วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

251-255

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 251ถึง255

กำลังของทัพย่อยมองโกลแม้จะไม่อ่อนแอ ทั้งหมดเป็นมอนสเตอร์อีลิทเลเวลประมาณสามสิบ แข็งแกร่งกว่ามอนสเตอร์ป่าทั่วไป แต่อ่อนแอกว่า BOSS พลังชีวิตเฉลี่ยประมาณเจ็ดแปดพัน

ผู้ที่นำหน้ามาคือหลวงจีนอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่ง หลังจากสู้กันแล้วถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายชื่อหลวงจีนน้ำเต้าโลหิต เป็นบอสเลเวลสามสิบห้า

ด้วยศักยภาพของเยี่ยเว่ยหมิงในปัจจุบัน การรับมือกับ BOSS เลเวลเดียวกันแบบนี้ จำเป็นต้องจัดการอย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นถ้าเผลอก็จะทำให้ BOSS ตัวเป็นๆ คนหนึ่งตายได้ง่ายมาก

ถึงอย่างไร เป้าหมายของเขาก็แค่ควบคุมอีกฝ่ายไว้เพื่อถามข้อมูลเท่านั้น

ย่อมต้องไว้ชีวิตอยู่แล้ว

ไม่ต้องพูดถึงหนิวจื้อชุนที่นำหน้าไปส่งจดหมายให้สำนักคุนหลุนก่อน ห้าคนที่เหลืออยู่ฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงทารุณกำลังพลย่อยกลุ่มนี้ได้อย่างไม่มีปัญหาเลย แต่ถึงอย่างไรฝ่ายศัตรูก็มีคนเยอะกว่า แม้จะเอาชนะศัตรูได้ แต่กลับขัดขวางเสียงธนูแจ้งเตือนที่ดังขึ้นก่อนอีกฝ่ายจะถูกกำจัดทั้งกลุ่มไม่ได้

ถึงอย่างไร ตอนที่เห็นว่ากำลังจะสู้ไม่ไหว แปดคนของฝ่ายตรงข้ามก็ยิงธนูส่งสัญญาณพร้อมกัน พวกเยี่ยเว่ยหมิงขัดขวางได้เจ็ดคนก็ถือว่าเก่งแล้ว

“ที่นี่ห่างจากเมืองต้าตูสามสิบลี้กว่า สัญญาณของเสียงธนูดังไม่ไกลขนาดนั้น เพียงแต่กำลังพลใหญ่ในหุบเขาต้องได้รับสัญญาณแล้วแน่นอน” เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว แล้วบอกว่า “สะพานสวรรค์น้อย วิชาตัวเบาของเจ้าดี รับหน้าที่ขึ้นไปบนปากหุบเขาแล้วสังเกตทิศทางการเคลื่อนไหวของทัพมองโกล พวกเราจะไปถามถึงสถานการณ์ข้างในกับหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตก่อน”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็มองหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา “บอกมาเถอะ ตอนนี้ในหุบเขามียอดฝีมืออยู่เท่าไรกันแน่”

“ล้อหน้าไม่หมุน หมุนแต่ล้อหลัง ฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ กุ๊กกรูกุ๊กกรู…” หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตตอบ

พอได้ยิน ถังซานไฉ่ก็หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิง “เขาพูดภาษาทางการไม่ได้ ทำอย่างไรดี”

“เช่นนั้นเขาก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว สังหารบูชาฟ้าเถอะ”

“อย่า!” พอหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตได้ยินว่าอีกฝ่ายจะสังหาร ก็รีบใช้ภาษาฮั่นอย่างคล่องแคล่วได้มาตรฐานพูดว่า “ข้ารู้สถานการณ์ของที่นี่ พวกเจ้าอย่างสังหารข้า เมื่อครู่ข้าเพียงใช้การปฏิบัติจริงพิสูจน์ให้พวกเจ้าเห็นว่าข้าพูดได้หลายภาษา พิสูจน์ว่าข้าเป็นคนที่มีความสามารถ!”

“เลิกพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์!” เยี่ยเว่ยหมิงถามต่อ “บอกมาว่าสถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรกันแน่”

หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตกลอกตา น้องดาบใช้ดาบกระทุ้งบนต้นขาของเขา “ถ้าคิดจะเล่นลูกไม้ ก็เอาไปครั้งละหนึ่งดาบ! เจ้ามีโอกาสทำพลาดแค่สามพันหกร้อยครั้ง พวกเราค่อยๆ เล่นกันก็ได้”

เมื่อได้ยินว่าตัวเองมีโอกาสทำพลาดเยอะขนาดนั้น แทนที่หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตจะดีใจ กลับตกใจจนเริ่มตัวสั่นแล้ว

สามพันหกร้อยดาบ นี่คือจังหวะของการถูกแล่เนื้อเถือหนังชัดๆ!

หลังจากเห็นน้องดาบชักดาบออกมาและเตรียมแทงอีก หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตที่ถูกแทงจนกลายเป็นน้ำเต้าโลหิตก็รีบบอกว่า “อย่าลงไม้ลงมือ ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว! คือเรื่องเป็นอย่างนี้นะ…”

จากคำอธิบายของหลวงจีนน้ำเต้าโลหิต ทุกคนถึงได้เข้าใจความเป็นมาของเรื่องราวอย่างคร่าวๆ

ที่แท้หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตคนนี้ก็คือเจ้าอาวาสวัดน้ำเต้าโลหิตที่อยู่ในหุบเขาน้ำเต้าโลหิต เนื่องจากวัดของเขาอยู่ใกล้ต้าตู ท่าทีของเขาที่มีต่อราชสำนักมองโกลจึงคลุมเครือมาก ไม่นานก่อนหน้านี้จวนท่านอ๋องหรู่หยางให้คนส่งกู่ฉินมาหนึ่งตัว บอกว่าเป็นของที่บรรพจารย์รุ่นก่อนของสำนักคุนหลุนทำหายข้างนอก ต้องการให้หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตเชิญเจ้าสำนักคุนหลุนไป๋ลู่จื่อมาพบกันในนามของตัวเองเป็นการส่วนตัว

ที่จริงแล้วใช้เรื่องคืนกู่ฉินเป็นข้ออ้างเพื่อล่อพวกเขามาสังหาร จากนั้นสร้างหลักฐานต่อเนื่องที่คล้ายเป็นของจริงแต่ไม่ใช่เพื่อโยนความผิดไปที่พรรคจรัส

อย่างไรเสีย ตอนนี้พรรคจรัสเดิมทีก็ไม่ถูกกับสำนักคุนหลุนเหมือนน้ำกับไฟอยู่แล้ว ขอเพียงหลักฐานมีแนวโน้มชี้ไปทางนั้นก็พอ ไม่ถึงขั้นต้องใช้หลักฐานที่น่าเชื่อถือจนแก้ตัวไม่ได้

เนื่องจากคนของสำนักคุนหลุนไม่มีทางไปขอหลักฐานจากพรรคจรัสอยู่แล้ว!

แผนของพวกเขาดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก ล่อไป๋ลู่จื่อและยอดฝีมือคุนหลุนหลายคนเข้ามาในวัดได้ จากนั้นยอดฝีมือจำนวนมากของราชสำนักมองโกลก็ลงมือพร้อมกัน นั่นก็คือล้อมสังหารพวกเขา

เพื่อรับประกันว่าแผนจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ยอดฝีมือทั้งเจ็ดของราชสำนักมองโกลก็ออกโรงแล้วสี่คน!

นอกจากหยวนเจิน ฟ่านเหยาและอาซานที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงกำจัดไปก่อนหน้านี้ อาต้า อาเอ้อร์รวมทั้งสองเฒ่าเสวียนหมิงที่เหลือก็อยู่ในนี้ด้วย

เดิมทีนึกว่าจะได้สังหารหมู่ แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดคิดกลางคัน

ไม่รู้ว่ามีข่าวหลุดล่วงหน้าหรือว่าเพราะอะไร จู่ๆ ฝั่งสำนักคุนหลุนก็มีทัพหนุนที่ศักยภาพแข็งแกร่งมากกระโดดออกมา เป็นสามอัจฉริยะแห่งคุนหลุนที่อายุเกินร้อย!

มี BOSS สุดแข็งแกร่งคนนี้คุมอยู่ แม้สี่ยอดฝีมือของราชสำนักมองโกลลงมือพร้อมกัน แต่ก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าได้เลย

แต่เหอจู๋เต้าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของศิษย์ลูกศิษย์หลานของเขา จึงทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ตอนนี้ทั้งสองฝั่งกำลังคุมเชิงกัน เหอจู๋เต้าพาศิษย์ของสำนักคุนหลุนถอยเข้าไปไหนวัดน้ำเต้าโลหิตแล้ว ทัพใหญ่มองโกลตั้งทัพคุมอยู่ข้างนอก ลองโจมตีแล้วหลายครั้ง แต่ก็โจมตีเข้าไปไม่ได้

ท่านอ๋องน้อยจากจวนท่านอ๋องหรู่หยางที่รับหน้าที่บัญชาการรบเพิ่งออกคำสั่งให้หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตพาคนกลับต้าตูไปขอความช่วยเหลือ แล้วถือโอกาสนำฟืนกับน้ำมันมาด้วย

พวกเขาต้องการเผาวัดน้ำเต้าโลหิต!

เตรียมจะเผาเหอจู๋เต้าและยอดฝีมือคุนหลุนทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในวัด!

สำหรับแผนการสุดโหดร้ายที่พวกเขาใช้ พวกเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้แสดงความเห็นอะไร ที่จริงถ้าพวกเขาใช้กลอุบายขึ้นมา บางครั้งก็โหดร้ายกว่านี้อีก คนวิ่งได้ร้อยก้าวไม่จำเป็นต้องหัวเราะเยาะคนวิ่งได้ห้าสิบก้าว

สิ่งที่ทำให้พวกเขาสนใจก็คือ หลังจากหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตเล่าเรื่องนี้จบแล้ว ก็มีเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นข้างหูทุกคนพร้อมกัน

[ติ๊ง! ล่วงรู้แผนการรับของราชสำนักมองโกลจากหลวงจีนน้ำเต้าโลหิต คุณจะเลือกอะไร]

1. ช่วยคน!

2. บอกข่าวกับสำนักคุนหลุน

3. ไม่ใช่ธุระของตัวเอง คำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง

ยามเผชิญหน้ากับคำถามที่โผล่ขึ้นมากะทันหัน ที่จริงก็ไม่มีอะไรน่าลังเลแล้ว ถึงอย่างไรทุกคนก็เตรียมใจไว้แล้ว เลือก ‘1’ โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษากัน ส่วนหนิวจื้อชุนที่รับหน้าที่ส่งจดหมายก็ย่อมต้องเลือก ‘2’

[ติ๊ง! เนื่องจากคุณเลือกแล้ว ภารกิจมีการเปลี่ยนแปลง ภารกิจ ‘ส่งจดหมายให้คุนหลุน’ กลายเป็น ‘ช่วยชีวิตสามอัจฉริยะ’]

[ช่วยชีวิตสามอัจฉริยะ]

คิดหาทางช่วยสามอัจฉริยะแห่งคุนหลุนเหอจู๋เต้า รวมทั้งยอดฝีมือคุนหลุนคนอื่นที่ถูกขังอยู่ในวัดน้ำเต้าโลหิตออกมา

ระดับภารกิจ: 7 ดาว

รางวัลภารกิจ: ไม่ทราบ

ตอนที่ผู้เล่นหกคนนี้เพิ่งเลือก ระบบก็แจ้งเตือนภารกิจเปลี่ยนแปลงตามมาทันที ขณะเดียวกัน สะพานสวรรค์น้อยที่รับหน้าที่เฝ้าสังเกตุการณ์ก็เตือนในช่องทีมว่า [มีคนมา แต่มีแค่คนเดียว! เป็นคนหัวโล้น แค่ท่าทางก็ไม่เหมือนพระ]

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วมองน้องดาบแวบหนึ่ง น้องดาบเค้นถามหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตทันที คำตอบที่ได้ก็คือ ผู้ที่มาชื่อว่าจั้วเอ้อร์!

เอ…ไม่ถูกสิ!

ชื่ออาเอ้อร์!

หลังจากได้รับคำตอบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็อดหัวเราะไม่ได้ [ดูท่าภารกิจช่วยคนครั้งนี้ ก็ไม่ได้ยากเหมือนที่พวกเราจินตนาการไว้นะ มียอดฝีมือคุนหลุนคุมอยู่ พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงส่งยอดฝีมือทั้งหมดมาสู้กับพวกเราง่ายๆ หรอก ถ้าพวกเขาทยอยมาทีละคน พวกเราก็ฆ่าทิ้งทีละคนได้เลย…ทุกคนมีความมั่นใจหรือเปล่า]

[พี่ใหญ่เยี่ยพูดถูก ทำได้แน่นอน!] สะพานสวรรค์น้อยกล่าว

[ยากตรงไหน] น้องดาบกล่าว

[ตอนนี้ข้าไม่ตายแล้ว ไร้ซึ่งความกลัว!] ถังซานไฉ่

[ดาบสองคมสามแฉกของข้า กระหายเลือดจนทนไม่ไหวแล้ว!] ฉางซิงอวี่

ตอนที่ทุกคนทยอยกันแสดงท่าที เยี่ยเว่ยหมิงก็พบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาเอ้อร์อย่างรวดเร็วตามกลยุทธ์ที่อินปู้คุยให้ไว้ “อาเอ้อร์ ยอดฝีมือสำนักจินกังแดนซีอวี้ เนื่องจากมีพลังอภินิหาร ดูภายนอกเห็นธาตุแท้ หาหนทางใหม่ฝึกกำลังภายในที่แข็งแกร่งจนสำเร็จ ลักษณะการต่อสู้ก็คือใช้พลังอันแข็งแกร่งเทียบเท่าสิบคน ชินกับการอาศัยกำลังภายในบดขยี้คู่ต่อสู้ ความสามารถเหนือกว่าอาซาน”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็ยื่นมือชี้หลวงจีนน้ำเต้าโลหิต “มัดเขาไว้ พวกเราซ้อมเจ้า ‘เอ๋อ’ นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘อยู่ใกล้หมูย่อมอ้วน อยู่ใกล้กลางคืนย่อมมืด’

หลังจากตระหนักได้ว่ามูลค่าของหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตมีมากกว่าที่จะเอามาเพื่อขู่เท่านั้น ไม่ต้องให้เยี่ยเว่ยหมิงกำชับ น้องดาบที่อยู่อีกฝั่งนำเส้นเอ็นวัวมามัดหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตไว้อย่างแน่นหนา แล้วแขวนไว้บนต้นไม้ใกล้ๆ แล้ว ทำให้เขาอาศัยแรงจากตรงไหนไม่ได้

น้องสาวคนนี้ฝีมือไม่เลว ใช้วิธีการมัดแบบขาหมู ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น

อีกด้านหนึ่ง สะพานสวรรค์น้อยถอยจากหุบเขามารวมกับทุกคนแล้ว

หลังจากผ่านไปสิบวินาที อาเอ้อร์ก็ปรากฏตัว ครั้งนี้ทุกคนได้เห็นหน้าเจ้าหมอนี่ชัดเจน รูปร่างเตี้ยตัวผอมกะหร่อง กลางศีรษะล้านเป็นมันวาว ผมบนศีรษะเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง ขมับสองข้างบุ๋มลงไปประมาณครึ่งชุ่น (1ชุ่น = 3.33 เซนติเมตร)

อาเอ้อร์ที่ปรากฏตัวแล้วกวาดสายตามองทุกคนปราดหนึ่งก่อน จากนั้นก็หยุดมองที่เยี่ยเว่ยหมิงแล้วถามด้วยเสียงอึมครึม “มือปราบจากที่ราบภาคกลางคนหนึ่ง แต่กลับมาขัดขวางการทำงานของจวนท่านอ๋องหรู่หยางถึงในอาณาเขตต้าหยวน ช่างบังอาจนัก!”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเลิกคิ้ว “ข้าอยากจะทำอะไรก็จะทำอย่างนั้น อยากจะทำลายเรื่องดีๆ ของใครก็จะทำลาย เจ้าอาวุโสขนาดไหนเชียว”

“เป็นน้องรอง!” อาเอ้อร์ตอบเสียงเย็น

เยี่ยเว่ยหมิงเบะปากอย่างเหยียดหยาม “เป็นน้องรอง[1]ที่งอกอยู่บนตัวพวกเราน่ะหรือ”

“เจ้าคนไร้มารยาท รนหาที่ตาย!” ขณะที่พูด ร่างของอาเอ้อร์ก็พลันพุ่งมาข้างหน้า จดฝ่ามือไปที่หัวใจของเยี่ยเว่ยหมิง แต่ฝ่ามือยังไม่ทันมาถึง ลมที่เกิดจากฝ่ามือก็พัดจนเสื้อผ้าของเยี่ยเว่ยหมิงปลิวสะบัดแล้ว

กำลังภายในทรงพลังมาก!

เยี่ยเว่ยหมิงที่ความสามารถเพิ่งเพิ่มขึ้นตั้งใจจะทดลองว่าหลังจากตัวเอง ‘หยินหยางสมดุล’ แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป จึงก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยื่นฝ่ามือซ้ายออกมารับเช่นกัน ฝ่ามือที่ดูเหมือนธรรมดาชนกับฝ่ามือของอาเอ้อร์แล้ว

พรึ่บ!

-3564!

เมื่อได้รับฝ่ามือของอีกฝ่ายซึ่งๆ หน้า เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่าพลังฝ่ามือของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าฟ่านเหยาและเฉิงคุน!

แม้เขาไม่ได้กระตุ้นพลังฝ่ามือล่วงหน้าแต่จะโจมตีจนเกิดดาเมจมหาศาลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน แต่อาเอ้อร์คนนี้ไม่เพียงแค่ทำได้ ทั้งยังเป็นตัวเลขดาเมจสูงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย!

แต่ยิ่งดาเมจของเขาสูงเท่าไร ก็แสดงว่าดาเมจสะท้อนกลับจาก ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ของเยี่ยเว่ยหมิงก็จะสูงเท่านั้น มีโบนัสค่าสเตตัสที่ ‘สะท้อนกลับพลังโจมตีฝ่ายตรงข้าม 30%’ ยิ่งเจอศัตรูที่แข็งแกร่งก็ยิ่งสำแดงอานุภาพ

“อา!…”

เมื่อสัมผัสได้กับแรงชนโจมตี มังกรซ่อนกบดานถูกกระตุ้นในพริบตาเดียว พลังฝ่ามือรูปมังกรสีฟ้าสะท้อนกลับไปหาฝ่ายตรงข้ามแล้ว

-14621!

‘มังกรซ่อนกบดาน’ จัดเป็นกระบวนท่าที่ไม่มีค่าสเตตัส เมื่อใช้ร่วมกับแหวนหยกเย็นไม่มีโบนัสดาเมจ และจะไม่ถูกทำให้อ่อนกำลังลงด้วยเช่นกัน

ทว่าว่าภายใต้ฝ่ามือนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับถูกอีกฝ่ายโจมตีจนติดสถานะหมดแรง ทั้งแขนข้างซ้ายชาไปพักหนึ่ง เกรงว่าต้องใช้เวลาฟื้นฟูสักพักกว่าจะกลับมาใช้งานได้คล่องแคล่วเหมือนก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านั้น พลังโจมตีและพลังป้องกันถูกลดลงจากเดิม 40%!

เพียงแต่อาเอ้อร์ก็ทรมานเช่นกัน เขาถูกธาตุแหวนหยกเย็นของเยี่ยเหวยหมิงเต็มๆ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ที่เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำแข็ง เลือดลมทั้งตัวหยุดชะงักไปชั่วขณะ อยู่ในสภาพเฉื่อยชาเพราะถูกแช่แข็ง ไม่ว่าจะเป็นความเร็วของท่าร่างหรือตอนลงมือ ก็ล้วนลดลงจากเดิม 60%

ประสิทธิภาพก็ไม่เลว แต่เอ็ฟเฟ็กต์พิเศษ ‘หยินหยางสมดุล’ เหมือนไม่ได้แสดงออกมาในด้านการโจมตี

อย่างน้อยหลังจากใช้ฝ่ามือเมื่อครู่นี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รู้สึกว่าพลังฝ่ามือของเขามีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย

ตอนนี้เอง ฝ่ามือที่ปะทะกันซึ่งๆ หน้าก็ทำให้อาเอ้อร์เผยค่าสเตตัสบอสของของตัวเองออกมาแล้วเช่นกัน

[อาเอ้อร์]

ยอดฝีมือจากสำนักจินกังแดนซีอวี้ หนึ่งในหกยอดฝีมือจวนท่านอ๋องหรู่หยาง

เลเวล: 65

ค่าพลังชีวิต: 275379/290000

กำลังภายใน: 279600/280000

……

เมื่อเห็นค่าสเตตัสของอาเอ้อร์ สะพานสวรรค์น้อยอยู่ข้างๆ ก็อุทานด้วยความตกใจ “ไม่น่าเชื่อว่ากำลังภายในของอาเอ้อร์จะโหดกว่าฟ่านเหยา!”

สำหรับการประเมินของสะพานสวรรค์น้อย เยี่ยเว่ยหมิงคิดว่าถูก แต่ก็เหมือนไม่ถูก

ดูจากข้อมูลที่แสดงให้เห็นตอนนี้ กำลังภายในของอาเอ้อร์เหนือกว่าของฟ่านเหยาหนึ่งระดับจริงๆ

แต่เป็นเพราะอยู่ในโหมดภารกิจ ศักยภาพของทั้งสองล้วนถูกจำกัดไว้ที่เลเวลหกสิบห้าเท่านั้น ความสามารถโดยรวมของฟ่านเหยา กระบวนท่ายอดเยี่ยม ชำนาญวิทยายุทธ์มากมายของหลายสำนัก ระบบต้องรักษาลักษณะพิเศษที่บรรยายข้างต้นเอาไว้ภายใต้โหมดที่เลเวลเท่ากัน ย่อมทำให้กำลังภายในของอีกฝ่ายอ่อนแอลงเยอะ มันก็ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานเลเวลหกสิบห้า

อาเอ้อร์กลับตรงกันข้าม ข้อได้เปรียบใหญ่สุดของเขาอยู่ที่กำลังภายใน เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีเลเวลเดียวกัน กำลังภายในที่แสดงให้เห็นย่อมเหนือกว่าของฟ่านเหยาอยู่แล้ว

ถ้าอยู่ในโหมดปกติที่ไม่มีการจำกัดศักยภาพ ที่จริงฟ่านเหยาก็บดขยี้อาเอ้อร์ได้ทุกด้านเลย

ในเมื่อไม่รู้ว่าควรจะประเมินอย่างไร เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่วิจารณ์คำพูดของสะพานสวรรค์น้อย เพียงบอกทุกคนให้ระวังกำลังภายในของเจ้าหมอนี่ พยายามอย่าใช้กำลังปะทะกับเขา เอาชนะโดยอาศัยกระบวนท่าก็พอ

ขณะเดียวกันนี้เอง หลังจากกลืนยาฟื้นพลังชีวิตแล้ว เขาก็สะบัดกระบี่แสงทองในมือ แล้วเข้าร่วมวงล้อมโจมตีบอสด้วยกัน

อาเอ้อร์หลังจากถูกลดความเร็ว ศักยภาพก็ย่อมถูกหักไปเยอะด้วยเช่นกัน ความสามารถของเขาแสดงออกชัดเจนมากเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ถูกกลุ่มคนล้อมโจมตี ภายในเวลาหนึ่งนาทีก็โจมตีเขาได้แล้ว ถูกกลุ่มผู้เล่นโจมตีอย่างแรงไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดครั้ง แม้จะมีปราณแท้ป้องกันตัวประคับประคองไว้ ค่าพลังชีวิตก็ไหลลงฮวบๆ อยู่ดี

หลังจากนั้นหนึ่งนาที ค่าพลังชีวิตที่ลดลงของเยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาเต็มแล้วเพราะกินยา มือซ้ายก็เลิกติดสถานะหมดแรงเหมือนก่อนหน้านี้แล้วด้วย

เพียงแต่อาเอ้อร์ที่อยู่อีกด้าน ตอนนี้ก็บีบไอเย็นของพลังฝ่ามือก่อนหน้านี้ออกจากร่างกายหมดแล้ว กลับมาใช้กระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง

เมื่อเผชิญหน้ากับอาเอ้อร์ที่กลับมาว่องไวอีกครั้ง การต่อสู้ก็กลายเป็นทำให้เปลืองแรงขึ้นเยอะ มีหลายการโจมตีที่เดิมทีแทงบนตัวโดยตรงได้เลย แต่ก็ถูกเขาโบกฝ่ามือต้านไว้ได้

คนที่อยากเอาเปรียบ นอกจากจะเอาเปรียบไม่ได้เลยสักนิด กลับถูกโจมตีจนเกิดดาเมจบดขยี้ที่ตัวเลขไม่ใช่น้อยๆ ด้วย เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่มี BUFFลดความเร็วของเยี่ยเว่ยหมิงช่วยเสริม ทุกคนก็จะต้องเผชิญหน้ากับศึกหนักแน่นอน!

เมื่อเห็นอาเอ้อร์กลับมาโหดอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ยอมให้เขาทำตัวกำเริบเสิบสานขนาดนี้ เขาพลันก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง แต่ฟาด ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ไปบนตัวอีกฝ่าย

วิธีการที่ใช้ซ้ำแบบนี้ ถ้าใช้กับฟ่านเหยาหรือไม่ก็เฉิงคุนจะต้องถูกอีกฝ่ายฉวยโอกาสโจมตีกลับอย่างโหดเหี้ยมแน่นอน แต่คาแรคเตอร์ของอาเอ้อร์คือคู่ต่อสู้ประเภทใช้พลัง มีกำลังภายในแข็งแกร่งแต่กระบวนท่าธรรมดา ในบรรดาวิทยายุทธ์ของเขา ไม่เจอวิธีการที่ใช้เทคนิคเอาชนะแรงเลยใดๆ เลย

สำหรับการโจมตีที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือใช้แรงปะทะแรง ใช้ความแข็งแกร่งปะทะความแข็งแกร่ง!

จากนั้น เขาก็โชคร้ายแล้ว!

พรึ่บ!

“อา!…”

หมดแรง!

แช่แข็งลดความเร็ว!

ราวกับฉากที่ทั้งสองปะทะกันฝ่ามือแรกฉายซ้ำอีกครั้ง ดูเหมือนไม่มีใครได้เปรียบจากการต่อสู้ แต่ฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงกลับได้เปรียบเยอะมาก

เพราะเขามีเพื่อนร่วมทีม!

เมื่อเห็น BOSS ถูกเยี่ยเว่ยหมิงลดความเร็วอีกครั้ง เพื่อนร่วมทีมที่เริ่มกินยาฟื้นฟูพลังก็ตาเป็นประกายทันที ต่างคนต่างชักอาวุธออกมาอีกครั้ง แล้วเข้าไปทักทายจุดสำคัญบนตัวอาเอ้อร์

เพียงชั่วพริบตาเดียว บอสเลเวลหกสิบห้าถูกโจมตีจนเสียพลังชีวิตไปหนึ่งในสามส่วนแล้ว!

พอรู้สึกได้ว่าชีวิตของตัวเองมีภัยคุกคาม จู่ๆ อาเอ้อร์เงยหน้าคำรามขึ้นฟ้า มีกำลังภายในช่วยดันเสียงให้ดังไปไกลไม่รู้ตั้งเท่าไร

“แย่แล้ว!” คนที่รู้ตัวเร็วสุดก็คือน้องดาบ นางได้ยินแล้วเตือนทุกคนทันที “เขากำลังเรียกยอดฝีมือคนอื่นที่อยู่ในหุบเขา!”

พอได้ยินแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับเอ่ยทันทีว่า “ข้าแนะนำให้เปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการแบ่งของรางวัล ตั้งแต่นี้ไป ยกเลิกกติกา ‘คนที่โจมตีเป็นคนสุดท้ายจะได้เลือกรางวัลเป็นคนแรก’ ของรางวัลทุกอย่างจะแบ่งเท่าๆ กันหลังจากการต่อสู้จบลง เหล่าหนิวได้ไปครึ่งหนึ่ง…

…นอกจากนี้ สะพานสวรรค์น้อยออกจากการต่อสู้เดี๋ยวนี้ ไปหาที่ลับซ่อนตัว คอยจับตาดูทิศทางการเคลื่อนไหวของยอดฝีมือทัพหยวน!”

[1] น้องรอง หรือเหล่าเอ้อร์ 老二 หมายถึงอวัยวะเพศชาย

บัญชาการต่อสู้ได้กะทันหันมาก เหมือนออกคำสั่งตอนเช้าแล้วเปลี่ยนแปลงคำสั่งตอนค่ำ!

ในหลายภารกิจของวันนี้ แค่แผนการแบ่งไอเทมในทีมอย่างเดียว เยี่ยเว่ยหมิงก็ปรับเปลี่ยนไม่ต่ำกว่าสามรอบแล้ว ถ้าทำแบบนี้ในทีมทั่วไป จะต้องก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในแน่นอน

แต่สำหรับข้อเสนอเปลี่ยนแผนการแบ่งไอเทมหลายครั้งของเขา นอกจากจะไม่มีใครแสดงท่าทีไม่พอใจแล้ว ถึงขั้นไม่มีคำถามสักคำถามเลยด้วยซ้ำ

ที่จริงแล้วมีเหตุผล เป็นเพราะจะหมอนี่มักอวดอ้างตัวเองว่า ‘ยุติธรรม น้ำใจงามและไร้ความเห็นแก่ตัว’ เท่านั้นเอง

น้ำใจงามหรือไม่ก็ไม่ต้องพูดถึง หลายครั้งที่เขาเปลี่ยนแผนการแบ่งไอเทม ก็ทำได้อย่าง ‘ยุติธรรมและไร้ความเห็นแก่ตัว’ จริงๆ เขาใช้วิธีแบ่งไอเทมที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทุกคนในเวลานั้นที่สุดโดยอิงตามสถานการณ์จริงทุกครั้ง

ทุกครั้งที่ต้องมีคนเสียสละ ก็จะรู้ทันทีว่าเขาคนนั้นจะได้รับการชดเชยอะไร ส่วนรายละเอียดว่าควรทำอย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูด ในใจทุกคนย่อมมีมาตรฐานในการพิจารณาเปรียบเทียบอยู่แล้ว

สิ่งเดียวที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากได้ยินแผนการแบ่งไอเทมนี้แล้ว คนแรกที่ออกเสียงสนับสนุนเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นหนิวจื้อชุนที่ถูกเขาแบ่งผลตอบแทนให้ครึ่งหนึ่งอย่างชัดเจน “ขอบคุณมากนะสหายเยี่ย! o(TヘTo)”

ตอนที่ทุกคนกำลังเลือกว่าจะช่วยคนหรือจะไปส่งจดหมายก่อนหน้านี้ เจ้าหมอนี่ยังตื่นตระหนกอยู่เลย เดิมทียังนึกว่าผลตอบแทนจากการตีมอนสเตอร์ของฝั่งนี้จะไม่เกี่ยวอะไรกับเขาแล้ว

กลับคาดไม่ถึงว่าเยี่ยเว่ยหมิงยังคำนึงถึงเขาอยู่

แม้เขาจะได้ผลตอบแทนเพียงครึ่งเดียวจากคนอื่น แต่ทั้งกระบวนการนี้เขาไม่ต้องเสี่ยงต่อสู้เลย!

มีผลตอบแทนอย่างนี้ได้ก็นับว่าน่าดีใจเหนือความคาดหมายแล้ว!

สำหรับข้อเสนอของเยี่ยเว่ยหมิงที่ต้องการแบ่งผลตอบแทนส่วนหนึ่งให้หนิวจื้อชุน ในทีมก็ไม่มีเสียงคัดค้านใดๆ เช่นกัน ในเมื่อเขาวิ่งไปส่งจดหมาย และถ้าเขาส่งจดหมายถึงที่ ก็จะสร้างผลตอบแทนพิเศษก้อนหนึ่งให้คนในทีมได้เช่นกัน ถือว่าสร้างคุณูปการเพื่อทีมด้วย

เมื่อเขามีคุณูปการ ได้ส่วนแบ่งผลตอบแทนก็ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

คนที่สองที่แสดงท่าทีก็คือสะพานสวรรค์น้อย นางเพียงพูดเสียงเบาๆ ว่า “ตกลง” แต่ตัวกลับใช้ท่าร่างอันสง่างามราวกับเทพเซียนขอไปหาสถานที่ลับที่เหมาะกับการมองสังเกตุการณ์จากที่สูงแล้ว

สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์น้อยกว่าการออกทีวีอย่างนาง บทบาทของทหารสอดแนมเหมาะสมที่สุดแล้ว ขอเพียงแค่นางยังอยู่ในทีมและไม่ตายก็พอ เช่นนั้นไม่ว่าบอสตัวไหนจะตาย รายชื่อที่อยู่บนจอทีวีก็จะต้องมีนางด้วยแน่นอน

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับนาง!

ทว่า นางกลับมองข้ามประเด็นที่สำคัญมากไปอย่างหนึ่ง

นั่นก็คือคนที่รับหน้าที่ดูต้นทางอย่างนาง ที่จริงแล้วกลับได้รับผลตอบแทนเท่ากับสหายในทีมคนอื่นๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ยอมให้น้องสาวที่เชื่อมั่นในตัวเขาที่สุดเสียเปรียบแน่นอน บางทีตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงออกคำสั่งนี้ อาจจะเป็นจุดเดียวที่เห็นแก่ตัวนิดหน่อย

เพียงแต่สำหรับจุดนี้ คนอื่นในทีมไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านใดๆ พวกเขาแสดงออกว่าเห็นด้วยพร้อมกัน

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เรื่องนี้ต้องมีคนไปทำ!

ทันใดนั้น สะพานสวรรค์น้อยก็ใช้การปฏิบัติจริงพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสำคัญของทหารสอดแนม “มีคนมาอีกคนแล้ว ครั้งนี้เป็นชายชราที่ถือกระบี่ เขาอยู่ไกลเกินไป ข้าจึงไม่รู้รายละเอียดหน้าตาของเขา”

พอได้ยินดังนั้น ร่างของน้องดาบก็ถลันไปตรงหน้าหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้ นางลับดาบจนเกิดเสียงดังพร้อมถามว่า “ในบรรดายอดฝีมือของราชสำนักมองโกล มีคนหนึ่งที่เป็นชายชราถือดาบ เขาคือใคร”

“เขาคืออาต้า มีเคล็ดวิชากระบี่ร้ายกาจ! แล้วก็เหมือนว่าท่านอ๋องน้อยให้เขายืมใช้กระบี่อิงฟ้าด้วย คนที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดฝั่งราชสำนักมองโกลตอนนี้ก็คือเขา”

ได้ฟังคำตอบของหลวงจีนน้ำเต้าโลหิต ทุกคนก็หัวใจกระตุกวูบทันที อาเอ้อร์กลับด่าว่าหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตต่ำช้าไร้ยางอาย ไร้ศักดิ์ศรีเหมือนคนกระดูกอ่อน

แต่พอได้ยินชื่อกระบี่อิงฟ้า เยี่ยเว่ยหมิงก็อดอุทานไม่ได้ว่า “ไม่น่าเชื่อว่ากระบี่อิงฟ้านั่นจะอยู่ในมือเขา!จะว่าไปแล้ว กระบี่เล่มนั้นเป็นอาวุธเทพนะ…”

“เป็นอาวุธเทพจริงๆ” ฉางซิงอวี่อยู่ข้างๆ แทงดาบสองคมสามแฉกบนตัวอาเอ้อร์ต่อไป พร้อมบอกว่า “ลือกันว่ากระบี่อิงฟ้านั่นคืออาวุธเทพโบราณ มีชื่อเสียงเทียบเท่ากระบี่ชิงกังที่เฉาเชามีมันในครอบครองตอนยุคสามก๊ก ตอนหลังถูกจ้าวอวิ๋นชิงไปในศึกจ่างป่านพัว กลายเป็นกระบี่สุดโปรดทั้งชีวิตเขา กระบี่อิงฟ้ากลับไม่ได้มีประวัติความเป็นมาซับซ้อนขนาดนั้น แต่ในเมื่อเป็นอาวุธเทพ ก็เกรงว่าจะรับมือไม่ได้ง่ายๆ”

เยี่ยเว่ยหมิงที่ผ่านภารกิจเขาวังผานและได้เห็นดาบฆ่ามังกรกับตาตัวเองมาแล้ว ย่อมรู้ว่าฉางซิงอวี่เข้าใจผิด

แต่เขาก็ไม่เสียเวลาอธิบายอะไร อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นกระบี่อิงฟ้าเล่มไหน ก็ล้วนเป็นอาวุธเทพที่พวกเขาไปมีเรื่องด้วยไม่ไหว เรื่องด่วนที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ…

“ทุกคนเร่งมือเข้า พยายามทำให้อาเอ้อร์พิการก่อนที่อาต้าจะตามมาถึง!”

อาเอ้อร์ได้ยินแล้วโมโหมาก “คิดจะทำให้พ่อพิการอย่างนั้นรึ อย่างพวกเจ้า…”

เขายังพูดไม่ทันขาดคำ ก็ถูกท่าไม่ตายของน้องดาบ ฉางซิงอวี่และถังซานไฉ่แปะเต็มใบหน้า เขารีบปล่อยพลังฝ่ามือบีบให้ฝ่ายตรงข้ามถอยไป แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงฉวยโอกาสใช้ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์โจมตีบนหัวเข่าข้างขวา

-8485!

กระดูกแตก!

เพิ่งพูดโอ้อวดจบก็ถูกตบหน้าคาที่ ตอนนี้พลังต่อสู้ของอาเอ้อร์ใช้งานไม่ได้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ตอนนี้เอง จู่ๆ ก็มีเสียงอุทานของชายชราดังมาจากปากหุบเขา “น้องรอง!”

พอได้ยินเสียง ทุกคนก็หันไปมองตำแหน่งที่ไม่อาจบรรยายได้บนตัวของชายชราคนนั้นพร้อมกัน ‘น้องรอง’ ชื่อเรียกนี้ทำให้คนนึกเชื่อมโยงไปถึงจุดนั้นบนร่างกายได้ง่ายมาก

แต่ทันใดนั้นทุกคนก็ตระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ตอนนี้ถึงได้เงยหน้าประเมินภาพรวมของทัพหนุนฝ่ายศัตรู

กลับเห็นว่าผู้ที่มาคือชายชราผอมแห้งคนหนึ่ง ในมือถือกระบี่ยาว บนฝักกระบี่เขียนคำว่า ‘อิงฟ้า’ เอาไว้ คาดว่าคงเป็นกระบี่อิงฟ้าที่มีชื่อเสียงเทียบเท่าดาบข้ามมังกร ชายคนนี้รูปร่างผอมสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น หน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนเมื่อครู่นี้เพิ่งถูกโจมตีอย่างโหดเหี้ยม ไม่อย่างนั้นลูกเมียก็คงเพิ่งตายไป คนอื่นถ้าได้เห็นหน้าเขาก็แทบอยากร้องไห้แทนเขา

เมื่อเห็นพี่น้องตัวเองถูกคนซ้อมจนขาหักต่อหน้าต่อตาตัวเอง ชายชราก็คำรามอย่างเกรี้ยวกราด กระบี่อิงฟ้าถูกชักออกจากฝักแล้ว

แต่พวกเขากลับเห็นว่ากระบี่เล่มนี้เป็นสีดำทั้งเล่ม แต่ถึงแม้จะอยู่ไกลกัน ทุกคนก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบเฉียบคมที่ทำให้คนขวัญผวา!

ขณะเดียวกันนี้เอง เหนือศีรษะของเขาก็มีข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์ของบอสลอยขึ้นมาแล้ว

[อาต้า]

หนึ่งในหกยอดฝีมือของจวนท่านอ๋องหรู่หยาง

เลเวล: ???

ค่าพลังชีวิต: 350000/350000

กำลังภายใน: 160000/160000

……

ไม่น่าเชื่อว่าค่าสเตตัสของอาต้าจะแสดงเป็น ‘???’ นี่คือข้อมูลของบอสประเภทที่ใช้กำลังเอาชนะอย่างเดียวไม่ได้!

แต่สิ่งที่แตกต่างกับบรรดาบอสใหญ่ความคิดล้ำลึกพวกนั้นก็คือ ค่าพลังชีวิตและกำลังภายในของอาต้าไม่ใช่ ‘???’ เมื่อเทียบข้อมูลของเขากับฟ่านเหยาและอาเอ้อร์ ก็กล่าวได้ว่าบอสเลเวลหกสิบห้าสามคนนี้มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันไป

คำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลก็คือ กระบี่อิงฟ้าในมือเขาช่วยดึงศักยภาพของบอสคนนี้ให้สูงขึ้นเยอะมาก สูงถึงขั้นน่ากลัว ทำให้คนในทีมไม่อาจเป็นเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อได้

บางทีสำหรับผู้เล่นพวกนี้ เขาไม่ใช่บอสประเภทที่ฆ่าไม่ตาย แต่กระบี่ของเขาต้องแหลมคมกว่ากรงเล็บกระดูกขาวของเหมยเชาเฟิงแน่นอน!

ชั่วขณะนั้น ในหัวของบรรดาเพื่อนร่วมทีมเกิดคำถามหนึ่งพร้อมกัน

ถ้าอาวุธของข้าชนกับกระบี่เล่มนั้น จะถูกฟันหักหรือเปล่า

เพียงแต่ทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น ถังซานไฉ่ไม่กังวลเรื่องนี้

เขาเติบโตแล้ว!

ตอนที่ทุกคนกำลังลังเล เขาเป็นคนนำลงมือก่อนแล้ว โบกมือปล่อยอาวุธลับกำใหญ่ออกมา อาวุธสาดไปทักทายบนตัวอาต้าราวกับเม็ดฝน

เมื่เผชิญหน้ากับ ‘มวยซั่นโส่วสำนักถังเหมิน’ ของถังซานไฉ่ อาต้ากลับไม่หวาดกลัวเลยสักนิด เขาตวัดคมกระบี่ในมือ ฟันอาวุธลับที่ถังซานไฉ่ยิงออกมาจนแตกกระจายหมด

เยี่ยเว่ยหมิงยิงลูกดีดเหล็กตามไป แต่กลับถูกปราณกระบี่สายหนึ่งของอีกฝ่ายฟันแตกเป็นสองซีกเช่นกัน แม้แต่กำลังภายในเยียบเย็นที่เสริมอยู่บนลูกดีดเหล็กยังถูกกระบี่นี้ฟันกระจายแล้ว!

พอเหยียดกระบี่อิงฟ้าไปข้างหน้า อาต้าก็พุ่งเข้ามาทางทิศที่สี่คนนี้ยืนอยู่

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงหลังจากเห็นประสิทธิภาพของกระบี่อิงฟ้าเล่มนี้แล้ว เขากลับตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น

เขารู้สึกว่า กระบี่ดีขนาดนี้ถ้าตกอยู่ในมือคนชั่วอย่างอาต้า ก็มีแต่จะสังหารคนในยุทธภพไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้น กระบี่เล่มนี้ควรใช้แซ่เยี่ย!

แวบแรกที่เห็นกระบี่อิงฟ้า เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้ทันทีว่าตัวเองตกหลุมรักมันอย่างลึกซึ้งแล้ว

รักจนถอนตัวไม่ขึ้น!

เขาเชื่อว่านี่คือโชคชะตาที่สวรรค์ลิขิตไว้

และโชคชะตาแบบนี้ ควรจะเรียกว่า ‘กระบี่เล่มนี้กับข้ามีวาสนาต่อกัน’!

แต่ถ้าเยี่ยเว่ยหมิงต้องการให้กระบี่อิงฟ้าเล่มนี้ติดตามเขา ตั้งแต่นี้ไปใช้แซ่เยี่ยเหมือนเขา เปลี่ยนชื่อเป็นกระบี่อิงฟ้าแซ่เยี่ย ก็ยังต้องวางแผนให้ดี

ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง สามสิบหกกลยุทธ์ วิธีของซีอีโอเผด็จการก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่จริงแล้ว ในประวัติศาสตร์และนิยาย เรื่องเล่าเกี่ยวกับการกระทำที่งดงามแบบนี้ก็มีอยู่นับไม่ถ้วนเช่นกัน

ไม่เห็นหรือว่าในอดีตก้านเจี้ยงกับมั่วเหยียอุทิศกายเพื่อกระบี่ ในที่สุดก็ถึงขั้นคนกระบี่รวมเป็นหนึ่ง คนคือกระบี่ กระบี่คือคน

กษัตริย์อาเธอร์ทางฝั่งยุโรปก็ดึงดาบออกมาจากหิน ตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับพลังอันไร้ขีดจำกัด แบบนี้เรียกว่ากษัตริย์เผด็จการเหนือดาบ ใช้พลังอำนาจที่แข็งแกร่งสยบดาบล้ำค่า!

สรุปก็คือ ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นเยอะมาก

แต่เรื่องด่วนที่ต้องทำตอนนี้ก็คือภารกิจที่อยู่ตรงหน้า

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงให้ความร่วมมือกับถังซานไฉ่ใช้อาวุธลับถ่วงเวลาอาต้า พร้อมทั้งแจกจ่ายหน้าที่ในช่องทีมอย่างรวดเร็ว [แผนการมีการเปลี่ยนแปลง กระบี่อิงฟ้าใช้กำลังเอาชนะไม่ได้ ทุกคนเตรียมตัวให้ดี อาจมีการเสียสละเกิดขึ้นทุกเมื่อ]

[นอกจากนี้ ศึกนี้ไม่ว่าจะฆ่าบอสได้กี่คน เงินที่ได้จากบอสตกเป็นของคนที่ตายระหว่างการต่อสู้เฉลี่ยเท่าๆ กัน!]

หลังจากนิ่งไปครู่เดียว ก็พูดเสริมอีก “ทุกคนอย่าลองเข้าใกล้ขอบเขตปราณกระบี่ของอาต้า หาโอกาสฆ่าอาเอ้อร์ก่อน!”

หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงวางกลยุทธ์ต่อสู้เสร็จ อาต้าก็ใช้กระบี่อิงฟ้าเบิกทางพุ่งเข้ามาแล้ว ผู้เล่นทั้งสี่ไม่กล้าลิ้มลองคมกระบี่อิงฟ้า พากันถอยออกมาไกล

ไม่น่าเชื่อว่ากลุ่มผู้เล่นที่ล้อมโจมตีอาเอ้อร์จะถูกบีบให้ถอยแล้ว ตอนนี้อาต้าถึงได้ประคองอาเอ้อร์ขึ้นมาแล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “น้องรอง ในบรรดาพวกเราสามพี่น้อง เจ้าคือคนที่มีร่างกายแข็งแรงที่สุด จะต้องอดทนให้ได้!”

เขาหมุนคมกระบี่ขณะที่พูด ฟันอาวุธลับมากมายที่โจมตีมาทางเขาจนแตกกระจายหมด

เมื่อเผชิญหน้ากับอานุภาพของกระบี่อิงฟ้า ต่อให้เป็นอาวุธลับก็สร้างภัยคุกคามให้อาต้าไม่ได้แม้แต่น้อย!

อาเอ้อร์ถูกอาต้าประคองให้ยืนตรง แต่กลับชี้ไปทางหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตที่ถูกแขวนอยู่บนต้นไม้อย่างเกลียดชัง “เจ้าเวรนี่มันขายข่าวพวกเรา แม้แต่เรื่องกระบี่อิงฟ้าในมือท่าน เขาก็พูดแล้วด้วย ไม่อย่างนั้นเจ้าโจรกระจอกที่ไม่รู้ความจริงจะต้องเกิดการสูญเสียแน่นอน!”

ความจริงก็เป็นเหมือนที่อาเอ้อร์บอก ถ้าไม่ใช่เพราะรู้ถึงความร้ายกาจของกระบี่อิงฟ้า เยี่ยเว่ยหมิงคงลองโจมตี ‘มังกรซ่อนกบดานน้ำแข็ง’ ใส่เขาแล้ว ทำให้เขาติดสถานะด้านลบก่อนแล้วค่อยว่ากัน มีหรือที่จะโจมตีอย่างระมัดระวังขนาดนี้

“ช้าก่อน ข้าก็ถูกกดดันจนไร้ทางเลือกเหมือนกัน! หลังจากข้าตกอยู่ในมือของพวกเขา ก็ถูกพวกเขาทรมานทุกอย่าง ถ้าข้ายืนหยัดสักหน่อย กัดฟันอีก…”

ไม่รอให้หลวงจีนน้ำเต้าโลหิตพูดจบ ก็เห็นอาต้าโบกมือฟันปราณกระบี่สายหนึ่งออกมาแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะฟันหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตขาดเป็นสองเท่าทันที

น้ำเต้าโลหิตกลายเป็นกระบวยโลหิตแล้ว สภาพการตายอนาถจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร

ถึงขั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สภาพการตายอนาถของเขาส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้เล่น ผู้ออกแบบเกมยังใส่ภาพโมเสกให้เขาอย่างใส่ใจมาก ศพสองท่อนถูกปกคลุมด้วยภาพโมเสก นอกจากก้อนสีแดงเลือนรางก็มองไม่เห็นสภาพที่แท้จริงอะไรแล้ว

เมื่อกระบี่เจอกับ BOSS เลเวลสามสิบห้าคนหนึ่ง!

ต่อให้เป็นบอสที่มีค่าพลังชีวิตน้อย ถูกโจมตีกระบี่เดียวแล้วเกิดผลปลิดชีพ แต่ก็ทำให้คนที่เห็นฉากนี้ขวัญผวาอยู่พักหนึ่งอยู่ดี

ต่อให้เป็น BOSS อยู่ในสภาพค่าพลังชีวิตน้อย แต่ค่าพลังชีวิตของเขาก็สูงกว่าเยี่ยเว่ยหมิงที่มีค่าพลังชีวิตสูงสุดในบรรดาผู้เล่นอย่างพวกเขาอยู่ดี!

ถึงอย่างไรก็ใช้วิธีการทรมานเพื่อเค้นถามข้อมูล

จะให้เยี่ยเว่ยหมิงซ้อมเขาอย่างโหดร้ายเกินไปไม่ได้

ถ้าบนตัวเขาเหลือค่าพลังชีวิตอยู่น้อยเกินไป ตอนที่น้องดาบใช้ดาบทรมานเค้นถาม ก็จะได้รับแจ้งเตือนจากระบบว่าทำเฟิร์สคิล แบบนั้นจะน่าอึดอัดขนาดไหนกัน

ลองคิดอีกมุม ทุกคนรู้สึกว่าถ้าถูกกระบี่นี้ฟันบนตัวของตัวเอง เกรงว่าต่อให้ไม่ตายอย่างน่าเกลียดขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไรอยู่ดี

แต่การที่พวกเขาหวาดกลัวอานุภาพของกระบี่อิงฟ้า ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาสิ้นไร้แผนการรับมือ

ตอนนี้ ผู้เล่นสี่คนในทีมแยกย้ายกันถอยออกมาห้าจั้งเพราะคำบัญชาการของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว พวกเขายืนอยู่สี่มุมสลับเป็นโหมดโจมตีระยะไกลแล้ว

ลูกธนู ลูกดีดเหล็กรวมทั้งอาวุธลับชนิดต่างๆ กำใหญ่ยิงออกจากสามมุมที่แตกต่างกัน ยิงไปทักทายบนตัวอาเอ้อร์ที่ขาพิการ

กระบี่อิงฟ้าในมืออาต้าแม้แหลมคม โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับเคล็ดกระบี่ยอดเยี่ยมว่องไวของเขา ถ้าคิดจะปกป้องตัวเองตอนถูกสามคนนี้รวมพลังกันโจมตี สำหรับเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

แต่ถ้าคิดจะใช้เคล็ดกระบี่ปกป้องคนอื่นและปกป้องจุดสำคัญบนร่างกายตัวเอง ระดับความยากกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!

ถ้าเขาป้องกันตัวเองจากดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยเว่ยหมิงได้ ก็ป้องกันอาวุธลับของถังซานไฉ่ไม่ได้ ถ้าเขาป้องกันอาวุธลับของถังซานไฉ่ได้ แต่ก็ต้านวิชาธนูสุดแข็งแกร่งของของฉางซิงอวี่ไม่อยู่ ชั่วขณะนั้นเพื่อที่จะปกป้องอาเอ้อร์ อาต้าก็ถูกสามคนนี้เล่นงานจนทำอะไรไม่ถูก

ถึงแม้จะรับมือได้ไม่ทั่วถึง แต่อาวุธลับของถังซานไฉ่ยังดีหน่อย แม้จะมีจำนวนมาก แต่พลังทำลายล้างแบบแยกชิ้นก็มีไม่มาก

ถึงแม้หลังจากเรียนรู้ดรรชนีวชิระทรงพลังแล้วประสิทธิภาพของมันเพิ่มขึ้น แต่ก็เพิ่มขึ้นจากประสิทธิภาพเดิมเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

ลูกดีดเหล็กของเยี่ยเว่ยหมิงกับลูกธนูของฉางซิงอวี่ เมื่อยิงออกมาครั้งเดียวประสิทธิภาพก็ยังต่างกันมาก

ขอเพียงอาเอ้อร์ใช้ปราณแท้ป้องกันตัว ก็ยังพอปกป้องตัวเองไม่ให้รับดาเมจได้

แต่ถ้าเจอกับอาวุธลับของอีกสองคนก็ไม่ไหวแล้ว ถ้าพูดถึงคุณสมบัติธนูของฉางซิงอวี่ จะนับว่าเป็นอาวุธลับไม่ได้แล้ว เพราะถือเป็นอาวุธประเภทโจมตีระยะไกลชนิดหนึ่ง ประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าดาบและกระบี่ทั่วไปเลยสักนิด ทั้งยังเหนือกว่าอาวุธลับทั่วไปในยุทธภพด้วย ตอนนี้ก็ยิ่งใช้ธนูเขี้ยวหมาป่าราคาชุดละสิบเหรียญทอง ประกอบกับค่าสเตตัสเจาะเกราะ ปราณแท้ป้องกันตัวของอาต้าต้านไม่ไหวเลย

ส่วนดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยเว่ยหมิง ประสิทธิภาพของเคล็ดวิชานี้เกือบเทียบเท่าการใช้พลังโจมตีของเคล็ดฝ่ามือโจมตีบนลูกดีดเหล็กเล็กๆ!

เจ้าค่อยๆ คิดดูแล้วกันว่าประสิทธิภาพของมันเป็นอย่างไร

อย่าว่าแต่ปราณแท้ป้องกันตัวของอาเอ้อร์เลย ต่อให้เขาใช้พลังฝ่ามือมารับไว้ก็ยังเปลืองแรงมาก!

แล้วก็เป็นอย่างนี้ แม้จะได้รับการปกป้องจากอาต้า แต่ค่าพลังชีวิตของอาเอ้อร์ก็ยังลดลงไม่หยุด

ใช้เวลาอีกไม่ถึงหนึ่งนาที พลังชีวิตของเขาที่เดิมทีเหลืออยู่สองจากสามส่วน ตอนนี้ลดลงต่ำกว่าครึ่งแล้ว ถ้าต่อสู้กันอีกสักพัก เกรงว่าเขาคงถูกอาวุธลับของผู้เล่นสามคนค่อยๆ โจมตีให้ตายต่อหน้าพี่ใหญ่ของเขาแน่นอน!

“เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้!” คนที่สังเกตเห็นปัญหาคนแรกก็คืออาเอ้อร์ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง หลังจากเขาใช้ฝ่ามือปัด ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิงไปหนึ่งครั้ง ก็หันมาบอกอาต้าว่า “อาต้า ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งสนใจข้า ข้ายังทนไหว ไปฆ่าเจ้าเด็กพวกนี้ก่อน อย่าให้พวกเขาทำลายแผนการของพวกเรา!”

อาต้าพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็ทิ้งอาเอ้อร์ไว้จริงๆ แล้วไล่ตามเข้ามาหาเยี่ยเว่ยหมิง

เขามองออกแล้วว่าท่ามกลางยอดฝีมือพวกนี้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ ‘ของเยี่ยเว่ยหมิงมีประสิทธิภาพมากที่สุด แม้จะปล่อยออกมาไม่ถี่มาก แต่ก็ป้องกันได้ยากที่สุด

ดังนั้น เขาตัดสินใจจะลงดาบกับเยี่ยเว่ยหมิงก่อน

เยี่ยเว่ยหมิงย่อมรู้ตัวเองว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกระบี่อิงฟ้า พอเห็นอาต้าไล่ตามมาที่ตัวเอง ก็ร้องโวยวายทันที เลิกโจมตีอาเอ้อร์และเลี้ยวหนีโดยไม่ลังเล

อาต้าเห็นแล้วก็ถือกระบี่ไล่ตามไป

จากนั้นอาต้าก็ไล่ตาม!

เยี่ยเว่ยหมิงก็วิ่งหนี!

ตอนแรกเนื่องจากอาต้ากังวลความปลอดภัยของอาเอ้อร์ ตอนไล่ตามจึงยังไม่กล้าใช้ความเร็วเต็มที่ มักหันกลับไปมองข้างหลังอยู่เป็นระยะ

แต่พอไล่ตามไปเรื่อยๆ เขาก็พบว่ามือปราบจากภาคกลางคนนี้ แม้จะมีวิชาตัวเบาที่ธรรมดาที่สุดในยุทธภพ แต่ความเร็วก็ไม่ใช่เล่นๆ

เจ้าเด็กนี่วิ่งเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก!

เขาใช้เวลาไล่ตามหลังอยู่นานมาก แต่ก็ตามไม่ทันเสียที!

ที่น่าแค้นที่สุดก็คือ เดิมทีความเร็วของเจ้าเด็กนี่แตกต่างกับเขาไม่มาก แต่หลายครั้งที่เขาเพิ่มความเร็วระหว่างที่ไล่ตาม เยี่ยเว่ยหมิงก็เร่งความเร็วด้วยเช่นกัน จนกระทั่งเขาใช้วิชาตัวเบาของตัวเองจนถึงขีดจำกัดสูงสุด เยี่ยเว่ยหมิงกลับยังรักษาความเร็วให้เท่ากับเขาได้

เจ้าหมอนี่กำลังดึงดูดความสนใจของข้าอยู่!

พอคิดถึงตรงนี้ อาต้าก็ไม่ลังเลแล้ว เลิกไล่ฆ่าเยี่ยเว่ยหมิงแล้วเดี๋ยวกลับไปทันที

เยี่ยเว่ยหมิงลองใช้ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ โจมตีไปข้างหลัง แต่เจ้าหมอนั่นกลับใช้กระบี่ฟันแตกภายในครั้งเดียวโดยไม่ต้องหันกลับมามองด้วยซ้ำ

รู้สึกว่าถ้าเป็นฝ่ายไล่ฆ่าคนอื่นแบบนี้ จะรู้สึกผ่อนคลายกว่าการถูกคนอื่นไล่ฆ่านิดหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงล้มเลิกความคิดที่จะใช้ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ควบคุมเขาไว้ เปลี่ยนเป็นตามหลังเขาไปอย่างไม่รีบร้อนแทน พอเห็นกำลังภายในของตัวเองกลับมาเต็มแล้ว ก็ดีดลูกดีดเหล็กออกไปลูกหนึ่งทันที

แม้จะทำให้ศัตรูบาดเจ็บไม่ได้ แต่กลับทำให้อาต้ารังเกียจจนเกินรับไหว

ตอนที่อาต้าฝ่าอาวุธลับที่โจมตีต่อเนื่องทุกสิบวินาทีกลับมายังสนามรบนอกหุบเขา กลับพบว่าอาเอ้อร์กำลังถูกผู้เล่นสามคนคนล้อมตะลุมบอนอย่างหนัก!

ยิ่งไปกว่านั้น ทำไมคนที่ล้อมโจมตีอาเอ้อร์ถึงเปลี่ยนไปแล้วล่ะ

ที่แท้ก่อนที่เขาจะวิ่งไล่ตามเยี่ยเว่ยหมิงไปไกล คนที่ล้อมโจมตีพวกเขาก็คือเยี่ยเว่ยหมิง น้องดาบ ถังซานไฉ่และฉางซิงอวี่ ในจำนวนนั้น วิชาธนูของฉางซิงอวี่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขามาก เขาจำไม่ผิดแน่นอน

ถึงขนาดว่าหลังจากโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงล้มเหลว เขาก็เตรียมจะเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีคนที่สองเป็นฉางซิงอวี่

แต่รอจนเขาไล่ฆ่าเยี่ยเว่ยหมิงรอบหนึ่งแล้ววนกลับมา กลับพบว่าฉางซิงอวี่หายไปแล้ว!

แทนที่ด้วยเด็กสาวจากสำนักสุสานโบราณคนหนึ่ง ตอนนี้นางกำลังควงกระบี่คู่ใช้กระบวนท่าต่างๆ ทักทายบนตัวน้องรองของเขา

นี่คือวิธีการเล่นแบบไหนกัน

นี่ก็คือกลยุทธ์ใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนแปลงของของเยี่ยเว่ยหมิง เพื่อลดความสูญเสียของสมาชิกฝ่ายตัวเอง

ยามเผชิญหน้ากับอาต้าที่อาศัยพลังต่อสู้ของกระบี่อิงฟ้า วิชาตัวเบากลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดว่าจะรับมือกับเขาได้จนถึงที่สุดหรือไม่ และในบรรดาห้าคนฝ่ายตัวเอง ท่าร่างของฉางซิงอวี่ก็แย่ที่สุด

พูดแบบนี้ไม่ได้แปลว่าวิชาตัวเบาที่ฉางซิงอวี่เรียนมามีคุณภาพแย่

ที่จริงแล้วในฐานะผู้เล่นมืออาชีพคนหนึ่ง เขาอาศัยความได้เปรียบเรื่องความรู้เฉพาะทางเรียนปรับพื้นฐานก่อนเรียนวิชาตัวเบาระดับสูงของสำนักอู่ตังอย่าง ‘ทะยานบันไดเมฆา’ ตั้งนานแล้ว

พอใช้วิชาตัวเบานี้ขึ้นมาก็เรียกได้ว่าสง่างาม!

แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะจุดเน้นในการพัฒนาความสามารถของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เจ้าหมอนี่หลงใหลวิชาทวน ทั้งยังชอบขี่ม้า ค่าตบะมีจำกัด จำนวนที่เพิ่มไปบนวิชาขี่ม้าเยอะกว่าวิชาตัวเบา ดังนั้นในบรรดาพวกเขา ค่าสเตตัสท่าร่างของเขาจึงเหมือนขยะที่สุด

ถ้าคนที่อาต้าไล่ฆ่าเมื่อครู่นี้คือเขา ตอนนี้เจ้าหมอนี่คงได้ไปรายงานตัวที่จุดคืนชีพแล้ว

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเสียสละที่ไร้ประโยชน์ ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงพาอาต้าไปวิ่งมาราธอนก็เตรียมเปลี่ยนคนแล้ว เปลี่ยนให้สะพานสวรรค์น้อยที่วิชาตัวเบาดีกว่า มีความสามารถในเอาตัวรอดดีกว่ามาแทน ให้คนขาสั้นอย่างฉางซิงอวี่ไปดูต้นทางแทน

เมื่อเห็นอาต้าย้อนกลับมา สามคนที่กำลังล้อมโจมตีอาเอ้อร์ก็แยกย้ายทันที

อาเอ้อร์เพิ่งจะโล่งอก แต่จู่ๆ กลับได้ยินเสียงโลหะเงินฝ่าปะทะลมดังมา เป็นวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ที่เยี่ยเว่ยหมิงส่งมาโจมตีเขาจากที่ไกลๆ

อาเอ้อร์ไม่ได้เตรียมตัวเพราะกำลังหละหลวม ถูกโจมตีเข้าเต็มๆ

โจมตีถูกหว่างคิ้ว!

แปะ!

-116542!

ภายใต้การโจมตีนี้ อาเอ้อร์ที่เดิมทีเหลือค่าพลังชีวิตอยู่เกือบครึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าจะหายไปหมดในชั่วพริบตาเดียว!

ปลิดชีพ!

[ติ๊ง! ทีมของคุณโจมตีสังหารยอดฝีมือสังกัดท่านอ๋องหรู่หยางแห่งมองโกล อาเอ้อร์ BOSS เลเวล 65 สำเร็จ ได้รับ

ค่าประสบการณ์ 250000 แต้ม

ค่าตบะ 80000 แต้ม!]

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพเยี่ยเว่ยหมิง สำนักสุสานโบราณ…]

บัดซบ!

การตายกะทันหันของอาเอ้อร์ ไม่เพียงแค่ทำให้อาต้าที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เตรียมตัว แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงที่เป็นผู้ริเริ่มก็ไม่ทันตั้งตัวเช่นกัน!

เดิมทีเขาเตรียมจะใช้อาเอ้อร์มาควบคุมอาต้า จากนั้นก็ใช้วิธีการจู่โจมเล่นงานเจ้าหมอนี่แรงๆ สักสองที เตรียมจะลงทุนน้อยกอบโกยมาก ดูว่าจะใช้วิธีการที่มีอยู่ตอนนี้กำจัดเจ้าหมอนี่เพื่อให้ดรอปกระบี่อิงฟ้าคืนสู่เจ้าของได้หรือไม่

แต่ผลปลิดชีพนี้ กลับทำให้แผนการเดิมที่เขาวางไว้ต่อเนื่องวุ่นวายหมดแล้ว

[ไท้ซัวเป็นไฉน เอฟเฟ็กต์พาสซิฟ: โจมตีจุดสำคัญมีโอกาสปลิดชีพ 10%!]

ต้องบอกเลยว่าตอนที่เอฟเฟ็กต์โผล่มา เหมือนจะผิดเวลาไปหน่อย…

แต่กลุ้มใจก็ส่วนกลุ้มใจ เมื่อเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงกะทันหันแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่ลืมที่จะใช้วิธีการรับมือที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงไม่รอให้อาต้ารู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร เขาพลันพุ่งไปอีกด้านหนึ่ง ดึงสะพานสวรรค์น้อยขึ้นมาแล้วเลี้ยววิ่งทันที

“โธ่ น้องรอง!” กระทั่งตอนนี้ อาต้าถึงดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้ มือข้างหนึ่งอุ้มศพของอาเอ้อร์ที่กำลังล้มลงมา ความโศกเศร้าพรั่งพรูขึ้นมาในใจทันที

เมื่อเห็นน้องรองของตัวเองตายอนาถขนาดนี้ ร่างกายที่เดิมทีผึ่งผายก็เหมือนอ่อนยวบลงมาแล้ว อาต้ารู้สึกว่าความเศร้าเสียใจล้นทะลักอยู่ในใจ ตามด้วยส่งเสียงคำรามเกรี้ยวกราดสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน จากนั้นถือกระบี่อิงฟ้าที่ทนทานเล่มนั้นเลี้ยวกลับมาอีกครั้ง ไล่สังหารมาทางเยี่ยเว่ยหมิงโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด

ตอนที่จูงมือกัน สะพานสวรรค์น้อยซื้อขายไอเทมเสร็จเรียบร้อยด้วยความรวดเร็วตามคำขอของเยี่ยเว่ยหมิง จากนั้นชายหนุ่มก็แยกจากหญิงสาวตรงนั้น แยกกันหนีไปคนละทาง

ส่วนอาต้ากลับเอาแต่จองเวรเยี่ยเว่ยหมิงที่ฆ่าน้องรองของเขา แต่ดันตามไม่ทัน ฟันไม่โดน ได้แต่โมโหจนร้องโวยวายออกมา

ตอนนี้เอง ฉางซิงอวี่ส่งข้อความในช่องทีมได้ทันเวลา [วัดน้ำเต้าโลหิตมีเหตุเปลี่ยนแปลง! ตอนนี้ยอดฝีมือของสำนักคุนหลุนฝ่าออกมาจากวัดได้แล้ว เริ่มฝ่าวงล้อมแล้ว!]

[ผู้ที่นำหน้ามาคือชายชราเคราขาวที่มีทักษะกระบี่แข็งแกร่งมาก รับมือกับยอดฝีมือฝ่ายราชสำนักมองโกลแบบหนึ่งต่อสอง ตอนนี้สู้กันอย่างสูสี ยอดฝีมือคนอื่นของสำนักคุนหลุนสู้กับทัพใหญ่มองโกล เหมือนจะสูสีเช่นกัน!]

เป็นอย่างที่คาดไว้ ในภารกิจเนื้อเรื่องแบบนี้ หลายครั้งล้วนขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้เล่น

การต่อสู้ระหว่าง NPC ขอเพียงทั้งสองฝ่ายมีคุณสมบัติไม่ต่างกันเกินไป ก็จะต่อสู้กันอย่างสูสีเสมอ จนกระทั่งผู้เล่นทำอะไรสักอย่าง ถึงจะกระตุ้นให้เนื้อเรื่องมีการเปลี่ยนแปลง!

ยกตัวอย่างเช่น อาเอ้อร์ถูกโจมตีจนเสียพลังชีวิตไปหนึ่งส่วนสาม คือเงื่อนไขในการล่ออาต้าออกมา ส่วนการทำให้หนึ่งในสองคนนี้ตาย ก็คือเงื่อนไขที่กระตุ้นให้สำนักคุนหลุนฝ่าวงล้อม

เช่นนั้นถ้าอยากทำให้ทัพใหญ่มองโกลเสียขวัญกำลังใจ ถึงขั้นเกิดสถานการณ์ที่รับมือได้ไม่ทั่วถึง เกรงว่าคงต้องฆ่าอาต้าคนนี้ให้ตาย

เพียงแต่…

ไม่มีความลังเลใดๆ เยี่ยเว่ยหมิงบอกในช่องทีมทันทีว่า [เตรียมตัวเคลื่อนไหวเถอะ รายละเอียดของสถานการณ์ฝั่งนั้นข้าไม่เห็น เจ้ารับหน้าที่หาโอกาสเอาเอง! แล้วก็น้องดาบ หลังจากเก็บศพแล้วไปสนับสนุนสหายซิงอวี่]

[รับทราบ!] ฉางซิงอวี่ตอบอย่างตื่นเต้น แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

ส่วนทางฝั่งเยี่ยเว่ยหมิง อาต้ากำลังไล่ฟันตามก้นเขาอย่างบ้าระห่ำ สะพานสวรรค์น้อยกำลังไล่ตามหลังอาต้าและปล่อยอาวุธลับ ไม่นานถังซานไฉ่ก็มารวมตัวกับสะพานสวรรค์น้อย แล้วยิงอาวุธลับด้วยกัน

ทำให้ทุกครั้งที่อาต้าเหมือนใกล้จะตามเยี่ยเว่ยหมิงทัน แต่เป็นเพราะถูกก่อกวนจากอาวุธลับชนิดต่างๆ ข้างหลัง จึงจำเป็นต้องผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงเพื่อต้านอาวุธลับ ได้แต่มองก้นของเยี่ยเว่ยหมิงที่บิดไปบิดมาอยู่ข้างหน้าตัวเอง เขาแค้นจนกัดฟันกรอดแล้ว

ส่วนน้องดาบ ตอนนี้กลับเดินมาอยู่ตรงหน้าศพของอาเอ้อร์ด้วยความเร็วปกติ หลังจากใช้เท้าเตะเบาๆ หนึ่งที รายการไอเทมดรอปก็ปรากฏตรงหน้าทุกคนในทีมทันที


ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ