วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

96-100

บทที่ 96
จนกระทั่งตอนนี้ การสอบสวนก็ยังเป็นเพียงเยี่ยเว่ยหมิงที่โจมตีฝ่าแนวป้องกันทางจิตใจของหลินผิงจือฝ่ายเดียว ยังไม่ได้คำรับสารภาพของหลินผิงจือ ส่วนซานเย่ว์ที่กำลังว่างงาน นอกจากยืนกอดไหล่หน้านิ่งอยู่ข้างกายเหมือนราชองครักษ์ ก็ทำได้เพียงส่งสติกเกอร์แก้เบื่อลงในช่องทีม

สำหรับรสนิยมบ้านๆ ของนางหนูคนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงแสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

ขณะเขามองดูการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของหลินผิงจืออย่างสนใจ ปากก็พูดต่อไปว่า “สำนักชิงเฉิงสู้กับสำนักดาบทอง แม้จะไม่ได้เคลื่อนไหวในขอบเขตเหมือนตอนสู้กับสำนักคุ้มภัยฝูเวยของพวกเจ้า แต่หากพวกเขาใช้วิธีการลอบจู่โจม ตัดกำลังอันเกรียงไกรของสำนักดาบทองก่อนสักหน่อย จากนั้นค่อยทุ่มสุดกำลังเพื่อจู่โจมตอนสำนักดาบทองไม่ทันระวังตัว เจ้าคิดว่าสำนักดาบทองจะยังต้านไหวอีกหรือ”

หลินผิงจือในตอนนี้ ร่างกายเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ก็ยังกัดฟันแน่นไม่ยอมพูดสักคำ

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น กลับนำน้ำกาหนึ่งออกจากห่อสัมภาระ ดื่มไปอึกหนึ่งอย่างใจเย็น แล้วก็ดื่มต่อช้าๆ กระทั่งรู้สึกสดชื่นชุ่มคอแล้วถึงได้พูดต่อว่า “ตอนนี้เจ้าต้องกำลังคิดแน่ๆ ว่าในเมื่อเจ้าไร้ความสามารถที่จะหยุดยั้งไม่ให้พ่อแม่เจ้าเผชิญอันตราย เช่นนั้นเจ้าก็ปิดปากเงียบเสียเลย ไม่ยอมรับสารภาพแล้ว…

…เพราะมีเพียงการมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้น เจ้าถึงจะจุดธูปหอมไหว้บรรพบุรุษให้ตระกูลหลินได้…

…มีเพียงการมีชีวิตต่อไปเท่านั้น เจ้าถึงจะมีโอกาสล้างแค้นให้ญาติพี่น้องที่ตายไป!…

…ข้าพูดถูกหรือไม่”

หลินผิงจือก้มหน้าลง ทั้งตัวราวกับถูกปกคลุมไปด้วยอารมณ์ด้านลบที่ยากจะใช้คำพูดบรรยายออกมาได้

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้น กลับลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงสองสามที ก่อนจะถามอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “เจ้าคิดว่าหากตัวเองไม่พูดอะไรเลย แล้วจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรือ”

หลินผิงจือได้ยินแล้วตัวสั่นรุนแรง เขาเงยหน้าอีกครั้ง มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“อย่ามองข้าอย่างนั้น” เยี่ยเว่ยหมิงโบกมืออย่างสบายอารมณ์มาก “สำนักมือปราบเทพเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของราชสำนักที่ยุติธรรมเที่ยงตรง ไม่เพียงแค่จะไม่ทำร้ายเจ้าจนถึงแก่ชีวิต ถึงขั้นว่าเมื่อยังไม่มีหลักฐานจริง ก็จะไม่บีบบังคับให้เจ้าสารภาพด้วยซ้ำ อีกทั้งเมื่ออยู่ในเวลาที่กำหนด หากพวกเรายังหาหลักฐานที่ใช้ได้จริงไม่พบ เจ้าก็จะได้รับการปล่อยตัวโดยไร้ความผิด เพียงแต่ว่า…”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ บนใบหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มอันไร้พิษภัย “หลังจากเจ้าออกจากสำนักมือปราบเทพไปแล้ว จะรอดพ้นการไล่สังหารแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของสำนักชิงเฉิงได้จริงหรือ”

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเช่นนี้ออกมา หลินผิงจือก็ราวกับถูกฟ้าผ่าโจมตี ในหัวมีแต่ความเวิ้งว้างว่างเปล่า

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เรียกซานเย่ว์ก่อนจะเดินออกไปนอกคุก ขณะเดียวกันก็กล่าวอย่างสบายๆ ว่า “รักษาช่วงเวลาต่อจากนี้ให้ดีเถอะ ตั้งใจดูคุกนี้เอาไว้ แม้มันจะกักขังอิสระของเจ้า แต่กลับเป็นฉากกำบังสุดท้ายที่ปกป้องความปลอดภัยในชีวิตเจ้าได้ รออีกสักสองสามวัน เกรงว่าต่อให้เจ้าอยากจะเห็นมัน แต่ก็จะไม่ได้เห็นอีกแล้ว”

“ช้าก่อน!”

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์กำลังจะออกจากห้องขัง ในที่สุดหลินผิงจือก็ละทิ้งความดึงดันครั้งสุดท้ายแล้วเป็นฝ่ายเรียกเยี่ยเว่ยหมิงก่อน

เมื่อได้ยินเสียงนั้น เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ก็สบตากันแวบหนึ่ง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะออกมาพร้อมกัน

ตอนที่ทั้งสองหันกลับมาอีกครั้ง ตอนที่คุยรายละเอียดกับ ‘ตัวละครฟ้าลิขิต’ คนนี้ต่อ ประตูเหล็กของคุกกลับถูกคนเปิดออกจากด้านนอก

เมื่อเงยหน้ามองอีกครั้ง กลับเห็นโหยวจิ้นที่สวมหน้ากากเหล็กสีดำเดินเนิบนาบเข้ามา ขณะที่เดินลงบันได เขาก็ใช้น้ำเสียงแหบแห้งบาดหูที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนออกไปก่อน ข้ามีบางอย่างจะคุยกับหลินผิงจือเป็นการส่วนตัว”

ปีที่แล้วฉันซื้อนาฬิกามาหนึ่งเรือน[1]!

เมื่อได้ฟังคำขอของโหยวจิ้น เยี่ยเว่ยหมิงก็แทบจะกระโดดออกไปด่าแม่ตรงนั้นเลย

ไม่ง่ายเลยกว่าพวกฉันจะทะลวงฝ่าแนวป้องกันทางด้านจิตใจของหลินผิงจือได้ ไม่น่าเชื่อว่านายจะโผล่มาป่วนสถานการณ์ในเวลานี้ เราไม่ควรเล่นอย่างนี้สิ!

ทว่าไม่ทันรอให้เขาเคลื่อนไหวอะไร ซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกายกลับดึงชายเสื้อเขา แล้วกระซิบข้างหูเบาๆ ว่า “ข้าเพิ่งได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบ บอกว่าภารกิจของเข้าเสร็จสิ้นแล้ว”

แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย

ในเมื่อได้ผลประโยชน์มาไว้ในมือแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่หาเรื่องผู้บังคับบัญชาอย่างโหยวจิ้นอีก

หลังจากกล่าวอำลาชายหน้ากากเหล็กแล้ว ก็เดินนำซานเย่ว์ออกจากคุกใต้ดินไปเสียเลย

……

ซูโจว ชื่อเดิมคือ ‘อู๋’ เรียกสั้นๆ ว่า ‘ซู’ เรียกว่ากูซู ผิงเจียงก็ได้ เป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคียงคู่กับเมืองหังโจวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้รับขนานนามว่าสวรรค์ในโลกมนุษย์ สถาปัตยกรรมแบบสวนหย่อมของที่นี่ก็ยิ่งเป็นสุดยอดในใต้หล้า

เมื่อลงจากรถม้าแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ถือโอกาสซื้อแผนที่ของซูโจวที่จุดพักม้า หาตำแหน่งโดยละเอียดของหมู่บ้านชื่อสยา จากนั้นมุ่งหน้าไปทางใต้ของเมืองโดยใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุด

ขณะเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมีท่าทางรีบร้อน ไม่สนใจทิวทัศน์อันงดงามและร้านค้าโดยรอบ ซานเย่ว์ก็รู้สึกจนใจอยู่พักหนึ่ง

ความสามารถในการทำงานของเจ้าหมอนี่นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ภารกิจที่ทำเอาตัวเองกลุ้มใจมานาน แต่เขากลับพูดไม่กี่คำก็ทำสำเร็จแล้ว

แต่เมื่อมีประสบการณ์เดินเล่นในตลาดกับคนประเภทนี้ นางก็ไม่กล้ากล่าวสรรเสริญเลย

ในขณะนี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงบอกว่า “ก่อนหน้านี้ ข้าเคยสืบเบื้องลึกของหมู่บ้านชื่อสยามาแล้ว…

…ได้ยินว่าเจ้าบ้านของหมู่บ้านชื่อสยานามว่ากงเหย่เฉียน วิชาหมัดฝ่ามือของเขาจัดว่าเป็นยอดฝีมือระดับบนของยุคเจียงหนาน ยอมรับว่าตัวเป็นรองเพียงมู่หรงฟู่แห่งกูซูเท่านั้น อีกทั้งคนผู้นี้ก็ชื่นชอบการผูกมิตรกับผู้มีฝีมือทั้งใต้หล้า นับเป็นบุคคลที่เข้าได้กับทุกฝ่ายคนหนึ่งเช่นกัน”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงภารกิจกะทันหัน ซานเย่ว์ก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับ

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็อธิบายต่อไปว่า “อีกประเดี๋ยวหลังจากเจอกงเหย่เฉียนแล้ว ข้าจะนำของเลียนแบบของภาพเขียนอักษรที่ถูกขโมยออกมาหยั่งเชิงเขา เจ้าช่วยข้าสังเกตปฏิกิริยาของเขาด้วย เหมือนตอนที่สอบสวนหลินผิงจือก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะพบอะไร ก็จับภาพหน้าจอส่งให้ข้าได้ทุกเมื่อ”

“ข้าช่ำชองงานนี้ เจ้าวางใจเถอะ” ขณะที่พูด ซานเย่ว์เร่งความเร็วฝีเท้า หลังจากเดินมาตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงแล้วก็หมุนตัว เปลี่ยนเป็นหันหน้ามาหาเยี่ยเว่ยหมิง เดินหันหลังให้กับเส้นทางข้างหน้า ขณะที่เดินถอยหลังก็ยื่นมือขึ้นไปขยับปิ่นมุกบนศีรษะให้ตรง ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วถามเขาว่า “เป็นอย่างไร ดูดีไหม”

ปิ่นมุกเล่มนี้เป็นรางวัลภารกิจที่ซานเย่ว์ได้รับมาจากภารกิจสอบสวนหลินผิงจือก่อนหน้านี้ เด็กสาวคนนี้ส่งลิงก์ไอเทมมาให้เยี่ยเว่ยหมิงทันทีที่ได้รับของมาไว้ในมือ

สิ่งนี้เป็นไอเทมคุณภาพทองคำ ใช้สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันก็เพิ่มขีดจำกัดกำลังภายในกับเพิ่มขีดจำกัดพลังชีวิต ค่าสเตตัสดีมาก เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วยังอิจฉา

เพียงแต่เมื่อเทียบกับโบนัสค่าสเตตัส ก็เห็นได้ชัดว่าซานเย่ว์พอใจกับรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามของมันมากกว่า

ตลอดทางที่มานี้ เยี่ยเว่ยหมิงตอบคำถามแบบเดียวกันมาสามรอบแล้ว “ดูดี”

“เชอะ เจ้าก็พูดตัดคำราญไปอย่างนั้น…”

แม้ปากจะพูดแขวะ แต่ซานเย่ว์ก็ยังหมุนตัวกลับมาเดินข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงอีกครั้ง บนใบหน้ายังเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจอยู่ดี

ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เมื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่แล้วก็มักจะหวังให้คนชื่นชม สิ่งเดียวที่นางนึกเสียใจทีหลังก็คือ ข้างกายไม่มีเพื่อนที่ชอบอะไรคล้ายกัน มีแต่ชายแท้มาดแมนคนนี้เท่านั้น

ความรู้สึกนี้ก็เหมือนเวลาที่เจ้าเพิ่งได้เหอเถา[2]คุณภาพเยี่ยมมา ตอนที่เจ้ากำลังไปหาคนเพื่อโอ้อวด แต่อีกฝ่ายกลับชื่นชมไข่ต้มสมุนไพรในจานมากกว่า ความในใจของเขาก็คือ เหอเถาของเจ้าไม่ได้ดีเท่าไข่ต้มสมุนไพรของเขาเลย

ถ้าเป็นสะพานสวรรค์น้อย แค่เรื่องปิ่นมุกแท่งนี้เล่มเดียว เพื่อนสาวก็คุยกันได้เป็นครึ่งค่อนวันแล้ว!

ขณะที่ในใจกำลังคิดอย่างภาคภูมิใจ จู่ๆ ซานเย่ว์กลับรู้สึกแน่นเอว นึกไม่ถึงว่าจะถูกเยี่ยเว่ยหมิงคว้าเอวบางของนางไว้กะทันหัน แล้วพุ่งออกไปข้างหน้าหลายเมตร

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สาวน้อยที่กำลังหลับหูหลับตาชมตัวเองร้องอุทานตกใจ จากนั้นก็เห็นคมกระบี่สะท้อนแสงสีเขียววิบวับ ตามด้วยเสียง โช้งเช้ง! หลายครั้ง ก่อนจะเห็นอาวุธลับหลายชิ้นถูกโจมตีตกพื้น

[1] ปีที่แล้วฉันซื้อนาฬิกามาหนึ่งเรือน 我去年买了个表 พ้องเสียงกับประโยค 我去你妈了个逼 (WQNMLGB) ที่แปลว่า ฉันได้กับแม่แกแล้ว

[2] เหอเถา 核桃 วอลนัท

บทที่ 97
เมื่อหลบการโจมตีจากอาวุธลับของศัตรูได้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ปล่อยเอวเล็กบางของซานเย่ว์ อีกฝ่ายไม่มีเวลามาเขินอาย ขณะมองเงาดำข้างหน้าที่เคลื่อนไหวเร็วมากจนหนีไปไกล นางถามก็ถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ทำไมเขาต้องลอบจู่โจมพวกเรา”

เมื่อพูดจบ ซานเย่ว์ก็หันไปมองหน้าเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับพบว่าเขากำลังยกมุมปากแสยะยิ้ม

ยังไม่ทันรอให้นางถามอะไร พิราบขาวตัวหนึ่งก็พลันบินออกไปจากตัวของเยี่ยเว่ยหมิง บินตรงไปยังเงาดำที่หนีไปไกลแล้วเงานั้น หลังจากมันบินหายไปแล้ว ซานเย่ว์ก็เห็นรางๆ ว่าพิราบขาวตัวนั้นไปโผล่อยู่ข้างหลังเงาร่างของคนชุดดำไม่ไกล ก่อนจะหายไปบนบ่าของอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่เหนือกว่า

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ซานเย่ว์ก็เข้าใจอะไรบางอย่างทันที นางขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าหมอนั่นน่ะ เจ้ารู้จักหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ในระหว่างปฏิบัติภารกิจก่อนหน้านี้ข้าพบกับคนคนหนึ่ง เขาชื่อว่าจ้างเย่ว์ เป็นคนไร้ยางอายมาก ก่อนหน้านี้เคยถูกข้าสังหารไปแล้วครั้งหนึ่ง กระบี่ชิงจู๋ในมือข้าก็ดรอปได้เจ้าตัวเขานั่นแหละ”

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วชะงักงัน พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกเจ้าเป็นศัตรูกันน่ะสิ แต่พิราบสื่อสารเป็นเครื่องมือที่ใช้รับส่งระหว่างคนที่เป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่หรือ

เยี่ยเว่ยหมิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เขาหวังผานตอนนั้นให้ซานเย่ว์ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ หลังจากได้ฟังกลอุบายของอีกฝ่ายแล้ว ซานเย่ว์ก็โบกหมัดขาวอมชมพูทันที แล้วบอกประมาณว่าหากต่อไปได้เจอกันอีก นางจะต้องช่วยเยี่ยเว่ยหมิงทวงคืนทั้งต้นทั้งดอกแน่นอน

เยี่ยเว่ยหมิงได้แต่ยิ้มให้กับคำพูดของนาง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

ขณะที่ใช้เวลาพูดคุยกัน ทั้งสองก็เดินมาถึงหมู่บ้านชื่อสยาที่ตั้งอยู่นอกเมืองทางฝั่งใต้ห่างออกไปห้าลี้แล้ว

หมู่บ้านนี้แม้จะนำคำว่าชื่อสยามาตั้งเป็นชื่อ แต่กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับลุงหนวดมือกระบี่ปราบมารในหนังสือ ‘โปเยโปโลเย’ เลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงกลุ่มอำนาจในยุทธภพที่ไม่ได้ใหญ่โตหรือเล็กเกินไปก็เท่านั้นเอง

หมู่บ้านบนภูเขาและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดสร้างเหมือนสวนโบราณซูโจว ในนั้นมีจุดที่ออกแบบได้อย่างสร้างสรรค์ มองจากภายนอกก็รู้แล้วว่าเจ้าของบ้านพักหลังนี้มีกำลังทรัพย์หนามาก ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะสร้างบ้านพักพร้อมสวนหย่อมอย่างพิถีพิถันขนาดนี้ได้

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงสำรวจทิวทัศน์ของหมู่บ้านชื่อสยา ในหัวก็คิดถึงบางอย่างที่อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ แล้วจู่ๆ ก็ขมวดคิ้วพร้อมหยุดฝีเท้าโดยจิตใต้สำนึก

ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!…

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสังเกตการณ์ เงาร่างของคนห้าคนก็พลันโผล่ออกมาจากจุดลับ ล้อมเขากับซานเย่ว์ไว้ตรงกลาง

คนที่นำหน้ามาใส่ชุดดำทั้งตัว สองมือใส่ถุงมือโลหะคู่หนึ่ง ปลายนิ้วแหลมเหมือนตะขอ เหมือนกรงเล็บเหยี่ยวดุร้าย แสงอันเย็นเยียบที่สะท้อนอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ก็ยิ่งทำให้คนเสียขวัญ หากถูกกรงเล็บเหล็กนั่นตะครุบ แค่คิดถึงความรู้สึกเจ็บจี๊ดนั่นก็ทำให้คนขนหัวลุกแล้ว

คนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือจ้างเย่ว์ ผู้เล่นพรรคอินทรีฟ้าที่ผูกความแค้นใหญ่หลวงกับเยี่ยเว่ยหมิงที่เขาหวังผานตอนนั้น

ขณะกำลังเคลื่อนไหวนิ้วเหมือนแสดงอานุภาพ เสียดสีจนถุงมือโลหะเกิดเสียงดัง จ้างเย่ว์ก็กล่าวหยอกว่า “สหายเยี่ย กระบี่ชิงจู๋ของข้าใช้งานได้คล่องมือไหมล่ะ”

พอพลิกข้อมือ กระบี่ชิงจู๋ก็ปรากฏอยู่ในฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว หลังจากควงกระบี่จนเป็นเงาเหมือนดอกไม้ เขาก็ยื่นมือซ้ายออกมาอีก พอดีดเบาๆ บนตัวกระบี่สีเขียวมรกต เสียงกระบี่อันไพเราะก็ดังเข้าหูทุกคนทันที “กระบี่นี้เป็นกระบี่ดี แต่ต้องแก้ไขให้ถูกต้องสักหน่อย นี่ไม่ใช่กระบี่ของเจ้า แต่เป็นกระบี่ของข้าต่างหาก”

“เดิมทีนั่นคือกระบี่ของข้า!” จ้างเย่ว์เกรี้ยวกราด “หลังจากข้าถูกเจ้าสังหารตายที่เขาหวังผาน ก็ไม่เพียงแค่เสียกระบี่ชิงจู๋ที่เพิ่งได้รับระหว่างทำภารกิจเท่านั้น ถึงขั้นถูกประกาศว่าภารกิจทั้งหมดล้มเหลวด้วย ความพยายามหลายวันไหลหายไปราวกับกระแสน้ำ อีกทั้งหลังจากฟื้นชีพแล้ว ข้ายังไปโผล่อยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพอีก! เยี่ยเว่ยหมิง เจ้าช่างโหดนัก แต่เจ้าคงนึกไม่ถึงสินะว่าจะมีวันนี้”

“วันนี้” เยี่ยเว่ยหมิงหยามเหยียด “หากเจ้าคิดถึงคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ วันนี้ข้าก็จะสงเคราะห์ให้เจ้ากลับไปลิ้มรสชาติอีกครั้ง”

ขณะที่พูด สายตาก็กวาดมองบนตัวคนอื่นด้วย เขาพูดต่ออย่างเนิบช้าว่า “วันนี้ข้าก็ยังอยู่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจของสำนักมือปราบเทพเหมือนเดิม ผู้เล่นที่โจมตีข้าด้วยเจตนาไม่ดี หากถูกข้าโจมตีกลับสำเร็จ ก็จะไปฟื้นคืนชีพอยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพทั้งหมด หากสหายทั้งสองอยากสัมผัสประสบการณ์ดูสักหน่อย วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ไม่เลวเลย…”

เมื่อเทียบกับตอนแรกที่สู้กันที่เขาหวังผาน ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงด้อยกว่าในด้านจำนวนคนอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เขาไม่ได้หวาดกลัวอะไรเลย!

เพราะหากพูดถึงศักยภาพส่วนตัว ตอนนี้หากเทียบกับผู้เล่นโดยทั่วไป ความสามารถของเขาก้าวหน้าจนเหมือนเป็นจอมมารท่านหนึ่งแล้ว

ค่าพลังชีวิต 7300 แต้ม อย่าว่าแต่ผู้เล่นเลย ต่อให้เป็นค่าพลังชีวิตของ BOSS เลเวลเดียวกันก็อาจจะเทียบเขาไม่ติดก็ได้!

นอกจากค่าพลังชีวิตแล้ว การป้องกันของเขาก็ไม่ได้ด้อยเหมือนกัน เคล็ดกระบี่ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ แทบจะต้านดาเมจทั้งหมดได้

ทว่าในความเป็นจริง จุดแข็งที่สุดของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ใช่ทั้งค่าพลังชีวิตและค่าป้องกัน แต่เป็นการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวต่างหาก!

ภายใต้การเสริมอานุภาพจากเคล็ดวิชาสุดแข็งแกร่งอย่างคัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน ไท้ซัวเป็นไฉน ตอนนี้หากเขาแทงผู้เล่นทั่วไป ขอเพียงโจมตีตรงจุดสำคัญก็จะเกิดผลปลิดชีพได้ทันที หากเป็นผู้เล่นเลเวลเดียวกัน เพียงใช้กระบี่โจมตีสองสามครั้งก็จัดการได้แล้ว

เมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีหรือที่เยี่ยเว่ยหมิงจะหวาดกลัวคนเพียงไม่กี่คนเหล่านี้

ไม่ต้องบอกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าอะไรนั่นหรอก หากยอดฝีมืออย่างสาวน้อยชุดแดงอยู่ตรงนี้ด้วย ตำแหน่งยืนของอีกฝ่ายก็จะไม่เหมือนในตอนนี้แน่นอน คงให้จ้างเย่ว์ยืนหน้าสุด!

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงไม่หวาดกลัว จ้างเย่ว์ที่ได้เปรียบด้านจำนวนคนก็ยิ่งไม่มีความมั่นใจ ถึงขนาดว่าแม้แต่ซานเย่ว์ก็เตรียมพร้อมต่อสู้แล้ว

การเข่นฆ่าระหว่างผู้เล่นในสนามอยู่ในจุดที่ยากจะหลีกเลี่ยงแล้ว แต่จู่ๆ ทุกคนกลับเห็นชุดสีแดงถลันวูบเข้ามา ชายวัยกลางคนที่สวมชุดผ้าแพรสีแดงคนหนึ่งลอยลงมาเหยียบกลางสนาม พร้อมเอ่ยว่า “ทุกท่าน ช้าก่อน…”

เดิมทีพวกก็ยังไม่ทันได้ลงมือต่อสู้ เมื่อได้ยินเสียงนั้น สายตาก็ย่อมย้ายไปบนตัวชายวัยกลางคนที่มีสง่าราศีไม่ธรรมดาผู้นี้พร้อมกัน

ชายวัยกลางคนกุมหมัดคารวะให้บรรดาคนที่อยู่ตรงนั้น ก่อนจะเอ่ยว่า “ผู้น้อยกงเหย่เฉียน เจ้าบ้านหมู่บ้านชื่อสยา ข้าไม่มีเจตนาจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งส่วนตัวของพวกท่าน แต่พวกท่านได้โปรดไว้หน้าข้าสักครั้ง อย่าลงไม้ลงมือในเขตหมู่บ้านชื่อสยาเลย”

ที่แท้ชายชุดแดงผู้นี้ก็คือกงเหย่เฉียน ดูจากลักษณะท่าทาง เจ้าหมอนี่นับว่าเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งเลยทีเดียว

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงแอบสังเกตกงเหย่เฉียน จ้างเย่ว์ที่อยู่อีกฝั่งก็เอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าบ้านกงเหย่กล่าวเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ย่อมไม่กล้าฝ่าฝืน เพียงแต่ไม่รู้ว่าสหายเยี่ยจะยอมหยุดหรือไม่”

เจ้าหมอนี่ เมื่อถึงเวลานี้ก็ยังไม่ลืมที่จะประจบ NPC ทั้งยังพูดใส่ร้ายเยี่ยเว่ยหมิงอีกด้วย

อย่างไรเสียผู้เล่นที่มาถึงหมู่บ้านชื่อสยาได้ จะต้องมาเพราะภารกิจบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกงเหย่เฉียนแน่นอน หากลดค่าความรู้สึกดีแรกพบระหว่างเยี่ยเว่ยหมิงกับกงเหย่เฉียนได้อย่างแนบเนียน เจ้าหมอนี่ก็ย่อมรู้สึกชอบใจอยู่แล้ว

ต่อให้ทำไม่สำเร็จ ขอเพียงทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกสะอิดสะเอียนได้สักหน่อย เขาก็ยินดีที่จะทำแล้ว

สำหรับแผนการชั้นต่ำที่นำขึ้นมาโอ้อวดอย่างเปิดเผยไม่ได้เช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่ได้ชายตามองจ้างเย่ว์แม้แต่ปราดเดียว เยี่ยเว่ยหมิงกุมหมัดคารวะกงเหย่เฉียนอย่างสงบเยือกเย็นมาก “ที่จริงการที่พวกเรามาในครั้งนี้ เป็นเพราะได้ยินว่าเจ้าบ้านกงเหย่ชอบสะสมของล้ำค่าหายาก ช่วงนี้เพิ่งได้ภาพเขียนอักษรมาหลายภาพ เลยอยากจะขอให้เจ้าบ้านประเมินคุณภาพให้สักหน่อย…

…หากไม่มีสุนัขดุมาขวางทาง ก็ย่อมไม่กล้าถือวิสาสะใช้อาวุธในสถานที่อย่างหมู่บ้านชื่อสยาอยู่แล้ว”

“อ้อ?” เมื่อได้ยินว่าเยี่ยเว่ยหมิงมาขายของ บนใบหน้ากงเหย่เฉียนก็เผยสีหน้าสนใจทันที เพียงแต่ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวก็แสดงออกว่าลำบากใจนิดหน่อย

“ไม่ปิดบังความจริง ข้าได้รับคำเชิญจากคุณชายมู่หรง วันนี้ต้องจัดงานประลองยุทธ์ เกรงว่าคงไม่มีเวลามาชื่นชมภาพวาดที่จอมยุทธ์น้อยนำมาแล้ว” กงเหย่เฉียนกล่าว

“เช่นนั้นก็บังเอิญจริงๆ” เยี่ยเว่ยหมิงไหวไหล่อย่างจนใจ “พวกเราค่อยมารบกวนวันหลังก็แล้วกัน”

“ไม่รบกวนหรอก!” กงเหย่เฉียนพลันหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะบอกว่า “ในเมื่อจอมยุทธ์น้อยทั้งสองมาแล้ว เหตุใดไม่มาร่วมสนุกด้วยกันเสียเลยล่ะ รางวัลของผู้ชนะมีมากมายก่ายกองเชียวนะ”

บทที่ 98
รางวัลมากมายก่ายกอง?

สำหรับวิธีการพูดของกงเหย่เฉียน เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าไม่สนใจ

พวกเรามาสืบคดีพระราชวังถูกปล้น ไม่ได้มาเพื่อตักตวงผลประโยชน์!

อีกทั้งหากจะพูดถึงผลประโยชน์ เมื่อเทียบกับรางวัลทางฝั่งลู่ติ่งกงแล้ว รางวัลประลองยุทธ์ของหมู่บ้านบนภูเขาในยุทธภพจะเทียบกันได้หรือ

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มรักษามารยาท ก่อนจะถามกลับอย่างใจเย็นมากว่า “มากมายก่ายกองขนาดไหน”

กงเหย่เฉียนได้ยินคำถามแล้วยิ้มอย่างองอาจผึ่งผายกว่าเดิม “ครั้งนี้หมู่บ้านชื่อสยาของเรามีผู้เล่นเกือบสามร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมงานประลองยุทธ์ครั้งนี้ ขอเพียงผู้เล่นแสดงความสามารถได้ยอดเยี่ยมในระหว่างการประลองยุทธ์ ก็จะได้รับรางวัลคะแนนสะสมจำนวนมาก หลังจากการแข่งขันจบลง คะแนนสะสมพวกนี้นำไปแลกเป็นค่าตบะหรือไม่ก็อุปกรณ์อาวุธได้โดยตรง ยิ่งทำได้ดี รางวัลก็ยิ่งมหาศาล…

…ส่วนรางวัลสูงสุดของประลองยุทธ์ครั้งนี้ ก็คือป้ายเข้าประตูสำนักลับของตระกูลมู่หรง เมื่อถือป้ายนี้ไป หากเลือกที่จะละทิ้งสำนักเดิม ก็จะกลายเป็นศิษย์ของตระกูลมู่หรงอย่างเป็นทางการ…

…แม้จะไม่อยากละทิ้งสำนักเดิม ก็กลายเป็นแขกขุนนางของตระกูลมู่หรงได้เช่นกัน แม้แขกขุนนางจะไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับศิษย์ของตระกูลมู่หรง แต่ก็รับภารกิจสำนักของตระกูลมู่หรงได้ มีโอกาสได้รับรางวัลวิทยายุทธ์…

…แม้ผู้ที่ได้รับป้ายอาญาสิทธิ์จะไม่อยากเป็นศิษย์ของตระกูลมู่หรง ถึงขั้นเลือกละทิ้งโอกาสในการเป็นแขกขุนนาง จะทำแบบนั้นก็ได้เช่นกัน แล้วตระกูลมู่หรงจะมอบรางวัลที่สอดคล้องกันมาชดเชยให้…

…ไม่ทราบว่าจอมยุทธ์น้อยทั้งสองอยากจะมาร่วมสนุกด้วยกันไหม”

สำนักลับ ตระกูลมู่หรง?

เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว ส่งพิราบสื่อสารหาอินปู้คุยทันที อยากจะถามว่าตระกูลมู่หรงคือสำนักอะไร แต่ระบบกลับแจ้งเตือนว่าอยู่ในฉากพิเศษ ไม่สามารถใช้งานพิราบสื่อสารได้

เมื่อสอบถามข้อมูลวงในจากแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับนิยายไม่ได้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่สนใจแล้วเช่นกัน กอดความคิดว่า ‘ไหนๆ ก็มาแล้ว’ เขาเตรียมจะตอบรับคำเชิญของกงเหย่เฉียน

แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจ้างเย่ว์ที่อยู่ข้างกันจะเอ่ยว่า “เจ้าบ้านกงเหย่ ในฐานะที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประลองยุทธ์ครั้งนี้ ข้าไม่มีสิทธิ์สงสัยในการตัดสินใจของท่าน แต่ผู้เล่นที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้ล้วนผ่านความพยายามในการทำภารกิจมาแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ หากเจ้าบ้านกงเหย่ให้พวกเรากับพวกเขาเข้าร่วมการประลองด้วยกันอย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้ ถือว่าไม่ยุติธรรมกับผู้เล่นที่ทำภารกิจอย่างพวกเรากระมัง”

“เรื่องนี้จัดการง่ายมาก” กงเหย่เฉียนกล่าวอย่างมั่นใจมาก “ตราบใดที่ให้จอมยุทธ์น้อยทั้งสองทดสอบก่อนเข้าร่วมการประลอง เท่านี้ก็ยุติธรรมแล้วไม่ใช่หรือ”

“ทอดสอบอะไรหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม

“ทุกท่านเชิญตามข้ามา”

ขณะที่พูด กงเหย่เฉียนก็นำทุกคนไปยังสนามประลองแห่งหนึ่งในบ้านพัก ตรงกลางสนามมีสังเวียนหลังหนึ่ง มีผู้เล่นจากหลายสำนักจับกลุ่มรวมตัวกันอยู่บริเวณนี้ พวกเขาก็คือผู้เล่นที่เตรียมจะเข้าร่วมประลองยุทธ์ครั้งสุดท้ายตามที่กงเหย่เฉียนกล่าวไว้ตอนแรก

เมื่อมาถึงหน้าสังเวียนกลางสนามประลองยุทธ์ กงเหย่เฉียนก็หันกลับมาบอกกับเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ในเมื่อพวกท่านมีกันสองคน เช่นนั้นข้าก็จะเตรียมการประลองยุทธ์คู่แบบสองต่อสองให้ก็แล้วกัน”

“เพียงแต่การประลองยุทธ์แบบนี้มีกติกาค่อนข้างพิเศษ ไม่เพียงแค่ทดสอบความสามารถในการต่อสู้จริงของผู้เล่นเท่านั้น ยังต้องทดสอบความเข้าใจรวมทั้งสายตาที่พวกท่านมีต่อวิทยายุทธ์ด้วย”

ซานเย่ว์ที่ติดตามอยู่ข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงมาตลอด พอได้ยินดังนั้นก็ถามอย่างสนใจว่า “ฟังดูน่าสนใจมากเลย แล้วรายละเอียดล่ะ จะประลองอย่างไร”

“สองคนจากสองฝ่ายที่ประลองกันจะขึ้นสังเวียนพร้อมกัน หนึ่งในนั้นรับหน้าที่ต่อสู้ประลองยุทธ์ ส่วนอีกคนรับหน้าที่คอยชี้แนะสหายของตัวเองอยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ ชั้นเชิง หรือกระบวนท่าทักษะยุทธ์ก็ได้ทั้งนั้น”

กงเหย่เฉียนอธิบายกติกาการประลองอย่างสบายอารมณ์ “ในระหว่างนั้น ผู้เล่นที่ทำหน้าที่ชี้แนะจะอยู่ในสถานะไร้ศัตรู แต่ก็ไม่อาจลงมือต่อสู้เองได้เช่นกัน ทำได้เพียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมหนึ่งของสังเวียน เคลื่อนไหวไม่ได้ นอกจากส่งเสียงชี้แนะสหายตัวเองแล้ว ก็ทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ทั้งนั้น ส่วนการตัดสินแพ้ชนะ ก็ตัดสินจากการเอาชนะผู้เข้าแข่งขันอีกกลุ่มหนึ่ง”

กติกาของการประลองนี้แปลกมากจริงๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าเป็นการประลองคู่ ไม่สู้บอกว่าประลองเดี่ยวจะเหมาะกว่ากระมัง

เพราะเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผู้ที่รับหน้าที่ชี้แนะจะแสดงบทบาทที่แท้จริงได้จำกัดมาก

“จ้างเย่ว์ การประลองทดสอบจอมยุทธ์น้อยทั้งสองสนามนี้ ขอเชิญให้ท่านลงมือแล้วกัน” หลังจากอธิบายกติกาการประลองจบแล้ว กงเหย่เฉียนก็หันมาพูดกับจ้างเย่ว์ “ส่วนสหายของท่าน ท่านหาเอาเองได้เลย ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอเพียงอีกฝ่ายยินดีจะร่วมสู้เคียงข้างท่านก็พอ”

เมื่อได้ยินดังนั้น จ้างเย่ว์ที่เดิมทีมีสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มเบ่งบานราวกับดอกเก๊กฮวย

เขามองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างลำพองใจแวบหนึ่งก่อน จากนั้นกุมหมัดคารวะกงเหย่เฉียน “คำขอของเจ้าบ้านกงเหย่ น้องชายย่อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว เดี๋ยวข้าจะไปหาสหายสักหน่อย เช่นนั้นก็ขอให้สหายเยี่ยรอข้าสักสองสามนาทีแล้วกัน”

สำหรับคำพูดเหล่านี้ เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าตามสบาย

เยี่ยเว่ยหมิงมองคล้อยหลังจ้างเย่ว์วิ่งส่ายก้นออกจากสนามประลองยุทธ์ แล้วก็ส่งข้อความให้ซานเย่ว์ในช่องทีม “เห็นจ้างเย่ว์นั่นท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม เกรงว่าการประลองครั้งนี้จะไม่ง่ายเสียแล้ว ข้าถึงขั้นสงสัยว่ากงเหย่เฉียนนั่นถูกเขาเก็บค่าความรู้สึกดีไปหมดแล้วหรือเปล่า ถึงได้จงใจเตรียมการประลองที่ไม่ยุติธรรมนี้ขึ้นมา คิดจะออกหน้าช่วยเขา จะข่มเหงพวกเรา”

“เจ้ามองไม่ออกจริงหรือว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน” ซานเย่ว์ถามอย่างสงสัย

“มองไม่ออก” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวเสริมว่า “แต่จากที่ข้าเดานะ เกรงว่าจ้างเย่ว์นั่นจะไปเชิญสหายร่วมทีมที่รับมือยากมาน่ะสิ อีกประเดี๋ยวข้ารับหน้าที่ต่อสู้เอง เจ้าก็แค่นั่งอยู่ตรงนั้น เตรียมดูละครสนุกๆ ได้เลย”

จ้างเย่ว์ไปไว และกลับมาไวเช่นกัน

ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที เขาก็พาสาวน้อยชุดขาวที่หน้าตางดงามล้ำเลิศคนหนึ่งกลับมาที่สนามประลองยุทธ์ด้วย หากตัดสินจากลักษณะการเดินของนาง เหมือนอีกฝ่ายจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีทักษะยุทธ์กระมัง?

เมื่อสาวน้อยชุดขาวปรากฏตัว ก็ดึงดูดเสียงโห่ร้องจากคนรอบสนามทันที

สาเหตุไม่ใช่เพราะอะไร เพียงเพราะสาวน้อยชุดขาวหน้าตางดงามเกินไป!

ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เนื่องจากมีการปรับแต่งความงามได้ จึงแทบจะไม่เห็นผู้เล่นหญิงที่หน้าตาอัปลักษณ์ในเกมเลย ปรับแต่งให้คนหน้าตาพื้นๆ กลายเป็นเทพบุตรและเทพธิดาได้ แต่ไม่มีผู้เล่นคนไหนเคยเห็นสุดยอดสาวงามราวกับนางฟ้าเช่นสาวน้อยชุดขาวมาก่อนเลย

ถึงขนาดว่าแม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเอง ตอนที่เห็นสาวน้อยชุดขาวคนนี้ก็ยังอดมองสองครั้งไม่ได้

ผู้หญิงที่งดงามขนาดนี้ ต่อให้เทียบกับสะพานสวรรค์น้อยและสาวน้อยชุดแดงคนนั้น ก็ต้องให้คะแนนคนนี้เพิ่มสามคะแนน

สตรีที่งดงามเช่นนี้ จะเป็นผู้เล่นที่ไม่มีชื่อเสียงจริงหรือ

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสงสัยอยู่ในใจ กงเหย่เฉียนก็เป็นฝ่ายสาวพูดกับน้อยชุดขาวก่อนว่า “นึกไม่ถึงว่าจ้างเย่ว์จะมีความสามารถถึงขั้นเชิญท่านมาได้ ดูท่าแล้ว หากจอมยุทธ์น้อยสองท่านนี้อยากจะผ่านการทดสอบอย่างราบรื่น ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย”

หึหึ!

ดูท่าทางของตื่นตูมของกงเหย่เฉียนสิ ทำอย่างกับเขาจะคาดคิดไม่ถึงว่าจะเกิดผลลัพธ์อย่างนี้

เชื่อเจ้ากับผีน่ะสิ!

เจ้าหมอนี่ท่าทางเหมือนซื่อสัตย์ใจดี แต่ความจริงเลวมาก!

เห็นได้ชัดว่ากงเหย่เฉียนไม่สนใจความคิดของเยี่ยเว่ยหมิง ทั้งยังประกาศทันทีว่า “เช่นนั้นแม่นางหวัง จ้างเย่ว์ แล้วก็จอมยุทธ์น้อยสองท่านนนี้ ตอนนี้เชิญขึ้นสังเวียน ประลองกันสักหน่อยเถอะ”

บทที่ 99
สำหรับการเตรียมการของกงเหย่เฉียนที่เป็นเหมือนกับดักดวงซวย เยี่ยเว่ยหมิงไม่มีแรงจะบ่นแล้ว

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาขี้คร้านจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขามากขนาดนั้น

ถึงอย่างไรก็แค่เข้าร่วมการประลองที่มีกติกาน่าอาเจียนสนามหนึ่งก็เท่านั้นเอง แพ้ไปก็ไม่มีอะไรเสียหาย คิดเสียว่าเล่นเป็นเพื่อนพวกเขาก็แล้วกัน

เขาเรียกซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกาย แล้วทั้งสองก็ใช้งานท่าร่างทันที กระโดดขึ้นบนสังเวียนพร้อมกัน

ทว่าผ่านไปครู่เดียว เยี่ยเว่ยหมิงก็ค้นพบอย่างจนใจว่า สิ่งที่เขารับรู้เกี่ยวกับค่าสเตตัสของกงเหย่เฉียนยังห่างไกลความจริงอยู่มาก ประเมินระดับของไอ้จอมหักหลังนี่ต่ำเกินไป

ไม่มีการหักหลังที่รุนแรงที่สุด มีแต่การหักหลังที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงมองแม่นางซานเย่ว์ที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรงข้ามกับจ้างเย่ว์กลางสังเวียนแวบหนึ่ง แล้วก็มองเก้าอี้ใต้ก้นที่จองจำเขาไม่ให้เคลื่อนไหวอีก ตอนนี้เขารู้สึกแย่ไปทั้งตัวแล้ว

กติกาการประลองที่เป็นเหมือนกับดักก็ว่าแย่แล้ว อย่าบอกนะว่าแม้กระทั่งรูปแบบการต่อสู้ของตัวเอง ก็ยังเลือกไม่ได้อีก

ขณะที่ในใจกำลังฉุนเฉียว เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบหันกลับมา ตะโกนบอกกงเหย่เฉียนที่อยู่ด้านล่างของสังเวียนว่า “นี่ พวกท่านเข้าใจอะไรผิดหรือไม่! รูปแบบการต่อสู้ของกลุ่มเราไม่ได้เลือกอย่างนี้ ควรจะเป็นข้าที่ทำหน้าที่ขึ้นสังเวียนไปต่อสู้สิ! เป็นข้าที่ต่อสู้!”

ทว่าสิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงตะโกนออกมา กลับเหมือนโคลนที่ไหลลงสู่ทะเล อีกฝ่ายกงเหย่เฉียนสนใจเพียงจ้องเหตุการณ์ในสนาม ราวกับว่าไม่ได้ยินคำประท้วงของเขาเลย

ยังดีที่ตอนนี้เสียงอันอ่อนโยนของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของสังเวียน ช่วยอธิบายสิ่งที่เขาสงสัยแทนกงเหย่เฉียน “จอมยุทธ์น้อยเยี่ยไม่จำเป็นต้องเอะอะโวยวายขนาดนั้นหรอก ตามกติกาการต่อสู้ ไม่ว่าเจ้าจะคัดค้านอย่างไร พี่รองกงเหย่ก็ไม่มีทางตอบกลับได้”

พอหันไปมองก็พบว่าคนที่นั่งตรงมุมเยื้องกับเขาคือแม่นางหวัง ผู้ที่ถูกจ้างเย่ว์เชิญมาด้วยความเคารพ แม้แต่กงเหย่เฉียนก็ยังแสดงท่าทีมีมารยาทต่อนาง

ในเมื่อมีคนตอบคำถาม เยี่ยเว่ยหมิงก็เจอเป้าหมายให้พูดประท้วงทันที “พวกเจ้ากำหนดกติกาการประลองได้พิลึกขนาดนี้ก็ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเราขึ้นสังเวียนแล้ว ก็แสดงว่าพวกเรายอมรับกติกาการประลองนี้แล้ว แต่มาจัดเตรียมรูปแบบการต่อสู้ของพวกเราโดยไม่ได้รับความยินยอมก่อนนี่ ไม่รู้สึกว่าทำเกินไปหน่อยหรือ”

“ทำเกินไปหรือ” แม่นางหวังส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่รู้สึกอย่างนั้นนะ…นอกจากนี้ กติกาการประลองนี้ก็เคยเอ่ยขึ้นที่นี่แล้วด้วย ไม่ใช่หรอกหรือ””เคยเอ่ยขึ้นตอนไหน ทำไมข้าไม่รู้” เยี่ยเว่ยหมิงเดือดดาล

แม่นางหวังได้ยินแล้วถามกลับเหมือนแปลกใจมาก “อย่าบอกนะว่าพี่ใหญ่กงเหย่ไม่เคยบอกเจ้า ว่าสนามนี้เป็นการประลองที่มีการชี้แนะด้วย”

“บอกแล้วน่ะสิ” เยี่ยเว่ยหมิงถามอย่างเคลือบแคลงใจ “เช่นนั้นจะเกี่ยวอะไรกับการแบ่งการต่อสู้ในทีมของพวกเราล่ะ”

“แน่นอนว่าเกี่ยวข้อง” แม่นางหวังกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า “มีเพียงการให้ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ประสบการณ์สูงกว่าคอยประเมินคนที่ด้อยกว่าตัวเอง นั่นถึงจะเรียกว่าชี้แนะ ไม่อย่างนั้นก็จะตรงกันข้าม จะเรียกว่าพูดเหลวไหลไปเรื่อย ใครจะอยากถูกคนประเภทนี้ชี้แนะล่ะ”

แม่นางผู้นี้พูดจามีเหตุผลมาก ไม่น่าเชื่อว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะเถียงกลับไม่ออกสักคำ

ในตอนนี้ จู่ๆ ทั้งสองก็ได้ยินกงเหย่เฉียนประกาศว่าการประลองเริ่มขึ้นแล้ว ในระหว่างการประลองทุกขั้นตอน นี่อาจจะเป็นเสียงเดียวของเจ้าจอมหักหลังที่ดังเข้ามาในสนามได้

เมื่อการประลองเริ่มขึ้น ซานเย่ว์กับจ้างเย่ว์ก็เริ่มลงมือแล้ว ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็มองแม่นางหวังที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างกังวลปราดหนึ่ง ทำให้เขาค้นพบสิ่งที่สุดยอด

[หวังอวี่เยียน]

คุณหนูใหญ่หมู่บ้านภูเขาม่านถัว มีความรู้เรื่องวิทยายุทธ์ในใต้หล้าเป็นอย่างดี

เลเวล: 86

พลังชีวิต: 100/100

กำลังภายใน: 0/0

……

BOSS ใหญ่เลเวล 86 พลังชีวิตมีเพียง 100 แต้ม กำลังภายในยังเป็น 0 ด้วย?

เอ่อ…นี่มันเล่นบ้าอะไรกันแน่!

ขยะกากๆ ที่อาศัยแค่คลื่นหลงเหลือจากการโจมตีก็ทำให้ตายได้แล้ว ทำไมถูกระบบกำหนดให้อยู่ในเลเวลแปดสิบหกเลยล่ะ

อีกทั้ง BOSS ใหญ่เลเวลแบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจ้างเย่ว์จะทำให้ค่าความรู้สึกดีของนางสูงถึงขั้นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาได้ มองออกเลยว่าเจ้าหมอนี่ใช้ความพยายามไปไม่น้อย

แต่ปัญหาก็คือ การชี้แนะของ ‘BOSS ใหญ่’ ประเภทนี้ อย่าบอกนะว่าควบคุมสถานการณ์บนสนามต่อสู้ได้จริง

ความสงสัยนี้ไม่ได้อยู่ในใจเยี่ยเว่ยหมิงนานนัก เนื่องจากหวังอวี่เยียนแสดงจุดที่องอาจห้าวหาญของ BOSS เลเวลแปดสิบหกของนางออกมาแล้ว

ขณะมองจันทร์[1]สองดวงส่องสว่างอยู่กลางสนาม หวังอวี่เยียนก็เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า “แม่นางผู้นี้ใช้ ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ วิทยายุทธ์นี้พบเห็นได้บ่อยในยุทธภพ กระบวนท่าที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือหัตถ์สายฟ้าของเหวินไท่ไหล เจ้าบ้านสี่แห่งพรรคดอกไม้แดง และดูจากระดับความรู้ของแม่นาง ก็เห็นได้ชัดว่าเรียนรู้วิชาฝ่ามือนี้ได้ค่อนข้างดี ต่อจากนี้นางจะโจมตีซี่โครงซ้าย หัวไหล่ ท้องน้อยของเจ้า…”

ตามเสียงชี้แนะของหวังอวี่เยียน จ้างเย่ว์ราวกับมีความสามารถในการรับรู้ล่วงหน้า ลักษณะการโจมตีเปลี่ยนเป็นดุดันขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนซานเย่ว์เมื่อได้ยินคำพูดของหวังอวี่เยียน ในใจก็ตกตะลึงไม่หยุดเช่นกัน เนื่องจากทุกประโยคที่หวังอวี่เยียนพูด ล้วนเป็นกระบวนท่าถัดไปที่นางจะเปลี่ยนใช้ ทั้งยังทายได้แม่นมาก แม่นแบบไม้เว้นสักท่า!

แล้วแบบนี้จะสู้กันอย่างไรได้อีก?

และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้กระบวนท่าของตัวเองแล้วโจมตีกลับ ซานเย่ว์ก็ทำได้เพียงเปลี่ยนกระบวนท่ากลางคัน ทว่าตอนที่นางเพิ่งเปลี่ยนกระบวนท่า ทางฝั่งหวังอวี่เยียนก็พูดถึงกระบวนท่าที่นางจะใช้ออกมาก่อนแล้ว

นี่มันเป็นการเล่นแบบใช้โปรแกรมโกงชัดๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงเองก็อยากใช้เคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนของตัวเองเพื่อเป็นโปรแกรมโกงให้ซานเย่ว์เช่นกัน พอทดลองไปครู่เดียว ไม่น่าเชื่อว่าไท้ซัวเป็นไฉนจะใช้งานได้จริงๆ!

แต่ปัญหาก็คือ ถ้าอยากใช้งานไท้ซัวเป็นไฉนก็ต้องใช้เวลา!

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อเจอโปรแกรมโกงอย่างหวังอวี่เยียน นางหนูนี่จะยืนหยัดได้จนเขาคำนวณเสร็จหรือไม่

ภายใต้การชี้แนะของหวังอวี่เยียน สองคนที่อยู่บนสนามต่อสู้ คนหนึ่งยิ่งเปลี่ยนเป็นโหดขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอีกคนก็ยิ่งกลัวหัวหดขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ที่เดิมทีสองฝ่ายสูสีกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่ง

ผ่านไปเพียงเจ็ดกระบวนท่า ซี่โครงขวาของซานเย่ว์ก็ถูกกรงเล็บเหล็กจ้างเย่ว์ขยุ้มไปแล้วนิดหน่อย ทำให้นางถูกพรากพลังชีวิตไปแล้วห้าร้อยห้าสิบห้าแต้ม!

เจ็บจัง!

โชคดีที่ซานเย่ว์เคยชินกับการไม่ได้เปิดใช้โหมดความรู้สึกเจ็บ ไม่อย่างนั้นความเจ็บปวดที่เกิดจากดาเมจครั้งนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางเสียพลังต่อสู้ไปได้ชั่วขณะหนึ่งเลย

เมื่อโดนโจมตีอย่างแรงไปหนึ่งครั้ง ซานเย่ว์ก็เริ่มโหดแล้วเช่นกัน นางตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมใช้สองฝ่ามือโจมตีอย่างต่อเนื่องทันที ทุกฝ่ามือที่โจมตีมาพร้อมเสียงระเบิดดังแสบหู ถล่มไปยังจุดสำคัญรอบตัวจ้างเย่ว์ไม่หยุด

“นี่คือท่าไม้ตายของ ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ ชื่อว่า ‘แสงทองอัสนีบาต’ ดูเหมือนโหด แต่ความจริงกลับเป็นท่าที่ใช้งานไม่ได้จริง ที่เจ้าต้องป้องกันก็คือ ‘เนตรอัสนีบาต’ ของนาง”

เมื่อเห็นซานเย่ว์ใช้ท่าไม้ตาย หวังอวี่เยียนก็รีบอธิบายอยู่ข้างๆ ว่า “‘เนตรอัสนีบาต’ เป็นท่าไม้ตายที่มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ถ้าอยากจะต้านให้ไหวนั้นไม่ง่าย แต่เจ้าโจมตีกลับได้ ท่านี้มีช่องโหว่ที่อันตรายถึงชีวิต อยู่ตรง…”

“เฮอะ เฮอะ!”

ในระหว่างการต่อสู้ ซานเย่ว์ไม่รอให้หวังอวี่เยียนพูดจบ นางก็ตะโกนออกมาพร้อมถล่มฟาดฝ่ามือไปยังจ้างเย่ว์อย่างต่อเนื่องแล้ว อีกฝ่ายยังตั้งใจฟังคำชี้แนะของหวังอวี่เยียนอย่างจริงจังอยู่เลย จู่ๆ ก็ตกใจเสียงตะโกนของซานเย่ว์ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ซานเย่ว์อยู่ใกล้เขามากกว่า เสียงดังกว่า คำที่สำคัญที่สุดในประโยคนั้นของหวังอวี่เยียนถูกเสียงของซานเย่ว์กลบหมด เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

จากนั้น จ้างเย่ว์ที่พึ่งพาหวังอวี่เยียนจนสูญเสียความสามารถในการพิจารณาสถานการณ์ต่อสู้ของตัวเอง ก็ถูกฝ่ามือของซานเย่ว์โจมตีตรงหน้าผากแล้ว

โดนคริติคอลดาเมจหนึ่งครั้ง ขณะที่ถูกพรากค่าพลังชีวิตไปหกร้อยกว่าแต้ม จ้างเย่ว์ก็สะเทือนจนถอยหลังต่อเนื่องไปหลายก้าวแล้ว

ก่อนหน้านี้ไม่ง่ายเลยกว่าจะสร้างความได้เปรียบขึ้นมาได้ แต่โดนฝ่ามือของซานเย่ว์โจมตีทีเดียวก็พังทลายหมดแล้ว!

เพียงแต่ในใจจ้างเย่ว์กลับไม่หวาดกลัวเลยสักนิด เพราะมีโปรแกรมโกงอย่างหวังอวี่เยียนอยู่ด้วย เขาเชื่อว่าชัยชนะต้องเป็นของตัวเองแน่นอน!

ส่วนหวังอวี่เยียนก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง หลังจากทั้งสองเริ่มลงมือต่อสู้อีกครั้ง นางก็ชี้แนะต่อไปเรื่อยๆ “ท่านี้ของนางใช้ข้อศอกโจมตีเจ้า…”

“ดูขา!”

“นางเปลี่ยนท่าแล้ว ท่านี้…”

“เฮอะเฮอะ! โฮ่ โฮ่! เฮอะเฮอะ! โฮ่โฮ่!…”

“การโจมตีครั้งนี้ของนาง…”

“เก้าชั้นฟ้าสิบชั้นดิน พระโพธิสัตว์กลัวแสงทองอัสนีบาต ฝ่ามือสายฟ้า!”

“นาง…”

“แบร่ๆๆๆๆๆๆ…”

[1] เย่ว์ 月ในชื่อตัวละครทั้งสอง แปลว่า พระจันทร์

บทที่ 100
หวังอวี่เยียนว้าวุ่นใจแล้ว ดูจากสีหน้ามืดครึ้มของนางก็รู้ ว่าตอนนี้ลึกๆ ในใจนางมีพลังงานด้านลบรวมกันอยู่นับไม่ถ้วนแน่นอน

นางมีความรู้ลึกซึ้งหลายแขนง นางงดงามราวกับเทพธิดา นางรอบรู้วิทยายุทธ์ในใต้หล้า…

แต่ซานเย่ว์อาศัยความสามารถอีกอย่างก็สามารถควบคุมนางได้เช่นกัน

อีกฝ่ายเสียงดังอย่างไรล่ะ!

ในฐานะที่เป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่ ถ้าอยากจะให้นางตะโกนเสียงดังเหมือนซานเย่ว์ นางอาจจะไม่ทำเด็ดขาด บางทีหากมีสักวันที่มู่หรงฟู่ญาติผู้พี่ของนางประสบอันตราย นางอาจจะยอมละทิ้งภาพลักษณ์กุลสตรีของตัวเองก็ได้ แต่กับจ้างเย่ว์คนนี้…

หึหึ!

เมื่อซานเย่ว์เริ่มทำตัวจูนิเบียว ฉากการต่อสู้บนสังเวียนก็เปลี่ยนแปลงตามไปมากเช่นกัน

แข่งขันชี้แนะโดยอาศัยความรู้ประสบการณ์และสายตาอันเฉียบคมอยู่ดีๆ ประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนเป็นแช่งว่าใครเสียงดังกว่าแล้ว

ต้องบอกเลยว่า ความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในสมองของนางหนูซานเย่ว์ บางครั้งก็ราวกับมีพรสวรรค์

เมื่อเสียงตะโกนโวยวายของซานเย่ว์ดังขึ้น BUG อย่างหวังอวี่เยียนก็เปลี่ยนเป็นไร้ประโยชน์ทันที หลังจากต่อสู้แลกค่าเลือดกันในสนามไปหนึ่งรอบ ก็เริ่มเข้าสู่สถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายสูสีกันอีกครั้ง

หากซานเย่ว์ฝึกทักษะยุทธ์อื่น แล้วตะโกนโวยวายตอนต่อสู้ ก็จะต้องส่งผลกระทบต่อการโคจรลมปราณแท้แน่นอน ย่อมมีผลกระทบบางอย่างต่อการสู้ไม่มากก็น้อย แต่ ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ ที่นางต่อสู้เดิมทีก็ให้ความสำคัญกับการสร้างอานุภาพขู่ขวัญไว้ก่อนอยู่แล้ว ปกติเวลาต่อสู้ก็มักจะใช้ฝ่ามืออันน่าสะพรึงพร้อมเสียงตะโกนประกอบด้วย ทำให้เกิดผลลัพธ์ตบตาให้สับสนและลงมือตอนอีกฝ่ายเผลอได้ดีที่สุด

ดังนั้นการตะโกนโวยวายเสียงดังเช่นนี้ นอกจากจะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อนางแล้ว กลับรบกวนความสามารถในการตัดสินของฝ่ายตรงข้ามได้ในระดับหนึ่งด้วยซ้ำ

หากต่อสู้กันอย่างนี้ต่อไป คนที่เสียเปรียบต้องไม่ใช่ซานเย่ว์แน่นอน

และหากดูจากฝีมือของทั้งสองคน บทสรุปการแพ้ชนะคงจะเป็นครึ่งต่อครึ่ง?

ทางฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะวางใจ ความเร็วในการคำนวณเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เหมือนทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี ทว่าผ่านไปครู่เดียว เสียงของซานเย่ว์ในสนามก็เงียบลงกะทันหัน

พอเงยหน้ามอง กลับเห็นซานเย่ว์ยังคงโบกฝ่ามือโจมตีอย่างดุดัน มองจากรูปปากก็รู้ว่านางยังตะโกนโวยวายอยู่ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงนางเลยสักนิด

บนสังเวียนราวกับถูกกดปุ่มตั้งค่าโหมดเงียบเสียงในฉับพลัน

เงียบจนน่ากลัว!

ในตอนนี้ กลับได้ยินหวังอวี่เยียนกล่าวอย่างเนิบนาบว่า “ตามกติกาการประลอง เดิมทีไม่อาจขัดขวางไม่ให้ผู้เข้าร่วมประลองพูดได้ แต่เจ้าจงใจก่อกวนการชี้แนะของข้า ทำลายความตั้งใจเดิมของการประลองในครั้งนี้ ข้ามีสิทธิ์ที่จะระงับเสียงของเจ้าชั่วคราว”

เมื่อซานเย่ว์ได้ยินดังนั้น ก็ทำได้เพียงล้มเลิกการตะโกนอันไร้ประโยชน์นี้ แล้วถลึงตาจ้งหวังอวี่เยียนที่นั่งอยู่ในมุมอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง

พวกสุนัขวางอำนาจอะไรนั่นน่ารังเกียจที่สุดแล้ว!

สำหรับสายตาอันโกรธเกรี้ยวของซานเย่ว์ บนใบหน้าหวังอวี่เยียนกลับเผยรอยยิ้มบางๆ จากนั้นชี้แนะจ้างเย่ว์ว่า “ต่อไปนางจะ…”

จากนั้น…

“สามเจ็ดยี่สิบเอ็ด ห้าเจ็ดสามสิบห้า…”

ทั้งสองประมือกันมานานขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มเอ่ยปากชี้แนะแล้วเช่นกัน อีกทั้งเสียงของเขาก็เหมือนจะดังกว่าเสียงของซานเย่ว์หลายส่วนด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเสียงเบาๆ ของหวังอวี่เยียนจะเทียบติด

ดังนั้นแล้ว เสียงของแม่นางหวังจึงถูกกลบอีกครั้ง

หากจะใช้เคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนช่วยคำนวณกระบวนท่าในการรับมือศัตรูให้ซานเย่ว์ ก็ยากกว่าตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงคำนวณตอนตัวเองต่อสู้เสียอีก

อีกทั้งเงื่อนไขพิเศษของสังเวียนนี้ เขาทำได้เพียงคำนวณโดยใช้มุมมองของผู้รับชมเท่านั้น ในระหว่างนั้น เอฟเฟ็กต์เสริมของเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนอย่างการเย้ยหยันและข่มขู่ก็ใช้งานไม่ได้ด้วย

เดิมที ตอนที่เขานึกว่าการต่อสู้สนามนี้จะต้องอาศัยให้ซานเย่ว์ประคับประคองการต่อสู้จนกว่าเขาจะคำนวณได้ผลลัพธ์

แต่กลับคาดคิดไม่ถึงว่าจะหักมุม สุดท้ายก็ยังต้องอาศัยให้คนที่นั่งชี้แนะอยู่ข้างสนามอย่างเขาพลิกสถานการณ์กลับมา และวิธีการที่ใช้ก็แทบจะเป็นวิธีการที่ไร้สาระ…

ยามเผชิญกับเสียงตะโกนดังของเยี่ยเว่ยหมิง หวังอวี่เยียนก็นับว่าหมดหนทางโดยสิ้นเชิงแล้วเช่นกัน

แม้จะเป็น NPC ระดับสูงที่มีอำนาจคุมการแข่งขัน ทำให้นางมีสิทธิ์แก้ไขกติกาการประลองในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้สองเงื่อนไขดังนี้

ข้อหนึ่งก็คือ นางจะต้องมีเหตุผลในการแก้ไขกติกา

ก็เหมือนกับที่ซานเย่ว์ตะโกนเสียงดังก่อนหน้านี้ เป็นการจงใจทำลายการชี้แนะของนางจริงๆ

ข้อสองก็คือ ต้องรักษาความยุติธรรมในการประลอง

ก็เหมือนกับที่นางระงับเสียงของซานเย่ว์ ทำให้จ้างเย่ว์ที่เป็นคู่ต่อสู้ของซานเย่ว์ก็ส่งเสียงไม่ได้เช่นกัน หากดึงดันจะระงับเสียงของเยี่ยเว่ยหมิงให้ได้ เช่นนั้นเมื่ออยู่ในเงื่อนไขที่ต้องรักษาความยุติธรรม นางก็จะถูกระงับเสียงด้วยเช่นกัน

ดังนั้น…

หวังอวี่เยียนก็ทำได้เพียงเลิกดิ้นรนแล้ว

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้หยุดเพียงเพราะหวังอวี่เยียนล้มเลิกความคิดนั้น ยังคงท่องสูตรคูณแม่เก้าต่อไปด้วยเสียงดังฟังชัด

หวังอวี่เยียนมองไปทางเขาอย่างสงสัยปราดหนึ่ง เมื่อเห็นมือซ้ายของเขากำลังงอนิ้วคำนวณก็ตกใจทันที รีบเตือนว่า “ระวัง เขาใช้เคล็ดจิตไท้ซัว…ช่างเถอะ…”

ช่วยไม่ได้ ในขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงตะโกนเสียงดัง เสียงของนางไปไม่ถึงจ้างเย่ว์ที่กำลังต่อสู้เลย

หลังจากนั้นหนึ่งนาที ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็หยุดท่องสูตรคูณแล้ว เขาเอ่ยชี้แนะประโยคแรกให้ซานเย่ว์ฟังว่า “โจมตีจุดซานจงเสว์ตรงกลางอกของเขา!”

ซานเย่ว์ย่อมเชื่อใจเยี่ยเว่ยหมิงที่สุดอยู่แล้ว เมื่อเขาพูดจบ มือขาวเรียวของนางก็โจมตีไปยังจุดเลือดลมแล้ว ลอดผ่านเงากรงเล็บที่ขวักไขว่ของจ้างเย่ว์ไปราวกับไม่มีตัวตน ประทับรอยบนจุดเลือดลมใหญ่อย่างจุดซานจงเสว์กลางหน้าอกแบบเน้นๆ

“โอ๊ย!”

-1147!

จุดซานจงเสว์เป็นหนึ่งในจุดที่อันตรายถึงชีวิตของร่างกายมนุษย์ ทั้งยังเป็นแกนกลางในการโคจรเลือดลม เมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรงกะทันหัน ก็ทำให้เกิดผลคริติคอลดาเมจโดยตรง แม้แต่กำลังภายในที่เขาเพิ่งจะโคจรเสร็จ ก็ถูกฝ่ามือของซานเย่ว์ตบกระจายไปแล้วเช่นกัน

เมื่อปราณแท้แตกซ่าน ย่อมรวมพลังอย่างรวดเร็วไม่ได้ การตอบสนองก็ย่อมช้าลงตามไปด้วยเช่นกัน

จ้างเย่ว์อยากจะรวบรวมปราณแท้ใหม่อีกครั้ง แต่มีหรือที่ซานเย่ว์จะให้โอกาสเขาอีก

หลังจากโจมตีสำเร็จไปครั้งหนึ่ง นางหนูนี่ก็ใช้ทั้งมือทั้งเท้า พายุอัสนี อัสนีบาตคำราม เคราะห์อัสนี…

ท่าไม้ตายต่างๆ ของฝ่ามืออัสนีบาตทักทายบนตัวจ้างเย่ว์รัวๆ ราวกับเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ เพียงชั่วพริบตาเดียว ก็ทำให้ยอดฝีมือพรรคอินทรีฟ้าคนนี้ถูกสำเร็จโทษคาที่ โดนตบจนกลายเป็นแสงสีขาวไปแล้ว

การประลองจบลง ผู้เล่นสามคนและ NPC หนึ่งคนถูกส่งลงจากสังเวียนพร้อมกัน หวังอวี่เยียนเพียงมองพวกเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาราบเรียบปราดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอำลากงเหย่เฉียนแล้วหันตัวเดินออกจากสนามประลองยุทธ์ไป

ส่วนกงเหย่เฉียนก็เข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นมาก กล่าวพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับทั้งสองท่านที่ผ่านการทดสอบ งานประลองยุทธ์ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มแล้ว ทั้งสองเตรียมตัวก่อนได้ ถึงตอนนั้นจะได้แสดงความสามารถให้ดี”

เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่ยอมปล่อยเขาไปอย่างนี้อยู่แล้ว ถามเขาถึงกติกาและวิธีการโดยละเอียดของงานประลองยุทธ์นั่นทันที แต่กงเหย่เฉียนกลับยิ้มโดยไม่ตอบอะไร

ตอนนี้ เสียงแจ้งเตือนของระบบกลับดังขึ้นข้างหูทั้งสองพร้อมกัน

[ติ๊ง! ยินดีด้วย คุณได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลองคัดเลือกในงานประลองยุทธ์ตระกูลมู่หรง การประลองคัดเลือกกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกสิบนาที ถึงตอนนั้นผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมประลองจะถูกส่งไปยังแผนที่ภารกิจที่กำหนด ส่วนกติกาโดยละเอียดจะประกาศในแผนที่ประลอง]

ดูท่าแล้ว การประลองยุทธ์สนามนี้จะเป็นโหมดตะลุมบอนอันแสนวุ่นวาย?

แต่คิดไปคิดมาก็ว่าใช่

หากให้ผู้เล่นสามร้อยกว่าคนมาสู้กันตัวต่อตัวบนสังเวียนทีละคู่ แล้วแบบนั้นจะสู้กันไปถึงเมื่อไรล่ะ

ดังนั้นจึงใช้โหมดตะลุมบอนเสียเลย ประหยัดเวลาและประหยัดแรงกว่า

ทั้งยังได้รับประโยชน์เร็วกว่า แบบนี้ก็เตรียมฟินเลยสิ