ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 216ถึง220
คุยกันอย่างครึกครื้น เมื่อค่าความหิวถูกล้างจนเกือบหมด ทุกคนก็เร่งความเร็วในการกินอาหารทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ค่าความหิวของทุกคนก็กลายเป็นศูนย์แล้ว
จากนั้นพวกเขาก็ออกจากภัตตาคารซู่เจินที่กว้างโล่ง ตรงไปขึ้นรถม้ามายังเมืองเฉิงตู จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่สังเวียนประลอง
ธุรกิจสังเวียนของระบบมีมาตรฐานมาก มีหลากหลายรูปแบบให้ผู้เล่นเลือก
พวกที่ชอบความครื้นเครงและโดดเด่นล้วนเลือกลานประลองกลางแจ้งได้ สองฝั่งของสังเวียนเปิดกว้างเหมือนกับสังเวียนประลองของจริง ผู้เล่นและ NPC ที่เดินทางผ่านมาชมการต่อสู้ได้ตามใจชอบ เติมเต็มจิตใจที่ชอบโอ้อวดอิทธิฤทธิ์ของตัวเองต่อหน้าคนอื่นได้ดีมาก
ส่วนผู้เล่นที่ชอบอยู่อย่างสงบเสงี่ยมก็เลือกสังเวียนใต้ดินได้
ชื่อบอกว่าเป็นสังเวียนใต้ดิน แต่ที่จริงฉากการต่อสู้ไม่ต่างอะไรกับสังเวียนแบบแรก เพียงแค่สองคนที่ต่อสู้กันจะไปต่อสู้รอบตัดสินในดันเจี้ยนส่วนตัวเท่านั้น NPC ที่อยู่โดยรอบล้วนเป็นฉากหลัง ผู้เล่นคนอื่นไม่มีใครผ่านมาดูการต่อสู้ได้ จัดเป็นการประลองส่วนตัวโดยสมบูรณ์
ส่วนผู้เล่นที่จับกลุ่มกันมาประลองอย่างพวกเยี่ยเว่ยหมิง ไม่อยากให้คนแปลกหน้ามาดูเอาสนุกตามอำเภอใจ ก็เช่าห้องประลองเดี่ยวได้เช่นกัน
เหมือนกับเปิดห้องเดี่ยวในภัตตาคาร เจ้าของห้องเชิญผู้เล่นที่ระบุเข้าสนามได้ อยากจะต่อสู้เองหรือจะดูการต่อสู้กันได้ทั้งนั้น หนึ่งชั่วโมงสิบเหรียญทองไม่ถือว่าแพงเกินไป อยู่ในขอบเขตที่ผู้เล่นรับได้
เยี่ยเว่ยหมิงในฐานะผู้ที่ออกความคิดเรื่องการประลองครั้งนี้ จึงเป็นฝ่ายเสนอตัวจ่ายค่าเช่าห้องหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เชิญทุกคนเข้าสนาม
ฉากก็ยังเป็นฉากเดิม เพียงแต่นอกจากพวกเขาแล้ว ที่นี่ก็ไม่มีผู้เล่นคนอื่นปรากฏตัวอยู่อีก ด้านล่างสังเวียนก็เตรียมเก้าอี้สองแถวเอาไว้ให้ผู้เล่นที่ชมการต่อสู้พักผ่อนเรียบร้อยแล้ว บริการทั่วถึงมาก
เมื่อเข้ามาใน ‘ห้องเดี่ยว’ พวกเขาก็อดกวาดสายตามองไปบนตัวหนิวจื้อชุนกับฉางซิงอวี่ไม่ได้
อย่างไรเสียระหว่างพวกเขาก็เคยร่วมงานและต่อสู้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ใครอ่อนกว่า หรือเก่งกว่า ในใจล้วนมีภาพจำคร่าวๆ อยู่บ้าง แต่สำหรับคนแปลกหน้าสองคนนี้ ทุกคนสงสัยใคร่รู้มากว่าพวกเขามีความสามารถอย่างไรกันแน่
เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น สายตาของฉางซิงอวี่ก็มองไปยังหนิวจื้อชุน “สหายหนิว ในเมื่อทุกคนอยากเห็นศักยภาพของพวกเราขนาดนี้ พวกเราไม่สู้ประลองกันสักสนามก่อน จะได้ทำให้ทุกคนเห็นวิธีการของพวกเราทันที ไม่ทราบว่าสหายหนิวมีความคิดเห็นอย่างไร”
หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วกลอกตามอง แต่กลับส่ายหน้าบอกว่า “คำเชิญต่อสู้ของสหายฉาง ข้าย่อมไม่กล้าปฏิเสธ เพียงแต่เป้าหมายหลักของการประลองวันนี้ ก็คือให้พวกเราได้รู้จักความสามารถของกันและกัน ให้ทุกคนรู้ถึงศักยภาพของกันและกัน ถึงจะวางกลยุทธ์ในภารกิจหลังจากนี้ได้สะดวก…
…อีกทั้งในทีมนี้ พวกเราสองคนล้วนมาใหม่ เป็นเรื่องยากมากที่การประลองระหว่างพวกเราจะทำให้ทุกคนสังเกตเห็นศักยภาพของพวกเราได้โดยตรง…
…ดังนั้น ถ้าคิดว่าพวกเราควรเลือกประลองกับคนเก่าในทีมเพื่อรับประกันก่อน รอให้ทุกคนคุ้นเคยกันแล้ว พวกเราค่อยสู้กันอีกก็ยังไม่สาย”
ฉางซิงอวี่ได้ยินแล้วพยักหน้า จากนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วบอกว่า “ในเมื่อสหายหนิวเป็นคนเสนอเช่นนี้ เจ้าก็ท้าสู้ก่อนได้เลย”
ที่จริงแล้ว สาเหตุที่หนิวจื้อชุนไม่รับคำท้าฉางซิงอวี่ ก็เพราะเขาพิจารณาตัวเองไว้แล้ว
อย่างไรเสีย สถานการณ์ของเขาก็แตกต่างกับคนอื่นนิดหน่อย
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ภัตตาคาร เขาก็ถูกสั่งสอนด้วยเหตุการณ์ที่ถูกน้องดาบหัวเราะเยาะแล้ว แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะแก้ไขความขัดแย้งนี้ได้ทันเวลา แต่ตัวเองก็เสียหน้าไปแล้ว
ดังนั้น พอการประลองเริ่มขึ้น เขาจึงออกอุบายเล็กน้อย เพราะต้องการเอาชนะอย่างสวยงามก่อนสักสนาม ต้องกู้หน้าของตัวเองกลับมาบ้าง!
และเมื่อมีการประลองสนามนี้เป็นฐานไว้ ตอนสุดท้ายต่อให้สู้ไม่ชนะฉางซิงอวี่ที่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ารับมือยาก แต่อย่างน้อยก็จะไม่มีใครดูถูกเขาอีก
แต่ถ้าเริ่มสู้ก็แพ้ทันที ต่อให้สุดท้ายจะชนะสักสนามสองสนาม แต่ก็ยากจะเปลี่ยนแปลงภาพจำแรกที่ทุกคนมีต่อเขา
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งต่อไปมีความสำคัญต่อเขามาก
ต้องชนะเท่านั้น แพ้ไม่ได้!
พอนึกถึงตรงนี้ หนิวจื้อชุนก็กวาดสองตาที่เหมือนวัวไปบนตัวผู้เล่นคนอื่นๆ โดยจิตใต้สำนึก
ในเมื่อก่อนหน้านี้เขาอ้างภารกิจเพื่อหลบเลี่ยงการท้าสู้ของฉางซิงอวี่ เช่นนั้นเฟยอวี๋ ซานเย่ว์และโหยวโหยวที่ไม่เข้าร่วมภารกิจก็ถูกตัดออกเป็นกลุ่มแรก
รองลงมาก็คือเยี่ยเว่ยหมิง ตอนแรกที่อยู่หมู่บ้านชื่อสยา พลังโจมตีที่เยี่ยเว่ยหมิงระเบิดออกมาได้ฝังภาพจำไว้ให้เขา จนกระทั่งวันนี้ก็ยังยากจะลบออก
เจ้าหมอนี่โหดเกินไป เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เป้าหมายที่เขาจะรังแกได้
ต่อให้ตอนนี้เขาจะยอมรับตัวเองว่าอาจไม่แพ้ให้เยี่ยเว่ยหมิงในตอนนั้น แต่เพื่อความปลอดภัย อย่าไปสู้กับคนที่รับมือยากคนนี้ดีกว่า
ตัวเลือกต่อไปก็เป็นน้องดาบแล้ว
ฝีมือที่สาวน้อยชุดแดงแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ ทำให้เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะเลย
แม้เขาจะคิดว่าหากแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมา ตัวเองอาจไม่แพ้เสมอไป แต่โอกาสชนะก็มีไม่เกินสามส่วน
ยามที่ต้องการสู้ให้ชนะอย่างงดงามเพื่อกู้หน้าตัวเองกลับมา เขาย่อมไม่เสี่ยงเลือกน้องดาบมาเป็นคู่ต่อสู้ของตัวเองอยู่แล้ว
ส่วนถังซานไฉ่ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักถังเหมิน แสดงว่าไม่ใช่ฉายาที่ปลอมขึ้นมาเฉยๆ แน่นอน
อาวุธลับและยาพิษของสำนักถังเหมินล้วนน่ารังเกียจพอสมควร เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะเช่นกัน…
ไม่นาน หลังจากตัดคำตอบ ‘ผิด’ ทั้งหมดออก หนิวจื้อชุนก็ย้ายสายตาไปที่ตัวของสะพานสวรรค์น้อย
ในทีมเหมือนจะมีแค่น้องสาวพูดน้อยคนนี้ที่ดูอ่อนปวกเปียก เหมือนเขาจะรังแกไหวอยู่นะ?
พอนึกถึงตรงนี้ หนิวจื้อชุนที่ร่างกายสูงใหญ่กำยำก็ฮึกเหิมทันที แล้วพุ่งตัวไปโค้งเอวกุมหมัดคารวะสะพานสวรรค์น้อย “ข้ากับสหายเยี่ยเคยตั้งทีมด้วยกัน เคยประมือกันสั้นๆ กับแม่นางหนึ่งดาบด้วย สหายถังแม้จะไม่เคยสู้กัน แต่ก็พอจะเข้าใจวิธีการของสำนักถังเหมินอยู่บ้าง มีเพียงสำนักสุสานโบราณที่ข้าไม่รู้อะไรเลย ไม่ทราบว่าแม่นางสะพานสวรรค์น้อยจะให้คำชี้แนะได้หรือไม่”
เมื่อทุกคนได้ยิน ก็ชำเลืองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาเหยียดหยามพร้อมกัน
พูดได้ไพเราะน่าฟัง แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คืออยากรังแกผู้หญิงไม่ใช่หรือ
สำหรับคำท้าสู้ของหนิวจื้อชุน สะพานสวรรค์น้อยกลับไม่ได้คิดมาก นางเพียงพยักหน้าตอบรับ แต่ตัวกลับลอยนำขึ้นไปอยู่บนสังเวียนแล้ว
“วิชาตัวเบาของแม่นางสะพานสวรรค์น้อยช่างสง่างาม!”
หนิวจื้อชุนปากก็ชมไปอย่างนั้น แต่กลับเตรียมตัวขึ้นไปรังแกผู้หญิงบนสังเวียน
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงกลับพูดอยู่ข้างๆ อย่างคาดไม่ถึงว่า “มองออกเลยว่าเจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสำนักสุสานโบราณเลยจริงๆ”
หนิวจื้อชุนงงไปชั่วขณะ แล้วถามกลับโดยอัตโนมัติ “หมายความว่าอย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกขำในใจ แต่ปากกลับพูดอย่างสงบนิ่งมากว่า “ไม่มีอะไร เดี๋ยวสู้กันเสร็จเจ้าก็รู้ถึงความน่าตื่นเต้นของเคล็ดกระบี่สำนักสุสานโบราณแล้ว”
หนิวจื้อชุน “???”
นักพรตหนิวกระโดดขึ้นสังเวียนด้วยความสงสัยเต็มหัวใจ จากนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่า ‘ความน่าตื่นเต้น’ ที่เยี่ยเว่ยหมิงบอกหมายถึงอะไรกันแน่
ทุกคนต่างรู้จัก ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ของสำนักสุสานโบราณ นั่นคือสิ่งที่เกิดมาเพื่อข่ม ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ โดยเฉพาะ!
กอปรกับก่อนหน้านี้สะพานสวรรค์น้อยกับเยี่ยเว่ยหมิงเคยร่วมมือกันทำภารกิจสำเร็จหลายครั้ง ค่าตบะจึงสูงกว่าผู้เล่นทั่วไปเยอะมาก แม้จะไม่เหนือกว่ายอดฝีมืออย่างหนิวจื้อชุน แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เลเวลของทักษะยุทธ์เท่ากัน ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ทารุณ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ยังต้องอธิบายอีกหรือ
ทั้งสองปราบมือกันไม่เกินสิบกระบวนท่า บนตัวหนิวจื้อชุนก็ถูกกระบี่โจมตีต่อเนื่องนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ค่าพลังชีวิตถูกลดไปเกินครึ่ง
ตอนนี้นักพรตหนิวอยากจะร้องไห้แล้วด้วยซ้ำ เดิมทีอยากจะรังแกผู้หญิงเพื่อให้ตัวเองได้เกิดสักหน่อย อย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่อันดับโหล่ของทีม
จากนั้น ตอนที่คนอื่นคิดว่าศักยภาพของตนก็มีเพียงเท่านี้ ตนก็ค่อยเผยไพ่ที่แท้จริงออกมา ไม่แน่ว่าอาจเอาชนะได้ในสนามต่อไป
เมื่อถึงตอนนั้น อย่างน้อยเขาก็จะได้อยู่ระดับกลางในทีม ย่อมไม่มีใครกล้าดูถูกเขาอีกแล้ว
แต่ตอนนี้…
เพื่อรับประกันว่าจะไม่เสียหน้าเพราะแพ้สนามแรก หนิวจื้อชุนทำได้เพียงล้มเลิกกลยุทธ์ที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้ แล้วจู่ๆ ก็ตะโกนเสียงดังว่า “รอสักครู่!”
“หืม?”
ในเมื่อเป็นการประลองยุทธ์ สะพานสวรรค์น้อยก็ไม่ยอมเช่นกันหากอีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้ นางหยุดลงมือและถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที “สหายหนิวคิดจะยอมแพ้หรือ”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว” หนิวจื้อชุนกล่าวด้วยสีหน้าดำมืด “ถ้ายอมรับว่าก่อนหน้านี้ข้าประเมินแม่นางสะพานสวรรค์น้อยต่ำไป พอมาดูตอนนี้แล้ว ถึงแม้จะเป็นการต่อสู้สนามแรก แต่ข้าก็ต้องแสดงความสามารถทั้งหมดออกมาสิ”
ขณะที่พูดอยู่นั้น กระบี่ล้ำค่าในมือก็หายไปในอากาศ แทนที่ด้วยกระบองใหญ่เหล็กหลอมแท่งหนึ่งที่หนาเท่าแขนเด็ก จากนั้นเคาะกระบองใหญ่เหล็กหลอมบนสังเวียนหนึ่งครั้ง
ตึ้ง!
เกิดเสียงทุ้มดังขึ้น เสียงทุ้มที่ทำให้ทุกคนในสนามได้ยินแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้
มารดาเจ้าเถอะ ไม่สมจริงเกินไปแล้ว!
พอหนิวจื้อชุนถือไม้เท้า พลังรบก็เปลี่ยนเป็นโหดขึ้นมาทันที
เขาโบกกระบองเหล็กหลอมใหญ่จนไม่มีที่ว่างให้ลมผ่าน สะพานสวรรค์น้อยลองอาศัย ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ฝ่าเงากระบองของเขาหลายครั้ง แต่ก็ถูกกระบองเหล็กของเขาต้านไว้ทันเวลาตลอด ตอนที่อาวุธสองชิ้นปะทะกัน ก็ยิ่งทำให้ง่ามนิ้วของสะพานสวรรค์น้อยสะเทือนจนยิ่งทำให้ง่ามนิ้วมือชา นางทำได้เพียงอาศัยท่าร่างอันปราดเปรียวหลบแรงลมจากอาวุธของเขา
หนิวจื้อชุนที่กำลังได้เปรียบกลับไม่ยอมปรานี โบกกระบองเหล็กรวดเร็วราวกับรถแข่ง พร้อมทั้งใช้วิชาตัวเบาของสำนักฉวนเจินไล่โจมตีสะพานสวรรค์น้อยอย่างดุดันพักหนึ่ง
ฉากแบบนี้ ถ้าคนนอกมาเห็นเข้าจะต้องด่าว่านักพรตเต๋าสติฟั่นเฟือนแน่นอน ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้วิธีโจมตีที่โหดร้ายขนาดนี้รับมือกับสาวน้อยน่ารัก
ไร้ยางอายเกินไปจริงๆ!
ทว่าหลายคนที่อยู่ในสนามกลับไม่ได้สะเทือนใจมากนัก เพราะเป็นการประลอง ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เกิดความเสียหายจริง
ถ้าเจ้าหมอนี่จงใจใช้วิธีอ้างความเป็นสุภาพบุรุษเพื่อยอมแพ้การประลองนี้ กลับจะถูกทุกคนดูถูกเหยียดหยามด้วยซ้ำ
หลังจากลองโต้ตอบหลายครั้งแล้วไม่ได้ผล ในที่สุดสะพานสวรรค์น้อยก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วพลันถอยหลังอย่างรวดเร็ว ขณะที่ดึงระยะห่างออกจากหนิวจื้อชุน บนมือซ้ายของนางก็ปรากฏกระบี่ยาวอีกเล่มหนึ่ง
ท่ามกลางสายตาฉงนสนเท่ห์ของคนอื่น สะพานสวรรค์น้อยกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ในเมื่อสหายหนิวเผยความสามารถที่แท้จริงแล้ว ข้าเองก็ไม่มีทางปิดบังต่อไปได้แล้วเช่นกัน”
ขณะที่พูด กระบี่สองเล่มในมือก็ไขว้กันตรงหน้าอก จากนั้นก็ใช้กระบี่คู่รับมือกับเงากระบองที่หนาแน่นเต็มฟ้าของหนิวจื้อชุน ด้ามหนึ่งฟันตรง อีกด้ามแทงเฉียง
นางใช้ท่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ ใน ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับท่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ ใน ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’!
สะพานสวรรค์น้อย ไม่น่าเชื่อว่าเคล็ดกระบี่ที่นางใช้ตอนนี้คือ…
กระบี่คู่ผนึกรวม!
ใช้กระบี่คู่ผนึกรวมด้วยตัวคนเดียว?
เกินไปแล้วมั้ง!
พอเยี่ยเว่ยหมิงตกใจเสร็จ ก็นึกขึ้นได้ถึงข้อมูลที่อินปู้คุยเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ทันที ภรรยาของหยางกั้วซึ่งเป็นหลานชายคนโตของเขา หรือเสี่ยวหลงหนี่ว์ หลานสะใภ้ในอนาคตของเยี่ยเว่ยหมิง นางเหมือนจะทำสิ่งนี้ได้
ถึงแม้ยังไม่ปลดล็อกภารกิจเนื้อเรื่องคู่รักจ้าวอินทรี แต่การที่สำนักสุสานโบราณถ่ายทอดวิชานี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ฟังขึ้น
เพียงแต่กระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อย ทำไมถึงดู…แข็งทื่อขนาดนี้
ขณะที่กำลังสงสัย กลับได้ยินเสียงน้องดาบบอกว่า “ไม่มีความไม่สอดคล้องตอนร่วมมือกัน กระบี่คู่ผนึกรวมที่สะพานสวรรค์น้อยคนนี้ใช้คนเดียว เมื่อเทียบกับตอนที่พวกเจ้าใช้ร่วมกันสองคน แม้ประสิทธิภาพจะอ่อนแอลงเยอะ แต่ช่องโหว่กลับน้อยลงมากเช่นกัน”
ขณะที่พูดก็ส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจอีก “เพียงแต่กระบี่คู่ผนึกรวมของนาง ตอนใช้งานอาจจะดูแข็งกระด้างไปหน่อย หากพบยอดฝีมือที่แท้จริง ก็อาจจะแสดงประสิทธิภาพของมันออกมาได้ยาก”
ความหมายที่นางจะสื่อก็คือ ยามเผชิญหน้ากับกระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อย นางก็ยังมีความมั่นใจในชัยชนะอยู่ดี!
ที่จริง ตั้งแต่ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เพิ่มถึงเลเวลสิบและปลดล็อกเอฟเฟกต์ ‘เงาของเทพกระบี่’ แล้ว ตอนนี้สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน ชั่วร้ายขึ้นเยอะ
ขนาดน้องดาบยังมองปัญหาออก เขาเองก็มองออกแล้วเช่นกัน
อีกทั้งถ้าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดของหนิวจื้อชุนแล้วลองเปลี่ยนมุมมองพิจารณา เขาก็รู้สึกว่าถ้าตัวเองเผชิญหน้ากับกระบี่คู่ผนึกรวมอย่างนี้ ก็มั่นใจว่าตัวเองจะชนะเช่นกัน ถึงขนาดว่ายังจบการต่อสู้ภายในเวลาอันสั้นได้ด้วย
เป็นเพราะเลเวลกระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อยก็ยังต่ำเกินไป กำลังภายในไม่พอ หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่น
ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้คำตอบ เยี่ยเว่ยหมิงจึงส่ายหน้าบอกว่า “เดี๋ยวรอข้ากลับไปถามนาง ดูว่านางยังขาดสิ่งใดกันแน่ บางทีอาจจะช่วยนางคิดหาวิธีได้”
คำพูดของเขาเหมือนกำลังพูดให้น้องดาบฟัง แต่ก็เหมือนพึมพำกับตัวเอง
ส่วนในตอนนี้ หนิวจื้อชุนที่อยู่บนสังเวียนก็ถูกกรกระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อยฟันจนกลายเป็นแสงสีขาวไปแล้ว อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่เยี่ยเว่ยหมิง และไม่ใช่น้องดาบด้วย กระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อยแม้จะมีข้อบกพร่อง แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะรับมือกับมันได้
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นกันประลองบนสังเวียน หนิวจื้อชุนที่ตายไม่เพียงแค่ไม่ถูกลงโทษใดๆ ถึงขั้นไม่ถูกส่งไปที่จุดคืนชีพด้วย วินาทีถัดมาหลังจากถูกกำจัด ก็คืนชีพอยู่ท่ามกลางแสงสีขาวตรงจุดเดิมด้วยค่าสเตตัสเต็มเปี่ยม
ส่วนผู้ชนะอย่างสะพานสวรรค์น้อย หลังจากการต่อสู้จบลง พลังชีวิตก็กลับมาเต็มอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นฉากนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดหยอกไม่ได้ “จะว่าไป สังเวียนอำนวยความสะดวกขนาดนี้ หากฝึกทักษะยุทธ์ที่สิ้นเปลืองกำลังภายในมากที่นี่ ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเหมือนกันนะ”
เยี่ยเว่ยหมิงแม้จะรู้ว่ามีสถานที่อย่างสังเวียนอยู่ด้วย แต่วันนี้ก็เพิ่งสัมผัสได้ถึงประโยชน์ของมันใกล้ๆ เป็นครั้งแรก ได้เห็นกำลังภายในของทั้งสองกลับมาเต็มเหมือนเดิมโดยอัตโนมัติหลังจากสู้เสร็จ ก็อดคิดเรื่องการฝึกฝนทักษะยุทธ์ที่นี่ไม่ได้
ต้องทราบไว้ว่า หลายทักษะยุทธ์ในเกมที่ค่อนข้างเปลืองกำลังภายใน เมื่อเทียบกับวิชาดาบและเคล็ดกระบี่ที่สิ้นเปลืองกำลังภายในน้อย แบบแรกฝึกยากกว่ามาก
เพราะถ้าเป็นทักษะยุทธ์ที่สิ้นเปลืองกำลังภายในมาก ก็หมายความว่าความถี่ที่เจ้าจะได้ใช้มันก็จะไม่สูงมาก ยกตัวอย่างเช่นกระบวนท่า ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ต่อให้อาศัยกำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ แต่ตบไปยี่สิบฝ่ามือก็ทำให้กำลังภายในของเขาหมดเกลี้ยงแล้ว
แต่หากฝึกให้เร็วขึ้นได้โดยอาศัยวิธีประลองบนสังเวียน ก็จะได้ใช้กระบวนท่านี้โดยไม่สิ้นเปลืองกำลังภายในไม่ใช่หรอกหรือ
พอเป็นแบบนี้ ความเร็วในการฝึกทักษะยุทธ์ที่ใช้กำลังภายในจำนวนมาก กลับเร็วกว่าการฝึกเคล็ดกระบี่และวิชาดาบตั้งเยอะ
ถ้าเป็นอย่างนี้จริง การจ่ายค่าเช่าสังเวียนสิบเหรียญทองก็ถือว่าถูกเกินไป
“จะมีเรื่องดีเช่นนั้นได้อย่างไร” พอได้ฟังความคิดของเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบที่อยู่ข้างๆ ก็อดส่ายหน้าเล็กน้อยไม่ได้ “อยู่บนสังเวียน หลังจากสู้เสร็จแม้ค่าสเตตัสจะกลับมาเหมือนเดิมเร็วมาก แต่การใช้ทักษะยุทธ์ที่นี่ก็ไม่เพิ่มค่าประสบการณ์อยู่ดี”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วหันกลับไปมองสาวน้อยคนสวยที่ฝักใฝ่การต่อสู้ “ฟังจากที่เจ้าพูด แสดงว่ามาต่อสู้ที่นี่บ่อยล่ะสิ”
น้องดาบพยักหน้า “นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วกัน”
ขณะที่พูดคุยกัน หนิวจื้อชุนกับสะพานสวรรค์น้อยก็ลงจากสังเวียนด้วยกันแล้ว
สิ่งที่เหนือความคาดหมายของหนิวจื้อชุนก็คือ แม้ครั้งนี้เขาจะต่อสู้แพ้ แต่สายตาของทุกคนที่มองเขากลับไม่แสดงการดูถูกแม้แต่น้อย
อย่างไรเสีย วิชากระบองสุดโหดที่เขาใช้ก่อนหน้านี้ ถ้าเปลี่ยนให้คนอื่นขึ้นไปสู้บนสังเวียน ก็ล้วนต้องรับมือกับมันอย่างระมัดระวังทั้งนั้น
ส่วนที่บอกว่าแพ้ให้กระบี่คู่ผนึกรวม?
นั่นก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสียหน้าอะไรเลย!
ยามเผชิญกับกระบี่คู่ผนึกรวมของสะพานสวรรค์น้อย นอกจากเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบแล้ว คนอื่นที่อยู่ตรงนี้มีใครกล้าบอกบ้างว่าตัวเองจะเอาชนะได้
สองคนในทีมที่มาใหม่ หนิวจื้อชุนเผยความสามารถของตัวเองออกมาแล้ว ฉางซิงอวี่เป็นฝ่ายยืนขึ้นเองโดยไม่ต้องให้ใครเตือน หลังจากกวาดสายตามองพวกเขาทีละคนก็ยักไหล่บอกว่า “ข้าไม่เลือกคู่ต่อสู้ก็แล้วกัน แต่ถ้าคนไหนอยากชี้แนะข้า ข้าก็เล่นเป็นเพื่อนได้เสมอ”
หลังจากเห็นการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เขาก็ดูออกแล้วเช่นกันว่าเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบที่เขาอยากท้าสู้ด้วยไม่มีชายตามองมาทางเขาเลยแม้แต่น้อย
ในสายตาของทั้งสองมีแต่กันและกันเท่านั้น ไม่มีที่ว่างให้บุคคลที่สามเลย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองล้วนมองอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวของกันและกันไปแล้ว!
ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะท้าสู้ใคร ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมือที่สามที่เข้าไปแทรกกลาง แบบนี้ไม่สอดคล้องกับคาแรกเตอร์สุดหล่อผู้สง่างามอย่างเขาเลย
ส่วนถังซานไฉ่ที่เหลือก็เป็นคนคุ้นเคยกัน ไม่จำเป็นต้องท้าสู้ หนิวจื้อชุนกับสะพานสวรรค์น้อยเพิ่งจะสู้กันเสร็จ ด้วยความจนใจ เขาทำได้เพียงเลิกเป็นฝ่ายเลือกเป้าหมายท้าสู้เอง ประกาศว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายถูกท้าสู้แทน
ที่ทุกคนไม่อยากเป็นฝ่ายท้าสู้ ที่จริงก็เพราะมีสาเหตุเหมือนกับเขา คนในทีมนี้ไม่ได้หวังจะท้าสู้เขาเท่าไรนัก
เยี่ยเว่ยหมิงกลับอยากจะทดสอบฝีมือขุนพลหนุ่มชุดขาวคนนี้สักหน่อย แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของน้องดาบ เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายต้องสนใจตนแน่นอน!
เนื่องจากเคารพคู่ต่อสู้ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าควรจะเก็บการต่อสู้สนามแรกของวันนี้ไว้ให้นางดีกว่า จึงเลื่อนการท้าสู้ของคนอื่นไปก่อน
ฉางซิงอวี่ยืนขึ้นสามวินาทีแล้ว แต่ยังไม่มีใครมาท้าสู้สักที บรรยากาศดูอึดอัดเล็กน้อย
ตอนที่น้องดาบคิดจะฉวยโอกาสนี้ท้าสู้เยี่ยเว่ยหมิง ในที่สุดเฟยอวี๋ที่อยู่อีกฝั่งก็ยืนขึ้น “พูดตามตรง ก่อนที่จะถึงวันนี้ ข้ายังไม่เคยเห็นยอดฝีมือวิชาทวนที่แท้จริงในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เลย แม้ข้าจะไม่ใช่คนในทีม แต่ก็ยังหวังจะได้ชื่นชมความสง่างามของยอดฝีมือวิชาทวนสักหน่อย หวังว่าสหายฉางจะชี้แนะ”
“ได้!”
หลังจากถูกเมินไปสามวินาที ฉางซิงอวี่ก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว พอได้ยินว่ามีคนท้าสู้ ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ใช่คนที่อยู่ในทีมก็ตาม เขาตอบรับแล้วลอยขึ้นไปเหยียบลงบนสังเวียนทันที
เมื่อเห็นท่ารางของฉางซิงอวี่ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกน้อยใจนิดหน่อย
ขนาดอีกฝ่ายขี่ม้า ท่าร่างยังล่องลอยอย่างสง่างามขนาดนั้น ตัวเองเป็นนักกระบี่ที่มีฝีมือโดดเด่น แต่วิชาตัวเบาเดียวที่ใช้กลับเหมือนเป็นการวิ่งเร็วเท่านั้น
จะไปเรียกร้องเรื่องนี้ที่ไหนดีล่ะ
ต้องรีบหาวิชาตัวเบาระดับสูงมาฝึกแล้ว!
มองน้องดาบที่อยู่ข้างกายปราดหนึ่ง ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็อดถามไม่ได้ว่า “ในบรรดาผู้เล่นมากมายที่ข้าเคยเจอ นับว่าท่าร่างของเจ้าสง่างามและใช้ประโยชน์ได้จริงที่สุด เผยหน่อยได้ไหมว่าเป็นวิชาตัวเบาอะไร”
“เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน” น้องดาบบอกความจริงอย่างไม่ถือสาเลยสักนิด “ขอเพียงตามหา NPC ที่ชื่อมู่ซางเต้าเหรินพบ แล้วเล่นหมากล้อมกับเขาสักหน่อยก็ได้วิชาตัวเบานี้มาแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงงทันที “ง่ายขนาดนี้เชียว ไม่ต้องทำภารกิจย่อยหรอกหรือ”
น้องดาบตอบอย่างมั่นใจมาก “ไม่ต้องทำ เพราะจะหมอนั่นเป็นทาสหมากล้อม ขอเพียงเจ้าไปหาเขาเพื่อเล่นหมากล้อม เจ้าจะไปเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าอยากได้ตำราลับในมือเขา ก็ต้องเล่นต่อเนื่องหนึ่งร้อยแปดกระดาน แล้วก็ห้ามแพ้สักกระดานด้วย”
“แน่นอน เจ้าหมอนั่นเป็นมือสมัครเล่นระดับเจ็ดเท่านั้น ถ้าอยากจะเอาชนะเขาก็ไม่ยาก แต่ในหนึ่งร้อยแปดกระดานที่เจ้าเล่นกับเขา ทุกกระดานเจ้าจะต้องเล่นให้เหมือนเกือบชนะ ทำให้เขามองเห็นความหวังอยู่ตลอด ไม่ทิ้งการแข่งขันกลางคัน เจ้าถึงจะเล่นครบหนึ่งร้อยแปดกระดานแล้วได้ตำราลับมา”
เยี่ยเว่ยหมิงหันกลับไปตอบอย่างแน่วแน่ “คิดเสียว่าข้าไม่เคยถามก็แล้วกัน”
ทักษะหมากล้อมของเยี่ยเว่ยหมิงจัดอยู่ในประเภทมือสมัครเล่นระดับศูนย์ เป็นประเภทที่รู้เพียงว่าหมากล้อมมีหมากสีขาวและหมากสีดำ แม้แต่กระดานหมากล้อมมีตารางกี่ช่องก็ยังไม่รู้เลย เป็นคนนอกวงการอย่างแท้จริง
ถ้าเล่นอย่างเดียวก็ได้ เขายังพิจารณาฝืนรับไว้ได้ แต่ถ้าจะให้เล่นชนะ?
จะว่าไปแล้ว หมากล้อมตัดสินแพ้ชนะอย่างไร
ตอนที่เพิ่งย้ายสายตาไปบนสังเวียน เยี่ยเว่ยหมิงกลับเบิกตากว้างทันที เพราะสถานการณ์บนสังเวียนเหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง!
ที่แท้ หลังจากทำภารกิจขนาดใหญ่มาหลายครั้ง เลเวล ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ของเฟยอวี๋ก็สูงขึ้นมากแล้ว ตอนนี้ได้กำลังภายในระดับสูงของสำนักชิงเฉิงอย่าง ‘วิชากระเรียนขาวคำรามเก้าชั้นฟ้า’ มาอีก ทำให้พลังต่อสู้สูงขึ้นเหมือนเรือที่ลอยขึ้นตามน้ำ มีลักษณะของยอดฝีมือพอสมควรแล้ว
ทว่าแม้เฟยอวี๋จะเป็นอย่างนี้ เมื่ออยู่ในการต่อสู้กลับเสียเปรียบฉางซิงอวี่โดยสมบูรณ์ หลังจากประเมินกันไม่กี่กระบวนท่า ก็ถูกอีกฝ่ายโจมตีจนเหลือแค่กำลังต้านทานเท่านั้น ไร้ความสามารถโต้ตอบโดยสิ้นเชิง!
พอมองฉางซิงอวี่ ก็เห็นทวนเงินด้ามหนึ่งในมือ ท่ามกลางกระบวนท่าที่ปล่อยออกและเก็บเข้า กลับทำให้เกิดลักษณะพลังที่มุ่งหน้าไม่เหลียวหลัง ราวกับจิงชี่เสิน[1]ทั้งร่างกายมาก่อตัวอยู่ด้วยกัน ทุกทวนที่แทงออกไปล้วนทำให้เกิดความรู้สึกกดขี่อย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงที่นั่งอยู่ล่างสังเวียนก็ยังรู้สึกได้รางๆ ถึงกลิ่นอายที่เข่นฆ่ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ส่วนกระบวนท่าวิชาทวนของอีกฝ่าย เยี่ยเว่ยหมิงกลับรู้สึกคุ้นตามาก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ตอนนี้เอง สุดท้ายเฟยอวี๋ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างดุดันจนต้องลงจากสังเวียน
ผลแพ้ชนะถูกตัดสินแล้ว ค่าสเตตัสของทั้งสองกลับมาเต็มเหมือนเดิมทันทีท่ามกลางแสงสีขาว เฟยอวี๋เก็บดาบเหยียนหลัวแล้วกุมหมัดคารวะอีกฝ่าย “วิชาทวนของสหายฉางดุดันอย่างที่คาดไว้ ข้ายอมรับความพ่ายแพ้จากใจจริง ไม่ทราบว่าสหายฉางเปิดเผยสักหน่อยได้หรือไม่ ว่าวิชาทวนที่เจ้าใช้เมื่อครู่นี้คือมีชื่อว่าอะไรกันแน่”
ฉางซิงอวี่ได้ยินแล้วครับยิ้มอย่างถ่อมตัว ก่อนจะตอบเสียงเรียบว่า “วิชาทวนตระกูลหยาง เป็นวิทยายุทธ์ที่ไม่เข้าขั้นวิชาหนึ่งเท่านั้น”
วิชาทวนตระกูลหยาง?
เมื่อได้ยินชื่อนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกออกทันทีว่าเคยเห็นวิชาทวนนี้เมื่อไร
บนสังเวียนประลองยุทธ์เลือกคู่เนี่ยนฉือแชมเปียนส์คัพตอนนั้น หยางเถี่ยซินที่ใช้ชื่อว่ามู่อี้ก็เคยใช้วิชาทวนนี้ ถูกลูกชายของเขาจับแขวนโจมตี โจมตีเหมือนเป็นน้องชายคนหนึ่ง
วิชาทวนระดับนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะแสดงประสิทธิภาพออกมาได้น่ากลัวขนาดนี้ เช่นนั้นคำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลก็คือ…
เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เยี่ยเว่ยหมิงคิดได้ เฟยอวี๋ก็คิดได้เช่นกัน ทั้งยังหลุดปากถามออกมาด้วยว่า “เลเวลสิบหรือ”
ฉางซิงอวี่เพียงพยักหน้าเล็กน้อย ถือว่ายอมรับแล้ว
ใช่จริงๆ ด้วย!
ถ้าอยากจะแสดงประสิทธิภาพของ ‘วิชาทวนตระกูลหยาง’ ที่ยังไม่เข้าขั้นให้ออกมาแข็งแกร่งขนาดนี้ ความเป็นไปได้เดียวก็คือ ฉางซิงอวี่ฝึกวิชาทวนนี้จนอัปถึงเลเวลสิบแล้ว เป็นเลเวลเต็มที่เปลี่ยนของผุพังให้กลายเป็นความอัศจรรย์!
เรื่องนี้ ขนาดไม่มีสกิลเทพคอยช่วยโกงอย่าง ‘เวทบรรจุศพ’ ฉางซิงอวี่คนนี้ยังฝึกจนเคล็ดวิชาที่ไม่เข้าขั้นถึงเลเวลสิบได้ภายในเวลาอันสั้น นอกจากความดึงดันกับความเด็ดเดี่ยวแล้ว เกรงว่าทักษะการเล่นส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้แน่นอน
อย่างไรเสีย ถ้าดูจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ นอกจาก ‘วิชาทวนตระกูลหยาง’ ของเขาที่ยอดเยี่ยมแล้ว ค่าสเตตัสของเขาก็ไม่ด้อยกว่าเฟยอวี๋สักนิดเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ถึงตัดสินได้ว่า จำนวนรวม ‘ค่าประสบการณ์ทักษะยุทธ์’ ของฉางซิงอวี่นั่นไม่ด้อยกว่าเฟยอวี๋แน่นอน
ต่อให้มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง นั่นก็เป็นเพราะว่าเฟยอวี๋เพิ่มค่าตบะไปที่ทักษะยุทธ์ระดับสูงมากกว่า แต่เขากลับเพิ่มมันไปที่วิทยายุทธ์ไม่เข้าขั้นในอึดใจเดียวจนเลเวลเต็ม
ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่ใช้ค่าตบะจำนวนเท่ากัน เขาอาศัยการเพิ่มประสิทธิภาพให้วิทยายุทธ์ระดับต่ำจนถึงเลเวลสิบ แต่กลับได้เปรียบกว่าโดยสิ้นเชิง
แน่นอนว่าการคาดเดาแบบนี้ เดาได้เพียงความเป็นไปได้เท่านั้น แต่ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ เกรงว่าคงมีเพียงฉางซิงอวี่ที่รู้ดีที่สุด
สิ่งเดียวที่ตัดสินได้ก็คือ ตัวเขาเองเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาเลย
เขามองน้องดาบที่อยู่ข้างกายแวบหนึ่ง อย่าบอกนะว่าฉางซิงอวี่ก็เหมือนกับนาง ก่อนเข้ามาในเกมเป็น…
“ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในเกม ข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมรบมืออาชีพ เล่นเกมโดยเฉพาะ” เหมือนมองออกว่าทุกคนสงสัยในตัวเขามาก ฉางซิงอวี่จึงประกาศคำตอบเสียเลย
เป็นคำตอบที่เหนือความคาดหมาย แต่ก็สมเหตุสมผลดี
เมื่อการประลองสองสนามจบลง น้องดาบที่อดใจรอไม่ไหวมานานแล้วก็ถลันตัวขึ้นบนสังเวียน จากนั้นหันกลับมากระดิกนิ้วให้เยี่ยเว่ยหมิงอย่างสง่างาม พร้อมกล่าวท้าทาย “มือปราบหน้าเหม็น ตอนนี้ข้ามีวิธีเอาชนะ ‘คนผีร่วมวิถี’ ของเจ้าแล้ว กล้ามาสู้กับข้าหรือเปล่า”
“อ้อ?” เยี่ยเว่ยหมิงเผยรอยยิ้มที่เหนือความคาดหมาย เขากระโดดขึ้นไปบนสังเวียนด้วยท่วงท่าการเปิดสนามที่ดูน่าเกลียดมาก จากนั้นหันตัวไปถามน้องดาบ “อย่าบอกนะว่าเจ้าไปเรียนเคล็ดดาบอันธพาลอะไรมาอีก แล้วเตรียมจะให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา”
คาดไม่ถึงว่าน้องดาบได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วนำถุงมือข้างหนึ่งมาใส่ไว้บนมือ “วันนี้ข้าไม่ใช้ดาบ ข้ามารับการชี้แนะเคล็ดกระบี่ของสหายเยี่ยด้วยมือเปล่าก็พอ”
น้องดาบพูดเช่นนี้ ย่อมไม่ขาดคำพูดเหน็บแนมอยู่แล้ว ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเกิดความคิดที่จะไม่ใช้กระบี่เช่นกัน
ขนาดผู้หญิงที่ฝึกเคล็ดดาบเป็นหลักอย่างข้ายังไม่ใช้อาวุธ เปลี่ยนมาเป็นสู้กับเจ้าด้วยมือเปล่าแล้ว เจ้าเป็นผู้ชายที่มีศักยภาพแข็งแกร่ง ไม่อายบ้างหรือที่ถือกระบี่ล้ำค่ามารังแกคนอื่น
เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่า เขาไม่อาย!
กลับเห็นเขาชี้กระบี่แสงทองไปทางน้องดาบไกลๆ แล้วพูดอย่างสบายอารมณ์มากกว่า “ตามใจเจ้า”
“เป็นอย่างที่คาดไว้ เยี่ยเว่ยหมิงก็คือเยี่ยเว่ยหมิง” น้องดาบส่ายหน้าเล็กน้อย “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ข้ายังคิดจะใช้วิธียั่วยุเพื่อให้เจ้าเลิกใช้อาวุธที่ตัวเองได้เปรียบ ดูท่าข้าคงคิดมากเกินไป ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ดูกระบวนท่าของข้าแล้วกัน!”
ขณะที่พูด น้องดาบก็ใช้ท่าร่างอันปราดเปรียวว่องไวของนางอีกครั้ง เงาร่างแวบหายไป มาปรากฏตัวอยู่ไม่ไกลจากตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง มือขวายื่นกรงเล็บออกมา ตรงไปยังลำคอของเยี่ยเว่ยหมิง
วิชากรงเล็บนี้ ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกคุ้นเคยมาก
เพราะเขาเคยเห็นอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของมันจากใครหลายคน!
[1] จิงชี่เสิน 精气神 ในทางเต๋าจัดว่าเป็นหัวใจหลักของมนุษย์ จิง คือสารสำคัญในร่างกาย เช่นฮอร์โมน เชื้ออสุจิ ชี่ คือพลังปราณ เสิน คือจิตวิญญาณหรือจิตสำนึก ถ้าขาดหนึ่งในสามนี้ไปก็ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีก
ไม่ผิดหรอก! วิชากรงเล็บที่น้องดาบใช้ตอนนี้ก็คือกรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม!
ตอนแรกที่อยู่ในงาน ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ หยางคังพูดเอาไว้อย่างจริงจังว่า ควรจะถูกเยี่ยเว่ยหมิงฆ่าตายไปแล้วสองครั้ง
ครั้งแรกที่ถูกเขาวางแผนล้อมโจมตี ตายเพราะถูกพิษยาตัดวิญญาณของสะพานสวรรค์น้อย แต่พอระบบเปิดโหมดปกป้อง ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะเฉียดตาย ดรอปของรางวัลชนิดต่างๆ จำนวนมาก
รางวัลห้าชิ้นในตอนนั้น เยี่ยเว่ยหมิงรู้แล้วว่าสี่ชิ้นคืออะไรกันแน่ มีเพียงน้องดาบที่ไม่ยอมบอกว่าคืออะไร
จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งเข้าใจ ก่อนหน้านี้ยังนึกว่าหยางคังตายไปแล้วสองรอบแต่ไม่ดรอปตำราลับ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ที่แท้ก็เป็นเพราะตกอยู่ในกระเป๋าของน้องดาบแล้วนี่เอง
เมื่อเห็นกรงเล็บของน้องดาบโจมตีเข้ามา เยี่ยเว่ยหมิงกลับยกมือซ้ายขึ้นอย่างไม่ช้าไม่เร็ว นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วกลางหนีบลูกดีดเหล็กราวไม่ต้องการ จากนั้นก็ดีดออกไปเบาๆ…
น้องดาบเคยเห็นกับตาว่าตอนนั้นเยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เอาชนะ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ อย่างไร มีหรือที่นางจะกล้าปะทะกับเขาตรงๆ จึงถลันร่างย้ายไปด้านซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิงทันที
ขณะเดียวกันนี้เอง
ปั้ง!
หลังจากลูกดีดเหล็กถูกเยี่ยเว่ยหมิงดีดออกไปเบาๆ แล้ว มันก็ตกลงบนพื้น ครั้งนี้เขาแค่ดีดเบาๆเท่านั้น
เมื่อเห็นน้องดาบเปลี่ยนทิศทางโจมตีเข้ามา เยี่ยเว่ยหมิงหมุนกระบี่ยาวในมือหนึ่งครั้ง แทงไปทางข้อมือของนางอย่างสบายๆ
น้องดาบรีบเปลี่ยนกระบวนท่า เยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้ง น้องดาบเก็บกรงเล็บแล้วเปลี่ยนท่าอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิง…
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างนี้ สองคนที่อยู่บนสังเวียนโจมตีเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตาเดียวก็แลกกันไปสามสิบกว่ากระบวนท่าแล้ว
ตอนแรกทุกคนยังเห็นชัดตอนที่พวกเขาเปลี่ยนกระบวนท่า แต่พวกเขาเร่งความเร็วตอนโจมตีขึ้นไม่หยุด ทุกคนเห็นเพียงเงาร่างคนสลับตำแหน่งกัน แต่กลับไม่เห็นรายละเอียดกระบวนท่ากรงเล็บและกระบี่ของพวกเขาชัดเจน
กระบวนท่า ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ของน้องดาบแม้จะคาดเดายาก แต่เคล็ดกระบี่วีรสตรีของเยี่ยเว่ยหมิงก็อัปถึงเลเวลสิบซึ่งเปลี่ยนจากขยะกลายเป็นเทพแล้วเช่นกัน แต่ละกระบวนท่าที่ดูธรรมดาย่อมมีพลังทำลายล้างมหาศาลอยู่แล้ว ยามเผชิญหน้ากับ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ที่เลเวลไม่สูงของน้องดาบ ก็ไม่ได้ด้อยกว่าแม้แต่น้อย
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงแต่ละท่าของนาง
การต่อสู้แบบนี้แม้จะค่อนข้างลำบาก แต่กลับทำให้เขาปรับตัวกลับความเปลี่ยนแปลงของ ‘เงาของเทพกระบี่’ ได้ไว
ตอนแรกที่เผชิญกับแต่ละท่าของน้องดาบ เขาก็ครุ่นคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากวิทยายุทธ์ของตัวเองรับมืออย่างไร จากนั้นเมื่อประมือกันไปนานๆ เข้า เขาก็เริ่มปรับตัวกับจังหวะแบบนี้ได้อย่างช้าๆ ยิ่งสู้ก็ยิ่งคล่องมือ ยิ่งโจมตีได้ว่องไวขึ้น
ด้วยเหตุนี้ เมื่ออยู่บนสังเวียนประลองที่ไม่มีทางเพิ่มค่าประสบการณ์ของทักษะยุทธ์ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเขายังรู้สึกได้ว่าทักษะที่เขาแสดงออกมาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่ตาเนื้อเห็นได้
เยี่ยเว่ยหมิงยิ่งโจมตีก็ยิ่งติดลม ถึงขั้นเรียกได้ว่าลองลิ้มรสไขกระดูกแล้วก็หยุดไม่ได้
ส่วนฝั่งน้องดาบกลับยิ่งโจมตียิ่งกลุ้มใจ
เจ้ามือปราบน่ารังเกียจนี่ ตอนนี้เติบโตถึงขั้นนี้แล้วหรือ
ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ ทั้งสองประมือกันไปสี่ครั้งแล้ว
ครั้งแรก เยี่ยเว่ยหมิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย ทำได้เพียงอาศัยค่าสเตตัสของตัวเองที่แข็งแกร่งกว่า อุปกรณ์โหดกว่า อาศัยวิธีการสละตนโจมตีถึงบีบให้นางถอยได้
ครั้งที่สอง นางเรียนเคล็ดวิชาดาบโลหิตที่ไม่สมบูรณ์มา คิดว่าในที่สุดก็ไม่ต้องกลัววิชาสละตนโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ผลปรากฏว่าไอ้เวรนี่มาหักล้างทักษะของนางเสียแล้ว!
พอสู้กันก็ใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’! เลย
ใครจะไปรับไหว
ครั้งที่สาม นางคิดจะใช้วิธีทางการเมืองมาเจรจาเงื่อนไขกับเยี่ยเว่ยหมิง ให้ได้ตำแหน่งชนะเลิศมาไว้ในมือก่อนแล้วค่อยว่ากัน ผลปรากฏว่าถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้แผนซ้อนแผน ดีดหน้าผากนางจนตายทันที…
จะว่าไปแล้ว นั่นคือเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ
ตอนนี้เป็นครั้งที่สี่แล้ว น้องดาบพบว่าตัวเองใช้กระบวนท่าเอาชนะเจ้าคนน่ารังเกียจคนนี้ได้ยากมาก!
สิ่งที่ทำให้นางยิ่งกลุ้มใจก็คือ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหมอนี่จะไร้ยางอายถึงขั้นใช้ตนมาเป็นคู่ฝึกฟรีๆ!
แน่นอน สาเหตุที่เอาเปรียบด้านกระบวนท่าไม่ได้ ก็เป็นเพราะ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ของนางยังเลเวลต่ำก็เท่านั้นเอง ถ้าเปลี่ยนเป็นเคล็ดดาบตระกูลหู หรือเคล็ดวิชาดาบโลหิตที่นางคุ้นเคยมากกว่า ฉากที่เกิดขึ้นจะต้องแตกต่างออกไปอย่างแน่นอน
แต่ตอนที่สู้กับเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบไม่กล้าใช้ดาบแล้ว
พระนางรู้ว่าด้วยนิสัยอย่างเยี่ยเว่ยหมิง ขอเพียงนางกล้าใช้ดาบฟันบนร่างของเขา เจ้าหมอนี่ก็กล้าใช้ ‘คนผีร่วมวิถี’ กับนางโดยไม่หลบหลีก!
น้องดาบทอดถอนใจกับตัวเอง ทำได้เพียงใช้ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ที่ไม่สมบูรณ์ของตัวเองรับมือกับเยี่ยเว่ยหมิงต่อไป
ที่จริงแล้ว เดิมทีหยางคังก็ยังเรียน ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’ ไม่ครบ ตำราที่ดรอปก็ย่อมไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว
ทุกกระบวนท่ารวมกันยังเทียบกับวิชากรงเล็บฉบับสมบูรณ์ไม่ได้แม้เพียงครึ่งเดียว ใช้เวลาโจมตีนานขนาดนี้ นางใช้ทุกกระบวนท่าไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนอย่างไรเยี่ยเว่ยหมิงก็มองออกหมดแล้ว
ทีละเล็กละน้อย เยี่ยเว่ยหมิงจากที่ตกเป็นเบี้ยล่างในตอนแรก ตอนนี้ดึงระดับให้เท่ากันได้แล้ว ถึงขั้นมีแววว่าจะข่มนางได้ด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นสถานการณ์อย่างนี้ น้องดาบกลับใช้กระบวนท่าอีกรอบ แต่จุดที่ใช้แตกต่างกับก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่คุ้นชินกับวิธีการของนางแล้วก็ไม่ทันสังเกต ถูกนางใช้กรงเล็บที่เปลี่ยนท่ากะทันหันคว้าข้อมือที่กุมกระบี่ไว้
ก่อเหตุใต้รักแร้[1]!
แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังถูกการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ลอบกัดไปครั้งหนึ่งแล้ว
ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบ น้องดาบก็ยังไม่ได้ใช้วิชากรงเล็บออกมาแบบหมดเปลือก นางซ่อนท่านี้เอาไว้ตลอด รอให้ถึงตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ระวังตัว นางค่อยใช้วิธีการจู่โจม
สมาธิของคนเรามีจำกัด ต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่จะเพ่งสมาธิแน่วแน่อยู่ตลอดเวลา
อยู่ใกล้หมูย่อมอ้วน อยู่ใกล้ราตรีย่อมมืด!
เพิ่งจะติดต่อกับเยี่ยเว่ยหมิงไม่กี่ครั้ง เด็กสาวที่น่ารักไร้เดียงสาคนหนึ่งก็เรียนรู้ความหน้าเนื้อใจเสือของเขาได้แล้ว
ข้อมือขวาที่กุมกระบี่ถูกจับไว้ ทักษะยุทธ์ทั้งหมดของเยี่ยเว่ยหมิงที่เกี่ยวข้องกับกระบี่ ตอนนี้ถือว่าใช้ไม่ได้แล้วโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่กำลังตกใจ มือซ้ายพลันตบออกไปหนึ่งที พร้อมทั้งเผยรอยยิ้มของผู้ที่มั่นใจในชัยชนะ
น้องสาว ลิ้มรสชาติมังกรทองของข้าหน่อยเป็นไร!
ยังเล่นลูกไม้อะไรอีก!
เมื่อครู่ตอนที่ประมือกันทีแรก น้องดาบก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ปลอมหลอก เมื่อเห็นเขาใช้ฝ่ามือที่ ‘โจมตีทางสีหน้า’ นางก็เดือดดาลทันที
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้ฝ่ามือนี้ ถ้าแสดงสีหน้าลนลานทำอะไรไม่ถูกออกมา นางกลับไม่กล้าลงมือง่ายๆ แต่ยิ่งเยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่ามั่นใจ ก็ชัดแล้วว่าเขากำลังสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตา!
พอแสยะยิ้ม กรงเล็บมือขวาของน้องดาบก็ยื่นไปรับฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่ลังเล
มือปราบหน้าเหม็น! วันนี้ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสกรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม!
จากนั้น…
“อ๊าา!…”
หลังจากเสียงมังกรคำรามดังขึ้น น้องดาบก็ถูก ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มตบกระเด็นออกไปทันที
-10086!
ผ่านการฝึกหนักมานานขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่เพียงแค่เพิ่มเลเวล ‘มังกรซ่อนกบดาน’ จนเต็มแล้วเท่านั้น ค่าสเตตัสของตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเยอะตามเลเวล รวมถึงอุปกรณ์และเคล็ดวิชาด้วย และดาเมจที่เกิดจาก ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ก็สูงขึ้นเหมือนเรือที่ขึ้นสูงตามน้ำ เยอะกว่าตอนที่ท้าสู้กับซาทงเทียนไม่รู้ตั้งเท่าไร!
ตัวน้องดาบกลายเป็นแสงสีขาวไปแล้วตั้งแต่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ปลิดชีพ!
การโจมตีคริติคอลดาเมจของเยี่ยเว่ยหมิง ทำให้ทุกคนที่ดูการต่อสู้อยู่ตรงนั้นสูดหายใจลึกอย่างตกตะลึง
ดาเมจห้าหลัก นั่นคือตัวเลขดาเมจหน้าหลักเชียวนะ!
ในช่วงที่ผู้เล่นทั่วไปคิดว่าถ้าตัวเองทำดาเมจได้ถึงสี่หลักก็ดีใจมากแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกลับทำดาเมจตัวเลขห้าหลัก
ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ มารดาเจ้าเถอะ นี่มันไม่ใช่คริติคอลดาเมจด้วยซ้ำ!
นี่เป็นเพียงการโจมตีธรรมดาครั้งหนึ่งก็เท่านั้นเอง
นี่คือประสิทธิภาพของ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ อย่างนั้นหรือ
….
ตายด้วยน้ำมือเยี่ยเว่ยหมิงอีกครั้งแล้ว น้องดาบลงจากสังเวียนแล้วเบือนหน้าหนีทันที ไม่สนใจเจ้าคนน่ารังเกียจคนนี้อีก
เยี่ยเว่ยหมิงกลับหันไปมองสะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างๆ แวบหนึ่งอย่างไม่สนใจอีกฝ่าย แล้วถามว่า “ตกลงว่า ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ของเจ้านี่เป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมตอบสนองได้ไม่รวดเร็วเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว”
สะพานสวรรค์น้อยยิ้มหวานแล้วอธิบายว่า “กระบี่คู่ผนึกรวมจะธรรมดาขนาดนั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเรียนรู้เพียง ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ แล้วจะใช้ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ได้ นั่นเป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐานเท่านั้น”
เมื่อได้ยินสะพานสวรรค์น้อยพูดว่า ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ มีประสิทธิภาพน่ากลัว ทุกคนก็เงี่ยหูรอฟังพร้อมกันทันที
สะพานสวรรค์น้อยพูดต่อไปอย่างไม่ใส่ใจว่า “สองทักษะยุทธ์ที่เป็นพื้นฐานนี้ ยังต้องมีเคล็ดจิตกำลังภายในที่สอดคล้องกันด้วย ข้าเติมเต็มเงื่อนไขนี้ได้แล้ว…
…แต่บนพื้นฐานที่อธิบายไปข้างต้น ยังต้องเรียนรู้วิชาพิเศษที่ชื่อว่า ‘วิชาต่อสู้ซ้ายขวา’ ด้วย วิชาพิเศษนั้นได้มายากมาก ผลก็คือทำให้สองมือใช้ทักษะยุทธ์ที่แตกต่างกันได้พร้อมกัน มีเพียงวิธีการนี้ ถึงจะทำให้แสดงประสิทธิภาพของ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ที่แท้จริงออกมาได้”
เยี่ยเว่ยหมิงฟังไปพลางพยักหน้าไปพลาง ฟังถึงตรงนี้ ในที่สุดก็อดถามไม่ได้ว่า “แล้ววิชาที่เจ้าใช้เมื่อครู่นี้ล่ะ”
“กระบี่คู่ผนึกรวมปลอม หรือพูดอีกอย่างว่ากระบี่คู่ผนึกรวมเวอร์ชั่นก๊อปปี้” สะพานสวรรค์น้อยอธิบายด้วยความอดทน “หลังจาก NPC ระดับสูงในสำนักเห็นข้าเรียน ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ ‘วิชาห่านทอง’ เป็นแล้ว ก็เลือกรายการบางอย่าง ถึงได้ปลดล็อคการใช้งานสถานะพิเศษนี้มา…
…พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ นำสองทักษะยุทธ์มาใช้ให้เป็นกระบวนท่าเดียว ระหว่างสองมือทำงานร่วมกันตามจังหวะที่แน่นอน เหมือนกับยุคที่เล่นเกมบนคีย์บอร์ด มือซ้ายควบคุมคีย์บอร์ด มือขวาควบคุมเมาส์ แม้จะต้องใช้มือพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขั้นมือซ้ายวาดวงกลม มือขวาวาดสี่เหลี่ยม…
…แต่ในวิชา ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ทั้งหมด กระบวนท่าที่ใช้วิธีการนี้ได้มีขีดจำกัด ถ้าเป็นกระบวนท่าที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยก็ใช้ไม่ได้เลย ดังนั้น ‘กระบี่คู่ผนึกรวมปลอม’ ของข้า เมื่อนับรวมกันแล้วก็ใช้ได้แค่ท่าง่ายๆ ห้ากระบวนท่าเท่านั้น อีกทั้งท่าก่อนหลังยังไม่เชื่อมโยงกันด้วย มีข้อเสียเยอะมาก…
…หรือพูดได้อีกอย่างว่า ถ้าอยากแก้ไขปัญหานี้ ก็ต้องได้ตำราลับ ‘วิชาต่อสู้ซ้ายขวา’ มา”
สะพานสวรรค์น้อยพยักหน้าเงียบๆ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็จดจำไว้ในใจอย่างแนบเนียน
ตอนนี้ หนิวจื้อชุนที่อยู่ข้างๆ กลับส่ายหน้าถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ห้ากระบวนท่าธรรมดาๆ ของเจ้านี้ ขนาดข้ายังต้านไม่ไหว ถึงขั้นโดนปลิดชีพตั้งแต่สามกระบวนท่าแล้ว แม้แต่ ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ ที่เป็นไพ่ลับก็ยังใช้ลำบาก”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วส่งสายตาแปลกใจไปทางเขา “วิชาไม้เท้า?”
“ใช่แล้ว” หนิวจื้อชุนหัวเราะแห้งๆ “ติดที่ไม่มีไม้เท้าเหล็กที่เหมาะจะใช้เท่านั้นเอง ได้แต่ใช้กระบองเหล็กแทน ถึงอย่างไรก็กระบองเหล็กแท่งนี้ก็เป็นอุปกรณ์สีฟ้าระดับสูง ประสิทธิภาพแข็งแกร่งกว่าไม้เท้าเหล็กทั่วไปนิดหน่อย”
“อ้อ?” เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาเป็นประกาย “บนตัวเจ้ามีเงินอยู่เท่าไร”
[1] ก่อเหตุใต้รักแร้ 变生肘腋 อุปมาว่าเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างกายตัวเอง
จู่ๆ ได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงเรื่องเงิน หนิวจื้อชุนก็ขนลุกทันที ดวงตาที่เดิมทีสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นระแวดระวังขึ้นมาแล้ว เขาใช้สีหน้าที่เหมือนป้องกันโจรมองเยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าคิดจะทำอะไร”
เห็นท่าทางเขาเป็นอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดรู้สึกขำไม่ได้
เยี่ยเว่ยหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่งลิงก์อุปกรณ์เข้าไปในช่องทีมหกคนที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วทันที
[ทวนเถี่ยเจียงประตูปีศาจ (ทองคำ)]
อาวุธที่พญามังกรประตูปีศาจซาทงเทียนใช้บ่อย เป็นอาวุธมีด้าม
โจมตี +280
ป้องกัน +50
กำลังภายใน +10%
……
“โอ้แม่เจ้า!” เมื่อเห็นค่าสเตตัสของทวนเถี่ยเจียงด้ามนี้ หนิวจื้อชุนก็กระโดดขึ้นจากเก้าอี้อย่างตื่นเต้นทันที “สหายเยี่ย เจ้าขายทวนเถี่ยเจียงนี้อย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างสุขุม “เสนอราคามาเอง โอกาสมีเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น เจ้าคิดว่าเจ้าจ่ายไหวเท่าไร เดี๋ยวข้าค่อยบอกว่าจะขายหรือไม่ขาย”
ตอนนี้หนิวจื้อชุนเริ่มลำบากใจทันที
จะว่าไปแล้วเขาก็ชอบอาวุธชนิดนี้จริงๆ ค่าสเตตัสสูงกว่ากระบองขยะคุณภาพสีฟ้าในมือเขามากกว่าหนึ่งเท่า
กอปรกับตอนนี้เขาย้ายสกิลต่อสู้หลักจาก ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ไปเป็น ‘วิชาไม้เท้าสยบมาร’ ที่ดุดันโหดเหี้ยมกว่า และถึงขั้นถูกจริตกับเขามากกว่าวิชาพื้นฐานของสำนักฉวนเจินในสายตาเขาด้วย
เขาย่อมต้องมีไม้เท้าดีๆ สักด้ามหนึ่ง ถึงจะแสดงประสิทธิภาพของวิชาที่เขาฝึกออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น
ของดีก็ยังเป็นของดี แต่ถ้าถามว่าต้องจ่ายเงินเท่าไรเพื่อซื้อ กลับเป็นคำถามที่ทำให้เขาค่อนข้างปวดใจ
ถ้าเยี่ยเว่ยหมิงเสนอราคาออกมาเลยก็ยังดีกว่า เดี๋ยวเขาจะพิจารณาเองว่าได้หรือไม่ได้ แต่พอเยี่ยเว่ยหมิงให้เขาเสนอราคา สิ่งนี้ทำให้เขาค่อนข้างรู้สึกแย่
ถ้าเสนอราคาน้อยไป ก็กลัวว่าเยี่ยเว่ยหมิงก็ส่ายหน้าแล้วยกเลิกการซื้อขายนี้
ถ้าเสนอราคามากไป เขาก็กลัวว่าจะขาดทุน
หลังจากคิดวนไปวนมาอยู่นาน ในที่สุดหนิวจื้อชุนก็ถามอย่างเชิงว่า “เจ้าคิดว่าสามร้อยห้าสิบเหรียญทองเป็นอย่างไร”
ราคานี้ต่ำกว่าราคาตลาดนิดหน่อย แต่ราคาตลาดก็มีขึ้นมีลงเช่นกัน เถี่ยเจี้ยงแท่งนี้ถ้านำออกไปประมูลขาย ส่วนใหญ่ขายสามร้อยเจ็ดสิบถึงสี่ร้อยเหรียญทองก็ไม่มีปัญหา แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะขายได้แค่ประมาณสามร้อยยี่สิบ
หนิวจื้อชุนรู้สึกว่าขาดไปแค่สิบยี่สิบหรียญทองเยี่ยเว่ยหมิงก็คงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขา…มั้ง?
เยี่ยเว่ยหมิงทำสีหน้าจริงจัง ไม่ตอบอะไรสักคำ เพียงส่งคำขอซื้อขายไปให้เขาเท่านั้น
หนิวจื้อชุนเห็นแล้วดีใจมาก รีบวางเงินสามร้อยห้าสิบเหรียญทอง ทั้งสองซื้อขายกันสำเร็จอย่างราบรื่น
เมื่อได้ทวนเถี่ยเจี้ยงมาไว้ในมือแล้ว บนใบหน้าหนิวจื้อชุนก็เผยความปลาบปลื้มทันที เขารู้สึกว่าถ้ามีอาวุธชิ้นนี้อยู่ในมือ ตัวเองก็จะลองท้าสู้กับ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ เวอร์ชันลดประสิทธิภาพของสะพานสวรรค์น้อยประสิทธิภาพได้อีกครั้ง
แต่ตอนนี้กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ที่จริงแล้ว ตัวข้าเองนับว่าปฏิบัติต่อสหายเป็นอย่างดี ทวนนี่ไม่ว่าเจ้าจะเสนอราคาเท่าไร ข้าก็ขายให้เจ้าอยู่ดี”
พอได้ยินประโยคนี้ของเยี่ยเว่ยหมิง หนิวจื้อชุนก็เรากับถูกคริติคอลดาเมจของไท้ซัวเป็นไฉน อยากจะนำศีรษะของตัวเองไปชนกับเถี่ยเจี้ยงในมือสักที
เพื่อระบายความกลัดกลุ้มในใจตัวเอง หนิวจื้อชุนพลันหันไปบอกสะพานสวรรค์น้อย “แม่นางสะพานสวรรค์น้อย ก่อนหน้านี้ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า รู้สึกว่าเป็นเพราะใช้อาวุธไม่เหมาะมือ ครั้งนี้ได้รับอาวุธดีๆ มาแล้ว พวกเรามาสู้กันอีกสักครั้งเป็นอย่างไร”
ไม่รอให้สะพานสวรรค์น้อยตอบ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดกับนางว่า “สะพานสวรรค์น้อย ในเมื่อตอนนี้สุดยอดทักษะของเจ้าคือ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ เช่นนั้นก็ควรจะมีกระบี่สักสองเล่มหรือเปล่า”
สะพานสวรรค์น้อยพยักหน้า ตอบคำถามของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่ลังเล “ที่จริงแม้จะเป็นกระบี่คู่ผนึกรวมที่ใช้คนเดียว แต่ก็ต้องพยายามทำให้ประสิทธิภาพของเคล็ดกระบี่สองมือเท่าเทียมกัน ในนั้นไม่ใช่แค่เลเวลของเคล็ดกระบี่สองวิชา อาวุธที่ใช้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยตัดสินที่สำคัญเช่นกัน…
…กระบี่อีกเล่มที่ข้าใช้ ค่าสเตตัสต่างจากกระบี่จินสยามาก ทำให้ประสิทธิภาพของ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ได้รับผลกระทบไม่น้อย!”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วส่งคำขอซื้อขายให้อีกฝ่ายเสียเลย เป็นกระบี่มังกรคำรามที่เขาคัดทิ้งก่อนหน้านี้ “นี่เป็นกระบี่ที่มีค่าสเตตัสไม่ต่างกับกระบี่จินสยามากนัก ถึงขั้นดีกว่าหนึ่งระดับด้วย นำไปใช้เถอะ”
“แต่ตอนนี้ในมือข้าไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่อย่างไม่ถือสา “เช่นนั้นก็ติดไว้ก่อน อย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็ไม่ขาดเงิน รอให้เจ้ามีเงินก่อนแล้วค่อยคืนข้าก็ได้”
สะพานสวรรค์น้อยยิ้มหวาน “เงินที่ข้าซื้อกระบี่จินสยาก่อนหน้านี้ ข้าเพิ่งคืนไปไม่กี่วันเอง ครั้งนี้ติดเงินเจ้าอีกแล้ว อืม รางวัลของภารกิจครั้งนี้ ถ้าแบ่งกันตามโหมดแบ่งไอเทม ส่วนของข้ายกให้เจ้าเลยก็แล้วกัน”
พอพูดจบ ดวงตาที่แวววาวดุจน้ำของนางก็พลันย้ายไปที่หนิวจื้อชุน แล้วเอ่ยด้วยความอยากรู้อยากลองว่า “นักพรตหนิว ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าอยากจะท้าสู้ข้าใช่ไหม ข้าเองก็ได้กระบี่ล้ำค่าเล่มใหม่มาเช่นกัน อีกประเดี๋ยวพวกเราประลองกันอีกสักสนามดีไหม”
หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วเงยหน้ามองฟ้าทันที “เหอะๆ เจ้าฟังผิดแล้ว ข้าจะพูดเช่นนั้นได้อย่างไร เจ้าฟังผิดแน่นอน เหอะๆ…”
เจ้าหมอนี่…
สำหรับมุกตลกของหนิวจื้อชุน ทุกคนได้แต่ยิ้มสวยๆ ให้ สะพานสวรรค์น้อยก็ล้มเลิกความคิดที่จะรังแกเขาแล้วเช่นกัน
ตอนนี้บนสังเวียนกำลังมีการประลองระหว่างซานเย่ว์กับโหยวโหยว
หลังจากผ่านการประลองเพื่อรู้จักศักยภาพของสมาชิกใหม่สองคนก่อนหน้านี้ การประลองก็เปลี่ยนจากกึ่งบันเทิงมาเป็นความบันเทิงเต็มตัวแล้ว ทุกคนคิดว่าต่อให้แพ้ก็ไม่ถูกลงโทษด้วยการตาย จึงเริ่ม ‘เล่น’ กันบนสังเวียนแล้ว
ตอนนี้เอง น้องดาบที่เพิ่งถูกเยี่ยเว่ยหมิงตบตายด้วยฝ่ามือเดียวเพิ่งเดินออกมาจากเงามืดแห่งความพ่ายแพ้ ปณิธานแห่งการต่อสู้กลับมาอีกครั้งแล้ว
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มขายอุปกรณ์ตรงนี้ นางก็กลอกตาแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าชอบขายอุปกรณ์ขนาดนั้น เหตุใดไม่นำทวนยาวล้ำค่าที่ได้ตอนสังหารโหวทงไห่ออกมาขายเอาเปรียบลูกค้าด้วยเสียเลยล่ะ หากทำอย่างนั้นจะเพิ่มศักยภาพให้ทีมได้ เพิ่มโอกาสชนะให้มากขึ้นไม่ใช่หรอกหรือ”
ผู้หญิงคนนี้ มองเจตนาดีของข้าเป็นเรื่องร้ายเสียแล้ว!
นำของดีไปขายเพื่อให้คนอื่นได้ผลประโยชน์ตามสบาย นั่นไม่เรียกว่าใจบุญสุนทาน นั่นเรียกว่าถูกเอาเปรียบ!
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงยอมให้หนิวจื้อชุนเอาเปรียบเล็กน้อย ให้สะพานสวรรค์น้อยติดหนี้ไว้ก่อนได้ นั่นก็เป็นเพราะทุกคนสนิทสนมกัน ด้วยมิตรภาพของสหายร่วมรบอันแน่นแฟ้นระหว่างเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยซึ่งร่วมงานกันมาหลายครั้งแล้ว อย่าว่าแต่ให้นางติดเงินเลย ต่อให้มอบกระบี่ให้นางโดยไม่คิดเงินจริงๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็จะไม่ลังเลอยู่ดี
ส่วนหนิวจื้อชุน มิตรภาพยี่สิบเหรียญทองก็ยังมีอยู่
ทว่าเขากับฉางซิงอวี่วันนี้เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก ไม่มีพื้นฐานมิตรภาพใดๆ จะให้อาศัยอะไรมาขายของให้ล่ะ
ถ้าเขาไม่ยอมหลีกทางให้ในด้านราคา ความใจกว้างก่อนหน้านี้กลับจะดูปลอมด้วยซ้ำ ถึงขั้นทำให้คนเข้าใจผิดว่าการที่เขาทำดีกับสะพานสวรรค์น้อยขนาดนี้ เป็นเพราะมีเจตนาอื่นต่อนางหรือเปล่า
แบบนั้นจะกลายเป็นกับดักที่ทำให้เขากลายเป็นคนไร้คุณธรรมแล้ว!
ได้แต่ถลึงตามองน้องดาบแวบหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกพูดไม่ออกมากเช่นกัน
ข้าก็แค่ทำเจ้าตายไปสองครั้งเองไม่ใช่หรือ
ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!
ถึงขั้นต้องใช้วิธีการร้ายกาจขนาดนี้มาล้างแค้นเชียวหรือ
ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังกลุ้มใจ ฉางซิงอวี่กลับส่งคำขอเป็นเพื่อนให้เยี่ยเว่ยหมิงอย่างแนบเนียน
หลังจากกดรับเป็นเพื่อนแล้ว ก็ใช้วิธีแชทส่วนตัวส่งลิงก์อุปกรณ์ให้เยี่ยเว่ยหมิง
[ตราบชั่วฟ้าดิน (ระดับสูง)]
เคล็ดกระบี่ระดับสูงที่อินหลีถิงแห่งสำนักอู่ตังคิดค้น เป็นกระบวนท่าสังหารเฉียบขาดที่ละทิ้งตัวเองและพังพินาศไปพร้อมศัตรู
เงื่อนไขการฝึก: มีเคล็ดกระบี่หนึ่งวิชาที่เลเวลเจ็ดขึ้นไป!
นี่มันท่ากระบี่ของคนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดที่ยอมพังพินาศไปพร้อมศัตรูอีกแล้ว
เดิมทีเมื่อเห็นตำราลับเล่มนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ปฏิเสธในใจแล้ว
อย่างไรเสีย ถ้าเป็นกระบวนท่าที่ต้องสู้ตายแบบนี้ เขารู้สึกว่ามีแค่ ‘คนผีร่วมวิถี’ ก็เพียงพอแล้ว ต่อให้มีมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์
ขณะที่กำลังคิดจะปฏิเสธ จู่ๆ ก็เห็นดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของน้องดาบกำลังมองเขาเหมือนกึ่งอมยิ้ม
เขาจึงเปลี่ยนความคิดทันที ส่งคำขอซื้อขายไปให้ฉางซิงอวี่เสียเลย
ถ้ารับมือกับคนอื่น อาจใช้แค่ ‘คนผีร่วมวิถี’ ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ารับมือกับผู้หญิงคนนี้ที่อาจมาท้าสู้กับเขาได้ทุกเมื่อ ก็ต้องเตรียมตัวไว้มากๆ หน่อย
ในตลาดตอนนี้ อุปกรณ์ทองคำกับตำราลับทักษะยุทธ์ระดับกลางล้วนเป็นสินค้าที่ขาดแคลนมากที่สุด มักอยู่ในสภาวะที่ไม่มีการซื้อขายจริงในตลาด
และอาวุธล้ำค่ากับตำราลับทักษะยุทธ์ระดับสูงที่เป็นสินค้าที่ดีกว่านั้น ก็ล้วนอยู่ในสภาวะไร้การซื้อขายจริงในตลาด เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ติดตามตลาดมาก่อน จึงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีไอเทมประเภทนี้โผล่มาให้เห็น
แต่เขารู้ว่าหากของแบบนี้ปรากฏขึ้นมา ก็จะขายได้ราคาสูงมากแน่นอน
แม้กระบวนท่าที่ทำให้เจ็บตัวทั้งสองฝ่ายแบบนี้จะเป็นเหมือนกับดัก เมื่อเทียบกับวิทยายุทธ์ระดับสูงทั่วไป ราคาจะต้องลดลงแน่นอน แต่ดาบสองคมสามแฉกของเขาก็เป็นอุปกรณ์ส่วนน้อยแบบนี้เหมือนกัน ขายให้ได้ราคาสูงยากมากเหมือนกันไม่ใช่หรือ
ถ้าโยนของสองอย่างนี้ไปขายในตลาด แล้วถามว่าอันไหนราคาสูงกว่า ก็หาข้อสรุปที่แน่นอนได้ยากจริงๆ
แต่เมื่อเทียบกับการหาเงินเยอะๆ ไปซื้อโลงศพ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังรู้สึกว่าในมือมีไพ่ที่ข่มน้องดาบได้มากขึ้นหน่อยนั้นสำคัญกว่า
ตราบชั่วฟ้าดินกับคนผีร่วมวิถีล้วนมีเพียงหนึ่งกระบวนท่าเหมือนกัน อีกทั้งตอนอยู่ที่เกาะเขาหวังผาน เยี่ยเว่ยหมิงก็เคยเห็นอินปู้คุยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง เขารู้ว่าเป็นตำราลับแบบพิเศษที่ไม่ต้องอ่านละเอียดมาก อ่านไปแล้วก็เหมือนไม่ได้อ่าน
เป็นตำราประเภทที่ตบแล้วเรียนรู้ได้เลย
ปัญหาเดียวในตอนนี้ก็คือ [จะว่าไปแล้ว ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์ของสำนักอู่ตัง การนำตำราลับของสำนักออกมาแลกกับอุปกรณ์เช่นนี้ จะไม่มีผลร้ายอะไรตามมาหรือ]
ฉางซิงอวี่ได้ยินแล้วยิ้มเล็กน้อย จากนั้นตอบกลับส่วนตัวว่า [สหายเยี่ยวางใจได้เลย ตราบชั่วฟ้าดินนี้เป็นวิทยายุทธ์พิเศษที่อาจารย์อาหกอินหลีถิงสร้างขึ้นมาเอง แม้จะได้รับมาจากสำนักเช่นกัน แต่กลับไม่นับว่าเป็นวิทยายุทธ์ของสำนัก นำมาแลกเปลี่ยนได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ]
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วหยิบตำราออกจากสัมภาระ จากนั้นก็ตบหนึ่งทีอย่างไม่ตั้งใจนัก
ฟิ้ว!
แสงสีขาวสายหนึ่งแวบหายไป ในคอลัมน์สกิลของเยี่ยเว่ยหมิงมีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกแล้ว
การตบตำราแบบนี้เขาทำได้อย่างสง่าผ่าเผย ไม่มีท่าทีว่าอยากจะทำลับหลังคนอื่นเลย
น้องดาบที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วหัวใจกระตุกทันที
แต่ภายนอกกลับแสร้งถามเหมือนไม่ใส่ใจ “ดูจากท่าทางพึงพอใจของเจ้าแล้ว อย่าบอกนะว่าได้สุดยอดวิชาที่ร้ายกาจอะไรมาอีก”
เยี่ยเว่ยหมิงหรี่ตายิ้มแล้วขยิบตาให้นาง “เจ้าเดาดูสิ”
เมื่อเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว แล้วก็มองคอลัมน์สกิลของตัวเองอย่างพึงพอใจ
[ตราบชั่วฟ้าดิน]
พินาศย่อยยับไปพร้อมศัตรู ตราบชั่วฟ้าดิน!
(เคล็ดวิชาพิเศษ เพิ่มเลเวลไม่ได้)
โจมตี +350%
แม่นยำ +300%
……
ไม่เพียงแค่กระบวนท่าที่เป็นประเภทเดียวกัน ถึงขั้นว่าแม้แต่ค่าสเตตัสก็ต่างกันไม่มากด้วย
ถึงอย่างไรก็จ่ายค่าเช่าสังเวียนไปแล้ว ทุกคนล้วนคิดว่าอย่าให้เปลืองเงินเปล่าๆ จึงเริ่มพากันสู้อย่างถึงอกถึงใจ ขอเพียงรู้สึกว่าศักยภาพระหว่างตัวเองกับอีกฝ่ายห่างกันไม่มาก ส่วนใหญ่ก็จะท้าสู้กันอีกรอบ เล่นกันอย่างสนุกสนานมาก
สุดท้ายผลการต่อสู้ก็คือ ฉางซิงอวี่มีคะแนนสะสมสูงสุด เมื่อมีทวนยาวล้ำค่าอยู่ในมือเขา ก็เรียกได้ว่า เทพขวางฆ่าเทพ พระขวางฆ่าพระ คว้าชัยชนะต่อเนื่องสามรอบ ยังไม่ได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้เลย
คนที่คะแนนแย่ที่สุดก็คือน้องดาบ ไม่ใช่เพราะนางมีศักยภาพอ่อนด้อย แต่เป็นเพราะนางมีศักยภาพแข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งจนคนอื่นไม่กล้าท้าสู้กับนาง
แม้แต่ฉางซิงอวี่ที่มีอาวุธล้ำค่าอยู่ในมือ หลังจากได้เห็นนางต่อสู้กับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ก็ไม่ได้ลองท้าสู้ยอดฝีมือระดับสูงสองคนนี้เลย
ส่วนคนที่อวดดีอย่างนาง ถ้าคนอื่นไม่เป็นฝ่ายมาท้าสู้ก่อน นางก็ไม่เป็นฝ่ายไปรังแกผู้ที่อ่อนแอเช่นกัน
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง สรุปก็คือน้องสาวคนนี้ได้โอกาสลงสนามไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ก็ยังถูกเยี่ยเว่ยหมิงลอบกัดจนตายแล้ว ใช้ร่างกายอันบอบบางของนางพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรยอดเยี่ยมขนาดไหน
คะแนนรวมก็คือติดลบหนึ่ง
ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่เก็บเงินอีกฝ่ายแน่นอน ถึงอย่างไรสิบเหรียญทองก็ไม่ได้เยอะมาก ตอนที่เขาฝึกอัปเลเวลอยู่ที่เขากระบี่เกาะเผิงไหล อุปกรณ์ที่ราคาต่ำกว่าสิบเหรียญทองลงมา เขาล้วนโยนทิ้งได้อย่างสบายมือ
แต่ในเมื่อคนที่แพ้คือน้องดาบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังอยากจะเห็นท่าทางเวลานางถูกบีบให้ยอมแพ้มากกว่านี้สักหน่อย
ดังนั้นหลังจากออกดันเจียนสังเวียนแล้ว เขาก็รับเงินสิบเหรียญทองมาจากอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเย้ย ทำให้น้องดาบโมโหจนกลอกตามองบน
เมื่อได้เห็นการต่อสู้ก่อนหน้านี้มาแล้ว ทุกคนในทีมไม่เพียงแค่รับรู้ถึงตำแหน่งความสามารถของตัวเองชัดเจนขึ้นเท่านั้น ถึงขั้นว่าตอนที่ยอดฝีมือต่อสู้กัน พวกเขาก็ได้เรียนรู้อะไรมาบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับประโยชน์เยอะมาก
หลังจากบอกลาโหยวโหยว ซานเย่ว์และเฟยอวี๋ที่ไม่ได้อยู่ในทีมนี้แล้ว ถังซานไฉ่ก็นำทางทั้งหกคนตรงไปหาเฉินโหย่วเหลียง NPC พรรคกระยาจกซึ่งเป็นผู้แจกภารกิจอยู่ที่เฉิงตู
ตามความเข้าใจของเยี่ยเว่ยหมิง เฉินโหย่วเหลียงคนนี้มีตัวตนในประวัติศาสตร์จริงๆ ทั้งยังเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วงชิงความเป็นใหญ่ตรงที่ราบภาคกลางกับจูหยวนจางด้วย เพียงเพราะสุดท้ายจูหยวนจางได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ ในฐานะที่เขาเป็นคู่อริ ท่ามกลางผลงานอิงประวัติศาสตร์มากมายในยุคหลัง เฉินโหย่วเหลียงล้วนเป็นตัวละครที่นักแสดงเจ็บใจเพราะไร้เกียรติยศ
ส่วนเฉินโหย่วเหลียงที่เป็นคนแจกภารกิจให้พวกเขาคนนี้ มีฐานะเป็นผู้อาวุโสพรรคกระยาจก ไม่รู้ว่าชื่อเดียวกับตัวละครเดิม หรือว่าเปลี่ยนแปลงชีวประวัติของเฉินโหย่วเหลียงไปแล้ว
ไม่ว่าเฉินโหย่วเหลียงคนนี้จะเป็นเวอร์ชั่นแก้ไข หรือแค่ชื่อเหมือนกัน จะดี หรือจะเลว สำหรับผู้เล่นอย่างพวกเขา อีกฝ่ายก็เป็นเพียง NPC ที่คอยแจกภารกิจให้เท่านั้น
ตามขั้นตอนภารกิจที่ถังซานไฉ่แนะนำก่อนหน้านี้ เขารับหน้าที่ส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ผู้เล่นเท่านั้น จากนั้นก็ชี้แนะให้ผู้เล่นไปหาไต้ซือหยวนเจินแห่งสำนักเส้าหลินที่ทะเลทราย
เป็นเพียงมนุษย์เครื่องมือเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจเลย
หลังจากทุกคนรับจดหมายจากมือเฉินโหย่วเหลียงตามคำแนะนำภารกิจ ตอนที่เพิ่งจะเดินออกจากสาขาพรรคกระยาจก จู่ๆ ก็เห็นพิราบขาวตัวหนึ่งบินออกมาจากที่นั่น มันบินตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ไม่เหมือนพิราบสื่อสารประเภทเดียวกับที่ผู้เล่นใช้งานที่หลังจากพ้นรัศมีสามเมตรไปแล้วก็จะหายไปโดยอัตโนมัติ พิราบตัวนี้บินไปได้ตลอด จนกระทั่งสายตาของทุกคนถูกกำแพงที่ล้อมบดบัง ก็ยังไม่เห็นว่ามันจะหายไปไหน
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงวันหยุดเดินแล้วมองที่พิราบตัวนั้น ถังซานไฉ่ก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ว่า “สหายเยี่ยเหมือนจะค้นพบอะไรบางอย่างใช่ไหม”
เยี่ยเว่ยหมิงโค้งมุมปากยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างตามอารมณ์ว่า “บนขาของนกพิราบตัวนั้นมีกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่จดหมายไว้ อีกทั้งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ พิราบสื่อสารที่ NPC ใช้งานก็ไม่ต่างอะไรกับพิราบสื่อสารของพวกเรา แต่พิราบตัวนี้มีความพิเศษ คำอธิบายสมเหตุสมผลเดียวที่ข้านึกออกตอนนี้ก็คือ การมีอยู่ของมันก็คือคำเตือนที่ระบบส่งมาให้พวกเรา…
…สหายถัง ภารกิจของเจ้าครั้งนี้ ดูท่าแล้วไม่ธรรมดาเลย!”