วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

101-105

บทที่ 101
ในเมื่อระบบแจ้งมาแบบนี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่บ่นอะไรอีก สะบัดผมเผยหลังศีรษะสุดเท่ให้กงเหย่เฉียน แล้วพาซานเย่ว์หามุมสงบนั่งลงเสียเลย

ซานเย่ว์ที่เพิ่งได้รับชัยชนะก็ย่อมไม่ลืมที่จะโอ้อวดความเก่งกาจต่อเยี่ยเว่ยหมิง ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังอารมณ์ดีมากก็ส่งคำชมให้แบบไม่กั๊กสักนิด

ในมุมมองของเขา การชมทักษะยุทธ์ของซานเย่ว์ที่จริงก็เป็นเรื่องที่สบายมาก อย่างน้อยเขาก็พูดชมได้อย่างเป็นมืออาชีพ ง่ายกว่าการตอบคำถามว่า ‘ปิ่นมุกที่ข้าปักสวยหรือเปล่า’ ตั้งหลายเท่า

เพราะคำตอบที่ว่าสวยหรือไม่สวย มักจะตามด้วยคำถามต่อไปที่น่าปวดหัว

สวยตรงไหน

เยี่ยเว่ยหมิงคิดในใจว่า แม่งเอ๊ย ฉันจะไปรู้เหรอว่าสวยตรงไหน ฉันก็แค่ดูว่าค่าสเตตัสมันดีหรือแย่เท่านั้นแหละ!

แต่ถ้าบอกว่าไม่สวยน่ะเหรอ

ขอร้องล่ะ!

เวลาจะขอร้องคนอื่น ควรพูดจาแบบนี้เหรอ

เพียงแต่ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็ไม่มีอารมณ์มาพูดคุยหัวเราะกันแล้ว

เนื่องจากการประลองบนสังเวียนก่อนหน้านี้ ผู้เล่นทุกคนที่อยู่ในสนามล้วนอยู่ในฐานะผู้ชม การต่อสู้อยู่ในสายตาของพวกเขาหมดแล้ว

ถึงแม้ตอนอยู่ในทีมของสำนักมือปราบเทพ ความสามารถของซานเย่ว์เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับโหล่ แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้เล่นนับพันหมื่น นางก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือเหนือยอดฝีมือแน่นอน

แค่ดูจากฝ่ามืออัสนีบาตที่เลเวลไม่ใช่ต่ำๆ ตอนนางใช้กับจ้างเย่ว์ก่อนหน้านี้ ก็ทำให้คนมากมายรู้สึกทึ่งแล้ว

ในสายตาบางคนที่ช่างประจบ นางหนูคนนี้วิวัฒนาการกลายเป็นเทพสตรีสำเร็จแล้ว

ประมาณมองได้จากที่ไกลๆ เท่านั้น มิอาจเข้ามาล่วงเกินได้!

แน่นอน ถ้าหากล่วงเกินได้ล่ะก็…หึหึ!

และเมื่อเทียบกันแล้ว ประโยคสุดท้ายของเยี่ยเว่ยหมิงที่บอกว่า ‘โจมตีจุดซานจงเสว์ของเขา!’ แม้คนมากมายจะมองข้ามไป แต่ถ้าเป็นผู้เล่นที่สังเกตการต่อสู้สนามนี้สักหน่อย คนที่ไม่ถูกค่าสเตตัสขั้นเทพของซานเย่ว์บังตา ก็ล้วนจดจำเจ้าหนุ่มที่สายตาสุดโหดคนนี้เอาไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นแล้ว

ในสายตาของคนเหล่านี้ เยี่ยเว่ยหมิงร้ายกาจกว่าหวังอวี่เยียนตั้งเยอะ

อย่างไรเสียเรื่องที่หวังอวี่เยียนพูดมาตั้งนานแล้วก็ยังทำไม่ได้ แต่เขาพูดประโยคเดียวก็แก้ไขปัญหาได้แล้ว

มีความแตกต่างกันมากจริงๆ!

ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ตอนที่ทุกคนกำลังรอให้การประลองเริ่ม ก็มักจะมองมาที่พวกเขาเป็นระยะ

แต่เมื่อถูกมองเยอะๆ ไม่ว่าใครก็รู้สึกอึดอัดทั้งนั้น

อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ใช่ศิลปินที่ทำการแสดง ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันมากขนาดนั้น

หลังจากนั้นพักหนึ่ง จ้างเย่ว์ก็เลี้ยวกลับมาอีกครั้ง การสู้บนสังเวียนคือภารกิจชั่วคราวแบบพิเศษ นอกจากจะไม่ถูกลงโทษใดๆ แล้ว ถึงขั้นว่าแม้แต่ภารกิจก่อนหน้านี้ก็ไม่ถูกขัดจังหวะด้วย

ทำให้เขาได้ประโยชน์จริงๆ!

เพียงแต่หลังจากผ่านไปอีกพักหนึ่ง การประลองคัดเลือกก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เยี่ยเว่ยหมิงรวมทั้งผู้เล่นทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถูกส่งเข้าไปในแผนที่พิเศษท่ามกลางแสงสว่างวาบ สนามประลองยุทธ์ที่เดิมทีเสียงดังเอะอะ ชั่วพริบตาเดียวก็เหลือเพียงกงเหย่เฉียนคนเดียว ยืนโดดเดี่ยวอยู่ใต้สังเวียน

……

หลังจากแสงสีขาวหายไป ฉากก็เปลี่ยนแล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกได้ทันทีว่ามีคลื่นความร้อนโผเข้าปะทะหน้า แต่นั่นกลับเป็นทรายที่มาพร้อมกับพายุหมุน ทรายบาดผิวหนังจนรู้สึกเจ็บเล็กน้อย

“โอ๊ะ โอ๊ย!”

จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องตกใจ พอหันไปมอง กลับเห็นซานเย่ว์ถูกลมทรายพัดเข้าตาจนตามัว ตอนนี้กำลังนั่งยองๆ ขยี้ตา

“อย่าขยี้ นั่นจะทำร้ายดวงตา”

หลังจากเตือนสหายตัวเองแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็อดขำไม่ได้ ในเกมนี้ หลังออกจากการต่อสู้แล้ว แม้แต่แขนหกขาหักก็ยังฟื้นฟูไวมาก จะมาถูกทรายทำร้ายดวงตาได้อย่างไร

ต้องโทษที่เกมนี้สมจริงเกินไป ทำให้คนแยกออกได้ยากว่าเป็นเกม หรือเป็นความจริง

ที่จริงแล้วคนที่เมามายไปกับเกมจะมีแค่เยี่ยเว่ยหมิงคนเดียวอย่างนั้นหรือ

หลังจากได้ยินเสียงเตือนของเขา ซานเย่ว์ก็ตกใจเช่นกัน มือนางหยุดเคลื่อนไหวโดยจิตใต้สำนึก ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่กล้าขยี้ตาต่อแล้ว

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงนำน้ำสะอาดกาหนึ่งออกมาจากตัว แล้วยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย พร้อมกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ใช้น้ำสะอาดล้างสักหน่อย ดูท่าแล้ว ผู้เข้าร่วมประลองทุกคนคงถูกส่งไปยังจุดที่แตกต่างกันบนแผนที่โดยอิงตามกลุ่ม”

“พวกเราก็ต้องรีบเคลื่อนไหวแล้วเหมือนกัน ถึงอย่างไรเจ้าก็ใช้แรงไปเยอะเพื่อคว้าโอกาสนี้มา ถ้าไม่ฉวยผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงพวกนี้ จะไม่รู้สึกผิดต่อความพยายามก่อนหน้านี้หรอกหรือ”

หลังจากรับน้ำสะอาดมาแล้ว ซานเย่ว์ก็นำมาล้างตาทันที หายเคืองตาอย่างรวดเร็วจริงๆ ด้วย

เมื่อลุกขึ้นยืน คืนน้ำสะอาดครึ่งกาที่เหลือให้เยี่ยเว่ยหมิง ซานเย่ว์ถึงได้เดินออกไปสำรวจทิวทัศน์โดยรอบ แต่กลับพบว่าพวกเขากำลังอยู่ในทะเลทรายที่รกร้างแห่งหนึ่ง ใต้เท้าเป็นทรายสีเหลือง รอบข้างกลับเป็นหินประหลาดซ้อนกันตะปุ่มตะป่ำ สายตาถูกหินประหลาดเหล่านี้บดบังให้มองเห็นในขอบเขตที่จำกัดมาก

ดูแล้วเหมือนจะเป็นเขาวงกตธรรมชาติ…ที่รกร้าง?

“จะว่าไปแล้ว กติกาการประลองครั้งนี้เป็นอย่างไรกันแน่”

เยี่ยเว่ยหมิงกลับเหาะขึ้นไปบนก้อนหินสีขาวขนาดใหญ่ที่สูงเกือบสามเมตรแล้ว ขณะที่ทอดสายตามองไปไกล ปากก็พูดว่า “ผู้เล่นทั้งหมดถูกสุ่มส่งมายังตำแหน่งรอบนอกของที่ราบพายุทรายที่กินพื้นที่สิบกิโลเมตร เป็นขอบเขตที่หินประหลาดพวกนั้นปกคลุมนั่นแหละ พอออกไปแล้ว ก็จะถูกตัดสินว่าสละสิทธิ์โดยอัตโนมัติ…

…บนที่ราบพายุทรายนี้มีหมาป่าทะเลทรายอาศัยอยู่เยอะมาก ฆ่าแล้วจะได้รับคะแนนสะสม และหลังจากจบการประลอง คะแนนสะสมที่ได้รับก็นำมาแลกเป็นรางวัลตามที่ NPC กำหนดได้…

…ในระหว่างการประลอง หากผู้เล่นเข่นฆ่ากันเองก็จะได้รับคะแนนสะสมทั้งหมดบนตัวผู้เล่นที่ถูกฆ่าตาย…

…เช่นเดียวกัน ในหมู่ผู้เล่นตั้งทีมได้ แต่ทุกทีมจะต้องมีสมาชิกไม่เกินเจ็ดคน…

…และนี่ก็คือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในการประลอง เป็นมนุษย์กลสิบตัวที่รีเฟรชอยู่ตามจุดต่างๆ บนที่ราบพายุทราย ถ้าฆ่ามันได้ ก็จะได้รับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูของตระกูลมู่หรง…

…ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูเป็นไอเทมที่ดรอปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ของแผนที่ภารกิจนี้ ดังนั้นผู้ที่ได้ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูไม่ได้ถือว่าเป็นผู้ชนะ ตรงกันข้าม นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการท้าสู้เท่านั้น…

…ต่อไปยังต้องถูกผู้เล่นคนอื่นไล่ฆ่าอีก ต้องนำของไปยังค่ายส่งตัวตรงกลางที่ราบพายุทราย และหลุดออกจากการต่อสู้เป็นเวลาสิบวินาทีขึ้นไป ถึงจะถูกส่งกลับไปยังหมู่บ้านชื่อสยาได้ แล้วตอนนั้นก็จะได้สิ่งของเหล่านั้นอย่างแท้จริง…

…แน่นอน หากมีความมั่นใจในตัวเองจริงๆ หลังจากได้ป้ายอาญาสิทธิ์มาแล้วก็ไม่ต้องรีบกลับก็ได้ อยู่รับคะแนนสะสมที่นี่ต่อไปก็ได้…

…ส่วนผลประโยชน์จากภารกิจนี้ ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ได้คารวะอาจารย์เข้าสำนักลับของตระกูลมู่หรง หากผู้เล่นได้ป้ายเข้าประตูมาแล้วไม่เข้าตระกูลมู่หรง ก็จะได้รับรางวัลชดเชยในด้านอื่นเช่นกัน ไม่จำกัดแค่ตำราลับทักษะยุทธ์กับอุปกรณ์”

เมื่อได้ฟังเยี่ยเว่ยหมิงอธิบายกติกาของภารกิจอย่างชัดเจนคล่องแคล่วราวกับนับสมบัติอยู่ในบ้านตัวเอง ซานเย่ว์ก็ถามอย่างสงสัย “เจ้าไปรู้ชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”

“ดูที่หน้าอินเตอร์เฟสของระบบ มีแนะนำอยู่ในแถบภารกิจ”

ซานเย่ว์พูดไม่ออก ในเมื่อเป็นอย่างนี้ นายยังจะมาทำเป็นเก่งอยู่ทำไม บอกฉันว่ามีอธิบายในแถบภารกิจ ให้ฉันดูเองก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ

ในตอนนี้ ซานเย่ว์ก็พลันรู้สึกว่าภาพตรงหน้ามืดลง นางเงยหน้ามองอย่างตกใจ แต่กลับพบว่าเยี่ยเว่ยหมิงกระโดดลงมาจากบนก้อนหินแล้ว ไม่รู้ว่าในมือมีพลั่วเหล็กด้ามหนึ่งตั้งแต่เมื่อไร

“แล้วเจ้าจะทำอะไรอีก”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงโบกพลั่วเหล็กขุดทรายบนผิวดินแล้ว “ก่อนหน้านี้ข้าสังหาร BOSS ที่ชื่อว่าอ๋าวป้ายตาย ไม่มีเวลาฝังเลย ข้าว่าฮวงจุ้ยที่นี่ก็ไม่เลวนะ ฝังก่อนแล้วค่อยว่ากัน จะได้ไม่กินพื้นที่ว่างห่อสัมภาระอันล้ำค่าของข้า”

ฮวงจุ้ยไม่เลว?

เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิง ซานเย่ว์ก็รู้สึกเพียงว่ามีขีดดำขึ้นเต็มใบหน้า

ลมที่นี่แรงมาก แต่มีน้ำด้วยหรือ

ดินแดนที่มีลม[2]แต่ไร้น้ำ แม้แต่อีกายังไม่บินมาขี้ใส่ นายมองยังไงว่าฮวงจุ้ยไม่เลว

ฮวงจุ้ยของนายนี่ซ่งฉือสอนมาเหรอ

ในใจแขวะไม่หยุด แต่ตัวก็ยังหยิบพลั่วเหล็กออกจากห่อสัมภาระแต่โดยดี ช่วยเยี่ยเว่ยหมิงขุดทรายขึ้นมา

พลั่วเหล็กนี้จะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างมีประวัติความเป็นมา เพื่อสิ่งนี้ ซานเย่ว์เคยไปต่อรองราคากับช่างเหล็กที่หมู่บ้านตู้คังตั้งครึ่งชั่วโมง นางมองเยี่ยเว่ยหมิงที่เหนื่อยล้าอ่อนเพลียอยู่ข้างๆ ดูเหนื่อยกว่าวิดพื้นครึ่งชั่วโมงอีก

ได้มาแบบลำบากยากเข็ญจริงๆ!

หลังจากกลบฝังศพของอ๋าวป้ายอย่างลวกๆ แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ก็เดินไปทางค่ายส่งตัวกลางที่ราบพายุทรายด้วยกัน ระหว่างทางเจอหมาป่าในภารกิจจำนวนหนึ่ง จึงถือโอกาสกำจัดพวกมันไปด้วย

สำหรับบรรดาผู้เล่นในปัจจุบันนี้ หมาป่าก็แค่ร้ายกาจกว่ามอนสเตอร์ทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้น เวลาเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์รับมือกับพวกมันก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย

ไม่มีความยากเลยสักนิด!

หมาป่าแต่ละตัวที่ฆ่าไป ทั้งสองจะได้รับคะแนนสะสมภารกิจคนละห้าแต้มต่อหนึ่งตัว ทั้งยังได้ค่าประสบการณ์แยกอีกจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มีไอเทมดรอป แต่กลับคุ้มกว่าการฆ่ามอนสเตอร์ตรงจุดอัปเลเวลเสียอีก

กอดความคิดที่ว่าออกไปก็รออย่างเสียเวลาเปล่า เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์จึงตระเวนไปทั่วแผนที่ดันเจี้ยนนี้เสียเลย กลายเป็นทริปตระเวนฆ่ามอนสเตอร์โดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า

ทะเลทรายพายุคลั่ง คมดาบขาวสังหารหมาป่า

ชายหญิงเคียงคู่กัน ทำอะไรก็ไม่เหนื่อย

ทั้งสองฆ่าจนติดลม ทำให้ลืมว่าเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ขอเพียงเป็นหมาป่าที่ปรากฏตัวอยู่ในสายตาของพวกเขา ก็เรียกได้ว่าเจอหนึ่งตัวฆ่าหนึ่งตัว จากนั้นก็ค่อยหาตัวต่อไป ประสิทธิภาพของความเร็วนี้ ทำให้พวกเขาที่มาทีหลังเบียดขึ้นไปอยู่หนึ่งในสิบอันดับแรกของคะแนนสะสมภารกิจแล้ว

จะว่าไปทำแค่ภารกิจนี้ก็พอแล้วเช่นกัน

ภารกิจขนาดเล็กที่มีคนเข้าร่วมเพียงสามร้อยคน ไม่น่าเชื่อว่าตั้งค่าอันดับเรียลไทม์ไว้ด้วย ทำอย่างกับเป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่เล่นกันทั้งเซิร์ฟเวอร์

เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั้งสองก็ต่อสู้อยู่ในดันเจี้ยนภารกิจนี้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว

ทันใดนั้น เสียงขลุ่ยแสบแก้วหูก็ดังขึ้น เสียงสูงจนบาดหู ราวกับเสียงหวูดรถไฟ ไม่ไพเราะเอาเสียเลย

ขณะที่ซานเย่ว์กำลังพัวพันต่อสู้กับหมาป่าตัวหนึ่ง ก็ตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน เกือบจะพลาดถูกหมาป่าขย้ำ หลังจากหลบเขี้ยวของหมาป่าได้อย่างหวาดเสียว นางก็ตกใจกระโดดขึ้นมาแล้วตบหลังเอวหมาป่าตัวนี้ ทำให้สัตว์เดรัจฉานที่เดิมทีก็ค่าพลังชีวิตน้อยอยู่แล้วตายทันที แล้วบ่นกับเยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ไม่ไกลว่า “เสียงบ้าอะไรเนี่ย บาดหูมาก!”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็จัดการหมาป่าของตัวเองเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เขาสะบัดกระบี่ชิงจู๋ในมืออย่างสง่างาม แล้วตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ถ้าข้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นเสียงของมนุษย์กลที่ดรอปป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูนะ…

…เพราะดูจากสถานการณ์ที่พวกเรารู้ตอนนี้ ก็มีเพียงคำอธิบายนี้เท่านั้นที่ฟังขึ้น”

[1] เลี้ยงแมลงพิษ 养蛊 เปรียบเปรยถึงการปล่อยให้มีการเข่นฆ่ากันเองเพื่อเลือกคนที่แข็งแกร่งที่สุด เหมือนเลี้ยงแมลงพิษไว้ด้วยกัน ตัวไหนรอดก็คือตัวที่มีพิษร้ายที่สุด

[2] ลมน้ำ มาจากเฟิงสุ่ย 风水 ที่แปลว่าฮวงจุ้ย

บทที่ 102
ในเมื่อมีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม การฆ่าหมาป่าที่มีการรีเฟรชตลอดเวลาก็ย่อมพักไว้ก่อนได้

ขณะเดินทางตามไปยังต้นเสียง ซานเย่ว์ก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้ “คนออกแบบภารกิจนี้หน้าเนื้อใจเสือเกินไปแล้ว แบบนี้ต้องการให้ผู้เล่นที่เข้าร่วมภารกิจเข่นฆ่ากันเองชัดๆ เลย”

เท้าขวาเยี่ยเว่ยหมิงแตะเบาๆ บนก้อนหินที่นูนขึ้นมา ตัวเบาจนลอยไปทางก้อนหินสีขาวอีกก้อนราวกับนกนางแอ่น ปากก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “สงสัยเจ้าจะเพิ่งรู้สินะ”

แล้วไม่ใช่หรอกหรือ

ดูในกติกาภารกิจสิ ตรงที่บอกว่าหากผู้เล่นเข่นฆ่ากันเองจะได้รับคะแนนทั้งหมดจากตัวผู้เล่นอีกฝ่าย แค่นี้ก็มองออกแล้วว่าตระกูลมู่หรงไม่ใช่สำนักลับที่ดีงามอะไรแน่นอน

“พูดอย่างนี้ก็ไม่ผิด” ซานเย่ว์ยังคงขุ่นเคืองนิดหน่อย “ถ้าเสียงนั่นมาจากมนุษย์กลจริงๆ พวกเราก็ต้องปรับกระบวนการรับรู้ใหม่เกี่ยวกับเจตนาชั่วร้ายของพวกเขาแล้ว เห็นได้ชัดว่ากำลังเลี้ยงแมลงพิษ!”

หากเป็นเพียงการฆ่าเพื่อเอาคะแนนสะสม มีความระแวงระหว่างผู้เล่นด้วยกันเอง ก็อาจไม่ก่อให้เกิดการนองเลือดเสมอไป

เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเพียงคะแนนเล็กน้อยเท่านั้น เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีความมั่นใจ ผู้เล่นที่ใจเย็นหน่อยก็จะไม่นำผลลัพธ์จากความพยายามในหลายชั่วโมงของตัวเองไปเทหมดหน้าตัก

แต่มนุษย์กลนี้กลับไม่เหมือนกัน เพราะในภารกิจกล่าวไว้ชัดเจนแล้ว ว่าในดันเจี้ยนนี้มีเจ้าสิ่งนี้เพียงสิบตัว เป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างแท้จริงในดันเจี้ยน หากบังเอิญพบมัน ก็จะต้องพยายามช่วงชิงสุดชีวิตแน่นอน

เนื่องจากเทียบกับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูของตระกูลมู่หรงแล้ว มูลค่าคะแนนสะสมของพวกเขาก็ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงเลยสักนิด

เดิมทีในแผนที่ใหญ่ขนาดนี้ซ่อนมนุษย์กลไว้สิบตัว ผู้เล่นยังมีโอกาสรวยแบบเงียบๆ พอสมควร แต่หากมนุษย์กลทุกตัวมีวิธีการเรียกอย่างนี้ เช่นนั้นก็มีแต่ต้องคัดเลือกผู้ชนะคนสุดท้ายจากศึกใหญ่คลุ้งคาวเลือดแล้ว

ความจริงก็เป็นอย่างที่พวกเขาคาดไว้เช่นกัน ตอนที่ทั้งสองมาถึงแหล่งกำเนิดเสียงนั้น ก็เห็นผู้เล่นยี่สิบกว่าคนกำลังเข่นฆ่ากันโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น มนุษย์กลทองแดงที่สูงสองเมตรกว่าตัวหนึ่งกำลังเลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่ระหว่างผู้เล่นเหล่านั้น แต่กลับไม่มีใครสนใจ

ในตอนนี้เอง อาวุธลับของหนึ่งในผู้เล่นเหล่านั้นตกลงบนตัวมนุษย์กลทองแดง ทำให้มนุษย์กลทองแดงส่งเสียงขลุ่ยสะอื้นเหมือนก่อนหน้านี้ทันที จากนั้นก็ก้าวเดินอย่างหนักแน่นจนภูเขาสะท้านแผ่นดินสะเทือน ไล่ตามผู้เล่นสำนักถังเหมินคนนั้นไป

ผู้เล่นสำนักถังเหมินมีหรือจะกล้าปะทะกับคนประหลาดขนาดมหึมาตัวนี้ซึ่งหน้า เมื่อเห็นอีกฝ่ายมาก็เลี้ยวหนีทันที ทว่าในตอนนี้เอง ผู้เล่นเส้าหลินที่ถูกเขายิงโจมตีรัวๆ ก่อนหน้านี้กลับมาขวางทางเขาไว้ และเมื่อถูกขวางทางไว้อย่างนี้ ไม่นานเขาก็ถูกมนุษย์กลทองแดงตามทัน จากนั้นโดนโจมตีสองสามทีก็กลายเป็นแสงสีขาวหายไปแล้ว

ส่วนผู้เล่นเส้าหลินที่ใช้วิธียืมดาบฆ่าคนก็เผยรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจ เห็นได้ชัดว่าหัวของผู้เล่นสำนักถังเหมินที่ถูกมนุษย์กลทุบตายถือเป็นของเขาแล้ว คะแนนสะสมของอีกฝ่ายก็ย่อมตกมาอยู่ในชื่อของเขาเช่นกัน

ฉากตรงหน้านี้ เป็นเพียงมุมหนึ่งของฉากตะลุมบอนอันบ้าระห่ำนี้เท่านั้น!

เป้าหมายโจมตีหลักของบรรดาผู้เล่นในตอนนี้ย้ายจากตัวมนุษย์กลทองแดงไปยังตัวผู้เล่นคนอื่นแล้ว บางคนที่ฉลาดหน่อยก็จะทำเหมือนศิษย์เส้าหลินคนนั้น คิดหาทางใช้ประโยชน์จากมนุษย์กลทองแดงที่ทำเป็นแค่ ‘ถูกยั่วให้โจมตีกลับ’ มาวางกับดักคนอื่น มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันอย่างสัมฤทธิ์ผล

ทั้งสนามรบเละเป็นโจ๊กเลยจริงๆ

ทั้งยังมีผู้เล่นที่ทยอยกันมาตามเสียงเหมือนพวกเยี่ยเว่ยหมิง เข้ามาร่วม PK ในศึกอันวุ่นวายนี้เช่นกัน

เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์หยุดอยู่บนก้อนหินกลมขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากสนามต่อสู้สามสิบเมตร พวกเขามองดูการ PK อันโหดร้ายข้างล่าง แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มวิเคราะห์ “มนุษย์กลพวกนี้ไม่มีความสามารถในการรุกโจมตี มันมีแต่ถูกยั่วให้โจมตีกลับผู้เล่นที่โจมตีมัน และหลังจากถูกโจมตีแล้ว ก็จะส่งเสียงขลุ่ยแหลมบาดหู…

…การออกแบบอย่างนี้ดูเหมือนกำลังลดระดับความยาก แต่ความจริงกลับลดความระมัดระวังตัวของบรรดาผู้เล่นต่างหาก ทำให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเองได้อย่างวางใจยิ่งขึ้น”

ซานเย่ว์พยักหน้าเห็นด้วย แล้วอดถามไม่ได้ว่า “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดี ไปเข้าร่วมตะลุมบอนด้วย หรือจะกลับไปฆ่าหมาป่าต่อ”

“เรื่องนี้ไม่รีบหรอก” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ จากนั้นหยิบซาลาเปาออกมาสองเข่ง แล้วหย่อนก้นนั่งลงบนหินกลมเกลี้ยงเกลาก้อนนี้เสียเลย “ก่อนหน้านี้ฆ่าหมาป่าอยู่ตั้งนาน ค่าความหิวเพิ่มขึ้นไม่น้อยเช่นกัน พวกเรากินไปดูไปก่อนดีกว่า”

“เจ้าหมอนี่ แอบชั่วอยู่นะ”

ปากก็บ่นไปอย่างนั้น แต่ซานเย่ว์ก็ยังนั่งลงข้างเยี่ยเว่ยหมิง ขณะที่พูดก็หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำหนึ่ง “รสชาติไม่เลวเลยนี่”

“ข้ายังมีสุราสยงหวงอีกหลายขวด จะดื่มสักหน่อยไหม”

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างระแวง “นี่เจ้าคงไม่ได้มีเจตนาจะมอมสุราข้าใช่ไหม”

“เชอะ…” เยี่ยเว่ยหมิงเบะปากดูถูก “ในเกมที่ถอดไม่ได้แม้กระทั่งเสื้อผ้า ข้าจะไปมีเจตนาอะไรได้”

“เช่นนั้นก็หมายความว่า หากในเกมตั้งค่าให้ทำได้…”

“หุบปาก! ถ้าพูดต่อถือว่าใกล้ล้ำเส้นแล้วนะ”

……

ทั้งสองกินไปคุยไป พร้อมรับชมฉาก PK อันยิ่งใหญ่ที่แสนวุ่นวายด้านล่าง ถือว่าเป็นประสบการณ์ในการเล่นเกมอีกแบบได้เลย

ทว่าดอกไม้งามเบ่งบานยาก ฉากที่ดีเกิดขึ้นไม่บ่อย บนหินก้อนใหญ่ที่เดิมทีเต็มไปด้วยบรรยากาศปรองดองสุขสันต์ ไม่นานก็ถูกเสียงคำกล่าวของชาวลัทธิเต๋าทำลายจนหมดเกลี้ยง

“ประเสริฐยิ่งนัก!”

หลังจากเสียงคำกล่าวของชาวลัทธิเต๋าดังขึ้น นักพรตเต๋าร่างอ้วนที่สูงประมาณสองเมตรก็เหาะขึ้นมาบนหินก้อนใหญ่ที่พวกเขานั่งอยู่ ร่างกายใหญ่โตบังแดดมิด ทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าแสงสว่างตรงหน้ามืดลง

เมื่อเห็นว่าการปรากฏตัวอัน ‘สวยงาม’ ของตัวเองดึงดูดความสนใจของทั้งสองได้อย่างราบรื่น นักพรตเต๋าร่างอ้วนก็ยิ้มเผยฟันพร้อมกล่าวว่า “พบกันคือวาสนา ไม่ทราบว่าตัวข้าขอซาลาเปาสักสองลูกมาเติมท้องได้หรือไม่”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายยุทธภพ ทั้งสองก็ก็เริ่มสงสัยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือ NPC หรือผู้เล่นกันแน่

ฟังจากลักษณะการพูด เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่เหมือน NPC ทั้งสองเองก็เดินทางอยู่ในยุทธภพมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เคยเห็นแต่หลวงจีนอ้วน แต่กลับไม่เคยเห็นนักพรตเต๋าอ้วนมาก่อน

เห็นได้ชัดว่ารูปร่างของสหายคนนี้ไม่สอดคล้องกับอาชีพ!

เพียงแต่ซาลาเปาเนื้อก็ไม่ได้ราคาสูง เยี่ยเว่ยหมิงนำซาลาเปาเข่งใหม่มายื่นให้อีกฝ่ายเสียเลย พร้อมถามว่า “เจ้าคือผู้เล่นหรือ NPC”

มีอะไรก็พูดกันตรงๆ นี่ก็คือหลักการของเยี่ยเว่ยหมิง!

นักพรตเต๋าร่างอ้วนหัวเราะแห้งพลางรับซาลาเปามาจากมือเยี่ยเว่ยหมิง จากนั้นตอบว่า “ตัวข้าหนิวจื้อชุนจากสำนักฉวนเจิน เป็นผู้เล่น…ขนานแท้” ขณะที่พูดก็คว้าซาลาเปาร้อนๆ ขึ้นมาลูกหนึ่ง แล้วโยนเข้าปากทั้งลูก

หลังจากกินซาลาเปาหมดหนึ่งลูก หนิวจื้อชุนก็พูดต่อว่า “เดิมทีตอนข้าเข้ามาในเกม ข้าชื่อหนิวต้าชุน ตอนหลังทำภารกิจสำนักสำเร็จหลายครั้ง เมื่อกราบเป็นลูกศิษย์ของนักพรตฉางชุน ชิวชู่จี เขาก็ยืนกรานจะเปลี่ยนชื่อให้ข้าให้ได้ บอกว่าศิษย์รุ่นสามของสำนักฉวนเจินต้องมีชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ชื่อของข้าก็เลยเปลี่ยนจากหนิวต้าชุนเป็นหนิวจื้อชุนแล้ว”

เมื่อได้ยินเจ้าหมอนี่พูดจาน่าสนใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็คุยเรื่อยเปื่อยกับอีกฝ่ายอย่างสุภาพ แล้วถือโอกาสประกาศฐานะของตัวเองกับซานเย่ว์ด้วย

เมื่อสนทนาพาทีไปพอสมควรแล้ว หนิวจื้อชุนก็พลันกดเสียงต่ำ กล่าวอย่างมีลับลมคมในว่า “ตอนอยู่บนสังเวียนด้านนอก พวกเจ้าทั้งสองแสดงฝีมือได้ไม่เลวเลย ไม่ทราบว่าสนใจจะรวมกลุ่มกันหรือไม่ เก็บเกี่ยวป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูสักแผ่น”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าเบาๆ “เกรงว่าเจ้าพวกนั้นคงไม่ให้โอกาสพวกเรา”

ซานเย่ว์กับหนิวจื้อชุนได้ยินแล้วมองลงไปข้างล่าง พบว่า PK โหมดตะลุมบอนสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ ด้วย ยังเหลือผู้เล่นอีกสิบสี่คนที่แบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่ม พวกเขาไม่โจมตี BOSS และไม่ PK ต่อเช่นกัน เพียงจ้องมายังตำแหน่งที่ทั้งสามยืนอยู่อย่างหวาดระแวง

เดาล่วงหน้าได้เลย ว่าถ้าพวกเยี่ยเว่ยหมิงไม่ไป คนพวกนี้ก็จะไม่ก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียวแน่นอน

อย่างไรเสียก็ไม่มีใครโง่ คนรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงนี้ พวกเขาจะทำเหมือนมองไม่เห็นได้อย่างไร

สาเหตุที่ไม่มีใครเข้ามาเคลียร์สนาม เกรงว่าคงเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากทำงานให้คนอื่นฟรีๆ ก็เท่านั้นเอง

เพราะถึงอย่างไรงานเคลียร์สนามก็ไม่อาจทำให้ได้รับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตู

เมื่อได้เห็นฉากนี้ หนิวจื้อชุนก็ยิงฟันยิ้ม “ที่ข้าเพิ่งพูดถึงไม่ใช่มนุษย์กลตรงหน้านี้หรอก แต่เป็นสถานที่ลับแห่งหนึ่งที่ข้าอยู่ก่อนหน้านี้ ข้าค้นพบอีกตัวหนึ่ง…

…ที่นั่นลับมาก จนกระทั่งตอนนี้ก็มีแค่ข้าคนเดียวที่รู้จัก แต่พลังโจมตีของข้าคนเดียวมีจำกัด ข้าลองถามตัวเองดูแล้ว พบว่าสังหารให้มันตายภายในเวลาอันสั้นไม่ได้ ข้าถึงไม่ประมาทลงมือ แต่หากรวมพวกเจ้าสองคนด้วย พวกเราก็มีโอกาสบดขยี้มันก่อนที่ผู้เล่นคนอื่นจะหาพบ!…

…ข้าถึงขั้นสำรวจหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว…

…เป็นอย่างไร ทั้งสองสนใจจะร่วมงานกับข้าไหม”

บทที่ 103
จุดรีเฟรชมนุษย์กลที่ลับสุดยอดแห่งหนึ่ง มีเพียงนักพรตเต๋าร่างอ้วนที่ชื่อหนิวจื้อชุนเท่านั้นที่ค้นพบ จากนั้นก็มาหาตนกับซานเย่ว์เพื่อขอร่วมมือกัน?

เมื่อนำความบังเอิญที่ซ้อนอยู่ในความบังเอิญนี้มารวมกัน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนเป็นกับดัก!

เยี่ยเว่ยหมิงเฉลียวฉลาดขนาดนี้ ยามเผชิญหน้ากับคำเชิญที่มีโอกาสสูงว่าจะเป็นกับดัก คำตอบของเขาก็ย่อมเป็น…ส่งคำเชิญตั้งทีมให้อีกฝ่าย

สาเหตุที่เขาทำเช่นนี้ เป็นเพราะเขาคิดว่าตัวเองเป็น ‘ผู้มีฝีมือสูงใจกล้า’ หรือไม่ก็ ‘รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง’ ต้องการจะดูให้ได้ว่าอีกฝ่ายมีแผนชั่วอะไรกันแน่ แล้วก็เป็นเพราะ…

หลังจากอีกฝ่ายส่งคำเชิญแล้ว ซานเย่ว์ก็จับภาพหน้าจอส่งมาภาพหนึ่ง

[ติ๊ง! เปิดใช้พาสซีฟสกิล ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ คุณพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายนิ่งสงบตอนพูด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าใดๆ สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง!]

แม้แต่เครื่องจับโกหกมนุษย์ยี่ห้อสาวน้อยยังพูดแบบนี้เลย เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงเชื่อว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริง

หากสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเป็นความจริงทั้งหมด เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าร่วมงานกับนักพรตเต๋าร่างอ้วนคนนี้ได้

เป็นการร่วมมือที่ได้ประโยชน์สองฝ่าย!

ตอนที่ดูการต่อสู้อันครึกครื้นเมื่อครู่นี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็วิเคราะห์อะไรได้หลายอย่างจากสถานการณ์ต่อสู้

ค่าพลังชีวิตของมนุษย์กลทองแดงนั่นคือสองแสน แต่การเคลื่อนไหวงุ่มง่าม โจมตีกลับไปกลับมาด้วยท่าง่ายๆ ไม่กี่ท่า ต่อให้ตัวผู้เล่นเป็นยอดฝีมือที่มีบัฟร่างคลั่ง แต่ถ้าสู้กันขึ้นมาก็ไม่ง่ายอยู่ดี

หากยอดฝีมือสามคนร่วมมือกัน ก็จะทำให้มันตายได้ภายในไม่กี่นาทีแน่นอน!

เรื่องนี้คุ้มค่ามาก!

เยี่ยเว่ยหมิงมองพวกผู้เล่นข้างล่างที่กำลังจ้องตัวเองอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกปราดหนึ่ง แล้วสุดท้ายก็พยักหน้าบอกว่า “เช่นนั้นก็ทำตามที่นักพรตหนิวบอกแล้วกัน หากพวกเรายังไม่ไปตอนนี้ พวกผู้เล่นข้างล่างคงร้อนรนตายแน่”

หนิวจื้อชุนได้ยินแล้วเบะปากดูถูก “เพราะคนพวกนี้ไม่มีพื้นฐานความเชื่อใจระหว่างกัน จึงไม่มีทางร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย พวกเขาย่อมไม่แบ่งคนออกมาเคลียร์สนามอยู่แล้ว ไม่ทำอะไรนอกจากยืนรออยู่เฉยๆ”

ขณะที่พูด ทั้งสามก็กระโดดลงมาจากหินก้อนใหญ่แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่ลับตามที่หนิวจื้อชุนบอกทันที

เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ไม่คิดว่าต้องได้ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูเสมอไป แต่หนิวจื้อชุนไม่ได้คิดอย่างนั้น หลังจากเข้าดันเจี้ยนนี้มาแล้ว เขาจึงไม่มีเวลามาสิ้นเปลืองกับการฆ่าหมาป่า

ทั้งยังพยายามรวบรวมข่าวและแอบสังเกตการณ์มาตลอดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า เขาก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มาแล้วไม่น้อย ระหว่างการเดินทางก็แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนในทีมอย่างไม่หวงเลยสักนิด

ก่อนอื่นเลยก็คือกติกาเกี่ยวกับทีม

อันที่จริง หมาป่าทุกตัวที่ถูกฆ่า หากถูกฆ่าโดยคนที่แตกต่างกัน คะแนนสะสมที่ได้รับก็ใช่ว่าจะคงที่เหมือนกันเสมอไป

หากเป็นผู้เล่นที่มาคนเดียว ก็จะได้คะแนนสะสม 7 แต้มต่อการฆ่าหมาป่าหนึ่งตัว

หากเป็นกลุ่มผู้เล่น 2-3 คน แต่ละคนจะได้คะแนนสะสม 5 แต้มต่อการฆ่าหมาป่าหนึ่งตัว

หากเป็นกลุ่มผู้เล่น 4-5 คน แต่ละคนจะได้คะแนนสะสมคนละ 4 แต้มต่อการฆ่าหมาป่าหนึ่งตัว

หากเป็นกลุ่มผู้เล่น 6-7 แต่ละคนจะได้คะแนนสะสมคนละ 3 แต้มต่อการฆ่าหมาป่าหนึ่งตัว

กล่าวโดยสรุปก็คือ หากในทีมมีจำนวนคนมาก คะแนนสะสมที่ได้จากการฆ่าหมาป่าหนึ่งตัวก็ต้องน้อยลงเรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่เนื่องจากความชุกชุมของหมาป่ามีจำกัด หากเป็นยอดฝีมือ โดยทั่วไปตั้งทีมสามคนจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่ใกล้เคียงหน่อยก็คือทีมละห้าคน

ส่วนผู้เล่นที่อยู่ในระดับทั่วไป ก็เป็นไม่ไปได้ที่จะได้รับสิทธิ์ให้เข้าดันเจี้ยนนี้

ขณะที่พูด ทั้งสามก็มาถึงทางเข้าถ้ำที่ซ่อนอยู่ระหว่างหินขนาดใหญ่ หนิวจื้อชุนกล่าวอย่างภูมิใจว่า “ข้างล่างคือถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่ มนุษย์กลที่ข้าบอกอยู่ในนี้ ตรงนี้ถือเป็นทางเข้าออกที่ค่อนข้างชัดเจน ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ลับกว่า เอาไว้ใช้เป็นทางหนีทีไล่ได้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ฟังแล้วพยักหน้า “เพราะทางเข้าค่อนข้างลับตาคน ต่อให้มนุษย์กลส่งสัญญาณออกมา ถ้าคนอื่นอยากจะหาให้เจอก็ต้องใช้เวลาพอสมควร แบบนี้จะช่วยถ่วงเวลาให้พวกเราได้มากขึ้น หลังจากได้ของแล้ว ก็หนีไปอีกทางที่ลับตาคนมากกว่าได้ทันที”

หนิวจื้อชุนหัวเราะลั่น พูดทิ้งท้ายว่า “วีรบุรุษมักมีความคิดอ่านตรงกัน” แล้วก็เดินนำเข้าไปในทางลับ

เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้ตามไปในทันที เขาดึงซานเย่ว์ที่กำลังใจร้อนอยากลอง แล้วถามว่า “ที่เพิ่งคุยกันเมื่อครู่นี้ เจ้าได้สังเกตสีหน้าเขาหรือเปล่า เขาไม่ได้โกหกใช่ไหม”

ตอนนี้หนิวจื้อชุนอยู่ในทีมแล้วเหมือนกัน ทั้งสองทำได้เพียงคุยกันส่วนตัวด้วยวิธีนี้

ซานเย่ว์ได้ยินคำถามแล้วชะงัก ก่อนจะตอบว่า “เมื่อครู้ข้าไม่ได้สังเกต แต่ส่วนใหญ่ข้าก็สังเกตบ้างแล้วนะ ไม่มีจุดไหนน่าสงสัย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าแล้วพูดต่อ “เอาอย่างนี้ เจ้ายืนเฝ้าอยู่ข้างนอกก่อน ถ้าพบอะไรผิดปกติก็บอกข้าทันที”

“ไม่มีปัญหา”

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นนางตอบรับได้สบายใจขนาดนี้ ก็อดถามหยอกล้อไม่ได้ “เชื่อใจข้าขนาดนั้นเชียวหรือ”

“รู้จักกันมานานขนาดนี้ ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว เจ้าไม่วางกับดักสหายตัวเองแน่นอน”

“มั่นใจขนาดนั้นเชียว”

“เจ้าคิดว่าทักษะ ‘คน’ ของข้ามีไว้ประดับเฉยๆ หรืออย่างไร”

พอพูดหยอกกันสองสามประโยค เยี่ยเว่ยหมิงก็ตามหนิวจื้อชุนเข้าไปในถ้ำแล้ว

สาเหตุที่ให้ซานเย่ว์รออยู่ข้างนอก พูดตามตรงก็คือเขายังไม่อาจเชื่อใจหนิวจื้อชุนเต็มร้อยได้

แม้สกิลสังเกตสีหน้าท่าทางของซานเย่ว์จะไม่พบปัญหาใด แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้บังเอิญมากเกินไปจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ ก็เป็นเพียงสกิลรายการหนึ่งของระบบเท่านั้น ในเมื่อระบบสร้างสกิลแบบนี้ขึ้นมาแล้ว ก็รับประกันได้ยากว่าจะไม่มีสกิลอื่นที่ข่มสกิลนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่นสกิลที่ชื่อว่า ‘สีหน้าแนบเนียน’ อะไรประมาณนั้น

เมื่อยึดถือคติที่ว่า ‘การระวังผู้อื่นนั้นมิควรขาด’ เขาจึงเหลือทางหนีทีไล่ไว้ข้างนอกหนึ่งคน จะได้รับมือกับเหตุไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ

หนิวจื้อชุนเหมือนเดาความคิดอีกฝ่ายออก หลังจากเห็นว่ามีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงที่ตามเข้ามาในถ้ำคนเดียว เขาก็แค่ถามพอเป็นพิธีประโยคเดียว แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก

ทางเข้าถ้ำใต้ดินแห่งนี้เล็กมาก รูปร่างอย่างหนิวจื้อชุนต้องเบี่ยงตัวก่อนถึงจะผ่านเข้าไปได้ กอปรกับกระแสลมแรงที่พัดพรั่งพรูออกมาจากถ้ำ เรียกได้ว่าทำให้ก้าวขาลำบากจริงๆ แต่หลังจากเดินไปได้สิบกว่าเมตร กลับกลายเป็นมีพื้นที่กว้างขึ้นมาแล้ว

ตรงพื้นที่ว่างข้างในถ้ำดูเหมือนมืดสลัวมาก แต่โชคดีที่เมื่ออยู่ภายใต้ระดับของกำลังภายใน พลังสายตาของบรรดาผู้เล่นมักจะดีกว่าคนธรรมดามาก สามารถมองเห็นทุกอย่างรอบตัวได้แจ่มแจ้งชัดเจน

ที่นี่เป็นถ้ำใต้ดินที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง มีพื้นที่ประมาณเจ็ดแปดร้อยตารางเมตร แทบจะเท่ากับโกดังเก็บของขนาดย่อมๆ มีมนุษย์กลทองแดงตัวหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับที่เห็นก่อนหน้านี้ มันกำลังยืนหัวเราะโง่ๆ อยู่ตรงกลางถ้ำ เคลื่อนไหวไปทางซ้ายและขวาครั้งละสองก้าวเป็นระยะ ดูบ้องแบ๊วมากทีเดียว

จนกระทั่งตอนนี้ ทุกอย่างยังคงสอดคล้องกับที่หนิวจื้อชุนบอกไว้ ไม่แตกต่างแม้แต่น้อย

ความจริงก็แสดงให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ต้องยอมรับว่าตัวเองระวังตัวเกินไป เขามองหนิวจื้อชุนที่ใจร้อนอยากลองแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า “เจ้าจะเปิดหรือจะให้ข้าเปิด”

ที่เยี่ยเว่ยหมิงถามว่าใครจะเปิดก่อน ก็ย่อมหมายถึงเปิด BOSS หรือพูดได้อีกอย่างว่า ใครจะเป็นคนแรกที่ไปโจมตี BOSS นั่นเอง

หากทั้งสองเป็นผู้เล่นที่ไม่รู้จักกันมาก่อนและมาแย่งมอนสเตอร์กัน ตอนสุดท้ายที่แบ่งไอเทมดรอปจาก BOSS ผู้เล่นที่ลงมือก่อนถึงขั้นได้รับโบนัสคะแนนแรงค์

แต่ระหว่างคนในทีมด้วยกันเองไม่ได้ใช้หลักการนี้ ขอเพียงเป็นผู้ที่ลงมือโจมตีก่อน ก็ย่อมกลายเป็นเป้าหมายโจมตีที่ BOSS จะเลือกก่อน และยิ่งเป็นการทดสอบความสามารถโดยรวมของผู้เล่นคนหนึ่งด้วย

แน่นอน เมื่ออยู่ในโหมดแบ่งสันตามค่าผลงาน ผู้เล่นที่ลงมือโจมตีก่อนก็จะได้เปรียบมากกว่าเช่นกัน

ส่วนรายละเอียดว่าจะเลือกอย่างไร ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องประเมินกำลังกัน

เมื่อได้ยินคำถามของเยี่ยเว่ยหมิง หนิวจื้อชุนก็ยิงฟันยิ้ม “ใครจะเปิดก็ไม่สำคัญ แต่ก่อนหน้านั้น ทางที่ดีเปลี่ยนโหมดแบ่งสันไอเทมให้เป็นแบ่งสันไอเทมตามค่าผลงานเถอะ”

“เช่นนั้นข้าเริ่มก่อน” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็ปรับโหมดแบ่งสันไอเทมของทีมเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนำกระบี่ชิงจู๋ออกมา แล้วใช้มือซ้ายงอนิ้วคำนวณ

ไท้ซัวเป็นไฉน ใช้งาน!

โจทย์คำนวณปรากฏขึ้นแล้ว

ทว่ามนุษย์กลตัวนี้กลับไม่ถูกดึงดูดความสนใจจากเคล็ดวิชานี้เลย ราวกับไม่รู้สึกอะไรกับเอฟเฟ็กต์ ‘เย้ยหยัน’ ของเขาเลย!

อย่าบอกนะว่ามอนสเตอร์ประเภทหุ่นยนต์ไม่มีการสัมผัสรู้ถึงอันตรายโดยธรรมชาติ ก็เลยไม่ถูกเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนดึงค่าความแค้น

อะไรกันวะเนี่ย ให้มันได้อย่างนี้สิ!

บทที่ 104
ความจริงได้พิสูจน์แล้ว ว่ามนุษย์กลตัวนี้ไม่เพียงแค่ไร้การตอบสนองต่อเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉน แม้แต่การคำนวณระดับยากก็ยังเรียกว่ากลายเป็นระดับของคนโง่ได้ เยี่ยเว่ยหมิงใช้เวลาไม่ถึงครึ่งนาทีก็คำนวณเรียบร้อยแล้ว จากนั้นร่างก็พลันพุ่งไปข้างหน้าแล้วทะยานขึ้นกลางอากาศ ใช้ท่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ แทงบนเครื่องหมายสีฟ้าขนาดเท่าหมั่นโถวตรงหน้าอกมนุษย์กล

-4430!

ภายใต้การโจมตีนี้ เกิดดาเมจมหาศาลแบบของแท้สมราคา!

ดาเมจสูงมาก แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ยังคาดไม่ถึง!

อิงตามที่เขาคำนวณดาเมจของตัวเองก่อนหน้านี้ ต่อให้เป็นคริติคอลดาเมจ แต่โจมตีได้ดาเมจประมาณสองพันก็ถือว่าไม่เลวแล้ว

แต่ในความจริงกลับกลายเป็นวว่า ดาเมจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าจากที่เขาจินตนาการไว้!

สิ่งนี้กำลังบอกอะไร

สิ่งนี้กำลังบอกว่าหลังจากเขาเปิดใช้เคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือดาเมจที่เขาโจมตีจะเพิ่มขึ้นจากฐานเดิมหนึ่งเท่า!

หรือพูดได้อีกอย่างว่า เพียงโจมตีธรรมดาหนึ่งครั้ง ก็จะทำให้เกิดดาเมจสูงเทียบเท่าคริติคอลดาเมจแล้ว ส่วนคริติคอลดาเมจก็จะกลายเป็นดาเมจมหาศาลอันน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม!

สมกับเป็นสุดยอดวิชา นึกไม่ถึงว่าประสิทธิภาพที่แท้จริงจะน่ากลัวขนาดนี้!

ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงมอง ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เป็นพาสซีฟสกิลที่ใช้เพิ่มพลังโจมตีและคริติคอลดาเมจ นอกจากนี้ยังใช้งานเป็นแอคทีฟสกิลที่มีเอฟเฟ็กต์เย้ยหยันดีมาก

มีเพียงสองครั้งที่เขาใช้งานสำเร็จ ครั้งแรกคือที่เกาะเขาหวังผาน เซี่ยซุนที่ถูกยั่วให้ระเบิดความสามารถทั้งหมดออกมาใช้หมัดเดียวชกกระบี่วิเศษจนแตกละเอียด แต่เขาไม่ได้เห็นว่าประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันเป็นอย่างไร

ส่วนอีกครั้งก็คือตอนทำลายเคล็ดวิชาป้องกันตัวของอ๋าวป้าย เพียงแต่ครั้งนั้นมีโบนัสพิเศษจากการโจมตีชุดเหล็ก จึงอธิบายประสิทธิภาพของมันได้ไม่ชัดเจน

จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่เยี่ยเว่ยหมิงได้เรียนรู้สุดยอดวิชานี้ นี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แท้จริงของมัน!

ส่วนหนิวจื้อชุนที่หลบอยู่ข้างหลังไม่ไกลและกำลังเตรียมลงมือทุกเมื่อ พอได้เห็นฉากนี้ก็ตกใจจนหุบปากไม่ลง อดอุทานไม่ได้ว่า “โอ้วแม่เจ้า ดาเมจสี่พันกว่า! นี่มันรุนแรงเกินไปแล้ว!”

ตอนนี้เขานึกเสียใจทีหลังแล้ว เสียใจที่ตัวเองเลือกใช้วิธีแบ่งสันตามไอเทมค่าผลงานเพื่อช่วงชิงป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูกับเยี่ยเว่ยหมิง

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่สนใจความรู้สึกของหนิวจื้อชุนอยู่แล้ว มนุษย์กลทองแดงจัดเป็นมอนสเตอร์รูปแบบพิเศษ บัฟร่างคลั่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แม้จะถูกโจมตีจุดสำคัญแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของมัน หลังจากถูกคริติคอลดาเมจของเยี่ยเว่ยหมิง มันก็ชูสองหมัดขึ้นสูงและทุบลงมาบนศีรษะของเยี่ยเว่ยหมิงทันที

เยี่ยเว่ยหมิงที่เตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกก้าวไปทางซ้ายเล็กน้อย ก็หลบการโจมตีครั้งนี้ได้อย่างผ่อนคลาย และตอนนี้หนิวจื้อชุนก็พุ่งเข้ามาแล้วเช่นกัน เขาใช้ท่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ โจมตีถูกซี่โครงซ้ายของมนุษย์กลทองแดงอย่างแม่นยำ แต่กลับเกิดดาเมจธรรมดาเพียงห้าร้อยแปดสิบเก้าเท่านั้น ถ้าเทียบกับการโจมตีด้วยกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าห่างกันเกือบสิบเท่า!

เมื่อรู้สึกได้ถึงความหนังหนาของมนุษย์กลทองแดง หนิวจื้อชุนก็อดแขวะไม่ได้ “ข้าสงสัยว่าอาวุธในมือเจ้าเป็นอุปกรณ์ล้ำค่า หรืออาวุธเทพกันแน่ ทำไมดาเมจโหดขนาดนั้น!”

“ก็แค่ของพื้นๆ” เยี่ยเว่ยหมิงถอยกลับมาหนึ่งก้าวขณะพูด เหยียบลงบนหมัดของมนุษย์กลทองแดงที่เพิ่งทุบลงมาบนพื้นพอดี แล้วอาศัยแรงตอนอีกฝ่ายยกแขนขึ้น แทงกระบี่ไปที่ไฝสีชาดตรงหว่างคิ้วของมนุษย์กลทองแดง ทำให้มีตัวเลขคริติคอลดาเมจลอยขึ้นอีกครั้ง

-2260!

ดาเมจจากการโจมตีครั้งที่สองของเยี่ยเว่ยหมิง ไม่ได้น่ากลัวเท่าตอนใช้เคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนก่อนหน้านี้ ทว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็ยังน่ากลัวกว่าดาเมจของหนิวจื้อชุนหลายเท่า

เขาแตะเท้าขวาบนหน้าอกมนุษย์กลทองแดงเพื่ออาศัยแรงทะยานไปข้างหลัง ขณะหลบการโจมตีครั้งที่สองของมันได้ ในที่สุดเขาก็บอกว่า “ตรงตำแหน่งหว่างคิ้ว ท้องน้อยและหน้าอกของมนุษย์กลทองแดง จะแบ่งเป็นพื้นที่พิเศษสามสี ได้แก่สีแดง สีเหลือง สีฟ้า ถือเป็นจุดสำคัญของมัน”

และในตอนนี้เอง ในที่สุดมนุษย์กลทองแดงก็ส่งเสียงขลุ่ยสะอื้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มต่อสู้กันมา!

พรึ่บ!…

ความสามารถเฉพาะตัวของหนิวจื้อชุนก็ไม่ได้แย่เช่นกัน ท่ามกลางเสียงขลุ่ยสะอื้นบาดหู เขาพลันพุ่งตัวมาข้างหน้า ฝ่าช่องโหว่การโจมตีของมนุษย์กลทองแดง แล้วใช้กระบี่แทงบนพื้นที่สีเหลืองของท้องน้อย เกิดคริติคอลดาเมจอย่างที่คาดไว้!

-1235!

ในที่สุดก็โจมตีจนเกิดดาเมจตัวเลขสี่หลักแล้ว แต่หนิวจื้อชุนกลับดีใจไม่ออกเลย

เนื่องจากตัวเลขคริติคอลดาเมจสี่หลักของเขาขึ้นต้นด้วยเลขหนึ่ง แต่ของเยี่ยเว่ยหมิงขึ้นต้นด้วยเลขสอง ตัวเลขดาเมจของทั้งสองต่างกันเกือบหนึ่งเท่า!

ที่จริงแล้ว ตอนที่หนิวจื้อชุนกำลังแอบกลุ้มใจ เยี่ยเว่ยหมิงกลับรู้สึกทึ่งกับการโจมตีอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายอยู่บ้าง

ตัวเองย่อมรู้เรื่องตัวเองอยู่แล้ว ดาเมจสูงปรี๊ดของเยี่ยเว่ยหมิงเกิดจากการรวมกันของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ เลเวลเก้า วิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เลเวลห้า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ เลเวลห้า นอกจากนี้ยังนับรวมโบนัสดาเมจจากสุดยอดวิชา ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ด้วย สุดท้ายจึงสะสมเป็นค่าสเตตัสที่วิปริตแบบนี้ได้

โดยเฉพาะ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ แบ่งเป็นเพิ่มดาเมจโจมตี 20% และคริติคอลดาเมจ 20%!

คริติคอลดาเมจที่คนอื่นโจมตีจะเพิ่มจากดาเมจเดิมสองเท่า แต่คริติคอลดาเมจของเยี่ยเว่ยหมิงกลับเพิ่มจากค่าสเตตัสพื้นฐานสองจุดสองเท่า!

ถ้าตัดโบนัสของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ไป พลังโจมตีของหนิวจื้อชุนก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขาเท่าไรนัก จะเห็นได้กว่าค่าสเตตัสพื้นฐานของเจ้าตัวเหนือกว่าพวกซานเย่ว์แน่นอน!

ภายใต้การล้อมโจมตีของสองยอดฝีมือที่ระเบิดดาเมจออกมา ค่าพลังชีวิตของมนุษย์กลทองแดงเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที พวกเขาก็โจมตีคร่าพลังชีวิตมนษย์กลไปแล้วหนึ่งในห้าส่วน

พอโจมตีไปเรื่อยๆ หนิวจื้อชุนก็พลันตระหนักได้ถึงปัญหาบางอย่าง

ฆ่ามอนสเตอร์มานานขนาดนี้ การโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงแทบจะเป็นสองเท่าของเขา แบบนี้ค่าความแค้นหลักของ BOSS ก็ย่อมไปรวมอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงคนเดียวอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะดูจากการคำนวณดาเมจโจมตี หรือการถูกโจมตีจากมอนสเตอร์ ค่าผลงานของเยี่ยเว่ยหมิงก็ล้วนเยอะกว่าเขา

เช่นนั้นอิงจากวิธีการแบ่งสันไอเทมตามค่าผลงานมาคำนวณหาเจ้าของป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตู โอกาสที่เขาจะได้ป้ายอาญาสิทธิ์ก็เป็น…

ศูนย์!

เมื่อตระหนักได้ถึงปัญหานี้ หนิวจื้อชุนก็เสนอทันทีว่า “ข้าว่านะสหายเยี่ย เพื่อความยุติธรรม พวกเราเปลี่ยนโหมดแบ่งสันไอเทมให้กลายเป็นโหมดสุ่มดีไหม”

สิ่งที่เรียกว่าโหมดแบ่งสันไอเทมแบบสุ่ม ก็คือชั่วพริบตาที่คลำศพ ของที่ดรอปจากตัวมอนสเตอร์ก็จะเข้ากระเป๋าของสมาชิกในทีมโดยการสุ่มทันที ไม่สนใจเงื่อนไขใดๆ เป็นการสุ่มอย่างแท้จริง

โหมดการแบ่งสันไอเทมประเภทนี้ ต่อให้เป็นซานเย่ว์ที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างนอก โอกาสในการได้รับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูก็เท่ากับเยี่ยเว่ยหมิงที่ควบตำแหน่งผู้โจมตีคนแรกและผู้โจมตีหลักอยู่ดี

ที่จริงแล้ว เมื่ออยู่ภายใต้โหมดแบ่งสันไอเทมประเภทนี้ โอกาสที่หนิวจื้อชุนจะได้ป้ายอาญาสิทธิ์ก็มีเพียงหนึ่งในสามอยู่ดี แต่นี่คือโหมดแบ่งสรรไอเทมที่มีประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุดเท่าที่เขาจะนึกได้แล้ว

ทว่าสำหรับคำขอกะทันหันของเขานี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับตอบว่า “ไม่ได้!”

“นี่!” เมื่อข้อข้อเสนอถูกปฏิเสธ หนิวจื้อชุนก็หยุดโจมตีทันที “เจ้าอย่าทำเกินไปนักเลย จะดีจะร้ายข้าก็เป็นคนพบมนุษย์กลตัวนี้ เจ้าต้องให้ข้ามีหวังบ้างสักหน่อยสิ”

[ติ๊ง! เยี่ยเว่ยหมิงส่งต่อตำแหน่งหัวหน้าทีมให้คุณ คุณกลายเป็นหัวหน้าทีมแล้ว]

หลังจากโจมตีคริติคอลดาเมจอย่างไม่ตั้งใจไปอีกหนึ่งครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงก็หลบการโจมตีกลับของมนุษย์กลทองแดง พร้อมส่งต่อตำแหน่งหัวหน้าทีมให้หนิวจื้อชุน “ถ้าเจ้าไหว เจ้าก็จัดการเลย”

เห็นได้ชัดว่าหนิวจื้อชุนก็เป็นคนที่หน้าด้านมากเช่นกัน รับสิทธิ์ของหัวหน้าทีมมาอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย “หึหึ ถ้าให้ข้าจัดการข้าก็…บัดซบ! เมื่ออยู่ในโหมดต่อสู้ ไม่มีทางเปลี่ยนโหมดการแบ่งสันไอเทมได้”

“ก็แน่นอนอยู่แล้ว…” ขณะที่โจมตีมนุษย์กลทองแดงต่ออย่างเป็นจังหวะ เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอย่างใจเย็นว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะอย่างนี้ หัวหน้าทีมจะไม่ปรับโหมดแบ่งสันไอเทมให้เป็นแบ่งโดยหัวหน้าทีมตอนที่ BOSS ใกล้จะตาย จากนั้นก็ครอบครองไอเทมทุกอย่างไว้ที่ตัวเองคนเดียวหรอกหรือ”

หนิวจื้อชุนรู้สึกขื่นขมในใจ แต่เขาก็ดันไม่มีวิธีการอื่นแล้ว

ตอนนี้เอง ในช่องทีมกลับมีเสียงของซานเย่ว์ดังขึ้นกะทันหัน [ท่าไม่ดีแล้ว!]

[คนอื่นตามมาทางนี้แล้ว ดูท่าเหมือนจะมีสิบกว่าคน ในจำนวนนั้นมีจ้างเย่ว์ที่เคยสู้กับพวกเราก่อนหน้านี้ด้วย!]

บทที่ 105
เมื่อได้ยินข่าวกรองจากซานเย่ว์ เยี่ยเว่ยหมิงก็มองหนิวจื้อชุนด้วยความระแวงทันที “เป็นเจ้าใช่ไหมที่ดึงศัตรูมาที่นี่”

สถานการณ์ตอนนี้ก็คือ หากโจมตีอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่หนิวจื้อชุนจะได้ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูจะจำกัดอยู่ที่ศูนย์ เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ เขามีเหตุผลอยู่แล้วที่จะใช้วิธีการนี้มากวนน้ำให้ขุ่น แล้วค่อยจับปลาในน้ำขุ่นอีกที

หนิวจื้อชุนก็รู้ตัวเช่นกันว่าตัวเองน่าสงสัยมาก ถึงขนาดว่าตอนที่ได้รู้ข่าวนี้ ในใจก็ยังแอบตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อยด้วย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามนี้ของเยี่ยเว่ยหมิง เขาก็ยังปฏิเสธด้วยท่าทีแน่วแน่ “ข้าไม่ใช่ ข้าเปล่านะ เจ้าอย่าพูดมั่ว! คนที่นอบน้อมถ่อมตน มีการศึกษาและซื่อตรงอย่างข้าจะทำเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่พัวพันอยู่กับคำถามนี้แล้ว เปลี่ยนเป็นถามว่า “เจ้ามีแผนรับมืออะไรไหม”

หนิวจื้อชุนได้ยินแล้ววิเคราะห์ทันที “ตามที่ข้าสังเกต คนอีกกลุ่มที่โจมตีมนุษย์กลทองแดงก่อนหน้านี้ ตอนที่ผู้ต่อสู้อยู่ห่างจากตัวมนุษย์กลทองแดงในรัศมีสิบเมตร ก็จะถูกตัดสินให้ออกจากสถานะต่อสู้ ส่วนมนุษย์กลทองแดงก็จะฟื้นฟูค่าพลังชีวิตที่เสียไปก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว…

…หากอีกฝ่ายมุ่งตรงมาที่ปากถ้ำโดยตรง ถึงอย่างไรพวกเราก็ไม่มีทางกำจัดมนุษย์กลทองแดงตัวนี้ทิ้งได้ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง ถ้าจะให้ถูกโจมตีขนาบจากพวกเขากับมนุษย์กลทองแดง ไม่สู้ซ่อนตัวก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาโอกาสเคลื่อนไหว”

“วีรบุรุษมักมีความคิดอ่านตรงกัน” เยี่ยเว่ยหมิงยกมุมปากเผยรอยยิ้มขาดคุณธรรม แล้วบอกหนิวจื้อชุนอีกว่า “เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าบอกแล้วกัน”

“เจ้ามั่นใจในนิสัยของข้าขนาดนี้เชียวหรือ”

“เปล่าหรอก!” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ข้ามั่นใจในความสามารถของตัวเองต่างหาก”

พูดจบก็ไม่สนใจหนิวจื้อชุนที่กำลังทำสีหน้ากลัดกลุ้ม ส่งข้อความไปในช่องทีมทันทีว่า “ซานเย่ว์เข้ามาในถ้ำก่อน พวกเราขึ้นไปซ่อนตัวที่ทางลับบนช่องลม ในเมื่อพวกเขาต้องการจะแย่งมนุษย์กลทองแดงตัวนี้ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาโจมตีเสียให้พอ”

“ได้เลย!”

ซานเย่ว์เป็นนักปฏิบัติ หลังจากตอบรับแล้ว ก็พุ่งตัวเข้าถ้ำทันที

ส่วนหนิวจื้อชุนก็อดถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่า “เจ้าไม่เคยสำรวจสภาพพื้นที่ของในนี้มาก่อน รู้ได้อย่างไรว่าทางลับอีกทางอยู่บนช่องลม”

“เหลวไหล!” เยี่ยเว่ยหมิงด่าพร้อมรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้พวกเราต้านลมเข้ามา ลมนั่นคงไม่ได้โผล่มาจากความว่างเปล่าหรอกกระมัง เลิกพูดมากได้แล้ว ถอยตอนนี้เลย…”

แล้วก็เป็นอย่างนี้ ทั้งสามทิ้ง BOSS ที่โจมตีไปได้ครึ่งทางโดยไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย มาถึงทางลับที่อยู่บนช่องลมด้านบน

ตำแหน่งของทางลับนี้อยู่สูงมาก มันซ่อนอยู่สูงจากเท้าของทั้งสามขึ้นไปสองเมตร ด้านล่างเป็นหน้าผาหินมันวาวตรงดิ่ง อาศัยท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิง ตอนที่ถูกลมต้านก็ต้องเคี่ยวเข็ญพอสมควรกว่าจะกระโดดขึ้นไปได้

ในจุดนี้กลับเป็นอีกสองคนที่ทำได้อย่างอิสระผ่อนคลายกว่า ท่าร่างของซานเย่ว์เหมาะกับการกระโดดสูงกว่าท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิง ส่วนหนิวจื้อชุนก็ยิ่งเคลื่อนไหวได้ปราดเปรียวแบบที่ไม่สอดคล้องกับรูปร่างใหญ่โตของตัวเอง ทำได้สง่างามที่สุดในบรรดาพวกเขาสามคน

ขณะที่ซ่อนตัวให้พ้นจากขอบเขตที่สายตาคนข้างล่างจะมองเห็น หนิวจื้อชุนก็ยังไม่ลืมถือโอกาสโอ้อวด “เป็นอย่างไรล่ะ ตอนที่ตัวข้าใช้วิชาตัวเบา ‘วิชาห่านทอง’ ร้ายกาจมากเลยใช่ไหม”

ตั้งแต่ทั้งสองสู้กับมนุษย์กลทองแดงจนกระทั่งตอนนี้ นักพรตหนิวท่านนี้ก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงยั่วยุอารมณ์สารพัดอย่าง ในที่สุดตอนนี้ก็พบความสามารถที่พอจะโอ้อวดต่อหน้าเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว เขาข่มจิตวิญญาณความอวดเก่งที่กำลังพลุ่งพล่านไม่ไหว เป็นฝ่ายเริ่มชมตัวเองก่อน

ในช่องทีม

เยี่ยเว่ยหมิง [นับตั้งแต่ตอนนี้ อย่าเพิ่งพูดอะไร พวกเราคุยกันในช่องทีมก็พอ เพราะทิศทางลมจะทำให้เสียงของพวกเราดังออกไปไกลกว่าเดิม]

[หากอีกฝ่ายพบว่ามีการดักซุ่ม พวกเราอยากจะนั่งคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ตรงนี้ก็ไม่ง่ายแล้ว]

หนิวจื้อชุน [ก็ได้ เช่นนั้นพวกเราคุยในช่องทีม เจ้ารู้สึกว่าวิชาตัวเบาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง °(°¯᷄◠¯᷅°)° ]

ซานเย่ว์ [ข้ามีคำถามข้อหนึ่ง หากพวกเราอยากนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เฉยๆ ตอนอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้ก็ทำได้เหมือนกัน ทำไมตอนนั้นพวกเราไม่ทำล่ะ กลับเลือกใช้วิธีการนี้ในเวลานี้”

เยี่ยเว่ยหมิง [ก็เพราะพวกเราหามนุษย์กลทองแดงตัวนี้เจอก่อน ตามหลักแล้วมันเป็นของพวกเรา]

หนิวจื้อชุน [ถ้าพูดให้ชัดก็คือข้าหาเจอก่อน!]

เยี่ยเว่ยหมิงถามกลับ [พวกเราไม่ใช่ทีมเดียวกันหรอกหรือ แถมเจ้ายังเป็นหัวหน้าทีมด้วย]

ตอนนี้หนิวจื้อชุนเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกลายเป็นหัวหน้าทีมแล้ว ขณะกำลังปรับโหมดแบ่งสันไอเทมของทีมให้กลายเป็นโหมดแบ่งสันไอเทมแบบสุ่มอย่างเงียบๆ ก็พิมพ์บอกว่า [ในที่สุดพวกเจ้าก็สนใจที่ข้าพูดแล้ว รู้สึกว่าวิชาตัวเบาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง (˶˚ᗨ˚˶)]

ซานเย่ว์ [อาหมิง ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังเล่นสำบัดสำนวนกับข้า พวกเราพูดตามความจริงกันได้ไหม]

เยี่ยเว่ยหมิง [ก็ได้]

[ประการแรก สภาพพื้นที่ของที่นี่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเรามากกว่า ทำให้พวกเราเป็นฝ่ายควบคุมได้มากกว่า]

[ประการต่อมา จ้างเย่ว์นั่นไม่ได้เพิ่งหาเรื่องเจ้าเป็นครั้งแรก ถ้าวางกับดักเขา ข้าก็ไม่รู้สึกมีภาระทางใจเลยสักนิด”

หนิวจื้อชุน [นี่! พวกเจ้าให้เกียรติคนอื่นหน่อยได้ไหม ข้ากำลังถามพวกเจ้านะ คิดว่าวิชาตัวเบาของข้าเจ๋งมากไหม! (•᷄⌓•᷅)]

เยี่ยเว่ยหมิง [พวกเขามาแล้ว! ทุกคนระวังตัว อีกประเดี๋ยวเคลื่อนไหวตามคำสั่งข้า]

[ไม่มีปัญหา!] ซานเย่ว์ตอบ

หนิวจื้อชุน [ไม่อยากพูดแล้ว กรุณาอย่ารบกวน…(メ`ロ´)]

ขณะที่ทั้งสามกำลังคุยกันอย่างกระอักกระอ่วนในช่องทีม ด้านนอกก็มีเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจ ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยผนังของทางลับซ่อนตัว ก็ยื่นศีรษะออกไปมองด้านนอกเงียบๆ เห็นคนกลุ่มหนึ่งมาอยู่ตรงจุดที่ห่างจากมนุษย์กลทองแดงไม่ไกล ผู้ที่อยู่ข้างหน้าสุดก็คือจ้างเย่ว์

เมื่อเห็นเหยื่อมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หนึ่งในนั้นก็พลันเสนอว่า “ทุกคน คำแนะนำของข้าก็คือ พวกเราฆ่ามนุษย์กลก่อน แล้วค่อยอาศัยความสามารถของแต่ละคนมาแย่งชิงป้ายอาญาสิทธิ์ เป็นอย่างไร”

“เรื่องนี้ไม่รีบหรอก” ตอนนี้จ้างเย่ว์กลับโบกมือตะโกนเสียงดังว่า “ก่อนหน้านี้พวกเราได้ยินเสียงขลุ่ยสะอื้นจากมนุษย์กลทองแดงตัวนี้ กอปรกับบังเอิญพบปากทางลับทางนี้ตรงช่วงต้นแม่น้ำหลีเจียง เพียงแต่ยังไม่ได้ลงไปสำรวจให้ลึก ถึงได้ค้นพบสถานที่นี้ภายในเวลาอันสั้นอย่างไรล่ะ…

…และตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเราได้ยินเสียงมนุษย์กลทองแดงจนกระทั่งตอนนี้ ก็ผ่านไปไม่ถึงสามนาทีเอง…

…ภายในเวลาสามนาที ไม่ว่าผู้เล่นจะกำจัดมนุษย์กลทองแดง หรือจะถูกมนุษย์กลทองแดงกำจัดทิ้ง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรวดเร็วขนาดนี้ ข้าสงสัยว่าจะมีคนหลบอยู่ในที่ลับ เตรียมตัวจะออกมากอบโกยผลประโยชน์ตอนหลัง!…

…ดังนั้นข้าตัดสินใจแล้ว พวกเราเคลียร์สนามก่อนดีกว่า แล้วค่อยสู้กับมนุษย์กลทองแดงตัวนี้ก็ยังไม่สาย”

“เชอะ!” พอจ้างเย่ว์พูดจบ กลับมีคนคัดค้าน “พลังต่อสู้ของมนุษย์กลทองแดงไม่ได้อ่อนแอ ไม่แน่ว่าคนที่มาเจอก่อนอาจจะถูกมันทุบตายไปแล้วก็ได้ ใครอยากเคลียร์สนามก็ไปเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ไป”

“ได้! เจ้าไม่ไป เช่นนั้นพวกเราไป!” จ้างเย่ว์กล่าวเสียงเย็น “แต่ก่อนที่พวกเราจะเคลียร์สนามเสร็จ ไม่ว่าใครก็ห้ามฆ่ามอนสเตอร์ล่วงหน้าทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ”

ในเกมนี้ หากแย่งมอนสเตอร์กันตอนไม่ได้อยู่ในโหมดตั้งทีม การแบ่งไอเทมดรอปจากมอนสเตอร์ก็จะมีสามหลักการใหญ่ๆ:

1. คนที่โจมตีฆ่ามอนสเตอร์ครั้งแรก

2. คนที่ทำให้มอนสเตอร์เสียค่าพลังชีวิตมากที่สุด

3. คนสุดท้ายที่โจมตีให้มอนสเตอร์ตาย

หลังจากการต่อสู้จบลงแล้ว ระบบจะได้รับข้อมูลโดยละเอียดโดยอิงจากสามหลักการใหญ่ แล้วค่อยใช้ขั้นตอนการคำนวณบางอย่างที่ผู้เล่นไม่รู้มาตัดสินว่าสุดท้ายไอเทมดรอปจากมอนสเตอร์จะเป็นของใคร

ภายในเวลาสามนาทีที่ระบบปกป้อง คนอื่นจะไปเก็บของที่มอนสเตอร์ดรอปไม่ได้

สำหรับคำขอที่แฝงด้วยคำขู่ชัดเจนของจ้างเย่ว์ คนอื่นย่อมแอบไม่พอใจอยู่แล้ว ทว่ามีผู้เล่นอีกสี่คนไปยืนอยู่ข้างหลังจ้างเย่ว์ทันที ทำให้ผู้เล่นคนอื่นเกรงกลัว

แม้จะอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมาก จำนวนสมาชิกในทีมเล็กของจ้างเย่ว์คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสาม แต่เมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ทุกคนขาดความเชื่อใจกัน เห็นได้ชัดว่าทีมเล็กของพวกเขาค่อนข้างสามัคคี กำลังของทีมนี้โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้นสำหรับคำขอที่ดูไม่มากเกินไปของจ้างเย่ว์ แม้พวกเขาจะไม่เต็มใจ แต่ก็ทำได้เพียงเอ่ยรับอย่างจนปัญญา

ทว่าในตอนนี้ มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอีกแล้ว พอมองไปตามเสียง กลับเห็นคนอีกกลุ่มที่มีสมาชิกประมาณยี่สิบคนเข้ามาอยู่ในถ้ำใต้ดินแห่งนี้แล้ว

จ้างเย่ว์เห็นดังนั้น ก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าทันที “ทุกคน ข้าแนะนำ…”

“แนะนำแป๊ะเจ้าสิ!”

ไม่เหมือนกับกลุ่มคนก่อนหน้านี้ที่พอจะรู้จักทีมของจ้างเย่ว์อยู่บ้าง คนที่มาใหม่ไม่รู้จักว่าจ้างเย่ว์คือใคร ไม่ทันรอให้เขาพูดจบประโยค คนตรงหน้าก็เริ่มด่าเขาอย่างไม่เกรงใจแล้ว ส่วนผู้เล่นสำนักถังเหมินอีกคนก็ทักทายด้วยอาวุธลับเสียเลย

ส่วนเหตุการณ์ต่อจากนั้น ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจ คนกลุ่มใหญ่ก็ได้เปิดฉาก PK หมู่ขนาดใหญ่อยู่ในถ้ำที่ปิดสนิทแห่งนี้แล้ว