วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2566

201-205

บทที่ 201
เมื่อได้ยินเฟยอวี๋พูดข้อกล่าวหาออกมา ชาวยุทธ์ทุกคนที่อยู่ในงานก็ทำสีหน้างุนงง

อวี๋ชางไห่ “???”

เย่ว์ปู้ฉวิน “???”

พวกตัวประกอบรอบๆ ที่ไม่รู้ความจริง “???”

นี่มันเรื่องอะไรกัน

อวี๋ชางไห่พูดอะไรกันแน่ เหตุใดจึงกลายเป็นยอมรับแล้วว่าตัวเองค้าอวัยวะมนุษย์

อวี๋ชางไห่ที่เป็นเป้าหมายโจมตีหลักก็ยิ่งโมโหจนแทบกระโดดขึ้นมา “ทุกคนในที่นี้ได้ยินหมดแล้ว วัวขนของสำนักมือปราบเทพใส่ร้ายกันโจ่งแจ้ง ข้าไปยอมรับว่าตัวเองค้าอวัยวะมนุษย์ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

เห็นชาวยุทธ์ที่อยู่ในงานไม่เข้าใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดขยิบตาแล้วเตือนด้วยความหวังดีไม่ได้ “เจ้าสำนักอวี๋ปากแข็งแล้ว ทุกคนได้ยินหมดแล้วนะ เมื่อครู่เจ้ายังถามข้าอยู่เลยว่ายังมียางอายอยู่ไหม[1]”

อวี๋ชางไห่พยักหน้า “ไม่ผิดหรอก! พวกเจ้ามันไร้ยางอาย!”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ถ้าแบ่งตามที่เขียนไว้ในตำราแพทย์ ใบหน้าก็คือหนึ่งในอวัยวะ พวกเราล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักมือปราบเทพ จะไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าอวัยวะที่โหดร้ายขนาดนี้ได้อย่างไร”

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงอธิบายอย่างละเอียด ชาวยุทธ์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในงาน นอกจากอวี๋ชางไห่ที่โมโหจนควันแทบออกทวารทั้งเจ็ด คนอื่นๆ ก็ตะลึงค้างกันหมด!

จะว่าไปแล้วคำว่า ‘เจ้ายังมียางอายอยู่ไหม’ ยังอธิบายความหมายแบบนี้ได้ด้วยหรือ

แต่ตอนที่กำลังตกตะลึง คนพวกนี้ก็ถูกคำอธิบายไร้สาระของเยี่ยเว่ยหมิงปั่นจนกลั้นขำไม่อยู่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่แผ่วเบา มีบางคนกลั้นไม่อยู่จนหัวเราะเสียงดังออกมาแล้ว

เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแห่งความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น อวี๋ชางไห่ก็ยิ่งโมโหจนหน้าเขียว ย้ายสายตาไปทางเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นช้าๆ เตรียมจดจำใบหน้าของคนที่กล้าซ้ำเติมตัวเองในเวลานี้เอาไว้ในใจ รอให้ผ่านด่านตรงหน้านี้ไปก่อน ค่อยไปตามจัดการทีละคน

เห็นได้ชัดว่าพวกที่มามุงดูเหล่านั้นก็รู้เช่นกันว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบนี้ ไม่ว่าสายตาของเขาจะมองไปทางไหน เสียงหัวเราะทางนั้นก็พลันเงียบลง ทุกคนเผยสีหน้าจริงจังสุดๆ แต่จุดไหนที่สายตาของเขายังมองไปไม่ถึง กลับยังมีเสียงหัวเราะเบาๆ ไม่หยุด

ชั่วขณะนั้น เขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋กลายเป็นเขตลานบ้านแมวของชเรอดิงเจอร์[2]แล้ว ทั้งข้างนอกข้างในเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่น

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่คิดจะให้โอกาสอวี๋ชางไห่เถียงกลับอีก ตอนที่อีกฝ่ายกำลังโมโหแทบควันออกรูทวารทั้งเจ็ดเพราะถูกเฟยอวี๋กล่าวหาและถูกชาวยุทธ์ซ้ำเติม เขาก็ประกาศเสียงดังทันที

“อวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิงด่าทอเจ้าหน้าที่ของทางการ ดูหมิ่นราชสำนัก มีเจตนาปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวยุทธ์กับราชสำนัก เรื่องนี้มีคนได้ยินมากมาย มีหลักฐานน่าเชื่อถือ ไม่อนุญาตให้แก้ตัว!”

“ขณะเดียวกัน ระหว่างที่โจรกบฏอวี๋ชางไห่แก้ตัว ก็ยังยอมรับเองแล้วว่าตัวเองเป็นผู้ต้องสงสัยค้าอวัยวะมนุษย์ เพียงแต่เรื่องนี้ยังต้องรอสืบสวนในขั้นต่อไป” ด้วยความสามารถในการพูด เยี่ยเว่ยหมิงพูดให้อวี๋ชางไห่เลื่อนขั้นจาก ‘ผู้ต้องสงสัย’ กลายเป็น ‘โจรกบฏ’ เต็มตัวแล้ว ทั้งยังไม่ลืมที่จะย้ำอีกว่า “สำนักมือปราบเทพเป็นหน่วยงานที่ใช้เหตุผลและหลักฐาน พวกเราไม่ใส่ร้ายคนดีเด็ดขาด แต่จะไม่ปล่อยคนชั่วไปเช่นกัน”

ก็ได้ อวี๋ชางไห่ก็แค่ฝีปากคม เถียงกับเจ้าแค่สองประโยคก็อัปเลเวลจากผู้ต้องสงสัยกลายเป็นโจรกบฏแล้ว

เจ้ายังบอกอีกหรือว่าตัวเองไม่ใส่ร้ายคนดี

หึหึ!

เพียงแต่เสียงหัวเราะ ‘หึหึ’ ของทุกคน อย่างมากก็ดังขึ้นได้แค่ในใจเท่านั้น

ในเวลานี้ไม่มีใครก็ไม่อยากหรือกล้าเอาตัวเองไปทดลองว่าสำนักมือปราบจะกล้าระบุให้ตนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับโจรกบฏหรือเปล่า

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงหลังจากบรรยายข้อหาของอวี๋ชางไห่หมดแล้ว ก็ประกาศทันทีว่า “ประกาศจากสำนักมือปราบเทพ ตอนนี้อวี๋ชางไห่เป็นผู้ร้ายตามประกาศจับที่อันตรายที่สุด ถ้าคนในยุทธภพเจอเขา ก็สังหารทิ้งตรงนั้นได้เลย เงินรางวัลหนึ่งร้อยเหรียญทอง!”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงประกาศรางวัลออกมาเสียงดัง ชาวยุทธ์ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็พากันเย้ยหยันในใจ

หนึ่งร้อยเหรียญทอง?

สุนัขขี้ประจบที่มาดมเท้าเหม็นของอวี๋ชางไห่อย่างพวกเขา แต่ละคนมอบของขวัญให้เป็นมูลค่ามากกว่านี้เยอะ

อาศัยแค่เงินเล็กน้อยพวกนี้ คิดว่าจะซื้อชีวิตของอวี๋ชางไห่ได้แล้วหรือ

มุขตลกนี้ไม่น่าขำเลยสักนิด!

จะว่าไปแล้ว การทำงานของสำนักมือปราบเทพเชื่อถือไม่ได้ขนาดนี้เชียวหรือ

ทว่า เยี่ยเว่ยหมิงไม่เคยหวังเลยว่ารางวัลหนึ่งร้อยเหรียญทองจะแสดงบทบาทอะไรได้จริง มันก็แค่แสดงถึงท่าทีของสำนักมือปราบเท่านั้นเอง

ส่วนรางวัลที่ทำให้พี่ใหญ่ในยุทธภพใจเต้นได้จริงๆ พ่อค้าเร่กับคนเดินถนนอย่างพวกเขาจะไปรู้ได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่มีรางวัล แต่จะไม่มีใครยอมลงมือสังหารอวี๋ชางไห่เชียวหรือ

ชวิ้ง!

พอสิ้นเสียงเยี่ยเว่ยหมิง หลินผิงจือที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก็ชักกระบี่ยาวตรงเอวออกมาแล้ว จากนั้นชี้ไปทางอวี๋ชางไห่ไกลๆ “อวี๋ชางไห่ เอาชีวิตเจ้ามาแลกกับชีวิตพ่อแม่ข้า!”

ไม่มีใครรู้สึกเหนือความคาดหมายเมื่อเห็นหลินผิงจือแสดงตัวออกมา ราวกับชาวยุทธ์ที่อยู่ตรงนี้ล้วนเข้าใจว่าข้อหาที่มี ‘หลักฐานน่าเชื่อถือ’ อยู่ในมือสำนักมือปราบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ขณะเดียวกันพวกเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งด้วยว่าคดีสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่สำนักมือปราบเทพหาหลักฐานไม่ได้นี้ ที่จริงแล้วเป็นฝีมือของอวี๋ชางไห่

เมื่อเห็นหลินผิงจือแสดงตัวเป็นคนแรก สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงที่อยู่ข้างหลังอวี๋ชางไห่กลับก้าวขึ้นมาข้างหน้าพร้อมกัน โหวเหรินอิงที่อยู่หน้าสุดพูดเปิดว่า “ขยะอย่างเจ้าคู่ควรจะมาท้าสู้กับอาจารย์ของข้าหรือ วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า ล้างแค้นให้อวี๋เหรินเยี่ยนศิษย์น้องของข้า!”

ขณะที่กำลังพูด สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงก็ชักกระบี่ออกมาพร้อมกันแล้วล้อมหลินผิงจือเอาไว้

หลินผิงจือเห็นดังนั้น ก็ยกมุมปากแสยะยิ้มดูถูก

กลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้นเห็นร่างของเขาพลันกลายเป็นเงาสีแดงสายหนึ่งแล้วแวบผ่านทั้งสี่ไป โจมตีไปทางอวี๋ชางไห่โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา

ก่อนหน้านี้สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงยังทำตัวอวดดีไร้ที่เปรียบ แต่ตอนนี้กลับล้มลงพื้นพร้อมกัน เอามือปิดรอยแผลจากแขนขวาที่ขาดพลางร้องโหยหวนไม่เป็นภาษาคน

นี่ก็คือหนึ่งในสิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงกับหลินผิงจือสัญญากันไว้ก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงจะช่วยเขาล้างความอัปยศให้ตระกูล แต่เขาจะสังหารบอสเล็กๆ คนอื่นนอกจากอวี๋ชางไห่ไม่ได้

ต่อให้อีกฝ่ายลงมือโจมตีเขาก่อน เขาก็ทำได้เพียงกำจัดอีกฝ่ายทิ้ง จากนั้นก็นำศีรษะส่งให้สามผู้เล่นของสำนักมือปราบเทพแย่งกัน

ส่งศีรษะให้อย่างมีมารยาท!

แม้จะเป็นสิ่งที่สัญญากันไว้ก่อนหน้านี้ แต่เมื่อพวกผู้เล่นเจอกับบอสที่ไร้ความสามารถปกป้องตัวเอง ก็ย่อมไม่เกรงใจอยู่แล้ว เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ชักดาบออกจากฝัก ปล่อยอาวุธลับอย่างต่อเนื่อง ได้ยินเพียงเสียง ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!…ฉึก! ฉึก! ฉึก!… จากนั้น ‘สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิง’ ที่เพิ่งถูกหลินผิงจือฟันจนกลายเป็น ‘สี่พิการแห่งชิงเฉิง’ ก็เปลี่ยนร่างอีกครั้งอย่างสวยงาม กลายเป็น ‘สี่ศพแห่งชิงเฉิง’ โดยสมบูรณ์!

เนื่องจากครั้งนี้พวกเขาล้วนเป็น BOSS แท้โหมดปกติ หลังจากทั้งสองโจมตีสังหารสำเร็จ ประกาศระบบก็รีเฟรชหน้าจอ ในนั้นยังแขวนชื่อเยี่ยเว่ยหมิงที่ไม่ได้ลงมือด้วย

ส่วนขั้นตอนการเก็บศพหลังจากนั้น เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ต่างคนต่างวิ่งไปเหมาไอเทมดรอปทั้งหมดของ BOSS สองคน เยี่ยเว่ยหมิงไม่มีส่วนแบ่งแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้เขาโยนงานให้เพื่อน แล้วตัวเองก็ออกไปพเนจร เดี๋ยวก็ได้ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ เดี๋ยวก็ได้อาวุธเทพ ได้ผลตอบแทนกองใหญ่ ตอนนี้กลับมาทำภารกิจต่อ ก็ต้องชดเชยให้ศิษย์น้องทั้งสองที่ลำบากสร้างผลงานสักหน่อยสิ

เพียงแต่การชดเชยนี้ จำกัดอยู่แค่ไอเทมของสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงเท่านั้น

ส่วนไอเทมดรอปของอวี๋ชางไห่ ถ้าแย่งมาไว้ในมือได้ ทุกคนก็นั่งลงแบ่งเท่าๆ กันดีกว่า

เมื่อเห็นประกาศระบบที่สว่างจ้าคาตาหลายแถว ในใจของผู้เล่นสำนักชิงเฉิงต่างก็รู้สึกว่าเกมนี้น่าหงุดหงิด

สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงแม้ะจะไม่ได้เรื่อง ยามปกติถึงขั้นชักสีหน้าใส่ผู้เล่นที่เป็นศิษย์ในสำนัก

แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนัก!

พูดจากใจจริง ใช่ว่าพวกเขาไม่คิดอยากจะช่วย

แต่ในฐานะเพื่อนร่วมสำนัก ถ้าพวกเขาสังหารสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงก็จะรับผิดชอบผลที่ตามมาไม่ไหว

เพื่อคงความอวดเก่งของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิงควบคุมตัวเองไม่ให้บุ่มบ่ามไปเก็บศพพวกเขา ยังคงติดตามสถานการณ์การต่อสู้ต่อไป

จำได้ว่าตอนนั้นที่กำลังปฏิบัติภารกิจ ‘สำนักคุ้มภัยฝูเวย’ หลินผิงจือในฐานะที่เป็น NPC ร่างแท้โหมดทั่วไปคนหนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากับอวี๋ชางไห่เวอร์ชันถูกตอนในโหมดภารกิจ ก็กล่าวได้ว่าไม่มีความสามารถที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย

แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร

ตอนนี้อวี๋ชางไห่กลายเป็น BOSS ร่างแท้ แต่หลินผิงจือกลับเข้าสู่เวอร์ชันถูกตอน หลินผิงจือที่เวอร์ชันถูกตอนใช้ไม่ถึงห้ากระบวนท่าก็กรีดบาดแผลลึกรอยหนึ่งไว้บนหลังของอวี๋ชางไห่โหมดทั่วไปแล้ว!

สิ่งนี้อธิบายอะไรได้

กำลังอธิบายได้ว่า ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ เจ๋งมากอย่างไรล่ะ!

แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ก็รู้ว่าด้วยทักษะของอวี๋ชางไห่ แม้จะสู้ไม่ชนะหลินผิงจือ แต่ถ้าเขาคิดจะหนีขึ้นมา อาศัยความเข้าใจที่มีต่อสภาพแวดล้อมของเขาชิงเฉิง ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสหนีเอาชีวิตรอด

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงย้ายสายตาไปที่เย่ว์ปู้ฉวิน สื่อความหมายชัดเจนมาก

โอกาสที่จะได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ในฐานะพี่ใหญ่ของยุทธภพที่อาวุโสคนหนึ่ง เจ้าควรเรียนรู้ที่จะหาข้ออ้างไปร่วมกับหลินผิงจือล้อมโจมตีอวี๋ชางไห่

เย่ว์ปู้ฉวินเห็นหลินผิงจือใช้ทักษะที่เรียกว่า ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ เดิมทีในใจก็รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออยู่แล้ว

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงส่งสายตาบอกใบ้ก็เข้าใจทันที แต่ภายนอกกับถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คิดว่าจะอ้างอะไรสักสองประโยคแล้วค่อยเข้าไปร่วมโจมตี แต่จู่ๆ กลับเห็นเงาคนเงาหนึ่งแทรกมาอยู่ตรงกลางระหว่างหลินผิงจือกับอวี๋ชางไห่

วินาทีต่อมา พลังฝ่ามือที่ดุดันราวกับพลิกภูเขาคว่ำทะเลได้ก็ระเบิดออกมาแล้ว ผลักให้ยอดฝีมือทั้งสองที่กำลังปะทะกันต้องรีบถอยหลังพร้อมกัน

ถูกพลังฝ่ามือที่เข้ามาอย่างกะทันหันบีบให้ถอยหลัง แต่ทั้งสองคนก็ยังแสดงออกไม่เหมือนกัน

อวี๋ชางไห่ถอยหลังเพียงสามก้าวก่อนจะทรงตัวได้ แต่หลินผิงจือกลับถอยหลังไปไกลถึงเจ็ดก้าว

เห็นได้ชัดว่าแม้เขาจะอาศัยความได้เปรียบจาก ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ ที่ประหลาดยากคาดเดาในการต่อสู้ แต่เมื่อเทียบพลังกับอวี๋ชางไห่แล้ว ก็ยังแตกต่างกันไม่ใช่น้อยๆ

จนกระทั่งตอนนี้ ทุกคนเพิ่งจะเห็นโฉมหน้าของผู้ที่มาชัดเจน

คนผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าเยียบเย็น แม้จะไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับทำให้คนรู้สึกว่าอันตรายมาก

ซานเย่ว์ถึงขั้นส่งข้อความไปในช่องทีมทันที [เขาก็คือจั่วเหลิ่งฉาน!((*・∀・)ゞ→→]

หลังงจากจากการปรากฏตัวของจั่วเหลิ่งฉาน พลันมีเงาคนอีกสองคนลงมาเหยียบในเขตลานบ้าน แต่กลับยืนห่างจากจุดต่อสู้ค่อนข้างไกล ท่าทางเหมือนจะล้อมอวี๋ชางไห่ไว้

ซานเย่ว์ยืนยันแล้วว่า สองคนนี้ก็คือสองในสิบสามผู้พิทักษ์แห่งซงซาน มือใหญ่หยินหยาง เล่อโฮ่ว กระบี่เก้าเพลง จงเจิ้น

ทันใดนั้น ผู้เล่นที่สวมเครื่องแบบสำนักซงซานกลุ่มใหญ่ก็เข้ามาในลานบ้าน ทั้งหมดมาล้อมอยู่รอบกายเล่อโฮ่วกับจงเจิ้น

เห็นจั่วเหลิ่งฉานนำคนมาด้วยเยอะขนาดนี้ อวี๋ชางไห่เดิมทีก็จิตตกอยู่แล้ว แต่ยังฝันลมๆ แล้งๆ ว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมยุทธภพเหมือนกัน ยังเป็นฝ่ายทักทายจั่วเหลิ่งฉานก่อน “ประมุขพรรคจั่ว…”

ทว่ายังไม่ทันรอให้เขาพูดจบ จั่วเหลิ่งฉานก็ตัดบทอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ตวาดอย่างดุดันว่า “อวี๋ชางไห่ เจ้ารู้ถึงความผิดของตัวเองหรือไม่!”

[1] ยังมียางอายอยู่ไหม 要不要脸来着 แปลตรงตัวตามภาษาจีนคือ จะเอาหน้าไหม ต้องการหน้าไหม

[2] แมวของชเรอดิงเจอร์ (Schrödinger’s cat) เป็นการทดลองทางความคิด คิดค้นโดยแอร์วีน ชเรอดิงเงอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ในที่นี้ใช้เปรียบเปรยถึงความคลุมเครือ ไม่แน่นอน มีความเป็นไปได้สองด้าน
บทที่ 202
ถูกตะคอกถามถึงสองครั้งภายในเวลาสั้นๆ อวี๋ชางไห่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม

ถ้าจะบอกว่าสำนักมือปราบเทพพุ่งเป้ามาที่ตนเพราะเรื่องของหลินผิงจือ อวี๋ชางไห่ก็ยังพยายามทำความเข้าใจได้ ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็เคยทำตัวอันธพาลอยู่ที่เขตเมืองฝูโจว ไม่เห็นขุนนางอยู่ในสายตาเช่นกัน

แต่ฟ้าดินเป็นพยานได้ เขาไม่เคยล่วงเกินดาวร้ายอย่างจั่วเหลิ่งฉานมาก่อนเลย!

ด้วยฐานะในยุทธภพของอวี๋ชางไห่ ต่อให้เผชิญหน้ากับเจ้าสำนักห้าขุนเขากระบี่ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างเย่ว์ปู้ฉวิน เขาก็ยังไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานเลย นับประสาอะไรกับประมุขห้าขุนเขากระบี่ที่เผด็จการโอ้อวดอย่างจั่วเหลิ่งฉาน

แม้ก่อนหน้านี้ชีชีจะเคยบอกเขาไว้แล้วว่าสำนักซงซานกำลังรวบรวมหลักฐานที่เขาสมคบกับพรรคฝ่ายมาร

แต่ติดที่กติกาของเกม เมื่อไม่ได้อยู่ระหว่างทำภารกิจ ต่อให้ระหว่างผู้เล่นกับ NPC จะมีค่าความรู้สึกดีสูงขนาดไหน แต่ NPC ก็ไม่อาจเชื่อคำพูดทุกอย่างของอีกฝ่ายโดยไร้เงื่อนไข

ไม่อย่างนั้น แฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับอย่างอินปู้คุยคงไปหาจางซานเฟิงเพื่อสปอยล์เนื้อเรื่อง ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ โดยตรง แล้วเนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็ดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว

ตอนนี้เมื่อได้ยินจั่วเหลิ่งฉานถามต่อหน้าฝูงชนว่าตนรู้ถึงความผิดของตัวเองหรือไม่ อวี๋ชางไห่ก็ทำได้เพียงแข็งใจตอบว่า “ประมุขพรรคจั่ว เจ้าไม่ควรถูกคนต่ำช้าปลุกปั่น…”

“คนต่ำช้าปลุกปั่น?” จั่วเหลิ่งฉานไม่ทันรอให้อวี๋ชางไห่พูดจบ ก็ตัดบทอีกครั้งอย่างไม่ไว้หน้า “ข่าวได้ยินคนรายงานขึ้นมาไม่น้อย ว่าเจ้ากับลูกศิษย์สายตัวเองมีพฤติกรรมสมคบกับพรรคฝ่ายมาร หลักฐานอยู่ที่นี่หมดแล้ว เจ้าไปดูเอาเองเถอะ”

ขณะที่พูด จงเจิ้น ฉายากระบี่เก้าเพลงก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้า โยนกล่องไม้บุผ้าแพรไปข้างเท้าของอวี๋ชางไห่ กล่องไม้กระแทกพื้นจนแตก เผยจดหมายกองใหญ่ที่อยู่ข้างใน

มีไม่ต่ำกว่าร้อยฉบับ!

อวี๋ชางไห่สุ่มหยิบขึ้นมาสองสามฉบับ พอเปิดดูก็พบว่าข้างในเป็นจดหมายที่เขา หรือไม่ก็ศิษย์สำนักเขาส่งโต้ตอบกับคนพรรคสุริยันจันทราและพรรคจรัส ในจำนวนนั้นมีเนื้อหาหลายอย่าง

มีคุยเล่นเรื่อยเปื่อย คุยเรื่องไร้สาระ ถกกันเรื่องแนวโน้มสถานการณ์ในยุทธภพ…ไม่ได้คุยแค่เรื่องเดียว

เมื่อได้เห็นฉากนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยกมุมปากเผยยิ้มทะเล้น แล้วบอกในช่องทีมวว่า [จั่วเหลิ่งฉานคนนี้ เล่นเก่งจริงๆ!]

จากกลยุทธ์ที่ทางอินปู้คุยให้มา เยี่ยเว่ยหมิงย่อมรู้ว่าอวี๋ชางไห่กับพรรคสุริยันจันทราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน

ส่วนพรรคจรัสก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้

แต่จั่วเหลิ่งฉานกลับอาศัยภารกิจสำนักนี้ ทำให้ศิษย์ในสำนักตัวเองรวบรวมจดหมายที่อวี๋ชางไห่ใช้สมคบกับพรรคฝ่ายมาร ต้องบอกเลยว่าเจ้าหมอนี่เป็นคนที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง

ส่วนถ้าจะถามว่าจดหมายพวกนี้มาจากไหน

ก่อนหน้านี้เฟยอวี๋เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า NPC ที่คัดลอกลายมือได้ตามเมืองใหญ่แต่ละแห่งงานยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้แล้ว!

ในจำนวนนั้นมีจดหมายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวละครเล็กๆ ของพรรคฝ่ายมาร ไม่ต้องลอกเลียนแบบลายมือด้วยซ้ำ ขอเพียงผู้เล่นกล้าส่ง จั่วเหลิ่งฉานก็กล้ารับ เพียงแต่ถ้าลอกเลียนแบบได้ดี รางวัลก็จะเยอะหน่อย ถ้าลอกเลียนแบบลวกๆ รางวัลก็จะน้อยลงเท่านั้นเอง

ในสถานการณ์อย่างนี้ ยังกลัวจะหาหลักฐานได้ไม่เพียงพออีกหรือ

“สหายเฟยอวี๋” ตอนที่ศิษย์สามคนของสำนักมือปราบเทพกำลังดูการแสดงของจั่วเหลิ่งฉานเงียบๆ ศิษย์ซงซานคนหนึ่งที่หน้าเหมือนตุ๊กตากลับเดินออกจากทีมของสำนักซงซาน เดินเข้ามาทางพวกเขาแล้วทักทายเฟยอวี๋ก่อน จากนั้นหันไปพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงและซานเย่ว์ว่า “พวกเจ้าสองคนคงจะเป็นสหายเยี่ยเว่ยหมิงกับแม่นางซานเย่ว์สินะ น้องชายชื่อดาบฟันรองเท้าแตะ มาเพิ่มเพื่อนกันหน่อยเป็นอย่างไร”

ขณะที่พูด เขาก็รอทั้งสองแสดงท่าทีเช่นกัน ตัวเองส่งคำขอเป็นเพื่อนให้เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์แล้ว

หลังจากส่งคำขอเป็นเพื่อนเรียบร้อยแล้ว เฟยอวี๋ที่อยู่ข้างกันก็เลยฝากแนะนำตัว “น้องรองเท้าแตะคนนี้ ตอนนี้เป็นหนึ่งในยอดฝีมือระดับสูงของสำนักซงซาน มีทักษะโดดเด่นมากในภารกิจครั้งนี้ ได้รางวัลจากจั่วเหลิ่งฉานเป็นตำราลับ ‘มือต้าซงหยาง’ รอให้เขาอัปเลเวลเคล็ดฝ่ามือมือระดับสูงวิชานี้ได้เมื่อไร ศักยภาพต้องสูงขึ้นอีกระดับแน่นอน ศักยภาพแฝงไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ซานเย่ว์ก็อดกล่าวอย่างแปลกใจไม่ได้ว่า “เจ้าชื่อดาบฟันรองเท้าแตะ แต่กลับเข้ามาอยู่ในสำนักกระบี่ซงซาน ผลปรากฏว่าทักษะยุทธ์ระดับสูงดันเป็นเคล็ดฝ่ามือ เปลี่ยนสไตล์เร็วไปหน่อยหรือเปล่า”

ดาบฟันรองเท้าแตะได้ยินแล้วหัวเราะแห้ง “แบบนี้เรียกว่าจู่โจมตอนเผลอ แม่นางซานเย่ว์ลองจินตนาการดูสิ ปฏิกิริยาแรกที่คนอื่นได้ยินชื่อข้า จะต้องคิดว่าข้าใช้ดาบแน่นอน ผลปรากฏว่าข้ากลับเป็นศิษย์สำนักกระบี่ แค่นี้ก็เหนือความคาดหมายแล้วใช่ไหมล่ะ ผลปรากฏว่าพอลงมือ จู่ๆ ข้าก็ใช้เคล็ดฝ่ามือที่ร้ายกาจ แบบนั้นเหนือความคาดหมายยิ่งกว่าใช่ไหม…

…ความรู้สึกแบบนั้น ประหลาดใจหรือเปล่า เหนือความคาดหมายหรือไม่”

เหอะๆ!

เมื่ออยู่ในสถานการณ์พิเศษบางอย่าง วิธีการแบบนี้ทำให้ได้เปรียบนิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่กลับเผยนิสัยเจ้าเล่ห์ของตัวเองแล้ว ทำแบบนี้ฉลาดจริงหรือ

“เจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าว

ซานเย่ว์พูดอีกครั้ง “นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้ศิษย์สำนักซงซานจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ สร้าง ‘หลักฐาน’ ออกมามากมายขนาดนี้ในคราวเดียว เกรงว่าต่อให้อวี๋ชางไห่มีร้อยปากก็แก้ตัวไม่ได้”

“จะนับเป็นอะไรได้” ดาบฟันรองเท้าแตะเบะปากเหยียดหยาม “หลักฐานพวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ปลอมออกมา ทำให้เป็นของจริงไม่ได้ อยู่ในระดับที่ยกขึ้นมาโอ้อวดไม่ได้มากที่สุด”

ครั้งนี้แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็สีหน้าเปลี่ยนแล้ว “พวกเจ้ายังหาหลักฐานจริงได้ด้วยหรือ”

“เจ้าก็คอยดูเอาเถอะ”

ในงาน หลังจากอวี๋ชางไห่อ่านจดหมายไปหลายฉบับ ก็เถียงกลับทันที “ประมุขพรรคจั่ว จดหมายพวกนี้ล้วนเป็นของปลอม! ก็แค่มีคนเลียนแบบลายมือของสำนักชิงเฉิง หรือไม่ก็เป็นพรรคฝ่ายมารจงใจสร้างหลักฐานใส่ร้าย เจ้าต้องมีสายตาเฉียบแหลม อย่าทำเรื่องทำร้ายคนใกล้ชิด แต่ศัตรูได้ประโยชน์!”

ใบหน้าเขามีแต่ความเศร้าโศก ท่าทางเหมือนน้ำตาจะไหล เสียงพูดปนเสียงสะอื้น ราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง

จะว่าไปแล้ว ครั้งนี้เหมือนเขาจะได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงแล้วจริงๆ

ไว้อาลัยให้เขาหนึ่งวินาที

“ไม่ยอมรับหรือ” หลังจากไว้อาลัยหนึ่งวินาทีเสร็จแล้ว จั่วเหลิ่งฉานได้ยินแล้วแสยะยิ้มพักหนึ่ง จากนั้นหยิบจดหมายห้าฉบับออกมาจากหน้าอก แล้วโยนให้อวี๋ชางไห่เสียเลย “เช่นนั้นเจ้าก็ดูจดหมายพวกนี้อีกสักหน่อย”

อวี๋ชางไห่รับจดหมายมาแล้วเริ่มพลิกอ่าน พออ่านไปอ่านมา สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นขาวซีดทันที

ตอนนี้กลับได้ยินดาบฟันรองเท้าแตะบอกว่า “จดหมายไม่กี่ฉบับนี้ถือว่าเป็นของจริงที่มีน้ำหนัก ได้มาเพราะพวกศิษย์เจ้าแผนการในสำนักผนึกกำลังกับผู้เล่นพรรคจรัสและพรรคสุริยันจันทรา เพื่อวางกับดัก NPC สำนักชิงเฉิงที่ออกไปข้างนอก ทำให้พวกเขาต้องลงนามว่ายืนยันว่าจดหมายพวกนี้เป็นของจริง”

“บนนั้นไม่ได้มีเพียงสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงและ NPC สำนักชิงเฉิง แถวนี้ก็ยิ่งมีพยานรู้เห็นอยู่ไม่น้อย ไม่มีทางแก้ตัวเอาสีข้างเข้าแถได้เลย”

ชั่วขณะนั้น สายตาของทุกคนในงานก็ไปรวมอยู่บนตัวอวี๋ชางไห่พร้อมกัน เตรียมดูว่าเขาจะแก้ตัวอย่างไร

ทว่า สิ่งที่ทำให้นึกไม่ถึงก็คือ

หลังจากอวี๋ชางไห่อ่านจดหมายพวกนั้นแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะลงมือกะทันหันโดยไม่พูดอะไรสักคำ สังหาร NPC สำนักชิงเฉิงที่ไม่ได้ระวังตัวตายคาที่ตรงนั้นทันที!

การลงมือของเขาครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ทำให้ศิษย์ชิงเฉิงสองคนที่ถูกฆ่าไม่มีโอกาสป้องกันตัว ถึงขั้นว่าแม้แต่พวกจั่วเหลิ่งฉานก็ถูกโจมตีจนทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน!

แม้แต่เขาเองก็ยังคาดไม่ถึงว่ายามที่อวี๋ชางไห่เผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ก็ยังโหดและเด็ดขาดได้ถึงเพียงนี้!

จั่วเหลิ่งฉานในตอนนี้ถึงขั้นเกิดความคิดชื่นชมอวี๋ชางไห่ที่กำลังจะเดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่คุ้นเคยขึ้นมาบ้างแล้ว

หลังจากอวี๋ชางไห่ฆ่าคนติดต่อกันสองคนแล้ว จู่ๆ ก็หันตัวกลับมา กุมหมัดคารวะจั่วเหลิ่งฉาน “ประมุขพรรคจั่วพูดถูกที่สุด นึกไม่ถึงว่าข้าจะหละหลวมไปชั่วขณะ นึกไม่ถึงว่าคนใต้สังกัดจะกล้าทำเรื่องที่สมคบกับพรรคฝ่ายมารได้ เป็นความผิดของชิงเฉิงจริงๆ! ก่อนหน้านี้สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงตายไปแล้ว ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็ถูกข้าเก็บกวาดเหมือนเป็นขยะในบ้านแล้ว”

“ขอบคุณประมุขพรรคจั่วมากที่มีสายตาเฉียบแหลม ทำให้อวี๋ผู้นี้ไม่ถึงขั้นกลายเป็นคนบาปของฝ่ายธรรมะในยุทธภพ!”

ครั้งนี้แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิง เย่ว์ปู้ฉวินและจั่วเหลิ่งฉานก็ยังต้องยอมรับว่าอวี๋ชางไห่ใช้วิธีการเสียเรือเพื่อรักษาขุนได้งดงามมาก

เมื่อได้เห็นฉากนี้ เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็เริ่มขมวดคิ้ว ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ถามดาบฟันรองเท้าแตะอย่างสนใจว่า “สหายรองเท้าแตะมีหลักฐานที่บดขยี้เหล่าวีรบุรุษได้ คาดว่าคงไม่ใช่หนึ่งในจดหมายห้าฉบับนั่นหรอกใช่ไหม”

“แน่นอนอยู่แล้ว” ดาบฟันรองเท้าแตะได้ยินแล้วเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจออกมา “หลักฐานของข้ากำลังจะมาถึงแล้ว เพื่อหลักฐานชิ้นนี้ ข้าจ่ายไปหนึ่งพันเหรียญทองเต็มๆ เลยนะ ทั้งยังเป็นราคามิตรภาพระหว่างสหายด้วย”

“ครั้งนี้ข้ารับรองว่าต่อให้อวี๋ชางไห่อยากจะสละเรือเพื่อรักษาขุน[1]ก็ทำไม่ได้ พวกเจ้าคอยดูเถอะ!”

[1] สละเรือเพื่อรักษาขุน 弃车保帅 หมายถึง สละสิ่งที่สำคัญน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า
บทที่ 203
จั่วเหลิ่งฉานลงมือเอง ถ้าคิดจะเอาชีวิตอวี๋ชางไห่ หลักฐานยังสำคัญอีกหรือ

ไม่สำคัญแล้ว!

แต่ก็ยังสำคัญอยู่ดี!

ถ้าจะบอกว่าหลักฐานไม่สำคัญ นั่นก็เป็นเพราะเมื่อจั่วเหลิ่งฉานตัดสินใจเมื่อไร ไม่ว่าหลักฐานจะเป็นของจริงหรือไม่ เขาก็จะลงมือกับอีกฝ่ายอยู่ดี เพราะหมัดของเขาใหญ่กว่าอวี๋ชางไห่!

ถ้าจะบอกว่าหลักฐานสำคัญ นั่นก็เป็นเพราะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการจะลงมือ ก็จะต้องมีเหตุผลสักอย่างเพื่อโน้มน้าวใจทุกคน หลังจากจบเรื่องแล้วถึงจะไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชื่อเสียงของประมุขห้าขุนเขากระบี่อย่างเขามากเกินไป

อย่างไรเสียจั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินก็ต่างกัน

เย่ว์ปู้ฉวินเสียสละลิ่งหูชงเพื่อใช้กลยุทธ์ทุกข์กาย[1]ได้ กอปรกับมีเจ้าทุกข์อย่างหลินผิงจือคอยบรรยายพฤติกรรมน่ารังเกียจของอวี๋ชางไห่ ด้วยคาแรคเตอร์ของเขา การลงมือเพื่อปกป้องความยุติธรรมก็เป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบมาก

อย่างไรเสียก็เป็นกระบี่วิญญูชน

การล้างแค้นให้ลูกศิษย์บวกกับกำจัดภัยให้ยุทธภพ สองข้อนี้เพียงพอที่จะกลายเป็นเหตุผลให้เขากำจัดอวี๋ชางไห่ทิ้งแล้ว!

ชาวยุทธ์ได้ฟังแล้วมีแต่จะปรบมือ ไม่ส่งผลเสียต่อฉายากระบี่วิญญูชนของเขาสักนิด

แต่จั่วเหลิ่งฉานน้ำต่างกัน คุณธรรมของชาวยุทธ์อะไรนั่นไม่สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเขาเลย!

ในฐานะหนึ่งในประมุขห้าสำนักขุนเขากระบี่ เขาจะต้องใช้ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเพื่อนร่วมยุทธภพ หลังจากกำจัดอวี๋ชางไห่แล้ว ถึงจะทำให้ทุกคนว่าอะไรไม่ได้!

ด้วยเหตุนี้เอง อวี๋ชางไห่ถึงได้สมคบกับพรรคฝ่ายมาร!

ไม่ใช่เพราะเขาสมคบกับพรรคฝ่ายมาร จั่วเหลิ่งฉานถึงลงมือกับเขาได้

แต่เป็นเพราะจั่วเหลิ่งฉานต้องการลงมือกับเขา เขาถึงต้องสมคบกับพรรคฝ่ายมาร!

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์นี้ หลักฐานเพียงพอหรือไม่ ได้กลายเป็นมาตรฐานหนึ่งที่ชาวยุทธ์ใช้ตัดสินพฤติกรรมของจั่วเหลิ่งฉาน ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอ แม้จะเปลี่ยนชะตากรรมของอวี๋ชางไห่ไม่ได้ แต่หลังจากจบเรื่อง จั่วเหลิ่งฉานจะต้องแบกรับความเสียหายด้านชื่อเสียงบารมีพอสมควร ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อเขาในการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้าสำนักขุนเขากระบี่ด้วย

แน่นอนว่าจั่วเหลิ่งฉานไม่อยากแบกรับสิ่งนี้

ในฐานะประมุขห้าสำนักขุนเขากระบี่ เขาทั้งอยากได้ตำรากระบี่พิชิตมาร ทั้งอยากได้ชื่อเสียง!

ส่วนหลักฐานที่ดาบฟันรองเท้าแตะบอก ก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะโค่นล้มอวี๋ชางไห่

ตอนที่อวี๋ชางไห่คิดไปเองอย่างไร้เดียงสาว่าหลังจากตนเสียเรือเพื่อรักษาขุนแล้วจั่วเหลิ่งฉานจะปล่อยตนไป ตรงด้านนอกเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ จู่ๆ ก็มีผู้เล่นที่สวมเครื่องแบบศิษย์พรรคสุริยันจันทราสิบคนปรากฏตัว

พอพวกเขาปรากฏตัว ก็ตะโกนเสียงดังทันที

“ศิษย์พรรคสุริยันจันทรา หลัวหลานซาง!”

“ศิษย์พรรคสุริยันจันทรา คนเฝ้าสุสาน!”

“ศิษย์พรรคสุริยันจันทรา โง่บัดซบ!”

“พรรคสุริยันจันทรา…”

……

หลังจากผู้เล่นทั้งสิบประกาศชื่อตัวเองเสร็จแล้ว ทุกคนก็เงียบลงพร้อมกับที่หนึ่งในศิษย์พรรคสุริยันจันทราที่เรียกตัวเองว่าหลัวหลานซางเริ่มนับ “หนึ่ง สอง สาม!” ให้อีกเก้าคนฟังเสียงเบาๆ

พอจบคำว่า ‘สาม’ ทั้งสิบก็ตะโกนพร้อมกันว่า “พวกเรามาอวยพรวันเกิดให้ประมุขอวี๋!”

พอพูดจบ ทั้งสิบก็เข้ามาในเขตลานบ้านพร้อมกัน พวกเขาเดินฝ่าเข้ามาโค้งตัวให้อวี๋ชางไห่ราวกับรอบข้างไม่มีคน อีกทั้งผู้เล่นที่ชื่อหลัวหลานซางก็รับหน้าที่พูดเปิด “พวกเราทั้งสิบได้รับคำสั่งจากหยางเหลียนถิง ผู้ดูแลพรรคสุริยันจันทรา ให้มาอวยพรวันเกิดให้ประมุขอวี๋ ขอให้ประมุขอวี๋ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นบู๊ บารมีสะท้านห้าขุนเขา เกษมสำราญ อายุยืนเทียมฟ้า!”

เมื่อหลัวหลานซางพูดจบ ศิษย์พรรคสุริยันจันทราอีกเก้าคนก็ตะโกนตาม “ขอให้ประมุขอวี๋ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นบู๊ บารมีสะท้านห้าขุนเขา เกษมสำราญ อายุยืนเทียมฟ้า!”

ไม่รู้เหมือนกันว่าก่อนมาที่นี่เจ้าพวกนี้ฝึกฝนมากี่รอบแล้ว มาตรฐานการเคลื่อนไหวของพวกเขา ความเป็นหนึ่งเดียวของจังหวะเสียง เต็มไปด้วยความหมายแฝงที่ทำให้ผู้เล่นคนอื่นแปลได้เป็นคำคำหนึ่ง

นั่นก็คือ…มืออาชีพ!

เมื่อได้เห็นฉากนี้ แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ตะลึงค้างกับพฤติกรรมสุดแสบของดาบฟันรองเท้าแตะ

ไม่น่าเชื่อว่าจะเชิญนักแสดงมาได้ เจ้าหมอนี่มีพรสวรรค์จริงๆ ด้วย!

ผู้เล่นศิษย์พรรคสุริยันจันทราสิบคนมาอวยพรวันเกิดให้อวี๋ชางไห่ เรื่องแบบนี้จะว่าเล็กก็เล็กจะว่าใหญ่ก็ใหญ่

ถ้าพูดให้ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก ท่าทีของผู้เล่นตัดสินอะไรไม่ได้เลย มิหนำซ้ำยังเป็นผู้เล่นที่ตั้งท่าเป็นศัตรู อวี๋ชางไห่ถึงขั้นแก้ต่างได้ว่าคนของพรรคฝ่ายมารจงใจใส่ร้าย มีคำพูดปฏิเสธตั้งมากมาย

ถ้าพูดให้ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องแบบนี้ทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่าอวี๋ชางไห่สมคบกับพรรคฝ่ายมารกลายเป็นความจริงแล้ว!

ประเด็นก็คือต้องดูว่าสุดท้ายผู้มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้จะว่าอย่างไร

แต่ในเวลานี้ ผู้มีอำนาจนี้ หรือผู้มีสิทธิ์กระทำเช่นนี้อย่างจั่วเหลิ่งฉาน ก็คือคนที่ตั้งใจจะเอาชีวิตอวี๋ชางไห่ และเป็นผู้ออกความคิดเรื่องทั้งหมดด้วย!

ยามเผชิญหน้ากับวิธีการที่ดุดันเด็ดขาดเช่นนี้ อวี๋ชางไห่ได้แต่รู้สึกวิงเวียนศีรษะตาพร่ามัว แทบจะโมโหจนเป็นลมไปตรงนั้น แต่เขาก็ยังพยายามรับมือด้วยความสุขุม ตะคอกใส่พวกผู้เล่นของพรรคสุริยันจันทราว่า “พวกเจ้าเป็นคนเสนียดจัญไรของพรรคฝ่ายมาร อย่าคิดจะใส่ร้ายอวี๋ผู้นี้ ประมุขพรรคจั่วมีสายตาเฉียบแหลม ไม่ถูกพวกเจ้าปลุกปั่นแน่นอน!”

“หา!” เมื่อได้ยินอวี๋ชางไห่กล่าวเช่นนี้ สิบผู้เล่นพรรคสุริยันจันทราก็เผยสีหน้าตกตะลึงพร้อมกันทันที หลัวหลานซางที่เป็นผู้นำเปลี่ยนเป็นพูดว่า “ที่แท้ประมุขพรรคจั่วก็อยู่ที่นี่ด้วย ที่จริงก่อนหน้านี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิด เป็นความรู้สึกที่หลอนไปเอง!”

“พวกเราไม่ได้มาอวยพรวันเกิดให้ประมุขอวี๋ แต่มาสืบข่าวที่เขาชิงเฉิง ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแบบนั้น”

“นอกจากนี้! พฤติกรรมทั้งหมดของประมุขอวี๋ล้วนเป็นพวกเราที่ใส่ร้ายเขา เขาไม่ได้สมคบกับพรรคสุริยันจันทราของพวกเราเลย ไม่ได้คิดจะชิง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ของสำนักคุ้มภัยฝูเวยไปมอบให้ประมุขตงฟางด้วย ไม่ได้ทรยศและส่งข่าวลับของห้าสำนักขุนเขากระบี่มาให้พวกเราจนห้าสำนักขุนเขากระบี่สูญเสียกำลังพลในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับประมุขอวี๋เลยสักนิด!”

“อวี๋ ชาง ไห่!”

จั่วเหลิ่งฉานมองอวี๋ชางไห่ด้วยสายตาเกรี้ยวโกรธ กัดฟันเค้นคำพูดออกมาว่า “ข้ายังสงสัยว่าช่วงก่อนหน้านี้ เหตุใดศิษย์หัวกะทิของห้าสำนักขุนเขากระบี่ถึงถูกคนของพรรคฝ่ายมารทำร้ายต่อเนื่อง ที่แท้ทั้งหมดเป็นฝีมือของเจ้า!”

“ไม่ใช่!” อวี๋ชางไห่ได้แต่เถียงกลับอย่างไร้สามารถ จากนั้นชี้กระบี่ไปที่หลัวหลานซาง “พวกเจ้าเป็นคนชั่วของพรรคฝ่ายมาร บังอาจมาใส่ร้ายป้ายสีข้า ข้าจะสังหารพวกเจ้า!”

หลัวหลานซางเห็นแล้วตกใจจนหน้าถอดสี รีบบอกว่า “ไม่มีปัญหา พวกเราพูดซี้ซั้วทั้งนั้น ประมุขอวี๋มีความคิดดี ถ้าสังหารพวกเราแล้วจะลบล้างความไม่เป็นธรรมของประมุขอวี๋ได้ พวกเราก็ยินดีรับความตาย!”

“ประมุขพรรคจั่ว เชิญลงมือเถอะ พวกเรายินดีใช้ความตายของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของประมุขอวี๋!”

พอพูดจบ ผู้เล่นทั้งสิบของพรรคสุริยันจันทราก็นั่งขัดสมาธิบนพื้นพร้อมกัน ทำท่าเหมือนปล่อยให้ฆ่าแกงได้ตามอำเภอใจ ปากยังพูดพร้อมกันอีกว่า “ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นบู๊ รวมยุทธภพเป็นหนึ่งเดียว ตะวันขึ้นทิศบูรพา ประมุขไร้พ่าย! ปราดเปรื่องทั้งบุ๋นบู๊……”

สิ่งที่พวกเขาท่องออกมา ก็คือทักษะพิเศษหนึ่งของพรรคสุริยันจันทรา ชื่อว่า ‘เพลงบูรพา’ แทบจะมีผลแบบเดียวกับ ‘เพลงไฟศักดิ์สิทธิ์’ ของพรรคจรัสที่ถูกเรียกว่าพรรคฝ่ายมารเหมือนกัน

เมื่อผู้เล่นใช้ทักษะแบบนี้ ก็จะเข้าสู่สถานะพิเศษบางอย่าง

เมื่ออยู่ภายใต้สถานะนี้ พลังป้องกันจะเป็นศูนย์ หลังจากถูกทำคริติคอลดาเมจ ตัวเลขดาเมจก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่า

แต่กลับมีข้อดี นั่นก็คือเมื่ออยู่ภายใต้สถานะนี้ หลังจากผู้เล่นตายแล้ว ค่าประสบการณ์ของทักษะยุทธ์ก็จะลดลงจากเดิมเพียงครึ่งหนึ่งเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสองทักษะนี้ถูกใช้โดยผู้เล่นสองพรรคฝ่ายมารผู้เล่น ก็จะถูกเรียกรวมกันว่า ‘ยอมจำนนแพ้ครึ่งเดียว’

เพียงแต่เมื่อศิษย์กลุ่มหนึ่งของพรรคสุริยันจันทรานำชีวิตของตัวเองมาแลกกับความบริสุทธิ์ของอวี๋ชางไห่แบบนี้ คนของสำนักอื่นก็เริ่มมองอวี๋ชางไห่ด้วยสายตาที่สื่อความหมายล้ำลึกแล้ว

[1] กลยุทธ์ทุกข์กาย 苦肉计 เป็นกลยุทธ์ยามพ่ายจากเรื่องสามก๊ก มีหลักการคือทำร้ายตัวเองให้บาดเจ็บเพื่อให้ศัตรูหลงเชื่อ
บทที่ 204
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว แม้แต่ NPC ทั่วไปพวกนั้นที่มาดูเอาสนุก ก็ยังเริ่มกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยเรื่องที่อวี๋ชางไห่สมคบกับพรรคฝ่ายมารแล้ว

ต้องกล่าวว่าเงินหนึ่งพันเหรียญทองที่ดาบฟันรองเท้าแตะใช้จ้างนักแสดงนั้นได้ผลมาก

พวกเขาทำได้ถึงขั้นนี้ จั่วเหลิ่งฉานก็พอใจมากแล้ว

แม้แต่พวกที่มาถึงงานด้วยตัวเองก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าเรื่องอวี๋ชางไห่สมคบกับพรรคฝ่ายมารเป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นอีกประเดี๋ยวรอให้อวี๋ชางไห่ตายแล้ว ความจริงของเรื่องนี้ก็จะเป็นไปตามที่เขาพูดไม่ใช่หรอกหรือ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การให้พวกนักแสดงของของพรรคฝ่ายมารแสดงต่อไปก็ไม่มีโยชน์แล้ว

ดังนั้น จั่วเหลิ่งฉานจึงส่งสายตาให้ศิษย์น้องสองคนของเขา พอทั้งสองเข้าใจแล้ว คนหนึ่งก็ชักดาบ ส่วนอีกคนก็ปล่อยพลังฝ่ามือออกมา แล้งพุ่งเข้าไปหากลุ่มคนโดยตรง ชั่วพริบตาเดียวนักแสดงทุกคนก็กลายเป็นแสงสีขาวไปหมดแล้ว

เป็นการปลิดชีพด้วยกระบวนท่าเดียวจริงๆ เวลาฆ่าคนไม่ต้องใช้สองกระบวนท่าเลย

เห็นเพียงซานเย่ว์ที่อยู่ข้างๆ เดาะลิ้นชมไม่หยุด “เกินไปแล้วมั้ง ทักษะยุทธ์ของสำนักซงซานแข็งแกร่งขนาดนี้หมดเลยหรือ แม้จะเป็นการทำดาเมจบนจุดสำคัญของร่างกายหมด แต่ผู้เล่นเยอะขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีใครโดนท่าเดียวแล้วรอดสักคน แบบนี้เกินไปหน่อยหรือเปล่า”

เยี่ยเว่ยหมิงยังไม่ทันตอบ ดาบฟันรองเท้าแตะก็ชิงอธิบายก่อนว่า “เพราะเดิมทีพวกเขาก็ได้เงินอยู่แล้ว มาที่นี่เพื่อเอาชีวิตมาทิ้ง บนตัวไม่ใส่อุปกรณ์ดีๆ แน่นอนอยู่แล้ว นอกจากชุดสีฟ้าที่เป็นเครื่องแบบของสำนัก นอกนั้นก็แทบมาลงสนามตัวเปล่า…

…อย่างไรเสีย แม้ ‘เพลงบูรพา’ จะลดโทษตายได้ แต่กลับลดอัตราดรอปไอเทมไม่ได้ เพื่อลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด การไม่พกของมีค่าติดตัวเป็นวิธีการที่ดีที่สุด”

เฟยอวี๋กล่าวเสริมอยู่ข้างๆ เช่นกัน “อุปกรณ์ที่ไม่เพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิตใดๆ ถึงขนาดว่าแม้แต่เครื่องแบบสีฟ้าของสำนักก็มีพลังป้องกันน้อยจนน่าสงสาร ตอนที่ใช้ ‘เพลงบูรพา’ ก็ถูกลดให้เหลือศูนย์แล้วเช่นกัน ยามเผชิญหน้ากับ BOSS ใหญ่อย่างสิบสามผู้พิทักษ์แห่งซงซาน หากไม่ถูกปลิดชีพก็แปลกแล้ว”

ตอนนี้ซานเย่ว์ถึงได้พยักหน้าอย่างปล่อยวาง

หลังจากจั่วเหลิ่งฉานให้ศิษย์น้องทั้งสองสังหารนักแสดงพวกนั้นแล้วก็หันตัวกลับมาทันที เขาย้ายสายตาเยียบเย็นไปบนตัวอวี๋ชางไห่ “ประมุขอวี๋ ตอนนี้เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม”

อวี๋ชางไห่มองไปรอบๆ เปรียบเทียบกำลังของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายอวี๋ชางไห่นอกจากตัวเขาเองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ชิงเฉิงที่ไม่เอาถ่านพวกนั้น หรือพวกสุนัขขี้ประจบที่มาเลียเท้าเขา ก็ไม่มีใครที่หวังพึ่งพาได้สักคน

วิเคราะห์โดยสรุป เปรียบเทียบกำลังบนสนามได้ดังนี้

ฝ่าย A: อวี๋ชางไห่

ฝ่าย B: จั่วเหลิ่งฉาน เย่ว์ปู้ฉวิน เล่อโฮ่ว จงเจิ้น หลินผิงจือ เยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ ดาบฟันรองเท้าแตะ ศิษย์ซงซานคนอื่นๆ…

หลังจากวิเคราะห์ทักษะยุทธ์ของสำนัก เอกลักษณ์กระบวนท่า ระดับพลัง และจำนวนคนของฝ่ายศัตรูและฝ่ายตัวเอง ในที่สุดอวี๋ชางไห่ก็ได้ข้อสรุปที่ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวัง

มีโอกาสชนะไม่ถึงแปดส่วนด้วยซ้ำ!

ถึงอย่างไรอวี๋ชางไห่ก็เป็นคนโหดที่ฆ่ายกครัว หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีหวังในชัยชนะ ก็นึกถึงแผนที่ชีชีวางให้เขาก่อนหน้านี้ทันที

ดังนั้น เจ้าสำนักท่านนี้ก็เงยหน้าตะโกนอย่างเศร้าโศก “นึกไม่ถึงว่าอวี๋ชางไห่ก็มีวันนี้เหมือนกัน!”

พอพูดจบ ก็พลันหยิบลูกระเบิดขนาดเท่าไข่ห่านออกมาจากหน้าอกสามลูกแล้วโยนลงพื้นทันที

ได้ยินเพียงเสียง ตุ้บ! ปั้ง! ปั้ง! ควันกลุ่มใหญ่ตลบอบอวลออกมา บดบังสายตาของทุกคน

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ “เป็นระเบิดควัน! นึกไม่ถึงว่าชีชีนั่นจะให้ความร่วมมือกับภารกิจได้ถึงขั้นนี้ สงสัยจะไม่ได้ทิ้งอวี๋ชางไห่อย่างสิ้นเชิงเสียทีเดียว”

ระเบิดควันไม่ใช่อาวุธลับของสำนักชิงเฉิงเท่านั้น

แต่ผู้เล่นกลับดรอปได้จากตัวมอนสเตอร์พิเศษบางตัว ยกตัวอย่างเช่นเยี่ยเว่ยหมิงที่เจอนินจาจากทะเลบูรพาที่เขากระบี่เกาะเผิงไหล หลังจากฆ่าแล้วก็มีโอกาสดรอปไอเทมชนิดนี้สูงมาก

แต่ไอเทมชนิดนี้ทำดาเมจไม่ได้ จึงไม่มีประโยชน์ให้ใช้งานมากนัก เยี่ยเว่ยหมิงเพียงเก็บไว้ป้องกันตัวบางส่วนเท่านั้น หากให้เก็บมากกว่านี้ก็ขี้เกียจเก็บด้วยซ้ำ

ถึงอย่างไรเขากระบี่เกาะเผิงไหลก็ไม่มีจุดเติมของ จะซื้อขายทั้งทีก็ใช้เวลาเดินทางเยอะมาก ไอเทมขยะแบบนี้ไม่คุ้มที่จะพกติดตัวเลย

ประสิทธิภาพของระเบิดควันแบบนี้สู้ระเบิดควันที่ใช้ทางการทหารในยุคปัจจุบันไม่ได้ ไม่เพียงแค่ผลิตควันได้น้อย ทั้งควันยังสลายง่ายมากด้วย ประโยชน์เพียงอย่างเดียวก็คือเห็นผลเร็ว พอระเบิดควันสามลูกระเบิดออก ก็กลายเป็นควันกลุ่มใหญ่ในชั่วพริบตาเดียว เมื่อเทียบกับระเบิดควันทางการทหาร ระเบิดแบบนี้เหมาะกับการหลบหนีของชาวยุทธ์มากกว่า

วิธีการนี้ของอวี๋ชางไห่แม้จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง แต่กลับทำอะไรพวก NPC ระดับสูงที่อยู่ตรงนั้นไม่ได้

ครู่ถัดมา หลังจากอวี๋ชางไห่ใช้ระเบิดควัน จั่วเหลิ่งฉาน เย่ว์ปู้ฉวิน เล่อโฮ่ว จงเจิ้น สี่ยอดฝีมือก็ทะยานตัวขึ้นมาพร้อมกัน บ้างก็กระโดดขึ้นหลังคา บ้างก็กระโดดขึ้นกำแพง ทั้งหมดออกจากเขตที่มีควันปกคลุม แล้วก้มมองบริเวณภายใต้กลุ่มควัน

ถึงอย่างไรควันแบบนี้ก็มาไวไปไว หากอวี๋ชางไห่ไม่หนีทันที ใช้เวลาไม่กี่วินาที เขาก็จะปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทุกคนอีกครั้ง

และถ้าเขาหนีพ้น ไม่ว่าหนึ่งในพวกเขาจะยืนอยู่ตรงไหนก็ตาม ก็จะรู้ทิศทางไปของอวี๋ชางไห่ทันที!

ในบรรดาห้ายอดฝีมือที่อยู่ตรงนี้ หลินผิงจือขาดประสบการณ์ในยุทธภพที่สุด ไหวตัวช้ากว่าอีกสี่คน แต่หลังจากสังเกตเห็นคนอื่นๆ เคลื่อนไหว เขาก็เอาเยี่ยงอย่างทันที กระโดดขึ้นเหนือกำแพงฝั่งซ้ายของประตูหน้าเขตลานบ้านใหญ่ จากนั้นก็หมุนตัวกวาดมองไปทั้งลานบ้าน

พรึ่บ! แทบจะเป็นเวลาเดียวกับตอนที่บรรดายอดฝีมือยืนประจำตำแหน่งตัวเอง เงาร่างของอวี๋ชางไห่พลันกระโจนออกจากควันแล้วพุ่งออกไปทางประตูใหญ่โดยตรง

หลินผิงจือที่เฝ้าอยู่ตรงประตูใหญ่มีหรือที่จะปล่อยให้ศัตรูที่ฆ่าบิดามารดาหนีรอดไปง่ายๆ

แทบจะเป็นเวลาเดียวกับตอนที่อวี๋ชางไห่ปรากฏตัว ร่างของเขากลายเป็นเงาสีแดงเข้าไปต้อนรับ แล้วยกกระบี่ฟันลงมาทันที

ฉึก!

อวี๋ชางไห่ที่กำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุนกลายเป็นแสงสีขาวทันที หลินผิงจือหลังจากงุนงงไปชั่วขณะถึงได้รู้ตัว เขาตะโกนเสียงต่ำทันทีว่า “อวี๋ชางไห่คนนี้เป็นผู้เล่นปลอมตัวมา!”

เอาตาปลามาปลอมปนกับไข่มุก[1]?

เมื่อได้ยินคำเตือนของหลินผิงจือ อีกสี่คนก็เดาวิธีการของฝ่ายตรงข้ามออกทันที

วิธีการแบบนี้ ที่จริงจะว่าไปแล้วก็ไม่ยาก ตอนที่อวี๋ชางไห่สร้างควันขึ้นมา ก็มีผู้เล่นที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้ามาเปลี่ยนชุดให้คล้ายอวี๋ชางไห่แล้วหนีไปข้างนอกเพื่อดึงดูดความสนใจคนอื่นเท่านั้น

ทันทีหลังจากนั้น เงาร่างของอวี๋ชางไห่ก็กระโดดออกจากควันอีก ครั้งนี้มุ่งตรงไปยังโถงหลักในเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋

เนื่องจากได้บทเรียนก่อนหน้านี้แล้ว ครั้งนี้ทั้งห้าไม่มีใครลงมือขัดขวางอีก ปล่อยให้เขาพุ่งเข้าบ้านไปอย่างนั้น เพียงแต่จั่วเหลิ่งฉานกับเย่ว์ปู้ฉวินใช้ท่าร่างพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย กระโดดไปบนบ้านสองหลังที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยความเร็วสูงสุด ทำให้โถงหลักอยู่ในขอบเขตการจับตาดูของพวกเขา

พอเป็นแบบนี้ ไม่ว่าอวี๋ชางไห่ที่หนีเข้าบ้านจะเป็นตัวจริงหรือไม่ ก็หนีไม่พ้นขอบเขตสายตาของพวกเขาอยู่ดี

หลังจากสูดหายใจไม่กี่ครั้ง ควันก็สลายไปหมดแล้ว

ในลานบ้านใหญ่ขนาดนั้น ยังจะเหลือเงาของอวี๋ชางไห่เสียที่ไหนกัน

จนกระทั่งตอนนี้ ในที่สุดทุกคนก็แน่ใจแล้วว่าอวี๋ชางไห่คนที่หนีเข้าบ้านก่อนหน้านี้คือตัวจริง!

ตอนที่สี่ยอดฝีมือเตรียมจะพุ่งเข้าบ้านไปแย่งฆ่าบอส กลางโถงใหญ่ก็มีเสียง ปั้ง! ปั้ง! หลายครั้งดังมา

วินาทีต่อมา ควันตลบอบอวล

จากนั้น ทุกคนก็เห็นชายตัวเล็กสวมชุดนักพรตเต๋าไม่ต่ำกว่าสามสิบคนโผล่ออกมาจากบ้าน แล้วหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง

เมื่อดูหน้าตาของพวกเขาให้ดีอีกครั้ง

ก็พบว่าบนใบหน้าของคนพวกนี้สวมหน้ากากงิ้วแตกต่างกันไป!

[1] เอาตาปลามาปลอมปนกับไข่มุก 鱼目混珠 หมายถึงเอาของปลอมไปปนกับของจริงเพื่อตบตา
บทที่ 205
อวี๋ชางไห่หน้างิ้วน้ำเงินปล้นม้าหลวง เจ้าสำนักหน้างิ้วแดงศึกฉางซา ประมุขพรรคหน้างิ้วสีเหลือง คนเตี้ยหน้างิ้วสีขาว ตัวโกงหน้างิ้วสีดำร้องชาชา…

ตอน ‘อวี๋ชางไห่’ หลายสิบคนใส่หน้ากากงิ้วหลากสีพุ่งออกจากห้อง จู่ๆ ในหูของเยี่ยเว่ยหมิงก็มีเสียงเพลง[1]นี้ดังขึ้น

มองซ้ายมองขวา พบว่าเหมือนจะไม่ได้มีแค่เขา ซานเย่ว์กับเฟยอวี๋ที่อยู่ข้างกายเขาก็มีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน คาดว่าสถานการณ์น่าจะไม่ต่างจากเขา

อวี๋ชางไห่ทั้งสามสิบคนหนีไปข้างนอกพร้อมกัน บ้างก็ไปทางประตูหน้า บ้างก็ไปทางประตูหลัง บ้างก็ปีนกำแพง บ้างก็พังกำแพงให้กลายเป็นประตูเสียเลย ใช้วิธีการหลากหลายไม่เหมือนกัน

ห้ายอดฝีมือเปิดฉากสังหารคนพวกนี้ทันที แต่จนใจที่เป้าหมายมีเยอะเกินไป สุดท้ายก็ยังมีเจ็ดแปดคนที่หนีรอดออกจากเขตลานบ้านไปได้

เรื่องมาถึงขั้นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงจำต้องยอมรับว่าถึงแม้เขาจะประเมินชีชีไว้สูงมากแล้ว แต่ก็ยังดูถูกอีกฝ่ายเกินไป

ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้เล่นคนอื่น ต่อให้คิดได้ว่ายามหน้าสิ่วหน้าขวานต้องหาตัวแทนให้อวี๋ชางไห่เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนอื่น แต่ส่วนใหญ่ในเกมก็พบได้น้อยมาก บางคนถึงขั้นไม่รู้ด้วยว่ามีวิชาเปลี่ยนหน้าปลอมตัวอยู่หรือไม่

แต่ชีชีกลับใช้วิธีการตรงกันข้าม ขอเพียงให้อวี๋ชางไห่ใส่หน้ากากเหมือนคนอื่นด้วย ประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนเป็นกลมกลืนกับคนอื่นแล้วไม่ใช่หรอกหรือ

ยามเผชิญหน้ากับแนวโน้มสถานการณ์ตรงหน้า แม้ชีชีจะไม่มีทางพลิกสถานการณ์ให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ แต่เขาก็ใช้วิธีการของตัวเอง ใช้ประโยชน์จากไพ่เสียในมืออย่างสุดความสามารถของตัวเองแล้ว!

ถ้าจะบอกว่าเยี่ยเว่ยหมิงเป็นยอดฝีมือด้านกลยุทธ์เหมือนนักหมากรุกที่ปั่นหัวเจ้าสำนักใหญ่ๆ ของยุทธภพ เชื่อมแนวขวางประสานแนวดิ่งจนอวี๋ชางไห่จนตรอกได้

เช่นนั้นชีชีก็เป็นพ่อมดในด้านกลยุทธ์ ขนาดอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตายแบบนี้ ยังใช้วิธีการที่น่าทึ่งได้ ช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตให้อวี๋ชางไห่ที่เดิมทีร่อแร่

เช่นนั้นก่อนที่เขาจะไป เขาวางแผนอะไรไว้อีกกันแน่

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ไม่สิ้นเปลืองเซลล์สมองของตัวเองไปกับคำถามที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไร้คำตอบเพราะขาดปัจจัยบางอย่างที่ตัวเองก็รู้อยู่แล้ว เพียงกำชับเฟยอวี๋ด้วยเสียงต่ำเบาว่า “ติดตามตำแหน่งอวี๋ชางไห่ตลอดเวลา”

นี่คือวิธีการที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้รับมือตอนที่เผชิญหน้ากับกลยุทธ์ลูกโซ่ของชีชี

เจ้าเล่นกลยุทธ์ลูกโซ่ใช่ไหม

เช่นนั้นข้าก็จะใช้ปืนใหญ่ล้างบาง!

เจ้าจะใช้กลยุทธ์ปิดฟ้าข้ามทะเลก็ได้ แต่ในมือข้าก็มีระบบ GPS เหมือนกัน!

ตอนไหนที่ใช้กำลังบดขยี้ได้ เขาก็ไม่เคยโอ้อวดสติปัญญาอันล้ำลึกของตัวเองเลย

ตอนนี้ห้ายอดฝีมือแบ่งเป็นสองกลุ่มแล้ว แต่กลับตัดสินใจเลือกสิ่งที่ไม่เหมือนกัน

จั่วเหลิ่งฉานกับลูกน้องอีกสองคนของเขา กระจายกันไล่ตามไปยังสามทิศทางที่มี ‘อวี๋ชางไห่’ หนีอยู่เยอะที่สุด พวกเขาคิดจะอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวนยอดฝีมือฝั่งตัวเอง ใช้วิธีฆ่าทิ้งเพื่อตัดตัวเลือก พยายามบีบอวี๋ชางไห่ตัวจริงออกมาก่อน จากนั้นค่อยฆ่าทิ้ง!

นี่ก็คือกลยุทธ์ของจั่วเหลิ่งฉาน

สามคนที่อยู่ฝั่งพวกเขา นอกจากจั่วเหลิ่งฉานที่บดขยี้ทุกสิ่งในเหตุการณ์วันนี้ได้แล้ว แต่ต่อให้เป็นเล่อโฮ่วกับจงเจิ้นก็มีศักยภาพแข็งแกร่งที่ไม่ด้อยไปกว่าอวี๋ชางไห่เช่นกัน!

ยามเผชิญหน้ากับอวี๋ชางไห่ที่บาดเจ็บ สามผู้พิทักษ์ก็ไม่แพ้แน่นอน

ดังนั้นเมื่อเจอกับสถานการณ์วุ่นวายแบบนี้ พวกเขาก็เลือกแยกย้ายกันไล่ตามได้เลย นี่คือข้อได้เปรียบเทียบเย่ว์ปู้ฉวินกับหลินผิงจือไม่มี

ส่วนเย่ว์ปู้ฉวินกลับเป็นประเภทที่พุ่งเข้าโถงหลักของเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ทันที

ในเมื่อก่อนหน้านี้อวี๋ชางไห่ให้ตัวแทนวิ่งออกจากควันเพื่อหยั่งเชิง ส่วนตัวเองซ่อนอยู่ในควันเพื่อรอโอกาสเคลื่อนไหวได้ เช่นนั้นเย่ว์ปู้ฉวินก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าครั้งนี้เขาจะใช้แผนนี้ซ้ำได้

เมื่อเอาใจตัวเองไปวัดใจคนอื่น เย่ว์ปู้ฉวินรู้สึกว่าถ้าเปลี่ยนเป็นเขา ก็จะใช้วิธีการที่ดูเหมือนอันตรายทว่าความจริงกลับปลอดภัยแบบนั้นได้เหมือนกัน

ส่วนหลินผิงจือที่ประสบการณ์ไม่พอก็อยากจะเรียนรู้วิธีการแบบนี้เหมือนกัน จะทำตามแบบอย่างพวกจั่วเหลิ่งฉาน สุ่มเลือกเป้าหมายสักคนเพื่อสังหาร แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงดึงตัวไว้

ท่ามกลางสายตาสงสัยปนไม่พอใจของอีกฝ่าย ในที่สุดเฟยอวี๋ก็กล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ ว่า “เมื่อครู่ตอนคนพวกนั้นหนีไป ข้าไม่ได้เห็นชัดเจน แต่ฝ่ายข้าเพิ่งจะใช้ทักษะ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ผลที่ได้จากการแจ้งเตือนของระบบก็คือ มีอวี๋ชางไห่สองคนหนีไปยังทิศทางที่ต่างกัน!…

…หนึ่งในนั้นหนีไปทางศาลาเหล่าจวินตรงภูเขาข้างหน้า ส่วนอีกคนไปทางอารามเจี้ยนฝูบนยอดเขา ถ้าวิเคราะห์จากความเร็ว ทั้งสองหนีได้ไม่เร็วมาก แต่ถ้าให้เทียบกัน ‘อวี๋ชางไห่’ ที่หนีไปทางศาลาเหล่าจวินเร็วกว่านิดหน่อย”

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วแปลกใจมาก “ในฉากเดียวกันจะมี ‘อวี๋ชางไห่’ สองคนได้อย่างไร ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์!”

“เกมยอดยุทธ์คุณธรรม เจ้าจะมาพูดถึงหลักวิทยาศาสตร์อะไรกัน” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “สรรพสิ่งในใต้หล้า มีกฎก็แหกกฎได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ บางทีอาจจะมีทักษะที่เปลี่ยนชื่อแซ่ของตัวเองได้ ก็ไม่แน่หรอก”

“เฟยอวี๋ เหมือนข้อมูลทักษะของเจ้าจะเปิดเผยออกมาแล้วนะ”

ตอนนี้สีหน้าเฟยอวี๋แย่มาก แต่หลินผิงจือกลับไม่คิดจะรอต่อไปอีก เขาสะบัดแขนทันที อยากจะสลัดมือเยี่ยเว่ยหมิงออก แต่กลับทำไม่สำเร็จ จึงได้แต่หันกลับมาบอกว่า “ขอบคุณข้อมูลอันล้ำค่าของพวกเจ้า ข้าจะไปสังหารอวี๋ชางไห่ด้วยมือตัวเอง ล้างแค้นให้ท่านพ่อท่านแม่!”

เยี่ยเว่ยหมิงแอบเพิ่มพลังที่มือของตัวเอง หลินผิงจือถึงไม่หลุดมือไปง่ายๆ จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังอีกครั้ง “ถ้าได้เจอกับจั่วเหลิ่งฉาน อย่าลืมว่าห้ามปะทะกับเขาเพื่อช่วงชิงโอกาสลงดาบสุดท้ายกับอวี๋ชางไห่เด็ดขาด…

…ที่จริงแล้ว หากพวกเราบีบให้อวี๋ชางไห่ตายได้ แค้นใหญ่ของเจ้าก็ถูกชำระแล้ว เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหม”

หลินผิงจือมองเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งอย่างซาบซึ้งใจ แล้วพยักหน้าบอกว่า “ต่อให้ข้าสังหารเขาด้วยมือตัวเองไม่ได้ แต่ก็ต้องเห็นเขาตายต่อหน้าข้าให้ได้!”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ปล่อยแขนหลินผิงจือ หลินผิงจือพลันกลายเป็นเงาเลือนรางสีแดงไล่ตามไปที่ตีนเขาทันที

โครม! แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่หลินผิงจือหายไป เย่ว์ปู้ฉวินทำลายหลังคาพังแล้ว เขากระโดดออกจากโถงหลักของตระกูลอวี๋ แล้วมุ่งหน้าไปทางยอดเขาทันที

ที่แท้เจ้าหมอนี่ก็แสร้งเข้าโถงใหญ่ไปตามหาอวี๋ชางไห่ แต่ความจริงไม่ลืมที่จะแอบฟังบทสนทนาด้านนอกไปด้วย

ตอนที่เฟยอวี๋เพิ่งบอกตำแหน่งของสองอวี๋ชางไห่ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหมอนี่จะได้ยินหมดแล้ว พอเห็นหลินผิงจือไล่ตามไปทางศาลาเหล่าจวิน เขาก็ตามไปทางอารามเจี้ยนฝูบนยอดเขาทันที

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ซานเย่ว์ก็อดบ่นอย่างหงุดหงิดไม่ได้ “เย่ว์ปู้ฉวินคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆ ครั้งนี้ถูกเขาชุบมือเปิบแล้ว!”

“แบบนี้ทำไมจะไม่ดีล่ะ” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ “ที่จริง อวี๋ชางไห่ที่อยู่โหมดปกติเป็น BOSS ใหญ่เลเวลเจ็ดสิบห้า ไม่ใช่คนที่พวกเราจะรับมือด้วยไหวเลย ดังนั้นสำหรับศีรษะของเขา พวกเราก็ลองพยายามดูได้ แต่อย่าไปหมกมุ่นจะดีกว่า”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริมอีกว่า “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราก็วางแผนตั้งมากมายกว่าจะล่อเย่ว์ปู้ฉวินกับจั่วเหลิ่งฉานมาได้ จุดประสงค์ก็คือให้พวกเขาไปรับมือกับอวี๋ชางไห่แทนพวกเราไม่ใช่หรือ”

ถึงอย่างไรภารกิจครั้งนี้ก็ต่างจาก ‘การประลองยุทธ์เลือกคู่’ ครั้งก่อน

ช่วงศึกตะลุมบอนของ ‘การประลองยุทธ์เลือกคู่’ เยี่ยเว่ยหมิงกับผู้เล่นทุกคนถือเป็นเพียงผู้เข้าร่วมภารกิจเท่านั้น ย่อมต้องทำให้ตัวเองได้ผลตอบแทนมากที่สุดอยู่แล้ว ถ้าแย่งบอสได้สักคนก็พยายามแย่งให้ได้

ถึงขั้นว่าแม้แต่หวันเหยียนคังที่ถูกระบบปกป้องสองชั้นก็ยังถูกเขาวางแผนทำร้ายจนตายแล้ว

ถ้าถามว่าทำแบบนี้แล้วจะเกิดผลอะไรตามมา

ขอตอบว่า…เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ

แต่ครั้งนี้ พวกเขาสามคนกลับกลายเป็นผู้วางแผนการทั้งหมด โดยพิจารณาว่าจะต้องทำภารกิจให้สำเร็จอย่างราบรื่นไว้ก่อน

ต้องรับประกันจุดนี้ได้ ถึงจะพิจารณาว่าจะทำผลตอบแทนให้สูงสุดได้อย่างไร

อีกทั้งเยี่ยเว่ยหมิงก็เชื่อมั่นว่าตราบใดที่ทำภารกิจนี้สำเร็จได้อย่างสวยงาม รางวัลจากทางฝั่งหวงโส่วจุนก็เยอะกว่าการสังหารอวี๋ชางไห่คนเดียวแน่นอน!

ดังนั้น สำหรับศีรษะของอวี๋ชางไห่ เยี่ยเว่ยหมิงคิดว่า

ถ้าได้ก็ถือเป็นโชค ถ้าเสียก็ถือเป็นชะตา

ไม่คิดว่ามีความจำเป็นต้องไปแย่งอาหารจากปากเสืออย่างบอสที่ร้ายกาจพวกนั้นเลย

อย่างไรเสีย ต่อให้ไม่ได้ศีรษะมา แต่เขาก็ยังควักโลงศพออกมาเก็บศพอวี๋ชางไห่ได้อยู่ดีไม่ใช่หรอกหรือ

เพื่อภารกิจในวันนี้ เยี่ยเว่ยหมิงจ่ายไปห้าร้อยเหรียญทองเพื่อจองซื้อโลงศพที่ทำจากลวดทองและไม้หนานมู่ นำมาเป็นของขวัญวันเกิดให้ตาเฒ่าอย่างอวี๋ชางไห่!

เขามองไปรอบๆ ตอนนี้ทั้งเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ นอกจากพวก NPC ขี้ประจบที่ต่างก็มีสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าควรไปทางไหนดี ก็เหลือเพียงผู้เล่นสามคนเท่านั้น นั่นก็คือพวกเยี่ยเว่ยหมิง

ส่วนศิษย์สำนักซงซานที่นำโดยดาบฟันรองเท้าแตะ ก่อนที่จั่วเหลิ่งฉานจะออกไปไล่ตามคนก็ได้สั่งงานไว้แล้วว่าถ้ากำจัดศิษย์ชิงเฉิงหนึ่งคนจะได้ค่าประสบการณ์ ค่าตบะ เงินเท่าไร การกำจัดอวี๋ชางไห่ตัวปลอมก็จะได้รางวัลมากกว่านั้นหนึ่งเท่า

ดังนั้น ผู้เล่นสำนักซงซานกับผู้เล่นสำนักชิงเฉิงที่เดิมทีมีจำนวนเยอะสุดในเขตลานบ้านใหญ่แห่งนี้ ตอนนี้หายไปหมดแล้ว

เมื่อเห็นเขตลานบ้านใหญ่ตระกูลอวี๋ตกอยู่ในความเงียบสงัด เฟยอวี๋ก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้ “ตอนนี้พวกเราควรจะทำอะไรสักหน่อยไหม จะรอฟังข่าวชัยชนะจากพวกเขาอยู่เฉยๆ อย่างนี้หรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเบาๆ “การรออยู่เฉยๆ ไม่ใช่ลักษณะนิสัยของพวกเราอยู่แล้ว ในเมื่อพวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็จะไล่ตามอวี๋ชางไห่ด้วยเช่นกัน”

เขาชะงักเล็กน้อย แล้วกล่าวเสริมว่า “ข้าหมายถึงอวี๋ชางไห่ตัวจริงนะ”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วงงทันที “เจ้าแยกออกหรือว่าอวี๋ชางไห่ตัวจริงไปทางไหน”

“ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว” ขณะที่ตอบ เยี่ยเว่ยหมิงก็เรียกอาหวงออกมาจากกำไลเงินสัตว์เลี้ยง “แต่มันทำได้”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วตาเป็นประกาย จากนั้นคว้าเลือดสดของอวี๋ชางไห่ที่กระเซ็นออกมาหลังจากถูกหลินผิงจือฟันบาดเจ็บ “ที่จริงเรื่องนี้ข้าก็ทำได้เหมือนกัน…” ขณะที่พูด เขาก็มองอาหวงที่หน้าตาไร้เดียงสาแวบหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็สลัดเลือดออกจากมือเสียเลย “ให้มันจัดการดีกว่า”

เฟยอวี๋ในตอนนี้ ในใจราวกับมีอัลปากา[2]นับแสนตัววิ่งย่ำผ่านไป

หลังจากทักษะสะกดรอยตามของเขาถูกห้ามใช้ เขาก็สงสัยว่าทักษะของเขาเหมือนกับทักษะของอาหวงไม่มีผิดอย่างนั้นหรือ

แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังตัดสินใจจะให้กำลังใจศิษย์น้องคนนี้สักหน่อย ดังนั้นจึงเก็บอาหวงไว้ แล้วบอกเฟยอวี๋ว่า “ที่จริงข้ารู้สึกว่าให้เจ้าทำเรื่องนี้ดีกว่า”

เฟยอวี๋มองด้วยสายตาโกรธเคือง “หมายความว่าอย่างไร”

เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องทำเวลาตอนไล่ตามอวี๋ชางไห่ แล้วอาหวงก็วิ่งไม่เร็วเลยจริงๆ”

เฟยอวี๋ “???”

พูดไปพูดมา สรุปก็คือเอาข้าไปเทียบกับสุนัข แล้วจุดแข็งอย่างเดียวก็คือข้าเคยเรียนวิชาตัวเบามาก่อน ก็เลยวิ่งเร็วกว่าสุนัขอย่างนั้นหรือ

[1] เนื้อเพลงบางท่อนจากเพลง《说唱脸谱》เป็นเพลงที่ใช้ในการแสดงอุปรากรจีน

[2] อัลปากา มีอีกชื่อหนึ่งคือ เฉ่าหนีหม่า (草泥马) คล้ายกับคำด่า เช่าหนี่มา ที่แปลว่า fuck your mom