ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 261ถึง265
[หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน(ระดับสูง)]
ไม่ขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์ หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน!
(เป็นเคล็ดวิชาพิเศษ ไม่มีการเลื่อนระดับ)
หลักจากเปิดใช้งานทักษะนี้ ความแข็งแกร่ง พละกำลัง ท่าร่าง ความว่องไวจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน 50%!
เวลาต่อเนื่อง: 10 วินาที
หลังจากสถานะคลั่งจบลง ตกอยู่ในสถานะบาดเจ็บสาหัส ความแข็งแกร่ง พละกำลัง ท่าร่าง ความว่องไวลดลงครึ่งหนึ่ง เวลาต่อเนื่อง: 1 ชั่วโมง (ใช้วิธีโคจรกำลังภายในหรือกินยาเพื่อลดระยะเวลาบาดเจ็บสาหัสได้)
……
นี่ก็คือค่าสเตตัสที่แสดงอยู่ในคอลัมน์สกิลหลังจากเรียนรู้ ‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ แล้ว
ไม่เหมือน ‘คนผีร่วมวิถี’ กับ ‘ตราบชั่วฟ้าดิน’ ที่ใช้วิธีโจมตีรุนแรงอย่างเลือดแลกเลือด ดาเมจแลกดาเมจ เพราะ ‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ คือวิทยายุทธ์พิเศษที่ระเบิดพลังต่อสู้อันน่าทึ่งได้ในชั่วพริบตาเดียว หลังจากผ่านช่วงนั้นไปแล้วก็จะตกอยู่ในสถานะอ่อนแอรอความตาย
เพียงแต่ว่า…
ถ้าปลิดชีพศัตรูได้ภายในระยะเวลาที่ติดสถานะคลั่ง เช่นนั้นพอติดสถานะบาดเจ็บสาหัสแล้ว ก็เหมือนจะนั่งลงปรับสภาพตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้เช่นกัน
เพียงแต่ตาแก่นี่เหมือนโดราเอม่อน บนตัวมีตำราลับสารพัด แต่กลับนำตำราลับเล่มนี้มาเป็นรางวัลให้เยี่ยเว่ยหมิง นี่เตรียมจะให้เขาเดินบนเส้นทางคนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดต่อไปโดยไม่ให้ย้อนกลับอย่างนั้นหรือ
ติ๊ง!
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังบ่นในใจ จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนของระบบกลับดังขึ้นข้างหู
[‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ ‘คนผีร่วมวิถี’ และ ‘ตราบชั่วฟ้าดิน’ ที่คุณฝึกแม้จะมาจากสำนักที่ต่างกัน แต่มีความสอดคล้องกันสูงมาก สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ รวมเป็นเคล็ดกระบี่หนึ่งชุด คุณจะร่วมหรือไม่]
[ใช่/ปฏิเสธ]
แม่งเอ๊ย มีฟังก์ชั่นนี้ด้วยหรือ
ด้วยความตื่นเต้นดีใจ เยี่ยเว่ยหมิงรีบเลือก ‘ใช่’
[ติ๊ง! หลังจากรวมกันแล้วกรุณาตั้งชื่อวิทยายุทธ์ใหม่]
นำท่าไม้ตายสู้ตายทั้งสามที่โหดขนาดนี้มารวมกัน ทักษะยุทธ์ที่โหดเหี้ยมขนาดนี้ เกรงว่าทั้ง ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ คงไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน!
ไม่ต้องไตร่ตรองใดๆ ความคิดที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ก็ผุดขึ้นมาจากสมองของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว เขากรอกชื่อเข้าไปทันที
สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า!
[ติ๊ง! หลอมรวมวิทยายุทธ์เรียบร้อย กรุณาดูผลลัพธ์โดยละเอียดที่แถบคอลัมน์สกิล]
เยี่ยเว่ยหมิงตรวจดู แล้วพบว่าค่าสเตตัสของสามทักษะนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่ในคอลัมน์สกิลกลับแสดงชื่อ ‘สามปฏิญาณพิฆาตหมาป่า’ ขึ้นมา หลังจากกดตรงชื่อนี้ก็จะเห็นค่าสเตตัสโดยละเอียดของสามกระบวนท่านี้
สรุปก็คือ เท่ากับประหยัดคอลัมน์สกิลไปสองช่อง ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ทุกคนได้ของที่ทำให้ตัวเองพอใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกลับพูดกับเหอจู๋เต้าว่า “ผู้อาวุโสเหอ ศักยภาพของตัวท่าน เมื่อเทียบกับสองเฒ่าเสวียนหมิงรวมกันยังเก่งกว่า ตอนนี้มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือแล้ว คาดว่าถ้าสู้แบบหนึ่งต่อสอง ฆ่าพวกเขาสองคนตรงนี้ ก็คงไม่มีปัญหากระมัง”
พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงจู่ๆ ก็ถามแบบนี้ สามคนที่อยู่ตรงข้ามก็ตกใจมากทันที อาต้าถามอย่างโมโหว่า “นี่เจ้าคิดจะกลับคำหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงขี้คร้านจะสนใจแล้ว พูดกับเหอจู๋เต้าด้วยท่าทีขอคำชี้แนะว่า “แน่นอน ตอนนี้ท่านอายุมากแล้ว ถ้าให้ท่านสู้แบบหนึ่งต่อสอง ต่อให้มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือ ก็ถือเป็นเรื่องที่ผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว…
…แต่ข้างหลังท่านยังมียอดฝีมือคุนหลุนอยู่มากมายไม่ใช่หรือ หากทุกคนสู้พร้อมกัน ทำให้สองเฒ่าเสวียนหมิงตายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร…
…พวกท่านมีกันเยอะขนาดนี้แต่เกือบตายเพราะอุบายของพวกเขา อย่าบอกนะว่าไม่อยากล้างแค้น”
เมื่อได้ยินคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง กลุ่มยอดฝีมือสำนักคุนหลุนที่นำโดยไป๋ลู่จื่อก็เผยสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือพร้อมกัน
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็พูดกับเหอจู๋เต้าต่อว่า “ส่วนพวกเราน่ะ ก็ผูกแค้นกับคนที่ชื่ออาต้าพอดี ส่งเจ้าหมอนั่นมาให้พวกเราจัดการก็พอ”
ยอดฝีมือกระบี่ที่ไร้กระบี่อยู่ในมือ ยามต่อสู้กันขึ้นมาจะต้องถึงอกถึงใจแน่นอน!
หึหึหึ…
พอได้ฟังถึงตรงนี้ แม้แต่จ้าวหมิ่นก็ร้อนใจแล้วเช่นกัน “นี่! เจ้าทำไมเป็นคนเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เจ้ารับปากข้าแล้วแท้ๆ ว่าขอเพียงพวกเราส่งกระบี่อิงฟ้าให้ เจ้าก็จะปล่อยพวกเราไม่ใช่หรือ”
“ขอแก้ไขสักหน่อย” เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างมีเหตุผลชอบธรรม “ที่ข้ารับปากไว้ก็คือ ขอเพียงเจ้าส่งกระบี่อิงฟ้าออกมา ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ไม่ได้บอกนี่ว่าจะปล่อยลูกน้องของเจ้าไปด้วย เจ้าก็คือเจ้า พวกเจ้าก็คือพวกเจ้า สองฝ่ายไม่นับรวมกัน…
…แต่เจ้าวางใจได้ ในเมื่อรับปากแล้วว่าจะปล่อยเจ้า ก็จะต้องรับหน้าที่ส่งเจ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอน ส่วนความเป็นความตายของพวกเขา ตอนนี้ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าจะพูดได้”
พูดจบก็ไม่สนใจจ้าวหมิ่นที่กำลังกระทืบเท้าอย่างโมโห พูดหลอกลวงผู้เฒ่าเหอต่อไปว่า “แต่พวกเราก็รู้เช่นกันว่าเจ้ามีเมตตากรุณา แม้จะเป็นความแค้นเรื่องความเป็นความตาย ก็ทำใจคร่าชีวิตคนไม่ลงอยู่ดี เรื่องนี้พวกเราก็จะทำแทนด้วยเหมือนกัน ขอเพียงเจ้าถูกพวกเขาโจมตีจนเสียความสามารถในการป้องกันตัว ผู้น้อยอย่างพวกเราจะแบกรับชื่อคนบาป กำจัดภัยของยุทธภพแทนท่านเอง…
…หากข้าไม่ลงนรก แล้วใครจะลงนรก”
เมื่อได้ยินข้อเสนอไร้ยางอายของเยี่ยเว่ยหมิง บรรดาสหายร่วมทีมก็พากันเหล่ตามอง
พวกเขาเคยเจอคนไร้ยางอายมากก่อน แต่ไม่เคยเจอใครไร้ยางอายขนาดนี้!
เข้ามาอยู่ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ นานขนาดนี้แล้ว เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องการแย่งฆ่าบอสที่ไร้ยางอายขนาดนี้ แต่กลับยกมาพูดด้วยท่าทีจริงจังขนาดนี้ได้
แต่สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่สมหวัง สำหรับข้อเสนอของเขา ผู้เฒ่าเหอกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า “ทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับกติกา”
ดูจากท่าทีที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธของเขาก็รู้แล้ว
ที่เขาบอกว่าไม่สอดคล้องกับกติกา ย่อมไม่ได้หมายถึงกติกาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของยุทธภพแน่นอน แต่ระบบไม่อนุญาตให้ผู้เล่นใช้วิธีการแบบนี้มากำจัดบอสใหญ่เลเวลหกสิบห้า!
ต่อให้เป็นบอสเวอร์ชันถูกตอนในโหมดภารกิจก็ไม่ได้!
หลังจากเจอคำปฏิเสธที่เคร่งขรึมของผู้เฒ่าเหอ เยี่ยเว่ยหมิงก็กลับเนื้อกลับตัวจากความหน้าด้านของตัวเองโดยฉับพลัน
ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าต่อให้เป็นชีวิตของศัตรู ก็ถือเป็นชีวิตเหมือนกัน
ขอเพียงเป็นชีวิต ก็ควรค่าแก่การเคารพ!
พอคำนึงว่าสหายของผู้ตายอยู่ตรงนี้ด้วย เขาจึงนำอาเอ้อร์ที่เพิ่งบรรจุเข้าโลง รวมทั้งเฉิงคุน ฟ่านเหยา อาซาน จ้าวอีซาง เฉียนเอ้อร์ไป้…ส่งให้สองเฒ่าเสวียนหมิงทั้งหมด และกำชับว่าต้องนำกลับไปฝังให้ดี ทำให้ผู้ตายได้พักอย่างสงบ
เพราะมีเพียงการทำอย่างนี้ เขาถึงจะไม่รู้สึกผิดกับพฤติกรรมการสังหารก่อนหน้านี้ของตัวเองเกินไป
มีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้น เขาจึงจะไม่เปลืองแรงไปขุดหลุมฝังศพและเสียโลงศพกับเสื่อมากขนาดนั้นแล้ว…
ประหยัดแรง เป็นเรื่องที่งดงาม!
…
เนื่องจากทีมนี้ล่วงเกินราชสำนักมองโกลอย่างถึงที่สุดแล้ว จินตนาการได้เลยว่าในเมืองต้าตูคงวางกับดักรอจับตายพวกเขาแล้วแน่นอน
เยี่ยเว่ยหมิงจึงปรึกษากับบรรดาเพื่อนร่วมทีม ตัดสินใจจะข้ามผ่านทุ่งหญ้าถอยกลับภาคกลาง
สะพานสวรรค์น้อย ฉางซิงอวี่ ถังซานไฉ่ต่างคนต่างกลับไปรายงานผลภารกิจที่สำนักตัวเอง เดินผ่านด่านประตูห่านป่าย่อมใกล้กว่า
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกน้องดาบดึงตัวไปเมืองเจิ้นเจียงเพื่อทำภารกิจที่ต้องใช้ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ พวกเขาตัดสินใจไปทางด่านประตูหยกซึ่งเป็นทางลัด
ส่วนสหายหนิวจื้อชุนก็ได้รับค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้มหลังจากรายงานผลภารกิจสำนักคุนหลุน เปลี่ยนชื่อจาก ‘คนชั่วร้าย’ กลับมาเป็น ‘โจร’ จากนั้นนั่งรถม้าคุนหลุนกลับภาคกลาง
ยังไม่ต้องพูดถึงคนอื่น เหลือแค่เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบ
ระหว่างทาง คู่กัดทั้งสองยอมตีฝีปากกันไม่หยุด เพียงแต่ประหยัดคำพูดมาก
“เจ้าวิ่งน่าเกลียดมากจริงๆ!”
“เจ้าวิ่งช้าจริงๆ!”
“พูดจริงๆ เลยนะ เจ้ารู้แค่วิชาตัวเบาขยะระดับต้นเอง ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าใช้ท่าร่างได้สูงขนาดนั้นได้อย่างไร”
“ไม่เข้าใจสินะ นี่เรียกว่ากลับคืนสู่ความเรียบง่าย”
“เหลวไหล!” น้องดาบเบะปากไม่หยุด “แต่ตามที่แสดงในแผนที่ ถ้าพวกเราไปถึงด่านประตูหยกก่อนฟ้ามืดได้ก็ยังมีจุดพักม้าอยู่ ไม่อย่างนั้นก็ทำได้เพียงค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวแล้ว”
“เช่นนั้นก็วิ่งไวๆ หน่อย เจ้าคงไม่อยากค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวกับผู้ชายที่เต็มไปด้วยสันดานหมาป่าอย่างข้าหรอกมั้ง”
“ชิ! เจ้าวิ่งได้น่าเกลียดมากจริงๆ!”
“เจ้าก็วิ่งช้ามากจริงๆ!”
…
เถียงกันไปเถียงกันมา ทั้งสองก็เข้าใกล้ด่านประตูหยกแล้ว ตอนผ่านป่าภูเขาที่ทิวทัศน์ไม่เลวผืนหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเลิกคิ้วบอกว่า “เจ้าฟังสิ เหมือนมีคนกำลังร้องเพลง”
น้องดาบได้ยินแล้วงุนงงนิดหน่อย โคจรกำลังภายในไปที่สองหู แล้วกล่าวคล้อยตามทันทีว่า “เป็นเสียงเพลงที่ไพเราะมาก! ข้าอยากไปดูสักหน่อย…”
เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว “ถ้าพวกเราเสียเวลาอยู่ที่นี่ อาศัยความเร็วของเจ้าเกรงว่าจะหาที่พักแรมไม่ทันแล้วจริงๆ เจ้ากล้าค้างแรมในที่เปล่าเปลี่ยวกับข้าจริงหรือ”
น้องดาบกลอกตามองเขาไม่หยุด “เจ้าเก่งนักก็ถอดกางเกงออกสิ แล้วข้าจะถือว่าเจ้าเก่ง”
“ถ้าไม่มีความสามารถนั้น…”
…
ขณะที่คุยกัน ทั้งสองก็เดินไปทางที่เสียงเพลงดังมาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเดินก็ยิ่งเข้าใกล้ เสียงเพลงนั้นเปลี่ยนเป็นชัดเจนยิ่งขึ้น
“เคยหรรษากับฟ้าดิน วาดหวังชีวิตเช่นนี้ เดินข้ามผ่านพันภูผาหมื่นวารี ย้อนกลับมิทัน…”
เสียงเพลงนั้นงดงามกินใจ ราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีไม่ได้ชอบฟังเพลงมากก็ยังถูกดึงดูด เดินตามไปยังทิศทางที่เสียงเพลงดังมาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากผ่านไปสักพัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ด้านบนหน้าผาแห่งหนึ่ง
มองลงไปจากที่สูงเห็นหุบผาชันแห่งหนึ่งที่มีภูเขาสองลูกขนาบ ก้นหุบเขามีลำธารคดเคี้ยวสายเดียว เมื่อใช้กำลังภายในเสริมแกร่งพลังสายตา ก็จะพบว่าลำธารใสจนเห็นก้นบึ้ง เห็นทุกรายละเอียดแม้กระทั่งตอนปลากำลังเล่นน้ำ
ข้างลำธารมีศาลาที่สร้างจากไม้สีน้ำตาลอมแดง ในศาลามีสตรีชุดขาวที่คลุมผ้ามุ้งบางบนใบหน้ากำลังดีดฉินอย่างอย่างสบายอกสบายใจ เสียงบทเพลงไพเราะเสนาะหูดังมาจากปากของนาง
“เคยพานพบผู้เห็นใจ นึกว่าชีวิตได้พบคนที่เข้าใจ ไม่มีวันแยกจากกัน สุดท้ายเหลือตัวข้าเพียงผู้เดียว…”
ไม่รู้เหมือนกันว่าสตรีชุดขาวผู้นี้ร้องได้แค่เพลงนี้เพลงเดียว หรือเพราะบทเพลงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับนาง ตั้งแต่ได้ยินเสียงเพลงจนกระทั่งเดินมาถึง ก็เป็นเวลาเจ็ดแปดนาทีแล้ว แต่สตรีชุดขาวผู้นี้กลับยังกำลังบรรเลงเพลงซ้ำ ไม่มีท่าทีว่าจะเปลี่ยนเพลงใหม่เลย
เสียงฉินเย็นยะเยือกในหุบเขาเงียบสงัด หญิงงามร้องเพลง
ช่างเป็นภาพอันงดงามที่มีทั้งภูเขาและสายน้ำ กล้าหาญทว่าอ่อนโยน!
อืม…
ถ้าตัดนักรบชุดเกราะสะท้อนแสงวิบวับสามสิบกว่านายที่คอยคุ้มครองอยู่รอบๆ สตรีชุดขาวในระยะสิบจั้งออก ฉากนี้ก็จะเหมือนกับภาพวาดไม่มีผิด
สำหรับสิ่งที่ทำลายสไตล์ของภาพอย่างรุนแรง ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรู้สึกไม่สบายตาทั้งนั้น
เยี่ยเว่ยหมิงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมไม่อาจเมินเฉยค่านิยมในสังคมได้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองนักรบชุดเกราะที่เผยลักษณะท่าทางดุดันห้าวหาญ อดกล่าวไม่ได้ว่า “ทหารพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือการแต่งตัว ล้วนแตกต่างกับทหารของภาคกลางโดยสิ้นเชิง ไม่ค่อยเหมือนกับทหารมองโกลด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร”
ที่จริงเยี่ยเว่ยหมิงแค่พูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น แต่กลับคาดไม่ถึงว่าน้องดาบได้ยินแล้วจะตอบอย่างมั่นใจมาก “เป็นเหยี่ยวเหล็ก”
“เหยี่ยวเหล็ก?”
น้องดาบพยักหน้า แล้วอธิบายต่อว่า “เหยี่ยวเหล็กก็คือทหารม้าที่เก่งที่สุดของราชวงศ์เซี่ยตะวันตก ทุกคนมีศักยภาพไม่ธรรมดา พลังรบอาจไม่ด้อยกว่าทหารม้ามองโกล…
…สตรีที่ดีดฉินร้องเพลงผู้นั้นมีเหยี่ยวเหล็กสามสิบนายติดตาม มองออกเลยว่าฐานะไม่ธรรมดาแน่นอน”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินดังนั้น ก็อดมองน้องสาวที่ความสามารถไม่ธรรมดาคนนี้ใหม่ไม่ได้ “ดูไม่ออกเลยว่าเจ้าศึกษาเรื่องการทหารสมัยโบราณมาด้วย”
น้องดาบส่ายหน้าเล็กน้อย “พี่ชายของข้านอกจากเล่นหมากล้อมก็ชอบศึกษาเรื่องพวกนี้ที่สุดแล้ว แม้ข้าจะไม่ชอบ แต่หูได้ยินตาเห็น จะให้ไม่รู้อะไรเลยก็คงยาก”
บทสนทนาเหล่านี้ทั้งสองไม่ได้คุยกันในช่องทีม แต่เป็นการคุยกันตามปกติ เพียงแต่จุดที่พวกเขาอยู่สูงจากด้านล่างสามจั้งกว่า และยิ่งห่างจากทหารพวกนั้นเกินห้าจั้ง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กังวลว่าจะนำมาซึ่งปัญหายุ่งยากไม่จำเป็น
เสียงเพลงของสตรีผู้นั้นยังคงดำเนินต่อไป เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบไม่ได้คุยกันต่ออีก ต่างคนต่างนั่งลงริมหน้าผา เท้าทั้งสี่หย่อนลงไปด้านล่าง แกว่งไปแกว่งมาอย่างสบายอกสบายใจ
วิ่งต่อเนื่องหนึ่งวันหนึ่งคืน แม้ในเกมจะไม่มีการตั้งค่าพลังกาย ผู้เล่นจะไม่รู้สึกเหนื่อยล้าร่างกาย แต่การทำอะไรซ้ำไปซ้ำมาที่น่าเบื่อแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็รู้สึกทรมานแน่นอน
ตอนนี้มีคอนเสิร์ตที่หาพบยากให้ชมแล้ว ทั้งสองไม่ถือสาที่จะเสียเวลาเล็กน้อยเพื่อพักผ่อนที่นี่
“กรรร!”
ความคิดนั้นงดงาม แต่ความจริงกลับโหดร้าย
ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีงาม ก็มักถูกทำลายลงได้ง่ายๆ เช่นกัน ก็เหมือนกับเสียเพลงที่รื่นหูตอนนี้ ถูกเสียงคำรามของสัตว์ร้ายทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นเสือโคร่งดุร้ายตัวหนึ่งโผล่ตัวครึ่งหนึ่งออกมาจากป่าข้างทาง มันคำรามอย่างเกรี้ยวกราดอีกครั้ง แล้วกระโจนตรงไปยังสตรีที่กำลังดีดฉินร้องเพลง
การปรากฏตัวของเสือร้ายไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจของเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบเท่านั้น ทำให้ทหารเหยี่ยวเหล็กที่ทำหน้าที่คุ้มครองตกใจจนเหงื่อตกเช่นกัน
“คุ้มครองหวังเฟย!”
พอสิ้นเสียงของผู้ที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้า เหยี่ยวเหล็กสามสิบกว่านายก็จัดกระบวนทัพพร้อมกัน บางคนก็ถือทวน บางคนก็ชักกระบี่ออกจากฝัก บางคนเริ่มง้างสายธนูและยิ่งไปทางเสือตัวนั้นพร้อมกันแล้ว
ทว่าเสือร้ายถึงอย่างไรก็เป็นเสือร้าย ทหารม้าเกรียงไกรที่ไม่เคยฝึกทักษะยุทธ์มาก่อนเทียบพลังต่อสู้กับมันไม่ติดแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เป็นทหารม้าที่เก่งกาจอย่างไร แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีม้า พลังต่อสู้ก็ถูกหักไปเกินแปดส่วนแล้ว!
เสือร้ายพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว หลบลูกธนูได้นับไม่ถ้วน มีเพียงสองสามดอกที่ยิงถูกบนตัวมัน แต่กลับไม่ถูกจุดสำคัญ
ตอนที่ทหารสิบกว่านายตั้งคันศรอีกครั้ง เสือร้ายก็พุ่งเข้ามาในฝูงชนแล้ว ชั่วพริบตาเดียวก็ทำร้ายคนแล้วนับไม่ถ้วน
พวกเหยี่ยวเหล็กแม้จะอาศัยความได้เปรียบด้านอาวุธและจำนวนคนล้อมเสือร้ายตัวนั้นเอาไว้ แต่การทำแบบนี้ก็จัดการมันไม่ได้ภายในเวลาอันสั้นนี้แน่นอน
ตอนนี้เอง ‘หวังเฟย’ ที่มีกลุ่มทหารคุ้มกันกลับยังเอ้อระเหยดีดฉินร้องเพลงได้เหมือนเดิม
จังหวะไม่รวนเลยแม้แต่น้อย!
ไม่เพียงแค่ไร้ความหวาดกลัวเรื่องการปรากฏตัวของเสือ ถึงขั้นทำหูทวนลมเสียงคำรามสัตว์ร้ายกับเสียงตะโกนฆ่าด้วย
ราวกับว่าความขัดแย้งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีทางรบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของนางได้
คนที่ร้องเพลงอาจไม่ได้รับผลกระทบ แต่ทิวทัศน์อันงดงามที่ถูกทำลายขนาดนี้กลับทำลายอารมณ์สุนทรีย์ในการฟังเพลงของเยี่ยเว่ยหมิงจนหมดไม่เหลือ ตอนเห็นเสือใหญ่ที่ร้องคำรามตัวนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกรำคาญใจที่สุด
พอพลิกฝ่ามือ ลูกดีดเหล็กลูกหนึ่งก็ยิงออกไปถูกหว่างคิ้วของเสือร้ายตัวนั้นโดยตรง
เมื่อเสือร้ายถูกโจมตีครั้งนี้ มันก็ล้มบนพื้นทันที ทหารเซี่ยตะวันตกจึงฉวยโอกาสออกอาวุธพร้อมกัน แต่ก็ทำได้แค่เฆี่ยนศพเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าหลังจากตัวเองลงมือแล้วยังไม่มีใครสังเกตเห็น เยี่ยเว่ยหมิงก็ยักไหล่อย่างเบื่อหน่าย แล้วพูดกับน้องดาบที่อยู่ข้างกายว่า “ฟังเพลงมาพอสมควรแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
น้องดาบพยักหน้าสื่อว่าตามใจเขา สองมือยันหินที่อยู่ริมหน้าผาสูง ร่างกระโดดขึ้นไปบนหน้าผาสูงชันทันที ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงหลังจากยืนอย่างมั่นคงมากแล้ว ก็ใช้เท้าเหยียบหน้าผายืนขึ้นมา
“ผู้ที่เคยผ่านมหาสมุทรลึกล้ำมาก่อน ไม่ตื่นเต้นกับน้ำบ่อใดนอกจากเมฆสีรุ้ง” ตอนนี้เมื่อทั้งสองหันตัวเตรียมจะเดินจากไป ในที่สุดสตรีชุดขาวที่ถูกเรียกว่าหวังเฟยก็บรรเลงเพลงที่เล่นซ้ำจนจบไปอีกหนึ่งรอบ ไม่รู้ว่านางอยู่ในอารมณ์ไหน หลังจากอ่านกวีไปอีกสองประโยค จู่ๆ กลับบอกว่า “ในเมื่อจอมยุทธ์น้อยทั้งสองมาแล้ว เหตุใดไม่มาพบหน้ากันสักครั้ง”
“ใครขอรับ!” เมื่อจู่ๆ ได้ยินหวังเฟยเอ่ยเช่นนี้ นายพลของหน่วยเหยี่ยวเหล็กก็พลันตะคอกแล้วเริ่มมองไปรอบๆ
จนกระทั่งสตรีชุดขาวที่ถูกเรียกว่าหวังเฟยสั่งให้พวกเขาถอยไป พวกเขาถึงได้หามทหารที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้รวมทั้งศพเสือเดินออกไป
เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็กระโดดลงจากหน้าผาที่สูงสามจั้งกว่า
ท่าที่น้องดาบเหยียบลงพื้นสง่างามล่องลอยและโดดเด่น แต่เยี่ยเว่ยหมิงเหยียบลงบนพื้นดังตุ้บ! จนเกิดรอบเท้าลึกสองชุ่น[1]
แต่ยังดีที่ร่างกายของเขาแข็งแรงมากพอ จึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ จากการกระโดดครั้งนี้
เพียงแต่เรื่องเข้าใจผิดครั้งนี้ กลับทำให้เขาเกิดความคิดแน่วแน่แล้วว่าต้องฝึกวิชาตัวเบาที่มีภาพลักษณ์ดีสักเล่มให้ได้
[1] ชุ่น 寸 1 ชุ่นเท่ากับ 1.312 นิ้ว
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมาพร้อมกับวิชาตัวเบาขยะที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถ หางตาของหวังเฟยก็อมยิ้มเล็กน้อย
แววตาแบบนี้ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงยิ่งรู้สึกอึดอัด จึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจเสียเลยว่า “พวกเราสองคนเดินผ่านมาทางนี้ แล้วก็แค่ฟังเพลงครู่เดียวเท่านั้น หนึ่งคือไม่ได้คิดจะรบกวนท่าน สองคือไม่ได้ทำลายบรรยากาศ ตรงกันข้าม ข้าช่วยท่านจัดการเสือที่จะมาก่อกวนตัวนั้น อย่าบอกนะว่าหวังเฟยคิดจะตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น กลั่นแกล้งพวกเรา”
หวังเฟยได้ยินแล้วดวงตาอมยิ้มมากกว่าเดิม แทนที่จะตอบคำถาม นางถามกลับว่า “ลงมือจัดการเสือโคร่งตัวเดียวเท่านั้นเอง เจ้าก็คิดว่าตัวเองมีบุญคุณต่อข้าแล้วหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าพร้อมกล่าวได้เต็มปากเต็มคำ “เสียงดังของเสือโคร่งตัวนั้น เห็นได้ชัดว่าทำลายความสุนทรีย์ของเพลงท่าน ข้าลงมือช่วยท่านกำจัดทิ้ง แม้จะไม่ใช่บุญคุณอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่นับว่าทำผิดหรอกกระมัง”
“เจ้าก็มองได้ชัดเจนดีนี่”
หวังเฟยชี้ไปยังม้าหินที่อยู่นอกศาลา พร้อมเอ่ยเสียงเรียบว่า “พบกันถือเป็นวาสนา นั่งคุยกันสักหน่อยเถอะ”
จะว่าไปแล้ว ท่านอ๋องหลี่หยวนฮ่าวแห่งเซี่ยตะวันตกไม่ได้เรื่องหรือว่าใช้งานไม่ได้กันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้หวังเฟยรู้สึกว่างเปล่าจนกลายเป็นแบบนี้ ถึงขั้นสุ่มดึงตัวผู้เล่นสองคนที่ไม่รู้จักไปนั่งจับเข่าคุยเรื่องอุดมการณ์ชีวิตกัน
แต่ดูจากท่าทีสุขุมสงบนิ่งของหวังเฟยยามเผชิญหน้ากับเสือร้าย เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็สังเกตเห็นแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย จึงไม่ถือสาที่จะพูดคุยด้วยสักหน่อย
หลังจากทั้งสองนั่งลงแล้ว กลับได้ยินหวังเฟยบอกว่า “คาดว่าจอมยุทธ์น้อยทั้งสองคงเดาออกแล้ว ที่จริงข้าก็มีทักษะยุทธ์ติดตัวเช่นกัน ถึงไม่กลัวเสือร้ายตัวนั้น และสังเกตเห็นพวกเจ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายจั้งแล้วด้วย”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “แต่เหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ต่อให้ท่านมีทักษะยุทธ์ล้ำเลิศติดตัว แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผลประโยชน์อะไรกับพวกเราเพียงเพราะพบหน้ากันหนึ่งครั้ง และคงไม่ถึงขั้นแจกภารกิจระดับสูงให้พวกเราเพราะพวกเราฆ่าเสือตัวเดียวด้วย…
…ดังนั้นสำหรับทักษะยุทธ์ของท่าน ข้ายังรู้สึกว่าเสียงเพลงของท่านดึงดูดพวกเราสองคนมากกว่า”
เมื่ออยู่ในเกม ถ้าต้องการได้ภารกิจระดับสูงที่มีรางวัลมากมาย ก็มักต้องทำตามเงื่อนไขหรือไม่ก็ทำภารกิจย่อยก่อน ส่วนภารกิจที่รับได้เลยโดยไร้เงื่อนไข แปดส่วนคือภารกิจที่ไม่มีผลตอบแทนดีๆ อะไร
แม้กติกาข้อนี้จะไม่ตายตัว แต่ก็เกี่ยวข้องกับกฎ ‘การทุ่มเทเท่ากับผลตอบแทน’ ในเกม ไม่ค่อยเกี่ยวว่าคนที่แจกภารกิจจะเป็นใคร
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นว่ายังต้องไปทำภารกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘กระสอบข้าว’ กับน้องดาบอีก จบเรื่องแล้วยังต้องเพิ่มเลเวล ไปหาหวังชู่อีที่จวนท่านอ๋องจ้าวเพื่อทำภารกิจช่วยหวังเฟยอีกคนต่อ งานยุ่งมาก!
ตัวละครเล็กๆ เหมือนขนไก่เปลือกกระเทียมพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยจริงๆ
ที่จริงการที่เยี่ยเว่ยหมิงพูดจาฉะฉานตรงไปตรงมาอย่างนี้ ก็แสดงออกชัดเจนแล้วว่าเขาไม่สนใจภารกิจของนาง ตามหลักแล้วหวังเฟยควรจะรู้สถานการณ์สักหน่อย ควรเปลี่ยนประเด็นสนทนาได้แล้ว ควรพูดไร้สาระสักสองสามประโยค แล้วก็ส่งทั้งสองออกมาอย่างให้เกียรติ
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าหวังเฟยก็ถามโดยไม่สนใจเลยว่า “ใครบอกว่าข้าจะให้ภารกิจเจ้าไม่ได้”
เยี่ยเว่ยหมิงกำลังกลุ้มใจ น้องดาบที่อยู่ข้างๆ กลับเริ่มสนใจนางแล้ว จู่ๆ นางก็ถามแทรกว่า “ภารกิจอะไร”
หวังเฟยขยิบตาแล้วตอบพร้อมรอยยิ้ม “เป็นภารกิจที่มีรางวัลเป็นสุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม”
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็จ้องทันที
หวังเฟยคนนี้ช่างเข้าใจจิตใจผู้อื่น รู้ว่าพวกผู้เล่นมักจะไม่สนใจตัวภารกิจเท่าไรนัก สิ่งที่ดึงดูดความสนใจจริงๆ คือรางวัลภารกิจต่างหาก!
หวังเฟยคนนี้โยนรางวัลภารกิจออกมาเหมือนโยนระเบิดเสียเลย เกรงว่าผู้เล่นคนไหนฟังแล้วคงปฏิเสธยาก
ต้องทราบไว้ว่า ช่วงนี้ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบจะเป็นยอดฝีมือระดับสูงท่ามกลางผู้เล่น แต่ก็ไม่มีสุดยอดวิชาของยุทธภพที่นำออกมาอวดแล้วมีหน้ามีตาได้สักวิชา อย่างมากก็มีแค่ฉบับไม่สมบูรณ์เท่านั้น
เยี่ยเว่ยหมิงมีเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ที่เป็นฉบับสมบูรณ์ แต่โจทย์คำนวณน่ากลัวพอจะทำลายล้างเด็กเนิร์ดและบีบให้นักเรียนห่วยเป็นบ้าได้ ไม่เหมาะให้คนทั่วไปใช้งานเลยจริงๆ
ใครใช้คนนั้นก็รู้เอง!
ไม่น่าเชื่อว่าหวังเฟยจะใจกว้างขนาดนี้ พอเอ่ยปากก็พูดถึงสุดยอดวิชาบู๊ลิ้มเลย
นี่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีเบื่อหน่าย ตอนนี้เริ่มเกิดความสนใจต่อภารกิจที่ยังไม่รู้จักแล้วเช่นกัน
ส่วนน้องดาบที่ปากตรงกับใจก็ถามคำถามที่ทั้งสองสนใจที่สุดเสียเลย “สุดยอดวิชาอะไร”
หวังเฟยลุกขึ้น สายตาไปหยุดอยู่ตรงจุดที่หน่วยเหยี่ยวเหล็กสู้กับเสือร้ายก่อนหน้านี้ สีหน้าของนางไม่แสดงอารมณ์ใดๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดว่า “กำลังภายใน…”
ทั้งสองได้ยินแล้วตาเป็นประกายพร้อมกัน ต้องทราบไว้ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ วิทยายุทธ์ที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังภายใน เพราะมันเป็นพื้นฐานให้ทักษะยุทธ์ทุกย่างได้ ขอเพียงมีพื้นฐานกำลังภายในแข็งแกร่งมากพอ ต่อให้เป็นวิทยายุทธ์ขยะ ก็ยังแสดงประสิทธิภาพออกมาได้มากอยู่ดี
ตัวอย่างที่เห็นในชัดเจนที่สุดก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงที่เรียนแค่วิชาตัวเบาระดับต้นวิชาเดียวอย่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ แต่ภายใต้การเสริมของกำลังภายในและการเตรียมตัว กลับทำให้เขาวิ่งได้เร็วกว่าน้องดาบที่เรียนวิชาตัวเบาระดับสูงมาเสียอีก!
หวังเฟยผู้นี้ ไม่น่าเชื่อว่าพอเอ่ยปากก็พูดถึงกำลังภายในที่เป็นสุดยอดวิชาระดับสูงเลย จะไม่ทำให้คนประหลาดใจได้อย่างไร
ทว่าหวังเฟยที่กล่าวสิ่งน่าตกตะลึงกลับไม่อยากปล่อยพวกเขาไปอย่างนี้ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสอง นางกล่าวต่ออย่างสบายๆ ว่า “ยังมีวิชาฝ่ามือ วิชากรงเล็บ วิชาตัวเบา เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมา”
พอฟังหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกอธิบายรางวัลภารกิจอย่างเอื่อยเฉื่อยจนจบ เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบก็ตะลึงค้างโดยสิ้นเชิงแล้ว!
มีทางเลือกให้เยอะขนาดนี้ ทั้งยังเป็นสุดยอดวิชาทั้งนั้น!
คนมีเงินมีอำนาจต้องใจกว้างขนาดนี้เชียวหรือ
ต้องทราบไว้ว่า สำหรับผู้เล่นในปัจจุบันนี้
สิ่งที่เรียกว่าสุดยอดวิชา ก็คือวิทยายุทธ์ที่ไม่อาจเอื้อมไปเรียนได้!
แต่เมื่อมาเจอกับท่านหวังเฟยที่นี่ กลับกลายเป็นว่าเลือกเรียนหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาอะไรก็ได้ อย่าบอกนะว่าในเกมนี้ แดนเซี่ยตะวันตกต่างหากที่ซ่อนบอสใหญ่ระดับประเทศเอาไว้
เยี่ยเว่ยหมิงข่มอารมณ์ชั่ววูบที่จะส่งพิราบสื่อสารไปหาอินปู้คุยเพื่อถามรายละเอียดของหวังเฟย เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วถามว่า “ในเมื่อรางวัลภารกิจเป็นสุดยอดวิชา คาดว่าภารกิจนี้จะต้องสำเร็จยากมากแน่นอน?”
หวังเฟยพยักหน้าสื่อว่าสุดยอดวิชาไม่ใช่ว่าจะได้กันง่ายๆ ขนาดนั้น
หลังจากคลี่คลายคำถามนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็หายตกตะลึงโดยสิ้นเชิง จากนั้นถามว่า “ไม่ทราบว่าภารกิจที่หวังเฟยบอกมีเวลาจำกัดหรือเปล่า”
สำหรับเยี่ยเว่ยหมิง ภารกิจอยากหรือไม่นั้นไม่สำคัญ
ตราบใดที่ไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา ต่อให้ไปฆ่าบูรพาไร้พ่ายที่ผาไม้ดำ เขาก็มีความมั่นใจว่าหลังจากตัวเองแข็งแกร่งแล้วจะทำภารกิจสำเร็จได้
แต่ถ้าจำกัดเวลา…
“ต้องมีเวลาจำกัดอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ตายตัวด้วย” หวังเฟยกล่าวอย่างสงบนิ่ง “พวกเจ้าต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนถึงจุดเปลี่ยนของเนื้อเรื่อง ถึงจะได้รางวัลไป…
…แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่เจ้าวางใจได้ ภารกิจนี้จะไม่ถูกตัดสินว่าล้มเหลวหากพวกเจ้าตายในระหว่างทำภารกิจ ต่อให้ล้มเหลวจริงๆ ก็ไม่มีการทำโทษใดๆ อยู่ดี”
ไม่มีบทลงโทษของภารกิจที่ล้มเหลว เงื่อนไขนี้โดยพื้นฐานเท่ากับกำลังบอกผู้เล่นว่า เจ้ารับภารกิจนี้ได้อย่างกล้าหาญ ความเสียหายที่มากที่สุดก็แค่เสียเวลาเหนื่อยเปล่าก็เท่านั้นเอง
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วถามต่อว่า “คำถามสุดท้าย ทำไมถึงเลือกพวกเรา”
หวังเฟยได้ยินแล้วกลับมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างตำหนิ “เจ้าหนุ่มคนนี้คำถามเยอะจริงๆ”
“ใช่! ใช่! ใช่!” น้องดาบที่จุดยืนไม่แน่นอนขีดเส้นแบ่งกับเยี่ยเว่ยหมิงให้ชัดเจนทันที จากนั้นพูดกับผู้ค้าส่งสุดยอดวิชาคนนี้ว่า “ถ้าเขาไม่รับข้ารับเอง ข้าไม่ได้มีคำถามเยอะขนาดนั้น”
คาดไม่ถึงว่าหวังเฟยฟังเฟยกลับส่ายหน้า แล้วตอบอย่างอ้อมค้อม “ไม่ได้!”
“เพราะอะไร”
สำหรับการปฏิบัติที่ต่างกันอย่างชัดเจนของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตก น้องดาบแสดงการประท้วงอย่างชอบธรรมแล้ว
“นี่เป็นคำถามเดียวกันกับที่เขาเพิ่งเอ่ยถาม หลังจากพวกเจ้ารับภารกิจแล้ว ก็ย่อมรู้เอง” หวังเฟยชะงักไปครู่เดียว แล้วกล่าวเสริมว่า “ภารกิจนี้เขารับได้คนเดียวเท่านั้น หรือถ้าพวกเจ้าสองคนรับด้วยกันก็ได้เหมือนกัน แต่ข้าแจกภารกิจนี้ให้เจ้าคนเดียวไม่ได้ เพราะคนที่ทำตามเงื่อนไขในการปลดล็อกภารกิจได้จริงๆ ก็คือเขา ไม่ใช่เจ้า”
“เจ้ามีสิทธิ์รับภารกิจนี้ ก็เป็นเพราะเจ้าบังเอิญเป็นสหายร่วมทีมของเขาพอดี เหตุผลก็เท่านี้เอง”
พอฟังถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ตาเป็นประกายทันที แล้วถามว่า “ท่านกำลังบอกว่า หากพวกเราสองคนรับภารกิจและทำภารกิจสำเร็จ แต่ละคนก็จะเลือกหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาใช่หรือไม่”
หวังเฟยพยักหน้า แล้วกล่าวเสริม “เลือกซ้ำกันไม่ได้”
“ดังนั้น ตอนที่รับภารกิจ ทีมนี้จึงจำกัดได้สี่คน?” นี่ต่างหากคือสาเหตุแท้จริงที่เยี่ยเว่ยหมิงถามถึงเรื่องนี้!
ตอนที่มีผลประโยชน์ก็ต้องไม่ลืมนึกถึงเพื่อน
โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เรียกเพื่อนมาช่วยได้โดยที่ผลประโยชน์ของตัวเองไม่ลดลง ก็ยิ่งต้องเรียกมาช่วยกัน
แต่ถ้าเลือกได้เพียงสี่รายชื่อ…
เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มพิจารณาว่าอีกสองรายชื่อที่เหลือควรเรียกใครดี
ในเกมนี้ สหายที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเขาที่สุดก็คือสะพานสวรรค์น้อย ซานเย่ว์ โหยวโหยวและอินปู้คุย ส่วนคนอื่นๆ เช่น เฟยอวี๋ ถังซานไฉ่ หนิวจื้อชุนและฉางซิงอวี่…แม้ความสัมพันธ์จะไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับสี่คนแรก ก็ถือว่ายังแย่กว่านิดหน่อย
ปัญหาตอนนี้ก็คือ ภารกิจนี้ใส่ได้แค่สี่รายชื่อเท่านั้น ต่อให้ตอนนี้เตะน้องดาบออกจากทีม ก็ยังขาดตำแหน่งว่างไปอีกหนึ่งที่อยู่ดี
ไม่ว่าจะฝ่ามือหรือหลังมือ[1]ก็เป็นเนื้อเหมือนกัน ชั่วขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไรนั้นเอง
น้องดาบที่ไม่รู้ว่าตัวเองใกล้โดนเตะออกจากทีม ตอนนี้ยังพูดเร่งเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไร้เดียงสา “นี่! ข้าว่านะเจ้ามือปราบหน้าเหม็น ภารกิจดีๆ ขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้ารีบรับไว้เร็วๆ หน่อยเถอะ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้ายังมัวลังเลอะไรอีก”
ตอนนี้เอง ประโยคเดียวของหวังเฟยกลับช่วยชีวิตน้องดาบกลับมาจากการถูกเตะออกจากกลุ่ม
“ที่จริงในทีมของเจ้าจะมีกี่คนก็ไม่สำคัญ แม้ตำราลับสุดยอดวิชาจะมีเพียงสี่เล่ม แต่ถึงตอนนั้นก็อิงตามลำดับผลงานได้ อยู่ลำดับหลังๆ แม้จะไม่ได้สุดยอดวิชา แต่ข้าก็ให้รางวัลบางส่วนได้เช่นกัน ทั้งยังเป็นรางวัลที่ไม่ทำให้ผิดหวังด้วย เพียงแต่…”
“เพียงแต่อะไร”
“เพียงแต่เจ้ามีเวลาพิจารณาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ถ้าผ่านเวลาที่กำหนด แม้แต่เจ้าเองก็จะเสียโอกาสในการรับภารกิจนี้ตลอดไป”
ได้!
มีเวลาแค่สิบห้านาที ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีทางหาสถานที่ที่ ‘ข้างหน้าไม่ติดหมู่บ้าน ข้างหลังไม่ติดร้านค้า’ เจอภายในเวลาสั้นๆ นี้แน่
ด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงทิ้งความคิดที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุด “เช่นนั้นหวังเฟยก็ได้โปรดบอกภารกิจของท่านมาเถิด คุยกันให้เรียบร้อยก่อน ข้าคือเจ้าหน้าที่ทางการของภาคกลาง เรื่องที่ต้องสมคบกับศัตรูขายชาติ ข้าไม่ทำแน่นอน”
“ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น” หวังเฟยกลอกตามองเยี่ยเว่ยหมิง แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ “ข้ามีสหายที่ดีอยู่คนหนึ่ง แต่ถูกสตรีชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ ต่ำช้าไร้ยางอาย จิตใจบิดเบี้ยว หน้าตาสุดแสนอัปลักษณ์ทำลายใบหน้า..บลาๆๆๆ…”
[ติ๊ง! คุณได้รับภารกิจลับ ‘ฟื้นฟูใบหน้าเดิม’]
ฟื้นฟูใบหน้า
สหายคนหนึ่งของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกถูกทำลายใบหน้า กรุณาคิดหาทางฟื้นฟูใบหน้างดงามแห่งยุคกลับมา
ระดับภารกิจ: 9 ดาว
ระยะเวลาภารกิจ: ก่อนที่หวังเฟยและสหายของนางจะตาย
รางวัลภารกิจ: ‘พลังไร้ลักษณ์น้อย’ ‘พลังฝ่ามือรุ้งขาว’ ‘กรงเล็บภูตอเวจี’ ‘ท่าเท้าท่องคลื่น’ เลือกหนึ่งในสี่สุดยอดวิชาบู๊ลิ้ม!
……
สหายผู้นั้นของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกคือเป้าหมายภารกิจที่ต้องช่วยรักษา และหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตกเองก็เป็น NPC คนสำคัญที่รับหน้าที่แจกรางวัลภารกิจ หากพวกนางตายแล้ว ก็ย่อมถูกตัดสินว่าภารกิจล้มเหลว
ภารกิจที่หวังเฟยท่านนี้แจกให้ ไม่เพียงแค่ไม่ขัดกับจุดยืนของเยี่ยเว่ยหมิง อีกทั้งหลังจากแจกภารกิจแล้ว ยังมีการชี้แนะภารกิจอย่างใส่ใจด้วย
มองออกเลยว่า นางหวังจากใจจริงว่าทั้งสองจะทำภารกิจระดับเก้าดาวที่นางมอบหมายสำเร็จ
“เพื่อช่วยฟื้นฟูโฉมหน้าเดิมให้สหายรักของข้า ข้าเคยไปหาหมอชื่อดังทั่วทั้งใต้หล้า แต่พวกหมอเทวดามักถนัดแต่ช่วยชีวิตคน แต่กลับช่วยลบรอยแผลเป็นไม่ได้ ยังดีที่ความพยายามไม่ทรยศคนตั้งใจ ในที่สุดข้าก็เจอหมอที่ชื่อว่าหลี่กุ่ยโส่วแล้ว เขามีความสามารถในการปั้นใบหน้าใหม่…
…แต่บาดแผลบนใบหน้าสหายของข้ารุนแรงเกินไป หากคิดจะฟื้นฟูหน้าเดิม ต่อให้เป็นหลี่กุ่ยโส่วก็ต้องมีของล้ำค่าหายากมาช่วย…
…นี่คือรายชื่อยาที่เขาให้ข้าไว้ก่อนหน้านี้ เจ้านำไปไว้ดู”
ขณะที่พูด หวังเฟยก็นำจดหมายที่เก่าจนออกสีเหลืองยื่นให้เยี่ยเว่ยหมิง แล้วพูดต่อว่า “ขอเพียงเจ้ารวบรวมยาเจ็ดอย่างที่เขียนไว้บนนี้จนครบ ก็จะไปขอให้หลี่กุ่ยโส่วมาช่วยฟื้นฟูใบหน้าให้สหายของข้าได้แล้ว ถือว่าภารกิจของพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน หลังจากนางฟื้นฟูใบหน้าเดิมกลับมาแล้ว ข้าจะมอบตำราลับสุดยอดวิชาให้…
…แต่หลี่กุ่ยโส่วนั่นที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง พเนจรไปทั่ว แม้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่ หากพวกเจ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ ก็ต้องหาวิธีตามตัวเขาให้พบก่อน”
เมื่อพูดจบ นางก็ส่งป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นหนึ่งให้เยี่ยเว่ยหมิง “รอให้พวกเจ้าเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็นำไปอาญาสิทธิ์แผ่นนี้ไปหาข้าที่วังของเซี่ยตะวันตกได้…
…ที่ข้าพูดก็มีเท่านี้ เรื่องที่เหลือก็ต้องรบกวนจอมยุทธ์น้อยทั้งสองแล้ว” หวังเฟยกล่าวพร้อมลุกขึ้น แล้วตะโกนบอกนายพลของหน่วยเหยี่ยวเหล็กที่เฝ้าอยู่ข้างๆ ว่า “ข้าเหนื่อยแล้ว เตรียมกลับวัง!”
เยี่ยเว่ยหมิงรับป้ายอาญาสิทธิ์มาดูแล้วเก็บไว้ จากนั้นบอกว่า “หวังเฟยวางใจได้ขอรับ ต่อให้ทำเพื่อตำราลับสุดยอดวิชา พวกเราสองคนก็จะพยายามเต็มที่เพื่อทำให้ภารกิจนี้สำเร็จให้ได้”
อืม ใช่แล้ว!
แค่ทำเพื่อตำราลับสุดยอดวิชา
มีอะไรก็พูดตรงๆ นี่คือหลักการใช้ชีวิตในยุทธภพของเยี่ยเว่ยหมิง!
“เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ” ตอนนี้หน่วยเหยี่ยวเหล็กก็นำรถม้างดงามหรูหราคันหนึ่งมาทางนี้แล้ว หวังเฟยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้กะทันหัน ยื่นกล่องไม้ที่สวยประณีตใบหนึ่งให้เยี่ยเว่ยหมิง “นี่คือรางวัลที่เจ้าช่วยฆ่าเสือโคร่งก่อนหน้านี้ น่าจะช่วยเจ้าได้บ้างไม่มากก็น้อย…
…ตามนี้แล้วกัน หวังว่าพวกเจ้าสองคนจะได้รับรางวัลภารกิจจากข้า”
“จำไว้ สี่เล่มล้วนเป็นสุดยอดวิชา!”
พอพูดจบนางก็เหยียบบันไดที่ทหารเหยี่ยวเหล็กสองคนเตรียมไว้ให้เพื่อขึ้นรถม้า จากนั้นทหารเหยี่ยวเหล็กสองคนนั้นก็เก็บบันไดไม้ไปวางไว้ตรงจุดที่ไม่สะดุดตาหลังรถม้า เสร็จแล้วถึงได้ต่างคนต่างขึ้นคร่อมม้าศึกของตัวเอง ก่อนจะนำกำลังทหารกลุ่มใหญ่จากไปไกล
ดูจากขั้นตอนการขึ้นรถ ก็มองออกแล้วว่าชีวิตของตระกูลท่านอ๋องแห่งเซี่ยตะวันตกทุจจริตขนาดไหน
เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่สนใจปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ตอนนี้ความสนใจของเขาไปอยู่บนรางวัลภารกิจที่หวังเฟยให้แล้ว
[ลูกแก้วหลิวหลีเจ็ดสี (ทองคำ)] อาวุธลับที่ทำจากแก้วหลิวหลี เป็นประกายสีรุ้ง
โจมตี +200
กำลังภายใน +30%
จำนวน: 100/100 ใช้แล้วหมดไป]
[1] ไม่ว่าจะฝ่ามือหรือหลังมือก็เป็นเนื้อเหมือนกัน 手心手背都是肉 หมายถึงทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญพอๆ กัน เลือกไม่ถูก
เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบเสียเวลากับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงมาไม่ทันหาที่พักที่ด่านประตูหยกอย่างที่คาดไว้ ทำได้เพียงเลือกตั้งค่ายพักแรมนอกเมือง
ในบทกวีกล่าวว่าสายลมวสันต์ไม่พัดผ่านด่านประตูหยก ตอนกลางคืนนอกด่านนี้เหน็บหนาวเป็นพิเศษจริงๆ
เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบไม่ได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับตั้งค่าย กระโจม ผ้านวม อุปกรณ์ฉุกเฉินอะไรก็ไม่ได้นำมาติดมาด้วย ทำได้เพียงก่อไฟง่ายๆ อยู่ระหว่างภูเขาเพื่อไล่อากาศหนาว แล้วถือโอกาสพักผ่อนสักหน่อย อย่างไรเสีย การเดินทางทั้งคืนแบบนี้ ต่อให้เป็นผู้เล่นยอดฝีมืออย่างพวกเขาก็ไม่สะดวกเท่าเดินทางตอนกลางวันอยู่ดี
ในระหว่างนั้น เยี่ยเว่ยหมิงดีดหมาป่าโชคร้ายตัวหนึ่งตาย แล้วใช้มีดสั้น ‘กัวจิ้ง’ ซึ่งเป็นอาวุธเทพผ่าท้องมัน จากนั้นนำไปล้างริมลำธารแล้วหั่นเฉลี่ยเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้ไม้ที่เหลาไว้แล้วเสียบไว้ ก่อนจะนำมาย่างบนกองไฟ
หลังจากนั้นพักหนึ่ง น้ำมันในเนื้อหมาป่าก็ถูกย่างจนไหลออกมาจากเนื้อ หยดลงบนถ่านด้านล่าง ส่งเสียงฟู่ๆ กลิ่นเนื้อหอมเย้ายวนใจโชยมาตามลมเช่นกัน ทำให้คนเกิดอาการเปรี้ยวปาก
พริก ยี่หร่าและเครื่องปรุงรสต่างๆ ล้วนเป็นของขวัญที่ไม่เห็นแก่ตัวจากระบบ ราคาของมันถูกมาก หลังจากซื้อแล้วก็เก็บสะสมไว้ในมิติของสัมภาระได้เลย ทำให้บรรดาผู้เล่นพกไปไหนมาไหนได้สะดวกยิ่งขึ้น นำมาใช้ได้ตลอดเวลา เมื่อโรยมันบนเนื้อที่เพิ่งย่างสุก ไม่เพียงแค่กระตุ้นปุ่มแยกรสชาติให้คนเท่านั้น ยังทำให้กลิ่นหอมของเนื้อเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งด้วย กระตุ้นให้นาสิกประสาทชัดเจนยิ่งขึ้น
“กินได้แล้ว” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำเนื้อย่างสิบกว่าไม้ลงจากตะแกรงบนกองไฟ จากนั้นก็แบ่งให้สองคน ตัวเองกับน้องดาบได้คนละแปดไม้ พร้อมทั้งบอกว่า “เก็บเข้าในสัมภาระจะรักษาอุณหภูมิความร้อนได้ กินหนึ่งไม้ถือหนึ่งไม้ สะดวกรวดเร็ว”
“เรื่องพื้นฐานแบบนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว” น้องดาบปากแข็ง แต่ก็เป็นอย่างที่นางบอก นางเก็บเนื้อย่างทั้งหมดไว้ในสัมภาระ เหลือไว้เพียงหนึ่งไม้ในมือ นางมองหน้าตาอาหารที่เป็นมันเยิ้มแวบหนึ่ง ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นหลายส่วน
เนื้อหมาป่าย่าง: คุณภาพ 20 กินแล้วลดค่าความหิว 20 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพละกำลัง 30 แต้ม
พอลองกัดหนึ่งคำ น้องดาบก็รู้สึกทันทีว่ากลิ่นหอมกำลังฟุ้งกระจายอยู่ในปาก ตอนนี้ฝีมือของเยี่ยเว่ยหมิงแม้จะไม่ถือว่าดีมาก ถึงอย่างไรก็ใช้ ‘การเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน’ และการฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้ค่าสเตตัสฝีมือการทำครัวเพิ่มขึ้นถึงเลเวลสามแล้ว อาหารที่ย่างออกมาแม้จะไม่ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสล้ำค่า แต่ถ้าเป็นในชีวิตจริง ก็ถือเป็นระดับอาหารชื่อดังในโลกโซเชียลได้เลย
คุณภาพอาหารระดับนี้ ถ้าจะบอกว่าทำให้คนกินเป็นบ้าได้ก็เป็นคำพูดเหลวไหล แต่ว่าอยู่ในสถานที่ที่ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้านข้างหลังไม่มีร้านค้าแบบนี้ สำหรับผู้เล่นที่ค่าความหิวกำลังสูง มันกลับเป็นความยั่วยวนใจที่อยากจะต้านทานได้
พอน้องดาบกินคำแรกหมดแล้ว ก็อดใจไม่ไหวต้องกินคำต่อไป…
จนกระทั่งกินเนื้อย่างหมดไปหนึ่งไม้ นางถึงได้โยนไม้ทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้ไม้ไปปักอยู่บนต้นหยางใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างหลัง แล้วนางก็บอกว่า “มองไม่ออกเลยว่ามือปราบหน้าเหม็นอย่างเจ้าจะมีฝีมือการย่างที่ไม่เลวเลย เจ้าเคยฝึกมาก่อนหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าแล้วตอบส่งเดช “ทักษะการทำอาหารของข้าถึงเลเวลสามแล้ว อาหารที่ย่างออกมาก็พอกินได้ บวกกับคำชี้แนะของน้องชายคนหนึ่งก่อนหน้านี้ นับว่าพอเข้าใจเคล็ดลับการย่างเนื้ออยู่บ้าง” ตอนที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำเนื้อหมาป่าย่างอีกสิบกว่าไม้มาย่างไว้บนตะแกรง ย่างเนื้อชุดที่สองต่อไป
“เชอะ! ข้าชมเรื่อยเปื่อย แต่เจ้ากลับหลงตัวเอง” น้องดาบกลอกตามองเยี่ยเว่ยหมิง แล้วนำเนื้อไม้ต่อไปมากินต่อ แต่เนื่องจากกินไปแล้วไม้หนึ่ง ตอนนี้นางจึงไม่หิวมากเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ตอนที่กำลังกิน ในที่สุดนางก็ถามคำถามที่นางสงสัยมาตลอด “จะว่าไปแล้ว เจ้ามีจุดไหนที่แตกต่างจากคนอื่นกันแน่ ถึงสอดคล้องกับเงื่อนไขภารกิจของหวังเฟยแห่งเซี่ยตะวันตก นางบอกว่าพอพวกเรารับภารกิจแล้วก็จะรู้เอง แต่ตอนนี้ข้ายังสมองทึบเหมือนหมอกลงอยู่เลย”
เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ตอบ แต่ส่งลิงก์ไอเทมมาให้นาง
[รายชื่อวัตถุดิบยา (ไอเทมภารกิจ)] รายชื่อวัตถุดิบยาที่หวังเฟยแห่งตะวันตกให้มา บนนั้นเขียนไว้ว่า: ยาผึ้งหยก ปลาขาวบึงหนาว ท้อสวรรค์คุนหลุน ปลาหลีฮื้อทอง น้ำดีจิ้งจอกหิมะ ยาเปลี่ยนเส้นเอ็น ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก
……
หลังจากเห็นรายชื่อของอย่างสุดท้าย น้องดาบก็เข้าใจแล้ว
สงสัยจะเจอกับภารกิจของหลี่ชิวสุ่ยเข้าแล้ว นั่นก็คือบนตัวผู้เล่นจะต้องมีวัตถุดิบยาหนึ่งในเจ็ดรายการบนรายชื่อนี้
หลังจากไขข้อสงสัยแล้ว น้องดาบก็ไม่คิดวนเวียนเรื่องภารกิจนี้อีก ตอนที่แบ่งของกันก่อนหน้านี้ นางก็หมายตา ‘ขี้ผึ้งหยกดำต่อกระดูก’ ขวดนั้นไว้แล้วจริงๆ แต่เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยกติกาการแบ่งไอเทมที่ทุกคนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันนำของสิ่งนั้นไปแล้ว นางเองก็พูดอะไรไม่ได้เช่นกัน
อย่างไรเสีย ในภารกิจครั้งนี้ นางก็คิดว่าผลตอบแทนที่ตัวเองได้รับไม่ด้อยกว่าเยี่ยเว่ยหมิง
ความสามารถของนางเดิมที่ก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ถ้าอยากจะโจมตีมอนสเตอร์ดรอปอุปกรณ์ก็เป็นเรื่องที่ง่ายสุดๆ กอปรกับในชีวิตประจำวันไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย ไม่เหมือนเยี่ยเว่ยหมิงที่ได้เงินมาเท่าไหร่ก็เอาแต่คิดว่าจะซื้อโลงศพ นางถือเป็นเศรษฐีนีคนหนึ่งจริงๆ
ในภารกิจต่อเนื่องครั้งนี้ เงินส่วนหนึ่งของนางที่ใช้ซื้ออุปกรณ์ขายประมูลในทีมได้กลายเป็นศักยภาพประจำตัวนางแล้ว ทำให้พลังต่อสู้ของนางเพิ่มขึ้นเยอะมาก
สุดท้ายจี้พระปีศาจ อาวุธที่ดรอปจากอาเอ้อร์ก็ถูกนางประมูลซื้อมาในราคาที่ต่ำมาก
ค่าสเตตัสของจี้ย่อมไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่ว่าจะอยู่บนตัวผู้เล่นคนใด ก็ล้วนทำให้ศักยภาพเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับทั้งนั้น
เพียงแต่การตั้งค่าของมันที่กำหนดว่าเมื่อค่าตบะพุทธธรรมกับอุปกรณ์ถึงเลเวลห้าแล้วถูกหักค่าวีรบุรุษห้าร้อยแต้มก็ทำให้คนปวดไข่จริงๆ ทำให้อุปกรณ์ระดับสูงที่ดีมากชิ้นหนึ่งกลายเป็นเหมือนซี่โครงไก่ที่ไร้ประโยชน์แต่ก็รู้สึกเสียดายถ้าจะทิ้ง
แต่น้องดาบกลับไม่ถือสาขีดจำกัดอันโหดร้ายกับค่าสเตตัสด้านลบที่หลอกลวงของมัน
นางไม่ปวดไข่ เพราะนางไม่มีไข่!
นางเป็นศิษย์ของสำนักฝ่ายมาร สำหรับนาง ค่าวีรบุรุษเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียว จะมีหรือไม่มีก็ได้ อีกทั้งสำนักดาบโลหิตแม้จะก่อกรรมทำชั่วมานับไม่ถ้วนเพราะการนำของปรมาจารย์ดาบโลหิต แต่ที่จริงแล้วก็เป็นสำนักสายพุทธเหมือนกัน…
จี้ชิ้นนั้น จะบอกว่าสร้างมาเพื่อน้องดาบก็ไม่ถือว่ากล่าวเกินไป
น้องดาบโยนไม้เสียบเนื้อไปข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจ ไม้ไปเสียบอยู่ด้านล่างของไม้แท่งแรกบนต้นหยางพอดี แล้วนางก็หยิบเนื้อย่างไม้ที่สามขึ้นมากินอีก กินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “หวังเฟยนั่นใช้ผ้าขาวปิดใบหน้าอยู่ตลอด เจ้าลองเดาดูสิ สหายที่นางบอกว่าถูกทำลายโฉมหน้า อาจจะเป็นตัวนางเองหรือเปล่า”
“ยังต้องเดาอีกหรือ ก็ต้องใช่อยู่แล้ว! กลยุทธ์อ้างเพื่อนง่ายมาก เป็นวิธีการที่คนทำกันเป็นปกติ” เยี่ยเว่ยหมิงตอบแบบไม่คิดมาก
“เจ้าพูดเช่นนี้อาจจะคิดเองเออเองไปหน่อยกระมัง” น้องดาบแสดงออกว่าไม่เชื่อ “ดูจากที่นางออกมาครั้งเดียวก็ใช้หน่วยเหยี่ยวเหล็กสามสิบคนคุ้มกันก็รู้แล้ว ฐานะของนางที่เซี่ยตะวันตกไม่ต่ำแน่นอน ข้าไม่กล้าจินตนาการจริงๆ หวังเฟยคนหนึ่งที่ถูกทำลายโฉมหน้ามาหลายสิบปี แต่ยังรักษาฐานะที่สูงส่งอย่างนี้เอาไว้ได้อีก ต้องรู้ไว้นะว่าท่านอ๋องของแดนเซี่ยตะวันตกที่อยู่ในฉากของเกมนี้คือเจ้าจอมมารหลี่หยวนฮ่าว”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วชูสี่นิ้วพร้อมทำสีหน้าเรียบเฉย
“หมายความว่าอะไร” น้องดาบงุนงง
“สี่บอสใหญ่ที่มีสุดยอดวิชาป้องกันตัว เจ้าน่าจะรู้นะว่าหมายความว่าอะไร” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างสมเหตุสมผล “หากหลี่หยวนฮ่าวไม่อยากถูกนางตบตายด้วยฝ่ามือเดียว ก็ไม่ควรจะเกิดความคิดแย่ๆ สิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอก เนื้อรอบนี้ก็กำลังจะสุกแล้วเช่นกัน!”
ตอนที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มโรยเครื่องปรุงไว้บนเนื้อที่กำลังจะสุก “จะว่าไป เจ้าดึงดันอยากได้กระสอบข้าวขนาดนี้ มีภารกิจอะไรกันแน่ที่ทำให้เจ้าตั้งใจขนาดนี้”
ภารกิจนี้เดิมทีคือหนึ่งในความลับสุดยอดของน้องดาบ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าทั้งสองกำลังจะไปส่งไอเทมภารกิจด้วยกัน น้องดาบก็ลังเลนิดหน่อย แล้วตอบตามความจริงว่า “ไปหา NPC ที่ชื่อจั่วปั๋วเยี่ยนที่เมืองเจิ้นเจียง ขอให้เขาช่วยกลั่นสุราโอสถพิเศษที่ชื่อว่า ‘สุราเพลิงหยกน้ำแข็งลึกลับ’ แต่ก่อนหน้านั้น พวกเราต้องไปเอาของที่ด่านประตูหยกก่อน”
น้องดาบเริ่มกินเนื้อไม้ที่เจ็ดขณะที่พูด ตอนนี้เพิ่งนึกได้และถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ทำไมเจ้าไม่กินบ้างล่ะ”
“กำลังจะกินเดี๋ยวนี้”
หลังจากแบ่งเนื้อย่างหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ย่างเนื้อต่อ แต่ใช้ไม้เสียบเนื้อเขี่ยดินเหนียวขนาดใหญ่ออกมาหนึ่งก้อน จากนั้นทุบเบาๆ
กลิ่นหอมมหาศาลของเนื้อย่างฟุ้งกระจายออกมาในชั่วพริบตาเดียว
ไก่ขอทาน: คุณภาพ 40 กินแล้วลดค่าความหิว 50 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มพลังชีวิตสูงสุด 1200 แต้ม
ถึงอย่างไรก็เป็นอาหารในตำราทักษะที่เคยเรียนมาแล้ว ประสิทธิภาพเหนือกว่าคุณภาพของเนื้อหมาป่าย่างที่ปรุงโดยอาศัยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
เมื่อได้กลิ่นหอมอันไร้ที่เปรียบและเห็นไก่ขอทานที่น่ากินกว่าเนื้อย่างมาอยู่ตรงหน้า แล้วก็ดูค่าความหิวของตัวเองที่กำลังจะเหลือศูนย์ ในที่สุดน้องดาบก็รู้แล้วว่าทำไมเยี่ยเว่ยหมิงไม่กินเนื้อย่าง
เพราะหลังจากพวกเขาตัดสินใจว่าจะแวะพักผ่อน ก็ล่าไก่ป่ามาได้แค่ตัวเดียว!
โดนเจ้ามือปราบหน้าเหม็นน่ารังเกียจวางกับดักอีกแล้ว
ทำได้เพียงมอง แต่กินไม่ได้
น่าโมโห!
ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ