายยาวสีแดงหนึ่งผืน บนนั้นเขียนตัวอักษรที่นุ่มนวลทว่าแข็งแกร่ง
……
การประลองยุทธ์เลือกคู่!
[1] ลมพัดใบหญ้าไหว 风吹草动 อุปมาถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
บทที่ 162
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ติดปัญหาอะไรกับการประลองยุทธ์ อย่างไรเสียละครเด็ดที่เขาเตรียมไว้ก็ต้องรอเวลาพิจารณาอีกสักระยะกว่าจะเริ่มโดดเด่นอย่างแท้จริง
ถึงอย่างไรก็ว่างแล้ว ถือโอกาสช่วงนี้เข้าร่วมการประลองยุทธ์ หารายได้พิเศษสักหน่อย ยกระดับความสามารถของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน
แต่การเลือกคู่…
เรื่องนี้ยุ่งยากแล้ว เหมือนเป็นกับดัก
เห็นเยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้วเหมือนไม่ดีใจ สะพานสวรรค์น้อยก็อดหลุดขำไม่ได้ แต่แทนที่จะตอบ นางกลับถามว่า “อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจริงๆ ว่าพอชนะการประลองยุทธ์สังเวียนนี้แล้ว ระบบจะมอบรางวัลเป็นเมียหนึ่งคนให้เจ้าจริงๆ”
เยี่ยเว่ยหมิงเดาะลิ้น ด้วยท่าทางเชยเฉิ่มของผู้ออกแบบระบบที่ไม่ให้แม้กระทั่งผู้เล่นถอดกระโปรง เหมือนจะมีความเป็นไปได้นั้นไม่มากนัก
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วอดถามไม่ได้ว่า “ในเมื่อไม่ใช่การเลือกคู่ แล้วใช้ป้ายนั้นทำไมกัน”
“ภารกิจเนื้อเรื่องอย่างไรล่ะ” สะพานสวรรค์น้อยยิ้มพลางอธิบาย “การประลองยุทธ์เลือกคู่ ต้องนำคำเหล่านี้มาทำความเข้าใจแบบแยกกัน เพราะสังเวียนนี้ไม่เพียงแค่ผู้เล่นที่เข้าร่วมได้ ที่จริง NPC ก็เข้าร่วมได้เช่นกัน…
…สำหรับผู้เล่นแล้ว นี่คือการประลองยุทธ์ล้วนๆ ที่มีรางวัลอุดมสมบูรณ์มาก มีเพียง NPC เท่านั้นถึงจะเข้าร่วมการเลือกคู่ได้…
…ดังนั้นแล้ว” สะพานสวรรค์น้อยขยิบตา “เมียสวยๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าแน่นอน เลิกฝันหวานไปได้เลย”
“นั่นก็ค่อยยังชั่วหน่อย”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วซักไซ้ต่อทันที “บอกข้ามา กติกาของการประลองสังเวียนนี้เป็นอย่างไรกันแน่”
“ข้าเองก็มาเป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่ก่อนหน้านี้ได้ข่าวมาว่าต้องไปรับภารกิจจาก NPC คนหนึ่งที่ชื่อมู่อี้ แล้วไปถามกติกากับเขาที่นั่นได้” ขณะที่พูดก็ชี้ไปบนสังเวียน “นั่นไง ลุงวัยกลางคนที่หน้าตาดูกร้านโลกคนนั้นน่าจะใช่ พวกเรารีบไปลงชื่อสมัครกันเถอะ”
บนถนนใหญ่คึกคักมาก มุกตลกที่บอกว่าเป็นการประลองยุทธ์เลือกคู่ก็ดึงดูดให้ฝูงชนเข้ามาล้อมดูเช่นกัน เพียงแต่บรรดา NPC ที่เข้ามาล้อมดูล้วนมีคุณสมบัติค่อนข้างสูง ต่อให้จะเบียดกันสักเท่าไร แต่ก็ไม่ถึงขั้นอุดทางให้ตัน ทั้งยังเหลือเส้นทางเล็กๆ ที่เพียงพอให้คนสองคนเดินเคียงกันได้เอาไว้ด้วย ทำให้ผู้เล่นที่ตั้งใจเข้าร่วมการประลองยุทธ์ไปหามู่อี้ได้โดยไร้อุปสรรค
กว้างเพียงสองคนเดินผ่านได้ย่อมเป็นขีดจำกัดสูงสุด หากมีสองคนเดินเคียงกันจริงๆ ก็จะทำให้เบียดมาก ดังนั้นเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยจึงเดินตามหลังกันไป โดยที่สะพานสวรรค์น้อยคอยเบิกทางอยู่ข้างหน้า ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เดินตามหลัง
จนกระทั่งทั้งสองมาถึงตรงหน้ามู่อี้แล้ว ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของทั้งสองคน
[ติ๊ง! เข้าสู้ขอบเขตฉากภารกิจพิเศษ ‘การประลองยุทธ์เลือกคู่’ คุณจะเลือกเข้าร่วมสังเวียนประลองยุทธ์หรือไม่]
การประลองยุทธ์มีกติกาโดยละเอียดดังนี้
1. ขอเพียงผู้เล่นขึ้นสังเวียน ก็เท่ากับยอมรับโดยปริยายว่าเข้าร่วมการประลองยุทธ์ครั้งนี้
2. ในวันแรกของการประลองรอบคัดเลือก ผู้เล่นที่เข้าร่วมประลองจะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ NPC ให้ได้สิบคน ถึงจะได้รับสิทธิ์เข้าประลองรอบตัดสิน
3. ไม่ว่าจะผ่านการประลองรอบคัดเลือกหรือไม่ หลังจากประลองแล้วล้วนได้รับรางวัลภารกิจที่ระบบแจก จำนวนรางวัลขึ้นอยู่กับการแสดงความสามารถในสังเวียนประลองยุทธ์
4. ผู้เล่นที่ผ่านการประลองรอบคัดเลือก พรุ่งนี้ยามเฉิน[1]ค่อยมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมการประลองรอบตัดสิน
5. ผู้เล่นที่ผ่านการประลองรอบคัดเลือก รับข้อมูลกติกาการประลองรอบตัดสินได้ที่หน้าภารกิจของระบบ
อืม หรือพูดได้อีกอย่างว่า
หากเจ้าไม่ผ่านแม้กระทั่งการประลองรอบคัดเลือก ยังจะถามถึงกติกาการประลองรอบตัดสินไปทำไมอีก
มองสังเวียนกว้างโล่งแวบหนึ่ง สะพานสวรรค์น้อยเอ่ยก่อนว่า “ดูท่าแล้ว NPC ที่มาท้ารบเหล่านั้นจะต้องรอให้ผู้เล่นขึ้นไปก่อนถึงจะปรากฏตัวได้ พี่ใหญ่เยี่ย เจ้าจะขึ้นไปก่อน หรือจะให้ข้าไปก่อน”
“ไม่รู้ว่าผู้เล่นจะได้เจอคู่ต่อสู้เหมือนกันหมดหรือเปล่า” เยี่ยเว่ยหมิงเอามือลูบคางครู่หนึ่ง จากนั้นก็บอกอีกว่า “ให้ข้าไปก่อนแล้วกัน แล้วเจ้าคอยสังเกตคู่ต่อสู้ของข้าอยู่ข้างล่าง บางทีอาจจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง”
เยี่ยเว่ยหมิงเสนอเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะห่วงสหาย ส่วนตัวเขาเองนั้น หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่รู้สถานการณ์โดยละเอียด แล้วสู้ไม่ได้แม้แต่การประลองรอบคัดเลือก…แบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
ทว่า ยังไม่ทันรอให้เยี่ยเว่ยหมิงเคลื่อนไหวอะไร ทั้งสองก็เห็นเงาร่างสีแดงแฉลบผ่านข้างกายพวกเขาแล้ว อีกฝ่ายทะยานขึ้นไปบนสังเวียนทันที
ตอนที่พวกเขาหันกลับไปมอง เตรียมจะดูว่าใครกันแน่ที่ชอบแย่งซีนกันขนาดนี้ กลับพบว่าบนสังเวียนไม่มีใครอยู่สักคน มีเพียงเสียร้องเชียร์ของกลุ่มคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านข้างล่างเท่านั้น
ยอดเยี่ยม!
เหมือนสังเวียนของราชสีห์ขนทองที่เขาหวังผานอีกแล้ว จัดเป็นประเภทดันเจี้ยนที่แยกตัวเป็นอิสระ
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่แล้วอดหลุดขำไม่ได้ “ดูท่าแล้ว ไม่ว่าจะมีคนเข้าร่วมประลองยุทธ์มากเท่าไร สังเวียนก็จุคนไหว แต่ศึกสังเวียนนี้ไม่อนุญาตให้จัดทีม ข้าไม่สนใจเจ้าแล้ว ขอขึ้นไปก่อนแล้วกัน”
เมื่อพูดจบแล้ว ปลายเท้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็แตะบนพื้น ร่างกายทะยานขึ้นมากลางอากาศ แล้วไปเหยียบลงบนสังเวียน
เมื่อขึ้นมาบนสังเวียนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่าทุกอย่างที่อยู่โดยรอบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
สังเวียนที่อยู่ใต้เท้า กลุ่มคนที่มามุงดู มู่อี้ที่นั่งอยู่ข้างสังเวียน รวมทั้งป้าย ‘การประลองยุทธ์เลือกคู่’ ที่แขวนอยู่เหนือสังเวียนก็เหมือนกับก่อนที่เขาจะขึ้นมาไม่มีผิด
สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือ ตอนหันตัวกลับมา กลับมองไม่เห็นเงาของสะพานสวรรค์น้อยแล้ว แน่นอน บรรดาผู้เล่นที่มาล้อมดูเอาสนุกก่อนหน้านี้ ตอนนี้ก็ไม่เห็นแล้วสักคนเหมือนกัน
เมื่อได้เห็นฉากนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ได้
ช่างเป็นมุกเดิมๆ!
ในตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีเงาร่างสีเหลืองทะยานขึ้นมาบนสังเวียน พอหันกลับไปมอง กลับเห็นหลวงจีนจีวรเหลืองรูปหนึ่งที่เป็นผู้เล่นศิษย์เส้าหลิน หลังจากขึ้นสังเวียนมาแล้วก็ประนมมือสองข้าง ขณะโค้งตัวทักทายเยี่ยเว่ยหมิง ก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยนามพระพุทธเจ้า “อมิตตาภพุทธ!”
เมื่อได้เห็นฉากที่อยู่ตรงหน้า ทั้งตัวเยี่ยเว่ยหมิงก็ตะลึงค้าง!
ก่อนหน้านี้บอกไว้แล้วไม่ใช่หรือ
การประลองยุทธ์เลือกคู่ สำหรับผู้เล่นก็คือการประลองยุทธ์ สำหรับ NPC ก็คือการเลือกคู่
และในกติกาการประลองก็ได้บอกไว้แล้ว ว่าคู่ต่อสู้ที่ผู้เล่นเจอในการประลองรอบคัดเลือกล้วนเป็น NPC
ตามที่กล่าวข้างต้น ตรงหน้าเขาคือหลวงจีนรูปหนึ่ง ต้องเป็น NPC ที่มีจุดประสงค์ที่จะเลือกคู่ครอง ถึงได้ขึ้นสังเวียนมาเพื่อประลองยุทธ์แน่ๆ!
แต่ปัญหาก็คือ
หลวงจีนหัวโล้นอย่างเจ้าถ่อขึ้นมาเลือกคู่ บรรพบุรุษบ้านเจ้ารู้เรื่องนี้หรือเปล่า
[ติ๊ง! ในระหว่างประลองยุทธ์บนสังเวียน คู่ต่อสู้ที่เป็น NPC ทั้งหมดจะถูกกำหนดให้เป็นมอนสเตอร์ธรรมดา หรือไม่ก็ BOSS สังหารแล้วผู้เล่นจะไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษ!]
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาเป็นประกาย หรือพูดได้อีกอย่างว่า สู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยก็ได้อย่างนั้นหรือ
เพื่อให้ว่าที่ไต้ซือท่านนี้ละทิ้งชีวิตทางโลกได้ เยี่ยเว่ยหมิงชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาอย่างไม่ลังเล แล้วเริ่มด้วยท่าพเนจรสุดขอบฟ้า ต่อด้วยท่ากวาดหิมะต้มชา…
ฉึก!
จัดการหลวงจีนที่ยังไม่บรรลุ พรึ่บ!
จากนั้นศพก็หายไป
ศึกบนสังเวียนไม่มีไอเทมให้ดรอป ไม่ต้องมีขั้นตอนคลำศพที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น รางวัลทั้งหมดรอนับทีเดียวหลังจากสู้เสร็จ
เมื่อสู้กับหลวงจีนเสร็จแล้ว สถานะทั้งหมดของเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาเต็มอีกครั้งในชั่วพริบตาเดียว ในขณะเดียวกันนี้เอง คู่ต่อสู้คนที่สองก็กระโดดขึ้นมาบนสังเวียนแล้ว
เป็นชายชราร่างอ้วนคนหนึ่งที่ดูแก่กว่าเมื่อเทียบกับมู่อี้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา รอยยิ้มดูเจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ ทำให้คนเห็นแล้วอดใจไม่ไหว อยากแทงสักกระบี่
ในเมื่ออดใจไม่ไหว เช่นนั้นก็ไม่ต้องอดใจรอแล้ว อย่างไรเสียหากอิงตามกติกาบนสังเวียน แทงให้ตายทันทีก็คือเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
จากนั้นก็เป็นคู่ต่อสู้คนที่สาม เป็นคนหลังค่อม…
คนที่สี่ เป็นผู้ที่หน้ามีรอยฝ้าเต็มไปหมด ชื่อหม่านเทียนซิง
คนที่ห้า…
เมื่อต่อสู้มาเรื่อยๆ ก็ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ไม่ใช่เพราะทักษะยุทธ์ของคนเหล่านี้มีจุดเด่นอะไร แต่เป็นเพราะหน้าตาของพวกเขาแต่ละคนล้วนมีจุดเด่น
หลังจากเขาจัดการชายตาเหล่คนที่เก้าตายแล้ว สุดท้ายก็มีคู่ต่อสู้ที่นับว่าความสามารถเข้าขั้นกระโดดขึ้นมา
อย่างน้อยเมื่อเทียบกับหลวงจีน คนแก่ที่พอได้ยินชื่อก็รู้ว่าตั้งชื่อไปเรื่อยเปื่อย ชายคนที่อยู่ตรงหน้าก็ยังมีชื่อและฉายาเป็นของตัวเอง
[เฉียนชิงเจี้ยน]
ฉายาขวานดาวร้าย เดิมทีเป็นโจรลำน้ำคาบสมุทร หลังจากยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นจินแล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่
เลเวล: 21
พลังชีวิต: 8300/8300
กำลังภายใน: 1300/1300
นี่คือ BOSS เฝ้าด่านหรือ เหมือนจะอ่อนด้อยฝีมือไปหน่อยนะ
พอใช้มือซ้ายงอนิ้วคำนวณ เฉียนชิงเจี้ยนก็ถือขวานพุ่งเข้ามาราวกับถูกกระตุ้นทันที ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงถลันตัวหลบขวานของฝ่ายตรงข้าม กระบี่อาญาสิทธิ์ก็แทงออกมาในแนวเฉียง ถูกตรงคอหอยของอีกฝ่ายพอดี
พเนจรสุดขอบฟ้า!
ฉึก!
-4550!
ภายใต้กระบี่นี้ ทำให้พรากพลังชีวิตของ BOSS ไปแล้วเกินครึ่ง ทั้งยังโจมตีจนติดสถานะสถานะแช่แข็งด้วย
ชักกระบี่ ส่งกระบี่ ไซซีกุมดวงใจ!
ฉึก!
-4030!
เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างนี้ BOSS เลเวลยี่สิบเอ็ดคนหนึ่งถูกตัวละครเจ้าเสน่ห์สุดน่ารักตามต้นฉบับนิยายทะลุมิติโจมตีหายไปแล้ว
จนกระทั่งตอนนี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็สังหารคู่ต่อสู้บนสังเวียนตายหมดสิบคนแล้ว
สังหารต่อเนื่องสิบครั้ง แข็งแกร่งมาก เพลงเดียวก็…
แค่กๆ…สงบเสงี่ยมหน่อย ลำพองใจไม่ได้
จะร้องเพลงซี้ซั้วไม่ได้!
หลังจากศพของเฉียนชิงเจี้ยนหายไปจากบนสังเวียน กลับเห็นสาวน้อยชุดแดงที่หน้าตางดงามคนหนึ่งทะยานขึ้นมาบนสังเวียนแล้ว หลังจากลอยลงมาเหยียบตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง นางก็ยิ้มบางๆ แล้วกุมหมัดคารวะเขา
เมื่อเห็นสาวน้อยชุดแดงคนนี้ปรากฏตัวกะทันหัน เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าตัวเองได้ปรับทัศนคติการมองโลกใหม่อีกครั้ง “ก่อนหน้านี้บอกไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าสู้สิบครั้ง เหตุใดสู้จบแล้วยังมีคนขึ้นมาท้าสู้อีก อีกทั้ง แม่นางคนนี้…ขออภัยที่พูดตรงๆ หากเจ้าต้องการจะการประลองยุทธ์เลือกคู่ เกรงว่าในด้านเพศสภาพนั้นจะไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก”
สาวน้อยชุดแดงได้ยินแล้วหน้าแดง จากนั้นอธิบายว่า “จอมยุทธ์น้อยท่านนี้เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้มาเข้าร่วมการประลองยุทธ์เลือกคู่ ในทางกลับกัน นี่คือสังเวียนที่ข้าใช้เลือกคู่ ท่านพ่อของข้าตั้งขึ้นเพื่อข้า”
หรือพูดได้อีกอย่างว่า ที่จริงแล้วต้องการเลือกคู่อย่างนั้นหรือ
เขาอดมองประเมินสาวน้อยชุดแดงที่อยู่ตรงหน้าหลายครั้งไม่ได้ หน้าตาบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดวงตาเป็นประกาย ฟันขาวเรียงตัวสวย จัดเป็นสาวงามคนหนึ่งจริงๆ มีสาวงามมาเลือกคู่เช่นนี้ หากพวกหน้าตาประหลาดก่อนหน้านี้ประลองชนะขึ้นมา ก็จะเกิดฉากที่สยองเกินไปแล้ว
หากถ่ายเป็นผลงานภาพยนตร์ เกรงว่าคงมีเพียงไฟล์วิดีโอรูปแบบ AVI ถึงจะรองรับได้
ดีลเลอร์กำลังแจกไพ่ออนไลน์…
ตอนที่ในหัวเยี่ยเว่ยหมิงกำลังเริ่มจินตนาการไม่หยุด สาวน้อยชุดแดงคนนั้นก็กุมหมัดคารวะเขาอีกครั้ง แล้วบอกว่า “ผู้น้อยมู่เนี่ยนฉือ มาเพื่อแสดงความยินดีกับจอมยุทธ์น้อยเยี่ยที่ผ่านรอบคัดเลือกของการประลองยุทธ์เลือกคู่ครั้งนี้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ ก็จะแจ้งจอมยุทธ์น้อยด้วยว่าพรุ่งนี้อย่าลืมมาร่วมการประลองรอบตัดสินที่นี่ก่อนยามเฉิน”
หลังจากเสียของมู่เนี่ยนฉือเงียบลง เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นอย่างตรงเวลา
[ติ๊ง! ยินดีด้วย คุณประลองชนะสิบสังเวียนอย่างราบรื่น ได้รับรางวัล: ค่าประสบการณ์ 30000 แต้ม ค่าตบะ 3000 แต้ม เงิน 30 เหรียญทอง รวมทั้งสิทธิ์ในการเข้าร่วมการประลองรอบตัดสิน]
การประลองยุทธ์นี่ไม่เลวจริงๆ ด้วย แค่จัดการกับพวกขยะไปสิบคนเรื่อยเปื่อย ก็ได้รับค่าตบะสามพันแต้มแล้ว ต้องทราบไว้ว่าแม้จำนวนจะไม่สูง แต่ก็ไม่ธรรมดา!
นี่ยังเป็นเพียงการประลองรอบคัดเลือกเท่านั้น รอให้ถึงการประลองรอบตัดสินพรุ่งนี้ รางวัลจะต้องเจ๋งกว่านี้แน่นอน
หลังจากตรวจนับผลกำไรที่ได้รับจากศึกนี้เสร็จแล้ว จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามสาวน้อยชุดแดงที่ชื่อมู่เนี่ยนฉือว่า “แม่นาง ผู้น้อยขอเสียมารยาทถามสักหน่อย มู่อี้ท่านนั้น คงจะไม่ใช่บิดาของท่านสินะ”
มู่เนี่ยนฉือได้ยินแล้วอึ้งทันที “จอมยุทธ์น้อยเยี่ยทราบได้อย่างไร”
ถามอะไรเหลวไหล
ลองนึกถึงผู้ท้าชิงที่หน้าตาเหนือมนุษย์เหล่านั้นสิ พ่อแท้ๆ ที่ไหนจะวางกับดักลูกสาวสุดที่รักของตัวเองอย่างนี้
เพียงแต่ต่อให้เป็นบิดาบุญธรรม แต่ทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยหรือเปล่า
มู่อี้นั่นเป็นคนไร้คุณธรรม มารดาเจ้าเถอะ เปิดประตูให้คนไร้คุณธรรม คนไร้คุณธรรมบุกมาถึงบ้านแล้ว!
[1] ยามเฉิน 辰时 เวลา 07.00 – 08.59 น.
บทที่ 163
หลังจากออกจากดันเจี้ยนแล้วรอพักหนึ่ง สะพานสวรรค์น้อยก็ถูกส่งออกมาแล้วเช่นกัน
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ถามว่าผลงานของนางเป็นอย่างไร สะพานสวรรค์น้อยกลับอดเป็นฝ่ายบอกเล่าประสบการณ์การประลองของตัวเองอย่างมีชีวิตชีวาไม่ได้
สรุปก็คือขั้นตอนส่วนใหญ่เหมือนกับเยี่ยเว่ยหมิง นางบดขยี้คู่ต่อสู้ตลอดการประลอง นี่ก็เป็นสาเหตุที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้เป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน เพราะคู่ต่อสู้อ่อนหัดเกินไป อ่อนหัดจนไม่มีความท้าทายใดๆ ให้เอ่ยถึง แล้วยังจะมีอะไรน่าถามอีก
เพียงแต่น้องสาวคนนี้ต้องยืนหยัดต่อสู้มากกว่าเยี่ยเว่ยหมิง ตอนสู้กับ BOSS คนสุดท้ายเขาใช้ไปไม่เกินสามกระบวนท่า แต่ตอนนางสู้กับคู่ต่อสู้คนสุดท้ายนั้นใช้ไปเก้ากระบวนท่าเต็มๆ ถึงสังหาร BOSS ที่ชื่อเสิ่นชิงกังให้ตายคากระบี่ได้
ทั้งสองพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะตลอดทางตอนออกจากสังเวียน เมื่อเห็นท้องฟ้าใกล้มืด จึงเข้าไปเดินในเมืองเทียนจินเสียเลย
ขณะที่เดินอยู่นั้น สะพานสวรรค์น้อยก็อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “เป็นอย่างไรบ้าง การประลองยุทธ์เลือกคู่นั่น พี่สาวที่ชื่อมู่เนี่ยนฉือสวยมากไม่ใช่หรือ พี่ใหญ่เยี่ยเห็นแล้วเกิดความคิดอะไรบ้างหรือเปล่า”
“ข้ารู้สึกว่านางไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ” เยี่ยเว่ยหมิงตอบตามจริง “ผลปรากฏว่าพอลองถาม ก็พบว่านางไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ อย่างที่คิดไว้จริงๆ”
“ไม่ใช่กระมัง ท่านถามไปแล้วจริงหรือ” สะพานสวรรค์น้อยรู้สึกเพียงว่าต้องประเมินพี่ใหญ่เยี่ยคนนี้ใหม่ว่าสมองกลับด้านหรือเปล่า แต่ก็ซักไซ้ต่อทันทีว่า “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยคิดมาก่อน หากเจ้ามีคุณสมบัติสมัครเป็นลูกเขยเหมือนกัน เจ้าจะพยายามเพื่อแต่งงานกับนางหรือเปล่า”
“ไม่พยายามหรือ”
“ไม่หรอก!”
“จริงหรือ”
“จริงสิ!”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ แล้วบอกว่า “ในเกมที่มีพลังบวกขนาดนี้ ต่อให้แต่งงานรับกลับบ้านได้จริง แล้วข้าจะทำอะไรนางได้ล่ะ นำไปวางประดับเป็นแจกันดอกไม้เฉยๆ หรือ”
“หรือพูดได้อีกอย่างว่า หากเกมนี้ไม่ได้ประนีประนอมขนาดนั้น…”
“หยุดเลย เปลี่ยนประเด็นสนทนา” เยี่ยเว่ยหมิงกลอกตามองสะพานสวรรค์น้อย “หากพูดต่อก็จะล้ำเส้นแล้ว”
สะพานสวรรค์น้อยยิ้มบางๆ แล้วเปลี่ยนมาบอกว่า “ข้าอยากกินซาลาเปาหมาเมิน แล้วก็กินขนมเกลียวด้วย!”
“เป็นข้อเสนอที่ดีมาก ข้าชอบ!”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาเป็นประกายทันที เขาดีดนิ้วแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมามากว่า “ไม่ใช่แค่สองอย่างนี้นะ ที่จริงนครเทียนจินยังมีของกินเล่นขึ้นชื่ออีกไม่น้อย นอกจากซาลาเปากับขนมเกลียวยังมี…ยังมีอะไรอีกนะ ไม่สนแล้ว ถึงตอนนั้นไปถาม NPC ในพื้นที่เดี๋ยวก็รู้เอง ถึงอย่างไรวันนี้ข้าก็เลี้ยงเอง!”
“ไม่มีปัญหา!”
หลังจากพูดจาอย่างกล้าหาญชาญชัยอย่างนี้ออกไป เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกเสียใจทีหลังแล้ว
ซาลาเปาหมาเมินแบบต้นตำรับ ราคาลูกละหนึ่งเหรียญทอง หนึ่งเข่งสิบลูกราคาสิบเหรียญทอง เจ้ากล้าเชื่อไหมล่ะ
มองราคาที่ทำให้คนเห็นตากระตุกแวบหนึ่ง แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็เสนอว่า “เมื่อก่อนข้าได้ยินคนอื่นบอกว่า ซาลาเปาหมาเมินที่จริงแล้วก็มีดีแค่ชื่อเท่านั้น รสชาติยังสู้เสี่ยวหลงเปาไม่ได้เลย เอาอย่างนี้ไหม พวกเราไปชิมอย่างอื่นกันดีกว่า”
สะพานสวรรค์น้อยอดถามกลับไม่ได้ว่า “ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มาเทียนจินสักครั้ง ถ้าไม่ชิมซาลาเปาหมาเมินสักหน่อย เจ้าไม่รู้สึกว่าน่าเสียดายมากหรอกหรือ”
“จะว่าไปก็ใช่ เอามาชิมก่อนสองเข่งว่าเค็มหรือเปล่า” เยี่ยเว่ยหมิงตอบ
……
หลังจากนั้นห้านาที…
“พนักงาน เอามาอีกสองเข่ง!”
หลังจากนั้นสิบนาที…
“พนักงาน ห่อกลับอีกสองเข่ง”
ตอนที่ทั้งสองออกจากร้านซาลาเปา ก็ไม่คิดจะไปหาของกินอะไรที่อื่นแล้ว ค่าความหิวกลายเป็นศูนย์แล้ว หากกินอีกคงพุงกางแน่
ในกระเป๋าของพวกเขาเก็บซาลาเปาไว้คนละเข่ง กะว่าต่อไปจะค่อยๆ กินตอนหิว
รู้สึกได้ถึงความเย็นสดชื่นของลมราตรีที่พัดปะทะใบหน้า เยี่ยเว่ยหมิงแอบยิ้มเจื่อนในใจ เป็นอย่างที่คาดไว้ ทฤษฎีทำตรงข้ามกับสิ่งที่พูด ไม่ว่าตอนไหนก็ใช้ได้จริง เสียดายก็แต่เงินน้อยๆ ของฉัน
การใช้ชีวิตยามราตรีของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยวันนี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นรถไฟเล็กๆ ขบวนหนึ่ง เมื่อสรุปก็ได้คำพูดซ้ำเดิมว่า เดินกิน เดินกิน เดินกิน…
เคยมีคำกล่าวว่า ได้มาแล้วไม่ตอบแทนถือเป็นการเสียมารยาท
เห็นได้ชัดว่าสะพานสวรรค์น้อยไม่อยากเสียมารยาทกับเยี่ยเว่ยหมิง ดังนั้นเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเลี้ยงอาหารแล้ว นางก็เป็นฝ่ายขอเปิดห้องเอง
อย่าคิดไปในแง่นั้นนะ ในเกมที่มีความปรองดองและพลังบวกขั้นสุดเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรื่องสิบแปดบวกใดๆ เกิดขึ้น
เปิดห้องสองห้อง เยี่ยเว่ยหมิงหนึ่งห้อง สะพานสวรรค์น้อยหนึ่งห้อง
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงกลับมาถึงห้องแล้วก็เริ่มนั่งสมาธิฝึกกำลังภายใน ส่วนสะพานสวรรค์น้อยจะทำอะไรนั้น
ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!
ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกันเลยทั้งคืน พากันมาถึงสังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่ตั้งแต่เช้าตรู่ ยังคงมีผู้คนล้นหลามเหมือนเดิม บรรดา NPC ก็มีคุณสมบัติดีมากเช่นกัน หลีกทางให้ผู้เล่นเดินขึ้นสังเวียนเป็นเส้นตรง
ที่จริงแล้ว กติการโดยละเอียดของการประลองถูกส่งเข้ามาในแถบภารกิจบนหน้าอิสเตอร์เฟสของระบบตั้งแต่ตอนประลองรอบคัดเลือกจบแล้ว
กติกาโดยละเอียดมีดังนี้
1. ผู้ท้าชิงการประลองรอบตัดสิน จะต้องผ่านการต่อสู้โหมดแรงค์ 20 ครั้งก่อน
2. ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คุณก็ต้องสู้ 20 ยกนี้ให้เสร็จ หากยอมแพ้กลางคันจะถูกยกเลิกรางวัลประลอง สุดท้ายจะจัดอันดับตามคะแนน เพื่อเลือกผู้แข็งแกร่งแปดคน
3. ส่วนผู้ที่คะแนนอยู่หลังแปดอันดับลงมา ก็จะได้รับรางวัลประลองแตกต่างกันไปตามคะแนนตัวเอง (จากนั้นก็แยกย้ายกันไสหัวไปได้แล้ว)
4. หลังจากแปดผู้ท้าชิงผ่านการคัดเลือกเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าร่วมการแข่งรอบน็อกเอาต์สามรอบสุดท้าย (เลือกสี่คนจากแปดคน เลือกสองคนจากสี่คน รวมทั้งสู้รอบชิงชนะเลิศตอนสุดท้าย)
5. นอกจากผู้ชนะเลิศแล้ว รางวัลที่ได้ก็จะแตกต่างกันไปตามอันดับและเลเวล (จากนั้นก็ไสหัวไปได้)
6. ผู้ชนะเลิศส่วนหนึ่งจะได้รับรางวัลภารกิจพิเศษ และมีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจเนื้อเรื่องในตอนหลังต่อไป
7. สิทธิ์ทั้งหมดในการอธิบายกติกาของการประลองครั้งนี้เป็นของบริษัทวีรบุรุษ
กติกาของประลองพวกนี้ดูเหมือนซับซ้อน แต่สรุปรวดรัดได้ประโยคเดียว
Just do it! ก็แค่ทำมันซะ!
พอกระโดดขึ้นสังเวียน ก็เข้าสู่ดันเจี้ยนของการประลองนี้ทันที ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้เห็นชัดๆ ว่าคู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์หญิงสำนักเอ๋อเหมยที่หยาดเยิ้มคนหนึ่ง ดูเป็นคนอ่อนโยนนุ่มนวล เป็นแบบที่ผู้ชายเห็นแล้วชอบ
ตอนนี้ บิดาผีมู่อี้ที่เป็นกรรมการของสังเวียนประกาศเริ่มการประลองแล้ว
ศิษย์หญิงสำนักเอ๋อเหมยกำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง เยี่ยเว่ยหมิงกลับพุ่งมาข้างหน้าก่อนอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู
พเนจรสุดขอบฟ้า!
ไซซีกุมดวงใจ!
ฉึก!
ยกต่อไป…
ความจริงได้พิสูจน์แล้ว ว่าผู้เล่นที่เดินมาถึงจุดนี้ได้ล้วนมีฝีมืออยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากสู้ตัวต่อตัวกับ BOSS เล็กๆ ที่เฝ้าด่านอย่างเฉียนชิงเจี้ยนไม่ได้ พวกเขาก็ไม่ผ่านการประลองรอบคัดเลือกเช่นกัน
เพียงแต่ถึงอย่างไรผู้เล่นก็ยังเป็นผู้เล่น แม้จะมีข้อได้เปรียบด้านสติปัญญา การพลิกแพลงกลยุทธ์ แต่หากพูดถึงความอึดและพลังชีวิต กลับห่างชั้นกับ BOSS ไกลมาก
หลังจากผ่านการประลองรอบคัดเลือกเมื่อวานนี้มา ก็พิสูจน์ได้แล้วจุดหนึ่ง นั่นก็คือพลังโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงปลิดชีพ BOSS เล็กๆ บนการประลองรอบคัดเลือกได้!
หลังจากเล่นโหมดแรงค์เสร็จแล้ว เขาก็พิสูจน์ได้อีกอย่างหนึ่ง
นั่นก็คือทักษะยุทธ์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านกระบวนท่าหรือการเคลื่อนไหว ก็บดขยี้ผู้ท้าชิงรอบคัดเลือกได้โดยสมบูรณ์
บดขยี้ด้านฝีมือ บดขยี้ด้านค่าสเตตัส หากโจมตีก็สร้างผลปลิดชีพได้…
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สำหรับเขาถือว่าคู่ต่อสู้ทั้งโหมดแรงค์ไม่มีใครรับมือได้ยากเลย เขาสู้ได้เหมือนฟันแตงหั่นผักตลอดทาง หลับหูหลับตาเล่นไปยี่สิบรอบก็ประลองรอบคัดเลือกเสร็จแล้ว ในระหว่างนั้นไม่เจอยอดฝีมือใดๆ เลย
ทว่าการเล่นโหมดแรงค์ครั้งนี้ไม่เหมือนการประลองรอบคัดเลือกที่สู้เสร็จแล้วไปได้ แต่ต้องรอให้ผู้ท้าชิงทั้งหมดสู้เสร็จยี่สิบรอบก่อน ถึงจะประกาศอันดับตอนสุดท้าย
ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงที่สู้เสร็จก่อนก็ทำได้เพียงรอให้คนอื่นสู้เสร็จ พื้นที่ว่างด้านล่างสังเวียนนั้นมีจำกัด รองรับผู้เล่นที่เข้าร่วมประลองได้ไม่มากขนาดนั้น เมื่อผู้ท้าชิงสู้เสร็จก่อนเพื่อน ก็ทำได้เพียงรออยู่บนสังเวียนในดันเจี้ยนต่อไป
เยี่ยเว่ยหมิงนั่งขัดสมาธิบนพื้นเสียเลย ปรับสภาวะของตัวเองอย่างเงียบๆ
เรื่องราวดำเนินไปอย่างนี้ เวลาผ่านไปเกินครึ่งชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว หลังจากผ่านไปนานกว่านั้น เสียงแจ้งเตือนของระบบถึงได้ดังขึ้นข้างหู
[ติ๊ง! ยินดีด้วย คุณผ่านการเล่นโหมดแรงค์ของการประลองยุทธ์เลือกคู่ได้อย่างราบรื่น อันดับของคุณในโหมดแรงค์คืออันดับสอง ได้เข้าร่วมแข่งรอบน็อกเอาต์รอบถัดไป]
[ติ๊ง! อีกสามนาทีการแข่งรอบน็อกเอาต์กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในระหว่างนี้กรุณาปรับสภาวะของตัวเองให้เรียบร้อย สามารถดูรายชื่อและตารางการแข่งของแปดผู้ท้าชิงได้ที่แถบภารกิจของหน้าอินเตอร์เฟสระบบ]
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบที่รอมานาน มุมปากของเยี่ยเว่ยหมิงก็โค้งขึ้นมาด้วยความสนใจ
สาเหตุที่คู่ประลองก่อนหน้านี้อ่อนแอหมด คงเป็นเพราะยังไม่ได้เข้าสู่การประลองรอบตัดสิน
ส่วนการแข่งรอบน็อกเอาต์อีกสามยกถัดไป คงจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของงานประลองยุทธ์ใหญ่ครั้งนี้
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังมีความมั่นใจเต็มที่เช่นกัน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอันดับสองในโหมดแรงค์!
เดี๋ยวก่อนนะ!
อันดับสอง?
นี่มันเรื่องอะไรกัน
ฉันสู้ได้โหดขนาดนั้นมาตลอด ไม่น่าเชื่อว่าจะได้แค่อันดับสอง
แล้วอันดับหนึ่งคือใคร
บทที่ 164
อันดับหนึ่งของโหมดแรงค์คือใคร
สำหรับคำถามนี้ เยี่ยเว่ยหมิงขี้คร้านจะใช้เซลล์สมองของตัวเองไปครุ่นคิด เพราะในการแจ้งเตือนของระบบก็ได้บอกไว้แล้ว รายชื่อของแปดผู้ท้าชิงในโหมดแรงค์ ขอเพียงเปิดแถบภารกิจของหน้าระบบก็จะเห็นแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงเปิดดูแถบภารกิจด้วยความสงสัยและหงุดหงิดใจ เป็นอย่างที่คาดไว้ เขาเจอแปดรายชื่อของ ‘การประลองยุทธ์เลือกคู่’ ที่เขาต้องการแล้ว
รายชื่อมีดังต่อไปนี้
อันดับ 1: หนึ่งดาบสามเฉือน (สำนักดาบโลหิต)
อันดับ 2: เยี่ยเว่ยหมิง (สำนักมือปราบ)
อันดับ 3: ชงจินผิ่น (สำนักคงต้ง)
อันดับ 4: ฉิวเฉวียนติ้ง (พรรคจรัส)
อันดับ 5: เสวียนเสี่ยวปี่ (สำนักอู่ตัง)
อันดับ 6: สะพานสวรรค์คริสตัล (สำนักสุสานโบราณ)
อันดับ 7: เซียวเหยาถอนใจ (พรรคกระยาจก)
อันดับ 8: เจี้ยนเฟยเต้า (สำนักคุนหลุน)
หนึ่งดาบสามเฉือน!
ที่แท้ก็เป็นนาง!
พอนึกถึงเงาร่างสีแดงที่แฉลบผ่านข้างกายตัวเองกับสะพานสวรรค์น้อยไปเมื่อวาน ก็รู้สึกว่าเหมือนจะมีเพียงน้องสาวคนนี้ที่ท่าร่างสุดสง่างามขนาดนั้น ถึงได้ทำให้ทั้งสองรู้ตัวช้าไปหน่อย
หากเปลี่ยนเป็นผู้เล่นคนอื่นที่เยี่ยเว่ยหมิงรู้จัก ต่อให้เขาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้กำลังจับตาดู แต่อีกฝ่ายก็ทำไม่ได้ถึงขั้นนี้แน่นอน!
หากคู่ต่อสู้คือนาง เช่นนั้นมูลค่าที่แท้จริงจองของการประลองยุทธ์สนามนี้ก็เพิ่มขึ้นแล้ว!
เมื่อดูคู่ต่อสู้คนอื่นในสนามอีก ก็พบว่าอันดับของสะพานสวรรค์น้อยต่ำไปหน่อย ส่วนคนคุ้นเคยอย่างจอมยุทธ์ไก่อ่อนเสวียนเสี่ยวปี่ก็นับว่าเป็นความเซอร์ไพรส์เช่นกัน
ส่วนคู่ต่อสู้คนอื่นๆ…
ไม่น่าเชื่อว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะไม่รู้จักสักคน!
ชื่อเหล่านี้เขาไม่เพียงแค่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถึงขั้นว่าตอนเล่นโหมดแรงค์ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเห็นเลยสักคน
พอพูดแบบนี้ จำนวนผู้เล่นพื้นฐานที่เข้าร่วมงานประลองยุทธ์เลือกคู่ครั้งนี้ ก็เหมือนจะเยอะกว่าที่ตัวเองจินตนาการไว้มาก
น่าสนใจ!
และภายใต้รายชื่อ ก็เป็นตารางการแข่งรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เรื่องรายละเอียดก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ นั่นก็คืออันดับหนึ่งสู้กับอันดับแปด อันดับสองคู่กับอันดับเจ็ด แล้วก็เรียงลงมาเรื่อยๆ
คนที่อยู่อันดับบนๆ ก็ไม่มีอะไรให้บ่น ใครใช้ให้เจ้าอยู่อันดับต่ำล่ะ
เยี่ยเว่ยหมิงมองไล่ไปเรื่อยๆ จนเจอรายชื่อของตัวเอง คู่ต่อสู้ของเขาในศึกแรกก็คือเซียวเหยาถอนใจจากพรรคกระยาจก หลังจากชนะแล้วก็ต้องสู้กับชงจินผิ่น หรือไม่ก็สะพานสวรรค์น้อย สุดท้ายก็สู้กับคนที่เหมือนกับเขา เป็นผู้ชนะอีกคนที่เอาชนะต่อสู้สามคนได้ต่อเนื่องกันถึงจะได้มาทำศึกชิงชนะเลิศกับเขา
เวลาสามนาทีผ่านไปเร็วมาก วินาทีถัดมาเยี่ยเว่ยหมิงพลันพบว่าภาพตรงหน้าเปลี่ยนไป ที่แท้ตรงจุดที่เขานั่งอยู่ก็เปลี่ยนจากพื้นสังเวียนของดันเจี้ยนก่อนหน้านี้มาเปลี่ยนนอกดันเจี้ยนแล้ว เปลี่ยนมาเป็นหนึ่งในเก้าอี้แปดตัวที่เรียงกันอยู่ข้างสังเวียน
เก้าอี้แปดตัวนี้ถูกจัดไว้ติดผนังอีกด้านหนึ่งของสังเวียน ทำให้กลุ่มคนที่มาล้อมดูด้านนอกถูกกั้นออกด้วยสังเวียนนี้ และบนผนังด้านหลังเก้าอี้ทุกตัวก็แขวนป้ายหมายเลขตัวใหญ่เอาไว้
สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกกลุ้มใจ ก็คือบนป้ายหมายเลขที่อยู่ข้างหลังเขาเขียนอักษรคำว่า ‘สอง’ อันนุ่มนวลทว่าแข็งแกร่งเอาไว้ มันดึงดูดสายตาคนเป็นพิเศษ!
หันมองซ้ายมองขวา เยี่ยเว่ยหมิงถือโอกาสสังเกตผู้ท้าชิงคนอื่นๆ ในบรรดาแปดคนด้วย
ในจำนวนนั้น จอมยุทธ์ไก่อ่อนเสวียนเสี่ยวปี่พยักหน้าพลางอมยิ้มให้เขา นับว่าเป็นการทักทายแล้ว สะพานสวรรค์น้อยขยิบตาให้เขาเช่นกัน ส่วนคนอื่นๆ ก็ย่อมมีสีหน้าเย็นชา ทุกคนต่างก็ไม่รู้จักกัน ทำเหมือนไม่เห็นก็พอแล้ว
พอหันกลับไปอีกครั้ง กลับพบว่าหนึ่งดาบสามเฉือนที่อยู่อีกด้าน พอเห็นเขาแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ นางเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนว่า “ทำไมไปไหนก็เจอแต่เจ้าหมอนี่”
เยี่ยเว่ยหมิงพอได้ยินดังนั้นก็ตอบด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา “ขอร้องล่ะ! สองครั้งก่อนเจ้าเป็นฝ่ายมาหาข้าเองชัดๆ ไม่ใช่หรอกหรือ”
“แต่ครั้งนี้ข้าไม่อยากเจอเจ้าที่นี่จริงๆ เฮ้อ…” ขณะที่พูด สาวน้อยชุดแดงผู้น่ารักซุกซนคนนี้ก็ยังส่ายหน้าไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าวันนี้นางไม่ได้สนใจจะท้าสู้เยี่ยเว่ยหมิงจริงๆ
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงจู่ๆ ก็บอกว่า “จะว่าไปแล้ว สังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่อะไรนี่ ผู้เล่นที่เข้าร่วมประลองมีค่าตัวสูงมากไม่ใช่หรือ สะพานสวรรค์น้อยถือว่ามีความสามารถไม่เลวเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะได้แค่อันดับหกเท่านั้น”
หนึ่งดาบสามเฉือนได้ยินแล้วกลับส่ายหน้า “นี่เป็นปัญหาของกติกาการแข่งขัน ไม่อาจแสดงความสามารถที่แท้จริงของผู้ท้าชิงแต่ละคนได้โดยตรง”
“เพราะอะไร”
หนึ่งดาบสามเฉือนไม่ได้ตอบ เพราะตั้งแต่มู่อี้ประกาศว่าเริ่มการแข่งรอบน็อกเอาต์สนามแรก นางก็ถูกส่งจากเก้าอี้ออกไปอยู่กลางสังเวียนแล้ว ไปยืนคุมเชิงอยู่กับเจี้ยนเฟยเต้าที่อยู่อันดับแปด เข้าสู่สถานะต่อสู้แล้ว
เป๊ง!
หลังจากมู่เนี่ยนฉือเคาะเสียงฆ้องเป็นสัญญาณว่าการต่อสู้เริ่มขึ้น ดาบและกระบี่ในมือของทั้งสองก็ออกจากฝักพร้อมกัน จากนั้นก็เริ่มต่อสู้กันแล้ว
เมื่อเห็นหนึ่งดาบสามเฉือนปลดดปล่อยความสามารถเต็มที่ตอนต่อสู้อีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงก็แอบรู้สึกนับถือในการเคลื่อนไหวของนางเงียบๆ อย่างอดไม่ได้
ตอนที่สู้กับเยี่ยเว่ยหมิง เนื่องจากน้องสาวคนนี้กลัววิชาสละตนโจมตีของเขา เวลานางต่อสู้จึงไม่ทำเต็มที่ แต่ตอนนี้อยู่บนสังเวียน นางกลับแสดงลักษณะก้าวร้าวเผด็จการของสตรีแกร่งเหนือบุรุษออกมาหมด!
เป็นเคล็ดดาบตระกูลหูเช่นเดียวกัน แต่ยามแสดงทักษะนี้จากมือของนาง กลับแตกต่างกับเฟยอวี๋ไม่ใช่แค่ระดับเดียว
ใช้เพียงกระบวนท่าแรก กระบี่วิเศษในมือนางก็ฟันจนเคล็ดกระบี่ที่เดิมทีใช้ได้อย่างราบรื่นของเจี้ยนเฟยเต้าพลังทลายแล้ว
กระบวนท่าที่สอง ทำร้ายศัตรู
กระบวนท่าที่สาม เฉือนสังหาร!
เพียงสามกระบวนท่า การประลองสนามแรกก็จบลงแล้ว เนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในแผนที่ดันเจี้ยนอีกต่อไป กลุ่มคนมุงและผู้เล่นที่มาดูเอาสนุกอยู่ด้านล่างล้วนได้เห็นการแสดงออกอันยอดเยี่ยมของนาง หลังจากได้เห็นศักยภาพอันแข็งแกร่งของนางแล้ว ก็ส่งเสียงปรบมือและเสียงตะโกนให้กำลังใจนางอย่างไม่ตระหนี่เลยแม้แต่น้อย
หลังจากการต่อสู้จบลง เจี้ยนเฟยเต้าที่เป็นผู้แพ้ก็ถูกส่งลงมาอยู่ด้านล่างสังเวียนโดยตรง ส่วนหนึ่งดาบสามเฉือนก็กลับไปนั่งบนเก้าอี้หมายเลขหนึ่งที่เขียนตัวอักษร ‘ฟ้า’ อีกครั้ง นางหันกลับมาถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า “เมื่อครู่เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ”
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ตอบ เพราะรอบถัดไปเป็นเขาที่ต้องขึ้นไปต่อสู้
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงข้ามเยี่ยเว่ยหมิง เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาสดใสที่สวมชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือการแต่งกาย ก็ล้วนคู่ควรกับคำว่าเหมาะเจาะสง่างาม หลังจากเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็กุมหมัดคารวะอย่างไม่เสียมารยาท “เซียวเหยาถอนใจจากพรรคกระยาจก ฝากเนื้อฝากตัวด้วย”
หลังจากมองประเมินอีกฝ่ายศีรษะจดเท้าแวบหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดกึ่งหยอกล้อว่า “ดูจากท่าทางของเจ้า ไม่เหมือนศิษย์พรรคกระยาจกนะ”
เซียวเหยาถอนใจยิ้มเรียบๆ พร้อมกล่าวว่า “ข้าเป็นพวกแต่งกายสะอาดของพรรคกระยาจก หรือพูดได้อีกอย่างว่าสวมเสื้อผ้าที่ดูดีได้ แต่งกายให้งดงามได้”
เป๊ง!
ขณะที่พูด มู่เนี่ยนฉือก็ตีฆ้องทองแดงแล้ว เป็นสัญญาณว่าการต่อสู้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ!
ในเมื่อเริ่มต่อสู้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเปลืองคำพูดอีก ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ของเขาออกมาเสียเลย เริ่มโจมตีไปยังคอหอยของอีกฝ่ายด้วยท่าพเนจรสุดขอบฟ้า
ท่วายามเผชิญหน้ากับเคล็ดกระบี่อันดุดันของเยี่ยเว่ยหมิง เซียวเหยาถอนใจกลับก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยความเร็วปกติ หลังจากใช้มือขวาวาดเป็นวงแล้วก็ดันฝ่ามือออกมาหนึ่งครั้ง
“กรรร!…” เมื่อโจมตีออกมาหนึ่งฝ่ามือ ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดอันทรงพลังน่าตกใจ ขณะที่เสียงคำรามดังขึ้น บนพลังฝ่ามือก็ราวกับมีเงามายารูปมังกรกระโจนเข้ามาตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง!
แม่งเอ๊ย…นี่มันตัวอะไรกัน!
บทที่ 165
ฝ่ามือนี้ของเซียวเหยาถอนใจที่นำความตกตะลึงมาสู่เยี่ยเว่ยหมิง เมื่อเทียบกับประสบการณ์ตอนหนึ่งดาบสามเฉือนขึ้นสังเวียนครั้งแรก ตอนตัวเองทะลวงสามด่านต่อเนื่อง ตอนปลิดชีพถังซานไฉ่ ถือว่าฝ่ามือนี้น่าตกตะลึงยิ่งกว่า!
ตอนหนึ่งดาบสามเฉือนขึ้นสังเวียนครั้งแรก ก็แค่ทำให้เขาได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยมกว่าเท่านั้น
ทว่าฝ่ามือที่อยู่ตรงหน้านี้ กลับโจมตีกระบวนการรับรู้อันมั่นคงของเขาที่มีต่อ ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’!
ก่อนจะถึงวันนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเจอยอดฝีมือมาก็ไม่ใช่น้อยๆ ในจำนวนนั้นยังรวมหวงเย่าซือ สุดยอดผู้แข็งแกร่งเลเวลร้อยแปดสิบ จางซานเฟิงเลเวลสองร้อย หวงโส่วจุนที่ลึกล้ำเกินคาดเดา
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังรู้สึกวา ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เป็นฉากในยุทธภพที่มีฉากดาบและกระบี่สู้กัน
แต่พี่ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ พอเข้ามาก็ใช้ฝ่ามือเดียวเรียกพลังเป็นรูปมังกรได้เลย
เจ้าทำแบบนี้เท่ากับยกระดับโลกของจอมยุทธ์ไปถึงระดับโลกแฟนตาซีแล้ว
หรือว่าเดิมทีวิทยายุทธ์ระดับสูงของโลกนี้เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็น ก็เพราะพี่ใหญ่พวกนั้นยังไม่ลงมืออย่างจริงจังเท่านั้นเอง
ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัว แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการตอบสนองอันมีประสิทธิภาพของเยี่ยเว่ยหมิงแม้แต่น้อย
ขณะมองพลังฝ่ามือรูปมังกรเข้ามาประชิดตรงหน้า คิดว่าถ้าจะถอยหลบคงไม่ทันแน่นอน เยี่ยเว่ยหมิงจึงหมุนกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือทันที เปลี่ยนเป็นกวาดออกมาในแนวขวาง แต่กลับต้องหยุดใช้ ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ ไว้กลางคัน เปลี่ยนมาใช้หนึ่งในกระบวนท่าป้องกันของเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ เพื่อสกัดพลังฝ่ามือรูปมังกรของเซียวเหยาถอนใจไว้ไดอย่างหวุดหวิด
พรึ่บ!
คมกระบี่และพลังฝ่ามือปะทะกัน แต่กลับส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอันน่าตกตะลึง
ภายใต้การโจมตีนี้ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกได้ทันทีว่าพลังฝ่ามือของอีกฝ่ายนั้นดุดันทรงพลังถึงขีดสุด มันถ่ายทอดตามกระบี่อาญาสิทธิ์มาที่แขนของเขาราวกับผลักภูเขาพลิกทะเล แล้วก็ถล่มเข้ามาในร่างกายอีก ทำให้เขารู้สึกเจ็บหน้าอกอยู่พักหนึ่ง
พอมาคิดดูแล้ว หากก่อนหน้านี้เขาใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ปะทะซึ่งๆ หน้า จะต้องเสียเปรียบมากแน่นอน
หลังจากเปลี่ยนมาใช้ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ แล้ว ร่างกายก็ถอยหลังสามก้าวต่อเนื่องกันอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ละก้าวห่างกันประมาณครึ่งจั้ง หลังจากผ่านไปสามก้าว ตัวเองก็อยู่ใกล้สังเวียนแล้ว!
แต่การถอยแล้วถอยอีกของเขาครั้งนี้ ช่วยลดพลังอันดุดันของอีกฝ่ายได้พอดี แต่กลับทนรับพลังฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่ายไม่ได้
เมื่อยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงมองไปยังยอดฝีมือพรรคกระยาจกที่แต่งกายเรียบร้อยหมดจดอีกครั้ง ในดวงตาเขากลับฉายแววตกตะลึงอย่างที่ปิดบังได้ยาก!
อานุภาพฝ่ามือของเขาก่อนหน้านี้ แม้จะไม่ได้องอาจห้าวหาญเท่ากับฝ่ามือของชวีหลิงเฟิง แต่กลับต่างจากอวี๋ชางไห่เวอร์ชั่นอ่อนแอไม่มาก!
อวี๋ชางไห่คือใครกัน
ประมุขของชิงเฉิง เป็นเจ้าสำนักเชียวนะ!
ต่อให้เป็นเวอร์ชั่นถูกตัดความเป็นชายทิ้งเมื่ออยู่ในโหมดภารกิจ แต่นั่นก็คือการดำรงอยู่อันน่าหวาดกลัวสำหรับผู้เล่นในปัจจุบันที่ยังห่างชั้นจนตามไม่ทันอยู่ดี!
ศิษย์พรรคกระยาจกที่สงบเสงี่ยมคนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะแสดงศักยภาพออกมาได้น่าหวาดกลัวขนาดนี้ ความแข็งแกร่งของเขาไม่เป็นรองหนึ่งดาบสามเฉือนเลย!
ทว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงตกใจ ในใจของเซียวเหยาถอนใจนั้นตกใจยิ่งกว่าเขาเสียอีก!
ต้องทราบไว้ว่าในการตั้งค่าของเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เมื่อเปลี่ยนท่ากลางคันจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงเยอะมาก!
และหากจะอธิบายให้ละเอียด ก็ยังเป็นเพราะการตั้งค่าตอนเปลี่ยนสกิลในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’
หลังจากผู้เล่นอัปสกิลรายการใดก็ตามจนถึงเลเวลห้า ก็จะอยู่ในระดับที่เรียกว่า ‘ควบคุมได้อย่างยืดหยุ่น’ เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ถึงจะทำได้อย่างเยี่ยเว่ยหมิงที่ตะลีตะลานเปลี่ยนจากกระบวนท่าหนึ่งไปสู่อีกกระบวนท่าหนึ่งได้
แน่นอน ถ้าอยากจะทำให้ได้เหมือนเขาก่อนหน้านี้ ก็ต้องสลับระหว่างสองวิทยายุทธ์ที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว ทั้งยังต้องอัปเลเวลของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ไม่ให้ต่ำกว่าเลเวลห้าทั้งคู่ด้วย
หากเพิ่มเคล็ดกระบี่ฉวนเจินให้ถึงเลเวลห้า ก็จะหยุดใช้กลางคันได้ทุกเมื่อ หากเพิ่มเคล็ดกระบี่มังกรร่อนล่อหงส์ให้ถึงเลเวลห้า ก็จะบังคับใช้งานมันได้เช่นกัน
ขณะที่บังคับใช้งานมัน เมื่อเปลี่ยนท่ากะทันหัน ประสิทธิภาพก็จะอ่อนแอลงเยอะมาก แต่หากสกิลที่บังคับใช้งานยิ่งมีเลเวลสูง การลดทอนประสิทธิภาพก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน
แต่ต่อให้เพิ่มวิทยายุทธ์จนถึงเลเวลสิบซึ่งเป็นระดับสมบูรณ์แล้ว หลังจากเปลี่ยนกระบวนท่ากะทันหัน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กระบวนท่าได้มีประสิทธิภาพเหมือนตอนยังไม่เปลี่ยน
เหมือนกับที่เยี่ยเว่ยหมิงหยุดใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กลางคันแล้วบังคับใช้เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ แทนก่อนหน้านี้ การแสดงประสิทธิภาพออกมาได้สามถึงสี่ส่วนจากตอนปกติก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
อย่างไรเสีย ตอนนี้เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ของเขาก็เพิ่งถึงเลเวลหกเท่านั้นเอง!
เซียวเหยาถอนใจย่อมไม่รู้ถึงเลเวลเคล็ดกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างละเอียด แต่หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนท่ากะทันหัน แล้วยังรับฝ่ามือที่ใช้ออกมาเต็มพลังของเขาได้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย จากจุดนี้ก็มองออกแล้วว่าศักยภาพที่แท้จริงของเยี่ยเว่ยหมิงเหนือกว่าเขาแน่นอน ถึงขั้นสูงกว่าเขาเยอะด้วย!
อย่างไรเสีย เมื่ออยู่ในสถานการณ์อย่างเมื่อครู่นี้ เขากลับทำไม่ได้แม้กระทั่งโจมตีให้อีกฝ่ายอยู่ในสถานะถูกควบคุมและเสียค่าพลังชีวิต
ต้องทราบไว้ว่า เขาใช้สุดยอดวิชาอันเลื่องชื่อของยุทธภพอย่าง สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร (ขาดสิบจ็ดฝ่ามือ) เชียวนะ!
เห็นได้ชัดว่าเซียวเหยาถอนใจคนนี้เป็นตัวละครโหดและเด็ดขาด พอโจมตียังไม่สำเร็จ ก็รีบก้าวตามขึ้นมาทันที จากนั้นใช้มือขวาวาดเป็นวงแล้วถล่มพลังรูปมังกรออกมาหนึ่งฝ่ามือ
ยังเป็นส่วนผสมเดิม ยังเป็นรสชาติที่คุ้นเคย
หลังจากผ่านการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้ว เซียวเหยาถอนใจก็แทบจะตัดสินได้ว่าศักยภาพโดยรวมของเยี่ยเว่ยหมิงบดขยี้เขาได้แน่นอน หากเยี่ยเว่ยหมิงคุมสถานการณ์นี้ได้มั่นคงเมื่อไร เขาก็จะหมดหวังในชัยชนะแล้ว!
โอกาสเพียงอย่างเดียวของเขาก็คืออาศัยเคล็ดฝ่ามือที่เป็นสุดยอดวิชาอันเผด็จการนี้บีบเยี่ยเว่ยหมิงให้ลงสังเวียนในอึดใจเดียว พยายามใช้เคล็ดฝ่ามือต่อไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความได้เปรียบของฝ่ามือที่โจมตีออกไปก่อนหน้านี้เป็นพื้นฐาน
อะไรนะ เจ้าบอกว่าโจมตีสังหารหรือ
อย่าพูดเหลวไหล!
ขนาดเมื่อครู่นี้ยังทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเสียค่าพลังชีวิตไม่ได้ นับประสาอะไรกับตอนนี้
ทว่าเยี่ยเว่ยหมิงที่เตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว มีหรือที่จะถูกควบคุมได้ง่ายขนาดนั้น หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ไม่ทันตั้งตัว เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้สุขุมเยือกเย็นขึ้นเยอะมาก เขาส่งกระบี่อาญาสิทธิ์ในมือออกไปเบาๆ ใช้ความเร็วปกติรับมือกับฝ่ามือที่ทำให้คนหลบไม่พ้นของอีกฝ่าย จากนั้นก็ถือโอกาสก้าวไปด้านข้างสองก้าว ขจัดประสิทธิภาพของฝ่ามือนี้ให้หายไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นสุดยอดกระบวนท่าอันน่าภูมิใจของตัวเองถูกเยี่ยเว่ยหมิงทำลายง่ายดายขนาดนี้ เซียวเหยาถอนใจก็แอบตระหนก เขาเคยคิดว่าหากโจมตีซ้ำด้วยกระบวนท่าเดิม ผลลัพธ์คงไม่ดีเท่าใช้ครั้งแรกแน่นอน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าความแตกต่างระหว่างครั้งแรกกับครั้งที่สองจะแตกต่างกันมากขนาดนี้!
ฝ่ามือสุดแข็งแกร่งที่โจมตีจนเยี่ยเว่ยหมิงจนตรอกก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับถูกอีกฝ่ายกำจัดทิ้งได้อย่างง่ายดาย ถึงขั้นว่าไม่มีผลควบคุมเลยแม้แต่น้อย อีกฝ่ายควรจะถอยไปตรงไหนก็ถอยไปตรงนั้น แล้วยังอยากจะอาศัยฝ่ามือนี้บีบให้อีกฝ่ายลงสังเวียนอีกหรือ
เห็นได้ชัดว่าคิดมากเกินไปแล้ว!
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เซียวเหยาถอนใจก็ไม่มีหนทางอื่นแล้วเช่นกัน ขณะมองเยี่ยเว่ยหมิงถอยออกไปอย่างไม่สะทกสะท้าน เขากลับทำได้เพียงก้าวขึ้นมาอีกก้าว แล้ววาดฝ่ามือเหมือนเดิมถล่มออกมาอีกครั้ง
แม้ในใจเยี่ยเว่ยหมิงจะสงสัยว่าทำไมเจ้าหมอนี่ถึงใช้แต่ท่านี้ แต่มือกลับใช้ท่าของเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ กำจัดพลังฝ่ามือของเขาอีกครั้ง จากนั้นกวาดมองหน้าสกิลขอตัวเองแวบหนึ่ง ทำให้ตาเป็นประกายทันที
เขาเพิ่งจะรับมือกับฝ่ามือของอีกฝ่ายไปสองครั้ง แต่ค่าประสบการณ์ของ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ดันเพิ่มพรวดขึ้นสองร้อยกว่าแต้มแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงที่เหมือนได้ค้นพบโลกใหม่เผยรอยยิ้มตื่นเต้นบนใบหน้า แม้แต่สายตาที่มองเซียวเหยาถอนใจก็เปลี่ยนไปแล้ว
พี่ชายคนนี้อย่างเจ๋ง!
นี่มันคู่ต่อสู้อะไรกัน นี่เป็นสุดที่รัก EXP ชัดๆ!
หากต่อสู้กันไปอย่างนี้สามถึงห้านาที เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ของเขาจะอัปเลเวลได้หรือเปล่า
พอนึกถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงแทนที่จะรีบฉวยโอกาสโต้ตอบ แต่กลับกวาดกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาในแนวขวางอย่างไม่รีบร้อน “น่าสนใจ ทำต่อไปสิ!”
ทว่าเซียวเหยาถอนใจได้ยินแล้วกลับใช้สองเท้าแตะพื้น พอลอยออกไปไกลประมาณหนึ่งจั้ง ก็กุมหมัดคารวะเยี่ยเว่ยหมิง “ไม่ต้องสู้แล้ว ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า ยอมแพ้จากใจจริง”
พอพูดจบ ก็ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงแสดงท่าที หันตัวกระโดดลงจากสังเวียนไปเลย กล่าวได้ว่าแพ้อย่างสง่างาม
แม่งเอ๊ย หลงดีใจไปฟรีๆ!
กลับมานั่งบนเก้าอี้ผู้ท้าชิงหมายเลขสองอีกครั้ง หนึ่งดาบสามเฉือนที่นั่งอยู่ข้างกันกลับถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความรู้สึกขำขัน “เป็นอะไรไป รู้สึกว่าแรงกดดันจากสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรช่วยให้เจ้าฝึกทักษะยุทธ์ เลยคิดจะสู้ต่ออย่างนั้นหรือ”
“นั่นคือสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “น่าเสียดายที่เจ้าหมอนั่นยอมแพ้ง่ายเกินไปแล้ว แม้แต่จะพยายามอีกสักหน่อยก็ไม่ยอม ไหนจะกระบวนท่าเดียวที่เขาใช้ซ้ำไปซ้ำมาอีก ใช้แค่นั้นก็พอแล้ว”
“เจ้าเข้าใจเขาผิดไปแล้วจริงๆ” หนึ่งดาบสามเฉือนกล่าวว่า “สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรเป็นสุดยอดวิชา จะเรียนรู้ได้ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร เขาเรียนได้ฝ่ามือเดียวก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เจ้าหวังจะให้เขาเรียนให้ครบสิบแปดฝ่ามือเชียวหรือ…
…ส่วนที่บอกว่าทำไมเขาไม่สู้กับเจ้าต่ออีกสักหน่อย ข้าคิดว่ากำลังภายในของเขาคงใกล้หมดแล้วกระมัง…
…ถึงอย่างไร เคล็ดฝ่ามือสุดโหดอย่างสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรก็สิ้นเปลืองกำลังภายในสุดๆ อยู่แล้ว การที่เขาโจมตีได้สามฝ่ามือต่อเนื่องกัน ก็ถือว่ามีกำลังภายในเยอะมากแล้ว เจ้าอย่าหวังมากไปหน่อยเลย”
หนึ่งดาบสามเฉือนยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างแน่ใจมากว่า “ขอเพียงกำลังภายในของเขาเพิ่มขึ้นอีกหน่อย หรือมีสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรท่าที่สองอีก เขาคงไม่ถึงขั้นอยู่อันดับรองที่โหล่หรอก”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วแบมือยักไหล่ “จะว่าไปก็ใช่”
ในตอนนี้เอง หนึ่งดาบสามเฉือนกลับเอ่ยถึงเรื่องเก่าอีกครั้ง “ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าถามข้า ว่าทำไมอันดับในโหมดแรงค์ถึงเป็นตัวแสดงถึงศักยภาพที่แท้จริงของบรรดาผู้ท้าชิงไม่ได้…
…ตอนนี้ข้าเข้าใจประเด็นนี้แล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นบอกว่า “ถึงอย่างไรการจัดโหมดแรงค์ก็มีปัญหาในตัวมันเองอยู่แล้ว ยอดฝีมือของสำนักที่ทำดาเมจได้สูง เมื่ออยู่ในการประลองแบบนี้ก็ได้ตักตวงผลประโยชน์ไปเยอะมาก ดังนั้นในบรรดาแปดคนนี้ถึงไม่มีสำนักที่ความรู้พื้นฐานด้านป้องกันสูงอย่างเส้าหลิน แม้แต่อู่ตังก็มีแค่เสวียนเสี่ยวปี่คนเดียว…
…นั่นก็เป็นเพราะว่า สำนักที่ทำดาเมจได้ช้าเสียเปรียบมากในกติกาการประลองแบบนี้”
ขณะที่พูด ผู้ท้าชิงอีกสองคนของกลุ่มสามก็ถูกส่งไปในสังเวียนแล้ว เมื่อเห็นเงาร่างอันอ่อนช้อยงดงามของสะพานสวรรค์น้อยกำลังยืนถือกระบี่ มุมปากเยี่ยเว่ยหมิงก็โค้งยิ้มอย่างภูมิใจ “สำหรับจุดนี้ อีกเดี๋ยวสะพานสวรรค์น้อยก็ใช้ร่างกายตัวเองพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว”
“แต่จะว่าไปแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายหรือปล่า ถ้าออกไปจากตรงนี้ไม่ได้ ข้าก็คิดว่าจะลองหาแถวๆ นี้ดูสักหน่อยว่าข้างล่างสังเวียนเปิดโต๊ะเดิมพันหรือเปล่า หากมีข้าคงหารายได้พิเศษได้สักก้อน!”