วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

66-70

บทที่ 66
เมื่อเจรจาเงื่อนไขกับหลินเจิ้นหนานเสร็จ หกคนของทีมมือปราบเทพก็เริ่มรวมตัวประชุมเร่งด่วนก่อนต่อสู้กันทันที

ในสายตาของ NPC เหล่านั้น ผู้เล่นกลุ่มนี้ก็เหมือนมนุษย์หน้าโง่หกคนที่นั่งล้อมวงกันเงียบๆ บางครั้งก็เพียงยักคิ้วหลิ่วตาสื่อสารกันเท่านั้น

ที่จริงแล้วพวกเขากลับอยู่ในช่องทีม กำลังเจรจากันอย่างตึงเครียด

สะพานสวรรค์คริสตัล [จนป่านนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร ทำไมพวกเราต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน แล้วก็หลินผิงจือนั่นอีก เขาสำคัญมากหรือ ทำไมต้องพาเขากลับสำนักมือปราบเทพให้ได้]

เฟยอวี๋ [แน่นอนว่าหลินผิงจือต้องสำคัญอยู่แล้ว ตามที่พวกหลินเจิ้นหนานบรรยายไว้ก่อนหน้านี้ คดีนี้เกิดขึ้นเพราะหลินผิงจือฆ่าผู้ชายหน้าหม้อนั่น เขาถึงเป็นตัวละครสำคัญของคดี]

ซานเย่ว์ [ข้าเข้าใจความสำคัญของหลินผิงจือคนนี้ แต่ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ทำไมไม่หาข้ออ้างสักอย่างเพื่อพาหลินเจิ้นหนานกับฮูหยินไปสำนักมือปราบเทพด้วยกัน]

เฟยอวี๋ [อันนี้ก็ต้องถามสหายเยี่ยแล้ว ƪ(˘⌣˘)ʃ]

เยี่ยเว่ยหมิง [เฮ้อ…ฝ่ายเรากับฝ่ายศัตรูมีศักยภาพต่างกันเกินไป ข้าเองก็ทำไปเพื่อกระจายกำลังของศัตรู ถึงได้เกิดแผนการระดับต่ำนี้ขึ้น อิงจากข้อมูลที่แสดง ตระกูลหลินมีเพลงกระบี่ประจำตระกูลที่เป็นระดับสุดยอดวิชา พวกเขาถึงได้ถูกอำนาจหลายฝ่ายในยุทธภพจับจ้อง หากแยกกันปฏิบัติการ หลินเจิ้นหนานที่กุมความลับเพลงกระบี่ไว้จะช่วยกระจายกำลังของฝ่ายศัตรูไปได้เยอะมากแน่นอน]

สะพานสวรรค์คริสตัล [นี่เป็นความคิดที่ดีชัดๆ ทำไมถึงเรียกว่าแผนการระดับต่ำล่ะ]

เยี่ยเว่ยหมิง [พูดถึงจุดนี้น่ะหรือ ถ้าเป็นคนทั่วไปข้าไม่บอกหรอก]

ทุกคน [ชูนิ้วกลาง]

เยี่ยเว่ยหมิง [(。•ᴗ-) เอาละๆ อย่าตื่นเต้นไป]

[ที่จริงเป็นเพราะตอนที่ทำภารกิจ ข้าคนพบเคล็ดลับบางอย่าง นั่นก็คือในภารกิจเขียนรายการรางวัลเอาไว้ชัดเจน เป็นเพียงรางวัลพื้นฐานของภารกิจหนึ่งเท่านั้น หากมีระดับความสำเร็จที่ดีกว่าเดิม จะต้องได้รางวัลมากกว่าเดิมแน่นอน…

…ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายภารกิจครั้งนี้ของพวกเราก็คือสืบความจริงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวย ถ้าดูจากภายนอก ขอเพียงพวกเราไขคดีได้ก็พอ ไม่ต้องไปสนใจว่าสำนักคุ้มภัยฝูเวยจะมีคนตายเท่าไร หรือหลังจากพวกเรามาถึงที่นี่แล้วจะมีคนตายเพิ่มอีกเท่าไร…

…พวกเราเพียงแค่ต้องสืบหาตัวคนร้าย รายงานรายละเอียดของคดีขึ้นไปก็พอ ศัตรูที่ร้ายกาจเหล่านั้น พวกเราไม่จำเป็นต้องลงมือ…

…แต่ในความเป็นจริง หากพวกเราทำได้ดีกว่าเดิม รางวัลก็จะเพิ่มขึ้นเยอะตามไปด้วยแน่นอน…

…หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้ว ข้าก็แค่พบว่าแผนนี้เป็นความเสี่ยงต่ำที่ได้ผลตอบแทนสูงจริงๆ ข้าถึงได้ยอมถอยจากสิ่งที่ดีที่สุด แล้วมาเลือกสิ่งที่มีหลักประกันขั้นต่ำ…

…ดังนั้น ข้าถึงได้บอกว่านี่คือแผนการระดับต่ำ…]

ให้เวลาทุกคนเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อย่อยสิ่งที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็พูดต่อว่า [จะว่าไปแล้วก็โชคดีที่หลินผิงจือนั่นเอ่ยถึงสำนักคุ้มภัยทงเทียน ไม่อย่างนั้นข้าก็คิดวิธีการลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำสุดอย่างนี้ไม่ออก…]

ตอนนี้ เฟยอวี๋ที่อยู่อีกด้านส่งข้อความมาพูดต่อจากเขาได้อย่างถูกจังหวะ [หากหลินเจิ้นหนานอยากรับประกันความสงบสุขของทุกคนในครอบครัว ก็ต้องควักเงินค่าจ้างคุ้มภัยจ่ายแต่โดยดี พวกเราก็จะได้นำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มากที่สุดอย่างหลินผิงจือกลับสำนักมือปราบเทพโดยตรง ถึงตอนนั้นจะมี NPC ระดับสูงในสำนักคอยคุมพยานปากสำคัญคนนี้ แล้วพวกเราก็จะสืบหาความจริงได้เต็มที่แล้วเช่นกัน]

เจ้าหมอนี่ จนป่านนี้แล้วยังไม่ลืมที่จะแสดงถึงการมีอยู่ของตัวเอง มาแย่งซีนเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

จะว่าไปแล้ว ชื่อเสียงอันจอมปลอมของศิษย์พี่ใหญ่สำนักมือปราบเทพ สำคัญสำหรับเจ้าหมอนี่ขนาดนั้นเชียวหรือ

เยี่ยเว่ยหมิงมองสำรวจเจ้าหนุ่มที่ตั้งใจแข่งกับตัวเองปราดหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นสนทนา [ที่จริงแม้ข้าจะเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยอยู่ดี…

…นึกไม่ถึงว่าศัตรูจะกล้าทิ้งอักษรเลือดไว้ด้านนอกว่า ‘ออกจากประตูสิบก้าว ตาย’ ในเมื่อศัตรูไม่ปล่อยให้พวกเราพาสามคนของตระกูลหลินไปส่งให้สำนักคุ้มภัยทงเทียนอย่างปลอดภัย…

…ถ้าอย่างนั้น ต่อไปคงต้องเกิดศึกเดือดอีกไม่น้อย หากทุกคนมีอุปกรณ์อะไรที่ไม่ได้ใช้ก็นำออกมา แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองไม่มีกันสักหน่อย จะได้เพิ่มพลังรบให้ทั้งทีมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้]

ทุกคนตกอยู่ในความเงียบพร้อมกัน เฟยอวี๋ก็ยิ่งหัวเราะหึๆ ในใจ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งค่าสเตตัสของปลอกข้อมือสีน้ำเงิน ปลอกข้อมือหนังกบและตำราลับ ‘ขว้างดาราเหิน’ ออกมาที่ช่องทีม [ใครต้องการอันไหน ตอนนี้เสนอราคามาได้เลย ขอเพียงราคาเหมาะสม พวกเราก็ตกลงซื้อขายกันตรงนี้ได้]

เฟยอวี๋ที่เดิมทีเตรียมจะเมินเฉย ตอนนี้ยิ้มไม่ออกแล้ว

ก่อนหน้านี้เขายังนึกว่าการที่เยี่ยเว่ยหมิงเสนอแบบนี้ เป็นเพราะอยากจะเอาเปรียบคนอื่น แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะนำของออกมาแล้วจริงๆ ทั้งยังนำออกมาสามอย่างในรวดเดียวด้วย แบ่งเป็นอุปกรณ์สีฟ้าหนึ่งชิ้น อุปกรณ์สี่เขียวหนึ่งชิ้น กับตำราลับหนึ่งเล่ม!

ปล่อยของออกมาอย่างง่ายดายขนาดนี้…ดีนะที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้พูดแขวะ ไม่อย่างนั้นคงเท่ากับตบหน้าตัวเองดังเพี้ยะ!

ในตอนที่หลังจากค่าสเตตัสของอุปกรณ์และตำราลับปรากฏขึ้น กลุ่มปรึกษากลยุทธ์ก็เปลี่ยนเป็นกลุ่มประมูลขายทันที

ถังซานไฉ่ [ปลอกข้อมือสีน้ำเงิน 20 เหรียญทอง ตำราลับ ‘ขว้างดาราเหิน’ 10 เหรียญทอง!]

ซานเย่ว์ [‘ขว้างดาราเหิน’ 35 เหรียญทอง ปลอกข้อมือหนังกบ 25 เหรียญทอง! แต่ตอนนี้บนตัวข้าไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ให้เจ้าได้แค่ 50 เหรียญทองก่อน ส่วนที่เหลืออีก 10 เหรียญทองเขียนใบติดหนี้ไว้ก่อนได้]

โหยวโหยว [ปลอกข้อมือสีน้ำเงิน 30 เหรียญทอง!]

ถังซานไฉ่ [ก็ได้ ข้ายอมแพ้…]

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วมองเขาอย่างแปลกใจแวบหนึ่ง [สหายถังเหมือนจะไม่ค่อยสนใจของที่ข้านำออกมาเท่าไร]

ถังซานไฉ่อธิบายว่า [ปลอกข้อมือสีน้ำเงินก็เพิ่มพลังรบของข้าได้นิดหน่อย แต่ก็เพิ่มแบบมีขีดจำกัด สิ่งที่ข้าต้องการมากกว่าก็คือของที่เพิ่มประสิทธิภาพอาวุธลับ หรือไม่ก็ทำให้อาวุธลับเร็วขึ้น ปลอกข้อมือนี้เพิ่มความเร็วในการลงมือ ไม่ส่งผลลัพธ์แท้จริงต่อข้ามากนัก…

…ส่วน ‘ขว้างดาราเหิน’ นั่น ก็เหมือนที่บอกไว้ในข้อมูลแนะนำของมัน นี่คือสุดยอดทักษะมวยซั่นโส่วฉบับไม่สมบูรณ์ที่สำนักถังเหมินเผยแพร่ออกมาเท่านั้นเอง ข้าน่าจะเรียนมวยซั่นโส่วฉบับสมบูรณ์ของสำนักถังเหมินได้ ถึงตอนนั้นแม้จะรวมค่าประสบการณ์กันได้ แต่ก็ไม่ได้มีความหมายมากนัก]

ดังนั้น…

ถังซานไฉ่ยักไหล่ สื่อว่าตัวเองไม่ได้ต้องการของสองสิ่งนี้มากขนาดนั้น

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วแบ่งอุปกรณ์กับตำราลับมาขายให้ซานเย่ว์กับโหยวโหยว และบอกกับซานเย่ว์ว่า “ใบแสดงหนี้น่ะไม่ต้องแล้ว ของสองชิ้นนี้ต่อให้นำไปประมูลขาย สุดท้ายราคาซื้อขายก็เท่ากับที่เจ้าบอกอยู่ดี แต่การประมูลขายต้องโดนหัก พอมาถึงมือข้า ได้ราคาห้าสิบเหรียญทองก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เราเป็นคนกันเองทั้งนั้น ของสองชิ้นนี้ข้าคิดราคากับเจ้าแค่ห้าสิบเหรียญทองแล้วกัน”

“ขอบคุณอาหมิง!”

หลังจากยิ้มบางๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็หันตัวไปถามคนอื่น “การตกลงซื้อขายจบแล้ว ยังมีใครจะนำของออกมาประมูลขายอีกไหม”

จากการสาธิตของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าทำอย่างนี้ไม่ใช่การให้เปล่า เป็นการเปลี่ยนวิธีการขายของที่ตัวเองไม่ได้ใช้ทิ้งไปก็เท่านั้น แม้จะไมได้ราคาสูงสุด แต่ก็ไม่ได้ขาดทุน

จากนั้น ถังซานไฉ่ โหยวโหยวและซานเย่ว์ก็ต่างคนต่างนำอุปกรณ์ที่ตัวเองไม่ได้ใช้ออกมาประมูลขาย บรรยากาศในทีมเปลี่ยนเป็นปรองดองอยู่พักหนึ่ง

เมื่อได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศในทีม สหายเฟยอวี๋ที่ลังเลแล้วลังเลอีก สุดท้ายก็หยิบของออกมาชิ้นหนึ่งเช่นกัน

[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีเขียว): แหวนที่มีตราประทับรูปกระบี่

โจมตี +30

ป้องกัน +30

ความเร็วโจมตีอาวุธประเภทกระบี่ +1%!]

เมื่อเห็นค่าสเตตัสนี้ ก็รู้แล้วว่าเป็นชุดอุปกรณ์ของมือกระบี่ โดยเฉพาะรายการที่บอกความเร็วโจมตีอาวุธ ดูแล้วเอฟเฟ็กต์น่าจะไม่เลวเลย

ใจเต้นไม่สู้ปฏิบัติจริง เยี่ยเว่ยหมิงเสนอราคาผ่านช่องทีมจำนวนสามสิบเหรียญทองทันที

หลังจากได้เห็นราคาแล้ว สะพานสวรรค์คริสตัลที่ยืนกดอักษรอยู่เงียบๆ เพิ่งจะพิมพ์คำว่า ‘สิบห้าเหรียญทอง’ เสร็จก็ต้องลบแล้ว ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จากนั้น แหวนคุณภาพสีเขียวที่ค่าสเตตัสไม่เลววงนี้ ก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงซื้อไว้ด้วยราคาปกติ

หลังจากซื้อขายเรียบร้อยแล้ว เฟยอวี๋ก็มองเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นมาสามสิบเหรียญทองบนหน้าบัญชีของตัวเอง พร้อมเริ่มขมวดคิ้วครุ่นคิดโดยไม่รู้ตัว

ราวกับว่าตั้งแต่แรกเริ่ม ของที่เยี่ยเว่ยหมิงนำออกมามีแต่เหมาะสมกับสาวที่สนิทที่สุดอย่างซานเย่ว์กับโหยวโหยวเท่านั้น ส่วนของอย่างอื่น ต่อให้จะบอกว่าไม่เหมาะกับถังซานไฉ่เหมือนกัน เขาก็แค่ประมูลขายไอเทมให้สำเร็จผ่านวิธีการประกาศแบบนี้ก็เท่านั้นเอง แต่แหวนวงนี้ที่เดิมทีตัวเองเตรียมจะขายทิ้งในงานประมูล สุดท้ายกลับยกประโยชน์ให้เจ้าหลานคนนี้เสียแล้ว?

นี่คืออุบายชัดๆ!

คนฉลาดอย่างฉัน ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกเจ้าหมอนี่วางอุบายใส่แล้ว!

น่าโมโหโว้ย!

บทที่ 67
หลังจากตกลงซื้อขายเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะเยี่ยเว่ยหมิงที่ได้สวมแหวนกระบี่อวิ๋นไถ เพียงชักกระบี่ชิงจู๋ออกมาอย่างสบายมือก็เกิดประกายคมกระบี่หลายดอก ท่วงท่าสง่างาม บนใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มพึงพอใจ

เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับเอฟเฟ็กต์ความเร็วที่มากับแหวนวงนี้มาก เพียงแต่เฟยอวี๋ที่มองอยู่ข้างๆ กลับหมั่นไส้จนกัดฟันกรอด

อันที่จริง เอฟเฟ็กต์ของแหวนวงนี้ก็ยอดมากจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มโจมตีกับป้องกัน แค่ความเร็วในการโจมตีเคล็ดกระบี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว ก็ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกถึงความแตกต่างตอนที่ใช้กระบี่ได้อย่างชัดเจนแล้ว

แม้ความแตกต่างจะไม่ได้ชัดเจนมาก แต่กลับมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นแล้วจริงๆ

ต้องทราบไว้ว่า ยามยอดฝีมือต่อสู้กัน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดความแตกต่างพันลี้

อีกทั้งหลังจากผ่านการทดสอบเมื่อครู่นี้ ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่เขาแน่ใจแล้วเช่นกัน นั่นก็คือ ‘ความเร็วในการโจมตีเคล็ดกระบี่’ ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของกลไก แต่เป็นการขยายขีดจำกัดความเร็วตอนเขาใช้กระบี่โจมตี หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ตอนที่เขาอยากจะให้กระบี่ของตัวเองเร็วกว่านี้อีกหน่อย ค่าสถานะนี้ก็จะแสดงบทบาทของมัน ในทางกลับกัน หากอยากจะให้กระบี่ของตัวเองช้าลง ก็ทำให้ช้าลงได้เช่นกัน

เป็นของดีจริงๆ ด้วย!

เมื่อปรึกษากันภายในทีมเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าทีมหุ่นเชิดของสำนักมือปราบเทพ…เอิ่ม ไม่ใช่สิ แม่นางซานเย่ว์ผู้เป็นหัวหน้าทีมก็ไปหาหลินเจิ้นหนานอีก “เจ้าสำนักคุ้มภัยหลิน เรื่องนี้จะชักช้าไม่ได้ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”

“เร็วขนาดนี้เชียวหรือ” หลินเจิ้นหนานได้ยินแล้วอดถามอย่างประหลาดใจไม่ได้ “หากออกเดินทางตอนนี้ จะเร่งรีบเกินไปหรือเปล่า พวกเรายังเตรียมตัวไม่เรียบร้อยเลย”

“แต่พวกเราเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงคอยพิมพ์อักษรบัญชาการอยู่ในช่องทีม ซานเย่ว์รับหน้าที่ถ่ายทอดเป็นคำพูด “และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ศัตรูก็ไม่ได้เตรียมตัวเหมือนกัน หากออกเดินทางตอนนี้ ถึงจะกุมอำนาจฝ่ายรุกไว้ในมือตัวเองได้มากที่สุด”

เมื่อหลินเจิ้นหนานได้ยินว่าการหารือได้รับการพิจารณาแล้ว ก็กล่าวทันทีว่า “พวกเราจะไปเตรียมเงินค่าจ้างคุ้มภัย ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” เมื่อพูดจบ เขาก็วิ่งเหยาะไปทางโถงหลังด้านของสำนักคุ้มภัย

แม้ในใจลึกๆ ของหลินเจิ้นหนานจะเป็นเพียงพ่อค้าคนหนึ่ง แต่เขาก็เข้าใจหลักการ ‘ความเร็วคือหัวใจสำคัญของปฏิบัติการทางทหาร’ เช่นกัน จึงไม่ชักช้าแม้แต่น้อย กลับเป็นหลินผิงจือที่อยู่ข้างกันที่กล่าวอย่างไม่เข้าใจว่า “แต่ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวันนะ พวกเราเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายคนขนาดนี้ จะไม่สะดุดตาไปหน่อยหรือ เหตุใดไม่รอให้ถึงตอนค่ำแล้วค่อยออกเดินทาง”

ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาเสียจริง

เฟยอวี๋ที่แน่ใจแล้วว่าหลินผิงจือไม่ใช่ตัวละครธรรมดาก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วตบบ่าเขาพร้อมชี้แนะอย่างจริงใจว่า “หัวหน้าคุ้มภัยน้อย เจ้าอยากแสดงความฉลาด แต่กลับกลายเป็นทำให้เสียเรื่องแล้ว! เจ้าต้องจำไว้นะว่าพวกเราเป็นทหาร พวกเขาต่างหากที่เป็นโจร ดังนั้นยิ่งเป็นตอนกลางวันแสกๆ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อพวกเรา”

หลังจากหยุดไปครู่เดียว เขาก็ถามกลับอีกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าคิดว่าหากพวกเราออกเดินทางตอนกลางคืน จะปิดบังหูตาของพวกเขาได้หรือ”

หลินผิงจือพยักหน้าสื่อว่าได้รับคำชี้แนะแล้ว ตามด้วยบอกว่า “ความผิดที่ข้าก่อ ข้ายินดีแบกรับไว้คนเดียว หวังเพียงว่าตอนที่พวกเจ้าพาข้าออกไป จะไม่ใส่เครื่องจองจำข้า แม้ทักษะยุทธ์ของข้าจะต่ำต้อย แต่ข้าก็ไม่อยากกลายเป็นตัวถ่วง”

สำหรับคำขอที่มีเหตุผลของหนุ่มน้อยสุดหล่อหลินผิงจือ ทุกคนของสำนักมือปราบเทพเห็นด้วย

ส่วนเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งไม่ได้ซับซ้อนเลย

เนื่องจากบนตัวของพวกเยี่ยเว่ยหมิง ไม่มีใครพกไอเทมประเภทเครื่องจองจำอะไรมาทั้งนั้น

อย่างไรเสียสำนักมือปราบเทพก็ไม่เหมือนกับหน่วยงานทั่วไป คนที่พวกเขาต้องรับมือล้วนเป็นคนในยุทธภพที่ชั่วช้าสารเลว หากอยากจะจับเป็นก็เป็นการดันทุรังทำเรื่องยากเกินไป พวกเขาโน้มเอียงไปทางการจับตายคามากกว่า

ตั้งแต่เริ่มทำงานนี้มาจนถึงปัจจุบัน หลินผิงจือเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรกที่ไม่ขัดขืนพวกเขา

ขณะที่พูดอยู่นั้น หลินเจิ้นหนานนำเงินถุงใหญ่ที่เตรียมไว้สะพายหลังแล้ว หลังจากสั่งงานผู้คุ้มภัยกับคนงานในสำนักคุ้มภัยพักหนึ่ง ขบวนเดินทางเก้าคนที่ประกอบด้วยทีมเล็กของสำนักมือปราบเทพและสามพ่อแม่ลูกตระกูลหลินก็ออกจากประตูใหญ่สีแดงของสำนักคุ้มภัยฝูเวยอย่างเอิกเกริก

ด้านนอกประตูใหญ่ แผ่นหินที่เขียนตัวอักษรเลือดไว้ว่า ‘ออกจากประตูสิบก้าว ตาย’ ยังคงสะดุดตาสะเทือนใจ นอกจากแผ่นหินก็ยังมีกลุ่มคนที่แต่งกายเหมือนผู้เล่นยืนอยู่สิบกว่าคน กำลังลับอาวุธรอต่อสู้

เมื่อได้เห็นฉากนี้ หลินเจิ้นหนานก็อดขี้ขลาดกวาดกลัวไม่ได้ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็กวักมือ “ศัตรูยังมีจำนวนเท่ากับก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรน่ากลัว ตามข้าฝ่าออกไป!”

เยี่ยเว่ยหมิงพูดพลางบุกนำไปก่อน ชักกระบี่ชิงจู๋เบิกทางอยู่ข้างหน้า ส่วนคนที่เหลือก็ตามติดอยู่ข้างหลังเขา

“บัดซบ! นึกไม่ถึงว่าจะกล้าฝ่าวงล้อมซึ่งๆ หน้า เจ้าพวกนี้มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว!”

“กำจัดพวกเขา!”

“ใช่! ทำให้พวกเขาตายให้หมด!”

“อย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”

“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!…”

……

กลุ่มผู้เล่นที่ดักอยู่ตรงประตู หลังจากได้เห็นพวกเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ก็เรียกได้ว่าเอ็ดตะโรอย่างกำเริบเสิบสาน ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงคิดว่ากำลังจะเกิดศึกเดือดที่น่าเวทนากว่าตอนเข้าประตูมา คนกลุ่มนี้กลับตะโกนว่าจะโจมตีพร้อมทั้งหลีกทางเดินให้พวกเขาทางหนึ่ง ทยอยกันออกจากขอบเขตการโจมตีของกระบี่ชิงจู๋ของเยี่ยเว่ยหมิง

จากนั้นก็ยืนอยู่สองข้างทางและตะโกนว่าจะฆ่าพวกเขาต่อไป

จะว่าไปแล้ว คนพวกนี้คงไม่ได้สมองมีปัญหาหรอกใช่ไหม

เพียงแต่ตอนนี้ต้องทำงานแข่งกับเวลา สำหรับทีมของสำนักมือปราบเทพ ผู้เล่นทั่วไปเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวเลย อย่างมากก็แค่ถ่วงเวลาพวกเขาได้นิดหน่อยเท่านั้น

อย่างไรเสียระหว่างผู้เล่นทั่วไปกับยอดฝีมือ ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

คนที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวจริงๆ ก็คือ NPC ยอดฝีมือฝ่ายศัตรู

หรือถ้าพูดให้ชัดเจนตรงไปตรงมากว่านั้นก็คือ เป็นสำนักชิงเฉิงที่มาฝูโจว ถึงขั้นอาจจะเป็น NPC ยอดฝีมือที่รวมอวี๋ชางไห่ไว้ในนั้นด้วย!

ครั้งนี้พวกเขาทำศึกฝ่าวงล้อม เดิมพันว่าต้องส่งสามพ่อแม่ลูกตระกูลหลินไปให้ถึงสำนักคุ้มภัยทงเทียนสาขาฝูโจวก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตัว

หากไปถึงก่อนแม้เพียงวินาทีเดียว ก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น ไม่อย่างนั้นใครจะรู้ว่าวินาทีถัดไป อวี๋ชางไห่ที่อยู่ในฐานะเจ้าสำนักจะกระโดดออกมาเล่นบทโหดกับพวกเขากะทันหันหรือเปล่า

ส่วนผู้เล่นพวกนี้จะเล่นลูกไม้อะไร ตอนนี้เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะมาครุ่นคิดเรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงไม่เข้าใจก็คือ จนกระทั่งพวกเขาเดินออกจากซอย สลัดพวกผู้เล่นทิ้งไว้ข้างหลังได้ร้อยเมตร ก็ยังไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีจะไล่ตามมา ราวกับว่าจุดประสงค์ที่พวกเขามาดักประตูไว้ ก็เพื่อจะพูดปากเปล่าเฉยๆ ว่าจะสู้ตายกับพวกเยี่ยเว่ยหมิง

ทว่าความจริงจะเหลวไหลลวงโลกถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ความจริงก็เหลวไหลอย่างนี้แหละ ความจริงก็ไร้เหตุผลอย่างนี้

ตอนแรกที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งสังหารพวกลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่ หลังจากเข้าสำนักคุ้มภัยฝูเวยมาแล้ว คนกลุ่มนี้ที่ได้รับภารกิจมาพร้อมกับพวกนั้นก็ได้รับพิราบส่งจดหมายจากพวกลูกชิ้นแล้ว

เนื้อหาในจดหมายคร่าวๆ ก็คือ พวกข้าถูกสังหารตายแล้ว พวกเขาบอกว่าตัวเองเป็นคนของสำนักมือปราบเทพ พิลึกคนเกินไปแล้ว!

พวกเขาไม่เพียงแค่มีศักยภาพแข็งแกร่ง หกคนนี้สังหารพวกเราสิบคนโดยที่ฝ่ายตัวเองไม่เสียสมาชิกเลย อีกทั้งหลังจากพวกเราถูกสังหารแล้ว ก็นึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้ฟื้นชีพที่จุดฟื้นชีพของเมืองฝูโจว แต่ไปฟื้นชีพในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพแทน!

ใครไม่เคยฆ่าคนก็ยังดีหน่อย ถูกคุมขังเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ส่วนพวกที่เคยฆ่าคนก็ซวยแล้ว NPC ทุกคนของสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่เคยฆ่าไป ก็จะเพิ่มโทษไปคนละสามชั่วโมง ไม่มีลดหย่อน!

โอ้สวรรค์! นี่ยังมีกฎเกณฑ์อยู่ไหม ยังมีกฎหมายอยู่ไหม?

ที่ดวงซวยที่สุดก็คือลูกชิ้นน้อยเชอร์รี่ เพราะก่อนหน้านี้นางสังหาร NPC ของสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่ทดลองหนีออกมาห้าคน ต้องติดคุกสิบหกชั่วโมงกว่าจะถูกปล่อยออกมา!

หลังจากรู้ว่าเมื่อถูกฆ่าแล้วจะต้องเผชิญกับสถานการณ์อย่างนี้ ถามหน่อยว่ายังจะมีใครมาสู้ตายกับพวกเยี่ยเว่ยหมิงอีกไหม

หากไม่ใช่เพราะ NPC ลึกลับที่แจกภารกิจก็เหี้ยมโหดใจดำเหมือนกัน สังหารผู้เล่นที่หมายจะละทิ้งภารกิจต่อหน้าพวกเขา เกรงว่าพวกเขาคงจะทิ้งภารกิจนี้ไปนานแล้ว ควรจะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นไปแล้ว

เพียงแต่การไม่ให้ละทิ้งภารกิจนั้นไม่ได้สำคัญ พวกเขาแอบกินแรงเพื่อนได้! แล้วใครจะมาทำอะไรพวกเขาได้อีก

อีกด้านหนึ่ง หลังจากพวกเยี่ยเว่ยหมิงฝ่าวงล้อมชั้นแรกของศัตรูได้โดยมือไม่เปื้อนเลือด ในที่สุดก็เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อแล้ว

NPC สี่คนที่มาจากสำนักชิงเฉิงที่แม้จะโพกผ้าดำทั้งหมด แต่ชื่อที่ลอยอยู่เหนือศีรษะกลับแสดงฐานะของพวกเขาชัดเจน

บทที่ 68
[โหวเหรินอิง]

หนึ่งในสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิง มีชื่อเสียงและความสามารถไม่ธรรมดาในบรรดาคนรุ่นเดียวกันในยุทธภพ

เลเวล: 25

พลังชีวิต: 7000/7000

กำลังภายใน: 3500/3500

……

[หงเหรินสยง]

หนึ่งในสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิง…

……

[อวี๋เหรินหาว]

เหมือนกับด้านบน

……

[หลัวเหรินเจี๋ย]

เหมือนกับด้านบน

……

สี่คนนี้ดูแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นการรวมกลุ่มกลุ่มหนึ่ง ทั้งยังเป็นกลุ่มระดับต่ำมากด้วย

หากจะตีเนียนรวมกลุ่มให้ได้จริงๆ ก็จะต้องมีจุดร่วมและปัจจัยสำคัญสองอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นสี่ผู้คุมกฎของพรรคจรัส จุดร่วมของพวกเขาก็คือทักษะยุทธ์อันแข็งแกร่ง แต่นิสัย รูปลักษณ์ภายนอกและจุดเด่นต่างๆ กลับแตกต่างกัน นี่สิถึงจะเรียกว่าการรวมกลุ่มที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

แต่ให้แย่กว่านั้นหน่อย ต่อให้เป็นเก๋ออ๋างโส่วกับจีไหลเหย่ก่อนหน้านี้ ก็มีจุดเด่นของตัวเองชัดเจนเช่นกัน แม้จุดเด่นของพวกเขาจะไม่น่าสรรเสริญเท่าไรนักก็ตาม

แต่สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงนี่ไม่ไหวเลย พวกเขามีชื่อที่คล้ายกัน รูปร่างคล้ายกัน ความสูงใกล้เคียงกัน เครื่องแต่งกายเหมือนกันทุกอย่าง กระบี่ที่พกยังเหมือนกันโดยสมบูรณ์…ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะมีค่าสเตตัสเหมือนกันทุกอย่าง!

ตัวละครที่แม้แต่ผู้ออกแบบเกมก็ยังขี้เกียจจะสิ้นเปลืองพลังความคิดไปกับมัน โดยทั่วไปพอจะตีเนียนใส่เครื่องหมาย ‘=’ ไว้หน้าคำว่า ‘ตัวแทงค์’ ให้พวกเขาได้เลย

เพียงแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ประมาทศัตรู กลับเตือนคนอื่นๆ ในช่องทีมว่า [ชื่อของสี่คนฝ่ายตรงข้ามคล้ายกันมาก ค่าสเตตัสก็เหมือนกันทุกอย่างอีก เกรงว่าระหว่างพวกเขาคงร่วมรบอย่างรู้ใจกันที่สุด ถึงขั้นมีสกิลโจมตีร่วมประเภทค่ายกลด้วยหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ เวลากระชั้นชิด พวกเราเสี่ยงอันตรายไม่ได้ ข้าแนะนำให้ทุกคนแยกกันกำจัด!]

[ไม่มีปัญหา!] ×5

“ดี!” หลังจากได้รับคำตอบที่แน่นอนจากทุกคนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวทันทีว่า “โหวเหรินอิงเดี๋ยวข้าจัดการเอง สะพานสวรรค์น้อยกับโหยวโหยวรับมือกับหงเหรินสยง อวี๋เหรินหาวส่งให้สหายถังกับซานเย่ว์ เฟยอวี๋ วิชาดาบของเจ้าได้ทั้งโจมตีและป้องกัน น่าจะถ่วงเวลาหลัวเหรินเจี๋ยได้สักพักหนึ่ง มีแต่ต้องรบกวนคนมีความสามารถเช่นเจ้าแล้ว หากต้านให้ได้สักพัก ทางฝั่งพวกเราก็จะรีบสู้ให้เร็วที่สุด แล้วรีบไปสนับสนุนเจ้า”

เมื่อฟังการแจกจ่ายงานของเยี่ยเว่ยหมิงจบ เฟยอวี๋ก็อยากจะบอกมากว่าที่จริงข้าก็อยากเป็นสายซัพพอร์ตที่คอยยิงปิ้วๆๆๆ อยู่ข้างหลังเหมือนกัน

แต่เมื่อเห็นว่าเยี่ยเว่ยหมิงเลือกคู่ต่อสู้มาหนึ่งคนเพื่อสู้กันตัวต่อตัว สหายเฟยอวี๋ที่ชอบแข่งขันกับเขาก็ย่อมไม่ยอมแสดงความอ่อนแออยู่แล้ว กล่าวทิ้งท้ายว่า “ใครจะช่วยสนับสนุนใครมันก็ไม่แน่หรอก!” แล้วก็แกว่งดาบโจมตีไปทางหลัวเหรินเจี๋ยทันที

ในขณะเดียวกันนี้เอง อีกห้าคนที่เหลือก็ตอบสนองเร็วเช่นกัน ยังไม่ทันรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากพูดตามบท ก็ต่างคนต่างถืออาวุธโจมตีไปคู่ต่อสู้ที่เยี่ยเว่ยหมิงแบ่งให้พวกเขาแล้ว

อันที่จริง สำหรับผู้เล่นในปัจจุบันนี้ ถ้าอยากจะรับมือกับ BOSS เลเวลยี่สิบห้าก็ยังค่อนข้างเปลืองแรงมาก ต่อให้ทีมเล็กของสำนักมือปราบเทพจะเป็นยอดฝีมือทั้งหมด แต่เมื่อรับมือกับศัตรูแบบนี้ก็ไม่ทำให้ได้เปรียบกว่าสักเท่าไร

โหยวโหยว สะพานสวรรค์น้อย ซานเย่ว์ ถังซานไฉ่ เนื่องจากสู้แบบสองรุมหนึ่ง ก็ถือว่ายังคุมสถานการณ์อยู่

แต่สถานการณ์ของเฟยอวี๋ไม่ได้สวยงามขนาดนั้น

ในสถานการณ์ที่สู้กันตัวต่อตัว ผู้เล่นคนหนึ่งที่เลเวลสิบกว่า เมื่อสู้กับ BOSS เลเวลยี่สิบห้า โดยส่วนใหญ่ก็จะถูกอีกฝ่ายกดไว้ทุกทาง ขื่นขมจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว หากไม่ใช่เพราะวิชาดาบที่พวกเขาฝึกมามีกระบวนท่ายอดเยี่ยม เกรงว่าอาจจะยืนหยัดไม่ถึงตอนที่คนอื่นจัดการคู่ต่อสู้เสร็จจริงๆ ก็ได้

เฟยอวี๋แอบชำเลืองฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงปราดหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าสถานการณ์จะตรงกันข้ามกับเขา!

เผชิญหน้ากับ BOSS เลเวลยี่สิบห้าเหมือนกัน แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับอาศัย ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นจากเนื้อหมาป่าย่าง ด้วยความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ด้านค่าสเตตัส หลังจากเขาปล่อยพลังทำลายล้างของ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เต็มที่ ก็ยิ่งยืนอยู่ในฝ่ายได้เปรียบได้มั่นคงกว่าเดิม

เมื่อได้เห็นฉากนี้ เฟยอวี๋ก็ยิ่งรู้สึกกดดันเหมือนโดนภูเขาทับ

เป็นอย่างที่คาดไว้ นี่ทักษะยุทธ์ของอีกฝ่ายทิ้งห่างจากตัวเองไปเกินครึ่งแล้วหรือ

ความคิดนี้แวบผ่านเข้ามาในหัวเพียงประเดี๋ยวเดียว เฟยอวี๋ก็รวบรวมสมาธิรับมือกับศัตรูแข็งแกร่งที่อยู่ตรงหน้าทันที

ที่จริงแล้ว ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่เยี่ยเว่ยหมิงเรียนมาไม่ได้เยี่ยมยอดกว่า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ในด้านกระบวนท่าเลย อีกทั้งความแตกต่างก็ไม่ใช่น้อยๆ หากตัดสินตามระดับวิชาที่ระบบแบ่งให้ วิชาหนึ่งคือระดับ ‘ไม่เข้าขั้น’ ส่วนอีกวิชาคือ ‘ระดับกลาง’ ระหว่างสองวิชานี้ยังมี ‘ระดับต้น’ คั่นอยู่อีก จะบอกว่าแตกต่างไม่มากก็ไม่ได้

ไม่ว่าจะมองจากโบนัสสเตตัสของเคล็ดกระบี่สองแขนงนี้ หรือระดับความยอดเยี่ยมด้านกระบวนท่า ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ก็เทียบ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ไม่ติดเลย

แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ของเยี่ยเว่ยหมิงเลเวลสูงกว่า!

เขาเพิ่งฝึก ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ที่เพิ่งได้มาถึงเลเวลสามอยู่เลย หากเทียบกับ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเก้า ไม่ว่าจะเป็นระดับความชำนาญของกระบวนท่าหรือโบนัสเตตัส ก็ยังห่างชั้นกันไม่ใช่น้อยๆ ตอนเจอกับศัตรูที่เก่งกาจ แน่นอนว่าใช้ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่เลเวลสูงกว่าก็ย่อมทำให้คนวางใจได้มากกว่าอยู่สักหน่อย

หลังจากประมือกันไปสิบกว่ายก ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็คว้าโอกาสได้ กวาดกระบี่ไปตรงใต้ซี่โครงด้านซ้ายของโหวเหรินอิง

-836!

ถูกพิษ!

ภายใต้กระบี่เดียว ค่าพลังชีวิตหนึ่งในสิบของ BOSS ก็หายไปในชั่วพริบตาเดียวแล้ว!

แต่นี่ก็ไม่ใช่จุดสำคัญ จุดสำคัญมากจากลักษณะพิเศษของกระบี่ชิงจู๋ ทำให้โหวเหรินอิงติดสถานะถูกพิษแล้ว

ต้องทราบไว้ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ การถูกพิษไม่ใช่แค่การโดนหักค่าพลังชีวิตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังทำให้ค่าสเตตัสอ่อนแอลงด้วย ในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นติดสถานะหมดแรง หรือวิงเวียนได้ โรมรันต่อสู้ต่อลำบากมาก

โหวเหรินอิงในตอนนี้ก็เป็นแบบนี้ หลังจากโดนพิษแล้ว สเตตัสอื่นๆ ก็ถูกหักประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ เขาที่เดิมทีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเยี่ยเว่ยหมิงอยู่แล้ว เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ก็ย่อมย่ำแย่กว่าเดิม หลังจากผ่านไปสามกระบวนท่า ขาซ้ายก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่า ‘เขี่ยหญ้าหางู’ ฟันจนบาดเจ็บอีก ทำให้เกิดผลเส้นเอ็นขาด ความสามารถในการเคลื่อนไหวแทบจะหายหมด

เมื่อขาดความสามารถในการเคลื่อนไหว ผลกระทบที่ได้รับก็ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวช้าลงเท่านั้น ถึงขั้นว่าแม้แต่การเปลี่ยนแปลงท่วงท่าและการก้าวเดินในระหว่างการต่อสู้ก็ได้รับผลกระทบมากสุดๆ ด้วยเช่นกัน!

หลังจากโจมตีครั้งเดียวสำเร็จ เยี่ยเว่ยหมิงพลันก้าวออกไปในแนวเฉียง แสดงประสิทธิภาพสูงสุดของท่าร่างแปดก้าวไล่ทันคางคกออกมา ลอดผ่านด้านซ้ายของโหวเหรินอิงไปอยู่ด้านหลังในรวดเดียว

สัญชาตญาณทำให้โหวเหรินอิงอยากจะหันตัวมารับมือกับศัตรู แต่เนื่องจากขาได้รับบาดเจ็บจึงก้าวเท้าช้าลงครึ่งก้าว ถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่าไซซีกุมดวงใจแทงบนจุดจื้อสือเสวียข้างซ้ายแล้ว

-915!

“อ๋า อู๊ว!”

จุดจื้อสือเสวียนี้เป็นหนึ่งในเส้นประสาทควบคุมการหัวเราะของร่างกายมนุษย์ เมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรง โหวเหรินอิงก็ส่งเสียงร้องประหลาดสุดๆ ออกมาทันที เหมือนเสียงหมาป่าหอน เหมือนเสียงนกคร่ำครวญ เหมือนเสียงจิ้งจอกคำราม ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเสียงโลมาอยู่บางส่วน เสียงขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีคำไหนจะบรรยายได้

เสียงร้องประหลาดเช่นนี้ ทำให้คนอื่นที่ต่อสู้อยู่ตามจุดต่างๆ ตกใจทันที พากันมองไปทางเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาประหลาด ราวกับกำลังถามเขาว่า เขาทำเรื่องโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมอะไรกับ BOSS คนนี้กันแน่

จากนั้นพวกเขาก็ต่างคนต่างหันกลับไป ต่อสู้ของตัวเองต่อไป

นี่ถือเป็นการเผือกเรื่องชาวบ้านที่ค่อนข้างมีสติสัมปชัญญะสินะ

เสียงร้องนี้ของโหวเหรินอิง ทำให้กำลังภายในที่เดิมทีก่อตัวขึ้นมาแล้วกระจายตัวทันที เมื่อพลังรั่วไหล ทั้งข้างบนข้างล่างรอบตัวก็กลายเป็นช่องโหว่มากมายทันที กระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงอยากจะแทงไปตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น

ใช้ท่าไซซีกุมดวงใจโจมตีต่อมฮาของศัตรู ทำให้ทักษะยุทธ์ไร้กำลัง

ท่านี้จะเรียกว่า…ไซซีกุมต่อมฮาได้หรือเปล่า?

บทที่ 69
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าสามนาทีพูดหยอก เจ็ดนาทีพูดเสริมในการแสดงตลก…แค่กๆ เยี่ยเว่ยหมิงที่ฉวยโอกาสตอนโหวเหรินอิงไม่ได้รวบรวมกำลัง หมุนกระบี่ชิงจู๋ปาดบนข้อมือของอีกฝ่ายทันที

ในขณะที่เจ็บปวด แม้แต่อาวุธในมือโหวเหรินอิงก็จับไม่ไหว ‘แกร๊ง!’ กระบี่ล้ำค่าร่วงลงพื้น

ในตอนนี้เอง หัวหน้าของกลุ่มสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงถูกเยี่ยเว่ยหมิงเล่นงานจนกลายเป็นเนื้อบนเขียงโดยสิ้นเชิงแล้ว ได้แต่ปล่อยให้เขากระทำตามอำเภอใจ!

ในเมื่อโหวเหรินอิงให้ความร่วมมือขนาดนี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าถ้าตัวเองไม่ฉวยโอกาสทำอะไรสักหน่อย ก็ถือว่ามองข้ามความหวังดีของผู้อื่นเกินไปแล้ว เขาจึงรวบรวมพลังภายในไว้บนกระบี่ชิงจู๋ในมือทันที แล้วใช้ท่า ‘ไซซีกุมดวงใจ’ โจมตีอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

ปากก็ยังท่องบทของตัวประกอบ “ใช่แล้ว! ไม่ผิดหรอก! ไปตามทางของเจ้าเถอะ!…”

โหวเหรินอิง “อ๋า!”

……

[ติ๊ง! คุณสังหารโหวเหรินอิง BOSS เลเวล 25 สำเร็จ ได้รับ:

ค่าประสบการณ์ +4000 แต้ม

ค่าตบะ +400 แต้ม!]

หลังจากกำจัดโหวเหรินอิงแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ใส่ยาเม็ดฟื้นฟูกำลังภายในเข้าปากเม็ดหนึ่ง ไม่สนใจการคลำศพแล้วเช่นกัน เขาหันตัวไป สายตาไปหยุดอยู่บนสนามรบอีกสามจุด

สรุปได้ว่าทีมเล็กๆ ของสำนักมือปราบเทพที่สู้แบบสองรุมหนึ่งยังคงสู้อย่างมั่นคง กลุ่มของโหยวโหยวและสะพานสวรรค์คริสตัลได้เปรียบอย่างมั่นคง ทีมของซานเย่ว์ราบรื่นจนแทบจะบินได้ พวกเขาล้วนอาศัยความได้เปรียบจากการโจมตีระยะไกลบวกโจมตีระยะประชิดเพื่อรับมือกับศัตรูได้ ตอนนี้แต่ละทีมต่างก็กำลังบดขยี้ค่าพลังชีวิตของ BOSS ไปแล้วไม่น้อย

ส่วนสถานการณ์ทางด้านเฟยอวี๋ก็ไม่ค่อยสวยงามเท่าไร

ต้องทราบไว้ว่าเขากับเยี่ยเว่ยหมิงได้สู้ตัวต่อตัวกับ BOSS เหมือนกัน แต่เขากลับไม่มีค่าสเตตัสร้ายกาจกับเนื้อหมาป่าย่างเหมือนเยี่ยเหวยหมิง แม้ในด้านกระบวนท่าจะยังรับมือไหว แต่ค่าสเตตัสที่ไม่ได้เรื่องก็ทำให้โดน BOSS กดโดยสิ้นเชิงอยู่ดี

ภายในเวลาสั้นๆ ยังพอไหว แต่เมื่อเวลานานไป ก็มีหลายจุดที่รับมือไม่ทั่วถึงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้เขาถูกหลัวเหรินเจี๋ยโจมตีจนเสียพลังชีวิตไปแล้วหนึ่งในสามส่วน

ส่วนพลังชีวิตสองในสามส่วนที่เหลือแม้จะดูเหมือนไม่น้อย แต่ถ้า BOSS หาโอกาสเจอเมื่อไร แค่ใช้สามกระบี่ก็จัดการเขาได้แล้ว แต่ตอนนี้นับว่าอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมแล้ว

ไม่มีความลังเลใดๆ เยี่ยเว่ยหมิงชี้กระบี่ชิงจู๋ในมือไปที่หลัวเหรินเจี๋ย “เจ้า เข้ามา!”

เมื่อเสียงเรียกของเยี่ยเว่ยหมิงเงียบลง หลัวเหรินเจี๋ยที่กำลังโจมตีเฟยอวี๋อย่างดุเดือดก็ตัวสั่นทันที หมุนกระบี่ล้ำค่าในมืออย่างรวดเร็ว ลมกระบี่กระพือฝุ่นดินขึ้นมาและพัดม้วนไปรอบๆ ขณะเดียวกันเขาก็พุ่งตัวไปตามกระบี่ ตรงไปยังเยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ห่างออกไปสามจั้ง

ซานเย่ว์ “???”

สะพานสวรรค์คริสตัล “???”

เฟยอวี๋ “???”

โหยวโหยวโค้งยิ้มมุมปากเล็กน้อย

“เอาอีกแล้วหรือ” ถังซานไฉ่พึมพำเสียงต่ำ

เสียงแบบนี้ของเยี่ยเว่ยหมิงก็คือสกิลการล่อมอนสเตอร์ ต่อให้ไม่ได้เห็นเป็นครั้งแรก แต่ถังซานไฉ่ก็ยังแสดงความอิจฉาออกมาอย่างโจ่งแจ้ง

เพียงแต่ทุกคนในทีมสำนักมือปราบเทพ ต่างก็นับว่าเป็นยอดฝีมือในเกมทั้งนั้น ไม่ถึงขั้นให้ปล่อยให้สิ่งนี้กระทบกับการต่อสู้ของตัวเอง ขณะกำลังตื่นตะลึงกับสิ่งนี้ การต่อสู้ของแต่ละคนก็ไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะเฟยอวี๋ ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่โดนหลัวเหรินเจี๋ยโจมตีจนกลัดกลุ้ม ในที่สุดตอนนี้ก็มีโอกาสหอบหายใจแล้ว แต่เขากลับไม่ได้หายใจดีๆ พุ่งเข้าไปแทงข้างหลังหลัวเหรินเจี๋ยหนึ่งดาบ

ทว่าหลัวเหรินเจี๋ยไม่ได้สนใจเขาเลย โดนแทงไปหนึ่งดาบแต่กลับไม่แม้แต่จะหันกลับมา กระบี่ที่โจมตีไปทางเยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ่งไม่ได้สับสนแม้แต่น้อยเช่นกัน

เฟยอวี๋ยังคิดจะฟันอีกดาบ แต่ดาบปักวสันต์ในมือที่ชูขึ้นมากลับถูกวางลงอีก

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฟันต่อ แต่เป็นเพราะทำไม่ได้แล้ว

หลัวเหรินเจี๋ยแม้จะไม่ใช่โกลดีโรเจอร์ในการ์ตูนวันพีซ ไม่รู้จักหกวิชาลับ สู้กับใครทั้งวันไม่ได้ แต่จะดีจะร้ายเจ้าตัวก็ยังเป็น BOSS คนหนึ่ง!

ในฐานะที่เป็น BOSS คนหนึ่ง ท่าร่างของหลัวเหรินเจี๋ยต้องเหนือกว่าเฟยอวี๋อยู่แล้ว!

หลังจากโดนโจมตีไปหนึ่งดาบ หลัวเหรินเจี๋ยก็พุ่งออกจากขอบเขตการโจมตีด้วยวิชาดาบของเขาแล้ว เฟยอวี๋ที่มือสั้นเท้าสั้นตามไม่ทันและไปไม่ถึง ไม่มีทางทำอะไร BOSS ที่ปั่นหัวเขาเล่นแล้วทิ้งเขาไปได้เลย

ขณะมอง BOSS เริ่มออกไปไกล เฟยอวี๋ก็ได้แต่รู้สึกจนใจ

แม้สติปัญญาจะบอกเขาว่าเขาสู้ BOSS ตัวนี้ไม่ไหว แต่จิตใต้สำนึกก็ยังเหยียดหยามสกิลที่เหมือนใช้สูตรโกงของเยี่ยเว่ยหมิงไม่หยุด

ขอร้องล่ะ นี่เรากำลังเล่นเกมเดียวกันจริงๆ หรือเปล่า

เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เป็นเกมแนวจอมยุทธ์คุณธรรม?

แล้วการยั่วยุที่ทำให้ศัตรูติดสถานะถูกควบคุมนี่มันอะไรกันแน่ นี่เป็นสกิลที่โผล่มาในเกมออนไลน์แนวแฟนตาซีเท่านั้นไม่ใช่หรือ

ไม่รอให้เขามากไปกว่านี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็สู้กับศัตรูแล้ว อิงตามหลักการ ‘ยามผู้เชี่ยวชาญลงมือ ก็รู้แล้วว่าใช่หรือไม่’ ทันทีที่ประมือกัน เขาก็แน่ใจในความสามารถของหลัวเหรินเจี๋ยคนนี้แล้ว…ควรจะอธิบายอย่างไรดีล่ะ

ไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่า ค่าสเตตัส…เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นรู้สึกว่าแม้แต่อุปกรณ์ ศัตรูคนนี้ก็ไม่ได้ต่างกับโหวเหรินอิงที่สู้ด้วยก่อนหน้านี้เลย สองคนนี้เหมือนออกมาจากเบ้าหลอมเดียวกันจริงๆ

ไม่รู้ว่าที่สองคนนี้ความสามารถใกล้เคียงกันขนาดนี้ เป็นเพราะผู้ออกแบบเกมขี้เกียจหรือเปล่า

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หลังจากมีประสบการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว การรับมือกับศัตรูแบบนี้ก็ยิ่งไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากทั้งสองประมือกันสามกระบวนท่า ในที่สุดเฟยอวี๋ที่ถูกหลัวเหรินเจี๋ยทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ก็ตามทันแล้ว ในระหว่างนั้นเขาถือโอกาสยัดยาฟื้นฟูพลังชีวิตเข้าปากไปเม็ดหนึ่ง ไม่รอให้ยาออกฤทธิ์จนถึงที่สุด เขาก็เริ่มใช้วิชาดาบเข้าร่วมการต่อสู้ที่เดิมทีเป็นของเขาแล้ว

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สู้กันตัวต่อตัว ขนาดเยี่ยเว่ยหมิงอยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายก็ยังต้องใช้เวลาเลย เฟยอวี๋ก็ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลัวเหรินเจี๋ยอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์สองรุมหนึ่ง แม้แต่เฟยอวี๋ก็ไม่มีความกดดันทางจิตใจใดๆ

เพราะเดิมทีนี่ก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว!

หลังจากผ่านไปอีกสามกระบวนท่า ภายใต้การร่วมมือโจมตีของทั้งสอง หลัวเหรินเจี๋ยก็เปิดเผยจุดอ่อนแล้ว บนตัวโดนเฟยอวี๋โจมตีหนึ่งดาบ โดนเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีหนึ่งกระบี่

โดนดาบแรกนั่นไปก็ยังดีหน่อย โดนฟันจนเสียค่าพลังชีวิตไปนิดหน่อยเท่านั้น ทว่ากระบี่ชิงจู๋ที่ทำจากเหล็กพิษของเยี่ยเว่ยหมิงกลับบ้าระห่ำสุดๆ ออกกระบี่ครั้งเดียวไม่เพียงแค่พรากพลังชีวิตของเขาไปห้าร้อยแต้ม ยิ่งกว่านั้นยังทำให้เขาโดนพิษติดสถานะลบด้วย สเตตัสข้างเคียงลบฮวบไปห้าเปอร์เซ็นต์

หลังจากนั้น ส่วนใหญ่ก็เหมือนลอกเลียนแบบการต่อสู้ก่อนหน้านี้มา

สิ่งที่แตกต่างก็คือ หลัวเหรินเจี๋ยที่เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งสองคนพร้อมกันแพ้เร็วกว่าเดิม ตายไวกว่าเดิม

บวกเวลาตอนแรกและตอนหลังใช้ไม่ถึงหนึ่งนาที ตอนที่ดาบและกระบี่โจมตีบนร่างกายพร้อมกัน สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงสุดท้ายก็กลายเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะร่วมให้กับทีมสำนักมือปราบเทพ

ถึงขนาดว่าแม้แต่คำสั่งเสียสุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับโหวเหรินอิง เรียบง่ายชัดเจนเหมือนกัน

มีเพียงคำเดียวที่หลุดจากปาก “อ๋า!”

แม้จะรู้ชัดว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังอาศัยเคล็ดกระบี่ที่ยอดเยี่ยมกว่าของเขา ชิง BOSS จากมือเฟยอวี๋มาโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย

หลังจากจัดการหลัวเหรินเจี๋ยได้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็สบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็แยกกันไปสนับสนุนทีมอีกสองจุดต่อสู้ ช่วยอีกสองทีมย่อยที่เดิมทีก็เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แล้วให้จัดการศัตรูได้เร็วขึ้น

หลังจากนั้นอีกสิบวินาที ด้วยความช่วยเหลือของเยี่ยเว่ยหมิง หงเหรินสยงนอนตายโหงอยู่บนถนนแล้ว ตอนหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นเฟยอวี๋ช่วยทีมของซานเย่ว์ล้อมปราบอวี๋เหรินหาวสำเร็จแล้วเช่นกัน

ตอนนี้สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงนอนตายอยู่บนพื้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

หลังจากคลำศพ ทั้งสี่ก็ได้รับ

[‘เคล็ดกระบี่กระบี่ลมสน’ (ไม่สมบูรณ์) ×4

กระบี่ลายสน x4

เงิน: 36 เหรียญทอง]

บทที่ 70
[เคล็ดกระบี่กระบี่ลมสน (ไม่สมบูรณ์) (ระดับต้น)]

สุดยอดวิชาของสำนักชิงเฉิง มีทั้งความแข็งแรงและว่องไว เน้นความแข็งแรงดุจต้นสน เบาพลิ้วดุจสายลม

เงื่อนไขการโจมตี:

พละกำลัง 80 แต้ม

ความว่องไว 80 แต้ม

ท่าร่าง 80 แต้ม

ค่าตระหนักรู้ 25 แต้ม (ได้รับเพียงหนึ่งในสี่ท่าไม้ตายที่แกร่งที่สุดในเคล็ดกระบี่เท่านั้น)


[เคล็ดกระบี่กระบี่ลมสน (ไม่สมบูรณ์) (ระดับต้น)…(หนึ่งในสี่ท่าไม้ตายที่แกร่งที่สุดในเคล็ดกระบี่)]

[ลมสน…]

ข้อมูลแนะนำของตำราลับสี่เล่มแม้จะเหมือนกัน แต่กลับเก็บซ้อนรวมกันไม่ได้ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ไอเทมที่มีค่าสเตตัสเหมือนกัน

บางทีอาจต้องรวมรวบตำราลับให้ได้สี่เล่มเท่านั้น ถึงจะกลายเป็น ‘เคล็ดกระบี่กระบี่ลมสน’ ที่สมบูรณ์แบบได้?

และหากดูจากข้อมูลคร่าวๆ ของเคล็ดกระบี่ชุดนี้ ก็มีจุดให้บ่นมากมายเช่นกัน

เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเคล็ดกระบี่ระดับต้น แต่ในข้อมูลแนะนำกลับบอกว่าเป็นสุดยอดวิชาอะไรสักอย่าง ดูท่าแล้วสำนักชิงเฉิงที่อยู่ในเกมนี้คงไม่มีทักษะยุทธ์อะไรที่นำออกมาโอ้อวดได้เลยจริงๆ ไม่แปลกใจที่พวกเขาคิดจะช่วงชิง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ของตระกูลหลินอย่างสุดความสามารถ

[กระบี่ลายสน (สีฟ้า): ตัวกระบี่มีลวดลายละเอียดเหมือนเปลือกต้นสน เป็นกระบี่ยาวประจำสำนักชิงเฉิง

โจมตี +40

พละกำลัง +5

ความว่องไว +5

กำลังภายใน 10%]

เป็นรูปแบบของกระบี่ยาวประจำสำนักจริงๆ ค่าสเตตัสทั้งหมดอยู่ในระดับเดียวกับกระบี่หลงเฉวียนของสำนักมือปราบเทพ ไม่มีลักษณะพิเศษแม้แต่น้อย

แต่สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอดแขวะไม่ได้จริงๆ ก็คือ ไม่น่าเชื่อว่า BOSS ทั้งสี่จะดรอปของเหมือนกันทุกอย่าง แม้แต่เงินก็คนละเก้าเหรียญทองเท่ากัน ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

แบบนี้ยังจะกล้าเชื่อไหมล่ะ?

ตั้งแต่เกิดเรื่องจนกระทั่งตอนนี้ นอกจากผู้ออกแบบเกมจะขี้เกียจ เยี่ยเว่ยหมิงก็หาเหตุผลอื่นมาอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดนี้ไม่ได้แล้ว

แน่นอน สาเหตุที่ผู้ออกแบบเกมกล้าขี้เกียจกับปัญหา คงเป็นเพราะเจ้าสี่คนนี้ไม่ได้สำคัญพอที่จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ภาพรวม แม้แต่ผู้ออกแบบเกมก็ยังขี้เกียจจะสิ้นเปลืองความคิดไปกับพวกเขาสินะ?

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บศพ BOSS ทั้งสี่ทีละศพ ได้รับ [‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ ×4!]

คนในทีมของสำนักมือปราบเทพไม่ได้อยากได้ของดรอปนัก ทุกคนตัดสินใจร่วมกันว่าจะส่งให้หัวหน้าทีมซานเย่ว์เก็บรักษาไว้ก่อนชั่วคราว จากนั้นพวกเขาก็ต่างคนต่างกินยาเสริมค่าพลังชีวิตกับกำลังภายใน พาครอบครัวของหลินเจิ้นหนานเร่งเดินทางไปยังสำนักคุ้มภัยทงเทียนต่อไป

เลี้ยวผ่านถนนอีกสองสาย ในที่สุดทุกคนก็เห็นเขตลานบ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ล้อมด้วยกำแพงหินสีเขียว กำแพงที่ล้อมรอบเขตลานบ้านนี้สูงสองจั้ง มองเข้าไปจากส่วนยอดของกำแพง ก็จะเห็นตึกใหญ่โตรโหฐานสูงสามชั้นหลังหนึ่ง เป็นอาคารโบราณที่มีหลังคาสีแดงอิฐ อาจจะไม่ได้มีความรู้สึกแปลกใหม่มากนัก แต่กลับทำให้คนรู้สึกว่าเคร่งขรึมน่าเกรงขาม

ประตูใหญ่ของเขตลานบ้านกว้างมาก สูงประมาณสามจั้ง กว้างประมาณสองจั้ง รถเทียมม้าขนาดม้าแปดตัวลากยังเข้าไปได้อย่างสบายๆ ประตูใหญ่สีแดงสดสองบานเปิดอ้า บนประตูเลี่ยมหมุดใหญ่สีทอง ทำให้ผู้พบเห็นรู้ว่าเป็นสำนักคุ้มภัยที่จวนท่านอ๋องมาใช้บริการบ่อย

รูปปั้นสัตว์มงคลที่อยู่สองข้างประตูใหญ่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเช่นกัน

หากเป็นสถานที่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา หรือเรือนขุนนางชั้นสูง ปกติรูปปั้นสัตว์มงคลที่อยู่นอกประตูใหญ่จะมีสองตัว บางทีก็เป็นสิงโต บางทีก็เป็นปี่เซียะ หรือไม่ก็เป็นสัตว์มงคลอย่างอื่น แต่ของสำนักคุ้มภัยทงเทียนที่อยู่ตรงหน้านี้กลับแตกต่างกัน สัตว์มงคลที่อยู่ตรงประตูใหญ่หน้าพวกเขามีทั้งหมดสี่ตัว เป็นสองเท่าของเรือนอื่นพอดี นี่ไม่ใช่นิมิตหมายมงคลตามความหมายทั่วไป แต่เป็นสัตว์อสูรเลื่องชื่อสี่ตัว

ฮุ่นตุ้น![1]

ฉยงฉี![2]

เถาอู้![3]

เทาเที่ย![4]

สองฝั่งของประตูใหญ่ มีโคลงคู่ที่นุ่มนวลทว่าแข็งแกร่ง ความหมายน่าเกรงขาม ตัวอักษรมีกลิ่นอายสังหารพวยพุ่ง!

ข้อความฝั่งซ้าย: เบื้องบนส่งถึงตำหนักหลิงเซียว![5]

ข้อความฝั่งขวา: เบื้องล่างส่งถึงประตูนรก!

บนขื่อด้านบนประตูแขวนป้ายทองแดงไว้แผ่นหนึ่ง เขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ว่า ‘สำนักคุ้มภัยทงเทียน’

เมื่อเห็นตั้งแต่ไกลๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกได้ว่าลายมือที่เขียนอยู่บนนั้นเต็มไปด้วยวิทยายุทธ์อันลึกลับ เขาอยากจะมองอีกสักหลายๆ ครั้ง แต่กลับต้องย้ายสายตาหนีอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ราวกับว่าหากมองมากกว่านี้ ความรู้สึกแหลมคมเหมือนดาบที่ซ่อนอยู่ในนั้นจะยิงออกมาจนร่างเขาแหลกลาญเป็นชิ้นๆ

ทักษะเขียนอักษรช่างยอดเยี่ยมนัก ทักษะยุทธ์น่ากลัวมาก สำนักคุ้มภัยทงเทียนช่างชั่วร้ายนัก!

แต่สำหรับความสามารถที่สำนักคุ้มภัยทงเทียนแย้มพรายออกมา เยี่ยเว่ยหมิงไม่เพียงแค่ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร บนใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มโล่งอกด้วยซ้ำ

อย่างไรเสียพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อจ้างให้คุ้มภัย ต่อให้อีกฝ่ายจะเกรี้ยวกราดอย่างไร แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำอะไรลูกค้าอย่างพวกเขาหรอกกระมัง

ตรงกันข้าม การที่สำนักคุ้มภัยทงเทียนมีศักยภาพแข็งแกร่ง ก็แสดงว่าภารกิจคุ้มกันส่งพวกเขาครั้งนี้มั่นคงปลอดภัยโดยสมบูรณ์แล้ว!

ความคิดของเยี่ยเว่ยหมิงเป็นเช่นนี้ คนอื่นในทีมสำนักมือปราบเทพก็มีความคิดเช่นเดียวกับเขา

ตอนที่พวกเขากำลังโล่งใจ จู่ๆ กลับเห็นเงาดำแวบผ่าน คนรูปร่างเตี้ยม่อต้อคนหนึ่งมาคั่นอยู่ระหว่างพวกเขากับสำนักคุ้มภัยทงเทียนแล้ว

“เจ้าคนโง่พวกนี้ คิดจะอาศัยอิทธิพลของสำนักคุ้มภัยทงเทียนเพื่อหนีไปหรือ ช่างวางแผนได้เก่งเสียจริง” ทันใดนั้น คนชุดดำก็ปรากฏตัวพลางชักกระบี่ออกมาช้าๆ สายตาที่คมกริบดุจมีดก็กวาดมองบนตัวพวกเยี่ยเว่ยหมิง!

ทุกคนตรงนั้นที่ถูกเขากวาดตามองต่างก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวอยู่พักหนึ่ง แต่ละคนสายตาลอกแลก ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ ถึงขั้นว่าคนที่เก่งสุดในทีมอย่างเยี่ยเว่ยหมิง ตอนที่สบตากับเขาก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่เหมือนกัน

แบบนี้ไม่ได้!

ขี้ขลาดทั้งที่ยังไม่ได้ออกรบ แล้วศึกนี้จะสู้ต่อไปได้อย่างไร

ขณะกำลังอดทนหลบแรงดึงดูดอันทรงพลังในสายตาของอีกฝ่าย เยี่ยเว่ยหมิงนึกขึ้นได้ถึงวิธีการรวบรวมกำลังภายในไว้บนดวงตาที่จางชุ่ยซานเคยสอนเขาตอนอยู่บนเขาหวังผาน เขาทำตามวิธีการทันที ทำให้แรงกดดันที่อยู่ในสายตาของอีกฝ่ายหายไปเกินครึ่ง แม้จะยังถูกอีกฝ่ายจ้องไม่ละสายตา แต่ก็ยังพอปกป้องตัวเองได้

เมื่อสังเกตได้ว่าสายตาของเยี่ยเว่ยหมิงที่ตอนแรกหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งแล้ว แววตาสังหารของคนชุดดำก็ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม แต่ปากกลับบอกว่า “เจ้าหนูนี่ก็ไม่เลวนะ ดีกว่าเจ้ากากเดนพวกนั้นนิดหนึ่ง”

หลังจากชะงักไปครู่เดียว เขาก็เอ่ยต่อ “เป็นเจ้าลูกตะพาบนั่นฆ่าพี่น้องของสำนักชิงเฉิง รีบมารับความตาย!”

ก่อนหน้านี้คนอื่นในทีมตกใจลักษณะท่าทางของคนชุดดำ จึงไม่กล้าตอบไปชั่วขณะ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่เป็นหนังหน้าไฟก็เงียบไปสองวินาที ก่อนจะบอกว่า “ประเด็นนี้หนักเกินไปแล้ว ให้ผู้ใหญ่บ้านเจ้าออกมาคุยกันดีกว่า”

เมื่อสิ้นเสียงของเยี่ยเว่ยหมิง ทุกคนก็พบว่าเหนือศีรษะของอีกฝ่ายปรากฏข้อมูลคร่าวๆ แถวหนึ่ง

[อวี๋ชางไห่]

เจ้าสำนักชิงเฉิง ผู้เจนจบในยุทธภพ

เลเวล: 40

พลังชีวิต: 25000/25000

กำลังภายใน: 17000/17000

ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เป็นไปไม่ได้ที่เหนือศีรษะ NPC จะมีชื่อตัวใหญ่ปรากฏ ก็เหมือนกับผู้เล่นที่ไม่มีทางปรากฏชื่อไว้เหนือศีรษะตัวเอง

เพียงแต่มีอยู่สถานการณ์หนึ่งที่เป็นข้อยกเว้น คือเมื่อกำลังอยู่ในสถานะต่อสู้ ผู้เล่นจะมองเห็นชื่อรวมทั้งค่าสเตตัสพื้นฐานของ BOSS ได้

แน่นอนว่าไม่ใช่ BOSS ทุกคนที่คุณจะมองเห็นได้ ถ้า BOSS เลเวลสูงกว่าคุณมากเกินไป นอกจากชื่อแล้ว อย่างอื่นก็เป็นเครื่องหมายคำถามหมด เหมือนตอนสู้กับเซี่ยซุนที่เขาหวังผาน

การที่ชื่อกับค่าสเตตัสพื้นฐานของของคนชุดดำปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน เช่นนั้นก็อธิบายอะไรบางอย่างได้แล้ว

ตอนนี้ทุกคนเข้าสู่สถานะต่อสู้แล้ว ส่วนอวี๋ชางไห่ที่อยู่ตรงหน้า ก็เปลี่ยนจาก NPC ที่คุยกันก่อนได้กลายเป็น BOSS ที่อยากจะฆ่าพวกเขาเพื่อความสะใจ!

สาเหตุที่เกิดสถานการณ์อย่างนี้ ที่จริงล้วนเป็นเพราะประโยคที่เยี่ยเว่ยหมิงทักทายอีกฝ่าย

อยู่ต่อหน้าคนตัวเตี้ยไม่ควรพูดอะไรยาวๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงพูดเหมือนอีกฝ่ายเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง อวี๋ชางไห่ในฐานะเจ้าสำนักจะรับไหวได้อย่างไร หลังจากรูปแบบสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ร่างของเขาก็กลายเป็นเงาเลือนรางโผไปหาเยี่ยเว่ยหมิงทันที กระบี่ล้ำค่าในมือแทงตรงไปยังคอเยี่ยเว่ยหมิง

กระบี่ยังไม่ทันถึงตัว แต่ลมแรงที่กระพือขึ้นมาจากกระบี่ก็กดดันให้เขาหายใจลำบากแล้ว!

[1] ฮุ่นตุ้น 混沌 สัตว์อสูรผู้พิทักษ์แห่งขุนเขาของจีน มีหกขา ไร้หัว ไม่มีหน้า ขนฟูปุกปุย และมีปีกเล็กๆ ติดอยู่บนหลัง

[2] ฉยงฉี 穷奇 มีร่างกายเหมือนเสือและมีปีก ตามความเชื่อจีนเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่นำพาความชั่วร้าย

[3] เถาอู้ 梼杌 รูปร่างเหมือนเสือ ใบหน้าแหมือนมนุษย์ มีเขียวหมูป่า

[4] เทาเที่ย 饕餮 มีใบหน้าเป็นคนร่างกายเป็นแพะ ดวงตาอยู่ใต้รักแร้ เขี้ยวพยัคฆ์กรงเล็บมนุษย์

[5] ตำหนักหลิงเซียว 凌霄殿 ตามตำนานของจีนกล่าวว่าเป็นพระราชวังของเง็กเซียนฮ่องเต้