วันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566

256-260

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 256ถึง260

[วิธีฝึกกำลังภายนอกและกำลังภายใน]

บันทึกพื้นฐานวิชากำลังภายนอกของอาเอ้อร์รวมทั้งสำนักจินกัง เป็นวิชาที่ฝึกจากภายนอกสู่ภายใน ใช้วิชากำลังภายในที่กำหนดจะเพิ่มค่าประสบการณ์ (พละกำลัง x 100 + ความแข็งแกร่ง x 100) แต้ม

[รองเท้าจินกัง (ทองคำ)]

รองเท้าที่ยอดฝีมือบู๊ลิ้มสวมใส่ เบาและเย็นสบาย ทนทานต่อการใช้งาน

ป้องกัน +50

ท่าร่าง +50

พลังชีวิตสูงสุด +500

กำลังภายในสูงสุด +500

……

[เสื้อคลุมขนสัตว์จินกัง (ทองคำ)]

เสื้อคลุมขนสัตว์ที่ยอดฝีมือบู๊ลิ้มสวมใส่ หนาแน่นและรักษาความอบอุ่นได้ดี

ป้องกัน +150

กำลังภายในสูงสุด +2000

……

[จี้พระปีศาจ (อาวุธล้ำค่า)] สร้อยพระที่ปนเปื้อนเลือดสด มีพลังงานชั่วร้ายกลุ่มหนึ่ง คนที่ไม่มีพุทธธรรมประจำตัวจะควบคุมไม่ได้

พลังชีวิตสูงสุด +3000

กำลังภายในสูงสุด +2000

กำลังภายใน +30%

ค่าวีรบุรุษ -500 (หมายเหตุ: หลังจากใส่อุปกรณ์แล้วจะถูกหักค่าวีรบุรุษ หลังจากถอดอุปกรณ์จะไม่คืนค่าวีรบุรุษ อุปกรณ์มีความเสี่ยง กรุณาใส่อย่างระมัดระวัง!)

เงื่อนไขการฝึก: เลเวลพุทธธรรม 5

……

[วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร ] คัมภีร์พุทธะ ค่าตระหนักรู้ +1

……

เงิน: 800 เหรียญทอง

……

ไอเทมดรอปจากอาเอ้อร์บอกไม่ถูกว่าดีหรือแย่ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่สนใจเช่นกันว่าของพวกนี้จะดีหรือไม่ดีกันแน่ ในสายตาของเขา อย่างไรเสียก็ไม่ดีไปกว่ากระบี่อิงฟ้าของเขาหรอก

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ใช่คนโลภ ในบรรดาสิ่งตอบแทนที่ได้รับวันนี้ เขาต้องการเพียงกระบี่อิงฟ้าเล่มเดียว!

เยี่ยเว่ยหมิงวิ่งต่อไป อาต้าไล่ฆ่าต่อไป สะพานสวรรค์น้อยกับถังซานไฉ่ไล่ฆ่าอยู่ข้างหลังอาต้า ส่วนน้องดาบที่เก็บอุปกรณ์ก็ใช้ท่าร่าง ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ วิ่งเข้าไปในหุบเขาน้ำเต้าโลหิต

อาต้าที่มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือจะเป็นตัวละครโหดที่ห้ามสิ่งมีชีวิตเข้าใกล้ ทุกคนใช้การโจมตีระยะไกลยังพอก่อกวนได้บ้าง แต่น้องดาบที่โจมตีระยะไกลไม่เป็น ถ้าอยู่ที่นี่ต่อ นอกจากแค่ดูเอาสนุกแล้วก็แสดงบทบาทอะไรไม่ได้

เพื่อไม่ให้ยอดฝีมือระดับสูงที่ความสามารถเป็นรองแค่ตัวเองอยู่ว่างๆ ให้เสียเวลาเปล่า พอเยี่ยเว่ยหมิงเห็นอาเอ้อร์ตายแล้ว ก็ให้นางไปร่วมปฏิบัติการกับฉางซิงอวี่ที่หุบเขาน้ำเต้าโลหิตเสียเลย ส่วนรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้บงการมากนัก อย่างไรเสียบนสนามรบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแบบนี้ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็สำคัญกว่ากลยุทธ์ที่ตายตัว

การวิ่งมาราธอนไล่ฆ่ารอบปากหุบเขายังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่เมื่อเวลาการต่อสู้นานผ่านไปนาน ทางด้านอาต้าก็เริ่มหมดความอดทนแล้ว ไม่รอบคอบเรื่องกระบวนท่าเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

จุดนี้เยี่ยเว่ยหมิงต้องกดไลก์ให้ผู้ออกแบบเกม

ต้องทราบไว้ว่าผลการแข่งวิ่งของทั้งสองก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าต่อให้อาต้าไม่ถูกรบกวนใดๆ แต่ก็ตามเยี่ยเว่ยหมิงไม่ทันอยู่ดี แต่เมื่อความโกรธโจมตีจิตใจ เขากลับมองข้ามจุดสำคัญของปัญหาไป สนใจแต่ไล่ตามอย่างนั้น ถ้าไม่ได้ฆ่าอีกฝ่ายก็จะไม่ยอมหยุด ท่าทางเหมือนจะไล่ตามไปชั่วนิรันดร์

สิ่งนี้ได้เพิ่มเวลาให้เยี่ยเว่ยหมิงทำอะไรได้มากขึ้นแล้ว

เป็นอย่างที่คาดไว้ เมื่ออาต้าเริ่มปล่อยตัวปล่อยใจ ถังซานไฉ่และสะพานสวรรค์น้อยที่กำลังปล่อยอาวุธลับอยู่ข้างหลังเขาก็ตระหนักได้ว่าโอกาสมาถึงแล้ว

ถังซานไฉ่โบกมือยิงอาวุธลับชนิดต่างๆ สามสิบสองชิ้นไปทางอาต้า แต่กลับถูกปราณกระบี่ของอีกฝ่ายฟันพังอย่างไม่มีข้อยกเว้น อาต้าที่ต้านอัลติเมทสกิลของถังซานไฉ่ได้เพิ่งเก็บกระบี่กลับมาแล้วไล่ตามเยี่ยเว่ยหมิงอีก สะพานสวรรค์น้อยก็โบกมือเรียวสวยของตัวเอง ปล่อยเข็มบินสองเล่มฝังเข้าไปในแผ่นหลังตรงหัวใจของอาต้าอย่างเงียบเชียบ

-312

ถูกพิษ!

-425

ถูกพิษ!

อาวุธลับชิ้นแรกก็คือเข็มผึ้งหยกที่มีพิษ ถึงแม้จะไม่ทำให้เสียค่าพลังชีวิตหรือลดค่าสเตตัสโดยตรง แต่กลับทำให้อาต้ารู้สึกคันจนทนไม่ไหวไปทั้งตัว

พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ต่อเนื่องหนึ่งนาที

ส่วนบนอาวุธลับชิ้นที่สองก็คืออาวุธลับอาบพิษยาตัดวิญญาณ: ทุกสามวินาทีจะลบค่าพลังชีวิต 1000 แต้ม ต่อเนื่องสามนาที

เมื่อพิษสองชนิดนี้รวมกัน ผลที่ได้ก็ร้ายแรงเป็นพิเศษ

แม้อาต้าจะอาศัยจิตใจที่แน่วแน่ของตัวเองคงการเคลื่อนไหวไว้เหมือนเดิม แต่ความรู้สึกทั้งเจ็บทั้งคันที่ทะลุถึงหัวใจกลับทำให้เขาทรมานจนร้องโอดครวญออกมา ตอนนี้เอง ถังซานไฉ่ใช้วิชามวยซั่นโส่วโจมตีออกมาหนึ่งที แม้จะยังถูกกระบี่อิงฟ้าของอาต้าต้านไว้ได้ แต่เพราะได้รับผลกระทบจากพิษของเข็มผึ้งหยก ไม่ว่าเขาจะควบคุมอย่างไร กระบวนท่าก็มีช่องโหว่เล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็จับจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ ใช้ ‘วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ โจมตีใต้ซี่โครงจนทะลุเป็นรูชัดเจน!

จากนั้นอีกหนึ่งนาทีต่อมา สำหรับอาต้าแล้วเหมือนความทรมานในนรกจริงๆ

เมื่ออยู่ภายใต้การล้อมโจมตีของสามยอดฝีมือ อาต้าที่ถูกพิษของเข็มผึ้งหยก ถ้ายังต้านมวยซั่นโส่วของถังซานไฉ่ได้ ก็จะต้านวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ ถ้าต้านวิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเยี่ยเว่ยหมิงได้ ก็จะถูกวิชามวยซั่นโส่วของถังซานไฉ่ซ้อมน่วมทั้งตัว

แม้จะเป็นเวลาเพียงหนึ่งนาที แต่ก็ถูกโจมตีจนเสียพลังชีวิตไปแล้วหนึ่งในสามส่วน!

เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งนาที อาต้ากลับมาโหดและกล้าหาญเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง แม้ยาตัดวิญญาณยังทำให้ค่าพลังชีวิตลดลงหนึ่งพันแต้มทุกๆ สามวินาที แต่การเคลื่อนไหวของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบแล้ว ตอนนี้กลับป้องกันการโจมตีรอบตัวได้อย่างแน่นหนา ไม่ว่าผู้เล่นสามคนนั้นจะพยายามอย่างไร ก็สร้างดาเมจบนตัวเขาเพิ่มไม่ได้แม้แต่น้อย

หลังจากผ่านไปอีกสองนาที ยาตัดวิญญาณหมดฤทธิ์แล้ว พลังชีวิตของอาต้าลดลงไปเหลือประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นแต้ม

จากนั้น…เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เกิดความสูญเสีย ค่าพลังชีวิตของเจ้าหมอนี่ก็เริ่มฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งดูจากท่าทางระมัดระวังของเขา อย่างน้อยก่อนที่ค่าพลังชีวิตจะกลับมาเต็ม เขาก็ไม่ทำพลาดเล็กน้อยเหมือนก่อนหน้านี้เอง

สรุปก็คือ อาต้าคนนี้ยังเป็นมอนสเตอร์ที่ตายยากคนหนึ่ง!

อีกทั้งตอนนี้อาต้าก็หายจากอาการโมโหถึงขีดสุดแล้วด้วย เลิกไล่ตามศัตรูที่ตัวเองตามไม่ทันอย่างเยี่ยเว่ยหมิง เปลี่ยนเป็นไลฆ่าสะพานสวรรค์น้อยแทน แต่ก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้เคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ล่อให้กลับมาอีก

จากนั้น ทั้งสี่คนก็วิ่งมาราธอนไล่ฆ่ากันต่อไป…

ขณะที่วิ่ง ถังซานไฉ่ก็ยังเจียดเวลามองสีของท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลง จากนั้นพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ “สหายเยี่ย ตกลงว่าเจ้ามีวิธีการจัดการเจ้าหมอนี่หรือเปล่า ความอยู่ยงคงกระพันของข้าคงอยู่ได้ถึงยามจื่อเท่านั้น ดูจากระดับของภารกิจนี้ เมื่อถึงเวลาแล้ว ข้าต้องตายอีกรอบแน่นอน คงต้องลงหลุมฝังศพไปเป็นเพื่อนศัตรู!…

…บอกตามตรง แม้สหายจะไม่กลัวการตายแค่ครั้งสองครั้ง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงการตายได้ เจ้าก็พยายามทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อหน่อยเถอะ”

ตอนที่เขากำลังพูดสิ่งเหล่านี้ ความโศกเศร้าบนใบหน้าประกอบกับเสียงที่สัตย์ซื่อจริงใจ ทำให้คนฟังรู้สึกปวดใจจริงๆ ใครเห็นก็ต้องน้ำตาไหลตาม

เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่สมบัติฝังร่วมคนนี้ประสบพบเจอ แต่สำหรับคำถามของอีกฝ่าย เขากลับอธิบายอย่างจนใจว่า “ข้านึกไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่จะมีเจตจำนงแน่วแน่ขนาดนี้ ขนาดพิษของเข็มผึ้งหยกส่งผลกระทบต่อเขาสิบนาที ตอนอยู่ในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เขายังป้องกันจุดสำคัญบนร่างกายได้อย่างแน่นหนาเลย ไม่อย่างนั้นขอเพียงข้าฉวยโอกาสทำให้แขนขาของเขาพิการสักจุดหนึ่ง ก็กำหนดชัยชนะได้โดยสมบูรณ์แล้ว”

พูดจบก็เสริมอีกว่า “ตอนนี้ในมือข้ามีเข็มบินชุบยาตัดวิญญาณหนึ่งเล่ม เพิ่งขอมาจากสะพานสวรรค์น้อย เดิมทีเตรียมจะเก็บไว้ใช้สำรอง ผลปรากฏว่าหาโอกาสเหมาะที่จะโจมตีให้เขาถึงชีวิตไม่ได้เลย”

ถังซานไฉ่ก็รู้เช่นกันว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้โกหก แต่ก็อดถามไม่ได้ว่า “เช่นนั้นตอนนี้พวกเราทำอย่างไรดี จะวิ่งต่อไปจนฟ้าสว่างเลยหรือ”

“ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอก” เยี่ยเว่ยหมิงวิ่งอยู่ข้างหน้าสุด ขณะเดียวกันส่งข้อความในช่องทีมด้วย [ที่จริงการฝืนสังหารอาต้า ก็เพื่อให้ผลลัพธ์การต่อสู้ขยายใหญ่ขึ้นอีกขั้นก็เท่านั้นเอง การโจมตีฝั่งฉางซิงอวี่กับน้องดาบไม่มียอดฝีมือคอยขัดขวาง ตอนนี้คงใกล้สำเร็จแล้วใช่ไหม]

ที่จริง เยี่ยเว่ยหมิงคิดถึงแผนการสังหารอาต้าได้หลายแบบมาก

ยกตัวอย่างเช่นปล่อยพิษต่อเนื่อง ฉวยโอกาสใช้ยาตัดวิญญาณของสะพานสวรรค์น้อยที่เหลืออยู่ไม่กี่ครั้งสุดท้าย ทรมานให้อาต้าค่อยๆ ตาย

หรือไม่ก็ค่อยๆ ถ่วงเวลาเขา ขอเพียงอยู่ในระยะเวลาที่พิษของเข็มผึ้งหยกออกฤทธิ์ โจมตีจนเกิดคริติคอลดาเมจสักสองครั้งก็พอ

ต่อให้พิษหายไปแล้ว และเขาฟื้นคืนค่าพลังชีวิตกลับมาเต็มอีกครั้งก็ไม่เป็นไร

อย่างมากก็หาโอกาสให้สะพานสวรรค์น้อยนำเข็มมาเติมให้เขาอีกเล่มก็พอ ขอเพียงหาโอกาสโจมตีคริติคอลดาเมจ ก็จะโอกาสโจมตีครั้งเดียวจนเกิดผลปลิดชีพแล้ว!

ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวถ้าต้องยืดเวลาออกไป

แต่สองวิธีสังหารที่บรรยายมาข้างต้น กลับต้องขึ้นอยู่กับพิษเข็มผึ้งหยกของสะพานสวรรค์น้อยที่โจมตีจนเกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่บนตัวอาต้า ถึงจะมีที่ว่างให้โจมตี

แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาต้าจะต้านพิษของเข็มผึ้งหยกได้ ทั้งยังป้องกันบนจุดสำคัญและข้อต่อบนร่างกายได้อย่างแน่นหนา

สิ่งเหล่านี้ทำให้แผนร้ายที่มีอยู่เต็มหัวของเขากลายเป็นแผนที่แสดงบทบาทไม่ได้

อีกทั้งดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เหมือนจะทำได้เพียงล้มเลิกความคิดเพ้อฝันที่จะสังหารอาต้า หวังว่าแผนการฝั่งฉางซิงอวี่กับน้องดาบจะสำเร็จอย่างราบรื่นก็พอ

ความจริงได้พิสูจน์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฉางซิงอวี่หรือน้องดาบ ก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทีมที่เชื่อถือได้มาก

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งพูดจบ ทั้งสี่ก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าวิ่งตะบึงดังมาจากปากหุบเขาแล้ว

พอหันไปมอง กลับเห็นฉางซิงอวี่กำลังขี่ม้าตัวสูงใหญ่สีขาวบริสุทธิ์วิ่งตะบึงออกมาจากปากหุบเขา

ในมือของเขายังมีหนุ่มน้อยชุดขาวคนหนึ่งที่ถูกมัดแบบห้อยหัวลงเหมือนสัตว์ เชือกที่มัดอยู่บนตัวคนคนนั้น ไม่ว่าจะมองให้เป็นเป็นแบบภายนอก หรือมองให้เป็นศิลปะภายใน ก็ล้วนทำให้คนรู้สึกว่าคุ้นตาตามาก

แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือของน้องดาบ!

ส่วนน้องดาบ ศิลปินที่รังสรรค์ผลงานนี้สำเร็จก็ปรากฏตัวตรงปากหุบเขาพร้อมกับฉางซิงอวี่ ม้าขาวทวนเงิน เงาร่างสีแดงเพลิงกระโดดแวบผ่าน รักษาระดับความเร็วให้เท่ากับม้าของฉางซิงอวี่ เห็นได้ชัดว่าชำนาญมาก

ความสง่างาม ล่องลอยและรวดเร็วของวิชาตัวเบาระดับสูง เมื่ออยู่บนตัวนางก็ได้รับคำนิยามว่าสมบูรณ์แบบที่สุด!

ข้างหลังทั้งสองมีชายชราชุดเทาสองคนตามมาติดๆ หนึ่งในนั้นถือไม้เท้าสั้น ส่วนอีกคนถือพู่กันผู้พิพากษา เนื่องจากมีบอสที่ปลิดชีพคนอื่นได้ทุกเมื่ออย่างอาต้าตามหลังอยู่ เยี่ยเว่ยหมิงไม่กล้าโคจรกำลังภายในไปที่ดวงตาสองข้างเพื่อมองให้ละเอียด แต่ดูจากลักษณะภายนอกและอาวุธของพวกเขาก็รู้แล้วว่าสองคนนี้คือสองเฒ่าเสวียนหมิง อาคันตุกะไม้เท้ากวางและเฒ่าพู่กันกระเรียน ซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับสูงของจวนท่านอ๋องหรู่หยาง

ตัดสินจากท่าร่างของทั้งสองคน พวกเขาน่าจะเป็นบอสร่างแท้ที่อยู่ในโหมดภารกิจ ไม่ใช่คนอื่นที่ใช้อาวุธคล้ายกันปลอมตัวมา

ถ้าเป็นอย่างนั้น จำนวนยอดฝีมือฝ่ายศัตรูก็ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่เขามีแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ยอดฝีมือปลอมตัวเป็นยอดฝีมืออีกคน เรื่องแบบนี้ค่อนข้างปัญญาอ่อน คาดว่าทางฝั่งราชสำนักมองโกลคงไม่ทำอย่างนี้

ท่าร่างของสองเฒ่าเสวียนหมิงรวดเร็วถึงขีดสุด ถึงขั้นเร็วกว่าอาต้าด้วย

ด้วยความเร็วของพวกเขา ที่จริงมีโอกาสตามฉางซิงอวี่กับน้องดาบทันอยู่แล้ว เพียงแต่กลัวจะกระทบกับคนฝ่ายตัวเอง ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ ถึงได้ตามอยู่ข้างหลังแบบไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไป

ทั้งไม่กดดันเกินไป ทั้งไม่ให้โอกาสสองคนนี้หลบพ้นสายตาพวกเขา

หลังจากเห็นสี่คนพุ่งออกจากหุบเขา อาต้าก็หยุดไล่ตามโจมตีเยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นทั้งสามก็หยุดใช้อาวุธลับก่อกวนเขาแล้วเช่นกัน

ทุกคนหยุดมือพร้อมกัน ฉางซิงอวี่ น้องดาบมาถึงข้างกายทั้งสามคน ฉางซิงอวี่โยนหนุ่มน้อยชุดขาวให้เยี่ยเว่ยหมิง จากนั้นกระโดดลงม้า

ส่วนสองเฒ่าเสวียนหมิงก็ยืนอยู่ข้างกายอาต้า มองห้าคนในทีมด้วยสายตาเดือดแค้น

ขณะเดียวกันนี้เอง ค่าสเตตัสที่มีเฉพาะ BOSS ก็ลอยอยู่ตรงหน้าทั้งห้าคนแล้ว

[อาคันตุกะไม้เท้ากวาง]

หนึ่งในสองเฒ่าเสวียนหมิง ยอดฝีมือของจวนท่านอ๋องหรู่หยาง

เลเวล: 65

พลังชีวิต: 330000/330000

กำลังภายใน: 210000/210000

……

[เฒ่าพู่กันกระเรียน]

หนึ่งในสองเฒ่าเสวียนหมิง ยอดฝีมือของจวนท่านอ๋องหรู่หยาง

เลเวล: 65

พลังชีวิต: 320000/320000

กำลังภายใน: 215000/215000

……

หลังจากทุกคนยืนมั่นคงแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าจู่ๆ สายตาที่สองเฒ่าเสวียนหมิงมองกันก็เปลี่ยนเป็นมีเลศนัย เหมือนอาจจะเสี่ยงพุ่งเข้ามาช่วยคนได้ทุกเมื่อ เขากดกระบี่แสงทองตรงใต้รักแร้ของหนุ่มน้อยชุดขาวที่เพิ่งรับมาจากฉางซิงอวี่พร้อมตะคอกเสียงดุดันว่า “อย่าขยับ ไม่อย่างนั้นข้าจะฟันแขนเขาข้างหนึ่งก่อน”

เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา ยอดฝีมือสามคนที่อยู่ตรงข้ามก็ถอยหลังหนึ่งก้าวพร้อมกัน กลัวว่าถ้าตัวเองเผลอขยับแค่นิดเดียวก็จะทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเข้าใจอะไรผิดได้

เมื่อครู่ที่ดูเหมือนการเจรจาสันติ แต่ที่จริงทั้งสองฝ่ายกลับเริ่มทำสงครามจิตวิทยาแล้ว

สองเฒ่าเสวียนหมิงโลภในตำแหน่งและผลประโยชน์ที่สุด ย่อมไม่นำอนาคตของตัวเองไปล้อเล่นง่ายๆ อยู่แล้ว และการที่พวกเขาแอบส่งสายตาให้กัน ทำท่าเหมือนคันไม้คันมืออยากต่อสู้ก่อนหน้านี้ ก็เพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของเยี่ยเว่ยหมิง

ด้วยศักยภาพของทีมเยี่ยเว่ยหมิง ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับใครในสองเฒ่าเสวียนหมิง ก็สู้ชนะได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเผชิญหน้าทีเดียวพร้อมกันสองคน ก็ทำได้เพียงเลือกว่าจะหนีหรือจะตายทั้งทีม ถ้าสู้แบบหนึ่งต่อสามก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้ว

ถ้าสู้กันอย่างยุติธรรม ฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงก็มีแต่จะถูกอีกฝ่ายฆ่าตายเอาง่ายๆ เท่านั้น!

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ คนปกติล้วนรู้สึกไม่มั่นใจ ตัวประกันที่อยู่ในมือเป็นฟางช่วยชีวิตเพียงเส้นเดียวที่เหลืออยู่ แม้ศัตรูจะเคลื่อนไหวผิดปกติ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าฆ่าตัวประกันง่ายๆ อยู่ดี

ถ้าตอนที่พวกเขาทำท่าเหมือนจะลงมือ แล้วเยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าลนลานหวาดกลัว สองเฒ่าเสวียนหมิงจะต้องลงมือช่วยคนอย่างไม่ลังเลแน่นอน

เนื่องจากพวกเขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงมีความลังเลแม้เพียงเวลาสั้นๆ พริบตาเดียว พวกเขาก็จะมีความมั่นใจว่าจะช่วยท่านอ๋องน้อยออกจากปากเสือโดยไม่เกิดการสูญเสียแม้แต่น้อย

ทว่า เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่มีท่าทีจะเล่นสงครามจิตวิทยากับพวกเขาเลย การที่เขากดกระบี่ตรงใต้รักแร้ของท่านอ๋องน้อยก็คือการพิสูจน์ที่ดีที่สุดแล้ว

ตัวประกัน ในมือพวกเรามีแค่หนึ่งคนจริงๆ

แต่ข้าก็ไม่ได้มีแค่ทางเลือกว่าจะฆ่าหรือไม่ฆ่าเสมอไป!

ขอเพียงตัวประกันไม่ตาย เช่นนั้นไม่ว่าจะหักแขนหรือหักขา มูลค่าของเขาสำหรับข้าก็ไม่ลดลงมากเท่าไรนัก

ส่วนสองเฒ่าเสวียนหมิงถ้าช่วยท่านอ๋องน้อยที่แขนขาดกลับไป เช่นนั้นสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ ก็คงเป็นท่านอ๋องหรู่ยางที่ไล่สังหารไม่หยุดหย่อน

ชั่วขณะนั้น สามยอดฝีมือที่อยู่ตรงข้ามตกตะลึงถึงขีดสุดเพราะการกระทำที่เรียบง่ายของเยี่ยเว่ยหมิง

ไม่กล้าก้าวออกจากขอบเขตแม้แต่ก้าวเดียว!

หลังจากกุมอำนาจฝ่ายกระทำในการเจรจาไว้ในมือตัวเองแล้ว สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกลับไปหยุดอยู่บนกระบี่อิงฟ้าของเขา

ตอนนี้มีตัวประกันอยู่ในมือ เป็นเวลาที่กระบี่ล้ำค่าที่มีววาสนากับตนกลับคืนสู่เจ้าของแล้วเช่นกัน

บนใบหน้าเผยรอยยิ้มแห่งความมั่นใจในชัยชนะ เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะเอ่ยปาก ท่านอ๋องน้อยที่อยู่ในมือเขากลับพูดก่อนว่า “นี่! เจ้าหิ้วคนเหมือนหิ้วไก่แบบนี้ ไม่คิดว่าเสียมารยาทเกินไปหน่อยหรือ ถ้าอยากเจรจา ก็ปล่อยข้าไปก่อน ข้าจะเจรจากับเจ้าเอง พวกเขาล้วนฟังคำสั่งข้า!”

“อ้อ?”

หนูน้อยหน้าตาใสซื่อที่อยู่ในมือดึงดูดความสนใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงดึงเชือกให้เขาลอยสูงขึ้นมา ทำให้ศีรษะของเขาอยู่เท่ากับสายตาตนพอดี ท่าทางเหมือนกำลังชื่นชมเครื่องเคลือบลายครามที่ขยับไม่ได้ ทำตามอำเภอใจและสง่าผ่าเผยมาก

แน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความคิดไม่ซื่อ ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสำรวจหนุ่มน้อยไร้เดียงสาตรงหน้า ก็ยังไม่ลืมกำชับน้องดาบที่อยู่ข้างกาย “เจ้าช่วยจับตาดูให้ข้าหน่อย ถ้ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติเมื่อไร ข้าจะลงมือกำจัดแขนข้างหนึ่งของเจ้าหนุ่มน้อยทันที”

ในบรรดาเพื่อนร่วมทีม คนที่เยี่ยเว่ยหมิงเชื่อใจที่สุดก็ย่อมเป็นสะพานสวรรค์น้อย แต่ถ้าเรื่องการลงดาบ เขากลับวางใจน้องดาบมากกว่า

น้องดาบยิ้มบางๆ “อีกประเดี๋ยวตอนแบ่งของกัน ของชิ้นแรกที่ข้าชอบ เจ้าห้ามมาแย่งกับข้านะ”

ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงตอบ นางก็ส่งข้อความในช่องทีมว่า [ไม่ใช่กระบี่อิงฟ้า]

“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”

ขณะที่พูด สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็อยู่บนตัวหนุ่มน้อยไร้เดียงสาตรงหน้าแล้ว อีกฝ่ายอายุประมาณสิบกว่าขวบเท่านั้น ผิวขาวสะอาดหมดจด บอบบางเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ผู้หญิงคนนี้กลับใจกล้าไม่เบา แล้วตอนนี้ความเป็นความตายของตัวเองจะอยู่ในมือเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับสบตากับเขาอย่างสงบนิ่งเยือกเย็น มองไม่เห็นความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น ก็อดถามพร้อมรอยยิ้มไม่ได้ว่า “เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร”

“เจ้าฟังให้ดีนะ ข้าคือคู่คู่เท่อมู่เอ่อร์ ท่านอ๋องน้อยแห่งจวนท่านอ๋องหรู่หยาง ถ้าเจ้าจำไม่ได้ ก็เรียกชื่อภาษาฮั่นของข้าได้เช่นกัน หวังเป่าเป่า” หนุ่มน้อยไร้เดียงสาส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด แล้วกล่าวขัดขืนเสียงดัง “นี่! จะรีบปล่อยข้าลงไปเดี๋ยวนี้ ข้าเพิ่งแปดขวบเองนะ เจ้ายังกลัวข้าหนีพ้นอีกหรือ”

หวังเป่าเป่า?

เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มตรวจดูกลยุทธ์ที่สหายแซ่อินให้มา หาอยู่ตั้งนาน ถึงได้เจอชื่อที่ไม่สะดุดตาชื่อนี้

หวังเป่าเป่า: พี่ชายแท้ๆ ของนางเอกจ้าวหมิ่น ชื่อเดิมคือเท่อมู่เอ่อร์อะไรสักอย่าง รายละเอียดจำได้ไม่ชัดเจน ถึงอย่างไรก็ไม่ได้สำคัญกับภารกิจนี้

ไม่สำคัญ?

เยี่ยเว่ยหมิงกลับรู้สึกว่าเจ้าหนูน้อยคนนี้เหมือนท่าทางไม่ธรรมดาเลย

เขารู้สึกว่าเด็กน้อยในมือตัวเองมีไหวพริบดีมาก ตอนที่กำลังลังเลว่าจะแกะเชือกให้เขาก่อนดีหรือไม่ ข้างหูกลับมีเสียงเสื้อผ้าฝ่าปะทะลมดังขึ้นพักหนึ่ง

พอหันกลับไปมอง กลับพบว่ามีชายชราชุดขาวคนหนึ่งกำลังวิ่งมาจากทางหุบเขาอย่างรวดเร็ว กระโดดขึ้นกระโดดลงไม่กี่ครั้งก็มาถึงข้างกายพวกเขาแล้ว

คนผู้นี้ผมขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ซอกของรอยย่นราวกับหนีบให้ยุงตายได้ มีเพียงดวงตาที่เป็นประกายสดใสเหมือนกับคนหนุ่มสาว มองไม่เห็นความขุ่นมัวเลยสักนิด

ดูจากแววตาหวาดกลัวของสองเฒ่าเสวียนหมิงและอาต้าก็รู้แล้วว่าความสามารถของชายชราคนนี้ได้สัดส่วนกับอายุของพวกเขาแน่นอน!

อายุเท่านี้เพียงพอที่จะทำให้ยอดฝีมืออย่างสองเฒ่าเสวียนหมิงมีพลังอำนาจที่น่าหวาดกลัวได้แล้ว

ฐานะของชายชราชุดขาว เหมือนจะปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว…

พอมาหยุดอยู่ข้างกายคนพวกนี้ ชายชราก็พยักหน้ายิ้มให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงเล็กน้อย แล้วกุมหมัดคารวะกล่าวว่า “ข้าเหอจู๋เต้าแห่งคุนหลุน ขอบคุณเหล่าสหายน้อยมากที่มีคุณธรรมน้ำมิตรมาช่วยเหลือ ถึงทำให้พวกเรารอดพ้นภัยพิบัติวันนี้ได้อย่างราบรื่น พวกไป๋ลู่จื่อกำลังสังหารกองทัพหยวนอยู่ในหุบเขา ข้ากังวลความปลอดภัยของเหล่าจอมยุทธ์น้อย จึงออกมาสนับสนุนล่วงหน้า แต่ดูจากท่าทางแล้ว ที่นี่เหมือนไม่จำเป็นต้องมีตาแก่อย่างข้าแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงรีบคารวะตอบ “ผู้อาวุโสเหอเกรงใจแล้ว”

ข้างกายมียอดฝีมือรุ่นเฮฟวีเวทอย่างเหอจู๋เต้าคอยคุมสถานการณ์ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่กังวลแล้วว่าหวังเป่าเป่าจะเล่นตุกติกอะไร วางเขาลงพื้นทันที พอสะบัดกระบี่แสงทอง ก็ฟันเชือกที่อยู่บนร่างเขาขาด แต่กลับไม่ทำให้เสื้อผ้าของเขาขาดแม้แต่น้อย

พอเห็นว่าหวังเป่าเป่าคนนี้พูดจาอย่างมีระเบียบแบบแผน แล้วนึกถึงคำพูดของหลวงจีนน้ำเต้าโลหิตก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ ‘ท่านอ๋องน้อย’ บัญชาการด้วยตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็กำหนดคู่เจรจาเป็นเขาแล้ว

ส่วนสามยอดฝีมือที่อยู่ฝั่งนั้น?

ก็เป็นแค่ทาสสามคนก็เท่านั้นเอง ปล่อยพวกเขาไว้ตรงนั้นก็พอ

“คืออย่างนี้” หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงกำหนดคู่เจรจาแล้ว ก็พูดหวังเป่าเป่าโดยตรงเลยว่า “เราให้พวกเขา สามคนส่งอุปกรณ์กับตำราลับทั้งหมดออกมา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าจากไปอย่างปลอดภัย อย่างนี้ดีไหม”

หนุ่มน้อยไร้เดียงสาได้ยินแล้วอึ้งทันที จากนั้นก็ส่ายหน้าตอบว่า “ไม่มีทางหรอก! ที่จริงนอกจากกระบี่อิงฟ้าในมืออาต้าที่เป็นของจวนท่านอ๋องหรู่หยาง ของอย่างอื่นบนตัวพวกเขาสามคนล้วนเป็นของส่วนตัวของพวกเขาเอง นำมาแลกเปลี่ยนกับเจ้าในสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะระบบไม่อนุญาต”

ประโยคสุดท้าย หวังเป่าเป่าเหมือนพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่คงจะเป็นการแจ้งเตือนของระบบเช่นกัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เตรียมใจไว้นานแล้ว

ดังนั้นจึงไม่ลังเลอีก แนะนำหวังเป่าเป่าอย่างอดทนว่า “แต่ถ้ามีเพียงกระบี่อิงฟ้าเล่มเดียว ข้าก็ยังรู้สึกขาดทุนมากนะ”

“เช่นนั้นเจ้ายังอยากได้อะไรอีก ขอเพียงเจ้าพูดออกมา ข้าจะพยายามเติมเต็มความปรารถนาของเจ้าแน่นอน แต่นอกจาก ‘ตำรากระบี่’…!” พอพูดได้ครึ่งเดียว หวังเป่าเป่าก็เหมือนตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ยกมือกุมหน้าอกตัวเอง หลังจากคิดได้ว่าแบบนี้จะยิ่งเผยพิรุธ ก็วางมือลงอีกทันที

เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ต่อให้ฉลาดขนาดไหน ก็ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเท่าไรนัก อากัปกิริยาที่อุดหูตนเองเพื่อขโมยระฆัง[1]แบบนี้ จะปิดบังเยี่ยเว่ยหมิงได้อย่างไร

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นสภาพแล้วอดพูดไม่ได้ ทำท่ายื่นมือไปคว้าที่หน้าอกเขา แต่ตอนที่เขาเพิ่งจะยื่นไปได้ครึ่งเดียว กลับรู้สึกได้ว่ามุมปากของหวังเป่าเป่ายกยิ้มอย่างมีเลศนัยเล็กน้อย

จู่ๆ ก็จะหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ทิศทางมือของเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนจากขยำเป็นชี้ นิ้วชี้ข้างขวาแตะบนหน้าผากของอีกฝ่ายอย่างแรง

“โอ๊ะ โอ๊ย!”

ตอนนี้ แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะตั้งใจควบคุมแรงไว้ แต่หนุ่มน้อยไร้เดียงสาที่ถูกเขาจิ้มก็หน้าผากปูดขึ้นมาในช่วงพริบตาเดียว เจ็บจนร้องไห้ตรงนั้นเลย

“ห้ามเสียมารยาทกับท่านอ๋องน้อย!” เมื่อเห็นเจ้านายมีอันตราย สามทาสแห่งราชสำนักมองโกลก็ร้อนใจทันที แต่น้องดาบยังพาดดาบไว้บนแขนของหวังเป่าเป่าทัน ถึงทำให้พวกเขา ‘สงบ’ ลงได้

เมื่อเห็นหวังเป่าเป่าใช้สองมือกุมหน้าผากแล้วมองตนด้วยสีหน้าเหมือนได้รับความไม่เป็นธรรม เยี่ยเว่ยหมิงก็พ่นเสียงทางจมูก แล้วบอกว่า “ที่จริงก็ไม่ใช่บุตรชายของท่านอ๋องหรู่หยาง แต่เป็นจ้าวหมิ่นบุตรสาวของเขาต่างหาก ชื่อจริงของเจ้าก็คือหมินหมิ่นเท่อมู่เอ่อร์ ข้าพูดไม่ผิดใช่ไหมล่ะ”

‘หวังเป่าเป่า’ ได้ยินแล้วอึ้ง ในดวงตาที่เป็นประกายสดใสเขียนคำว่าตกตะลึงเอาไว้เต็ม

ส่วนน้องดาบที่อยู่ข้างๆ ก็อดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า “เจ้ามองออกได้อย่างไร ต่อให้เป็นแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกแยะสิ่งนี้ออก”

เยี่ยเว่ยหมิงตอบในช่องทีม [ข้ามองออกว่านางปลอมตัว แล้วก็มีข้อมูลจากแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมดูประกอบจริงๆ แต่ในข้อมูลที่สหายแฟนพันธุ์แท้คนนั้นให้มา บอกเพียงว่าหวังเป่าเป่าเป็นตัวละครที่ไม่สำคัญ ถึงขั้นกล่าวได้ว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้ สิ่งเดียวที่ทำให้คนจำได้ก็คือ เขามีน้องสาวคนหนึ่งที่เป็นนางเอกของเรื่องนี้ นางเป็นคนน่ารักซุกซน ฉลาดเป็นกรด]

[ถามหน่อยว่าเด็กอายุแปดขวบคนหนึ่งจะสุขุมเยือกเย็นได้ขนาดนี้เชียวหรือ ยามเผชิญหน้าความเป็นความตายยังยิ้มได้อย่างอิสระเสรี จะเป็นตัวประกอบฉากที่ไร้ประโยชน์เชียวหรือ]

[ยิ่งไปกว่านั้น หากบุตรชายรักความก้าวหน้า ท่านอ๋องหรู่หยางคนกินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำกระมัง ถึงได้นำเรื่องใหญ่อย่างการรับมือกับยุทธภพไปให้ลูกสาวจัดการ]

[ดังนั้น ข้าสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าหนุ่มน้อยไร้เดียงสาที่เรียกตัวเองว่าหวังเป่าเป่าคนนี้ แท้จริงแล้วคือจ้าวหมิ่น น้องสาวของเขาปลอมตัวมา กระทั่งนางแสร้งทำท่าหลุดปากพูด รอให้ข้าค้นตัวนาง ข้าถึงได้ตัดสินเรื่องนี้ได้]

พอได้ฟัง สะพานสวรรค์น้อยก็ถามในช่องทีมด้วยความงุนงง [แล้วการที่นางทำอย่างนั้น มีเป้าหมายอะไรกันแน่]

[ก็ต้องเพื่อทำร้ายข้าอยู่แล้ว!] เยี่ยเว่ยหมิงแสยะยิ้มตอบ [อย่าไปมองว่านางหนูคนนี้ยังอายุน้อย ยังไม่เริ่มเติบโต ขอเพียงข้ากล้ายื่นมือเข้าไปล้วงสิ่งที่เรียกว่า ‘ตำรากระบี่’ ในหน้าอกนาง ระบบก็จะตัดสินว่าข้าเป็นเฒ่าหัวงูลวนลามเด็ก ถูกหักค่าวีรบุรุษหลายร้อยแต้มยังเบาไปด้วยซ้ำ!]

ขณะที่พูด เขาก็โยนจ้าวหมิ่นที่อายุยังน้อยแต่ริอ่านแต่งตัวเป็นชายให้กับสะพานสวรรค์น้อยที่ดูอยู่ข้างๆ “ช่วยข้าค้นตัวหน่อย ดูว่าบนตัวนางมี ‘ตำรากระบี่’ อะไรนั่นจริงหรือเปล่า”

งานสกปรกอย่างการฆ่าคนแทงดาบเหมาะจะให้น้องดาบทำ ส่วนเรื่องค้นตัวหาของ ส่งให้สะพานสวรรค์น้อยดีกว่า แบบนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงจะวางใจที่สุด

ทีแรกสะพานสวรรค์น้อยงงก่อน จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติตามทันที

หลังจากผ่านไปสักพัก นางก็เจอตำราลับทักษะยุทธ์เล่มหนึ่งบนตัวจ้าวหมิ่นจริงๆ

[เคล็ดกระบี่สราญรมย์ (ไม่เข้าขั้น)] กระบวนท่าสง่างามล่องลอย เคล็ดกระบี่พื้นฐานที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น เงื่อนไขการฝึก: ไม่มี

“หึ หึ นี่น่ะหรือที่เจ้ามองว่ามันเป็น ‘ตำรากระบี่’ สุดล้ำค่า” เป็นอย่างที่คาดไว้ เมื่อนางหนูคนนี้เอ่ยถึง ‘ตำรากระบี่’ นางไม่ได้มีเจตนาดีอะไรเลย!

หลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทรัพยากรอะไรให้ตักตวงอีก เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเปลืองคำพูดกับนางต่อแล้ว

แม้นางหนูคนนี้อยากจะวางกับดักทำให้ตนรู้สึกรังเกียจมาก แต่ในสายตาเยี่ยเว่ยหมิง นางก็ยังมีมูลค่ามาก มูลค่าของนางเทียบเท่ากับกระบี่อิงฟ้าแหลมคมไร้ที่เปรียบเล่มนั้น ดังนั้นจึงไม่คิดจะสืบสาวเรื่อง ‘กระบี่อิงฟ้า’ อะไรแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงเก็บ ‘เคล็ดกระบี่สราญรมย์’ ที่ไม่เข้าขั้นเล่มนั้นไว้อย่างสบายมือ แล้วก็บอกจ้าวหมิ่นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้ายอมขาดทุนนิดหน่อยก็ได้ โยนกระบี่อิงฟ้าเล่มนั้นมาก็พอ”

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมีเป้าหมายชัดเจนขนาดนี้ บรรดาสหายร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ ก็สบตากันแวบหนึ่ง แต่กลับไม่มีใครพูดอะไรมาก

ทุกคนล้วนมองออกว่าเยี่ยเว่ยหมิงมีความแน่วแน่ต่อกระบี่อิงฟ้าเล่มนั้น แต่ตอนนี้ของยังไม่มาถึงมือ ยังไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งของกันภายในทีม ถึงอย่างไรทุกคนก็ค่อนข้างเชื่อมั่นในการวางตัวของเยี่ยเว่ยหมิง

ดูจากลักษณะการทำงานที่เขาเคยชินมาตลอด ต่อให้เขากระบี่อิงฟ้าจริงๆ แต่จะต้องชดเชยให้คนอื่นอย่างสอดคล้องกันตามโหมดแบ่งไอเทมตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แน่นอน

สำหรับผลลัพธ์แบบนี้ ทุกคนพอใจมาก

อย่างไรเสีย ในทีมนี้นอกจากเยี่ยเว่ยหมิง คนที่ค่อนข้างมีความจำเป็นต้องใช้กระบี่ล้ำค่าก็มีเพียงสะพานสวรรค์น้อย และนางก็เหมือนไม่สนใจกระบี่อิงฟ้าด้วย

หลังจากได้ยินคำพูดเยี่ยเว่ยหมิง ในดวงตาอาต้าที่อยู่ตรงข้ามก็แทบจะมีไฟพ่นออกมา

สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าเข้าใจได้

แม้เมื่อมองจากหน้าตา อาต้า อาเอ้อร์ อาซานเหมือนจะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่ฟังจากชื่อก็รู้แล้ว ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ธรรมดาแน่นอน น่าจะเป็นความสัมพันธ์ประเภทพี่น้องร่วมสาบาน

พวกเขาสามพี่น้องโขกศีรษะบนพื้น เยี่ยเว่ยหมิงนอกจากจะไม่ให้อั่งเปาแล้ว ทั้งยังแย่งกระบี่ล้ำค่าจากอีกฝ่ายมากอีก เรื่องแบบนี้ไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าไรนัก

อีกฝ่ายจะอารมณ์ขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังเตือนอย่างหวังดีมากว่า “ตอนที่โยนกระบี่อย่าลืมใส่ฝักกระบี่ด้วย นอกจากนี้ก็ต้องควบคุมแรงให้ดี ไม่อย่างนั้นถ้าข้าตื่นเต้นขึ้นมา อาจจะใช้องค์หญิงของพวกเจ้ามารับกระบี่ก็ได้ ถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดอะไรเพราะเรื่องนี้ ก็ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น”

อาต้าสีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก สุดท้ายก็พ่นเสียงขึ้นจมูกฟึดฟัดด้วยความแค้น เก็บกระบี่อิงฟ้าเข้าฝัก แล้วโยนไปตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง

ฝักกระบี่เสียบลงในดินประมาณฉื่อเดียว จะเห็นได้เลยว่ามีความแคนฝังลึกขนาดไหนที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ยอมส่งอั่งเปาให้

[1] อุดหูตนเองเพื่อขโมยระฆัง 掩耳盗铃 หมายถึง คนโง่ที่คิดว่าตนเองฉลาด ใช้เล่ห์เพทุบายมาหลอกผู้อื่น แต่หลอกไม่สำเร็จ


ตอนเห็นอาวุธเทพที่ชะตากำหนดให้มีวาสนากับตนอยู่ตรงหน้า ต่อให้เป็นคนที่สงบเยือกเย็นอย่างเยี่ยเว่ยหมิง ก็อดรู้สึกเลือดลมเดือดพล่านไม่ได้อยู่ดี

เยี่ยเว่ยหมิงคว้าฝักกระบี่ล้ำค่า ดึงมันขึ้นมาจากโคลน แล้วเริ่มตรวจดูค่าสเตตัสของมันทันที

แต่การดูครั้งนี้ ทำให้สีหน้าตื่นเต้นดีใจของเขาถูกแทนที่ด้วยสีหน้าหดหู่ไร้ที่สิ้นสุดทันที

[กระบี่อิงฟ้า (ไอเทมภารกิจ)] ราชันยุทธภพ ดาบล้ำค่าฆ่ามังกร บัญชาใต้หล้า มิกล้าขัดขืน อิงฟ้าไม่ปรากฏ ใครหาญต่อกร

กรุณาส่งคืนให้สำนักเอ๋อเหมย คืนอาวุธให้เจ้าของเดิม จะได้รางวัลหนึ่งส่วน

มารดาเจ้าเถอะ!

ไอเทมภารกิจมารดาอะไรของมัน!

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังเหม่อ ข้างหูก็มีเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ไม่ได้ยินมานานแล้วดังขึ้นอีกครั้ง

[ติ๊ง! ได้รับกระบี่อิงฟ้า รับภารกิจอย่างราบรื่น ‘ส่งคืนเจ้าของเดิม’]

[ส่งคืนเจ้าของเดิม]

คืนกระบี่อิงฟ้าให้สำนักเอ๋อเหมย ส่งของคืนเจ้าของเดิม

รางวัลภารกิจ: สุ่มตำราลับวิทยายุทธ์ของสำนักเอ๋อเหมยหนึ่งวิชา

(หมายเหตุ: ในระหว่างภารกิจ ไม่ว่าใครที่สังหารผู้ถือกระบี่ ล้วนได้รับกระบี่อิงฟ้า ขณะเดียวกันผู้ถือกระบี่ก็จะถูกลดเลเวลลง 1 เลเวล สุ่มลดวิทยายุทธ์ 1 เลเวล ต้องพกกระบี่ล้ำค่าติดตัว ห้ามเก็บไว้ในสัมภาระหรือใช้พิราบสื่อสารขนส่ง)

ส่งคืนเจ้าของเดิมบ้าบออะไรกัน!

กระบี่เล่มนี้มีวาสนากับข้าแท้ๆ ตอนนี้มาอยู่ในมือข้าแล้ว ต้องถือว่าส่งคืนกลับเจ้าของเดิมแล้วสิถึงจะถูก!

เจ้ามีสิทธิ์อะไรไม่ให้ข้าใช้งานมัน!

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงสีหน้าเปลี่ยนเป็นย่ำแย่กะทันหัน บรรดาสหายร่วมทีมก็ทยอยกันเดินเข้ามาใกล้ อยากจะเห็นว่าค่าสเตตัสของกระบี่อิงฟ้าเล่มนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ถึงกระตุ้นอารมณ์เยี่ยเว่ยหมิงขนาดนี้

ทว่า ยังไม่ทันรอให้พวกเขาถาม ระบบก็ให้คำตอบแล้ว

[ประกาศระบบ] ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพเยี่ยเว่ยหมิงได้รับอาวุธเทพกระบี่อิงฟ้า สมบัติสำนักของสำนักเอ๋อเหมย ปลดล็อกภารกิจลับ ‘คืนกระบี่ให้สำนักเอ๋อเหมย’ ในระหว่างภารกิจ ผู้เล่นทุกคนเข้าร่วมแย่งชิงกระบี่ล้ำค่าได้ กระบี่อิงฟ้าจะกลายเป็นไอเทมดรอปร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ที่ได้กระบี่จะได้รับภารกิจลับนี้]

ประกาศระบบ: …

……

มารดาเจ้าเถอะ!

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกแย่ไปทั้งตัว

ประกาศระบบนี่ก็ไร้ศีลธรรมพอสมควร

บอกเพียงว่าเยี่ยเว่ยหมิงได้รับกระบี่อิงฟ้าแล้ว แต่กลับไม่บอกให้ชัดเจนว่าสิ่งนี้คือไอเทมภารกิจ

นอกจากนี้ ในประกาศก็บอกไว้ชัดเจนแล้วว่าผู้ที่ได้รับกระบี่จะได้ปลดล็อกสิ่งที่เรียกว่าภารกิจลับ แต่กลับไม่อธิบายให้ชัดเจนว่าภารกิจลับนั่นเป็นหลุมพรางอะไร!

สุ่มแม่เจ้าสิ หลอกลวงที่สุดเลย!

อย่างไรเสียตอนที่ได้เห็นตัวอักษรสองตัวนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่หวังรางวัลใดๆ ของภารกิจนี้แล้ว

เพราะถึงตอนนั้นต่อให้อีกฝ่ายมอบเคล็ดกระบี่พื้นฐานของสำนักเอ๋อเหมยให้เจ้าหนึ่งวิชา มันก็อยู่ในรายการ ‘สุ่ม’ อยู่ดี!

ท่ามกลางสายตาเห็นใจของบรรดาเพื่อนร่วมทีม เขาบ่นอย่างหดหู่ว่า “ข้าอาศัยความสามารถชิงกระบี่อิงฟ้าเล่มนี้มา มีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ข้าคืน”

“หึหึ จอมยุทธ์น้อยเยี่ยกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก” ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังกลุ้มใจ จู่ๆ ก็ได้ยินเหอจู๋เต้าที่ยืนเป็นฉากหลังมาตลอดเอ่ยขึ้นว่า “กระบี่อิงฟ้าเล่มนี้ ถือว่าเจ้าอาศัยความสามารถชิงมาจริงหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอึ้ง แต่ก็ยังเถียงว่า “เหตุใดจะไม่ใช่ ทีมของข้าจับแม่ทัพของฝ่ายศัตรูท่ามกลางกำลังพลมากมาย ใช้แม่ทัพเพื่อแลกกระบี่ล้ำค่าเล่มนี้มา จะไม่ถือว่าอาศัยความสามารถได้อย่างไร”

“ฝีปากของจอมยุทธ์น้อยเยี่ยช่างคมคาย แต่ต่อให้เจ้าเถียงชนะตาแก่คนนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะต้องให้ระบบยอมรับด้วย”

เหอจู๋เต้าชะงักเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อว่า “จอมยุทธ์น้อยเยี่ยเป็นคนฉลาด ลองคิดดูหน่อยก็ได้ ‘ราชันยุทธภพ ดาบล้ำค่าฆ่ามังกร บัญชาใต้หล้า มิกล้าขัดขืน อิงฟ้าไม่ปรากฏ ใครหาญต่อกร’ ตั้งแต่วันที่กระบี่อิงฟ้าปรากฏขึ้นมา ก็มีชื่อเสียงเทียบเคียงดาบฆ่ามังกรแล้ว เหตุใดคนทั้งใต้หล้าพากันแย่งชิงดาบฆ่ามังกร แต่มีไม่กี่คนที่คิดจะครอบครองกระบี่อิงฟ้าเล่มนี้”

เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว “เพราะสำนักเอ๋อเหมย?”

“เด็กมีอนาคตสอนได้!” เหอจู๋เต้ากล่าวต่ออย่างพึงพอใจ “เป็นเพราะตั้งแต่กระบี่อิงฟ้าเริ่มมีชื่อเสียง ก็กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่สำนักเอ๋อเหมยถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ศัตรูอย่างราชสำนักมองโกลนั่นลืมไปก่อน แต่ถ้าเป็นคนของสำนักฝ่ายธรรมมะ ไม่ว่าใครที่ได้กระบี่อิงฟ้าเล่มนี้ไป ล้วนต้องส่งคืนให้เอ๋อเหมย ไม่อย่างนั้นก็ขัดกับหลักการ อย่างไรเสียระหว่างสำนักฝ่ายธรรมมะ ทุกคนก็ยังต้องรักษาหน้ากันอยู่”

สำหรับคำอธิบายของเหอจู๋เต้า เยี่ยเว่ยหมิงแสดงความไม่พอใจ “เรื่องในยุทธภพเกี่ยวอะไรกับข้า ข้าไม่ใช่คนของสำนักฝ่ายธรรมมะสักหน่อย!”

“ข้าคือมือปราบขั้นหกของราชสำนัก ในสายตาของข้าไม่เคยมีกฎของยุทธภพอะไรทั้งนั้น มีเพียงกฎหมายของราชสำนัก!…

…และตามกฎของราชสำนัก กระบี่อิงฟ้านี่เป็นรางวัลรบที่พวกเราได้จากการสู้กับศัตรูของชาติ รางวัลรบชิ้นนี้เป็นของพวกเราโดยชอบธรรม!”

“จอมยุทธ์น้อยเยี่ยกล่าวเช่นนี้ ก็พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ประเด็นก็คือวิธีการที่จอมยุทธ์น้อยได้กระบี่ล้ำค่าเล่มนี้มา” เหอจู๋เต้าเป็นคนมีความรู้ลึกซึ้งหลายแขนง ตอนนี้เริ่มไขข้อสงสัยให้เยี่ยเว่ยหมิงแทนระบบแล้ว “ถ้ากระบี่เล่มนี้ได้มาจากการที่เจ้าสังหารอาต้าจริง เช่นนั้นสิ่งที่เจ้าได้รับก็จะเป็นอาวุธเทพที่แท้จริง ไม่ใช่ไอเทมภารกิจชิ้นนี้…

…แต่เจ้ากลับได้กระบี่เล่มนี้มาโดยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ย่อมไม่มีทางถูกยอมรับว่าเป็นอาวุธเทพอยู่แล้ว”

ถูกยอมรับเป็นอาวุธเทพตดหมาอะไรกัน เหลวไหล!

ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ เป็นเพราะได้มาง่ายเกินไป ระบบจึงไม่ให้เป็นอาวุธเทพ

เยี่ยเว่ยหมิงเอามือลูบคางพลางพึมพำกับตัวเอง “หรือพูดได้อีกอย่างว่า จะต้องดรอปมันมาจากมือของศัตรู ถึงจะได้กระบี่อิงฟ้าที่อยู่ระดับเดียวกับอาวุธเทพ”

ตอนนี้เอง ยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ของคุนหลุนใช้วิชาตัวเบาเหาะขึ้นมาจากหุบเขาแล้ว ดูท่าทางแล้ว ทหารมองโกลร้อยกว่าคนที่เหลืออยู่ในหุบเขา เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ยอดฝีมือคุม คงถูกกลุ่มยอดฝีมือของสำนักคุนหลุนโจมตีกลับจนตายหมดแล้ว

หลังจากกลุ่มยอดฝีมือคุนหลุนออกจากหุบเขา ก็มารวมตัวกันทางพวกเยี่ยเว่ยหมิงทันที พอกล่าวทักทายตามมารยาทเสร็จก็มายืนอยู่ข้างหลังเหอจู๋เต้าอย่างพร้อมเพรียง

เยี่ยเว่ยหมิงมองเปรียบเทียบขบวนรบของทั้งสองฝ่ายอย่างแนบเนียน แต่ตากลับเริ่มเป็นประกายแล้ว

กำลังฝ่ายตัวเอง: มีเหอจู๋เต้าที่ฝีมือสูงที่สุดท่ามกลางคนที่อยู่ตรงนี้ มีไป๋ลู่จื่อ เจ้าสำนักคุนหลุน ยอดฝีมือกลุ่มใหญ่ของสำนักคุนหลุน ยอดฝีมือห้าคนที่เป็นผู้เล่นของสำนักคุนหลุน

กำลังฝ่ายศัตรู: สองเฒ่าเสวียนหมิงที่รวมตัวกันแล้วเอาชนะเหอจู๋เต้าคนเดียวได้ รวมทั้ง…อาต้า ยอดฝีมือกระบี่ที่เสียกระบี่อิงฟ้าไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีกระบี่สักเล่มเดียวอยู่ในมือ!

กลัวเสียที่ไหน!

เยี่ยเว่ยหมิงโยนกระบี่อิงฟ้าในมือไปตรงหน้าจ้าวหมิ่นทันที ด้ามกระบี่ปักลงดินประมาณหนึ่งฉื่อ พร้อมบ่นอย่างหงุดหงิดว่า “ของเส็งเคร็งแบบนี้ ในเมื่อได้มาแล้วไม่มีประโยชน์ ข้าจะเอามันไปทำไม”

เหอจู๋เต้า “???”

สองเฒ่าเสวียนหมิง “???”

อาต้า “???”

บรรดาเพื่อนร่วมทีมของเยี่ยเว่ยหมิง “???”

จ้าวหมิ่น “???!!!”

“ฮือ!”

จ้าวหมิ่นที่รู้ตัวเร็วสุดหย่อนก้นนั่งลงบนพื้นทันที นางเริ่มร้องไห้โวยวายเสียงดัง ขณะที่ร้องก็ใช้นิ้วเรียวขาวอมชมพูของตัวเองชี้เยี่ยเว่ยหมิง ด่าทอว่า “เจ้ามันไอ้ไข่เน่า! สารเลว! ไร้ยางอาย! ต่ำช้า! คำพูดเชื่อถือไม่ได้!…

…เจ้าบอกเองแท้ๆ ว่าขอเพียงได้กระบี่อิงฟ้าไปแล้วจะปล่อยตัวข้า ตอนนี้ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะสังหารข้าเพื่อปลดล็อกกระบี่ล้ำค่า เจ้ายังมียางอายอยู่ไหม”

เมื่อได้ยินจ้าวหมิ่นกล่าวเช่นนี้ พวกเพื่อนร่วมทีมก็เริ่มมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาแปลกๆ

สะพานสวรรค์น้อยก็ยิ่งถามด้วยความเหลือเชื่อนิดหน่อย “พี่ใหญ่เยี่ย เจ้าคงไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ หรอกใช่ไหม”

“จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงเก็บลูกดีดเหล็กที่คีบไว้บนนิ้วอย่างแนบเนียน หลังจากมองจ้าวหมิ่นแวบหนึ่ง ก็ส่ายหน้ากล่าวอย่างเสียดาย “เด็กผู้หญิงที่ฉลาดขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าพ่อเจ้าจะให้เจ้าปรากฎตัวในยุทธภพมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเข่นฆ่าคลุ้งคาวเลือดได้ลงคอ ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ!”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเช่นนี้ บรรดาสหายร่วมทีมที่อยู่ข้างกายเขาก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ก่อนหน้านี้โทษสหายร่วมทีมของตัวเอง

แต่กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพึมพำต่อว่า “ถ้าเป็นหวังเป่าเป่านั่น ข้าว่าต้องตกหลุมพรางแน่นอน”

ทุกคน: ……╮(﹀_﹀)╭

ตอนนี้เอง อาคันตุกะไม้เท้ากวาง หนึ่งในสองเฒ่าเสวียนหมิงที่อยู่ตรงข้ามอดเอ่ยเสียงต่ำไม่ได้ว่า “กระบี่อิงฟ้าพวกเราก็ให้เจ้าไปแล้ว ยังไม่รีบปล่อยท่านหญิงอีกหรือ”

“ช้าก่อน!” เยี่ยเว่ยหมิงถลึงตามองเขาอย่างทนรำคาญไม่ไหว “ตอนนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี ไม่มีเวลามาสนใจพวกเจ้า!”

อาคันตุกะไม้เท้ากวางฟังแล้วเดือด

น้องดาบพาดดาบล้ำค่าบนบ่าจ้าวหมิ่น

อาคันตุกะไม้เท้ากวางระงับโทสะ แล้วเผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก

เยี่ยเว่ยหมิงมิอาจไม่กลุ้มใจ ตั้งแต่แวบแรกที่เห็นกระบี่อิงฟ้า เขาก็ตกหลุมรักกระบี่ล้ำค่าเล่มนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มันมาไว้ในมือ แต่นึกไม่ถึงว่าหลังจากได้มันมาแล้ว จะพบว่ามันกลายเป็นไอเทมภารกิจที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง!

ความรู้สึกแบบนี้ เหมือนกับเจ้ากำลังจีบผู้หญิงคนหนึ่ง ผ่านความลำบากยากเย็นมามากมาย สุดท้ายก็จีบสำเร็จ เตรียมจะเข้าสู่ช่วงเวลาปรบมือเพื่อความรัก[1] แต่จู่ๆ ก็พบว่ากฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ไม่อนุญาตให้เจ้าถอดกางเกง

ความรู้สึกแบบนี้มีแต่อึดอัดใจ

อึดอัดใจจนไม่อยากพูด!

บางทีถ้าคืนกระบี่อิงฟ้าให้อาต้า จากนั้นค่อยสังหารเขาให้ดรอปกระบี่ล้ำค่า ก็อาจจะได้อาวุธเทพแหลมคมชิ้นนี้ แต่ปัญหาก็คือ กับอาต้าที่มีกระบี่อิงฟ้าอยู่ในมือ พวกเขาสู้ไม่ไหวจริงๆ

และดูจากท่าทางแล้ว ถ้าต้องการขอความช่วยเหลือจากเหอจู๋เต้าตอนแย่งชิงกระบี่ เกรงว่าหลังจากได้มาแล้วก็คงจะเป็นอาวุธเส็งเคร็งชิ้นหนึ่งอยู่ดี

ปลดล็อกไม่ได้!

ตอนนี้เอง กลับเห็นเหอจู๋เต้าเอ่ยปากอีกครั้ง เขาอธิบายพร้อมยิ้มอย่างเป็นกันเอง “คิดว่าจอมยุทธ์น้อยเยี่ยคงเดาออกแล้วเช่นกัน ต่อให้พวกเจ้าส่งกระบี่คืนให้สำนักเอ๋อเหมย แต่ก็คงไม่ได้รางวัลภารกิจที่ดีเท่าไหร่นัก ยุทธภพยอมรับโดยทั่วกันว่ากระบี่เล่มนี้เป็นสมบัติของสำนักเอ๋อเหมย ถ้าพวกเจ้าส่งคืนกลับไปก็จะถือว่าสมบัติกลับคืนสู่เจ้าของเดิมเท่านั้น ก็เหมือนกับพวกเจ้าเก็บกระเป๋าเงินได้ใบหนึ่งแล้วส่งคืนเจ้าของ เป็นไปไม่ได้ที่จะได้เงินทั้งหมดในกระเป๋าเงินนั้นมาเป็นรางวัลขอบคุณ…

…เพียงแต่ว่า ตาแก่คนนี้มีข้อเสนอแนะอย่างหนึ่ง พอจะชดเชยความเสียหายให้เหล่าจอมยุทธ์น้อยได้บ้าง ไม่ทราบว่าพวกเจ้าคิดว่าอย่างไร”

อ้อ?

ในเมื่อแน่ใจแล้วว่ากระบี่อิงฟ้าเล่มนี้ยังไม่อาจเป็นของตนได้ เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่ลังเลอีก อยากได้ยินข้อเสนอแนะของเหอจู๋เต้า ก็ถือโอกาสถามว่า “ผู้อาวุโสเหอมีข้อเสนอแนะอันล้ำเลิศอะไร”

“รางวัลภารกิจที่เหล่าจอมยุทธ์น้อยช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากปากเสือก่อนหน้านี้ ข้ายังไม่ได้มอบให้เลย ไม่สู้ให้จอมยุทธ์น้อยเยี่ยส่งกระบี่เล่มนี้ให้ข้า แล้วข้าจะนำไปส่งให้ถึงมือปรมาจารย์กัวเซียงแห่งสำนักเอ๋อเหมยแทนพวกเจ้า” เขาชะงักนิดหน่อย ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “รางวัลภารกิจจากสองรวมเป็นหนึ่ง จอมยุทธ์น้อยทุกท่านจะได้รับรางวัลภารกิจเป็นวิทยายุทธ์ระดับสูงคนละหนึ่งวิชา!”

ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงตอบ เหอจู๋เต้าก็เสริมอีกว่า “ตาแก่คนนี้รับประกันว่ารางวัลจากข้าต้องเหมาะสมกับจอมยุทธ์น้อยทุกคนที่สุดแน่นอน ไม่ทำให้ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเสียเปรียบเด็ดขาด!”

[1] ปรบมือเพื่อความรัก หมายถึงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน

มีน้ำใจขนาดนี้เชียวหรือ?

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เหมือนดอกเก๊กฮวยของเหล่าเหอ ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยเว่ยหมิงก็คือ…

อยู่ดีๆ ก็มีไมตรีจิต ถ้าไม่ใช่คนชั่วก็เป็นโจร[1]!

ส่วนจะเป็นคนชั่วหรือเป็นโจร เยี่ยเว่ยหมิงตัดสินใจจะสืบหาข้อมูลก่อน

เยี่ยเว่ยหมิงรีบค้นหาชื่อเหอจู๋เต้าจากข้อมูลที่อินปู้คุยให้มา พอเขามองแวบเดียว ก็รู้ถึงแรงจูงใจแท้จริงที่ผู้เฒ่าเหอคนนี้เต็มใจขาดทุนเพื่อสำนักเอ๋อเหมยแล้ว

เหอจู๋เต้า: รู้จักกันในนามสามปราชญ์แห่งคุนหลุน แบ่งเป็นปราชญ์ฉิน ปราชญ์หมากรุก ปราชญ์กระบี่ สง่างามและถ่อมตัว บุคลิกงดงาม

หมายเหตุ: เป็นหนึ่งในสองสุนัขขี้ประจบที่ตามจีบกัวเซียง ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักเอ๋อเหมย!

จิตวิญญาณนักข่าวกำลังลุกโชน เยี่ยเว่ยหมิงค้นหาคำว่า ‘สุนัขขี้ประจบ’ ในกลยุทธ์ต่อไป แต่กลับเจอแต่ข้อมูลไม่สำคัญที่บอกว่า ซ่งชิงซูแห่งอู่ตังเป็นสุนัขขี้ประจบของโจวจื่อรั่ว จางอู๋จี้เคยเป็นสุนัขขี้ประจบของจูจิ่วเจิน

แต่กลับไม่พบว่าสุนัขขี้ประจบสองตัวของกัวเซียงคือใคร!

ดูท่าแล้ว คงต้องรอกลับไปเจอกันแล้วถามเจ้าหมอนั่นต่อหน้า

แต่ในเมื่อเหอจู๋เต้าเป็นสุนัขขี้ประจบที่ตามจีบกัวเซียง เช่นนั้นจุดประสงค์ที่เขาต้องการกระบี่อิงฟ้าก็เพราะจะนำกลับไปเอาใจสำนักเอ๋อเหมยแน่นอน ถ้าคำนวณแบบนี้ จะยินดีขาดทุนสักหนึ่งครั้งก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน

ถ้าจะบอกว่านำกระบี่กลับไปคืนให้เอ๋อเหมย ก็เท่ากับเจอกระเป๋าเงินแล้วนำกลับไปคืนเจ้าของ นี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลโดยตัวมันเองอยู่แล้ว รางวัลขอบคุณที่อีกฝ่ายให้ต้องไม่เยอะแน่นอน แต่ผู้เฒ่าเหอเพื่อที่จะเอาใจผู้หญิง จึงยินดีออกเงินจ่ายค่ากระเป๋าเงินใบนี้ จากนั้นตัวเองเป็นคนนำไปคืนเจ้าของเอง ถ้าถือโอกาสประจบสักครั้ง ราคาที่ต้องจ่ายจะต้องเยอะกว่าสำนักเอ๋อเหมยแน่นอน!

หลังจากชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็คิดว่าส่งกระบี่อิงฟ้าให้ผู้เฒ่าเหอคือทางเลือกที่ดีที่สุด

เพียงแต่กระบี่นี้ ถึงอย่างไรทุกคนก็ร่วมมือกันเพื่อให้ได้มา คงไม่ดีถ้าเขาจะดำเนินการโดยพลการ หลังจากบอกสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์ให้เพื่อนร่วมทีมฟัง ก็ได้คะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์อย่างที่คาดไว้

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงส่งกระบี่อิงฟ้าที่ตัวเองทำได้แค่มองให้ผู้เฒ่าเหอ

[ติ๊ง! คุณทำภารกิจลับ ‘ส่งคืนเจ้าของเดิม’ สำเร็จ กรุณาไปรับรางวัลภารกิจกับเหอจู๋เต้า]

[ประกาศระบบ: เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักมือปราบเทพ ผู้เล่นสำนักสุสานโบราณ…ผู้เล่นทั้งห้าคนทำภารกิจลับ ‘ส่งคืนเจ้าของเดิม’ สำเร็จ ตอนนี้กระบี่อิงฟ้าไม่ได้อยู่ในมือผู้เล่นคนใด หากมีการ PK กันระหว่างผู้เล่นจะถูกหักค่าวีรบุรุษ ประกาศอย่างเคร่งครัด!]

จู่ๆ ก็มีประกาศระบบแบบนี้ออกมา ทำให้บรรดาผู้เล่นที่นึกว่าเจอโอกาสแล้วและเตรียมจะไปดักรอที่ตีนเขาเอ๋อเหมย ตอนนี้หน้าเหวอไปตามๆ กัน

หลังจากเหอจู๋เต้ารับกระบี่ล้ำค่ามาแล้ว กลับมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แม้ตอนนี้หมดพันธนาการกับกระบี่เล่มนี้แล้ว แต่ก็ยังมีภารกิจของมันที่ต้องไปทำให้สำเร็จ หลังจากผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ วาสนาของเจ้ากับกระบี่เล่มนี้ก็ถูกกำหนดแล้ว ในอนาคตจะได้เจอกันอีก…”

พูดไปได้ครึ่งเดียว เหอจู๋เต้ากลับหยุดกะทันหัน แล้วส่ายหน้าบอกว่า “เฮ้อ คนแก่แล้วก็พูดมากอย่างนี้ พวกเราคุยธุระหลักกันดีกว่า แจกรางวัลภารกิจ”

พอเขาพูดจบ ก็เริ่มแจกรางวัลภารกิจให้ห้าคนในทีมนี้อย่างเป็นทางการจริงๆ แล้ว

ที่จริงในเกมพบเจอวิทยายุทธ์ระดับสูงได้น้อยมาก โดยทั่วไปถ้าเป็นภารกิจระดับหกดาว ถ้าอยากจะได้ก็ยากขึ้นไปอีก ต่อให้เป็นภารกิจระดับเจ็ดดาว แต่อย่างมากได้ตำราสองเล่มก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งห้าคนจะได้คนละเล่ม!

เพียงแต่เหอจู๋เต้าเคยบอกไว้แล้วว่าจะรวมรางวัลของภารกิจ ‘ช่วยสามปราชญ์’ กับ ‘ส่งคืนเจ้าของเดิม’ ไว้ด้วยกัน และจะยกเลิกรางวัลค่าประสบการณ์กับค่าตบะเดิม หลังจากรวมรางวัลกันแล้ว สุดท้ายก็จะแบ่งรางวัลไปถึงทุกคนได้ ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย!

คนที่ได้รางวัลคนแรกคือถังซานไฉ่ “สมัยก่อนระหว่างที่ข้าท่องยุทธภพ เคยสังหารโจรชั่วของยุทธภพคนหนึ่งที่ถนัดใช้อาวุธลับ กำลังภายในที่เขาฝึกมีประโยชน์ต่ออาวุธลับมาก หวังว่าจะช่วยเหลืออะไรจอมยุทธ์น้อยถังได้บ้าง”

หลังจากถังซานไฉ่รับอาวุธมาแล้ว ก็ส่งลิ้งก์ไอเทมเข้าไปในช่องทีม

[พันมุทราเจินซู่ (ระดับสูง)] เคล็ดจิตกำลังภายในที่สร้างขึ้นโดยเจินซู่ สตรีลึกลับแห่งแดนซีอวี้ กำลังภายในของมันเข้ากับวิชาอาวุธลับทั้งหมดในใต้หล้าได้

เงื่อนไขการฝึก: ท่าร่าง 100, ความว่องไว 150, ค่าตระหนักรู้ 35

ถังซานไฉ่ตบใช้งานมันจนกลายเป็นแสงสีขาวอย่างไม่ลังเล บนใบหน้าเผยความรู้สึกดีใจอย่างบ้าคลั่ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้จับภาพส่งไปในช่องทีม คงอยากจะรักษาความลึกลับเอาไว้ละมั้ง

ตอนนี้เหอจู๋เต้าหันตัวมาตรงหน้าสะพานสวรรค์น้อยแล้ว “วิธีการที่แม่นางผู้นี้ใช้ดาบพร้อมกันสองมือก็น่าสนใจ ข้ามี ‘วิชากระบี่สองลักษณ์หน้าตรง’ ของสำนักคุนหลุนพอดี แม้แยกมาแล้วจะเป็นเพียงวิทยายุทธ์ระดับกลางสองเล่ม แต่ถ้าสองรวมเป็นหนึ่งกลับแสดงประสิทธิภาพได้เหนือกว่าวิทยายุทธ์ระดับสูง มอบให้เจ้าก็แล้วกัน”

“ขอบคุณผู้อาวุโสเหอ!”

จากนั้นก็เป็นน้องดาบ “เคล็ดดาบของแม่นางผู้นี้น่าทึ่ง แต่พื้นฐานยังไม่แข็งแรงพอ ข้ามีตำรารับกำลังภายในระดับสูงที่ช่วยเสริมพื้นฐานของเจ้าได้ ถือเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณที่เจ้าลงมือทวงความยุติธรรมให้”

น้องดาบได้ตำราลับมาแล้วก็ใช้มันอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ถอยไปอยู่ด้านข้างเงียบๆ

มีเยี่ยเว่ยหมิงอยู่ นางไม่ถือสาที่จะทำตัวสงบเสงี่ยมสักหน่อย ไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ของตัวเองง่ายๆ เด็ดขาด

ถ้าอยากจะรังแกคืน ก็ต้องมีไพ่ตายที่พอจะอวดได้สักใบสิ!

“จอมยุทธ์น้อยฉางซิงอวี่แม้จะมีพื้นเพมาจากสำนักอู่ตัง แต่ข้ากลับเห็นเจ้าฝึกวิชาทวน ไม่เคยฝึกวิชากระบี่เคล็ดดาบของอู่ตัง การกระทำนี้นับว่าทำให้เจ้าเป็นผืนธงที่มีเอกลักษณ์ท่ามกลางผู้เล่นแล้ว…

…ที่ข้ามีวิชาทวนตำราลับวิชาทวนอยู่สองเล่มพอดี ล้วนเป็นตำราที่ข้าได้มาจากการท่องยุทธภพเพียงลำพังในสมัยก่อน ข้าจะมอบทั้งหมดให้จอมยุทธ์น้อย”

ขณะที่พูด เหอจู๋เต้าก็มอบตำราลับสองเล่มให้ฉางซิงอวี่ แล้วกล่าวเสริมว่า “แม้สองเล่มนี้จะเป็นวิชาทวนตำราลับระดับต้น แต่กลับเป็นของที่เหมาะที่สุดเท่าที่ข้าจะหาให้เจ้าได้”

ฉางซิงอวี่รับตำราลับมาไว้ในมือโดยไม่ได้พูดอะไร มองไม่ออกถึงความคิดที่แท้จริงในใจของเขาเช่นกัน

แต่หลังจากเขาใช้ตำราลับสองเล่มนี้แล้ว บนใบหน้าเผยสีหน้าดีใจอย่างบ้าคลั่ง

ตอนที่กำลังตื่นเต้น ก็ถึงขั้นจับภาพที่ไม่สมบูรณ์ส่งเข้าไปในช่องทีมแล้ว

[ทวนเทพสี่ตระกูล (ระดับสูง)] รวบรวมส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิชาทวนจากสี่ตระกูลขุนพลของต้าซ่ง ได้แก่ตระกูลฮู ตระกูลหยาง ตระกูลเกา ตระกูลเจิ้ง ประสิทธิภาพไม่เป็นรองวิทยายุทธ์ประจำสำนักใหญ่ต่างๆ!]

……

ไม่ได้ส่งค่าสเตตัสที่อยู่ข้างหลังมาด้วย เขาคงจะจงใจไม่ได้ส่งภาพทั้งหมดมา

แต่ดูแค่คำแนะนำนี้อย่างเดียว ก็เพียงพอให้อธิบายปัญหาทุกอย่างได้แล้ว

ตอนนี้ ได้ยินเหอจู๋เต้าพูดต่อว่า “แม้วิชาทวนระดับต้นสองวิชานี้จะทำให้ประสิทธิภาพวิชาทวนของจอมยุทธ์น้อยเพิ่มขึ้นมาก แต่ที่จริงสิ่งที่ข้าทุ่มเทก็เป็นเพียงวิทยายุทธ์ระดับต้นสองเล่มเท่านั้น ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชย ข้าจะบอกข่าวดีเจ้าอย่างหนึ่ง”

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉางซิงอวี่ก็กระปรี้กระเปร่าทันที แต่กลับได้ยินเหอจู๋เต้าพูดต่อว่า “จากที่ข้าสังเกต วิชาทวนของตระกูลฮู ตระกูลหยาง ตระกูลเกา ตระกูลเจิ้ง ล้วนมีเคล็ดลับสุดยอดด้านการโจมตี ป้องกัน ความเร็วและพลังของวิชาทวน เมื่อรวมสี่เคล็ดลับสุดยอดเป็นหนึ่งเดียว แม้จะเทียบเคียงกับวิทยายุทธ์ประจำสำนักใหญ่ในยุทธภพได้ แต่สุดท้ายก็ขาดหัวใจสำคัญที่คุมสี่สุดยอดเคล็ดลับนี้ได้!”

พอพูดถึงตรงนี้ เหอจู๋เต้าก็ชะงักไปสองวินาที หลังจากให้เวลาเขาย่อยข้อมูลแล้ว ถึงได้อธิบายต่ออีกว่า “หากจอมยุทธ์น้อยหาวิชาทวนระดับสูงที่เหมาะสมเจอ แล้วรวมมันเข้ามาใน ‘ทวนเทพสี่ตระกูล’ โดยคำชี้แนะของผู้สูงส่ง ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพได้สูงขึ้นมาก สูงถึงระดับสุดยอดวิชาของยุทธภพ!…

…ตาแก่คนนี้พูดได้เพียงเท่านี้ จะทำสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องดูที่วาสนาของจอมยุทธ์น้อยเองแล้ว”

ฉางซิงอวี่รีบกล่าวขอบคุณ ส่วนเหอจู๋เต้าในที่สุดก็เดินมาถึงตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ยื่นตำราลับใส่มือเขา “วิชานี้คือปริศนาที่ไม่ได้ถ่ายทอดของสำนักคุนหลุน แต่ข้าเห็นว่ามันเข้ากับวิทยายุทธ์ของจอมยุทธ์น้อยมาก จึงมอบให้จอมยุทธ์น้อยเยี่ย”

เยี่ยเว่ยหมิงมองข้อมูลแนะนำของตำราลับแวบหนึ่ง แล้วถามด้วยสีหน้ามืดครึ้มทันที “ผู้อาวุโสเหอ เปลี่ยนอันใหม่ให้ข้าได้ไหม”

“ไม่ได้!” เหอจู๋เต้าตอบอย่างอ้อมค้อม

ด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงเอาเยี่ยงอย่างเพื่อนร่วมทีม ยื่นมือตบตำราลับจนกลายเป็นแสงสีขาว ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในทักษะของตัวเอง

ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงไม่หาที่เงียบๆ ไร้ผู้คนแล้วอ่านศึกษาอย่างละเอียด

ไม่จำเป็น!

เพราะชื่อของตำราลับเล่มนี้ก็คือ…หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน!

กระบวนท่าที่สู้ตายแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงมี ‘คนผีร่วมวิถี’ กับ ‘ตราบชั่วฟ้าดิน’ ตั้งนานแล้ว ดังนั้นสำหรับ ‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ เขาจึงไม่ได้สนใจมากนัก

เพียงแต่พอนึกถึงสถานการณ์ของฉางซิงอวี่ก่อนหน้านี้ เขาจึงเลือกที่จะเชื่อผู้เฒ่าเหอสักครั้ง ถึงได้ใช้ตำราลับเล่มนี้ด้วยความคิดว่าจะเดิมพันสักครั้ง

ทว่าหลังจากเขาเรียนตำราลับเล่มนี้แล้ว ดวงตากลับเป็นประกายทันที

‘หยกแหลกลาญทะลวงเขาคุนหลุน’ โหดกว่าสองกระบวนท่าก่อนหน้านี้เยอะมาก!

[1] อยู่ดีๆ ก็มีไมตรีจิต ถ้าไม่ใช่คนชั่วก็เป็นโจร 无事献殷勤,非奸即盗 หมายถึง ไม่มีใครที่ทำดีแล้วไม่หวังผล ของฟรีไม่มีในโลก

ฟังจบแล้วถ้าใครอยากสนับสนุนช่องโดเนท ให้ช่องของเราเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น หรืออยากขอนิยาย
ช่องทางสนับสนุนช่องอยู่ใต้ลิงค์คลิปชั่นนะครับ