ตรงฝั่งตะวันตกของเมืองฝูโจวมีป่าไผ่ผืนหนึ่ง พืชพรรณในป่าเขียวชอุ่ม ทิวทัศน์ไม่ถือว่างดงามสักเท่าไรนัก แต่ในป่ากลับเผยพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุดโดยธรรมชาติ
โช้ง! เช้ง! โช้ง…
ในป่าไผ่มีเสียงอาวุธกระทบกันถี่ๆ เป็นจังหวะดังออกมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง เด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดเฟยอวี๋กำลังถือกระบี่ชิงจู๋โจมตีลูกธนูหน้าไม้ที่ยิงเข้ามาจากองศาที่คาดเดาไม่ได้
ภายในเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที คู่ต่อสู้ของเขาก็ยิงลูกธนูหน้าไม้หลายร้อยดอกเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่กลับไม่มีดอกไหนฝ่าวงล้อมกระบี่สามฉื่อรอบกายเขาได้เลยสักคน
“ไม่สู้แล้ว!”
หลังจากลูกธนูหน้าไม้ชุดละหกดอกที่ยิงเข้ามาถูกดีดออกนับครั้งไม่ถ้วน โหยวโหยวก็เติมกระสุนที่เป็นลูกธนูหน้าไปอย่างใจเย็น พลางบอกว่า “ข้าไม่ใช่คู่ของสู้ของเจ้าตั้งนานแล้ว แต่เจ้าก็ดึงดันจะประลอง แต่สิ่งนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าศักยภาพของเจ้าก้าวหน้ากว่าตอนแรกเยอะมาก ทำให้คนต้องมองด้วยสายตาใหม่จริงๆ”
“ที่จริงเจ้าก็ก้าวหน้ามากเหมือนกัน” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวตามความจริง “ตัวเจ้าในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นพลัง ความเร็ว หรือความแม่นยำของลูกธนูหน้าไม้ ก็ล้วนก้าวหน้าจากเมื่อก่อนมาก”
“และถ้าจะให้ข้าเดา เจ้ายังมีทักษะอื่นที่ยังไม่ได้แสดงให้เห็นอีกแน่นอน”
“เจ้าเดาออกด้วยหรือ” โหยวโหยวได้ยินแล้วอึ้ง
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย “เพราะก่อนหน้านี้เจ้าแสดงทักษะหลายอย่าง แต่ไม่มีอะไรสอดคล้องกับรางวัลภารกิจระดับห้าดาวเลย”
ก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่าโหยวโหยวต้องเสี่ยงอันตรายที่สุด ถึงทำภารกิจ ‘หน้าไม้เทพจูเก๋อ’ สำเร็จ หากรางวัลเป็นเพียงสิ่งที่นางเพิ่งแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ เช่นนั้นสำนักถังซานก็หลอกลวงกันเกินไปแล้ว
ครั้งนี้โหยวโหยวใช้เวลาเติมลูกธนูหน้าไม้นานกว่าเมื่อก่อน หลังจากผ่านไปสี่วินาทีถึงได้เติมเสร็จ “ที่จริงหลังจากบอกลากันครั้งก่อน ผลประโยชน์ที่ข้าได้รับมากที่สุดก็คือ ได้ฝึกทักษะ ‘วิชาชุบพิษ’ ระดับกลางของสำนักล่วงหน้า ต้องใช้เวลาหนึ่งวินาทีเพื่อชุบพิษให้อาวุธลับ จากนั้นตอนยิงลูกธนูหน้าไม้ออกไปก็จะติดดาเมจธาตุพิษ”
“เพียงแต่ถ้าจะทำให้เป้าหมายโดนพิษ ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ก่อนว่าจะยิงถูกเป้าหมายหรือเปล่า ในการประลองก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าข้าทำไม่ได้”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าแล้วหันไปมองคนอื่นๆ
ตอนนี้ฝ่ามืออัสนีบาตของซานเย่ว์กำลังฝึกได้ดีในระดับหนึ่ง ตอนลงมือน่าทึ่งมาก กอปรกับเสียงพึมพำในปาก ก็ยิ่งแยกแยะจริงเท็จได้ยาก อานุภาพไม่ธรรมดาเลย อาศัยแค่เคล็ดฝ่ามือชุดนี้ นางก็รับวิชากระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงได้เจ็ดกระบวนท่า
โหยวโหยวเป็นคนที่สองที่ลงมือ เป็นการประลองอย่างมีมิตรภาพเช่นกัน เมื่อครู่เพิ่งประลองจบไป
เมื่อผ่านสองสาวไปแล้ว สายตาเยี่ยเว่ยหมิงก็ไปหยุดอยู่บนตัวถังซานไฉ่ อีกฝ่ายรีบโบกมือ “พวกเราไม่ต้องประลองแล้วกระมัง เมื่อวานเพิ่งจะร่วมมือกันต่อสู้เอง ศักยภาพของข้าตอนนี้ มีแค่ความว่องไวเพิ่มยี่สิบแต้ม กับท่าร่างเพิ่มสิบแต้มเท่านั้น ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอยู่แล้ว”
ดูท่าแล้วโบนัสสเตตัสของวิชาห่านทองจะคล้ายกับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เพียงแต่ค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นไม่เหมือนกัน เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า ในที่สุดสายตาก็ไปหยุดอยู่บนตัวเฟยอวี๋ที่ดูชอบหาเรื่องทะเลาะที่สุด
เมื่อเห็นสายตาของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ก็ชักกระบี่ยาวออกมาทันที “แม้จะรู้ว่าเจ้าเก่งกาจ แต่ข้าก็ยังอยากจะลองเอาชนะเจ้าดูสักหน่อย เลิกใช้เคล็ดกระบี่ป้องกันชุดนั้นของเจ้าได้แล้ว พวกเรามาสู้กันอย่างตรงไปตรงมาดีกว่า ดูว่าศักยภาพใครจะเหนือกว่า!”
“ได้!”
เมื่อพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่เปลืองน้ำลายแล้ว แสดงสกิล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่เพิ่งเรียนรู้ออกมา ชิงโจมตีก่อนแล้ว
ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ทักษะยุทธ์ทุกวิชาที่ผู้เล่นมี ถึงขั้นเวลาอัปเลเวลทักษะยุทธ์บางวิชา ก็ล้วนมีการตระหนักรู้เกิดขึ้นมากมาย ความรู้สึกตระหนักรู้พวกนี้ จะว่าไปแล้วก็ดูลี้ลับ เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงเดาว่า มีความเป็นไปได้สูงว่าระบบจะกรอกความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับทักษะยุทธ์เข้าไปในสมองผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อคลื่นสมองในแคปซูลถนอมร่างกาย
ก็เหมือนกับตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ สู้กับศัตรูเป็นครั้งแรกแท้ๆ แต่กลับทำให้คนรู้สึกเหมือนเป็นยอดฝีมือที่ฝึกมาหลายปี ส่วนสถานการณ์ของเฟยอวี๋ก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน
เคล็ดวิชาดาบที่เฟยอวี๋ใช้นั้นเลเวลไม่ต่ำ ฝึกเคล็ดวิชาดาบนี้ได้ในระดับดีพอสมควร แต่ช่วยไม่ได้ที่ศักยภาพของเยี่ยเว่ยหมิงเติบโตขึ้นทุกด้าน แม้จะไม่ได้มีความได้เปรียบด้านกระบวนท่า แต่ความได้เปรียบด้านค่าสเตตัสกลับบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามได้เลย
ถ้าแข่งเรื่องพละกำลัง เยี่ยเว่ยหมิงเหนือกว่า!
ถ้าแข่งเรื่องความเร็ว เยี่ยเว่ยหมิงเร็วกว่า!
ทุกครั้งที่อาวุธกระทบกัน คมกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงจะสะเทือนไปครึ่งชุ่น ส่วนดาบของเฟยอวี๋ก็พังไปครึ่งฉื่อ!
แบบนี้ใครจะไปรับไหว
หลังจากดันทุรังรับมือกับเยี่ยเว่ยหมิงแปดกระบวนท่า เฟยอวี๋ก็ถูกบีบจนเกิดช่องโหว่มากมาย กระบวนท่าที่เก้าต่อนจากนั้น กระบี่ชิงจู๋ของเยี่ยเว่ยหมิงก็มาจ่ออยู่ตรงคอของเขาแล้ว
ตัดสินแพ้ชนะได้แล้ว!
พอชักกระบี่กลับมา เยี่ยเว่ยหมิงก็แสดงความเห็นเหมือนก่อนหน้านี้ “เคล็ดวิชาดาบของเจ้ามีกระบวนท่าอัศจรรย์มาก อานุภาพไม่ธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะข้าได้เปรียบด้านค่าสเตตัส หากอยากเอาชนะเจ้าก็คงไม่ง่าย”
แม้ภายนอกเฟยอวี๋จะดูเหมือนไม่พอใจมากมาตลอด แต่หลังจากเอาชนะอีกฝ่ายได้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้กล่าวเยาะเย้ย กลับอธิบายแทนเขาอย่างไว้หน้ามากด้วยซ้ำ
แต่คำอธิบายพวกนี้เมื่อเข้ามาอยู่ในหูของเฟยอวี๋ กลับเสียดแทงหูเป็นพิเศษ
เนื่องจากสาเหตุบางอย่างที่บอกใครไม่ได้ นั่นก็เพราะเขาให้ความสำคัญกับคำเรียกศิษย์พี่ใหญ่สำนักมือปราบเทพ หรือไม่ก็ตำแหน่งผู้นำท่ามกลางผู้เล่นของสำนักมือปราบเทพมาก ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเจอกันเป็นครั้งที่สอง เฟยอวี๋ก็แสดงออกถึงความเย่อหยิ่งต่างจากตอนที่เจอกันครั้งแรกมาก
ถึงขั้นเป็นฝ่ายท้าทายเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ก่อน
ความคิดของเขาก็เหมือนกลยุทธ์การบริหารคนในองค์กรแบบทั้งให้รางวัลและลงโทษ โจมตีคู่ต่อสู้สองคนนี้ให้ยอมจำนนก่อน แย่งตำแหน่งผู้นำภารกิจครั้งนี้มาไว้ในมือ จากนั้นในระหว่างทำภารกิจค่อยให้พวกเขารับผลประโยชน์ไปบางส่วน ให้พวกเขาได้รู้ว่าหากทำงานร่วมกับเขา ก็จะได้กินดีอยู่ดี
ไปๆ มาๆ ตำแหน่งของศิษย์พี่ใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นมาอย่างนี้แล้ว
ทว่า สิ่งที่ทำให้เขานึกไม่ถึงก็คือ แผนการของเขาเพิ่งจะเริ่มขึ้น แต่ก็ต้องประกาศล้มเลิกอย่างนี้แล้ว
เฟยอวี๋แสดงความเจ้าเล่ห์โดยการแข่งเรื่องข้อมูล อีกฝ่ายจึงนำข้อมูลเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับภารกิจออกมาเสียเลย
และในการประลองศักยภาพที่แท้จริงโดยอาวุธจริง ก็ถูกอีกฝ่ายบดขยี้ด้านค่าสเตตัสทุกด้านเลย!
ตอนนี้พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงใช้น้ำเสียงเหมือนอาจารย์ชี้แนะลูกศิษย์ ก็ไม่ต้องพูดถึงความกลัดกลุ้มในใจเฟยอวี๋เลย แต่เขาก็ดันทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้อีก
อย่างไรเสีย ยุทธภพก็คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งได้เป็นใหญ่
คนอ่อนแอไม่มีอำนาจ
สำหรับการสั่งสอนจากเยี่ยเว่ยหมิง เขาทำได้เพียงฟังอย่างว่านอนสอนง่าย!
เมื่อจัดการเฟยอวี๋ได้แล้ว สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ไปหยุดอยู่บนตัวเทพธิดาน้อยที่ซานเย่ว์พามาด้วยกัน เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากอีกฝ่ายได้เห็นถึงความสามารถของเขาแล้ว ก็จะเป็นฝ่ายยอมแพ้เหมือนถังซานไฉ่ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าน้องสาวคนนี้จะชักกระบี่ออกมาอย่างองอาจห้าวหาญ หลังจากตวัดดอกกระบี่อย่างสบายมือ ก็พลิกมือกุมด้ามกระบี่ไว้ ขณะเดียวกันก็ใช้มือซ้ายกดไว้บนมือขวาที่กุมกระบี่ กุมหมัดคารวะเยี่ยเว่ยหมิง “พี่ใหญ่เยี่ยได้โปรดชี้แนะ”
เมื่อพูดจบ ก็ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงตอบอะไร ปลายเท้าพลันแตะพื้น ตัวเดินไปตามกระบี่ พุ่งกระบี่ไปจ่อคอหอยของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างสง่างาม
มาได้ดี!
เยี่ยเว่ยหมิงตั้งใจจะฝึกเคล็ดกระบี่ฉวนเจินสักหน่อย จึงส่งท่า ‘กางใบเรือ’ ออกไป แต่กลับคาดไม่ถึงว่าสาวน้อยสะพานสวรรค์คริสตัลจะบิดเอวอ่อนช้อย พลันกดกระบี่ในมือให้ต่ำลง ไม่น่าเชื่อว่าขณะที่หลบคมกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิง ก็แทงกระบี่เล่มหนึ่งลงมาที่ใต้รักแร้ของเขาด้วย
ท่านี้ของนางยอดเยี่ยมเกินไปจริงๆ ตอนที่ได้เห็นอีกฝ่ายออกกระบวนท่า คำว่า ‘กางใบเรือ’ ที่ปรากฏในหัวเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนไป แต่กลับพบว่าไม่มีสิ่งใดสามารถต้านการแทงแนวตรงที่ดูเหมือนเรียบง่ายธรรมดาของนางได้เลย!
เป็นพลังสายตาที่น่าทึ่งมาก เป็นท่ากระบี่ที่ร้ายกาจมาก!
อย่าบอกนะว่าสาวน้อยที่มีออร่าเทพเซียนเต็มเปี่ยมคนนี้ จะเป็นนักกังฟูตามตำนานในชีวิตจริง
บทที่ 62
ไม่ว่าจะเป็นเกมไหน เรื่องที่จะทำให้ยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แบบก็เป็นไปไม่ได้
คนรวยกับคนจน คนมีพรสวรรค์กับคนไม่มีพรสวรรค์ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งความพยายามเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน
เมื่อนานมาแล้วในอดีต ยุคที่เกมยังอยู่ต้องใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ทุกคนล้วนแข่งความเร็วมือ และมือของคนบางคนก็เร็วกว่ามือคนอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นคนที่ฝึกดีดเปียโนมาตั้งแต่เด็ก ผู้เล่นใหม่ที่เป็นคนธรรมดาทั่วไปย่อมเทียบไม่ติดอยู่แล้ว
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านเปียโนจริงๆ ก็แทบจะไม่มีใครเปลี่ยนอาชีพมาเล่นเกมเลย
ทว่ายังมีคนประเภทหนึ่งที่ใช้มือได้เร็วมาก นั่นก็คือชายโสดโอตาคุ พวกเขาต่างหากที่เป็นตัวหลักในโลกแห่งเกมยุคนั้น ขอเพียงบำรุงให้ถูกโภชนาการ…แค่กๆ
พูดนอกประเด็นไปไกลแล้ว เมื่อเข้าสู้ยุคเกมเสมือนจริงในยุคนี้ พื้นฐานที่ทำให้มีความได้เปรียบที่สุดก็คืออาชีพนักกังฟู ในชีวิตจริงอีกฝ่ายฝึกทักษะการต่อสู้ต่างๆ มาเป็นปี ในเกมแม้ทักษะการต่อสู้เหล่านี้จะมาแทนที่ทักษะที่กำหนดไว้เป็นพิเศษและมีโบนัสดาเมจไม่ได้ แต่สำหรับพลังสายตา ความตระหนักรู้และในอีกหลายๆ ด้าน ผู้เล่นทั่วไปก็เทียบได้ยากมาก
คนที่ได้ทักษะกังฟู ไม่แน่ว่าต่อให้เลือกอาชีพอะไรก็ยังจับพาลาดินแขวนแล้วโจมตีได้อยู่ดี
เกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ที่ใช้วิธีกรอกความทรงจำเหมือนการทำพิธีกรรม ได้ลดความแตกต่างระหว่างผู้เล่นทั่วไปกับนักกังฟูในระดับสูงสุดแล้ว แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่
เมื่อเจอกับคนที่ฝึกวิชามาในชีวิตจริง ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าชะล่าใจ!
เยี่ยเว่ยหมิงพอออกกระบวนท่าแรกก็โดนข่มทันที จึงรีบปลีกตัวถอยหลัง อาศัยท่าร่างของเขาที่เร็วกว่าหนึ่งระดับ หลบหลีกกระบี่ที่คาดคะเนไว้อย่างดีของอีกฝ่าย จากนั้นหมุนคมกระบี่ในมือ แล้วก็ส่งกระบี่ออกไปอีกราวกับคืนเดือนมืดในฤดูใบไม้ผลิ ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ ถูกกระบวนท่าอันเรียบง่ายของอีกฝ่ายเปลี่ยนให้เปลี่ยนไปและเกิดความขัดแย้งอย่างง่ายดาย
เมื่อเปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้ง ก็ถูกโต้กลับอีก…
เปลี่ยนไปแล้วหกเจ็ดกระบวนท่า แต่กลับถูกสะพานสวรรค์คริสตัลข่มจนยอมจำนน ไม่มีทางเหลือให้ป้องกันเลย
จนกระทั่งตอนนี้ ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็แน่ใจแล้วว่าการที่ตัวเองใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่ยังฝึกไม่ชำนาญนั้น ไม่มีทางสร้างภัยคุกคามให้อีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย จึงเปลี่ยนท่าทันที เลิกใช้เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน แต่เปลี่ยนเป็นใช้เคล็ดกระบี่วีรสตรีที่ตัวเองชำนาญที่สุดเพื่อรับมือกับอีกฝ่าย
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เขาแค่ลองเปลี่ยนกระบวนท่าครั้งเดียวเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดผลลัพธ์อัศจรรย์ทันที!
เห็นได้ชัดว่าสะพานสวรรค์คริสตัลไม่มีทางใช้ทักษะอ่านใจกับ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเก้าได้เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ทำได้เพียงอาศัยเคล็ดกระบี่ของตัวเองคาดเดากระบวนท่าตามที่เห็น
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้โล่งใจ สงสัยพลังสายตาของอีกฝ่ายจะข่มได้แค่ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เลเวลสามของเขาเท่านั้น แต่แทบจะไม่ได้ผลกับ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเก้าเลย ดูแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะ
การต่อสู้แมทช์ต่อไป กล่าวไปแล้วก็เหมือนการต่อสู้ซ้ำกับเฟยอวี๋ ที่แตกต่างกันก็คือเยี่ยเว่ยหมิงที่ใช้ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ตอนนี้จึงข่มอีกฝ่ายได้โดยสมบูรณ์ทั้งในด้านกระบวนท่าและค่าสเตตัส
ดังนั้น ภายใต้การโจมตีอย่างสุดกำลังของเขา สะพานสวรรค์คริสตัลรับมือได้เพียงห้ากระบวนท่าก็พ่ายแพ้อย่างอับจนปัญญาแล้ว
หลังจากแพ้แล้ว บนใบหน้าสะพานสวรรค์คริสตัลก็ไม่ได้เผยความรู้สึกท้อใจแม้แต่น้อย กลับแลบลิ้นใส่เยี่ยเว่ยหมิง “ก่อนหน้านี้นึกว่าเจ้าเป็นแค่ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ข้ายังคิดจะเอาเปรียบสักหน่อย นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเก่งกาจขนาดนี้”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหันมาบอกทุกคนว่า “ก่อนหน้านี้สหายเฟยอวี๋บอกไว้ งูไม่อาจไร้หัว ภารกิจที่พวกเราเผชิญหน้าครั้งนี้ซ่อนการฆาตกรรมเอาไว้ และยิ่งต้องมีเสียงที่เป็นเอกฉันท์เพื่อบัญชาการให้ทุกคนรุกถอยไปพร้อมกัน”
เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก สีหน้าของเฟยอวี๋ก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่มากทันที กลุ้มใจเหมือนยกหินทุ่มเท้าตัวเอง
เพียงแต่ประโยคถัดไปของเยี่ยเว่ยหมิงกลับเหนือความคาดหมายของทุกคน “ดังนั้นข้าขอเสนอให้ศิษย์น้องซานเย่ว์เป็นหัวหน้าทีมชั่วคราวในการทำภารกิจครั้งนี้ ไม่ทราบว่าทุกคนมีความคิดเห็นอย่างไร”
ซานเย่ว์ได้ยินแล้วอึ้งไปชั่วขณะ ยื่นนิ้วมือขาวหมดจดชี้ที่จมูกตัวเอง “ข้า…หัวหน้าทีม?”
“ข้าเห็นด้วย!” ไม่รอให้ซานเย่ว์แสดงท่าทีอะไร เฟยอวี๋ที่อยู่อีกฝั่งกลับแสดงท่าทีของตัวเองแล้ว ท่าทางเหมือนกลัวว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะเปลี่ยนใจ
“ข้าก็เห็นด้วยเหมือนกัน!” คนที่สองที่แสดงท่าทีก็คือถังซานไฉ่
เริ่มตั้งแต่ตอนทุกคนพบกันที่โรงเตี๊ยม จุดยืนของเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นน่าอึดอัดใจมาก
แม้จะเป็นแค่ในความรู้สึก ความสัมพันธ์ของเขากับเฟยอวี๋ดีกว่ากับเยี่ยเว่ยหมิง แต่หลังจากได้ร่วมงานกับเยี่ยเว่ยหมิงครั้งก่อน ก็กล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นสหายแล้ว
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหายสองคน ถังซานไฉ่ต่างหากคือคนที่ลำบากที่สุด!
ตอนนี้ปณิธานของทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกันได้ยาก เขาจึงขี้คร้านจะไปสนใจเหตุผลที่อยู่ในนั้น แสดงท่าทีสนับสนุน ‘ข้อเสนอแนะดีๆ’ ที่จะทำให้เขาไม่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกทันที
“เห็นด้วย!” คนที่แสดงท่าทีคนที่สามก็คือโหยวโหยว นางมาพร้อมกับความคิดจะช่วยเหลือตั้งแต่ต้นจนจบอยู่แล้ว นางขี้คร้านจะคิดให้มากความ ไม่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะพูดอะไร นางแค่เห็นด้วยก็พอ
“ข้าก็เห็นด้วยด้วยแล้วกัน” สะพานสวรรค์คริสตัลยักไหล่ สื่อว่าเคารพความคิดเห็นของทุกคน
“ข้า…” ซานเย่ว์ยังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง เยี่ยเว่ยหมิงกลับตบบ่านางพร้อมบอกว่า “เห็นหรือยัง ในบรรดาพวกเรา มีเพียงเจ้าที่คุมคนได้”
แล้วก็เป็นไปตามนี้ ซานเย่ว์ราวกับเป็ดถูกไล่ขึ้นคอน[1] กลายเป็นหัวหน้าทีมชั่วคราวแล้ว
จากนั้นก็เข้าสู้ช่วงปรึกษากลยุทธ์ ซานเย่ว์ถามความเห็นของทุกคน เยี่ยเว่ยหมิงแสดงความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจสถานการณ์จริงของผู้เล่นที่ดักล้อมอยู่รอบๆ สำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อน
ซานเย่ว์มองไปที่เฟยอวี๋ เฟยอวี๋กล่าวว่า คนที่นั่งเฝ้าอยู่นอกสำนักคุ้มภัยเพื่อเงินห้าเหรียญทอง ล้วนเป็นคนที่มีความสามารถพื้นๆ พวกยอดฝีมือไม่สนใจผลประโยชน์เล็กน้อยที่ไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่
ซานเย่ว์ถามความเห็นของทุกคนอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงบอกว่า จะลองไปดูเลยก็ได้ เจอคนในสำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนกลยุทธ์อะไรนั่นไม่ได้มีประโยชน์เลย ด้วยความสามารถของคนพวกนี้ ย่อมผ่านไปได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล เชิญหุ่นเชิด…เอ้ย ไม่ใช่สิ เชิญหัวหน้าทีมออกคำสั่งได้!
จากนั้น เมื่อหัวหน้าทีมซานเย่ว์ออกคำสั่งแล้ว หกคนนี้ก็ย้อนกลับไปที่เมืองฝูโจว มุ่งโจมตีสำนักคุ้มภัยฝูเวยทันที
ระหว่างทาง ซานเย่ว์อดแชทคุยส่วนตัวกับเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ [นี่ เจ้าอาศัยกระบี่เอาชนะทุกคนได้แล้วแท้ๆ ทำไมตัวเองไม่ออกคำสั่งเองเสียเลยล่ะ ดึงดันจะผลักข้าออกมาเป็นหุ่นเชิดให้เจ้าอยู่ได้]
คำตอบของเยี่ยเว่ยหมิงนั่นเรียบง่ายชัดเจน [เพราะเฟยอวี๋ไม่ยอมเชื่อฟังข้าหรอก]
ซานเย่ว์ [ฮะ เจ้าพูดอย่างกับเขาจะเชื่อฟังข้าอย่างนั้นแหละ]
เยี่ยเว่ยหมิง [นี่เขาก็เชื่อฟังมากแล้วไม่ใช่หรือ]
เหมือนจะใช่จริงๆ แฮะ…
ซานเย่ว์แปลกใจมาก [เรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ ข้าไม่เข้าใจเหตุผล เจ้าบอกให้ข้าฟังหน่อยเถอะ]
เยี่ยเว่ยหมิง [แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงดึงดันเช่นนั้น แต่ใครก็ดูออกว่าเขาอย่างช่วงชิงฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ
หากครั้งนี้ข้ารับตำแหน่งหัวหน้าทีม แล้วทำภารกิจสำเร็จได้อย่างราบรื่น เช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นในสายตา NPC หรือในสายตาของผู้เล่นด้วยกัน ฐานะของเขาก็สั่นคลอนแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงผลลัพธ์แบบนั้น ข้าไม่แน่ใจว่าเขาจะจงใจทำเรื่องอะไรถ่วงแข้งถ่วงขาหรือเปล่า
แต่เจ้านั้นต่างกัน เจ้าไม่ได้มีความได้เปรียบอะไรที่จะล้มเขาได้ ต่อให้ครั้งนี้เจ้าอาศัยฐานะหัวหน้าทีมนำทุกคนให้ทำภารกิจสำเร็จอย่างราบรื่น เขาก็ยังมีโอกาสพลิกกระดาน เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาย่อมไม่มีทางเสียสละผลประโยชน์จากรางวัลภารกิจเพื่อมาหาเรื่องข้าอยู่แล้ว
ดังนั้น ต่อให้เขาจะรู้ว่าเจ้าจะเชื่อฟังข้าแน่นอน แต่ก็ยอมรับได้หากเจ้าจะรับตำแหน่งหัวหน้าทีม ถ้าเป็นข้า เขายอมรับไม่ได้]
หลังจากเงียบไปนาน ซานเย่ว์ก็ตอบข้อความอีกครั้ง [พวกเจ้านี่จิตใจสกปรกกันทั้งนั้น!]
[1] ไล่ให้เป็ดขึ้นคอน 赶鸭子上架是 หมายถึง บีบให้ทำเรื่องที่ความสามารถไม่ถึง
บทที่ 63
“หลินผิงจือ เลิกหลบเงียบๆ อยู่ข้างในได้แล้ว!”
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในบ้าน!”
“ถ้าเจ้ามีความสามารถพอจะฆ่าบุรุษ แน่จริงก็ออกมาสิ!”
“ออกมาเลย ออกมาสิ ออกมาๆ!…”
“…”
ทีมเล็กหกคนเพิ่งจะมาถึงปากซอยที่ตั้งของสำนักคุ้มภัยฝูเวย ก็ได้ยินเสียงด่าปนกันยุ่งเหยิงดังมาแล้ว
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คือ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีทีมผู้เล่นที่มีสมาชิกสิบเอ็ดคนกำลังเฝ้าอยู่ตรงปากถนนเส้นนี้
ดูจากการแต่งตัวของพวกเขา น่าจะมาจากสำนักที่ต่างกัน มีทั้งคนถือดาบ ถือกระบี่ ใช้กระบอง ฝึกหมัดมวย…มีหลากหลายแบบ ถึงขั้นว่าแม้แต่ผู้เล่นที่แต่งกายเป็นหลวงจีน นักพรตเต๋ากับแม่ชีก็มาเข้าร่วมด้วย เสียงด่าหยาบคายต่างๆ นานาก็มาจากปากพวกเขานั่นเอง
ทันทีที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัว ก็ดึงดูดสายตาของผู้เล่นทีมนี้แล้ว
จากนั้น ทีมเล็กสิบเอ็ดคนนี้ก็เข้ามาต้อนรับพร้อมกัน ผู้เล่นหญิงรูปร่างกำยำคนหนึ่งของสำนักเอ๋อเหมยพูดเปิดว่า “ทุกท่าน ปากทางนี้เต็มแล้ว ถ้าพวกเจ้ามาทำภารกิจดักหน้าประตู ก็กรุณาเปลี่ยนตำแหน่งใหม่ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”
เคลียร์สนาม เจอการเคลียร์สนามอีกแล้ว
ถ้าเป็นเกมออนไลน์ประเภทนี้ เรื่องการเคลียร์สนามคือสิ่งที่พบเห็นได้ทุกที่
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็ส่งสายตาให้เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างกัน จากนั้นทั้งสองก็ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน ไปยืนเคียงข้างสาวน้อยที่ถูกผลักออกมาเป็นหัวหน้าทีมชั่วคราว ราวกับทั้งสามคนรู้ใจกัน ต่างคนต่างนำป้ายอาญาสิทธิ์แสดงตัวตนของตัวเองออกมา เฟยอวี๋ที่คิดหาโอกาสแสดงความสามารถมาตลอดชิงพูดก่อนว่า “สำนักมือปราบเทพปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาหลีกทางไปเอง”
“คนของราชสำนัก?” เมื่อได้ยินทั้งสามกล่าวถึงที่มาที่ไปอย่างชัดเจน สีหน้าของสตรีร่างกำยำที่อยู่ตรงข้ามก็เริ่มแย่ลง
แม้จะอยู่ในเกม แต่ผู้เล่นก็ไม่มีทางเห็นความสำคัญของราชสำนักจริงๆ หรอก แต่การต่อต้านราชสำนักปฏิบัติหน้าที่อย่างโจ่งแจ้ง ย่อมถูกออกหมายจับง่ายมาก
สตรีร่างกำยำมีความตั้งใจจะให้พวกเขาผ่านไป แต่เมื่อนึกถึงเงินที่ได้รับก่อนหน้านี้ ก็กังวลอีกว่าคนกลุ่มนี้จะมาทำให้ธุรกิจที่ทำกำไรของพวกเขาพังไม่เป็นท่า ดังนั้นนางจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังหนักแน่น “ทุกท่าน ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นคนของพันธมิตรนักกิน รบกวนพวกท่านอย่าขัดขวางช่องทางทำเงินของพี่น้องได้หรือเปล่า”
พันธมิตรนักกิน มันคือผีบ้าอะไร!
ตอนที่ทั้งสามกำลังสงสัย ในช่องทีมก็มีข้อความของถังซานไฉ่เด้งออกมา
[ในโลกของเกมเมื่อไม่กี่ปีก่อน มีแก๊งอยู่สองแก๊งที่ค่อนข้างแปลกประหลาด มีพันธมิตรนักกิน กับกุ้งหลี่ว์เทียน จุดแข็งของสองกลุ่มนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยู่ในเกมแล้วเก่งแค่ไหน แต่เป็นการหมุนเวียนคนที่เข้มแข็งไร้ที่เปรียบของพวกเขา…
…เพียงแต่ช่วงสองปีนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร สองกลุ่มนี้ต่างก็หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อก็ไม่แปลก]
ชื่อของกลุ่มกุ้งหลี่ว์เทียนค่อนข้างพิเศษ รายชื่อสมาชิกทุกคนของพวกเขาล้วนชื่อกุ้งหลี่ว์เทียน เพื่อให้แยกแยะได้สะดวก ก็จะเติมหมายเลขต่อท้าย ยกตัวอย่างเช่น ‘กุ้งหลี่ว์เทียน007’ อะไรทำนองนั้น มีแค่พี่ใหญ่ของพวกเขาที่ไม่มีหมายเลขอะไรตามหลัง แค่ชื่อว่ากุ้งหลี่ว์เทียน
ส่วนชื่อของห้วหน้าพันธมิตรนักกินก็คือ ‘นักกินสายแบ๊ว’ ชื่อสมาชิกส่วนใหญ่ตั้งเป็นชื่ออาหาร ยกตัวอย่างเช่นพวกแกงหมูน้ำมันพริกที่บอกข่าวเรื่องหน้าไม้เทพจูเก๋อให้โหยวโหยวผ่านช่องสำนักก่อนหน้านี้ พวกนางก็เป็นพันธมิตรนักกินเหมือนกัน
เมื่อเห็นพวกเยี่ยเว่ยหมิงไม่ตอบอะไรสักคำ สตรีร่างกำยำก็คิดว่าชื่อของพันธมิตรนักกินแสดงประโยชน์แล้ว บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยพลังหยางเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจออกมาทันที จากนั้นก็แนะนำตัวให้ทุกคนรู้จักอย่างกระตือรือร้น “พี่น้องสิบคนข้างหลังล้วนเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของทีมลูกชิ้น สังกัดพันธมิตรนักกิน มีลูกชิ้นแดง ลูกชิ้นขาว ลูกชิ้นชาวใต้ ลูกชิ้นสี่เกษม ลูกชิ้นสามสหาย ลูกชิ้นลอยน้ำ ลูกชิ้นกุ้ง ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นทอดและลูกชิ้นเต้าหู้”
โอ้แม่เจ้า นี่เธอกำลังรายงานชื่ออาหารสินะ?
พอพวกเยี่ยเว่ยหมิงได้ยินดังนั้น สายตาก็ไปหยุดอยู่บนตัวสตรีร่างกำยำที่อยู่ตรงหน้า ในหัวเกิดคำถามอย่างนี้ขึ้นมาพร้อมกัน
ในเมื่อลูกชิ้นพวกนี้ปรากฏอยู่ในรายชื่ออาหารแล้ว เช่นนั้นหญิงแกร่งที่เป็นผู้นำคนนี้จะเป็นลูกชิ้นอะไรล่ะ
ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาเอ่ยปากถามคำถามนี้ หลังจากแนะนำน้องๆ ของตังเองเสร็จแล้ว สตรีร่างกำยำก็แนะนำตัวเองอย่างอารมณ์ดี “ส่วนหนูก็เป็นหัวหน้าทีมลูกชิ้นในสังกัดพันธมิตรนักกิน ลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่!”
“อุบ!”
เมื่อได้ยินชื่อของอีกฝ่าย สะพานสวรรค์น้อยที่ยืนอยู่ข้างหลังก็หลุดขำออกมา ทำให้ดึงดูดสายตาโกรธเคืองของอีกฝ่ายทันที แต่ยังไม่ทันรอให้ลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่พูดอะไร เฟยอวี๋ที่ยืนอยู่แถวหน้าก็เอ่ยถามแล้วว่า “ลูกชิ้นน้อย? ข้าว่าควรจะชื่อลูกชิ้นหัวสิงโตมากกว่ากระมัง”
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
เมื่อได้ยินคำหยอกล้อของเฟยอวี๋ ลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่ก็กลายร่างเป็นแมวโดนเหยียบหางทันที นางตะคอกถามอย่างโมโหพร้อมชักกระบี่ยาวออกมาแทงไปทางปากเฟยอวี๋โดยไม่พูดไม่จา “เจ้าไปตายเสียเถอะ!”
แต่เฟยอวี๋เป็นใครกันล่ะ
เขาคือยอดฝีมือวิชาดาบที่ประลองกับเยี่ยเว่ยหมิงได้นะ!
เมื่อเผชิญการจู่โจมกะทันหันที่ไม่นับว่าเป็นการลอบโจมตีแบบนี้ เขาไม่เกิดความลนลานใดๆ เลย เพียงชักดาบออกมาโบกอย่างสบายมือหนึ่งที ก็ทำให้กระบี่ยาวในมือลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่กระเด็นออกไปแล้ว
ในเมื่ออีกฝ่ายลงมือก่อนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่เกรงใจพวกเขาอีก พอเกิดความคิดนี้ กระบี่ชิงจู๋ก็มาอยู่ในมือเขาแล้ว เขาถือโอกาสใช้ท่าไซซีกุมดวงใจ แทงถูกหัวใจของลูกชิ้นน้อยเชอร์รีพอดี
ฉึก!
-1320!
ภายใต้การโจมตีนี้ ลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่ที่รูปร่างสูงใหญ่เสียกระบี่ยาวในมือไปแล้ว นางกลายเป็นแสงขาวสายหนึ่งหายไปจากตรงหน้าของพวกเขา
ปลิดชีพ!
ด้วยพลังโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ผู้เล่นทั่วไปที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นเพียงสิ่งที่ใช้กระบี่จัดการสองสามทีเท่านั้น หากโดนโจมตีคริติคอลครั้งเดียว ผลที่ได้ก็คือปลิดชีพ
ท่ามกลางผู้เล่นที่อยู่ตรงนั้น นอกจากถังซานไฉ่ที่เคยเห็นพลังโจมตีอันน่าหวาดกลัวของเขามานานแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครที่ไม่ตกใจ ลองเปลี่ยนมาคิดอีกมุมหนึ่ง ต่อให้ตัวเองจะไปยืนอยู่ในตำแหน่งลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่ แต่สภาพก็คงไม่ได้ดีกว่านางไปสักเท่าไรหรอกกระมัง
การที่เยี่ยเว่ยหมิงโจมตีทีเดียวปลิดชีพได้อย่างราบรื่นฉับไว แม้จะน่าตกตะลึง แต่กลับไม่ทำให้กลุ่มคนฝั่งพันธมิตรนักกินยอมศิโรราบ
สำหรับผู้เล่นแล้ว อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเพียงเกมเท่านั้น คนตายแล้วก็ฟื้นชีพได้ทันทีตรงจุดเซฟ
สิ่งที่เรียกว่าหวาดกลัวต่อความตาย สำหรับพวกเขาแล้วไม่น่าปวดใจเท่ากับการเสียอุปกรณ์ไปหนึ่งชิ้นหรอก
ตอนนี้พี่ใหญ่ฝั่งตัวเองถูกอีกฝ่ายกำจัดทิ้งแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีเหตุอะไรให้ต้องถอย
ถ้าตายหนึ่งครั้ง ต่อให้ใช้เวลานานก็กลับมาได้อยู่ดี แต่ถ้าถอยในเวลานี้ ก็จะถูกเพื่อนหัวเราะเยาะไปทั้งชีวิต!
เมื่ออยู่ภายใต้สภาพจิตใจเช่นนี้ ลูกชิ้นทั้งสิบก็โบกอาวุธพุ่งสังหารเข้ามาพร้อมกัน เป็นพลังที่น่าตื่นตกใจ
แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย!
สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือ แสดงความกล้าหาญว่าไม่รักตัวกลัวตายเท่านั้น ผู้เล่นที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้างในบรรดาผู้เล่นสิบคนนี้ เมื่อปะทะกับยอดฝีมือหกคนแล้วจะเกิดผลลัพธ์อย่างไรล่ะ? นอกจากจะทยอยกันสิ้นชีพกลายเป็นแสงสีขาว ก็ย่อมทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว ลูกชิ้นสิบคนก็ถูกหกคนนี้โจมตีจนกลายเป็นแสงสีขาวหมด ดรอปอุปกรณ์สี่ชิ้น ล้วนเป็นอุปกรณ์ขยะที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ชายตามอง ในจำนวนนั้น กระบี่ยาวที่ดรอปจากลูกชิ้นน้อยเชอร์รีคุณภาพดีกว่ากระบี่ในมือสะพานสวรรค์น้อยนิดหน่อย ส่วนที่เหลือก็เป็นสินค้าคุณภาพธรรมดา หลังจากสะพานสวรรค์น้อยเปลี่ยนกระบี่เล่มใหม่แล้ว ของที่เหลือก็ถูกเก็บไว้ในมือหัวหน้าทีมอย่างซานเย่ว์หมด รอให้ภารกิจจบลง ก็จะนำไปขายทิ้งเพื่อนำเงินมาแบ่งกันทั้งหมด
จะว่าไปแล้ว สกิลอักษร ‘คน’ ของนางก็เหมาะสมกับการทำเรื่องนี้มาก
“ไปกันเถอะ” พอเก็บกระบี่ชิงจู๋แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยเสียงเรียบ “การเข้าประตูไปก็คือด่านแรกที่ง่ายที่สุดในภารกิจ สิ่งที่รออยู่ในภารกิจจะยิ่งยากกว่านี้ ทุกคนอย่าชะล่าใจเด็ดขาด”
“รอเดี๋ยว”
ตอนนี้ถังซานไฉ่พลันเอ่ยขึ้น ถามอย่างสงสัยว่า “ก่อนหน้านี้ลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่เป็นฝ่ายมา PK เฟยอวี๋ก่อนแล้วถูกฆ่าตายก็ช่างเถอะ แต่ผู้เล่นคนอื่นเป็นเพราะลงมือช้าไปหน่อย ควรจะนับว่าพวกเราเป็นฝ่ายลงมือก่อนสิถึงจะถูก แต่พอสู้กันแล้ว ทำไมข้าไม่ถูกหักค่าวีรบุรุษสักแต้มเลยล่ะ กลับได้เพิ่มสองแต้ม ไม่มีเหตุผล!”
“เพราะพวกเราเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายของราชสำนัก เป็นฝ่ายธรรมะ” ตอนนี้เฟยอวี๋อธิบายแทนเยี่ยเว่ยหมิง “แต่อีกฝ่ายเริ่มตั้งแต่ตอนมาดักฆ่าคนตรงประตู ก็ย่อมถูกกำหนดให้กลายเป็นฝ่ายอธรรมไปแล้ว การโจมตีอำนาจชั่วร้ายย่อมเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ก็ต้องได้รางวัลมากกว่าถูกลงโทษอยู่แล้ว”
“ไม่เพียงแค่เท่านี้” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเสริม “สำหรับผู้เล่นสำนักมือปราบเทพที่อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ พฤติกรรมทุกอย่างที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา จะถือเป็นการใช้กำลังขัดขืนทั้งหมด เจ้าไม่ต้องกังวลเลยว่าพวกเราจะถูกอีกฝ่ายย้อนมาสังหารล้างแค้นตอนนี้ เพราะผู้เล่นที่ถูกกำจัดทิ้งในการต่อสู้ประเภทนี้ จะไปฟื้นชีพอยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพหมด อิงตามค่าวีรบุรุษของพวกเขาเอง อย่างน้อยก็ต้องติดคุกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถูกปล่อยออกมา”
“หึ!” ถังซานไฉ่ได้ยินแล้วอดสบถไม่ได้ “อย่างกับสุนัขวางอำนาจน่ารำคาญที่สุด!”
เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะแห้ง “ครั้งนี้เป็นเพราะเจ้ามาตั้งทีมกับพวกเรา ก็เลยได้รับสวัสดิการของสุนัขวางอำนาจแล้วครั้งหนึ่ง รู้สึกอย่างไรล่ะ”
สีหน้ากลัดกลุ้มของถังซานไฉ่ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มทันที พันหมื่นถ้อยคำกลั่นออกมาเป็นคำเดียว
“สุดยอด!”
บทที่ 64
พลังงานด้านบวกบนตัวคนคนหนึ่งส่งต่อได้ อารมณ์ด้านลบก็ติดต่อกันได้เช่นกัน
หกคนนี้เพิ่งจะก้าวเข้าประตูใหญ่ของสำนักคุ้มภัยฝูเวย เพราะได้รับผลกระทบจากบรรยากาศอึมครึมในสำนักคุ้มภัย อารมณ์กระหยิ่มยิ้มย่องจากการเป็นสุนัขวางอำนาจจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นหนักใจแล้ว
ในสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จำนวนคนย่อมไม่น้อยอยู่แล้ว ทว่าบนใบหน้าของคนเหล่านี้กลับมองไม่เห็นความโกรธแม้แต่น้อย บนใบหน้าทุกคนเขียนไว้เพียงอารมณ์ด้านลบ อย่างเช่นหวาดกลัว เศร้าสลด สิ้นหวัง ด้วยสีหน้าอารมณ์เหล่านี้ ทำให้บรรยากาศทั้งสำนักคุ้มภัยดูหดหู่ไร้ชีวิตชีวา ราวกับว่าท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
สิ่งเดียวที่แตกต่างก็คือ ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งที่ถูกมัดไว้บนเสาธงในลานสำนัก
หน้าตาของเขาสะอาดบริสุทธิ์มาก ลักษณะใบหน้าเผยความมีสติปัญญา ดูจากลักษณะภายนอกอย่างเดียวก็แทบจะจับผิดอะไรไม่ได้ หนุ่มน้อยเยาว์วัยอย่างเขา ถ้าเติบโตอยู่ในวงการบันเทิง ต่อให้ไม่มีทักษะการแสดง อาศัยใบหน้าหล่อเหลาขาวใสอย่างเดียวก็ทำเงินได้เกินร้อยล้านอยู่ดี
ทว่าหนุ่มน้อยสุดหล่อที่ดูเหมือนฝีมืออ่อยด้อยคนนี้ ในเวลานี้กลับแสดงความกล้าหาญที่เหนือกว่าทุกคนออกมา แม้ร่างจะถูกมัดอยู่บนเสาธง แต่กลับตะโกนใส่ชายวัยกลางคนที่พุ่งมาตรงหน้าเขาด้วยเสียงดังไม่หยุดว่า “ท่านพ่อ! ท่านปล่อยข้าออกไปเถอะ ข้าจะไปสู้กับสารเลวพวกนั้นสักตั้ง! พวกเขาไม่เพียงแค่ฆ่าคน ทั้งยังเดิมพันว่าประตูใหญ่ของสำนักคุ้มภัยฝูเวยจะต้องมีเสียงด่าไม่หยุดด้วย รังแกกันเกินไปแล้ว!”
“หุบปาก! เจ้ามักลูกอกตัญญู!” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาถลึงตาจ้องหนุ่มน้อยสุดหล่ออย่างดุดัน จากนั้นก็สะบัดชายเสื้อ หันไปต้อนรับพวกเยี่ยเว่ยหมิง ใบหน้าที่เดิมทีหงุดหงิดเริ่มเจียดรอยยิ้มที่ไม่น่ามองออกมา “ผู้น้อยหลินเจิ้นหนานแห่งสำนักคุ้มภัยฝูเวย ไม่ทราบว่าท่านขุนนางทั้งหลายมาที่นี่เพราะมีอะไรจะกำชับขอรับ”
เมื่อเห็นท่าทางกร้านโลกของหลินเจิ้นหนาน ซานเย่ว์มีความคิดอยากถอยหลังและปล่อยให้เยี่ยเว่ยหมิงรับหน้าที่เจรจาแทน แต่พอนึกถึงสถานะหัวหน้าทีมของตัวเองตอนนี้ นางก็แข็งใจกล่าวว่า “พวกเราคือมือปราบจากสำนักมือปราบเทพ มาที่นี่เพราะได้ยินว่าสำนักคุ้มภัยฝูเวยเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง จึงได้รับคำสั่งให้มาสืบหาความจริง เพียงแต่เพิ่งมาครั้งแรก ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หวังว่าเจ้าสำนักคุ้มภัยหลินจะให้ความร่วมมือสักหน่อย”
“เฮ้อ…” เมื่อได้ฟังจุดประสงค์ในการมาของพวกเขา หลินเจิ้นหนานก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “แต่ไหนแต่ไรมา สำนักคุ้มภัยฝูเวยของพวกเราทำธุรกิจที่ช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใคร จู่ๆ ครั้งนี้ก็ประสบภัยพิบัติเช่นนี้…”
ไม่รอให้หลินเจิ้นหนานพูดจบ ซานเย่ว์ก็ตัดบทเขาเสียก่อน “เจ้ากำลังโกหก!”
หลินเจิ้นหนานได้ยินแล้วอึ้งไปชั่วขณะ ในที่สุดก็ซานเย่ว์ที่ได้แสดงความสามารถที่ตนถนัดก็กล่าวต่อว่า “พวกเราในฐานะมือปราบของสำนักมือปราบเทพ ย่อมเข้าใจทักษะการสังเกตพฤติกรรมมนุษย์มาบ้าง สิ่งที่ผู้อื่นกล่าวจะจริงหรือเท็จ แค่ข้าฟังก็รู้แล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงแอบกดไลก์ให้ซานเย่ว์ในใจ ก่อนจะกล่าวเสริมอยู่ข้างๆ อย่างถูกจังหวะ “เจ้าสำนักคุ้มภัยหลินเองก็ทราบดีว่าตัวเองไปมีเรื่องกับศัตรูที่ร้ายกาจเข้าแล้ว หากตอนนี้ยังไม่กล่าวออกมาอีก เกรงว่าพวกเราก็คงช่วยเจ้าไม่ได้เช่นกัน”
“เอ่อ…”
เมื่อถูกซานเย่ว์เปิดโปงคำโกหก หลินเจิ้นหนานแทนที่จะตกใจกลับดีใจ
ก่อนหน้านี้เขายังนึกว่าคนจากสำนักมือปราบกับจวนว่าการที่บุกเข้ามาเหล่านี้จะจับโจรไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับพวกปาท่องโก๋เฒ่าที่เก่งแต่รังแกประชาชน จึงไม่คาดหวังอะไรกับพวกเขาเลย แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีความสามารถในการแยกแยะจริงเท็จได้ คาดว่าสำนักมือปราบเทพจะต้องแตกต่างจากสำนักอื่นแน่นอน
หลังจากลังเลไม่ถึงหนึ่งวินาที หลินเจิ้นหนานก็ตัดสินใจแล้ว “ทุกท่านตามข้ามาคุยกันที่โถงรับแขก” พูดจบก็มองหลินผิงจือที่ถูกมัดอยู่บนเสาธงพริบตาหนึ่ง พร้อมกำชับคล้ายไม่ใส่ใจว่า “ปล่อยเจ้าลูกอกตัญญูคนนี้ลงมาด้วย เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเขา บางเรื่องก็มีเพียงเขาที่พูดได้กระจ่างที่สุด”
หลังจากหลินเจิ้นหนานเชิญพวกเขาเข้าโถงรับแขก ก็ไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ[1]ที่เดิมทีเป็นของเขา แต่เชิญทุกคนไปนั่งทางฝั่งซ้ายของโถงรับแขกอย่างถ่อมตัว ก่อนจะพาบุตรชายไปนั่งบนเก้าอี้ฝั่งขวาของโถงรับแขก
ตั้งแต่สมัยโบราณ ล้วนมีหลักการฝั่งซ้ายอยู่บน ฝั่งขวาอยู่ล่างมาตลอด หลินเจิ้นหนานผ่านการเข้าสังคมมานาน จึงจัดการปัญหาเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตาได้อย่างรอบคอบไร้ช่องโหว่
ใช้เวลาประเดี๋ยวเดียว หลินเจิ้นหนานเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังรอบหนึ่ง สถานการณ์คร่าวๆ ก็เป็นไปตามบรรทัดฐานในนิยายยอดยุทธ์คุณธรรมดั้งเดิม
หลินผิงจือ หนุ่มน้อยสุดหล่อระดับไอดอลซึ่งเป็นบุตรชายของหลินเจิ้นหนาน ตอนขากลับหลังจากออกไปรับงานคุ้มกัน ก็เจอหญิงชาวบ้านถูกคนชั่วลวนลาม เขาลงมือช่วยเหลือด้วยเพราะเคืองแค้นต่อความไม่เป็นธรรม แต่กลับถูกเหยียดหยามเนื่องจากสู้อีกฝ่ายไม่ได้
บทแรกของเรื่องราวก็เป็นไปตามแบบฉบับของงานเขียน นั่นก็คือวิจารณ์ก่อนแล้วค่อยชมเชย ในบรรดาคนที่อยู่ตรงนี้ นอกจากเยี่ยเวี่ยหมิงที่พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดมาบ้างแล้ว สายตาของผู้เล่นคนอื่นที่มองหลินผิงจือก็ราวกับกำลังมองต้นขาทองคำเหลืองอร่ามระยิบระยับ
นี่ก็คือโหมดการเติบโตอันราบรื่นสุขสบายของตัวเอกในเค้าโครงเรื่อง ขาดแค่คำว่า ‘อย่าดูถูกเด็กหนุ่มที่ยากจน’ ก็จะก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ผงาดขึ้นมาโดยวิธีการผิดธรรมชาติแล้ว
ทว่าการกระทำของหลินผิงจือกลับเจ๋งกว่าตัวเอกส่วนใหญ่ คนที่หล่อเหลาอย่างเขา ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นตัวละครโหดที่พอลงมือขึ้นมาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง
หลังจากถูกเหยียดหยาม คุณชายหลินก็ไม่ได้กล่าวบทพูดประมาณว่ายอมแบกรับความอัปยศ แต่ระเบิดอารมณ์ออกมาตรงนั้นเลย
ก็เลยใช้วิธี ‘หันกลับมา ไม่พบดาบผี’ ลอบแทงอันธพาลพวกนั้นตายแล้ว
ทว่าพวกเขาได้ก่อหายนะใหญ่โตแล้ว
สำนักคุ้มภัยฝูเวยมีคนตายต่อเนื่องกันหลายคน มีทั้งผู้คุ้มภัยทั้งคนงาน อีกฝ่ายถึงขั้นทิ้งตัวอักษรเลือดไว้นอกประตูใหญ่ว่า ออกจากประตูสิบก้าว ตาย!
เมื่อหายนะใหญ่มาเยือน แต่จนกระทั่งตอนนี้หลินเจิ้นหนานยังไม่มีทางยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเทพปราชญ์มาจากที่ใด จึงถูกความกลัวจากความไม่รู้ครอบงำ ทั้งสำนักคุ้มภัยฝูเวยล้วนตกอยู่ในความหวาดกลัว
จะว่าไปแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงเข้าเกมมาได้ไม่นาน ภารกิจขนาดใหญ่สองครั้งที่ได้รับล้วนเป็นสำนักคุ้มภัยที่ถูกเล่นงานอย่างสาหัส
ในยุทธภพนี้ ทำไมสำนักคุ้มภัยถึงดวงซวยขนาดนั้น?
หลังจากเล่าสถานการณ์จบแล้ว หลินเจิ้นหนานก็บ่นลูกชายหน้าหล่อของตัวเองอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ “ข้าเคยสอนเจ้าเด็กนี่ไว้แล้ว ว่าถ้าทำอาชีพสำนักคุ้มภัย หลักทำนองคลองธรรมสำคัญกว่าทักษะยุทธ์ แต่เขาดันไม่เชื่อฟัง ครั้งนี้ก่อหายนะใหญ่ขาดนี้ ช่างเป็นเคราะห์ร้ายของตระกูลจริงๆ!”
หลินผิงจือไม่มีเหตุผลมากพอให้โต้แย้ง แต่ยังอดเถียงไม่ได้ “ดูอย่างสำนักคุ้มภัยทงเทียน ข้าก็ไม่เคยเห็นเขาส่งของขวัญให้สำนักไหน ก็ยึดหลักการ ‘ทุกการคุ้มภัยต้องถึงจุดหมาย’ เหมือนกันไม่ใช่หรือ”
สำนักคุ้มภัยทงเทียน ชื่อนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็เคยเห็นข้อมูลมาจากสำนักมือปราบเทพเช่นกัน บรรยายรายละเอียดไว้เยอะมาก พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ เก่งกาจมาก!
ดูจากข้อมูลภูมิหลังก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับพื้นๆ เหมือนสำนักคุ้มภัยหลงเหมินกับสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่เอะอะก็เจอภัยฆ่าล้างสำนัก
แน่นอน สำนักคุ้มภัยทงเทียนก็เคยเผชิญกับการฆ่าล้างสำนักมาก่อนเช่นกัน
ตามข้อมูลที่สืบค้นได้ บันทึกกล่าวไว้ว่ามีโจรภูเขาปล้นขบวนคุ้มกันทงเทียนสิบเจ็ดครั้ง ถึงขนาดว่าแม้แต่โจรม้าทุ่งหญ้าก็เคยแตะต้องสินค้าที่สำนักคุ้มภัยทงเทียนคุ้มกันส่งเช่นกัน แต่พวกที่กล้ากระตุกหนวดเสือแตะต้องฝ่ายอำนาจในยุทธภพ ตอนนี้ก็เหลือเพียงข้อมูลในบันทึกโบราณแล้ว
พูดถึงการฆ่าล้างสำนัก ที่สำนักคุ้มภัยทงเทียนเผชิญเรียกว่าฆ่าล้างสำนักอื่นต่างหาก ส่วนสำนักคุ้มภัยหลงเหมินกับฝูเวยเป็นประเภทที่ถูกฆ่าล้างสำนัก
ต่างกันอักษรเดียว ผิดกันพันลี้!
สไตล์การทำงานของสำนักคุ้มภัยทงเทียนก็เป็นอย่างนี้ ไม่สวามิภักดิ์ต่อใคร ไม่เคารพกฏที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรใดๆ ในยุทธภพ
หากอยากจะลงมือก็ต้องให้ข้ากับเจ้าได้รู้จักกันสักหน่อย แล้วข้าก็จะส่งเจ้าไปรู้จักกับยมทูตสิบขุมนรก!
เมื่อได้ยินบุตรชายเถียง หลินเจิ้นหนานก็โมโหจนหนวดตั้ง “เจ้าเด็กทราม ทักษะอ่อนด้อยเหมือนแมวสามขาของเจ้า ยังกล้าไปเทียบกับสำนักคุ้มภัยทงเทียนอีกหรือ ทำไมไม่บินขึ้นฟ้าไปเสียเลยล่ะ”
“แค่กๆ”
เมื่อได้ยินชื่อของสำนักคุ้มภัยทงเทียน เยี่ยเว่ยหมิงกลับตาเป็นประกาย แต่เขาต้องยืนยันเรื่องบางอย่างก่อน จึงกระแอมขัดจังหวะ หลังจากดึงดูดความสนใจของทุกคนมาไว้ที่ตัวเองแล้ว ก็บอกหลินเจิ้นหนานว่า “เจ้าสำนักคุ้มภัยหลินบอกว่าการตายของคนในสำนักคุ้มภัยมีเงื่อนงำ ดูจากภายนอกไม่เห็นอาการบาดเจ็บอะไร จะอนุญาตให้ข้าชันสูตรศพเพื่อสืบหามูลเหตุได้หรือไม่”
[1] เก้าอี้ไท่ซือ 太师椅 เก้าอี้แบบโบราณของจีน ด้านหลังมีพนักพิง ด้านข้างมีที่เท้าแขน นิยมใช้ในหมู่ขุนนาง
บทที่ 65
“แม้ภายนอกจะมองไม่ออกว่ามีอาการบาดเจ็บใดๆ บนตัวผู้ตาย แต่หัวใจของเขากลับฉีกขาดแล้ว คำอธิบายที่สมเหตุสมผลอย่างเดียวที่ข้านึกออกก็คือ ถูกยอดฝีมือในยุทธภพใช้กำลังภายในระเบิดหัวใจ ตายกะทันหัน!”
ขณะใช้น้ำร้อนที่คนงานเตรียมไว้มาล้างมือให้สะอาด เยี่ยเว่ยหมิงก็ประกาศผลชันสูตรศพให้ทุกคนรู้ไปด้วย
หลังจากล้างมือเสร็จ เขาก็รับผ้าขนหนูสะอาดจากมือคนงานมาเช็ดมือให้แห้ง พอวางผ้าขนหนูลง เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดต่อว่า “ในยุทธภพมีทักษะยุทธ์ที่มีพลังทำลายล้างน่ากลัวไม่น้อย แต่ทักษะยุทธ์ที่สร้างบาดแผลประหลาดเช่นนี้ได้กลับมีไม่มาก เชื่อมโยงกับสิ่งที่นายน้อยหลินประสบก่อนหน้านี้ ฝ่ามือทะลวงใจของสำนักชิงเฉิงก็ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด”
หลังจากได้รู้เนื้อเรื่องล่วงหน้าจากอินปู้คุย เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมรู้ว่านี่คือสิ่งที่สำนักชิงเฉิงเขียนเอง แต่เนื่องจากจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เขาจึงไม่ได้ตัดสินชี้ขาดเพียงเพราะถูกสปอยล์เนื้อเรื่องมา
ก่อนที่จะมีหลักฐานพิสูจน์ว่าผู้ร้ายคือใครสักคนในสำนักชิงเฉิง สำนักชิงเฉิงก็เป็นได้เพียงถูกกำหนดให้เป็นผู้ต้องสงสัย หรือไม่ก็ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเท่านั้น
“ฝ่ามือทะลวงใจ?” ถือคติว่าได้เห็นกับตาถึงจะเชื่อว่าจริง หลินเจิ้นหนานที่ได้เห็นการชันสูตรศพของเยี่ยเว่ยหมิงทั้งกระบวนการ ในที่สุดก็ไม่คิดเพ้อเจ้ออะไรเกี่ยวกับความจริงอีก เขาหย่อนก้นนั่งบนพื้น กล่าวด้วยสีหน้าหดดหู่เหมือนคนตาย “ไม่ผิดหรอก เป็นฝ่ามือทะลวงใจไม่ผิดแน่! เป็นสำนักชิงเฉิง เป็นสำนักชิงเฉิงแน่นอน…นี่…ตกลงควรจะทำอย่างไรกันแน่”
ตอนนี้หนุ่มน้อยสุดหล่อหลินผิงจือกลับเผยสีหน้าเด็ดเดี่ยว กล่าวอย่างไม่ถ่อมตัว หรือแข็งกร้าวเกินไป “ท่านพ่อ ในเมื่อจะนั่งหรือนอนก็ตายเหมือนกัน ไม่สู้พวกเราไปสู้ตายกับเขาสักตั้งดีกว่า!”
“ลูกทรพี หุบปากให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
หลินผิงจือไม่เคยเห็นด้านเฉียบขาดขนาดนี้ของบิดามาก่อน พอถูกเขาตะคอกใส่ ก็ห่อเหี่ยวลงทันที
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวขึ้นข้างๆ อย่างไม่รีบร้อน “หากอีกฝ่ายคือสำนักชิงเฉิง ต่อให้พวกเรารวมกันก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดี ถ้าอยากกู้สถานการณ์ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ยอมจ่ายอะไรเลย…จัดการยากแล้ว!”
กู้สถานการณ์?!
หลินเจิ้นหนานที่จมอยู่กับความสิ้นหวังจับประเด็นสำคัญในคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงได้ทันที ราวกับคว้าจับเส้นฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ ในดวงตาชราที่เดิมทีขาดพลังชีวิต ตอนนี้เผยประกายแห่งความหวังขึ้นมาในชั่วพริบตาเดียว เขาลุกพรวดขึ้นจากพื้น แล้วถามอย่างฮึกเหิมว่า “ใต้เท้าเยี่ย ท่านมีวิธีการกู้สถานการณ์แล้วหรือ”
“ขอเพียงท่านช่วยชีวิตทุกคนของสำนักคุ้มภัยเราได้ ข้ายินดีจ่ายทุกอย่างเพื่อการนี้!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกเสียดายแทนเจ้าสำนักคุ้มภัยหลินผู้นี้ แม้ฐานะของเขาจะเป็นผู้คุ้มภัยที่เดินทางอยู่ในยุทธภพ แต่ส่วนลึกของจิตใจกลับขาดความเข้มแข็งแบบคนในยุทธภพ กลับเหมือนพ่อค้าคนหนึ่งมากกว่า เขาวางตัวและทำงานโดยยึดความเชื่อมั่นในอัธยาศัยไมตรีและทรัพย์สินเสมอมา
คนประเภทนี้ หากดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่สงบสุข จะต้องมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองแน่นอน ต่อให้เป็นยุทธภพที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดนี้ เขาก็พัฒนากิจการครอบครัวที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เติบโตยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน
ต่อให้ไม่มี ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เล่มนั้น เพียงอาศัยเพียงทักษะการเข้าสังคมของเขา ก็อาจจะทำได้ดีกว่าก็ได้ แล้วยังใช้ชีวิตไปจนถึงบั้นปลายได้อย่างราบรื่น…
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ไม่ไปคิดถึงสิ่งที่ไม่มีมูลความจริงเหล่านั้นอีก ถามหลินเจิ้นหนานไปตรงๆ ว่า “ในเมื่อเจ้าสำนักคุ้มภัยหลินยินดีจะจ่าย เช่นนั้นเรื่องราวก็กลายเป็นง่ายขึ้นแล้ว แม้จะยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่โอกาสสำเร็จก็สูงมาก”
หลินเจิ้นหนานแสดงท่าทีทันที “ใต้เท้าเยี่ยเชิญกล่าวมาได้เลย”
หลังจากยิ้มบางๆ เยี่ยเว่ยหมิงที่ทำให้อีกฝ่ายอยากรู้เต็มที่แล้วก็ตอบตามตรงว่า “วิธีการของข้าก็คือ…สำนักคุ้มภัยทงเทียน!”
ที่แท้ เยี่ยเว่ยหมิงก็มีอีกหนึ่งแผนการสำหรับภารกิจครั้งนี้ เพียงแต่หลังจากได้ยินว่าสำนักคุ้มภัยทงเทียนคือตัวเลือกที่ดีที่สุด แผนการเดิมที่สุดแสนอันตรายนั่นก็ถูกเขาปัดทิ้งอย่างไม่ลังเลทันที
เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงสำนักคุ้มภัยทงเทียน หลินเจิ้นหนานก็แทบจะนับถือหนุ่มน้อยมือปราบที่อยู่ตรงหน้านี้แล้ว ต้องทราบไว้ว่าสำนักคุ้มภัยทงเทียนนี้ ไม่ใช่สำนักที่ใครจะปีนป่ายขึ้นไปตีสนิทด้วยก็ได้!
ขณะที่กำลังเฝ้าคอยอย่างใจจดใจจ่อ หลินเจิ้นหนานก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง “ใต้เท้าเยี่ยกับสำนักคุ้มภัยทงเทียนมีการไปมาหาสู่กันหรือ”
“เปล่าหรอก!” เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
หลินเจิ้นหนานรู้สึกวู่วามอยากจะด่าแม่เสียตรงนั้นเลย แต่เมื่อเห็นทีมหกคนที่แข็งกร้าวดุดันของเยี่ยเว่ยหมิง เขาก็ไม่ลังเลที่จะดับความคิดอันไม่ปรองดองนี้เสีย แล้วอธิบายด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “สำนักคุ้มภัยทงเทียนแล้วอย่างไรล่ะ ด้วยฐานะในยุทธภพของสำนักคุ้มภัยฝูเวย แค่บอกว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนร่วมอาชีพที่เป็นศัตรูกันก็ยังฟังดูโอ้อวดเกินไปเลย จะเอาความสามารถจากไหนไปทำให้พวกเขาออกหน้าช่วยเหลือ”
เมื่อเห็นว่าเจ้าสำนักคุ้มภัยหลินท่านนี้เจาะเข้ามาถึงทางตันแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็หัวเราะแห้ง เกลี้ยกล่อมว่า “ข้าถึงได้บอก ว่ามีราคาต้องจ่ายนิดหน่อย”
หลินเจิ้นหนานส่ายหน้าถอนหายใจต่อไป “สำนักคุ้มภัยฝูเวยของพวกเรา นอกจากทรัพย์สินในตระกูลจำนวนเล็กน้อยแล้ว จะมีสิ่งใดที่เข้าตาสำนักคุ้มภัยทงเทียนได้ แล้วสำนักคุ้มภัยทงเทียนก็ขาดเงินเสียที่ไหนกัน”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าขาดเงินหรือไม่ขาดเงิน” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “สำนักคุ้มภัยทงเทียนเปิดประตูทำการค้า ขอเพียงพวกเรามีเงินค่าจ้างคุ้มภัยก็เป็นลูกค้าได้แล้ว พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธกำไรที่อุตส่าห์มาส่งให้ถึงหน้าประตู เพียงแต่มือปราบเล็กๆ อย่างพวกเราไม่มีทรัพย์สินอะไร เงินค่าจ้างคุ้มภัยนี้ต้องให้เจ้าสำนักคุ้มภัยหลินคิดหาวิธีการเอง”
จนกระทั่งตอนนี้ หลินเจิ้นหนานก็เพิ่งเข้าใจเจตนาของเยี่ยเว่ยหมิง “ท่านหมายความว่า พวกเราต้องใช้ฐานะผู้จ้างเพื่อไหว้วานให้สำนักคุ้มภัยทงเทียนส่งพวกเราไปยังสถานที่ปลอดภัยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ๆๆ…” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายนิ้วไปมา “นายน้อยหลินต้องตามพวกเราไปที่สำนักมือปราบเทพสักรอบในฐานะที่เป็นผู้ต้องสงสัยที่ก่อคดีนอกเมือง และในฐานะพยานปากสำคัญคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวย หากเจ้าสำนักคุ้มภัยกับฮูหยินไม่วางใจ ก็ไปพร้อมกันได้ในฐานะพยาน”
เมื่อได้ฟังเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเช่นนี้ หลินเจิ้นหนานก็เรียกได้ว่าแสดงสีหน้าอารมณ์มากมาย “ใต้เท้าเยี่ยหมายความว่า พวกท่านจะจับตัวลูกชายข้า ทั้งยังให้ข้าออกเงินไหว้วานสำนักคุ้มภัยทงเทียนให้ส่งเขาไปที่สำนักมือปราบเทพด้วย?”
สำหรับคำถามของหลินเจิ้นหนาน เยี่ยเว่ยหมิงตอบด้วยสำเถียงภาษาถิ่นแถบเหนือ “แม่นแล้ว!”
หลินเจิ้นหนานพยายามข่มไฟโทสะของตัวเอง เตือนตัวเองไม่หยุดว่า สู้ไม่ไหวก็ต้องใจเย็นเข้าไว้ แล้วถามว่า “หากข้าไม่ยอมออกเงินก้อนนี้ล่ะ”
“เช่นนั้นพวกเราก็อยากช่วยแต่ไร้ความสามารถ” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่อย่างอันธพาล “แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของราชสำนัก พวกเราจะต้องสืบขั้นตอนการก่อคดีของอีกฝ่ายให้ละเอียดแน่นอน เขียนรายงานสรุปแปดพันตัวอักษรส่งไปให้หวงโส่วจุน รอให้เขาส่งยอดฝีมือมาปฏิบัติหน้าที่ ล้างความอัปยศให้ทุกคนในสำนักคุ้มภัยฝูเวยของพวกเจ้า”
ตอนนี้เฟยอวี๋ก็กล่าวเสริมเช่นกัน “หรือไม่พวกเจ้าก็ลองเดินออกจากสำนักคุ้มภัยสักสิบก้าว มุ่งหน้าไปหาสำนักคุ้มภัยทงเทียนสาขาเมืองฝูโจว ไปขอการคุ้มครอง”
ครั้งนี้หลินเจิ้นหนานนับว่าสิ้นไร้หนทางโดยสิ้นเชิงแล้ว หากพวกเขามีความสามารถที่จะหนีรอดจากสำนักชิงเฉิง ยังจะมาตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังเช่นนี้อีกหรือ
“ก็ได้ จัดการตามที่ใต้เท้าเยี่ยแนะนำ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็ส่งสายตาให้กัน แล้วยกมุมปากยิ้มอย่างพอใจพร้อมกัน
แม้จะเป็นตอนนี้ เฟยอวี๋ก็ยังมองเยี่ยเว่ยหมิงเป็นคู่ต่อสู้คนสำคัญที่สุด แต่สิ่งนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในการปฏิบัติงานของพวกเขา
ตอนแรกความคิดของหลินเจิ้นหนานเด็กน้อยไปหน่อย ภารกิจของสำนักมือปราบเทพก็คือให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงมาสืบหาความจริงในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของสำนักคุ้มภัยฝูเวย ไม่ได้มาคุ้มครองความปลอดภัยให้คน
แน่นอน หากปกป้องคนพวกนี้ไม่ให้ตายได้ ก็ควรจะมีโบนัสรางวัลภารกิจ แต่ทำได้เพียงนับเป็นรายการเพิ่มเติมเท่านั้น พวกเขาไม่อาจใกล้เกลือกินด่าง ปล่อยให้ทุกคนของตระกูลหลินหลุดจากการควบคุมของพวกเขาอยู่แล้ว
นำตัวผู้เกี่ยวข้องในคดีอย่างหลินผิงจือกลับมาช่วยสืบหาความจริงที่สำนักมือปราบเทพ นี่สิถึงจะเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด
ถึงตอนนั้น ต่อให้สำนักชิงเฉิงอยากจะมาหาเรื่อง แต่ก็มี NPC ระดับสูงของสำนักมือปราบเทพคอยต้านให้
ดูจากความสามารถที่หวงโส่วจุนแสดงก่อนหน้านี้ ก็รู้ว่า NPC ระดับสูงของสำนักมือปราบเทพนั้นไม่ได้ฝีมืออ่อนด้อยแต่อย่างใด และในเมื่อหวงโส่วจุนนั่นกล้าประกาศจัดระเบียบยุทธภพ คาดว่าอย่างน้อยก็น่าจะเก่งกว่าคนที่ชื่อว่าอวี๋ชางไห่อะไรนั่นนิดหนึ่งกระมัง?