วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

266-270

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 266ถึง270

เนื่องจากมีโบนัสทักษะ คุณภาพของไก่ขอทานจึงเหนือกว่าเนื้อหมาป่าย่างหนึ่งระดับ นอกจากค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นเยอะกว่าแล้ว ความอร่อยของมันก็คนละระดับกันด้วย

หลังจากที่ไก่สุกแล้ว เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงเตรียมจะแบ่งกินกับน้องดาบ แต่น้องดาบเป็นผู้หญิง กระเพาะเล็กยัดอาหารไม่ลง ด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงกินของอร่อยคนเดียว

ทำเอารู้สึกผิดเลย!

เมื่อกินดื่มอิ่มแล้ว ทั้งสองก็ไม่พูดอะไรอีก

เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยแสงไฟจากกองไฟอ่านหนังสือ ส่วนน้องดาบก็นั่งสมาธิข้างกองไฟ เริ่มฝึกกำลังภายใน

ท่ามกลางผู้เล่นนับล้าน เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบถือเป็นยอดฝีมือเหนือยอดฝีมือ ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลที่เป็นอย่างนั้น

พวกเขาล้วนเป็นคนประเภทที่ทนต่อความเหงาได้

เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ส่วนศักยภาพของน้องดาบตอนนี้ ค่าประสบการณ์กำลังภายในที่เพิ่มขึ้นจากการนั่งสมาธิคืนเดียว สำหรับนางถือว่าน้อยนิด

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แทนที่จะพูดจาไร้สาระกับเยี่ยเว่ยหมิง นางก็ยังเลือกใช้เวลานั้นมาฝึกวิชาดีกว่า

ถ้าเป็นแบบนี้ ก็ถือว่าให้สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ดีกับเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน นำตำราลับตระหนักรู้ที่ยังอ่านไม่หมดก่อนหน้านี้มาย่อยทิ้งได้อีกขั้นหนึ่ง

ก่อนอื่นเลยก็คือ ‘ตระหนักรู้วิชาธนู’ แปดเล่มที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันอ่านให้ละเอียด ในข้อมูลแนะนำของแต่ละเล่มเขียนบรรยายไว้ว่า เพิ่มค่าประสบการณ์วิชาธนูได้สามพันแต้ม

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงอ่านละเอียดแล้ว ก็ได้ค่าประสบการณ์วิชาธนูรวมทั้งหมดสามหมื่นหกพันแต้ม

เยี่ยเว่ยหมิงเองไม่เคยเรียนทักษะธนูมาก่อน จึงอาศัยวิธีเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันเลือกทักษะที่มีเอกลักษณ์เหมือนกัน ค่าประสบการณ์ของตำราลับตระหนักรู้แปดเล่มถูกแบ่งไปที่ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ และ ‘ฝีมือทำครัว’ เป็นอัตราส่วน 5:2:1

ในจำนวนนั้นสุดยอดทักษะอย่าง ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ กับ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เดิมทีก็เลเวลไม่ต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ก็ยิ่งถึงระยะสุดท้ายของเลเวลเก้าแล้ว ถ้าอยากจะอัปเลเวลอีก ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็เยอะมาก

ต่อให้ได้ค่าประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ยังน้อยไปสำหรับสองทักษะนี้

กลับเป็นฝีมือทำครัวที่เลเวลไม่สูง แม้จะได้รับค่าประสบการณ์ 1125 แต้ม แต่กลับได้เพิ่มหนึ่งเลเวลพอดี ตอนนี้ถึงเลเวลสี่แล้ว

สิ่งเดียวที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงไม่เข้าใจก็คือ ทักษะธนูกับฝีมือทำครัวเกี่ยวข้องกันอย่างไรแน่

ถ้าเป็นวิชาดาบ เขาพอเข้าใจได้ว่าเป็นงานใช้มีดที่อยู่ในฝีมือทำครัว แต่ทักษะการยิงธนูนี่ อย่าบอกนะว่ามีส่วนช่วยในการหาวัตถุดิบอาหาร?

ถ้านับอย่างนี้ เช่นนั้นหลายอย่างก็รวมเป็นฝีมือทำครัวได้หมดเลยสิ?

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ไม่คิดวนเวียนถึงปัญหาที่ถูกกำหนดไว้ว่าไม่มีคำตอบอีก สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มย้ายไปมองคอลัมน์สกิลของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน

‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ เลเวลเต็มแล้ว ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลเต็มแล้ว ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มแล้ว ‘สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า’ ก็ยิ่งไม่มีเลเวล

พอนับดูแล้ว ทักษะยุทธ์ที่ยังเลเวลไม่เต็มตอนนี้มี ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เลเวลเก้า ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ เลเวลเก้า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เลเวลเจ็ด ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เลเวลเก้า ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เลเวลเจ็ด ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เลเวลห้า

ส่วน ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ หนึ่งเล่มในมือเยี่ยเว่ยหมิงที่ได้จากศพอาเอ้อร์ ต้องใช้ค่าประสบการณ์ในการอัปเลเวลสูงกว่า ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ สองล้านแต้ม ยังถือว่าห่างไกลมาก ต่อให้นับรวมค่าตบะทั้งหมดที่เขาสะสมไว้ก็ยังห่างไกลอยู่ดี

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงเลือกเก็บตำราลับตระหนักรู้เล่มนี้ไว้ แล้วใช้ค่าตบะอัปเลเวลเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ให้ถึงระดับสมบูรณ์

[มังกรร่อนล่อหงส์ (ระดับกลาง)]

เลเวล: 10 (+1)

ค่าประสบการณ์: …

ป้องกัน +250% (+40%)

แม่นยำ +250% (+40%)

หลบหลีก +125% (+20%)

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ดีบัฟ คลายพลัง

ดีบัฟ: ระหว่างต่อสู้ จะลบพลังโจมตี 60% ของคู่ต่อสู้!

คลายพลัง: ระหว่างต่อสู้ จะคลายกำลังภายในที่อยู่ในการโจมตีของคู่ต่อสู้ 60%!

……

ในบรรดาเอฟเฟ็กต์พิเศษสองรายการนี้ ‘ดีบัฟ’ คือค่าสเตตัสที่มีมาตั้งแต่เริ่มเรียนเคล็ดกระบี่นี้แล้ว

เพียงแต่ตอนเริ่มแรก ระดับความน่ากลัวของพลังที่หักไปมีไม่ถึง 60% แต่เมื่อเลเวลของเคล็ดกระบี่เพิ่มขึ้น มันก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

ส่วน ‘คลายพลัง’ ที่ตามมาทีหลังก็คือเอฟเฟ็กต์พิเศษที่ปรากฏขึ้นหลังจากอัปเลเวลเคล็ดกระบี่แล้ว!

ไม่เหมือนกับรายการแรก เพราะค่าสเตตัสนี้พุ่งเป้าไปที่กำลังภายใน

และเมื่อค่าสเตตัสสองรายการนี้รวมอยู่ด้วยกัน ก็กล่าวได้ว่ายามเผชิญหน้ากับการโจมตีใดๆ ของศัตรูก็ตาม เพียงใช้เคล็ดกระบี่นี้ก็ลดประสิทธิภาพของมันทิ้งได้มากถึงหกส่วน!

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ แรงกดดันที่เขาต้องแบกรับ ก็เหลือแค่พลังโจมตีสี่ส่วนของศัตรูเท่านั้น

แล้วก็อย่าลืมว่าเคล็ดกระบี่ชุดนี้ต่างกับเคล็ดกระบี่ที่เน้นโจมตี สิ่งที่มันมีเพิ่มมาก็คือค่าสเตตัสป้องกัน เพิ่มการต่อต้านดาเมจรุนแรงในระดับที่เยอะมาก

ในสถานการณ์แบบนี้ นอกเสียจากจะเป็นศัตรูเลเวลสูงที่ศักยภาพเหนือกว่าเขาทุกด้านจนจับเขาแขวนตีได้ ไม่อย่างนั้นถ้าคิดจะสร้างดาเมจรุนแรงบนตัวเขา ส่วนใหญ่ก็กล่าวได้ว่าเป็นฝันกลางวันของคนโง่

บวกกับกำลังภายในที่ใช้ในเคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ที่เดิมทีก็น้อยมากอยู่แล้ว รวมกับเอฟเฟ็กต์พิเศษ ‘ชำระปราณ’ ของ ‘วิชาจักรวาล’ ก็ไม่ต้องกังวลปัญหาการใช้กำลังภายในต่อเนื่องเลย

หรือพูดได้อีกอย่างว่า เยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้สู้กับ BOSS เลเวลต่ำกว่าหกสิบได้ทั้งวันอย่างสบายๆ!

ทั้งยังบอกกับทุกคนอย่างเต็มปากเต็มคำได้ว่า

ข้า เยี่ยเว่ยหมิง ไม่ได้ใช้ระบบโกง!

พอดูค่าตบะที่เหลืออยู่ 277722 แต้ม สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ชำเลืองระหว่าง ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ครู่หนึ่ง

ทีแรก เขาคิดจะลองดูว่าจะดันวิชาตัวเบา ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ให้เลเวลเต็มในอึดใจเดียวได้หรือไม่ แต่ตอนที่วิชาตัวเบาเพิ่มถึงเลเวลเก้า กลับมีข้อมูลแสดงว่าค่าประสบการณ์ที่จำเป็นต้องใช้สำหรับอัปให้ถึงระดับสมบูรณ์คือสองแสน และค่าตบะที่เหลืออยู่บนตัวเขาก็ยังห่างอีกนิดหน่อย

แต่พอคิดได้ว่าวิชาตัวเบานี้ ตราบใดที่วิ่งไม่หยุดก็จะสะสมค่าประสบการณ์อย่างช้าๆ ได้ เขาจึงไม่รีบดันค่าตบะทั้งหมดไปไว้บนนั้น แต่ใช้ค่าตบะที่เหลืออัปเลเวล ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ จนถึงเลเวลแปด ทำให้ค่าสเตตัสของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น

หลังจากอัปเลเวลแล้ว ขอค่าสเตตัสของสองวิชานี้ก็เปลี่ยนแล้วเช่นกัน

[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]

เลเวล: 8 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/500000

โจมตี +160% (+20%)

แม่นยำ +160% (+20%)

พละกำลัง +160 (+20)

ความแข็งแกร่ง +160 (+20)

พลังชีวิตสูงสุด+1600 (+200)

……

[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]

เป็นวิชาตัวเบาเฉพาะสำนักที่แพร่หลายในยุทธภพ ใช้เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนย้ายร่างกายได้เยอะมาก

เลเวล: 9 (+1)

ค่าประสบการณ์: 0/200000

ท่าร่าง +180 (+70)

……

ตอนนี้ถือว่าเยี่ยเว่ยหมิงจัดการกับผลตอบแทนที่ได้มาวันนี้อย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว

เมื่อเทียบกับศักยภาพของเขาก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

พอมองน้องดาบที่กำลังกางมือสองข้างนั่งขัดสมาธิ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ตัดสินใจใช้เวลานี้ทำเรื่องที่มีความหมายดีกว่า เขาจึงเริ่มนำกลยุทธ์โดยละเอียดของเรื่อง ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ที่อินปู้คุยให้ไว้ก่อนหน้านี้มาอ่านอย่างจริงจัง

ในเมื่อเป็นกลยุทธ์ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะบันทึกตามต้นฉบับเดิมอย่างละเอียด

โดยทั่วไปจะบันทึกเพียงเส้นหลักของเนื้อเรื่องเท่านั้น ต่อให้เป็นอย่างนี้ ก็ยังมีหลายจุดที่ยังบรรยายได้ไม่ชัดเจน

ไม่ใช่ว่าอินปู้คุยเก็บข้อมูลไว้ส่วนตัว ผู้อ่านโดยทั่วไปไม่มีทางบันทึกกำลังภายในทั้งหมดของหนังสือหนึ่งเล่มได้โดยไม่ตกหล่น แต่ถ้ามีคนทำอย่างนั้นได้จริงๆ แสดงว่าคนนั้นคงไม่ใช่นักอ่านธรรมดา แต่เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่พลิกอ่านหนังสือซ้ำไปซ้ำมาได้

เห็นได้ชัดว่าอินปู้คุยไม่ได้ใช่แฟนพันธุ์แท้ระดับสูงขนาดนั้น กลยุทธ์ที่เขาเขียนออกมาจึงเรียบง่ายมาก เยี่ยเว่ยหมิงใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาทีก็อ่านทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ย่อมต้องยกความดีความชอบให้ ‘เงาของเทพกระบี่’ ที่ทำให้การอ่านและการคำนวณของเขาได้ผลดีกว่าที่ทุ่มเทไป

หลังจากอ่านกลยุทธ์จบทั้งหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งพิราบสื่อสารให้อินปู้คุยทันที

[สหาย ทำอะไรอยู่]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ทำภารกิจที่เสียเวลาอยู่ด้านนอก คงใช้เวลานานพอสมควรถึงจะทำสำเร็จ ครั้งนี้พบปัญหายุ่งยากอะไรอีกแล้วล่ะ]…อินปู้คุย

[จะถามเจ้าเกี่ยวกับของบางอย่าง แล้วก็จะให้เจ้าดูของบางอย่างอีก] ด้านล่างข้อความนี้ เยี่ยเว่ยหมิงส่งรายชื่อของที่ได้จากหวังเฟยเซี่ยตะวันตกให้อินปู้คุย แล้วไม่นานก็ได้รับคำตอบ

ยาผึ้งหยกคือของที่มีเฉพาะสำนักสุสานโบราณเท่านั้น เหมือนผลิตได้ทีละมากๆ ในครั้งเดียวด้วย แต่สำนักสุสานโบราณคงจะเป็นสำนักลับ เจ้าต้องอาศัยวิธีการของตัวเองเพื่อให้ได้มันมา ที่อยู่ก็คือภูเขาด้านหลังของเขาจงหนาน

ปลาขาวบึงหนาวอยู่ในบึงน้ำเย็นใต้หน้าผาลำไส้ขาดของหุบเขาไร้รัก อย่าถามข้าว่าหุบเขาไร้รักอยู่ที่ไหน เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน

ท้อสวรรค์คุนหลุนอยู่ที่แดนสวรรค์คุนหลุน เป็นดินแดนลึกลับเช่นกัน ในกลยุทธ์ที่ข้าเคยให้เจ้าก่อนหน้านี้ก็เอ่ยถึงอยู่ เป็นสถานที่ที่จางอู๋จี้พบ ‘คัมภีร์เก้าเอี้ยง’

ยาเปลี่ยนเส้นเอ็นคือของที่อยู่ในการควบคุมของประมุขหงแห่งพรรคมังกรเทพ เจ้าลองไปท้าสู้ดันเจี้ยน ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ ในประตูสี่บานของจวนลู่ติ่งกงดูสักหน่อย

ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูกคือสมบัติของสำนักจินกังแห่งแดนซีอวี้ ข้าเองก็ไม่รู้สถานที่เช่นกัน ส่วนรายละเอียดว่าจะได้มันมาได้อย่างไร เจ้าอิงตามข้อมูลบนกลยุทธ์แล้วคิดหาทางเองได้เลย เรื่องนี้เจ้าถนัดมากกว่า

ปลาหลีฮื้อทองกับน้ำดีจิ้งจอกหิมะ สองอย่างนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน

จบรายงาน

อินปู้คุย ในฐานะเพื่อนไม่ต้องพูดอะไรมากเลยจริงๆ ขอเพียงเป็นข่าวที่เยี่ยเว่ยหมิงต้องการ เขาไม่เคยพูดคำว่าไม่เลย ทั้งยังไม่เคยเป็นฝ่ายเสนอเงื่อนไขใดๆ ก่อนด้วย

ทุกครั้งถ้ารู้ก็พูด ถ้าพูดก็พูดหมด สุดท้ายก็ยังแนบกลยุทธ์ของเนื้อเรื่องให้ส่วนหนึ่งด้วย

ในเมื่อสหายมีน้ำใจขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมใจแคบไม่ได้

หลังจากบันทึกข้อมูลบนนั้นเงียบๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็พลิกมือส่งพิราบสื่อสารให้อินปู้คุย

[เอาไป! แต่ประหยัดใช้งานหน่อยนะ ของนี่ข้าจำเป็นต้องใช้ในภารกิจเหมือนกัน ใช้เสร็จแล้วเหลือก็คืนให้ข้า [ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก]…เยี่ยเว่ยหมิง

กลยุทธ์เหมือนเคยพูดไปแล้ว หลังจากอวี๋ไต้เหยียนกับอินหลีถิงถูกทำให้พิการก็ใช้ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูกรักษาจนหาย อิงตามลำดับของเนื้อเรื่อง ตอนนี้อินหลีถิงน่าจะยังไม่ถูกทำให้พิการ แต่อวี๋ไต้เหยียนคงจะกำลังนอนเป็นผัก

ดังนั้นด้วยตัวตนและฐานะของบอสเลเวลสองร้อยอย่างจางซานเฟิง จะดูแลรักษาศิษย์ในสำนักอย่างอวี๋ไต้เหยียนไม่ได้เชียวหรือ

ถ้าพูดแบบไม่น่าฟัง อาศัยผลงานนี้ ต่อให้จางซานเฟิงรับอินปู้คุยเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตัวเองเป็นกรณีพิเศษ เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์คนที่แปดของอู๋ตังก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

หลังจากนั้นครึ่งนาที อินปู้คุยตอบกลับข้อความ

[โอ้สวรรค์! พี่ใหญ่! ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเจ้าก็คือพี่ใหญ่ของข้า!]…อินปู้คุย

……

สรุปข่าวที่ได้มาจากอินปู้คุย ในบรรดาวัตถุดิบยาเจ็ดอย่าง ยาผึ้งหยกคือของที่ได้มาง่ายที่สุด

เยี่ยเว่ยหมิงส่งพิราบสื่อสารให้สะพานสวรรค์น้อยเพื่อถามรายละเอียดของสถานการณ์ ได้รับข้อความตอบกลับทันทีว่า “เจ้าต้องการเท่าไร”

คำตอบนี้ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงอึ้งไปชั่วขณะ หลังจากถามละเอียดแล้วถึงได้รู้ว่า ในสายตาคนอื่น ยาผึ้งหยกถือเป็นของขวัญล้ำค่าจริงๆ แต่สำหรับสำนักสุสานโบราณ นั่นคือหนึ่งในเสบียงอาหารที่ NPC กินในชีวิตประจำวัน ถึงขั้นว่าแม้แต่ผู้เล่นของสำนักสุสานโบราณก็นำเงินกับค่าผลงานสำนักมาแลกได้โดยตรง

เพียงแต่ในความเข้าใจของสะพานสวรรค์น้อยก่อนหน้านี้ ประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวของมันคือยาถอนพิษ

ถอนพิษผึ้งหยกกับเข็มผึ้งหยกได้ทันท่วงที มีสรรพคุณระงับพิษอื่นๆ ได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน

นางรู้เพียงเท่านี้

เนื่องจากมูลค่าในตลาดไม่สูงมาก หลังจากแลกมาแล้วผู้เล่นของสำนักสุสานโบราณจึงไม่เคยคิดจะนำไปขายทำเงิน

หลังจากรู้ว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ต้องการจำนวนนาก สะพานสวรรค์น้อยก็ใช้พิราบสื่อสารส่งมาให้หนึ่งขวดที่บรรจุครึ่งชั่งอย่างใจกว้างมาก พร้อมฝากข้อความด้วยว่า ตอนนี้บนตัวนางเหลืออยู่เพียงเท่านี้ แต่หลังจากนางกลับสำนักแล้ว อยากได้เท่าไรก็มีให้เท่านั้น

เป็นไปตามนั้น ได้วัตถุดิบยาอย่างที่สองมาแบบนี้แล้ว

แต่ห้าอย่างที่เหลือ วิธีการที่จะได้มาคงไม่ได้ง่ายขนาดนี้ ทุกอย่างแทบจะเป็นไอเทมลับที่อยู่ในแผนที่พิเศษ ในจำนวนนั้นยังมีสองรายการที่อินปู้คุยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนด้วย

สิ่งที่พอจะนำมาไว้ในมือได้ตอนนี้ เหมือนจะมีแค่ยาเปลี่ยนเส้นเอ็นแล้ว เขาจะกลับไปถามเหวยเสี่ยวเป่าสักหน่อย หรือไม่ก็บุกดันเจี้ยน ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ เองเลย

รองลงมาก็คือท้อสวรรค์คุนหลุน สิ่งที่อยู่ในฉากเดียวกับ ‘คัมภีร์เก้าเอี้ยง’ ถ้าอยากจะเข้าไป แค่คิดก็รู้ถึงระดับความยากแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงครุ่นคิด รอให้เนื้อเรื่องของ ‘บันทึกกระบี่อิงฟ้าดาบฆ่ามังกร’ ดำเนินไปจนถึงตอนจางอู๋จี้ตกหน้าผา ถึงขั้นรอให้ออกมาจากใต้หน้าผาสูงชันก่อนถึงจะมีโอกาส

ส่วนอย่างอื่น…ตอนนี้คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์

เขาเติมไม้แห้งบนกองไฟอีกเล็กน้อยก่อนจะนั่งขัดสมาธิ เริ่มฝึกวิชาอย่างน้องดาบบ้าง

ไม่ได้พูดอะไรเลยทั้งคืน

วันต่อมา ตอนที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อไป

นอกด่านหนาวเย็นเป็นพิเศษ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบล้วนเป็นยอดฝีมือท่ามกลางผู้เล่น ค่าตบะกำลังภายในไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นทั่วไปเทียบติด แต่เมื่อเดินทางอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นกัน ก็ยังรู้สึกลำบากอยู่ดี

ขณะที่กำลังวิ่ง ก็รูดกินเนื้อย่างเสียบไม้ไปด้วย เป็นภาพที่อิสระเสรีมาก

ถึงอย่างไรร่างกายของผู้เล่นก็เป็นเหมือนยุทโธปกรณ์ บาดเจ็บได้ แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะป่วย

“จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ถึงคำถามหนึ่ง” หลังจากกินเนื้อหมาป่าย่างไปเจ็ดไม้ ในที่สุดค่าความหิวของเยี่ยเว่ยหมิงก็เหลือศูนย์แล้ว เขาโยนไม้ในมือทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ แต่กลับเอ่ยปากถามว่า “ในเมื่อจุดหมายแรกของเราคือด่านประตูหยก เช่นนั้นก่อนหน้านี้ทำไมไม่ไปด่านประตูห่านป่ากับพวกสะพานสวรรค์น้อย ถ้าไปนั่งรถม้าที่นั่น ก็จะถูกส่งมาที่ด่านประตูหยกโดยตรงเหมือนกันไม่ใช่หรือ…

…แล้วถ้าเดินทางตามวิธีที่ข้าบอก อย่างน้อยก็ย่นระยะทางได้หนึ่งในสามส่วน”

ความเร็วในการกินอาหารของน้องดาบก็ไม่เป็นรองเยี่ยเว่ยหมิง ตอนนี้นางกินเนื้อย่างหมดแล้วเช่นกัน พอได้ยินคำถามก็ถามกลับอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำว่า “ถ้าไม่มาเส้นทางนี้ เจ้าจะได้รับภารกิจสุดยอดวิชาหรือ”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้ถามเรื่องนี้” เยี่ยเว่ยหมิงอ้อมค้อม อย่าคิดจะพูดหลอกลวงให้ผ่านๆ ไป “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะรู้ล่วงหน้าว่ามีภารกิจนี้อยู่”

น้องดาบร่างกายวิบวับพลิ้วไหว เหมือนภูตที่กลายร่างมาจากเปลวเพลิง “แต่ที่จริง วิ่งนอกเมืองมากๆ หน่อย ก็มีโอกาสเจอกับภารกิจลับมากกว่าจริงๆ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงงทันที นึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเจออาจ่งก่อนหน้านี้ เหมือนคำพูดของนางก็มีเหตุผลอยู่บ้าง

ส่วนน้องดาบก็อธิบายต่อว่า “แน่นอน นี่เป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่ข้าตรงมาที่ด่านประตูหยก ส่วนอีกสาเหตุ เจ้ามือปราบหน้าเหม็น เจ้าไม่สังเกตเห็นบ้างหรือ หลังจากวิ่งเดินทางได้หนึ่งวันกว่า ค่าประสบการณ์วิชาตัวเบาก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก”

น้องดาบหัวเราะแห้ง แล้วสุดท้ายก็สรุปว่า “วิ่งเยอะๆ หน่อย มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจ”

ตอนที่ฟ้าสว่างเต็มที่ ทั้งสองก็มาถึงด่านประตูหยกแล้ว แต่คนที่น้องดาบต้องการพบไม่ใช่นายพลกองทัพที่ด่านประตูหยก

เมื่อผ่านด่านประตูหยกไปแล้ว ด้วยการนำทางของน้องดาบ สุดท้ายทั้งสองก็มาเจอหลวงจีนจีวรเหลืองที่ถือดาบเดี่ยวแบบเดียวกับน้องดาบในป่าต้นหยางผืนหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากด่านประตูหยกห้าลี้

อย่าบอกนะว่าหลวงจีนรูปนี้คือศิษย์ของสำนักดาบโลหิต

เมื่อเห็นหลวงจีน ประโยคแรกที่น้องดาบพูดก็คือ “ซั่นจื้อ ข้าได้ยินว่าเจ้าเพิ่งล้างเลือดโรงเตี๊ยมนอกด่านไปแห่งหนึ่ง ได้สูตรกลั่นสุรานอกด่านแล้วหรือยัง?”

“อ้าว! นี่ศิษย์น้องหนึ่งดาบไม่ใช่หรอกหรือ” หลังจากซั่นจื้อเห็นน้องดาบ ในดวงตาก็ฉายประกายตัณหาแวบหนึ่ง แต่เขาก็ควบคุมไว้ได้ทันที ปากยังคงกล่าวประเมินอย่างดูถูกว่า “ขนาดผู้เล่นอย่างพวกเจ้ายังเห็นได้แต่สัมผัสไม่ได้เลย น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ แต่ตำรับยานั่นของเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อข้า ถ้าเจ้าอยากได้…”

ไม่รอให้ซั่นจื้อพูดจบ น้องดาบก็ถลันตัวมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว จากนั้นโบกมือตบหน้าอีกฝ่ายหนึ่งฉาด

เพียะ!

-233!

พลังของฝ่ามือนี้ไม่ใช่เบาๆ แต่เนื่องจากไม่ใช่กระบวนท่าของระบบ จึงสร้างดาเมจได้ไม่สูงมาก เพียงแต่ซั่นจื้อถูกตบจนหมุนออกจากที่เดิมไปหลายตลบ ตอนนี้ก้นนั่งติดอยู่บนพื้นแล้ว

เพียงแต่ตอนนี้ เขาถูกอีกฝ่ายตบจนค่าสเตตัสของ BOSS ปรากฏขึ้นมาแล้ว

[ซั่นจื้อ]

หนึ่งในยอดฝีมือของสำนักดาบโลหิต

เลเวล: 45

พลังชีวิต: ……

……

เมื่อเห็นน้องดาบไม่ยอมฟังแม้กระทั่งอีกฝ่ายแจกภารกิจ พอเจอหน้ากันก็ตบทันที เยี่ยเว่ยหมิงก็อดอึ้งไม่ได้ พอดึงสติกลับมาได้ถึงถามว่า “จะว่าไปแล้ว เจ้าปฏิบัติกับ NPC สำนักเดียวกันเช่นนี้ จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม…”

“…นี่ก็คือข้อได้เปรียบของสำนักดาบโลหิตของพวกเรา” น้องดาบหักนิ้วเสียงดังกรอบแกรบ

ตอนนี้เอง ซั่นจื้อก็ลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วเช่นกัน เขากล่าวอย่างเดือดดาลว่า “ศิษย์น้องหนึ่งดาบ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะลอบโจมตีข้า ดูท่าแล้ววันนี้จะต้องสั่งสอนให้เจ้ารู้จักกฎของสำนักดาบโลหิตสักหน่อย”

ส่วนน้องดาบก็ชักดาบออกมาเช่นกัน ไม่สนใจการท้าทายของซั่นจื้อเลย เอาแต่พึมพำอธิบายให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังว่า “กฎของสำนักดาบโลหิตก็คือผู้ที่แข็งแกร่งเป็นจ้าว ในสำนักมีภารกิจมากมาย ถ้าเจ้ากลัวยุ่งยากไม่อยากทำ ก็มีอีกช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือเอาชนะ NPC ที่แจกภารกิจ เป็นอย่างไร อิจฉามากเลยล่ะสิ”

อิจฉาบ้าอะไรกัน!

เยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้จะสบถด่าสำนักที่ไร้เหตุผลเช่นนี้อย่างไรดี

ตอนนี้เอง ซั่นจื้อโบกดาบมาทางน้องดาบก่อนแล้ว

ส่วนน้องดาบก็ใช้ท่าร่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ ถลันหลบไปข้างหลังเขาอย่างพลิ้วไหวราวกับภูตแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นี่ถือเป็นการต่อสู้ภายในของสำนักดาบโลหิต เจ้าอย่าแทรกแซง”

ตอนที่นางพูด ดาบยาวในมือก็ฟันไปบนหลังคอของอีกฝ่ายจนเกิดคริติคอลดาเมจที่ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ!

การเคลื่อนไหวของน้องดาบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก ไม่มีใครสงสัยเช่นกัน ต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่กล้าพูดว่าการเคลื่อนไหวของตัวเองเหนือกว่าน้องดาบเสมอไป เพราะอย่างมากตัวเองก็แค่อาศัยความได้เปรียบของค่าสเตตัสรังแกนางเท่านั้นเอง

สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ BOSS เลเวลสี่สิบห้าถือว่าไม่สร้างภัยคุกคามใดๆ ให้แก่เขาแล้ว

สำหรับน้องดาบก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน!

ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที ซั่นจื้อก็เปลี่ยนจากบอสเลเวลสี่สิบห้าที่ค่าพลังชีวิตเต็มหลอดกลายเป็นบอสเลเวลสี่สิบห้าที่ใกล้ตายแล้ว

แต่หลวงจีนรูปนี้ก็เด็ดเดี่ยวเหมือนกัน เมื่อเห็นตัวเองกำลังจะถูกโจมตีตาย ก็โยนดาบล้ำค่าในมือทิ้งทันที แล้วคุกเข่าตะโกนว่าศิษย์พี่หญิง จากนั้นยิ้มสู้พร้อมนำสูตรกลั่นสุราที่น้องดาบบอกออกมา แล้วใช้สองมือยื่นให้นาง

น้องดาบคว้าสูตรกลั่นสุรามาไว้ในมือ นางมองมันแวบหนึ่ง แล้วหันมาบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “NPC ที่ชื่อจั่วปั๋วเยี่ยนนั่นได้รับขนานนามว่าเป็นเทพสุรา ไม่ใช่ว่าเขาคอแข็งดื่มสุราได้เยอะ แต่ฝีมือการกลั่นสุราของเขาไม่เป็นรองใคร ถ้าอยากจะขอให้เขายื่นมือช่วย ก็ย่อมต้องแสดงน้ำใจอยู่แล้ว จั่วปั๋วเยี่ยนนั่นติดสุราเป็นชีวิตจิตใจ ชอบรวบรวมสูตรกลั่นสุราที่แตกต่างกันที่สุด สูตรลับของสุราขาวนอกด่านก็คือสูตรที่เขาต้องการ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า มองซั่นจื้อที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแวบหนึ่ง จากนั้นถามในช่องทีมว่า “เจ้าโจมตี BOSS จนสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว ไม่ถือโอกาสฆ่าหรอกหรือ”

น้องดาบได้ยินแล้วมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาแปลกๆ แวบหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าศิษย์สำนักฝ่ายมารอย่างตน เมื่อเทียบกับเขาแล้วตัวเองกลายเป็นนางฟ้าตัวน้อยจิตใจงามไปเลย!

แต่เมื่อนึกถึงแผนการใหญ่ที่ตัวเองกลั่นกรองคิดมานานก็รู้สึกว่าใช้คำว่านางฟ้ามาบรรยายตัวเองก็ฟังดูเกินจริงไปหน่อย

เช่นนั้นควรจะนับเป็นอะไร นางฟ้าตกสวรรค์?

ความคิดมากมายเกิดขึ้นในใจ แต่ปากน้องดาบกลับบอกว่า “ถึงอย่างไรก็อยู่สำนักเดียวกัน ข้าไม่สะดวกจะลงมือจริงๆ แล้วถ้าข้าทำอย่างนั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อแผนการใหญ่ของข้า ได้ไม่คุ้มเสีย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเข้าใจแล้ว”

น้องดาบ “???”

นี่! เจ้ามือปราบหน้าเหม็น เจ้าจะไปเข้าใจอะไร

ไม่รอให้น้องดาบเอ่ยถาม เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อมาทำให้นางตกใจเหมือนถูกฟ้าผ่าจนกรอบนอกนุ่มในแล้ว

[ติ๊ง! คุณถูกผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิงเตะออกจากทีม!]

จากนั้นน้องดาบก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงพลิกฝ่ามือ มีลำแสงสีขาวสายหนึ่งยิงออกมาจากมือของเขา

ท่าทางแบบนี้น้องดาบคุ้นเคยที่สุดแล้ว

วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!

แกร๊ง!

ฉึก!

-28146!

ลำแสงสีขาวจมหายเข้าไปในหว่างคิ้วของซั่นจื้อ อีกฝ่ายเดิมทีก็ค่าพลังชีวิตไม่เยอะอยู่แล้ว จึงหายไปในชั่วพริบตาเดียว

[ติ๊ง! ผู้เล่นเยี่ยเว่ยหมิงเชิญคุณเข้าทีม ยอมรับหรือไม่]

[ใช่/ปฏิเสธ]

ผลงานต่อเนื่องจากเยี่ยเว่ยหมิงทำให้น้องดาบหนังหัวชาวาบ หลังจากกดยอมรับแล้ว กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดต่อว่า “คำโบราณกล่าวได้ดี หนึ่งคนตาย สองคนรอด…

…เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ข้างกายมีสหายร่วมทีม ก็จะทำงานที่ทำคนเดียวไม่ไหวให้สำเร็จได้มากมาย ก็เหมือนกับซั่นจื้อคนนี้ แม้เจ้าจะไม่มีทางโจมตีสังหารจนได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์และค่าตบะของเขา แต่อุปกรณ์ที่ดรอปได้ก็ยังแบ่งคนละครึ่งได้”

พูดไปพูดมา เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิงฟัน เผยฟันขาวเต็มปากให้น้องดาบเห็นพร้อมถามว่า “ข้ามีน้ำใจใช่ไหมล่ะ”

ซั่นจื้อไม่ใช่ NPC คนสำคัญอะไร นอกจากเลเวลไม่สูงแล้ว ยังไม่ใช่ BOSS ร่างแท้โหมดปกติด้วย ถึงขั้นว่าเยี่ยเว่ยหมิงทำเฟิร์สคิลแล้วยังไม่ได้รางวัล ของที่ดรอปได้ย่อมไม่ดีสักเท่าไร

อย่างไรเสีย หลังจากเตะศพแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่พบของสักอย่างที่ต้องตาต้องใจตัวเอง

หลังจากปรึกษากับน้องดาบครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเก็บของไว้ที่ตัวเยี่ยเว่ยหมิงก่อน รอกลับไปแล้วค่อยขายและแบ่งเงินกัน

BOSS ขยะแบบนี้ไม่คู่ควรกับโลงศพไม้คุณภาพดี เยี่ยเว่ยหมิงจึงนำเสื่อมาม้วนไว้เสียเลย จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือพิชิตมังกรตีให้เกิดหลุมบนดิน โยนศพลงไปในนั้น แล้วก็ใช้มังกรซ่อนกบดานตบกระพือดินขึ้นมากลบหลุมให้เรียบเสมอกัน

ด้วยค่าตบะกำลังภายในของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ การฝังศพไม่จำเป็นต้องใช้พลั่วเหล็กแล้ว

สมบูรณ์แบบ!

พอปัดเศษดินที่ไม่ได้มีอยู่จริงบนมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจว่า “ในการใช้ขาวิ่งจะฝึกวิชาตัวเบาได้ แต่ก็อาจเสียเวลาเกินไป พวกเรากลับไปนั่งรถม้าที่ด่านประตูหยกดีกว่า รีบทำภารกิจให้เสร็จเร็วๆ หน่อย ข้ายังต้องรีบอัปเลเวลอีก”

น้องดาบได้ยินแล้วเตือนว่า “อย่าลืมนะ ภารกิจของจวนอ๋องจ้าวข้าก็รับมาแล้วเช่นกัน ถึงตอนนั้นจะทำด้วยกันหรือเปล่า”

“ดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน” เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้รับประกัน

น้องดาบพูดต่อว่า “ข้ารู้ว่าในนั้นมีของอย่างหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังภายในได้มาก”

“หมายถึงงูเหลือมของเหลียงจื่อเวิงนั่นน่ะหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ก็ได้ เจ้ารับหน้าที่วางแผนจับงู ครั้งนี้พวกเราต้องจับเป็น หลังจากกลับไปแล้วค่อยๆ ปรุง พยายามแสดงสรรพคุณของมันให้ได้มากที่สุด”

……

เมืองเจิ้นเจียงตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเจียงซู สมัยโบราณเรียกว่า ‘รุ่นโจว’ เป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลทั้งฝั่งตะวันออกที่สุดแห่งหนึ่งเช่นกัน เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก

แต่ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เมืองเจิ้นเจียงกลับไม่เป็นที่นิยมของผู้เล่นมากนัก เหตุผลก็ไม่ใช่เพราะอะไร เพียงเพราะบริเวณนี้ไม่มีสำนักในยุทธภพใดๆ

ทั้งบริเวณเจิ้นเจียง อำนาจบู๊ลิ้มเพียงฝ่ายเดียวก็คือพรรคยุทธภพที่ชื่อว่าพรรคฉางเล่อ

หมายเหตุ เป็นพรรค ไม่ใช่สำนัก

พรรคฉางเล่อไม่ใช่สถานที่สำหรับคำนับอาจารย์เรียนวิชา ผู้เล่นแม้เข้าร่วมสำนักนั้น แต่ก็เลิกคิดไปได้เลยว่าจะได้เรียนทักษะยุทธ์ที่เข้าท่า

แต่ยังดีที่ถ้าเข้าร่วมพรรคฉางเล่อแล้วจะไม่ถือว่าทรยศสำนักตัวเอง พวกศิษย์สำนักฝ่ายมารที่ไม่สนใจค่าวีรบุรุษเข้าร่วมได้เลย นับว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการรับภารกิจเช่นกัน

แต่ในพรรคฉางเล่อไม่มีวิทยายุทธ์ที่เข้าท่าอะไร รางวัลภารกิจของที่นี่ก็เน้นเงินเป็นหลัก ค่าประสบการณ์ ค่าตบะเป็นรอง แม้แต่อุปกรณ์ก็เอาไว้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น

พรรคยุทธภพแบบนี้ แน่น่อนว่าดึงดูดได้เพียงพวก NPC ที่อยากจะเสพสุขเท่านั้น เติมเต็มความต้องการให้พวกผู้เล่นที่อยากแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดไม่ได้เลย

ภายใต้การนำของน้องดาบ ทั้งสองก็มาถึงร้านขายสุราที่ชื่อว่าร้านเทพสุราแล้ว

พอทั้งสองเข้าประตูมา ก็เห็นสาวน้อยชุดขาวคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าโต๊ะยาว หลังจากเห็นลูกค้าเข้าประตูมา นางก็ทำตัวกระปรี้กระเปร่าทันที ลุกขึ้นบอกว่า “ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ทั้งสองอยากขายสุราอะไรเจ้าคะ”

สาวน้อยผู้นี้รูปร่างสูงระหง แม้จะเทียบกับน้องดาบและสะพานสวรรค์น้อยก็ไม่ด้อยกว่ามากนัก เรียกว่าเป็นสาวงามประจำตำบลได้เลย

ต้องทราบไว้ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ สาวงาม NPC ขาดแคลนกว่าผู้เล่นเยอะมาก

ถึงอย่างไรปัจจัยในการดำรงชีวิตของยุคโบราณก็แย่กว่าปัจจุบันไม่รู้ตั้งเท่าไร การบำรุงร่างกายไม่ดีระหว่างที่ NPC เติบโตถือเป็นสภาวะปกติ ที่หน้าตามีน้ำมีนวลเดิมทีก็มีไม่เยอะอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนที่ผู้เล่นเข้ามาในเกม มีสิทธิ์จำกัดในการปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอก 30% แต่ NPC กลับไม่มีสิทธิ์นั้น

เมื่อได้ยินคำถามของสาวน้อย น้องดาบก็ก้าวขึ้นมาตอบทันทีว่า “น้องจั่วซือ เจ้ายังจำข้าได้หรือเปล่า ตอนนี้ข้ารวบรวมวัตถุดิบทั้งหมดในการกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ได้แล้ว ทั้งยังมี ‘สูตรเฉพาะของสุราขาวนอกด่าน’ ของท่านลุงจั่วด้วย นำมาพร้อมกันเลย ท่านลุงจั่วก็อยู่บ้านใช่ไหม”

“ที่แท้ก็เป็นพี่หนึ่งดาบ ท่านดูข้าสิ แทบจะจำไม่ได้แล้ว” เด็กสาวที่ชื่อว่าจั่วซือได้ยินแล้วกล่าวขออภัย จากนั้นบอกว่า “ท่านพ่อของข้าพักผ่านอยู่โถงด้านหลัง ข้าจะพาพวกท่านไปหาเขา”

“น้องจั่วซืออยู่บ้านด้วยหรือ”

ตอนที่จั่วซือเตรียมจะพาทั้งสองไปพบจั่วปั๋วเยี่ยน จู่ๆ ก็มีเสียงที่ไร้มารยาทมาจากข้างนอก พอหันไปมอง กลับพบคุณชายหน้าตาหล่อเหลาjสวมเสื้อผ้าหรูหราคนหนึ่งใช้พัดเลิกม่านที่เขียนคำว่า ‘สุรา’ ขึ้นแล้วเดินหัวเราะคิกคักเข้ามา

เมื่อเห็นคนผู้นี้ จั่วซือก็สีหน้าบึ้งตึงทันที ในแววตาเผยความรังเกียจสุดขีด “ข้าไม่อยู่บ้าน ประมุขพรรคสือเชิญกลับไปเถิด”

ยามเผชิญหน้ากับคุณชายที่ถูกเรียกว่า ‘ประมุขพรรคสือ’ ท่าทีของจั่วซือก็คือจงเกลียดจงชังอย่างถึงที่สุด

ท่าทีเย็นชาเช่นนี้ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโบราณที่ให้ความสำคัญกับธรรมเนียมมารยาท ก็ทำให้คนที่ตามจีบตกใจจนถอยเป็นกลุ่มใหญ่ได้เลย

อย่างไรเสีย คนเราก็ต้องการศักดิ์ศรีหน้าตา

ทว่าบนโลกนี้มักจะมีพวกคนประหลาดออยู่แล้ว

และ ‘ประมุขพรรคสือ’ คนนี้ก็เป็นคนประหลาดอย่างไม่ต้องสงสัย

เขาไม่เพียงแค่ประหลาด ทั้งยังประหลาดแบบไร้ยางอายด้วย!

หลังจากได้ยินคำพูดของจั่วซือ ประมุขพรรคท่านนี้ก็ไม่เพียงแค่ไม่มีท่าทีถอดใจ กลับเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้าทะเล้น แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “น้องจั่วซือ วันนี้ข้ามาเพื่อสู่ขอ ขอเพียงเจ้าตอบตกลงข้า เจ้าก็ไปใช้ชีวิตอู้ฟู่ที่พรรคฉางเล่อได้เลย เหตุใดต้องปฏิเสธกันตั้งแต่พันลี้”

“ใครเป็นน้องท่าน” จั่วซือได้ยินแล้วท่าทีกลับยิ่งเย็นชา “ข้าไม่มีทางตอบรับการสู่ขอของท่าน พ่อข้าก็ยิ่งไม่มีทางทำอย่างนั้น ประมุขพรรคสือได้โปรดออกจากร้านโดยเร็ว อย่าขัดขวางการทำธุรกิจของพวกเรา!”

“ไม่ผิดหรอก!” ตอนนี้เอง ชายชราอายุประมาณห้าสิบเดินออกจากโถงด้านหลัง มองประมุขพรรคสือด้วยสายตาโกรธเคืองพร้อมบอกว่า “ท่านเป็นประมุขพรรคฉางเล่อ ใช้อำนาจบาตรใหญ่อยู่อีกฝ่ายของยุทธภพ ซือเอ๋อร์บ้านข้าเป็นสตรีไร้การศึกษา ไม่คู่ควรกับท่าน และยิ่งไม่อาจเอื้อม ประมุขพรรคสือ เชิญท่านกลับไปดีกว่า!”

ประมุขพรรคสือได้ยินแล้วกลับยิ้มมากกว่าเดิม “จะคู่ควรหรือไม่คู่ควร ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้ากำหนดเองได้ ในพื้นที่เล็กๆ อย่างเจิ้นเจียง มีเพียงข้าเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจ! นักพิธีการเฉิน ตอนนี้น้องจั่วซือยังคิดไม่ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ ‘เชิญ’ นางกลับพรรคฉางเล่อก่อน ให้นางค่อยๆ คิดก็ได้”

สิ้นเสียงคำสั่งของประมุขพรรคสือ ก็มีชายร่างกำยำสิบกว่าคนบุกเข้ามาจากด้านนอกทันที ผู้ที่นำหน้ามาเป็นชายถือดาบรูปร่างอวบ หลังจากเข้ามาคุ้มกันอยู่ข้างหลังประมุขพรรคสือแล้ว ก็แสดงท่าทีว่าขอเพียงประมุขพรรคสือออกคำสั่ง ก็พร้อมจะลงมือชิงตัวคนทันที

ยามเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ จั่วปั๋วเยี่ยนก็ไม่ได้ขมวดคิ้วเลยสักนิด ยังคงมองคนชั่วร้ายพวกนี้ด้วยสายตาดุร้ายน่ากลัว แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็มองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังเครียดหรือกำลังโมโหกันแน่

ส่วนคุณชายที่ถูกเรียกว่าประมุขพรรคสือ จู่ๆ เปลี่ยนประเด็นสนทนา บอกชายถือดาบที่อยู่ข้างๆ ว่า “เมื่อครู่น้องจั่วซือบอกว่าข้าส่งผลกระทบกับธุรกิจของพวกเขา แต่ข้าไม่เห็นว่าที่นี่มีกาารค้าขายนะ”

“นักพิธีการเฉิน เจ้าคิดว่าอย่างไร”

นักพิธีการเฉินคนนั้นจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าประมุขพรรคของตัวเองอยากจะโยน ‘ลูกค้า’ ผู้โชคร้ายสองคนนี้ออกไป อาศัยผลของการสร้างอำนาจบารมี ทำให้จั่วปั๋วเยี่ยนและบุตรสาวได้รู้ถึงความน่าเกรงขามของพรรคฉางเล่อสักหน่อย

พอเป็นเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวตอนที่ฉุดเจ้าสาวมาแต่งงาน ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจะขัดขืนน้อยลง คงไม่ถึงขั้นวุ่นวายจนน่ากลียดเกินไป

พอนึกถึงตรงนี้ นักพิธีการเฉินก็มองเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบด้วยสายตาเห็นใจนิดหน่อย แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ คำสั่งของประมุขพรรคเขาก็ยังต้องเชื่อฟัง จึงส่งสายตาให้ชายฉกรรจ์สิบกว่าคนที่อยู่ข้างหลังแล้วนำพวกเขาไปล้อมทั้งสองคนที่ยืนอยู่ทันที

“ช้าก่อน!” ทันใดนั้น ประมุขพรรคสือกลับห้ามนักพิธีการเฉินไว้ จากนั้นหัวเราะคิกคักเดินเข้าไปตรงหน้าน้องดาบ จ้องตาเป็นมันพร้อมกล่าวว่า “นึกไม่ถึงเลย นึกไม่ถึง! นึกไม่ถึงว่าร้านเทพสุราแห่งนี้ นอกจากน้องจั่วซือแล้ว ยังมีสตรีที่สวยตะลึงทั้งยังจับต้องได้อยู่อีกคน แต่น่าเสียดายที่เป็นผู้เล่น ดูได้แต่สัมผัสไม่ได้ น่าเสียดายเกินไปจริงๆ…”

เมื่อเห็นท่าทางไร้ยางอายของประมุขพรรคสือ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถึงขั้นอดกดไลก์ในใจไม่ได้

ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่กับน้องดาบก็กล้าพูดจาแทะโลม ช่างกล้าหาญน่าชื่นชมจริงๆ เต็มไปด้วยความกล้าหาญ!

เขาจำได้ว่า NPC ที่เคยพูดประโยคนี้ ตอนนี้เกรงว่าหญ้าบนหลุมฝังศพคงสูงเท่าตัวคนแล้ว

“อ้อ?” เมื่อเห็นประมุขพรรคสือพูดจาเสียมารยาทกับตนอย่างกล้าหาญเช่นนี้ บนใบหน้าน้องดาบก็เผยรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดอกไม้ “เจ้าเองก็รู้สึกว่าน่าเสียดายมากเหมือนกันหรือ”

พอเห็นว่าน้องดาบไม่เพียงแค่ไม่โกรธที่ตนพูดหยอก กลับเผยรอยยิ้มที่น่าเย้ายวนใจขนาดนี้ ประมุขพรรคสือก็อารมณ์ดีขึ้นมากทันที “แน่นอนอยู่แล้ว! แม่นางผู้นี้ เจ้าเองก็คิดอย่างนี้เหมือนกันหรือ”

น้องดาบส่ายหน้าเล็กน้อย “ที่จริงก่อนเจอเจ้า ก็มี NPC หลายคนที่เคยมีความคิดอย่างนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีความคิดอย่างนั้นแล้ว”

ประมุขพรรคสือได้ยินแล้วงง เห็นได้ชัดว่ายังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของน้องดาบ

ตอนนี้เอง น้องดาบกลับโบกฝ่ามือออกมาอย่างแรง ตบบนใบหน้าเล็กขาวของประมุขพรรคสืออย่างไม่ปรานี

เพียะ!

เสียงอันไพเราะกังวานดังขึ้น ดังก้องทั่วทั้งห้องในชั่วพริบตาเดียว ตอนที่ฝ่ามือกับแก้มแนบชิดกันจนเกิดเสียงก้องกังวาน ร่างของประมุขพรรคสือก็ราวกับลูกข่าง หมุนห้าตลบภายในหนึ่งวินาที จากนั้นก้นก็กระแทกพื้น

-233

ต้องบอกเลยว่าการโจมตีกะทันหันของน้องดาบไม่เพียงแค่ทำให้คนสะใจ แม้แต่ตัวเลขพลังชีวิตลดที่ลอยออกมาจากฝ่ามือนี้ก็น่าเฉลิมฉลองเช่นกัน

[สือจงอวี้]

ประมุขพรรคฉางเล่อ ไม่เรียนรู้ทักษะใดๆ ก่อกรรมทำชั่วมากมาย ไม่สนใจกฎเกณฑ์

เลเวล: 33

พลังชีวิต: 24767/25000

กำลังภายใน: 2500/2500

……

ฝ่ามือเดียวของน้องดาบไม่เพียงแค่ตบจนประมุขพรรคสือหัวหมุน ทั้งยังถือโอกาสตบค่าสเตตัสของบอสอย่างเขากับนักพิธีการเฉินให้เผยออกมาด้วย ที่แท้ประมุขพรรคฉางเล่อคนนี้ก็ชื่อว่าสือจงอวี้

เฉินชงจือ

นักพิธีการหอซือเวยของพรรคฉางเล่อ

เลเวล: 53

พลังชีวิต: 160000/160000

กำลังภายใน: 68000/68000

……

“อย่าทำร้ายประมุขพรรคของเรา!” เมื่อเห็นสือจงอวี้เสียเปรียบด้วยน้ำมือน้องดาบ เฉินชงจือก็ตะคอกอย่างเดือดดาล แล้วยื่นมือคว้าดาบที่สะพายอยู่ข้างหลังทันที

ทว่าไม่ทันรอให้เขาชักดาบออกจากฝัก เยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ข้างๆ กลับก้าวขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง ใช้ฝ่ามือธรรมดาๆ ประทับตรงหน้าอกของเขาก่อนแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ชอบเสแสร้งเหมือนน้องดาบ คนที่เน้นผลลัพธ์อย่างเขาแค่ไม่ลงมือเท่านั้นเอง ถ้าลงมือขึ้นมาก็ใช้ท่าไม้ตายที่โหดร้ายที่สุด!

เฉินชงจือตัดสินศัตรูผิดพลาดอย่างร้ายแรง ทำให้เขาต้องจ่ายอย่างแสนสาหัสให้กับความสะเพร่าของตัวเองทันที

“อา โอย!…”

ตอนที่สองฝ่ามือสัมผัสกัน เฉินชงจือที่ไม่ถนัดเคล็ดฝ่ามือถูกพลังฝ่ามือรูปมังกรสีน้ำเงินกลืนทันที แม้แต่ผู้ช่วยพรรคโชคร้ายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาก็ถูกฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงตบจนกระเด็นถอยหลังเช่นกัน

กร๊อบ! ขณะเดียวกันนี้เอง เสียงกระดูกหักเสียดหูก็ดังขึ้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ยินหมด

-17685

กระดูกแตก!

แค่โจมตีครั้งเดียว ลูกน้องเบอร์หนึ่งของประมุขพรรคสือก็แขนพิการไปข้างหนึ่งแล้ว จากนั้นก็กระเด็นออกจากประตูไปกระแทกอยู่กลางถนนอย่างแรง ส่งเสียงโอดครวญผิดมนุษย์มนาอยู่พักหนึ่ง

ลูกน้องที่ช่วยเจ้านายทำชั่วถูกโจมตีจนพิการเพียงชั่วพบหน้ากัน สือจงอวี้กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ไม่เพียงแค่ไม่สนใจความเป็นความตายของลูกน้องตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้เขาก็เอาตัวเองไม่รอดเหมือนกัน

หลังจากลุกขึ้นมาจากพื้น สือจงอวี้ก็คิดจะลงมือกับน้องดาบเพื่อกู้หน้ากลับมา แต่คนขี้เมาหยำเปอย่างเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของน้องดาบได้อย่างไร

เพียงชั่วพบหน้ากัน บนตัวก็ถูกน้องดาบโจมตีอย่างรุนแรงหลายครั้งต่อเนื่องกันแล้ว ทั้งยังถูกนางถือโอกาสฉีกแขนเสื้อออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วโยนไปด้านข้างอย่างรังเกียจมาก

ครั้งนี้น้องดาบเหมือนเกิดจิตสังหารแล้วจริงๆ ไม่รอให้สือจงอวี้เปลี่ยนท่า นิ้วมือข้างขวาทั้งห้าก็กุมไปบนกะโหลกศีรษะของเขา ทำให้เขาขยับตัวไม่ได้แล้ว เพียงรอให้นางออกแรง ก็จะเกิดคริติคอลดาเมจที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย!

นี่ก็คือจุดที่ทำให้คนได้ยินชื่อแล้วตกใจจนขี้ขลาดที่สุดของ ‘กรงเล็บกระดูกขาวเก้าอิม’

ทะลวงศีรษะศัตรูเหมือนบีบเต้าหู้!

“กรงเล็บจงปรานี!”

ตอนที่กะโหลกศีรษะของสือจงอวี้กำลังถูกห้านิ้วของน้องดาบกุมไว้แน่น ขอเพียงออกแรงอีกนิดเดียวก็จบชีวิตเขาได้ จู่ๆ เสียงที่ไม่คาดฝันก็ดังขึ้นในห้องนั้น ช่วยชีวิตสือจงอวี้ที่จะตายแหล่มิตายแหล่ไว้ได้แล้ว

คนที่เอ่ยปากช่วยชีวิตคน ก็คือเยี่ยเว่ยหมิงนั่นเอง!

มือขวายังกุมหนังศีรษะสือจงอวี้เอาไว้แน่น น้องดาบหันไปมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยความสงสัย “ทำไมประโยคนี้ออกมาจากปากเจ้า ข้าฟังดูเหมือนกำลังด่าคนนะ กรงเล็บจงปรานีอะไรกัน”

“ไม่ต้องสนใจรายละเอียดพวกนั้น” เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง แล้วตบบ่าน้องดาบพร้อมบอกว่า “เวลาที่อภัยคนได้พึงให้อภัย เจ้าหมอนี่แม้พฤติกรรมน่ารังเกียจ แต่โทษของเขาก็ไม่ถึงตาย ลงโทษนิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่ต้องรีบฆ่าเขา”

???

น้องดาบมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตางุนงง นางสงสัยมากว่าตัวเองหูฝาด

ตั้งแต่เข้าเกมนี้มา ถ้าจะพูดถึงความกล้าหาญในการต่อสู้ นางก็ไม่แพ้ใครทั้งนั้น รวมทั้งเยี่ยเว่ยหมิงที่นางไม่เคยเอาเปรียบเขาได้ด้วย

ถ้าพูดถึงการตัดสินใจฆ่าที่เด็ดขาด จิตใจโหดเหี้ยม นางก็ไม่ยอมใครเช่นกัน แต่ยอมเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียว!

นางยอมแพ้จริงๆ!

อย่าไปมองว่าเจ้าหมอนี่ท่าทางดูไม่จริงจัง เพราะถ้าเล่นบทโหดขึ้นมา แม้แต่น้องดาบก็ยังรู้สึกกลัว โดยเฉพาะตอนที่สู้กับ BOSS วิธีการกำจัดให้สิ้นซากแบบต่างๆ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเหลือทางให้หนี

แม้แต่หวันเหยียนคังที่ถูกระบบปกป้องสามชั้นก็ยังตายเพราะอุบายของเขา!

เขาก็เป็นจอมมารแบบนี้ แต่ตอนนี้กลับมาบอกตนว่าอภัยคนได้พึงให้อภัยอย่างนั้นหรือ

นี่ข้าหูฝาดไปเอง หรือว่าโลกนี้มันบ้าไปแล้ว

ตอนที่กำลังลังเลว่าจะบ่นเยี่ยเว่ยหมิงว่าอะไรดี จู่ๆ ในช่องทีมกลับมีข้อความของเยี่ยเว่ยหมิงเด้งออกมา [ถ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ ก็อย่าเพิ่งฆ่าเขา ส่วนเหตุผลโดยละเอียด เดี๋ยวข้าค่อยอธิบายทีหลัง]

น้องดาบตอบกลับทันทีว่า [ถ้าเจ้าพูดให้เร็วกว่านี้ ข้าก็เข้าใจตั้งนานแล้ว]

จากนั้น มือที่จับศีรษะของสือจงอวี้ไว้ก็สะบัดออก สะบัดสือจงอวี้ที่หนังศีรษะเป็นรอยแผลไปทางเยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าจัดการเองตามเห็นสมควร”

เยี่ยเว่ยหมิงคว้าคอเสื้อสือจงอวี้เอาไว้ แล้วโยนออกไปนอกประตูใหญ่เหมือนเป็นขยะชิ้นหนึ่ง พร้อมบอกว่า “ถือโอกาสตอนที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจ รีบพาคนของเจ้าไสหัวไป!”

“สมควรตาย!” พอลุกขึ้นมาจากพื้น สือจงอวี้ก็เช็ดเลือดที่ไหลออกจากแผนบนกบาลก่อน แล้วกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “พวกเจ้าสองคนรอข้าก่อนเถอะ ล่วงเกินคนของข้า…”

แกร๊ง!

ไม่รอให้สือจงอวี้พูดจบประโยค ก็มีลำแสงสีเงินประกายรุ้งยิงออกมาจากร้านสุราแล้ว ทำให้สือจงอวี้ตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง ส่วนเฉินชงจือที่อยู่ข้างๆ เดิมทีคิดจะยกดาบขึ้นมาปกป้องประมุขพรรค ตอนนี้ถึงได้พบว่าเป้าหมายของลำแสงนั้นไม่ใช่สือจงอวี้ แต่เป็นหน้าอกข้างขวาของเขาเฉินชงจือ!

ด้วยความตกใจ เฉินชงจือรีบเบี่ยงตัวหลบ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเลือกใช้เวลาได้เหมาะสม เขายังคงถูกลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสียิงทะลุแขนแล้ว เกิดรูโหว่ระหว่างกล้ามเนื้อต้นแขนและกระดูกแขน

-12654!

เฉินชงจือ “???”

คนที่พูดจาร้ายกาจคือประมุขพรรคที่ชอบก่อเรื่องของพวกเราแท้ๆ ทำไมต้องโจมตีข้าด้วย

ส่วนสือจงอวี้ สุดท้ายก็ตกใจเพราะวิชาอาวุธลับที่ไม่มีทางหลบพ้นของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว เขาไม่พูดจาร้ายกาจอีก นำกลุ่มสุนัขหางจุกตูดที่มีหัวโจกเป็นเฉินชงจือหนีไปทันที

ในร้านสุรา หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเห็นค่าพลังชีวิตลดที่ลอยขึ้นเหนือศีรษะเฉินชงจือ ก็คำนวนพลังทำลายล้างของ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่ไม่ใช่คริติคอลดาเมจอย่างเงียบๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าทั้งสองต่างกันไม่ใช่น้อยๆ ถึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วหันตัวไปพูดกับน้องดาบว่า “คนที่เป็นอุปสรรคไปแล้ว ทำภารกิจกันต่อเถอะ”

น้องดาบพยักหน้า แล้วเดินมาตรงหน้าจั่วปั๋วเยี่ยนพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นโบกมือเรียกวัตถุดิบยาชนิดต่างๆ ออกมากองใหญ่ รวมทั้งสูตรหมักสุราที่ได้มาจากซั่นจื้อก่อนหน้านี้ “นี่คือวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้หมัก ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ยังมี ‘สูตรลับสุราขาวนอกด่าน’ ที่ท่านต้องการด้วย มือปราบหน้าเหม็น เจ้าเองก็รีบนำ ‘กระสอบข้าว’ ออกมาได้แล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมา กำลังจะนำกระสอบข้าวออกมา แต่จั่วปั๋วเยี่ยนกลับชิงส่ายหน้าพูดก่อนว่า “แม่นางหนึ่งดาบครั้งนี้จนใจ เกรงว่าตาแก่คนนี้คงต้องผิดคำพูดแล้ว”

น้องดาบได้ยินแล้วสีหน้าแย่ลงทันที “เพราะอะไร”

ไม่รอให้จั่วปั๋วเยี่ยนตอบ เยี่ยเว่ยหมิงกลับตบบ่าน้องดาบ บอกใบ้ให้นางใจเย็นๆ

จากนั้นหันตัวมาพูดกับจั่วปั๋วเยี่ยนว่า “หากผู้เฒ่าจั่วกังวลว่าประมุขพรรคสือนั่นจะมาหาเรื่องพวกท่านอีก ที่จริงแล้วไม่จำเป็นเลย…

…ตัวข้าไม่มีความสามารถอย่างอื่น แต่ด้านการโน้มน้าวให้คนทำดีก็พอจะโดดเด่นอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะไปโน้มน้าวเขาให้ รับรองว่าเขาจะไม่มาหาเรื่องท่านกับแม่นางจั่วซืออีก จะไม่มาอีกตลอดกาล”

เมื่อได้ยินแบบนั้น น้องดาบกับจั่วปั๋วเยี่ยนก็เผยสีหน้าเข้าใจกระจ่าง มีเพียงจั่วซือที่ยังไร้เดียงสามาก แต่นางเขินอายจึงไม่ได้ถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา เพียงเบิกตาโตมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากจะมองให้ออกว่าผู้ชายคนนี้มีความมหัศจรรย์อะไรกันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าจะมั่นใจในฝีปากของตัวเองขนาดนี้

ในเมื่อได้รับประกันจากเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว จั่วปั๋วเยี่ยนก็พยักหน้าบอกทันทีว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็นำข้าวที่ใช้กลั่นสุรามาให้ข้าดูสักหน่อยเถิด”

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ พอโบกมือ ข้าวหนึ่งกระสอบอันไร้ประโยชน์ที่กินพื้นที่กระเป๋ามาตลอดก็ตกลงพื้นเสียงดังตุ้บ

เมื่อข้าวข้าวหนึ่งกระสอบตกลงพื้น กลิ่นที่เหม็นแสบจมูกก็แผ่ออกมาจาก ‘ข้าวหนึ่งกระสอบ’ นั้นทันที ชั่วพริบตาเดียวก็อบอวลทั่วทั้งร้านสุรา!

ถึงขนาดว่าแม้แต่ยอดฝีมืออย่างน้องดาบกับเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังถูกรมกลิ่นจนแทบหายใจไม่ออกเพราะไม่ทันป้องกัน ทั้งสองถอยหลังก้าวหนึ่งพร้อมกัน แต่กลับกลั้นหายใจทันที ได้แต่อาศัยกำลังภายในประคองความต้องการออกซิเจนของร่างกาย

ในทางกลับกัน จั่วปั๋วเยี่ยนกับลูกสาวพอเห็นกระสอบข้าวแล้วก็ตาเป็นประกายทันที จั่วปั๋วเยี่ยนเปิดกระสอบข้าว จากนั้นทั้งสองก็ต่างคนต่างกำข้าวสารที่มีตะไคร่สีเขียวเส้นยาวออกมา จ่อดมตรงจมูกอย่างเคลิบเคลิ้ม แล้วจั่วซือก็เป็น่ฝ่ายเอ่ยก่อนว่า “ท่านพ่อ ที่แท้โลกนี้ก็มีข้าวที่เหมาะสำหรับกลั่นสุราขนาดนี้อยู่จริง!”

จั่วปั๋วเยี่ยนพยักหน้าเช่นกัน “ข้าวสารธรรมดาหนึ่งกระสอบ เก็บอยู่ในสภาพแวดล้อมพิเศษเป็นเวลาสิบปีขึ้นไป อยู่ในสภาพยอดเยี่ยมระหว่างตอนขึ้นฟูกับตอนไม่ขึ้นฟูตลอด หายากจริงๆ ด้วย เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว ข้าก็มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ที่พวกเจ้าต้องการได้!”

ขณะที่พูด เขาก็ผูกปากกระสอบข้าวไว้เหมือนเดิม แล้วก็เตือนอีกว่า “แต่การกลั่น ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ นอกจากวัตถุดิบยาจำนวนมากกับ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ ที่ต้องใช้แล้ว ยังต้องใช้เวลาหมักและกลั่นอีกสี่สิบเก้าวัน ในระหว่างนั้นมีงานต้องทำทุกวัน เว้นช่วงไม่ได้ ถ้าหยุดชะงักกลางคัน ความพยายามตอนแรกก็สูญเปล่า!…

…นี่ก็คือสาเหตุที่ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าต้องกลืนคำพูดตัวเอง”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แต่ยังคงกลั้นหายใจเหมือนเดิม มีแต่หายใจออก ไม่ได้หายใจเข้า “ท่านวางใจได้ พวกเราจะไปโน้มน้าวประมุขพรรคสืออะไรนั่นให้ดี ทำให้เขากลับตัวกลับใจ ไม่มาหาเรื่องพวกท่านทั้งสองอีกตลอดไป” พอพูดจบ เขากับน้องดาบก็ใช้ท่าร่างให้ถึงขีดจำกัดสูงสุด ชั่วพริบตาเดียวก็หายไปจากตรงหน้าพ่อลูกตระกูลจั่วราวกับลมพายุสองสาย

การเคลื่อนย้ายร่างกายที่รวดเร็วของพวกเขาทำให้เกิดกระแสลมแรง ถึงขั้นทำให้ไหสุราที่วางอยู่บนชั้นสินค้าสองฝั่งกลิ้งตกลงแตกบนพื้น สุราชั้นดีราคาแพงชนิดต่างๆ กระจายอยู่ทั่วทุกที่

จะว่าไปแล้ว ข้าวสารกระสอบอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงนานแล้ว แต่เนื่องจากความพิเศษของระบบสัมภาระ มันจึงไม่ส่งกลิ่นออกมาเลยสักนิด เยี่ยเว่ยหมิงไม่เคยสัมผัสประสิทธิภาพของมันมาก่อน ส่วนน้องดาบก็สถานการณ์ไม่ต่างกันมาก นางรู้ว่าการกลั่นสุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับจำเป็นต้องมีสิ่งนี้ แต่ก็นึกไม่ถึงเช่นกันว่าอานุภาพทำลายล้างของมันจะมากขนาดนี้

จนกระทั่งตอนนี้ ยอดฝีมือทั้งสองถึงได้เข้าใจ ว่าทำไมสิ่งนี้จึงชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’!

เพราะตอนอยู่ในห้องเดียวกับกระสอบข้าวใบนี้ รู้สึกทรมานแสนสาหัสจริงๆ!

ในร้านสุรา พ่อลูกตระกูลจั่วมีภูมิคุ้มกันกับพลังทำลายล้างของข้าวหนึ่งกระสอบโดยสมบูรณ์ ถึงขั้นรู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อยด้วย

ก็เหมือนกับเต้าหู้เหม็น สำหรับคนที่ไม่ชอบกิน มันถือเป็นอาหารที่น่ารังเกียจมาก แต่สำหรับคนที่ชอบกิน ไม่เพียงแค่กินอย่างเอร็ดอร่อย ต่อให้ดมก็ไม่รู้สึกไม่สบายจมูก

หลังจากเก็บสายตากลับมาจากสองคนที่ได้จากไป จั่วซือก็หันไปมองพ่อของนาง “ท่านพ่อ ท่านเชื่อจริงหรือว่าพี่ใหญ่เยี่ยท่านนั้นจะโน้มน้าวไม่ให้ประมุขพรรคสือมาหาเรื่องพวกเราได้อีก”

จั่วปั๋วเยี่ยนพยักหน้าอย่างมั่นใจมาก “พวกเขาต้องทำได้แน่นอน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงว่าพวกเขาจะได้ ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ ไปหรือไม่”

“แต่ประมุขพรรคสือไม่เหมือนคนที่พูดจาเชื่อถือได้ ท่านไม่กังวลสักนิดเลยหรือว่าเขาจะรับปากปลอมๆ หลังจากผ่านไปแล้วก็จะมาหาเรื่องพวกเราต่ออีก”

“ไม่หรอก” จั่วปั๋วเยี่ยนสูดหายใจลึก แล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “บนโลกนี้ มีคนอยู่ประเภทหนึ่งที่ไม่มีทางกลับคำพูด และไม่มีทางหาเรื่องใครก่อนด้วย”

“บนโลกนี้ยังมีคนดีขนาดนั้นอยู่อีกหรือคะ” จั่วซือไม่เข้าใจ

จั่วปั๋วเยี่ยนเผยแววตาเข้าใจโลก พร้อมกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “คนดีก็อาจทำสองอย่างนั้นไม่ได้ แต่คนตายทำได้แน่นอน!”

จั่วซือได้ยินแล้วตกใจจนอ้าปากกว้าง ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะลงโทษให้หลาบจำ ทำไมกลายเป็นตามฆ่าไปแล้ว

จั่วปั๋วเยี่ยนกลับนำจอกสุราหยกขาวออกมาจากหน้าอกตัวเอง แล้วพึมพำว่า “ยายแก่ เจ้าเคยบอกว่าหากข้าพบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ขอเพียงทำจอกนี้แตก เจ้าก็จะออกมาช่วยข้าทันที แต่มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ ว่าหากเจ้ายื่นมือช่วยทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา ก็จะมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก”

ตอนที่พูด เขายกมุมปากเผยรอยยิ้มปลื้มใจ “แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว เหมือนไม่จำเป็นต้องรบกวนเจ้าแล้วจริงๆ!”

ตอนนี้สายตาของจั่วซืออยู่บนจอกสุราในมือบิดาแล้ว จอกสุราใบนั้นสลักขึ้นมาจากหยกขาวสีไขมันแพะที่ดีที่สุด งดงามประณีตเป็นพิเศษ บนผนังด้านนอกของจอกสุรายังใช้ลวดทองฝังลายเมฆสีรุ้งบดบังดวงจันทร์ เขียนตัวอักษรเล็กๆ สีเงินไว้สองแถว กล่าวได้ว่าเป็นการวาดมังกรแต้มนัยน์ตา[1]

แสงจันทร์ครานั้นยังคงอยู่ เคยส่องเมฆรุ้งหวนคืนกลับมา!

[1] วาดมังกรแต้มนัยน์ตา 画龙点睛 อุปมาว่าเติมคำคมเพื่อให้เนื้อหาโดดเด่นยิ่งขึ้น

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ