วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

221-225

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 221ถึง225
“ภารกิจของสหายถังย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว!”

เหนือความคาดหมายของทุกคน คนที่ขานรับคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ใช่ถังซานไฉ่ซึ่งเป็น ‘คู่กรณี’ ของภารกิจครั้งนี้ แต่เป็นฉางซิงอวี่ หนึ่งในสองผู้ช่วยที่เข้ามาใหม่ในทีม

ทีมหกคนเดินไปทางจุดพักม้า ขณะเดียวกันฉางซิงอวี่ก็อธิบายไปด้วยว่า “ที่จริงแล้วภารกิจ ‘หินสามชาติ’ มีการสุ่มเยอะมาก ตอนที่ผู้เล่นรับภารกิจมา อาจจะได้รับเป็นภารกิจสามดาว หรือจะได้รับภารกิจหกดาวก็ได้ และจากความต่างของระดับภารกิจ เงื่อนไขจำนวนผู้เล่นที่เข้าร่วมภารกิจก็ต่างกันด้วย บางภารกิจใช้แค่สองคนก็รับและทำภารกิจให้สำเร็จได้แล้ว บางภารกิจกลับต้องใช้จำนวนคนเยอะกว่านั้นตั้งทีม”

เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของทุกคนก็อดมองบนตัวของขุนพลชุดขาวคนนี้อย่างสงสัยไม่ได้

มองออกเลยว่าเจ้าหนุ่มนี่รู้เรื่องราวที่อยู่หลังม่าน!

กลับได้ยินฉางซิงอวี่พูดต่อ “อย่ามองข้าอย่างนั้น ข้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมอะไรหรอก แล้วต้นฉบับเดิมก็อาจไม่มีการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดของเกมก็ได้ สาเหตุที่ข้ารู้เรื่องพวกนี้ ก็เพราะครั้งก่อนตอนข้าช่วยคนอื่นทำภารกิจนี้ ข้าได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงก็เท่านั้นเอง”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว ก็พูดเสริมอีกว่า “ครั้งก่อนตอนที่ข้าทำภารกิจนี้ คนผู้นั้นได้รับภารกิจระดับสามดาวที่ค่อนข้างง่าย ตั้งทีมสองคนก็ทำให้สำเร็จได้แล้ว สำหรับสถานะของสมาชิกก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรเช่นกัน แต่ครั้งนี้กลับขอให้สหายถังตั้งทีมเล็กหกคนที่มาจากหกสำนักที่ต่างกัน ถ้ารู้สึกว่าระดับภารกิจอาจจะเป็นห้าดาว หรือไม่ก็หกดาว!”

ช่วยคนอื่นทำภารกิจหินสามชาติ ทั้งยังเป็นคนมีข่าวสารว่องไวอีกด้วย

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเกิดความคิดบางอย่างในใจ แต่แสร้งถามเหมือนไม่สนใจ “ไม่รู้ว่าเป็นใครกันที่โชคดีถึงขั้นจับฉลากได้ของดีมากแบบนี้”

“ไม่ถึงขั้นโชคดีหรอก” ฉางซิงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วอธิบายว่า “ตามระดับภารกิจที่ต่างกัน ระดับความยากในการทำให้สำเร็จก็ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว สมเหตุสมผล แสดงว่ารางวัลภารกิจของแต่ละระดับก็ต่างกันด้วย…

…พูดตามตรงนะ รางวัลของภารกิจ ‘หินสามชาติ’ นี้นับว่าไม่เลวเลย ต่อให้เป็นภารกิจระดับสามดาวก่อนหน้านี้ ก็ทำให้คนที่เข้าร่วมอย่างข้ารู้สึกว่าได้รับผลตอบแทนไม่น้อย…

…หากไม่ใช่เพราะภารกิจย่อยก่อนหน้ายุ่งยากเกินไป เวลาทำภารกิจแล้วเปลืองแรง ข้าก็อยากจะลองไปทำเองสักครั้งเหมือนกัน”

พูดไปพูดมา ฉางซิงอวี่ก็หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิง “อย่างไรเสียหินอะไรนั่น ต่อให้ตัวเองไม่ใช้เอง ก็โยนเข้าไปให้ฝุ่นเกาะอยู่ในห้องเก็บของ แต่รางวัลภารกิจอย่างอื่นมีอยู่จริงๆ”

ตั้งแต่ต้นจนจบฉางซิงอวี่พูดถึงแค่เรื่องภารกิจ แต่กลับไม่บอกสักคำว่าครั้งก่อนตัวเองช่วยคนอื่นอย่างไร

เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้ว่าเขาตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจกันแน่ แต่ก็ไม่สะดวกจะซักไซ้ต่อ ไม่อย่างนั้นจะดูตั้งใจเกินไป จึงถือโอกาสพูดอย่างรู้กาลเทศะมากว่า “ฟังเจ้าพูดอย่างนี้ ‘หินสามชาติ’ นั่นเป็นไอเทมภารกิจพิเศษที่ซื้อขายไม่ได้ แต่ก็ทิ้งไม่ได้เหมือนกันสินะ”

ฉางซิงอวี่พยักหน้า “นั่นก็แน่นอนอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าสหายถังอยากจะเปลี่ยนชื่อ แค่ยอมจ่ายราคาสูงเพื่อซื้อหินมาก็ได้แล้ว เหตุใดต้องสิ้นเปลืองความพยายามเชิญผู้ช่วยมาเยอะขนาดนี้ ต้องรู้ไว้นะว่าเขาเป็นคนหน้าบางมาก”

“คิดเหมือนกัน!” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวสนับสนุน

“นี่ พวกเจ้าสองคนพอได้แล้ว นินทาคนอื่นต่อหน้าเป็นพฤติกรรมที่เสียมารยาทมาก” เมื่อได้ยินเจ้าสองคนนี้คุยกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะนินทาตนอย่างไม่กลัวเกรงขนาดนี้ ในที่สุดถังซานไฉ่ก็อดใจไม่ไหว คัดค้านอย่างชัดเจน

จากนั้นเขาก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ซิงอวี่ ในเมื่อเจ้าเคยปฏิบัติภารกิจมาแล้วครั้งหนึ่ง เช่นนั้นก็ช่วยอธิบายขั้นตอนอย่างง่ายๆ ให้ทุกคนฟังได้หรือไม่ ทุกคนจะได้เตรียมใจไว้”

ฉางซิงอวี่ไม่เหมือนเยี่ยเว่ยหมิงที่มองข้ามการคัดค้านของถังซานไฉ่ เขายิ้มขออภัยก่อน จากนั้นก็บอกว่า “ที่จริงขั้นตอนของภารกิจก็ไม่มีอะไรน่าพูด NPC ที่พวกเราไปรับภารกิจ ‘หินสามชาติ’ ด้วยได้มีทั้งหมดสองคน คนหนึ่งชื่อหลวงจีนไว้ผม อีกคนก็คือไต้ซือหยวนเจิน ภารกิจสองสายนี้ล้วนมีภารกิจย่อยที่ไม่เหมือนกัน…

…แต่เงื่อนไขขั้นสุดท้ายเหมือนกัน พูดให้ชัดก็คือสู้กับ BOSS เท่านั้นเอง…

…ถ้าเดินภารกิจสายของหยวนเจิน ภารกิจย่อยที่เขาสั่งให้ทำก็คือไปกำจัดหลวงจีนไว้ผม ในทางกลับกัน หลวงจีนไว้ผมก็จะให้ผู้เล่นไปฆ่าหยวนเจินเช่นกัน…

…นี่คือภารกิจสองทางที่มีเป้าหมายเดียวกัน…

…แตกต่างกันตรงที่ หลวงจีนหยวนเจินนั่นเก่งกว่าหลวงจีนไว้ผมนิดหน่อย ถ้าภารกิจที่ได้รับในขั้นสุดท้ายเป็นระดับเดียวกัน การฆ่าหลวงจีนไว้ผมก็จะง่ายกว่า แน่นอนว่าผลตอบแทนไม่เยอะเท่าการฆ่าหยวนเจิน ถ้ากลับกันก็เป็นอย่างนั้น”

ทุกคนได้ยินแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ทำภารกิจมาจนถึงขั้นนี้ เหมือนไม่จำเป็นต้องใช้สมองแล้ว ไปรับภารกิจจากหยวนเจินเสียเลย จากนั้นก็ไปสู้กับหลวงจีนไว้ผม

แค่ทำก็พอแล้ว!

สำหรับยอดฝีมือในเกมอย่างพวกเขา การต่อสู้แบบนี้เป็นสิ่งที่ถนัดสุดๆ อยู่แล้ว!

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงกลับถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เมื่อครู่สหายฉางบอกว่าภารกิจมีสองสาย ไม่ทราบว่ารู้รายละเอียดเรื่องภารกิจย่อยมากแค่ไหน”

ฉางซิงอวี่ส่ายหน้า “ข้าก็เพิ่งเคยทำภารกิจนี้เป็นครั้งที่สองเอง อีกทั้งครั้งแรกข้าก็เพิ่งไปเข้าร่วมตอนถึงขั้นสุดท้ายของภารกิจแล้ว หากสหายเยี่ยอยากถามถึงฝีมือของหลวงจีนไว้ผมผู้นั้น ข้าก็พอจะบรรยายได้บ้าง แต่ถ้าจะให้พูดถึงภารกิจย่อย ข้าก็ตอบไม่ได้จริงๆ แต่หากสหายเยี่ยสนใจ ก็ลองถามสหายถังดูได้ ในมือเขามีกลยุทธ์ขั้นตอนของทั้งภารกิจ”

ส่วนถังซานไฉ่ก็พูดต่อจากเขาว่า “ที่จริง ข้าก็รู้เพียงขั้นตอนภารกิจสายหยวนเจินเท่านั้น ทั้งยังเป็นซิงอวี่ที่ช่วยซื้อให้ข้าด้วย หากสหายเยี่ยอยากทำภารกิจสายหลวงจีนไว้ผม ก็ไปซื้อกลยุทธ์จากเขาได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มยิ่งกว่าเดิม “หรือพูดได้อีกอย่างว่า สหายฉางรู้จักผู้ที่ขายกลยุทธ์ภารกิจนี้หรือ”

ฉางซิงอวี่เปลี่ยนประเด็นสนทนาอีกครั้ง “พวกเราพูดถึงฝีมือของหลวงจีนไว้ผมกันดีกว่า”

“เลเวลที่แท้จริงของ NPC คนนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ชัดเจน แต่ที่พวกเราเคยท้าสู้ก่อนหน้านี้คือบอสภารกิจเลเวลสามสิบห้า เขาเป็นยอดฝีมือกระบี่คนหนึ่ง เคล็ดกระบี่ของเขามีกระบวนท่าของ ‘กระบี่เมฆาละมุน’ ของทั้งอู่ตัง ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ของสำนักชิงเฉิง…”

ขณะที่คุยกัน ทุกคนก็เดินไปถึงจุดพักมาและขึ้นรถมาแล้ว

ก่อนที่เยี่ยเว่ยหมิงจะขึ้นรถม้า กลับส่งพิราบสื่อสารออกไปตัวหนึ่ง

[ปู้คุย ข้าต้องการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ NPC สามคนนี้ ยิ่งละเอียดเท่าไรก็ยิ่งดี แต่เรื่องนี้ค่อนข้างด่วน ทางที่ดีส่งข้อมูลมาให้ข้าแบบละเอียดแต่อ่านง่าย ‘กระบี่ต้าตุ้น’ ]…เยี่ยเว่ยหมิง

[กระบี่ต้าตุ้น (ทองคำ): ดูเหมือนเทอะทะมาก แต่มีพลังโจมตีพอสมควร]

โจมตี +100

ป้องกัน +200

กำลังภายใน +25%

ผลป้องกันเคล็ดกระบี่ +50%

นี่คือกระบี่ล้ำค่าที่ไม่ได้มีการโจมตีที่พิเศษ ได้มาจากเขากระบี่เกาะเผิงไหล ค่าสเตตัสเหมาะกับทักษะยุทธ์ที่ต้องค่อยๆ ฝึกสะสมของสำนักอู่ตังมาก เยี่ยเว่ยหมิงได้มาแล้วก็เก็บรักษาไว้ให้อินปู้คุยมาโดยตลอด

ตอนนี้มีเรื่องจะถามพอดี จึงถือโอกาสส่งให้เสียเลย คิดเสียว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ในการซื้อข่าว

แต่พิราบสื่อสารแม้จะฝากส่งของได้จริง แต่ราคาแนบกับ ‘กล่องจดหมาย’ กลับแพงมาก ของแต่ละชิ้นล้วนต้องจ่ายสิบเหรียญทอง ปกติมีน้อยคนมากที่จะใช้บริการ ‘พัสดุด่วน’ ที่ฟุ่มเฟือยแบบนี้


ฟังก์ชันรถม้าในเกมทรงพลังมาก ไม่ว่าจะไปไกลขนาดไหน เพียงชั่วหลับตาแล้วลืมตาก็ถึงแล้ว

ถ้าวันไหนหลับตาแล้วตื่นขึ้นมาอยู่ในโลกแห่งความจริง ก็แสดงว่ายานอวกาศที่พวกเขาขึ้นมาถึงที่หมายแล้ว

หลังจากทั้งหกหลับตาและลืมตาแล้ว ก็พบว่าตัวเองออกจากเมืองสวรรค์แห่งอาณาจักรมาถึงทุ่งหญ้านอกแคว้นแล้ว แต่จุดที่พวกเขาไปถึงไม่ใช่ทุ่งหญ้า แต่เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า…เมืองหลวง

เมืองหลวงในโลกแห่งความจริงไม่ได้อยู่บนทุ่งหญ้านอกแคว้นแน่นอน แต่แผ่นดินภาคกลางในเกมมั่นคงเหมือนถังเหล็ก ราชสำนักที่ถูกตั้งขึ้นโดยชนกลุ่มน้อยในเนื้อเรื่องหลัก ทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่นอกแคว้นหมดแล้ว ในจำนวนนั้นแคว้นเหลียว แคว้นจิน แคว้นมองโกลล้วนถูกส่งไปอยู่บนทุ่งหญ้าที่ด่านหนานเหมินทางทิศเหนือ

ตำแหน่งของมองโกลเอียงไปทางทิศตะวันตก อยู่ใกล้กับซีอวี้และเทือกเขาคุนหลุน ดังนั้นจึงตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับพรรคจรัสที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่นั่นเช่นกัน

ใช่แล้ว ในเกมตั้งค่าไว้อย่างนี้

ส่วนที่ตั้งค่าไว้จะสอดคล้องกับสภาพทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การทหารและวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเกมเกมหนึ่งเท่านั้น ทั้งยังเป็นเกมที่มีฉากหลังเป็นนิยายจอมยุทธ์คุณธรรมด้วย

ในโลกของเกมที่เดิมทีก็มีฉากหลังไม่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์มากเท่าไรอยู่แล้ว การหลับหูหลับตาใช้วิทยาศาสตร์มาพิสูจน์บางอย่างนั้นไม่มีความหมายเลยสักนิด

ยกตัวอย่างเช่นวิชาตัวเบาทะยานบันไดเมฆาของสำนักอู่ตัง เท้าซ้ายเหยียบแล้วเท้าขวาก็เตะเดินขึ้นไป แบบนั้นไอแซก นิวตันจะไม่ว่าอะไรหรอกหรือ

จากสถานที่ที่เฉินโหย่วเหลียงให้มา หกคนนี้ต้องไปหาหลวงจีนวัดเส้าหลินคนหนึ่งนามหยวนเจินที่วัดร้างแห่งหนึ่ง

หลังจากหยวนเจินได้อ่านจดหมายแนะนำที่พวกเขานำมาแล้ว ในที่สุดก็เริ่มแจกภารกิจ เล่าประมาณว่าเดิมทีเขามาที่เมืองหลวงเพื่อสืบดูสถานการณ์ของศัตรู หวังว่าจะช่วยเหลือแคว้นได้ เมื่อครึ่งวันก่อนจู่ๆ ก็ถูกลอบสังหาร ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส หวังว่าพวกเขาจะหาตัวคนที่ลอบสังหารตนแล้วก็กำจัดทิ้ง

เพื่อให้สะดวกในการตามหา หยวนเจินยังให้เบาะแสบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย รวมทั้งเศษผ้าบางส่วนที่ฉีกขาดออกมาตอนสู้กันก่อนหน้านี้

จะว่าไปแล้วฝีปากของเขาก็สุดยอดเช่นกัน เป็นฉากหลังภารกิจที่ธรรมดาเรียบง่ายแท้ๆ แต่เจ้าหมอนี่กลับพูดโยงไปถึงระดับความแค้นของแคว้น จากนั้นก็พูดเรื่องความแตกต่างด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพื้นที่ ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เหมือนอยากจะเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมาเลย

ผ่านไปอย่างนี้ ไต้ซือหยวนเจินพูดกับทั้งหกอยู่ชั่วโมงกว่า ทั้งยังพูดพล่ามต่อไปอีก ไม่แจกภารกิจให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงเสียที

เยี่ยเว่ยหมิงกับเพื่อนร่วมทีมอีกห้าคน ตอนแรกก็ยังฟังอย่างตั้งใจ แต่ตอนหลังยิ่งพูดยิ่งออกทะเล แต่ละคนจึงเริ่มง่วงนอนโดยไม่รู้ตัว

จะว่าไปแล้ว หลวงจีนหยวนเจินคนนี้คงไม่ได้ถอดแบบมาจากพระถังซัมจั๋งหรอกใช่ไหม

อย่างไรเสียก่อนที่จะแจกภารกิจก็เป็นฝ่ายขอตัวจากไปก่อนไม่ได้ ทุกคนจึงพูดคุยกันช่องทีมเสียเลย

[เบาะแสพวกนี้ชัดเจนมาก ขอเพียงค้นหาไปเรื่อยๆ ตามเบาะแส ก็จะเจอมือสังหารนั่นที่วัดร้างอีกแห่งในเมืองแล้ว เขาก็คือหลวงจีนไว้ผมที่ข้าเอ่ยถึงก่อนหน้านี้นั่นเอง]

ขณะที่ทุกคนกำลังฟังหยวนเจินพูดพล่าม ฉางซิงอวี่ในฐานะ ‘ผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน’ ก็ย่อข้อมูลเป็นเวอร์ชั่นอ่านง่ายให้ทุกคนในทีมอ่าน

หากเทียบคำพูดของเขากับคำบรรยายที่สมจริงของหยวนเจิน ก็ทำให้คนรู้สึกว่าเกมกำลังร้องงิ้ว แต่ของฉางซิงอวี่กลับประหยัดแรงไปเยอะมากเพราะเลือกพูดเฉพาะข้อมูลสำคัญท่ามกลางคำพูดไร้สาระมากมาย [ที่จริงแล้ว ในฐานะที่เป็นภารกิจหมุนเวียน การหาเบาะแสอะไรนั่นไม่ใช่กุญแจสำคัญของภารกิจนี้เลย วิธีการที่สะดวกที่สุดก็คือ ไปซื้อสุนัขล่าสัตว์ตัวหนึ่งที่ตลาดนัดฝั่งตะวันออก แล้วให้มันดมกลิ่นจากเศษผ้าที่ได้มา]

[แต่พวกเราไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว ข้ารู้ว่าหลวงจีนไว้ผมอยู่ที่ไหน ไปที่นั่นทันทีเลยก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจของทีมละกี่คน แต่ที่ซ่อนตัวของเจ้านั่นก็ไม่เคยเปลี่ยนเลย]

หนิวจื้อชุนที่อยู่อีกฝั่งพูดต่อจากเขาทันที [ถึงอย่างไรก็เป็นเกมยอดยุทธ์คุณธรรม จุดที่ยากและจุดที่สำคัญของภารกิจไม่ได้อยู่ที่การไขปริศนาและการตามหาคนแน่นอน การต่อสู้ต่างหากที่เป็นหัวข้อสำคัญที่แท้จริง]

ฉางซิงอวี่พยักหน้า [แม้จะไม่รู้ขั้นตอนของภารกิจโดยละเอียด แต่ข้าก็ได้ยินว่าขั้นตอนภารกิจทางฝั่งหลวงจีนไว้ผมง่ายกว่านิดหน่อย เพียงแต่ในระหว่างนั้นถ้าเป็นช่วงที่เกี่ยวกับการต่อสู้จะค่อนข้างยาก ยกตัวอย่างเช่นภารกิจในช่วงสุดท้าย เขาก็จะบอกผู้เล่นโดยตรงเลยว่าคนที่ต้องการสังหารก็คือหยวนเจิน ทั้งยังให้ตำแหน่งที่อยู่ของหยวนเจินมาด้วย นอกจากการต่อสู้แล้ว ขั้นตอนที่เหลือก็เป็นโหมดคนโง่หมด]

[ติ๊ง! ทีมของคุณได้รับภารกิจ ‘ลงโทษมือสังหาร’ เรียบร้อยแล้ว กรุณาตามหามือสังหารที่มีเจตนาลอบสังหารไต้ซือหยวนเจิน]

เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่ชัดเจนของระบบ ทุกคนก็ดึงความสนใจกลับมาอยู่กับความจริงทันที ต่างคนต่างรีบเปิดหน้าภารกิจของตัวเองเพื่อดูข้อมูลตัวละคร

[ลงโทษมือสังหาร]

ไต้ซือหยวนเจินที่มาสืบข่าวของศัตรูแคว้นที่มองโกลถูกคนชั่วลอบสังหาร ในฐานะวีรบุรุษ ได้เวลาลงโทษคนชั่วกำจัดคนร้ายแล้ว!

กรุณารีบหาเบาะแส เมื่อหาพบแล้วกำจัดมือสังหารที่มีเจตนาสังหารไต้ซือหยวนเจิน

ระดับภารกิจ: 7 ดาว

ระยะเวลาภารกิจ: 1 ชั่วยาม (1:58:21)

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 500000 แต้ม ค่าตบะ 100000 แต้ม ทักษะยุทธ์ที่เลเวลต่ำกว่าเจ็ดจะได้เพิ่มเลเวลหนึ่งเลเวล!

(หมายเหตุ: มือสังหารคนนี้ทักษะยุทธ์สูงส่งทรงพลัง ต่อให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังอันตรายถึงขีดสุด โปรดทำงานอย่างระมัดระวัง)

เมื่อเห็นคำแนะนำของภารกิจ ทุกคนก็หันไปมองฉางซิงอวี่พร้อมกัน เหมือนกำลังถามว่า นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่าระดับภารกิจอาจจะสูงถึงห้าดาว หรือ ‘ถึงขั้น’ หกดาว

ฉางซิงอวี่ถูกทุกคนมองจนหน้าแดงเรื่อ อธิบายอย่างเก้อเขินเล็กน้อยว่า “ถ้าเองก็วิเคราะห์จากข้อมูลที่รู้มาไม่เยอะ ข้าว่าข้อมูลภารกิจแม่นยำกว่า”

“อมิตตาพุทธ!” ตอนนี้หยวนเจินที่เป็นคนแจกภารกิจประนมมือแล้ว จากนั้นโน้มน้าวพวกเขาอย่างเป็นทางการว่า “การเดินทางครั้งนี้อันตราย หวังว่าจอมยุทธ์น้อยทุกท่านจะระวังตัวเอาไว้ อาตมาร่างกายบาดเจ็บ ทำได้เพียงอวยพรให้จอมยุทธ์น้อยทั้งหกมีโชคในการรบ ความสำเร็จมาเยือนโดยเร็ว!”

ตอนทุกคนออกจากวัดร้าง ถังซานไฉ่กลับยิ้มเจื่อน เตะก้อนหินที่อยู่ข้างเท้าไปไกลแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “ภารกิจที่คนอื่นได้คือสามดาว สี่ดาว พอมาถึงพวกเราก็กลายเป็นเจ็ดดาวเลย ขอถามหน่อย ในบรรดาพวกเจ้ามีใครเคยทำภารกิจเจ็ดดาวหรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าศัตรูที่พวกเรากำลังจะเผชิญหน้ามีเลเวลอย่างน้อยเท่าไร”

“ภารกิจเจ็ดดาวข้าไม่เคยทำ เคยทำแค่ภารกิจหกดาว” น้องดาบที่ตามอยู่ข้างหลังเดินออกมาแล้วบอกว่า “ภารกิจสั่งให้ข้าท้าสู้ตัวต่อตัวกับบอสโหมดภารกิจเลเวลสามสิบ”

ทุกคนได้ยินแล้วโล่งอกพร้อมกัน แล้วก็ได้ยินน้องดาบพูดต่อว่า “จำได้ว่าตอนนั้นข้าเพิ่งออกจากหมู่บ้านมือใหม่ได้ไม่นาน เลเวลแค่สิบหกเอง ทักษะก็มีนิดเดียว ทั้งยังเลเวลต่ำมากด้วย ตอนเผชิญหน้ากับบอสเลเวลสามสิบ สู้กันขึ้นมาก็เปลืองแรงมาก! สู้กับเจ้าหมอนั่นไปเกือบครึ่งชั่วโมง ถึงได้ดันทุรังทำให้เขาตายได้”

พอพูดถึงตรงนี้ น้องดาบก็ยักไหล่ “เพราะภารกิจนั้นค่อนข้างยากลำบาก ตอนนี้ข้าก็เลยยังจดจำได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ บอสนั่นชื่อว่าเถียนกุยหนง”

เดิมทีถังซานไฉ่ก็แค่บ่นไปอย่างนั้นเอง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าในทีมจะมีคนให้คำตอบได้จริงๆ

เพียงแต่คำตอบนี้สู้ไม่ฟังยังดีกว่า เพราะมีแต่จะทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม

ให้ผู้เล่นเลเวลสิบหกไปท้าสู้บอสเลเวลสามสิบ นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ทำไหวหรือ

ถังซานไฉ่หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิง หวังว่าจะได้รับคำปลอบโยนจากสหายที่มีความสามารถรอบด้านคนนี้สักหน่อย ทว่าเยี่ยเว่ยหมิงกลับเข้าใจผิด จึงเล่าประวัติการทำภารกิจของตัวเองทันที

“ข้าเองก็ไม่เคยทำภารกิจเจ็ดดาวเช่นกัน แต่ภารกิจหกดาวเคยทำเพียงสองครั้ง หนึ่งในคู่ต่อสู้ก็คืออวี๋ชางไห่โหมดปกติเลเวลเจ็ดสิบกว่า ส่วนอีกภารกิจก็คือเหมยเชาเฟิง ซึ่งข้ามองไม่เห็นเลเวลของนาง”

ถังซานไฉ่ได้ยินแล้วทั้งตัวตกอยู่ในความสิ้นหวัง “ดูท่าแล้ว ระบบคงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ให้ข้าเปลี่ยนชื่อ ทุกคนลองบอกมาหน่อยว่าภารกิจนี้ของพวกเรายังจำเป็นต้องทำต่อไหม”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่งเช่นกัน แล้วกล่าวขออภัย “จะจำเป็นหรือไม่ ข้าเองก็ไม่สะดวกจะพูดอะไร ทุกคนไปดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเถอะ”

ขณะที่พูด ก็จับภาพข้อมูลภารกิจส่งไปในช่องทีม

[ต่อต้านการไล่สังหาร]

เนื่องจากคุณได้สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุน ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ มาจากราชสีห์ขนทองหวังเซี่ยซุน เฉิงคุนจะส่งผู้เล่นคนหนึ่งมาไล่ฆ่าคุณ กรุณามีชีวิตอยู่ต่อไปขณะที่ถูกไล่ฆ่า หรือไม่ก็ฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย ทำให้ภารกิจของอีกฝ่ายล้มเหลว

ระดับภารกิจ: ห้าดาว

ระยะเวลาภารกิจ: 1 วัน (23:59:50)

รางวัลภารกิจ: เพิ่มเลเวล ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ 1 เลเวล

บทลงโทษภารกิจ: ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ จะหายไปจากคอลัมน์สกิลของคุณ กลายเป็นรางวัลตำราลับดรอปให้กับผู้ที่ไล่ฆ่าคุณสำเร็จ

(หมายเหตุ: ในระยะเวลาภารกิจ ผู้ไล่สังหารจะรู้พิกัดของคุณแบบเรียลไทม์ และคุณก็จะไม่ได้รับรองความปลอดภัยใดๆ ในระหว่างภารกิจ โดยสารรถม้าไม่ได้)


เมื่อเห็นข้อมูลภารกิจที่เยี่ยเว่ยหมิงแชร์ออกมา ทุกคนก็ขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

สถานการณ์ของพวกเขาตอนนี้เดิมทีก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่ดีอยู่แล้ว ปรากฏว่ามีเรื่องใหญ่โตระดับนี้เพิ่มขึ้นมาอีก

แบบนี้นับว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรือเปล่า

ตอนนี้เอง จู่ๆ พิราบขาวตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวอยู่ไม่ไกล บินวนเป็นตัวอักษร ‘ขอบัตรรายเดือนขั้นต่ำ’ อยู่กลางท้องฟ้า จากนั้นมาเกาะบนบ่าเยี่ยเว่ยหมิงแล้วหายไป

[เมื่อครู่ตอนที่ตั้งทีมโจมตีบอส สถานการณ์ต่อสู้ดุเดือดมาก ตอนนี้ถึงได้มีเวลาตอบ จะว่าไปแล้วฐานะของสามคนที่เจ้าถามถึง เจ้าคงไม่ได้เตรียมจะเปลี่ยนชื่อหรอกใช่ไหม]…อินปู้คุย

เยี่ยเว่ยหมิงอ่านข้อความแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นตอบกลับทันที

[ข้าช่วยสหายทำภารกิจ จะว่าไปแล้วแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับอย่างพวกเจ้ารู้แม้กระทั่งสิ่งนี้หรือ]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ต่อให้เป็นแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิม แต่ก็ใช่ว่าเห็น ‘หินสามชาติ’ แล้วรู้ทันทีว่าเป็นไอเทมในเกม แต่ดูจากผลงานของอาจารย์กิมย้ง เหมือนว่าสองคนที่ปิดบังชื่อจริงของตัวเองได้สำเร็จที่สุดก็คือหยวนเจินกับหลวงจีนไว้ผมของภารกิจนี้ ตั้งค่าให้พวกเขาสองคนกลายเป็น NPC ที่แจกภารกิจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล]…อินปู้คุย

เยี่ยเว่ยหมิงราวกับตรงหน้ามีแสงสว่างขึ้นมาฉับพลัน รีบซักถามว่า

[กล่าวเช่นนี้ แสดงว่าเจ้ารู้จักตัวตนของสามคนนั้นแล้วหรือ]…เยี่ยเว่ยหมิง

เมื่อเห็นว่าเยี่ยเว่ยหมิงรับภารกิจถูกไล่สังหารที่ดูเหมือนกับดักมาแล้ว แต่ยังพูดคุยได้อย่างสบายอกสบายใจ เพื่อนร่วมทีมก็พากันแขวะในใจว่าเจ้าหมอนี่ใจกว้างมาก

แต่พอเห็นเขามีสีหน้าจริงจัง ก็อดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังศึกษาวิธีแก้ไขปัญหาอยู่หรือเปล่า ทุกคนจึงพูดแขวะแค่ในใจ ไม่ได้เริ่มพูดอะไรรบกวนเขา

ตอนนี้จดหมายของอินปู้คุยบินกลับมาแล้ว ทั้งยังมาพร้อมกับข่าวที่ทำให้ทุกคนตกใจด้วย

[หยวนเจินแม้จะดูเหมือนพระ แต่ที่จริงแล้วเขาคืออาจารย์ของเซี่ยซุน ฉายาหัตถ์อัสนีบาตจักรวาล…เฉิงคุน!

หลวงจีนไว้ผมแม้จะดูเหมือนพระธุดงค์ แต่ที่จริงเขาคือทูตขวาแห่งพรรคจรัส…ฟ่านเหยา!

เฉินโหย่วเหลียงแม้จะดูเหมือนผู้อาวุโสพรรคกระยาจก แต่อีกฐานะหนึ่งของเขาก็คือ ลูกศิษย์ของเฉิงคุน!

ส่วนข้อมูลที่ละเอียดกว่านั้น ข้าจะพยายามหาที่เขียนให้เจ้า

นอกจากนี้ ขอบคุณที่เจ้ามอบกระบี่ให้]…อินปู้คุย

[ตอนนี้เป็นกระบี่ของเจ้าแล้ว <( ̄︶ ̄)>]…เยี่ยเว่ยหมิง

เมื่อพูดคุยทางจดหมายเสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงที่มีข้อมูลสำคัญอยู่ในมือแล้วก็รู้สึกทันทีว่าความจริงของเรื่องนี้เริ่มกระจ่างแจ้งแล้ว

ไม่รอให้ทุกคนเอ่ยถาม เยี่ยเว่ยหมิงเป็นฝ่ายบอกเอง “เรื่องราวเป็นเหมือนที่ข้าเดาไว้ไม่มีผิด ฐานะที่แท้จริงของหลวงจีนหยวนเจินนั่น ก็คือคนที่แจกภารกิจไล่สังหารข้า หัตถ์อัสนีบาตจักรวาลเฉิงคุน! ส่วนเฉินโหย่วเหลียงแห่งพรรคกระยาจก ที่จริงแล้วเป็นศิษย์ของเฉิงคุน”

“อะไรนะ!”

เมื่อได้ยินข่าวนี้ ทุกคนก็ตกใจพร้อมกัน สะพานสวรรค์น้อยมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล ส่วนถังซานไฉ่ก็กล่าวทันทีว่า “เกรงว่านี่คงเป็นแผนร้ายที่พุ่งเป้ามาที่เจ้า! สหายเยี่ย หรือไม่อย่างนั้น ภารกิจที่ต้องไปรับมือกับหลวงจีนไว้ผม เจ้าไม่ต้องไปแล้วก็ได้ อย่าเสี่ยงอันตรายเกินไปเพราะเรื่องของข้า นั่นไม่คุ้มค่า”

ตอนนี้ฉางซิงอวี่ทำเสียงฮึดฮัดทันทันที พูดเหยียดว่า “คนที่ไล่สังหาร จะมาก็มาสิ พวกเราเป็นยอดฝีมือหลายคนรวมตัวกัน สู้กับบอสของภารกิจเจ็ดดาวก็ใช่ว่าจะไม่มั่นใจในชัยชนะ อย่าบอกนะว่ากับแค่ผู้เล่นคนเดียวก็กลัวแล้ว…

…เมื่อไรที่เขาโผล่มา สุ่มเลือกคนในทีมสักคนสองคนไปก็กำจัดเขาได้แล้ว”

จนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่าขุนพลน้อยชุดขาวที่ดูถ่อมตัวมีมารยาท ที่จริงแล้วมีความอวดดีขนาดนี้อยู่ลึกๆ ยังไม่ทันรู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตาเสียแล้ว

“จะพูดอย่างนั้นไม่ได้หรอก” ตอนนี้หนิวจื้อชุนลูบใบหน้าใหญ่ๆ ของตัวเองแล้วกล่าวเสียงต่ำ “เจ้าไม่ได้ยินหรือว่าเมื่อครู่นี้สหายเยี่ยบอกว่าเฉินโหย่วเหลียงคือลูกศิษย์ของเฉิงคุน ลองนึกเชื่อมโยงไปถึงพิราบสื่อสารที่ไม่เหมือนตัวอื่นในเมืองเฉิงตูตัวนั้น หรือว่าเฉิงคุนจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนี้มีสหายเยี่ยอยู่ด้วย”

พอได้ฟังหนิวจื้อชุนเตือนแบบนี้ ฉางซิงอวี่ก็ได้สติทันที “สหายหนิวหมายความว่า อีกฝ่ายอาจจะเตรียมตัวไว้นานแล้วอย่างนั้นหรือ”

ในบรรดาเพื่อนร่วมทีมอยู่ตรงนี้ มีใครบ้างที่เป็นคนโง่ ขอเพียงเตือนคำเดียว ก็เข้าใจทันทีว่ากุญแจสำคัญคืออะไร

ต้องทราบไว้ว่า NPC ระดับสูงในเกมอาจจะมีสติปัญญา แม้จะถูกจำกัดให้อยู่ในกติกาของระบบก็ตาม ผู้ไล่สังหารกับเยี่ยเว่ยหมิงคงจะได้รับคำแนะนำภารกิจนี้พร้อมกัน

แต่ใครจะรับประกันได้ว่าก่อนหน้านั้นเฉิงคุนจะไม่ใช้วิธีการอื่นเพื่อส่งข่าวนี้ให้ผู้ไล่สังหารรู้

และหากนับจากตอนที่พวกเขาเห็นนกพิราบ จนตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วเกือบสองชั่วโมง!

เวลายาวนานขนาดนี้ เพียงพอที่จะให้อีกฝ่ายวางแผนรับมือได้อย่างสอดคล้องกันแล้ว

อย่างน้อยก็ไปตีสนิทสานสัมพันธ์กับพวกยอดฝีมือไว้สักหน่อย ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

แม้ภารกิจจะเตือนว่าผู้ไล่สังหารมีเพียงคนเดียว แต่ใครกำหนดว่าเขาจะไม่ได้ตั้งทีมแล้วมาสังหาร

“สมควรตาย!” ตอนนี้ฉางซิงอวี่ที่อยู่ข้างๆ กลับโมโหจนด่าออกมา “ข้าก็คิดอยู่ว่าทำไมวันนี้เฉิงคุนถึงพูดมากขนาดนี้ ที่แท้ก็กำลังถ่วงเวลาให้ผู้ไล่สังหารนี่เอง!”

ส่วนถังซานไฉ่ก็พูดกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าจริงจัง “สหายเยี่ย ถ้ากล่าวเช่นนี้ เจ้าก็ยิ่งมาเข้าร่วมการต่อสู้กับบอสครั้งนี้ไม่ได้แล้ว ข้าไม่ได้พูดเพราะเกรงใจหรอกนะ แต่ถ้าแยกกันไปปฏิบัติภารกิจ ก็จะเป็นผลดีกับเจ้า กับข้าแล้วก็ทุกคน…

…หากเจ้าปฏิบัติภารกิจเพียงลำพัง แม้จะขึ้นรถม้าไม่ได้ แต่ด้วยฝีมือและวิชาตัวเบาของเจ้า ไม่ว่าจะให้รุก ถอย ต่อสู้ หรือหนี เจ้าก็รับมือได้เหลือเฟือ…

…ส่วนการต่อสู้ระหว่างพวกเรากับบอส จะได้ไม่มีใครโผล่มาคุกคามและก่อกวนอยู่ตลอด”

ถังซานไฉ่วิเคราะห์ได้อย่างมีสติปัญญามาก “ถ้าพวกเรารวมตัวกันไปสู้กับบอส ดีไม่ดีอาจจะเจอทั้งบอสทั้งผู้ได้สังหารโจมตีขนาบสองฝั่ง ถึงตอนนั้น จุดจบอาจจะเป็นการตายหมู่ก็ได้”

ถังซานไฉ่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสริมอีก “ความคิดของข้าก็คือ เจ้ารับหน้าที่ล่อศัตรูที่ไล่ตามมาออกไป ส่วนพวกเราห้าคนก็ฆ่าบอส ถ้าทำสำเร็จ พวกเราก็จะไปรวมตัวกับเจ้า แล้วไปรับรางวัลภารกิจกับเฉิงคุน จากนั้นก็ร่วมกันเผชิญหน้ากับคนที่ไล่ฆ่าเจ้าอีกที…

…ทุกคนคิดว่าคำแนะนำของข้าเป็นอย่างไร”

สำหรับความคิดเห็นของถังซานไฉ่ ทุกคนเห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์ แม้แต่น้องดาบก็ยังยักไหล่ บอกใบ้ว่าไม่ถือสาที่จะให้เยี่ยเว่ยหมิงได้รางวัลภารกิจครั้งนี้ไปฟรีๆ

แน่นอนว่านางถือโอกาสพูดจาทำร้ายเยี่ยเว่ยหมิงนิดหน่อย การเอาเปรียบทางด้านคำพูดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

เยี่ยเว่ยหมิงแอบจดจำน้ำใจส่วนนี้ไว้เงียบๆ ตัดสินใจว่าต่อไปนี้เวลาที่ได้รังแกน้องดาบ เขาก็จะเบามือลงหน่อย ถือว่าเป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของถังซานไฉ่!

พอหันตัวกลับมา ก็กวาดสายตามองไปบนใบหน้าทุกคน ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยว่า “น้ำใจของทุกคนข้ารับรู้แล้ว แต่พวกเจ้ากลับมองข้ามปัญหาอย่างหนึ่งไป เป็นปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญมาก!”

“ในเมื่อเฉิงคุนนั่นรู้ล่วงหน้าแล้วว่าข้าจะมารับภารกิจไล่สังหารหลวงจีนไว้ผม เขาจะไม่ถือโอกาสนี้บอกผู้ไล่สังหาร ให้อีกฝ่ายเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ หรอกหรือ”

“ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาการประกาศสองภารกิจนี้ก็ห่างกันไม่ถึงหนึ่งนาทีด้วย พวกเจ้าคิดจริงหรือว่านี่คือภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด”

ทุกคนได้ยินแล้วอึ้งทันที แต่กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงอธิบายต่อไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนว่า “ภารกิจไล่ล่าสังหารมีระยะเวลาหนึ่งวัน ส่วนภารกิจที่พวกเราได้สังหารหลวงจีนไว้ผมกลับมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม ถ้าเปลี่ยนให้พวกเจ้าเป็นผู้ไล่สังหาร แล้วเห็นข้าออกนอกเมืองภายใต้สถานการณ์นี้ จะกินฝุ่นตอนวิ่งตามก้นข้า หรือรอให้หลวงจีนไว้ผมเข้าใกล้เหมือนเฝ้าตอไม้รอกระต่าย”

ทุกคนได้ยินแล้วสูดหายใจลึกพร้อมกัน

หากทั้งหมดนี้คือแผนการของเฉิงคุน เช่นนั้น NPC คนนี้ก็หน้าเนื้อใจเสือเกินไปแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงพูดต่อ “หากพวกเจ้าเป็นผู้ไล่สังหาร แล้วพบว่าถึงแม้ข้าจะไม่ได้ออกไปด้วย แต่พวกเจ้าก็เริ่มฆ่าบอสแล้ว พวกเขาจะปล่อยให้พวกเจ้าโจมตีบอสอย่างสงบใจ จากนั้นค่อยไปรับรางวัลภารกิจด้วยกันกับข้า แล้วค่อยกลับมาสู้กับพวกเขา หรือว่าจะทำลายภารกิจของพวกเจ้าก่อน แล้วลองใช้วิธีล้อมโจมตีล่อกองหนุนเพื่อล่อข้าให้กลับมาล่ะ”

พอได้ฟังคำพูดเหน็บแนมเป็นชุดของเยี่ยเว่ยหมิง ทุกคนก็มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ชั่วขณะนั้นต่างก็ไม่มีใครพูดอะไร

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอย่างไม่หวาดหวั่นว่า “จะว่าไปแล้ว เฉิงคุนนี่ก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าที่วางอุบายเก่งตามคาด…

…เขาใช้วิธีการที่ดูไม่ใช่แผนร้ายสักนิด แต่ความจริงคือแผนร้าย!…

…แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นกับดัก แต่พวกเราก็ยังต้องการ ‘หินสามชาติ’ กับรางวัลภารกิจ กับดักนี้ พวกเราจะไม่กระโดดลงไปก็ไม่ได้!”

…เฮ้อ…” พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดแบบนี้ ถังซานไฉ่ก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แต่กลับพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าที่สื่อหลากหลายอารมณ์ “เทียบกับเรื่องที่ข้าเปลี่ยนชื่อ หากเจ้าถูกสังหารระหว่างทำภารกิจนี้ ราคาที่ต้องจ่ายก็มากเกินไปอยู่ดี ทำไมเจ้าต้อง…”

ถังซานไฉ่พูดแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

แม้จะเป็นตอนนี้ ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงไม่ไปโจมตี BOSS แต่จดจ่ออยู่กับการปกป้องตัวเองอย่างเดียว ก็จะหลบคนที่ไล่ตามสังหารได้อย่างสบายๆ หนึ่งวันแน่นอน ถึงขั้นว่าหากอีกฝ่ายมีจำนวนคนน้อยกว่า เขาก็ยังสังหารกลับได้สำเร็จล่วงหน้าด้วย จะอัปเลเวลเคล็ดวิชาจักรวาลได้หนึ่งเลเวลอย่างสบายๆ

แต่ถ้าไปกับพวกเขา กลับเป็นการยกความได้เปรียบให้คนอื่นหมด ผลที่ตามมาอยากจะคาดเดา

“เลิกบ่นเป็นยายแก่ได้แล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงใช้กำปั้นทุบหน้าอกถังซานไฉ่หนึ่งทีแล้วด่าพร้อมรอยยิ้ม “ถ้าเฟยอวี๋รู้ว่าข้าทิ้งให้พวกเจ้าเดินทางเพียงลำพังในสถานการณ์อย่างนี้ เขาจะต้องดูถูกข้าไปจนกระทั่งยานอวกาศถึงที่หมายแน่นอน”

พอพูดจบเขาก็ไม่ให้คนอื่นมีโอกาสเถียง โบกมือบอกว่า “สหายฉาง ในเมื่อเจ้ารู้ว่าหลวงจีนไว้ผมอยู่ที่ไหน เช่นนั้นก็ต้องรบกวนให้เจ้านำทางแล้ว”

ขณะที่พูดอยู่นั้น ทุกคนก็เดินทางไปยังสถานที่เป้าหมายด้วยหลากหลายความรู้สึกปนเป

เมื่อเห็นขวัญกำลังใจของเพื่อนในทีมลดลงเล็กน้อย จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็เผยใบหน้ายิ้มแย้ม “ที่จริงถ้าพวกเจ้าอยากฟังข่าวดี ข้าก็มีข่าวบางอย่างที่ทำให้พวกเจ้าเบาใจเช่นกัน”

ทุกคนมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่กลับได้ยินเขาพูดต่อว่า “ในเมื่อเฉิงคุนเป็นคนแจกภารกิจนี้ เช่นนั้นกับดักที่พุ่งเป้ามาที่พวกเราก็เป็นฝีมือเขาเช่นกัน การที่ระบบตัดสินให้ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่มีระดับความยากเจ็ดดาว เพราะว่าพิจารณาปัจจัยนี้ร่วมด้วยหรือเปล่า…

…ถ้าเป็นอย่างนี้จริง แสดงว่าบอสที่พวกเราต้องเผชิญหน้าก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่จินตนาการไว้ก่อนหน้านี้ใช่ไหม”

พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ในที่สุดแววตาของแต่ละคนก็จุดประกายปณิธานแห่งการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว!


NPC สองคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหินสามชาติล้วนอยู่ในวัดร้าง หยวนเจินอยู่ที่วัดร้างโหย่วเจียนทางฝั่งตะวันออก ส่วนหลวงจีนไว้ผมก็พักอยู่ที่วัดร้างอู๋เจียนทางทิศตะวันตก

ทั้งหกคนเดินเลียบระหว่างสองวัดร้างนี้ตรงไปยังกำแพงเมืองหลวง แต่ตลอดทางก็ไม่เห็นผู้ไล่สังหารเยี่ยเว่ยหมิงเลย

หลังจากทุกคนมาถึงวัดร้างอู๋เจียนทางฝั่งตะวันตกของเมือง ทิ้งระยะห่างไกลแล้ว ก็ค้นพบจุดที่ผิดปกติ

เนื่องจากประตูใหญ่ของวัดร้างเปิดอยู่ จากด้านนอกมองเห็นสถานการณ์ข้างในได้บางส่วน และในขอบเขตสายตาที่ทุกคนมองเห็น กลับไม่มีเงาของ NPC ที่เหมือนพระธุดงค์เลย

มีเพียงผู้เล่นที่อกผายไหล่ผึ่งคนหนึ่ง กำลังยืนเอามือไพล่หลังและหันหลังให้ประตูใหญ่ คนผู้นี้สวมชุดจิ้นจวง[1]สีเหลืองอ่อนทั้งตัว ดูคล่องตัวมาก บนบ่าพาดผ้าขนสัตว์สีดำ ดูโอ้อวดเป็นพิเศษ

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้นก็ยกมุมปากยิ้มอย่างนึกสนุก บอกกับเพื่อนๆ ผ่านช่องทีมว่า [เป็นอย่างที่คาดไว้ ผู้ไล่สังหารคนนี้ปะปนอยู่กับเป้าหมายภารกิจของพวกเรา ดูท่าแล้ว ข้าคงไม่ต้องตั้งใจไปตามหาเขาแล้ว]

หนิวจื้อชุนที่อยู่ข้างกันเห็นแล้วงง [เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนนี้คือผู้ไล่สังหาร]

เยี่ยเว่ยหมิงตอบเรียบๆ [บนศีรษะของเขาเขียนไว้แล้ว]

[ทำไมข้าไม่เห็น]

[เจ้าไม่มีภารกิจนี้ ก็ย่อมไม่เห็นอยู่แล้ว]

ขณะที่กำลังคุยกัน ทุกคนก็หยุดเดินอยู่นอกประตูใหญ่ของวัดร้างอู๋เจียนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงมองเจ้าหนุ่มที่แต่งตัวโอ้อวดคนนั้นอีกครั้ง อีกฝ่ายยังคงหันหลังยืนให้ประตูใหญ่ เงยศีรษะขึ้นเล็กน้อยประมาณสี่สิบห้าองศา จ้องรูโหว่รูหนึ่งบนกำแพง

ราวกลับจะเล่นบทเทพบุตรในวัดร้างที่มีรูระบายลมทั่วทั้งสี่ด้านให้ได้

บนศีรษะของเขามีตัวอักษรสีแดงและสีดำสะดุดตาสองแถวลอยอยู่

แถวแรกเป็นตัวอักษรสีแดงตัวใหญ่ที่เขียนว่า ‘ผู้ไล่สังหาร’ แถวที่สองก็คืออักษรตัวบรรจงสีดำ เขียนชื่อของเขาเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ…อวิ๋นหวาซั่งเซียน (อู่ตัง)

“อวิ๋นหวาซั่งเซียน?” ชื่อของผู้ไล่สังหารทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกปวดไข่ + พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง อดบ่นในช่องทีมไม่ได้ว่า [เจ้าหมอนี่ตั้งชื่อได้อวดดีขนาดนี้ ผู้เฒ่าจางซานเฟิงรู้หรือเปล่า]

บรรพจารย์ของอู่ตังอย่างมากก็ถูกคนในยุทธภพเรียกขานว่า ‘เจินเหริน[2]’ เท่านั้น แต่เจ้าคนไร้ยางอายที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะเติมคำว่า ‘ซั่งเซียน[3]’ ไปด้วย ไม่รู้จักเลยว่าความถ่อมตัวคืออะไร

[รู้แล้ว] ตอนนี้ฉางซิงอวี่ที่อยู่ในช่องทีมกลับขานรับ “เจ้าหมอนี่ตอนอยู่ที่อู่ตังก็ถือเป็นหนึ่งในยอดฝีมือไม่กี่คนของสำนักเช่นกัน ได้รับคำชี้แนะเคล็ดกระบี่จากจางซานเฟิง ฝีมือยอดเยี่ยม”

เมื่อได้อ่าน น้องดาบที่อยู่ข้างกันก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ [เทียบฝีมือกับเจ้าแล้วเป็นอย่างไร]

[คำถามนี้ข้าเองก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน] ฉางซิงอวี่ตอบอย่างจริงจังมาก [ในสำนัก นอกจากศิษย์พี่อวิ๋นเหมี่ยนที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอู่ตัง ที่เหลืออีกไม่กี่คนก็ไม่มีใครยอมใคร]

พออ่านถึงตรงนี้ น้องดาบก็หมดความสนใจอวิ๋นหวาซั่งเซียนคนนี้แล้ว

หนิวจื้อชุนต่อบทสนทนากับฉางซิงอวี่ [ดังนั้น เขาก็คือหนึ่งในยอดฝีมือที่ต่างก็ไม่ยอมกันและกันพวกนั้นหรือ เจ้าเองก็เป็นที่สองในนั้นด้วย]

[ไม่!] ฉางซิงอวี่พูดอย่างเอาจริงเอาจังมาก [ข้าเป็นหนึ่งในนั้น เขาต่างหากเป็นที่สอง!]

ทุกคนนึกไม่ถึงว่าเขาจะใส่ใจเรื่องแบบนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางจงใจโอ้อวดอย่างนั้นของอวิ๋นหวาซั่งเซียน ก็ดูปัญญาอ่อนมากจริงๆ

ตอนที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดว่าเจ้าหมอนี่ปัญญาอ่อนขนาดไหน อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่คิดว่าตัวเองดูดีก็เป็นฝ่ายท่องบทกวีเสียเลย “เมฆาดุจอาภรณ์ บุปผาดั่งหญิงงาม ลมวสันตฤดู…”

ชวิ้ง!

พรึ่บ

เจ้าปัญญาอ่อนนี่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเงาคนที่โผล่ขึ้นมาในแนวเฉียงเตะถูกซี่โครงขวาแล้ว ยังไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาเขาก็อยู่ในท่ามาตรฐานอย่างสุนัขรับประทานอุจจาระเสียแล้ว เขาคะมำลงพื้นทันที หน้าไถลออกไปครึ่งเมตรถึงได้หยุด

-233!

จากนั้นเหลือศีรษะของอวิ๋นหวาซั่งเซียนก็มีตัวอักษรสีแดงลอยขึ้นมา ทุกคนกลับย้ายสายตาไปบนตัวของเจ้าหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่กำยำ สรุปก็คือต่างกับหนิวจื้อชุนไม่มาก แต่ต่างกันตรงที่ในลักษณะดุร้ายของหนิวจื้อชุนปนความซื่อบื้ออยู่หลายส่วน แต่คนผู้นี้กลับให้ความรู้สึกว่าในความแข็งแรงป่าเถื่อนเจือด้วยความโอบอ้อมอารีกับซื่อตรงอยู่หลายส่วน

เหมือนกับผู้ชายแข็งแกร่งในภาพยนตร์ ทำให้คนเห็นปราดเดียวก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนดี

ความจริงคนที่อยู่ตรงหน้าอายุเยอะกว่าพวกเยี่ยเว่ยหมิงมาก แต่การที่เขาขึ้นยานอวกาศย้ายประชากรได้ ต่อให้แก่กว่าอย่างไรก็ไม่เกินยี่สิบห้าปี

“วอทเดอะฟัค!”

ตอนนี้อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่ถูกเขาเตะกระเด็นพลันกระโดดลุกขึ้นมา แล้วตะคอกใส่ชายรูปร่างกำยำคนนี้อย่างเดือดดาล “ขุนเขาลำธาร อยู่ดีๆ เจ้ามาเตะข้าทำไม จะให้ข้าเก๊กหล่อดีๆ สักครั้งไม่ได้หรือ”

“เพราะรู้ว่าเจ้ากำลังเก๊กน่ะสิ!” ชายร่างกำยำทำเสียงฮึดฮัดแล้วชี้ไปบนรูระบายลมกลมๆ ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือบนกำแพง “เมื่อครู่นี้เจ้าเกือบทำตายแล้ว เจ้ารู้ไหม”

อวิ๋นหวาซั่งเซียนมองตามไปทางนิ้วที่เขาชี้ แต่กลับเห็นว่ารูนั้นอยู่ตรงหน้าตำแหน่งศีรษะของเขาตอนที่เก๊กหล่อพอดีก่อนหน้านี้

หากไม่มีชายร่างกำยำคนนี้ยื่นเท้ามาเตะ การโจมตีผ่านรูบนกำแพงก็คงจะถูกบนศีรษะของเขาแล้ว

พอนึกถึงตรงนี้ อวิ๋นหวาซั่งเซียนก็นึกกลัวทีหลังอยู่พักหนึ่ง

การโจมตีระดับนี้ หากโจมตีโดนบนศีรษะของเขา เกรงว่าต่อให้ไม่ตายก็จะต้องหนังถลอกหนึ่งชั้นแน่นอน

ที่จริงแล้ว ด้วยพลังโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิง ขอเพียงดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเขาโจมตีถูกจุดสำคัญบนร่างกาย ปัจจุบันก็ยังไม่เคยเห็นผู้เล่นคนไหนแค่หนังถลอกหนึ่งชั้นเฉยๆ แม้แต่ยอดฝีมืออย่างน้องดาบ…แค่กๆ พูดถึงประเด็นต่อไปดีกว่า

ขณะกำลังมองชายร่างกำยำที่ใช้เท้าแก้สถานการณ์ตอนที่ตนลอบโจมตีก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็พลิกมือคีบลูกดีดเหล็กไว้อีก พร้อมทั้งบอกผ่านช่องทีม [คนที่โจมตีระยะไกลเป็นก็โจมตีระยะไกล คนที่โจมตีระยะไกลไม่เป็นก็เตรียมตัวต่อสู้ อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเข้าไปข้างใน ก่อกวนสักชุดก่อนแล้วค่อยว่ากัน]

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงกำชับ ทุกคนก็ทยอยกันใช้วิธีการของตัวเอง

ถังซานไฉ่ สะพานสวรรค์น้อยต่างคนต่างสังเวยอาวุธลับของตัวเอง

คนแรกเป็นศิษย์พี่ใหญ่สำนักถังเหมิน ในระยะเวลาห่างกันหนึ่งเดือนกว่าก็เรียนรู้วิชาอาวุธลับระดับกลางขอสำนักถังเหมินอย่าง ‘มวยซั่นโส่ว’ เป็นแล้ว แค่โบกมืออย่างสบายๆ ทีเดียว ก็มีอาวุธลับสิบกว่าชิ้นบินออกมา ทำให้อวิ๋นหวาซั่งเซียนกับชายร่างกำยำที่เพิ่งปรากฏตัวถูกปกคลุมอยู่ท่ามกลางอาวุธเหล่านั้น

ส่วนวิชาอาวุธลับของสะพานสวรรค์น้อยก็ลึกลับสุดๆ นางปาเข็มบินออกมาอย่าเงียบเชียบโดยที่คนอื่นไม่ทันระวังตัว อาวุธยิงขนาบท่ามกลางอาวุธลับที่ปลิวว่อนเต็มฟ้าของถังซานไฉ่ ทำให้ศัตรูทั้งสองต้องใช้สมาธิในการป้องกันอย่างมาก

ขณะเดียวกันนี้เอง ฉางซิงอวี่ที่อยู่อีกฝั่งกลับกวักมือทีหนึ่ง ธนูคันหนึ่งโผล่ออกมาจากสัมภาระ เขาขึ้นศรบนสายเตรียมยิง

หนิวจื้อชุนกับน้องดาบไม่เคยเรียนทักษะอาวุธลับ พวกเขาต่างคนต่างชักดาบและกระบี่ออกมาเตรียมต่อสู้ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เอามือไพล่หลัง ที่จริงระหว่างสองนิ้วกำลังคีบลูกดีดเหล็กอยู่

ยามเผชิญหน้ากับการโจมตีจากอาวุธลับที่เหมือนพายุฝน การแสดงออกของสองคนที่วัดร้างก็ไม่เหมือนกัน

ทักษะที่อวิ๋นหวาซั่งเซียนฝึกมาก็คือเคล็ดกระบี่ของสำนักอู่ตังแบบดั้งเดิม ถนัดเรื่องป้องกัน แม้จะเผชิญหน้ากับการโจมตีด้วยฝูงอาวุธลับไม่ว่าจะเป็นแบบเปิดเผยหรือปิดบัง ก็ยังป้องกันได้อย่างมั่นคง

เคล็ดกระบี่ของชายร่างกำยำนั่นแม้จะไม่ด้อยกว่าอวิ๋นหวาซั่งเซียน แต่เขากลับใช้เคล็ดกระบี่แบบรูปโจมตี ผลป้องกันอัตโนมัติสู้คนแรกไม่ได้ ถูกโจมตีเพียงครู่เดียวก็ลนลานจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว

ส่วนฉางซิงอวี่ที่เตรียมตัวมาดีแล้ว ในที่สุดตอนนี้ก็ลงมือเช่นกัน เห็นเขาคลายมือขวาที่กำลูกธนูไว้ออก สายธนูสั่นมาพร้อมเสียงที่ดังเสียดหู ลูกธนูยิงตรงไปที่ชายร่างกำยำแล้ว

ขณะเดียวกันนี้เอง สองมือที่ไพล่หลังเยี่ยเว่ยหมิงก็ยื่นมือออกมาในแนวขวางเช่นกัน

ฟิ้ว! ฟิ้ว!

ลูกดีดเหล็กกลายเป็นลำแสงสองสายยิงตามกันมา แบ่งไปทางท้องน้อยและหว่างคิ้วของชายร่างกำยำ

[1] ชุดจิ้นจวง 劲装 เป็นชุดที่ทะมัดทะแมงเน้นความคล่องตัว กระโปรงไม่ยาวลากพื้น ชายแขนเสื้อถูกมัดเก็บไว้

[2] เจินเหริน 真人 หรือเต้าหยิน เป็นระดับของผู้บำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ในลัทธิเต๋า

[3] ซั่งเซียน 上仙 แปลว่าเซียนชั้นสูง


ก่อนจะใช้วิชา ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เยี่ยเว่ยหมิงก็คาดคะเนไว้หลายสิ่ง

อย่างแรกก็คือ เคล็ดกระบี่ของชายร่างกำยำไม่ถนัดป้องกันอัตโนมัติ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ถูกถังซานไฉ่กับสะพานสวรรค์น้อยเน้นโจมตี เห็นได้ชัดว่าเคล็ดกระบี่ของเขาก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยประโยชน์แล้ว ฉางซิงอวี่เลือกลงมือในเวลานี้ อีกฝ่ายหลบลูกธนูดอกนี้ไม่ได้แน่นอน

ทางเลือกเดียวก็คือ ใช้กระบี่ล้ำค่าที่อยู่ในมือขึ้นมาตีลูกธนู ใช้กำลังปะทะกันให้เกิดพลังที่น่าตกใจ!

ทว่าลูกธนูที่ฉางซิงอวี่ง้างเตรียมยิงไว้นาน เขาจะต้านไหวอย่างนั้นหรือ

ตามที่เยี่ยเว่ยหมิงสังเกตการโจมตีของผู้ชายร่างกำยำก่อนหน้านี้ เขารับลูกธนูดอกนี้ไหวแน่นอน แต่ไม่มีทางรับได้อย่างสบายๆ

ชั่วพริบตาที่ลูกธนูกับกระบี่ปะทะกัน กระบี่จะต้องได้รับผลกระทบจากพลังอันแข็งแกร่งบนสายธนูบ้างแน่นอน ชั่วแวบเดียวที่กระบี่ล้ำค่าเชื่องช้าลง ก็ไม่มีทางป้องกันบริเวณหน้าอกเพิ่มได้

ไม่ใช่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงคำนวณมุมที่อีกฝ่ายใช้กระบี่ปัดลูกธนูออกได้อย่างแม่นยำ แต่ตัดสินจากจุดเด่นที่อยู่ในเคล็ดกระบี่ของอีกฝ่ายล้วนๆ

ด้วยหลักการและเหตุผลต่างๆ แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็อธิบายได้ไม่ชัดเจน

บางทีอาจเป็นเพราะผลสะท้อนจาก ‘เงาของเทพกระบี่’ หรืออาจเป็นเพราะการใช้เคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ หลายครั้งก่อนหน้านี้ทำให้เกิดผลกระทบกับเขา หรืออาจเป็นเพราะทั้งสองอย่างเลยก็เป็นได้

เวลาน้อยนิดเพียงชั่วประกายไฟแวบผ่านเท่านั้น ไม่มีเวลาให้เขาพิจารณาอะไรมากขนาดนั้น

อย่างไรเสีย ลางสังหรณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงก็ได้บอกตัวเองว่าผลที่ตามมาหลังจากฉางซิงอวี่ยิงลูกธนูดอกนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน เขาจึงถือโอกาสดีดลูกดีดเหล็กไปตรงหน้าอกของอีกฝ่าย

ส่วนจุดที่เป็นช่องโหว่ของอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญบนร่างกาย ด้วยพลังโจมตีตอนนี้ของเยี่ยเว่ยหมิง การใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ โจมตีออกไป ชายร่างกำยำอาจไม่ตายเสมอไป แต่จะกลายเป็นชายร่างกำยำที่เหมือนแมวทดลองแน่นอน

มีความเป็นไปได้ว่าจะปลิดชีพทันที และมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ปลิดชีพทันทีเช่นกัน

ส่วนจะปลิดชีพได้หรือไม่กันแน่ ก็ตัดสินจากค่าสเตตัสรายการป้องกันและค่าพลังชีวิตของอีกฝ่ายว่ามีเท่าไร ต้องโจมตีให้โดนตัวก่อนถึงจะรู้

เพื่อรับรองความปลอดภัย หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงดีดลูกดีดเหล็กลูกแรกไปแล้วจึงดีดลูกที่สองต่อเลย ดีดตรงไปที่หว่างคิ้ว!

ถึงอย่างไรขอเพียงลูกดีดเหล็กลูกแรกของเขายิงถูก อีกฝ่ายก็จะตกอยู่ในสถานะแช่แข็งเป็นเวลาสั้นๆ แน่นอน ไม่มีทางเคลื่อนไหวป้องกันหรือหลบหลีกใดๆได้ ดังนั้น ตราบใดที่ลูกดีดเหล็กลูกแรกของเขายิงโดนอีกฝ่าย ลูกที่สองก็ยิงโดนแน่นอน!

และการที่ถูกดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ยิงถูกจุดสำคัญ เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายจะรอดชีวิตไม่ออก

นอกเสียจาก…

“ขุนเขาลำธารระวัง!” ตอนชายร่างกำยำที่ถูกเรียกว่าขุนเขาลำธารกำลังจะโบกกระบี่ไปรับลูกธนูที่ยิงมาจากฉางซิงอวี่ เงาร่างสีเขียวเงาหนึ่งก็โผล่มาจากจุดที่สายตาของทุกคนมองไม่ถึงด้านนอกประตู ยังพูดไม่ทันจบ ดาบล้ำค่าที่มีประกายทองวิบวับในมือของอีกฝ่ายก็โบกฟันออกมาแล้ว

ชั่วพริบตานั้น ดาบในมือของนางกับกระบี่ในมือของชายร่างกำยำก็เกิดการเชื่อมโยงบางอย่างเล็กน้อย เคล็ดวิชาของทั้งสองเหมือนเพิ่มขึ้นระดับหนึ่งในวินาทีนี้!

ทันทีหลังจากนั้น กลับเห็นดาบและกระบี่ในมือของทั้งสองม้วนขดหนึ่งที ไม่น่าเชื่อว่าจะปัดให้ลูกธนูที่ยิงมาจากฉางซิงอวี่และอาวุธลับจำนวนมากที่ยิงมาจากถังซานไฉ่ร่วงลงพื้นหมดได้อย่างง่ายดาย จากนั้นดาบกับกระบี่ก็ไขว้กัน กลายเป็นตาข่ายดาบกระบี่ที่หนาแน่นจนลมไม่อาจพัดผ่าน รับกับลูกดีดเหล็กสองลูกที่เยี่ยเว่ยหมิงยิงเข้ามา

แกร๊ง! แกร๊ง!

ท่ามกลางเสียงดังเสียดหูสองครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าทั้งคู่จะอาศัยประสิทธิภาพของดาบกระบี่ผนึกรวม ต้านทานดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้สองครั้งต่อเนื่องกันได้

ส่วนพวกเขาสองคนกลับถูกพลังอันดุดันบนลูกดีดเหล็กโจมตีจนต่างคนต่างถอยหลังไปก้าวหนึ่ง จากนั้นก็ต่างคนต่างตั้งท่าใหม่อีกครั้ง ขณะกำลังโบกดาบและกระบี่ตามอำเภอใจ ก็ฟันอาวุธลับจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถังซานไฉ่กับสะพานสวรรค์น้อยปล่อยออกมาตอนหลังร่วงลงพื้นหมดแล้ว

การโจมตีของทั้งสองตอนนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้อย่างผ่อนคลายกว่าอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่เป็นยอดฝีมือของอู่ตังตั้งเยอะ!

เมื่อได้เห็นฉากนี้ หนิวจื้อชุน ถังซานไฉ่ ฉางซิงอวี่ที่อยู่นอกประตูวัดก็อดย้ายสายตาไปบนตัวของสะพานสวรรค์น้อยไม่ได้

เพราะฉากตรงหน้าไม่ได้แปลกตาสำหรับพวกเขา ถึงขั้นว่าชั่วพริบตาที่เห็นดาบและกระบี่ทำงานร่วมกัน พวกเขาก็นึกถึงกระบี่คู่ผนึกรวมที่สะพานสวรรค์น้อยเพิ่งใช้ไปแล้ว!

สำหรับสายตาสงสัยใคร่รู้ของทุกคน สะพานสวรรค์น้อยได้แต่ส่ายหน้าอย่างสงบ “วิชาที่พวกเขาใช้ไม่ใช่กระบี่คู่ผนึกรวม”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยปากพูดแล้วเช่นกัน “นั่นไม่ใช่กระบี่คู่ผนึกรวมแน่นอน ไม่เห็นหรือว่ามีคนหนึ่งใช้ดาบ”

ไม่ต้องให้เยี่ยเว่ยหมิงเตือน ตอนนี้ความสนใจของทุกคนย้ายไปบนตัวของสตรีชุดเขียวที่เพิ่งปรากฏตัวมาช่วยชีวิตชายร่างกำยำแล้ว

เห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแวบแรกเหมือนสบายตา ที่จริงนางค่อนข้างจ้ำม่ำ แต่กลับดูไม่อ้วนฉุ ยังขาดความรู้สึกเกินเอื้อมเหมือนสาวงามเทพเซียนไปนิดหน่อย นางเหมือนเด็กสาวข้างบ้านที่สดใสร่าเริงมากกว่า แม้จะธรรมดา แต่กลับให้ความรู้สึกว่าน่าใกล้ชิดโดยไม่รู้ตัว

เพียงแต่ในมือของเด็กสาวข้างบ้านคนนี้ถือดาบใหญ่สีทองเป็นประกาย ทำให้คนรู้สึกเหมือนทิวทัศน์เปลี่ยนกะทันหันอยู่บ้าง

เมื่อเห็นว่าใช้อาวุธลับแล้วทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย น้องดาบก็ขมวดคิ้วและถามในช่องทีม [ตอนนี้จะทำอย่างไรดี จะเข้าไปสังหารเลยไหม]

[เข้าไปสังหารก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า อย่างน้อยต้องรู้ว่าอีกฝ่ายมีคนดักซุ่มอยู่กี่คนกันแน่] เยี่ยเว่ยหมิงตอบ [แต่พวกเราใช้อาวุธลับอย่างเปิดเผย กลับบีบให้ออกมาได้เพียงสามคนเท่านั้น]

[อีกฝ่ายจะมีเพียงสามคนหรือไม่ หรือว่ามียอดฝีมือคนอื่นดักซุ่มรอโอกาสโจมตีพวกเราอยู่ด้านนอกก็ยังไม่รู้ เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือตอนนี้ยังไม่เห็นหลวงจีนไว้ผมเลย]

[หากบุ่มบ่าเข้าไปจะอันตรายเกินไป]

[เอาอย่างนี้ พวกเจ้าหยุดโจมตีก่อน ข้าจะลองเจรจากับพวกเขาดูสักหน่อย]

พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงเรื่องเจรจา ทุกคนก็อดกลอกตามองบนพร้อมกันไม่ได้

ขอร้องล่ะ!

เป้าหมายภารกิจของอีกฝ่ายก็คือทำให้เจ้าตาย ทำให้เคล็ดวิชากลายเป็นตำราลับที่ดรอปออกมา

เรื่องแบบนี้ยังจะเจรจากันได้อีกหรือ

เมื่ออยู่ในภารกิจที่ ‘ไม่ใช่เจ้าตายก็เป็นข้าที่รอด’ การเจรจาสันติจะมีประโยชน์อะไร

เพียงแต่ทุกคนก็รู้เช่นกันว่าเยี่ยเว่ยหมิงมีความคิดชั่วร้ายเยอะ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือพวกเขาคิดหาวิธีการที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้ว จึงหยุดโจมตีอย่างเชื่อฟังมาก

เมื่อเห็นการต่อสู้หยุดลงชั่วคราว ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็บอกว่า “พบกันถือเป็นวาสนา แม้พวกเราจะมีความสัมพันธ์แบบศัตรูเมื่ออยู่ในภารกิจนี้ แต่จะดีจะร้ายก็บอกชื่อเพื่อให้ทุกคนรู้สักหน่อยว่าตัวเองกำลังต่อสู้อยู่กับใคร ไม่ดีกว่าหรือ”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงถามชื่อของตน อวิ๋นหวาขี้อวดก็รู้สึกว่าถึงเวลาที่ตัวเองจะได้เก๊กหล่อแล้ว!

ดังนั้น เจ้าหมอนี่จึงยืนเอามือไพล่หลังอีกครั้ง แล้วเอ่ยปากท่องกลอนอย่างสง่างาม “เมฆาดุจอาภรณ์ บุปผาดั่งหญิงงาม…บัดซบ!”

แกร๊ง!

อวิ๋นหวาซั่งเซียนแม้จะต้าน ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงได้ทันเวลา แต่กลับถูกแรงสะเทือนบนลูกดีดเหล็กทำให้ต้องถอยหลังไปสองก้าว พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็มองเยี่ยเว่ยหมิงที่เป็นผู้ลอบโจมตีด้วยสายตาเดือดดาล

ครั้งนี้ เป้าหมายที่เยี่ยเว่ยหมิงลูกดีดเหล็กก็คือจุดลับตรงหว่างขาของอวิ๋นหวาซั่งเซียน!

และเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รอให้เขาเอ่ยปากตำหนิ ชิงพูดก่อนแล้วว่า “พูดคุยกันดีๆ พูดภาษาคน อย่าโอ้อวด”

ขณะที่พูด ก็นำลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งออกมาอีก เขาเล่นมันอยู่ในมือขณะที่พูดว่า “ตอนที่เจ้าท่องกลอนหล่อสุดๆ ไปเลย ทุกครั้งที่ได้เห็น ข้าอดใจไม่ไหวอยากจะชกเจ้าสักที”