ในช่องทีม
หนิวจื้อชุน [สถานการณ์ต่อสู้ข้างนอกเป็นอย่างไร]
[$%@^%&^%!@#%…] เยี่ยเว่ยหมิง
หนิวจื้อชุน [อิหยังวะ (¬_¬)]
เยี่ยเว่ยหมิง [เละเทะ อธิบายไม่ถูก]
หนิวจื้อชุน [แม่งอธิบายได้เป็นรูปธรรมจริงๆ!]
……
ความจริงก็เป็นอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงบอก วุ่นวายจนน่ากลัว
ในบรรดาคนกลุ่มนั้น หากรวมทีมเล็กของของจ้างเย่ว์ด้วย ก็มีทีมเล็กที่แน่นอนอยู่สองทีม แต่พวกเขาก็กลายเป็นเป้าหมายโจมตีหลักของคนอื่นแล้วเช่นกัน นอกจากอาศัยร่วมมือกันเพื่อปกป้องตัวเอง ก็ไม่มีจุดแข็งอย่างอื่นที่มากกว่านี้อีกแล้ว
สนามต่อสู้ตอนนี้เป็นการตะลุมบอนที่ไม่มีลำดับขั้นตอนแม้แต่น้อย สถานการณ์ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้อันชุลมุนที่พวกเขาเห็นตอนอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้
ทุกคนล้วนเป็นผู้ล่า ทุกคนล้วนเป็นเหยื่อ! มีผู้เล่นถูกโจมตีจนกลายเป็นแสงสีขาวอยู่เป็นระยะ
และเมื่ออยู่ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ หลังจากมีคนอาศัยประโยชน์จากมนุษย์กลทองแดงมาฆ่าศัตรู เหตุการณ์ก็เปลี่ยนเป็นดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ
ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที ผู้เล่นเกือบสี่สิบคนที่พุ่งมาถึงที่นี่ก็เหลือเพียงสิบสามคนแล้ว ด้วยคำชี้แนะของใครบางคนในนั้น สุดท้ายพวกเขาก็เลือกที่จะวางมือ
“แทนที่ทุกคนจะมาสู้กันเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ ไม่สู้ฆ่ามนุษย์กลทองแดงตัวนี้ให้ตายก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
ตอนนี้การตะลุมบอนหยุดแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังป้องกันการลอบจู่โจมจากคนอื่น ก็ล็อกเป้าหมายโจมตีมาที่มนุษย์กลทองแดงแล้ว
และสิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงนึกเสียใจทีหลังก็คือ สมาชิกห้าคนในทีมเล็กของจ้างเย่ว์ กลับมีเพียงสองคนที่ถูกคัดออกจากศึกตะลุมบอนก่อนหน้านี้ ยังคงรักษากำลังรบไว้ได้เกินครึ่ง
หลังจากได้เห็นเยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์สถานการณ์ในช่องทีม หนิวจื้อชุนก็อดถามอย่างร้อนใจไม่ได้ [พวกเราต้องออกไปตอนนี้ไหม ไปร่วมสังหารมนุษย์กลทองแดงพร้อมกับพวกเขา]
[หากพวกเราออกไปตอนนี้ ก็จะกลายเป็นเป้าหมายโจมตีของส่วนรวมทันที เจ้าเชื่อไหมล่ะ] เยี่ยเว่ยหมิงถาม
[ก็ได้…ข้าเชื่อ] หนิวจื้อชุนกล่าว
เห็นได้ชัดว่าหนิวจื้อชุนเป็นพวกตีเนียนเก่งแบบช่ำชองมาก ตอนแรกเพียงเพราะร้อนใจถึงได้เสนอความคิดอย่างนั้น แต่พอเยี่ยเว่ยหมิงเตือน ก็เข้าใจกุญแจสำคัญที่อยู่ในนั้นทันที จึงไม่เอ่ยถึงเรื่องที่จะออกไปประสมโรงอีก
ส่วนซานเย่ว์น่ะหรือ
ความรู้ประสบการณ์ของนางไม่มากพอจริงๆ แต่ถึงอย่างไรนางก็เชื่อฟังเขา!
ขอเพียงเป็นตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ด้วย ไม่ว่านางจะประสบพบเจอเรื่องอะไร ก็ขี้คร้านจะไปครุ่นคิดพิจารณาเองอยู่แล้ว
เชื่อฟังอาหมิงไม่มีผิดพลาดแน่นอน!
เมื่อไม่มีพวกเยี่ยเว่ยหมิงไปเข้าร่วม การต่อสู้ขนาดใหญ่ข้างล่างก็ยังค่อนข้างราบรื่น
ถึงแม้ในการต่อสู้จะมีคนโชคร้ายสามคนที่ความสามารถไม่ถึงและทักษะไม่ได้เรื่องถูกมือใหญ่ของมนุษย์กลทองแดงตบตาย แต่มนุษย์กลทองแดงก็ถูกกลุ่มคนล้อมโจมตีจนกลายเป็นเศษเหล็กผุพังกองหนึ่งแล้ว
จากนั้น คนกลุ่มนี้ก็เริ่มมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ต่างคนต่างเดาว่าป้ายอาญาสิทธิ์จะไปตกอยู่ในมือใคร
แล้วเหตุการณ์ถัดไปก็คือ เกิดศึกตะลุมบอนรอบใหม่อีกแล้ว
ในช่องทีม
เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างหนักแน่นมากว่า [ป้ายอาญาสิทธิ์นั่นอยู่ในมือจ้างเย่ว์]
หนิวจื้อชุน [เจ้าแน่ใจนะ]
[แน่นอน!]
เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างเอาจริงเอาจัง [ตอนนี้ข้างล่างกำลังต่างคนต่างต่อสู้ มีเพียงพวกเขาสามคนที่อยู่เป็นทีม ย่อมมีโอกาสได้ไอเทมดรอปจากมอนสเตอร์มากกว่าอยู่แล้ว]
[นอกจากนี้ คนพวกนั้นล้วนกำลังจับตาดูปฏิกิริยาของคนอื่น มีเพียงเจ้าหมอนี่ที่กำลังหาโอกาสถอย หลังจากเริ่มต่อสู้อีกครั้ง เขาก็ออกจากใจกลางสนามต่อสู้ทันที]
[ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหมอนั่นกำลังมาทางนี้ น่าสนใจอยู่นะ!]
[น่าสนใจบ้าอะไรล่ะ!] ตอนนี้หนิวจื้อชุนไม่ได้โลกสวย [เส้นทางนี้กับทางออกสวนกับทิศทางลม แถมลมยังแรงมากด้วย ต่อให้พวกเราลอบจู่โจมเขาตรงนี้ ตอนที่ต้านลมพวกเราก็ไม่มีทางหนีให้เร็วได้เลย พวกคนข้างหลังต้องตามทันแน่นอน ให้เขาขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด เดี๋ยวข้าจะลงไปสังหารเขาเอง!]
ตอนที่ปากบ่นอย่างนั้น หนิวจื้อชุนก็ก้าวออกมาข้างหน้า มาถึงข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
ขณะมองจ้างเย่ว์กระโดดพุ่งขึ้นมาบนทางลับที่พวกเขาอยู่ เจ้าหมอนี่ก็ยกปลายเท้าที่ใหญ่กว่าคนข้างกายสองเบอร์ขึ้นมา แล้วเหยียบหน้าของจ้างเย่ว์ที่ไม่ทันได้ระวังตัวเสียเลย
พลั่ก!
-164!
เมื่อไม่มีโบนัสโจมตีจากอุปกรณ์กับกระบวนท่าของทักษะยุทธ์ หนิวจื้อชุนดูเหมือนเตะแรง แต่กลับสร้างดาเมจได้ไม่สูง
พอถูกเขาเหยียบ จ้างเย่ว์ก็สูญเสียการทรงตัวทันที เงยหน้ามองฟ้าขณะล้มลงพื้นด้วยท่า ‘คางคกทองก้นจ้ำเบ้า’
ตุ้บ!
จ้างเย่ว์หลังกระแทกพื้นอย่างสง่างาม ดึงดูดสายตาของคนได้ไม่น้อย
ส่วนหนิวจื้อชุนที่เปิดเผยตัวแล้วก็ไม่หลบซ่อนอีก ถือโอกาสก้าวออกมา กระบี่ยาวในมือวาดแสงจันทร์แนวหนึ่งกลางอากาศ ฟันเฉียงลงมาทางจ้างเย่ว์ที่ล้มขาชี้ฟ้าอยู่บนพื้น ใช้ท่า ‘หน้าบุปผาใต้แสงจันทร์’ ของ’เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’
ขณะที่ลงมือ ผู้เล่นต่ำช้าคนนี้ก็ยังไม่ลืมตะโกนว่า “เจ้าหมอนี่คิดจะหนี ป้ายอาญาสิทธิ์ต้องอยู่ที่ตัวเขาแน่นอน!”
ตอนต่อสู้กัน ความสามารถของจ้างเย่ว์สูสีกับซานเย่ว์ นับว่าเป็นยอดฝีมือที่มีอยู่น้อยในหมู่ผู้เล่น ก่อนหน้านี้ถูกถีบโดยไม่คาดคิดก็เสียหน้ามากพอแล้ว ตอนนี้เริ่มป้องกันตัว ย่อมไม่ถูกหนิวจื้อชุนทำร้ายได้ง่ายๆ อีก เห็นเพียงสองมือสองเท้าของเขาขยุ้มพื้นพร้อมกัน ร่างกายพุ่งไปข้างหลังหลายเมตรราวกับเป็นงูเทพในชั่วพริบตาเดียว หลบกระบี่ของหนิวจื้อชุนอย่างสะบักสะบอม
ส่วนเพื่อนร่วมทีมสองคนของเขาก็พุ่งไปข้างหน้าทันที ไปสกัดการโจมตีอันต่อเนื่องของหนิวจื้อชุนแทนเขา ทำให้เขาไม่ถึงขั้นถูกหนิวจื้อชุนไล่ตามโจมตีจนลุกขึ้นไม่ไหว
ทว่าทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย!
แม้หนิวจื้อชุนจะถูกขวางไว้ แต่คนอื่นก็รู้อยู่ดีว่าป้ายอาญาสิทธิ์อยู่บนตัวจ้างเย่ว์
ในการต่อสู้แย่งชิงของล้ำค่าเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครเกรงใจเขาอยู่แล้ว อาวุธลับดาบกระบี่ชนิดต่างๆ เข้าไปทักทายบนตัวจ้างเย่ว์ที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
น่าสงสารจ้างเย่ว์ที่ยังไม่ทันลุกขึ้นยืนก็ถูกล้อมโจมตีจากคนจำนวนมากแล้ว หลังจากดันทุรังสู้อยู่สองกระบวนท่า ก็ถูกโจมตีจนกลายเป็นแสงขาวทันที ต้องออกจากดันเจี้ยนที่ราบพายุทรายนี้ไปอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อมีเสียง ติ๊ง! ดังขึ้น ป้ายอาญาสิทธิ์สีเขียวแผ่นหนึ่งก็ตกลงบนพื้น แล้วถูกหนึ่งหนึ่งในผู้เล่นเก็บไว้ทันที
ในตอนนี้ เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งของจ้างเย่ว์พลันชี้หนิวจื้อชุนพร้อมตะโกนเสียงดัง “ข้ารู้จักเจ้าหมอนี่ เขาคือหนิวจื้อชุนแห่งสำนักฉวนเจิน ความสามารถแข็งแกร่งมาก”
เพียงชั่วพบหน้ากัน หนิวจื้อชุนก็ถูกเปิดโปงตัวตนแล้ว!
นี่คือสิ่งที่ทำให้เขากลุ้มใจมาก แต่เขาก็คุ้นชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติแล้วเช่นกัน เป็นเพราะใบหน้าที่ดุร้ายน่ากลัวของเขาทำให้แยกแยะง่ายเกินไป
เมื่อป้ายอาญาสิทธิ์มาอยู่ตรงหน้า ก็ย่อมไม่มีใครสนใจแล้วว่านักพรตเต๋าอ้วนคนนี้เป็นใคร ทุกคนเริ่มโจมตีเจ้าคนดวงซวยที่ถือป้ายอาญาสิทธิ์คนนั้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ในจำนวนนั้นยังรวมหนิวจื้อชุนกับสหายสองคนของจ้างเย่ว์ด้วย
ป้ายอาญาสิทธิ์เป็นของผู้มีความสามารถเท่านั้น!
นี่ไม่ใช่บุญคุณความแค้นส่วนตัว!
ในทางลับบนช่องลม ซานเย่ว์พึมพำเสียงต่ำ “เจ้าหนิวจื้อชุนนั่นเป็นสายบุกจริงๆ”
“เพราะเขาฉลาดมากพออย่างไรล่ะ” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเสียงเรียบ “เป็นเพราะการประลองบนสังเวียนก่อนหน้านี้ ใครก็มองออกว่าพวกเราสองคนมาด้วยกัน ตอนนี้ถ้าพวกเขาเห็นข้าก็จะนึกถึงเจ้าทันที ในทางกลับกัน ถ้าเขาเอาตัวเองเข้าไปรวมกับพวกที่แย่งสมบัติกัน ก็มีโอกาสมากกว่าที่จะไม่กลายเป็นเป้าหมาย”
เขาบอกอีกว่า “แล้วอีกอย่างนะ พอเป็นอย่างนี้ เขาก็ยิ่งมีโอกาสได้ป้ายอาญาสิทธิ์มากขึ้นด้วยไม่ใช่หรือ”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี”
“ดูสถานการณ์ไปก่อน…เชี่ย ผลประโยชน์ที่คาดไม่ถึง!”
ที่แท้ ตอนที่ข้างล่างกำลังต่อสู้กัน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้เล่นที่ถือดาบคนหนึ่งถอยออกมาด้านข้างอย่างเงียบเชียบ ตอนนี้กำลังเดินเข้ามาทางพวกเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
จากนั้น เจ้าหมอนี่เอาเยี่ยงอย่างจ้างเย่ว์ พุ่งตัวขึ้นมาข้างบน กระโดดขึ้นมาบนทางลับโดยตรง มาอยู่ตรงข้ามเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์พอดี
เห็นได้ชัดว่าผู้เล่นที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ คนนี้ไม่ทันระวังว่าตรงทางลับมีคนอื่นนอกจากหนิวจื้อชุน หลังจากอึ้งไปชั่วขณะ ก็โบกดาบฟันไปทางซานเย่ว์
ซานเย่ว์รีบเบี่ยงตัวหลบ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่อีกด้านก็ส่งกระบี่ชิงจู๋ออกมา แทงบนคอหอยของเจ้าหมอนี่โดยตรง
บทที่ 107
เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะเก็บป้ายอาญาสิทธิ์หนึ่งแผ่นตรงปากทางลับได้โดยไม่ต้องลงทุนอะไร ตอนนี้การต่อสู้ข้างล่างใกล้จะจบลงแล้ว
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ไม่ได้จงใจซ่อนตัวอีกต่อไป จากตอนแรกที่แอบปูเสื่อรอเผือก ตอนนี้กลายเป็นปูเสื่อรอเผือกอย่างสง่าผ่าเผยแล้ว
อย่างไรเสียตอนนี้มนุษย์กลทองแดงก็ตายแล้ว ป้ายอาญาสิทธิ์ก็อยู่ตรงหน้า ต่อให้เจ้าคนพวกนี้รู้อยู่แจ่มแจ้งว่ามีนกขมิ้น[1]อยู่ข้างหลัง แต่ก็ต้องชิงของสิ่งนี้มาไว้ในมือก่อนแล้วค่อยว่ากัน
และสำหรับเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ การปูเสื่อรอเผือกครั้งนี้ก็สนุกมากจริงๆ
ลำพังแค่พฤติกรรมก่อกวนของคนหน้าเนื้อใจเสืออย่างหนิวจื้อชุนอย่างเดียว ก็ยกระดับการรับชมของศึกตะลุมบอนครั้งนี้ให้สูงขึ้นหลายระดับแล้ว
ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่อยากจะอวดวิชาตัวเบาต่อหน้าเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์หลายต่อหลายครั้ง แต่วิชาตัวเบาของเขาก็ยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งยังเหนือกว่าวิชาตัวเบาของเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ด้วย
สาเหตุที่ทั้งสองเมินเขาทุกครั้งที่ถามคำถามนี้ ก็เพราะไม่อยากให้โอกาสเขาลำพองใจจนลืมตัวก็เท่านั้นเอง
ทว่าคนที่มีวิชาตัวเบาไม่ธรรมดาอย่างเขา ตอนนี้กลับแสดงออกอย่างงุ่มง่ามไร้ที่เปรียบ ทุกครั้งเวลาที่คนชิงได้ป้ายอาญาสิทธิ์ถูกล้อมโจมตี การตอบสนองของเขาก็จะช้ากว่าคนอื่นเล็กน้อย ทุกครั้งจะรอให้คนอื่นชิงป้ายอาญาสิทธิ์ไปก่อน จากนั้นถึงค่อยร่วมมือกับคนอื่นโจมตีสังหารคนนั้น
จากนั้นก็มีชิงป้ายอาญาสิทธิ์อีกครั้ง แล้วก็ตอบสนองช้าอีก…
แผนการของเขาโจ่งแจ้งมาก แม้แต่คนไร้เดียงสาอย่างซานเย่ว์ก็ยังทนมองต่อไปไม่ไหว “เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่ไม่อยากกลายเป็นเป้าโจมตี ก็เลยจงใจไม่ชิงป้ายอาญาสิทธิ์ แล้วก็ใช้วิธีการนี้อีกเรื่อยๆ รุกกัดกินคู่ต่อสู้ทีละคน”
“จะว่าไปแล้วการกระทำของเขาก็ชัดเจนมาก คนกลุ่มนั้นมองไม่ออกจริงหรือ”
“บางทีอาจจะมองไม่ออกจริงๆ” เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายอย่างใจเย็น “ตราบใดที่มีป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตู ก็จะกราบอาจารย์เข้าสำนักลับของตระกูลมู่หรงได้ เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรหรอก แต่พลังทำลายล้างที่แท้จริงคืออะไรรู้ไหม ตระกูลมู่หรงไม่ได้เรียกร้องให้ผู้เล่นทรยศออกจากสำนักเสมอไป แต่ใช้ฐานะของศิษย์สำนักอื่นมาเป็นแขกขุนนางของตระกูลมู่หรงได้…
…แขกขุนนางแม้จะไม่ได้รับสวัสดิการเหมือนศิษย์ในสำนัก แต่กลับมีโอกาสรับภารกิจสำนัก เรียนวิทยายุทธ์ประจำสำนักของตระกูลมู่หรง สำหรับพวกผู้เล่นแล้ว สิ่งนี้มีแรงดึงดูดมากที่สุด!…
…ถึงขั้นว่าถ้าทิ้งฐานะแขกขุนนาง ก็จะได้รับรางวัลภารกิจที่ใช้งานได้ครั้งเดียวเช่นกัน แม้มองเผินๆ เหมือนผลประโยชน์ไม่เยอะเท่าฐานะแขกขุนนาง แต่ก็ทำให้ยกระดับความสามารถของตัวเองได้เร็วขึ้น สิ่งนี้ก็มีแรงดึงดูดไม่น้อยเหมือนกัน…
…มีผลประโยชน์มหาศาลขนาดนี้มาอยู่ตรงหน้า จะมีสักกี่คนที่ยังเอาสายตาไปมองอย่างอื่นอีก”
ซานเย่ว์ได้ฟังแล้วพยักหน้าอย่างจนปัญญา แต่ในใจกลับแอบคิดว่า หากไม่ใช่เพราะกำลังปฏิบัติภารกิจกับอาหมิง ตัวเองจะเหมือนคนปัญญาอ่อนพวกนั้นที่ตัวเองกำลังดูถูกอยู่หรือเปล่า จะไปแย่งชิงป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูโดยไม่สนใจอะไรอย่างนั้นหรือเปล่า
ตอนนี้กลับได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดต่อว่า “พูดในกรณีที่แย่ที่สุด ต่อให้มีคนมองแผนการของเขาออกแล้วอย่างไรล่ะ…
…ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูตกอยู่ข้างเท้า จะเก็บหรือไม่เก็บ?…
…อย่าลืมนะว่านี่เป็นเพียงดันเจี้ยนภารกิจหนึ่งเท่านั้น บทลงโทษของการตายก็แค่เสียป้ายอาญาสิทธิ์กับเสียคะแนนสะสมของตัวเอง ชนะแล้วได้รับผลประโยชน์มหาศาลมาก แพ้แล้วไม่ได้เสียหายอะไรเท่าไร เมื่ออยู่ในสถานการณ์นี้ ใครจะทิ้งโอกาสรวยที่มาอยู่ตรงหน้าล่ะ…
…ตอนนี้การต่อสู้ดำเนินไปนานพอสมควร พวกเราก็ควรลงมือแล้วเช่นกัน” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็กระโดดลงมาจากทางลับตรงช่องลมแล้ว เขาเดินเข้าไปใกล้สนามรบอย่างเงียบเชียบ
บนสนามรบ หนิวจื้อชุนยังคงแสดงละครของพวกเขาต่อไป
“ป้ายอาญาสิทธิ์อยู่บนตัวเขา ฆ่าเขาซะ!”
“บัดซบ! เจ้าปัญญาอ่อนนี่บังอาจมาแย่งป้ายอาญาสิทธิ์ของข้า คอยดูเถอะว่าข้าจะสังหารเจ้าอย่างไร!”
“เจ้าชั้นต่ำ บังอาจมาแย่งของของข้า ดูกระบี่ให้ดีนะ!”
แกร๊ง!
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า คนยังมีพลั้งมือ ม้ายังมีพลั้งเท้า
เมื่อเห็นว่าในสนามต่อสู้อันวุ่นวายสู้กันจนจากสิบกว่าคนเหลือห้าคน หนิวจื้อชุนวางแผนว่าถ้าฆ่าตายอีกสองคน เขาก็จะลงมือชิงป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นนั้นมาไว้ในมือเสียเลย เพราะถึงแม้อีกสามคนที่เหลือจะร่วมมือกัน เขาก็รับมือได้สบายๆ อยู่ดี
ทว่ากลับคาดคิดไม่ถึงว่ากระบี่ที่โจมตีออกไปอย่างแน่วแน่ของเขา จะถูกเจ้าคนที่อยู่ตรงหน้าใช้ดาบสกัดไว้ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ!
เป็นอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นคนไหน ก็ล้วนมีทางหนีทีไล่ของตัวเอง
ตอนนี้เหตุการณ์อยู่เหนือความคาดหมายของหนิวจื้อชุนโดยสิ้นเชิง กระทั่งตอนที่เขานึกได้ว่าต้องไปโจมตีแย่งชิงต่อ กลับได้ยินเสียง ฉึก! แล้วก็เห็นปลายกระบี่สีเขียวครึ่งหนึ่งโผล่ออกจากหัวใจของผู้เล่นคนนี้
-2232!
ตัวเลขโจมตีคริติคอลแวบขึ้นมา ผู้เล่นที่มีแผนสำรองคนนี้ถูกโจมตีกลายเป็นแสงขาวทันที หลังจากทิ้งป้ายอาญาสิทธิ์ไว้ ก็ไปรายงานตัวที่จุดฟื้นชีพนอกดันเจี้ยนแล้ว
หลังจากใช้กระบี่แทงผู้เล่นที่นึกว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้นตายไป เยี่ยเว่ยหมิงก็สะบัดกระบี่ชิงจู๋ในมือ เหมือนสะบัดเลือดสดที่ไม่มีอยู่จริงบนคมกระบี่ออก ท่วงท่าสง่างามที่สุด พร้อมกล่าวอย่างเท่ๆ ว่า “บังอาจมาโจมตีสหายร่วมทีมของข้า รนหาที่ตายจริงๆ!”
“พวกเขาเป็นพวกเดี๋ยวกัน ฆ่าพวกเขาก่อนแล้วค่อยชิงป้ายอาญาสิทธิ์ก็ยังไม่สาย!”
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ลงสนาม ในที่สุดผู้เล่นสี่คนที่ถูกหนิวจื้อชุนปั่นจนหัวหมุนก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองถูกนักพรตเต๋าคนนี้หลอกใช้เป็นเครื่องมือ พวกเขาหันตัวไปโจมตีพวกเยี่ยเว่ยหมิงอย่างบ้าคลั่ง
แต่ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเลือกลงสนามในเวลานี้ ก็แสดงว่าผู้เล่นจนตรอกพวกนี้สร้างภัยคุกคามใดๆ ต่อเขาไม่ได้
ผ่านไปเพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น ทั้งถ้ำก็เหลือเพียงสามคนที่เป็นทีมของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
หลังจากเข่นฆ่ากันมาหนึ่งยก ทำให้ทั้งสามได้คะแนนสะสมไปคนละห้าพันแต้มแล้ว
จะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะการต่อสู้ก่อนหน้านี้ พวกผู้เล่นเข่นฆ่ากันเองจนคะแนนสะสมไปกองรวมกันเหมือนก้อนหิมะ เมื่ออยู่ภายใต้โหมดที่เหมือนเลี้ยงแมลงพิษนี้ สุดท้ายจำนวนทั้งหมดก็เข้ากระเป๋าพวกเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
ติ๊ง! เมื่อกำจัดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ดีดกระบี่ชิงจู๋บนตัวอวดความเท่ ก่อนจะถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่งแล้วบอกว่า “คนที่โจมตีสหายร่วมทีมของข้าจะต้องตาย หลักการก็ง่ายๆ อย่างนี้แหละ ทำไมถึงบอกว่าไม่เข้าใจล่ะ”
“หัวหน้าทีม!” เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงแสร้งทำท่าเหมือนเป็นยอดฝีมือที่โดดเดี่ยวเหน็บหนาวราวกับหิมะ หนิวจื้อชุนก็รีบเข้ามาใกล้ ขณะที่เปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าทีมให้เยี่ยเว่ยหมิง ก็หัวเราะคิกคักพร้อมถามว่า “แล้วป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นนี้ พวกเราจะแบ่งกันอย่างไรดี”
ตอนนี้ไม่รู้ว่าคนคนนี้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ยืนอยู่ตรงสามทิศทางรอบป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูพอดี แต่ละคนอยู่ห่างจากป้ายอาญาสิทธิ์ประมาณหนึ่งเมตร กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า
เยี่ยเว่ยหมิงมองป้ายอาญาสิทธิ์บนพื้นปราดหนึ่ง แล้วก็มองหนิวจื้อชุนที่กำลังทำหน้ายิ้มไร้เดียงสา ก่อนจะถามพร้อมรอยยิ้มว่า “ที่จริงจะแบ่งอย่างไรก็ได้ ประมูล เดิมพัน หรือจะประลองยุทธ์ก็ได้หมด เจ้ากำหนดกติกามาเลยดีไหม”
เมื่อถูกเยี่ยเว่ยหมิงเตะลูกบอลกลับมา หนิวจื้อชุนก็กลับเริ่มลำบากใจทันที
ต้องทำอย่างไรกันแน่ ตัวเองถึงจะได้ผลประโยชน์มากกว่า
ประลองยุทธ์?
หากเป็นตอนก่อนเข้ามาในนี้ หนิวจื้อชุนก็ยังมีความมั่นใจมาก แต่หลังจากได้รับรู้ถึงพลังโจมตีอันน่ากลัวและการเคลื่อนไหวอันปราดเปรียวของเยี่ยเว่ยหมิง เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะสู้เจ้าโรคจิตนี่ไหว
ประมูล?
อิงตามมูลค่าของป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูนี้ อาศัยทรัพย์สินในตัวเขาอาจจะประมูลมาไว้ในมือไม่ได้ ต่อให้โชคดีประมูลสำเร็จ แต่ก็ต้องขาดทุนมากแน่นอน
หนิวจื้อชุนถามใจตัวเองแล้ว พบว่าตัดใจทิ้งไม่ลง!
หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็บอกว่า “เป่ายิ้งฉุบ ก้อนหิน กรรไกร ผ้า เป็นอย่างไร ตัดสินแพ้ชนะในรอบเดียว!”
“ได้!” ขณะที่เอ่ยรับ เยี่ยเว่ยหมิงก็เก็บกระบี่ชิงจู๋ เอามือขวาไขว้หลังพร้อมถามหนิวจื้อชุนว่า “เจ้าเตรียมจะออกอะไร”
“ถ้าข้าบอกว่าออกก้อนหิน เจ้าจะเชื่อหรือเปล่า”
“เชื่อ!” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างสดใสกว่าเดิม “เช่นนั้นข้าจะออกผ้าเพื่อเอาชนะเจ้า”
“พูดมากอะไรขนาดนั้น รีบเริ่มกันเถอะ!”
“ดี!”
ขณะที่พูด ทั้งสามก็ต่างคนต่างเตรียมตัว
“กรรไกร ก้อนหิน ผ้า!”
เยี่ยเว่ยหมิงพูดความจริง แต่หนิวจื้อชุนกลับโกหก พวกเขาออกผ้าทั้งคู่
ส่วนซานเย่ว์กลับออกกรรไกร
เป็นอย่างที่หนิวจื้อชุนบอก รอบเดียวตัดสินแพ้ชนะ
ป้ายอาญาสิทธิ์ย่อมตกเข้าประเป๋าซานเย่ว์แล้ว
สำหรับผลลัพธ์นี้ หนิวจื้อชุนก็ทำได้เพียงทอดถอนใจที่ตัวเองดวงไม่ดี ไม่ได้แพ้ให้กับคนเจ้าเล่ห์เหมือนผีอย่างเยี่ยเว่ยหมิง แต่กลับแพ้ให้คนไร้เดียงสาอย่างซานเย่ว์
อืม…
ด้วยสติปัญญาของเขา เกรงว่าคงจะจินตนาการไม่ถึงว่าในเกมจะมีทักษะอย่าง ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ อยู่ด้วย
[1] มาจากสำนวน ‘ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง’ 螳螂捕蝉 黄雀在后 เปรียบเปรยถึงผู้ที่คิดจะเล่นงานผู้อื่น แต่ลืมไปว่ามีผู้อื่นจ้องจะเล่นงานตัวเองอยู่เหมือนกัน เหมือนตั๊กแตนที่มัวเล่นงานจั๊กจั่น แต่นกขมิ้นก็รอเล่นงานตั๊กแตนอยู่เหมือนกัน
บทที่ 108
หลังจากนั้น ก็มีผู้เล่นลองโจมตี NPC น่ารังเกียจที่ถอดผลงานจากความพยายามของพวกเขา ผลปรากฏว่าถูก NPC ที่ชื่อเฟิงปัวเอ้อที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้โจมตีจนกลายเป็นแสงสีขาวไปหมด…
เมื่อฉากอันวุ่นวายจบลง ทั้งสามคนก็มาถึงลานตะวันออกแล้ว ไปหา NPC ที่ชื่ออาปี้
ส่วน NPC ที่ชื่ออาปี้นั่นก็บอกกับผู้เล่นทุกคนที่มาหาเขาว่า “ส่งกติกาการแลกรางวัลไปที่อินเตอร์เฟสระบบของทุกคนแล้ว ทุกคนแลกเอาเองตามความต้องการได้เลย”
แตะเปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบ แต่กลับเห็นว่าวิธีการแลกคะแนนสะสมมีสองแบบ
1. นำคะแนนสะสมไปแลกค่าตบะได้โดยตรง อัตราการแลกอยู่ที่ 1:1
2. นำคะแนนสะสมมาแลกอุปกรณ์หรือยาเม็ดและไอเทมต่างๆ ได้ ตระกูลมู่หรงมีไอเทมให้แลกไม่ต่ำกว่าร้อยชนิด การแลกไอเทมแต่ละชนิดมีเงื่อนไขต่างกัน แต่ระบบได้ลิสต์รายการแลกเปลี่ยนอย่างเอาใจใส่ไว้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อมองคะแนนสะสม 16360 แต้มของตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ยกมุมปากยิ้มด้วยความตื่นเต้นอยากทดลอง
บทที่ 109
เยี่ยเว่ยหมิงสังเกตดูอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่ตระกูลมู่หรงมีให้แลกอยู่นานมาก ในจำนวนนั้นมีอุปกรณ์หลายชิ้นที่ทำให้เขาใจเต้น แต่สุดท้ายเขาก็ยังข่มตัวเองไม่ให้วู่วามไปแลกไอเทมเหล่านั้น เขานำคะแนนสะสมทั้งหมดไปแลกเป็นแต้มค่าตบะแล้ว
สำหรับผู้เล่นทุกคน แต้มค่าตบะมักเป็นสิ่งที่ไม่พอใช้เสมอ แต่เยี่ยเว่ยหมิงที่มีสกิลบรรจุศพก็สถานการณ์ดีกว่าคนอื่นเยอะ
แต่ตอนนี้เขากำลังมีบางสิ่งให้รีบใช้งานค่าตบะ!
เงื่อนไขการฝึกอย่างอื่นของกำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ก็เต็มหมดแล้ว เหลือเพียงแค่เพิ่มเลเวลของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ ให้ถึงเลเวลสิบ
หรือพูดได้อีกอย่างว่า ขอเพียงเขารีบเพิ่มกำลังภายในวิชานี้ให้ถึงเลเวลสิบ เขาก็ไม่เพียงแค่จะได้ดีใจกับเคล็ดวิชาอันสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นคือจะได้เริ่มฝึก ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เป็นกำลังภายในระดับสูงด้วย
เมื่อดูโบนัสสเตตัสของกำลังภายในระดับกลางอย่าง ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ก็จินตนาการได้แล้วว่า ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ที่เป็นกำลังภายในระดับสูงจะนำความตื่นเต้นดีใจอย่างไรมาให้
เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นดีใจสองอย่างนี้ ถ้าจะให้ควบคุมความอยากในการเพิ่มระดับความสามารถในทันที เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เขารับได้อยู่แล้ว
หลังจากนำคะแนนสะสมไปแลกเสร็จเรียบร้อย เยี่ยเว่ยหมิงรออีกสักพักหนึ่ง ซานเย่ว์กับหนิวจื้อชุนก็แลกรางวัลเสร็จแล้วเช่นกัน หลังจากถามไถ่กันนิดหน่อย ก็พบว่าพวกเขาเลือกนำคะแนนสะสมไปแลกเป็นค่าตบะเหมือนกัน แม้ซานเย่ว์จะยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับอุปกรณ์คุณภาพสีทองที่ดูสวยงามพวกนั้นอยู่ก็ตาม
ในด้านคะแนนสะสม ที่จริงจำนวนคะแนนรวมของพวกเขาสามคนไม่ได้ต่างกันเยอะมาก แต่เลเวลเคล็ดวิชาของแต่ละคนต่างกันพอสมควร
สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงในตอนนี้ คะแนนสะสมหนึ่งหมื่นกว่าอาจจะทำให้เขาเพิ่มความสามารถทีละเยอะๆ ได้ยาก ความสามารถที่เพิ่มขึ้นอาจจะเทียบกับอุปกรณ์คุณภาพสีทองหนึ่งชิ้นไม่ติดเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับซานเย่ว์กับหนิวจื้อชุน เห็นได้ชัดว่าการแลกค่าตบะมานั้นเอื้อประโยชน์ที่แท้จริงมากกว่า
หลังจากแลกคะแนนสะสมเสร็จแล้ว ทั้งสามถึงได้มุ่งตรงไปยังโถงหลักของหมู่บ้าน
เมื่อมีบทเรียนเรื่องความซวยหลายครั้งก่อนหน้านี้มาแล้ว จึงไม่มีผู้เล่นคนไหนกล้าเป็นฝ่ายท้า PK ในหมู่บ้านชื่อสยาอีก พวกเขาสามคนไปพบเจ้าบ้านกงเหย่เฉียนได้อย่างราบรื่นมาก
หลังจากกงเหย่เฉียนได้เห็นพวกเยี่ยเว่ยหมิงครั้งนี้ บนใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มอันสดใสไร้ที่เปรียบ ยิ้มตาหยีราวกับเทพแห่งสายน้ำ “จอมยุทธ์น้อยทั้งสาม พวกท่านกำลังจะกลายเป็นศิษย์ของตระกูลมู่หรงแล้วสินะ หรือจะเป็นแขกขุนนางดีล่ะ หรือเตรียมจะใช้ป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูแลกเป็นผลประโยชน์อย่างอื่น”
เมื่อได้ยินดังนั้น หนิวจื้อชุนก็ก้าวเข้าไปคนแรก ยื่นป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูในมือให้กงเหย่เฉียน พร้อมยิงฟันยิ้มกล่าวว่า “ผู้น้อยหนิวจื้อชุนจากสำนักฉวนเจิน ต้องการเป็นแขกขุนนางของตระกูลมู่หรง”
“จอมยุทธ์น้อยหนิวไม่อยากทิ้งสำนักเดิม น่าเสียดายแล้ว…” ขณะที่พูด กงเหย่เฉียนก็เก็บป้ายอาญาสิทธิ์ของหนิวจื้อชุนไว้ และดูจากรอยยิ้มสับปลับของหนิวจื้อชุนก็รู้เลยว่าเขาบรรลุเป้าหมายแล้ว
ตอนที่เดินกลับมาจากข้างกายกงเหย่เฉียน หนิวจื้อชุนก็ยังขยิบตาให้เยี่ยเว่ยหมิงอย่างเจ้าเล่ห์ด้วย ทำสีหน้าภาคภูมิใจมาก
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นไปเป็นคนที่สอง ยื่นป้ายอาญาสิทธิ์ให้กงเหย่เฉียนพร้อมบอกว่า “ข้าก็อยากเป็นแขกขุนนางเช่นกัน”
“ตระกูลมู่หรงได้รับความช่วยเหลือจากยอดฝีมืออย่างจอมยุทธ์น้อยเยี่ย ถือเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ” ดูจากสายตาของกงเหย่เฉียนก็รู้แล้วว่าความสามารถของเยี่ยเว่ยหมิงเหนือกว่าหนิวจื้อชุน ท่าทีที่แสดงออกมาจึงต่างกัน หลังจากสรรเสริญเยินยอด้วยความกระตือรือร้น ก็ถามเหมือนไม่ได้ตั้งใจอีกว่า “พวกเรารู้จักกันมานานขนาดนี้ ยังไม่ได้ขอคำแนะนำเลยว่าจอมยุทธ์น้อยเยี่ยมาจากสำนักไหน”
“ไม่ปิดบังความจริง ข้าเป็นศิษย์ของสำนักมือปราบเทพ”
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงกล่าวคำนี้ออกมา รอยยิ้มอันสดใสของกงเหย่เฉียนก็ถูกแช่แข็งทันที
ชั่วขณะนั้น ในโถงใหญ่เงียบจนต่อให้เป็นเสียงเข็มเล่มเดียวตกพื้นก็ได้ยิน
บรรยากาศอึดอัดอย่างนี้คงอยู่ห้าวินาทีเต็มๆ กว่ากงเหย่เฉียนจะดึงสติกลับมา แล้วกล่าวด้วยสีหน้าขออภัย “นึกไม่ถึงว่าจอมยุทธ์น้อยเยี่ยจะเป็นคนของทางการ ตระกูลมู่หรงไม่กล้ารับคนใหญ่คนโตอย่างท่านมาเป็นแขกขุนนาง ท่านเลือกใช้ป้ายอาญาสิทธิ์มาแลกเป็นของรางวัลดีกว่าไหม”
“ไม่!” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าอยากเป็นแขกขุนนางของตระกูลมู่หรง เจ้าบ้านกงเหย่เล่นแง่อย่างนี้ หรือว่ามีอคติกับศิษย์สำนักมือปราบเทพอย่างพวกเรา”
ในช่องทีม…
[ดำมืด! ดำมืดจริงๆ!] หนิวจื้อชุนกล่าว
[ทำไมหรือ] ซานเย่ว์ถาม
หนิวจื้อชุนตอบว่า [ในเมื่อกงเหย่เฉียนบอกแล้วว่าไม่รับคนของสำนักมือปราบเทพ ก็แสดงว่าไม่มีข้อยกเว้นแน่นอน ที่เขาเกาะแกะเช่นนี้ก็เพื่อรอรีดไถเอาเงินเท่านั้นเอง เจ้าโชคดีแล้ว อยู่กับเขาต้องได้ผลประโยชน์มากกว่าคนอื่นแน่]
เป็นอย่างที่คาดไว้ กงเหย่เฉียนมองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าไม่พอใจ ทำได้เพียงใช้คำพูดดีๆ โน้มน้าว
อย่างไรเสียประชาชนก็ไม่วิวาทกับคนของทางการ เขาไม่กล้าเป็นแพะรับบาปข้อหาดูถูกศิษย์ของสำนักมือปราบเทพ
หลังจากต่อรองกันไปยกหนึ่ง สุดท้ายกงเหย่เฉียนก็รับปากจะนำตำราลับทักษะยุทธ์ระดับกลางเล่มหนึ่งที่เหมาะกับเยี่ยเว่ยหมิงมาแลกกับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตู
“เอ่อ คือ…” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำป้ายอาญาสิทธิ์ออกมาอีกแผ่น “เจ้าบ้านกงเหย่ ที่ข้ายังมีป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูอีกแผ่น ท่านดูหน่อยว่านำป้ายอาญาสิทธิ์สองแผ่นนี้รวมรางวัลได้หรือไม่ เพิ่มรางวัลให้ข้าอีกระดับหนึ่ง”
กงเหย่เฉียนเห็นดังนั้น สีหน้าก็เริ่มแย่กว่าเดิม อดขมวดคิ้วไม่ได้ว่า “โห ไม่สอดคล้องกับกติกานี่”
“เช่นนั้นพวกเราก็ใช้วิธีการที่สอดคล้องกับกติกาแล้วกัน” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างจริงจังมาก “ข้าอยากกลายเป็นแขกขุนนางของตระกูลมู่หรง”
“นี่คือตำราลับเคล็ดกระบี่ระดับสูง ท่านรับไปได้เลย!”
[ตำราลับเคล็ดกระบี่ระดับสูง: นี่คือเคล็ดกระบี่ระดับสูงที่ยังไม่รู้จัก ตอนนี้ถูกล็อกไว้ หลังจากออกจากหมู่บ้านชื่อสยาแล้ว ตำราลับจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ]
ในข้อมูลแนะนำตำราลับ เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนเห็นคำว่า ‘กับดัก’ ตัวใหญ่
แต่เขากลับไม่ได้ต่อรองกับกงเหย่เฉียนอีกแล้ว เก็บตำราลับเอาไว้เสียเลย
มองออกเลยว่าตำราลับเล่มนี้คือผลประโยชน์สูงสุดที่อีกฝ่ายจะหามาได้แล้ว แม้สิ่งนี้จะเป็นกับดักมาก แต่ต่อให้เป็นกับดักอย่างไรก็ยังเป็นเคล็ดกระบี่ระดับสูง!
และตั้งแต่เข้าเกมมา เยี่ยเว่ยหมิงเจอเรื่องที่เป็นกับดักน้อยเสียที่ไหนล่ะ
สำนักมือปราบเทพยังมีสุดยอดวิชาเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ มีอะไรบ้างที่ไม่เป็นกับดัก
ทว่าความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าไอเทมแบบเดียวกันนี้ ขณะที่มันมีด้านที่เป็นกับดัก แต่ในด้านอื่นก็จะต้องมีข้อดีที่ไอเทมประเภทเดียวกันไม่มีแน่นอน
เยี่ยเว่ยหมิงมีความมั่นใจ ต่อให้เป็นไอเทมที่เป็นกับดักแค่ไหน แต่เขาก็เล่นมันได้อย่างสวยงามอยู่ดี
แต่ความมั่นใจในตัวเองของเขา สาวน้อยไร้เดียงสาอย่างซานเย่ว์กลับไม่มี ดังนั้นหลังจากเก็บตำราลับแล้ว ก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวเสริมว่า “ศิษย์น้องของข้าคนนี้ก็ได้รับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูมาแผ่นหนึ่งเช่นกัน ข้าหวังว่าเจ้าบ้านกงเหย่จะให้ตำราลับที่เหมาะสมกับนางอย่างแท้จริงสักเล่ม ไม่เอาไอเทมลับที่ต้องรอออกจากที่นี่ก่อนถึงจะปลดล็อกได้ เจ้าบ้านกงเหย่ ท่านเข้าใจความหมายของข้าใช่ไหม”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
สำหรับคำขอของเยี่ยเว่ยหมิง กงเหย่เฉียนตอบรับอย่างสบายใจมาก หลังจากรับป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูของซานเย่ว์มาแล้ว ก็นำตำราลับอาวุธลับเล่มหนึ่งออกมา “ตำราลับเล่มนี้ชื่อว่า ‘สิบแปดทลายอักษรนคร’ ตามที่ข้ารู้มา แม้จะไร้ผู้สืบทอดที่สำนักชิงเฉิงแล้ว แต่เดิมทีเป็นชุดเดียวกับ ‘อักษรชิงเก้าโหล’ คาดว่าคงเหมาะสมกับแม่นางซานเย่ว์”
หลังจากซานเย่ว์รับตำราลับมาแล้ว ก็กดเลือกเรียนรู้ทันที
จากนั้น ใบหน้าของสาวน้อยก็เผยรอยยิ้มที่ตื่นเต้นดีใจสุดๆ ออกมา ยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวคู่หนึ่ง
ขณะที่กำลังตื่นเต้นดีใจ นางก็จับภาพหน้าค่าสเตตัสสกิลส่งไปในช่องทีมโดยไม่พะว้าพะวงแม้แต่น้อย
บทที่ 110
เจ้าสายฟ้าถล่ม (ระดับสูง): ครอบคลุมวิชาอาวุธลับระดับสูงสุดของสำนักชิงเฉิง ‘อักษรชิงเก้าโหล’ กับ ‘สิบแปดทลายอักษรนคร’ ใช้อาวุธเฉพาะของสำนักชิงเฉิง ‘เจ้าสายฟ้าถล่ม’ อานุภาพของมันจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เลเวล: 1
ค่าประสบการณ์: …
ประสิทธิภาพ +20%
แม่นยำ +20%
เจาะเกราะ (มองข้ามการป้องกันของฝ่ายตรงข้าม)
สุดยอดทักษะของสำนักชิงเฉิงที่ไร้ผู้สืบทอดมานานแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าในมือกงเหย่เฉียนจะยังมีอยู่!
ส่วนซานเย่ว์หลังจากเรียนรู้วิชาอาวุธลับระดับกลางสองวิชานี้แล้ว สองวิชานี้ก็รวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นวิทยายุทธ์ระดับสูง!
รางวัลภารกิจนี้สุดยอดจริงๆ ด้วย!
เช่นนั้นก็ไม่แปลกใจที่นางหนูซานเย่ว์จะตื่นเต้นดีใจขนาดนี้ ดีใจราวกับได้รับความพึงพอใจด้านร่างกาย
เป็นเพราะรางวัลนี้เหมาะสมกับนางเกินไปแล้ว
ถึงขั้นว่ายอดเยี่ยมกว่าการมอบตำราลับทักษะยุทธ์ระดับสูงหนึ่งเล่มให้นางโดยตรงอีก!
เพราะเมื่อเทียบกับตำราลับทักษะยุทธ์ระดับสูง การเพิ่มระดับจากพื้นฐานทักษะเดิมก็ยังมีข้อดีใหญ่ๆ อยู่สองข้อ
หนึ่งคือเก็บรักษาค่าประสบการณ์ของทักษะก่อนหน้านี้ไว้ได้ ไม่เกิดความสิ้นเปลือง พร้อมทั้งยังประหยัดพื้นที่ใช้งานไปหนึ่งคอลัมน์สกิลด้วยยิงครั้งเดียวได้นกสองตัวจริงๆ!
พูดถึงค่าสเตตัสของทักษะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือความแม่นยำ ก็ถือว่าโดดเด่นมากในบรรดาทักษะอาวุธลับ
เมื่อเทียบกับวิทยายุทธ์โจมตีระยะประชิด พลังโจมตีของอาวุธลับธรรมดาและค่อนข้างอ่อนแอ แต่ดาเมจและความแม่นยำของ ‘เจ้าสายฟ้าถล่ม’ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ด้อยกว่า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ แม้แต่น้อย!
ถ้าดูจากความต่างด้านเลเวลของสองสกิลที่นำมารวมกัน ก็ถือว่าเป็นเพียงระดับกลางๆ แต่สิ่งที่ทำให้คนอิจฉาจริงๆ ก็คือค่าสเตตัสพิเศษอย่าง ‘เจาะเกราะ’ นั่นเอง
มองข้ามการป้องกันไปเลย!
ค่าสเตตัสนี้เจ๋งขนาดไหนกัน?
ลองเปรียบเทียบกันง่ายๆ ก็รู้แล้ว
การป้องกันของเยี่ยเว่ยหมิงเอง เมื่อถูกเสริมด้วยค่าสเตตัสและอุปกรณ์ ก็สูงถึงสี่ร้อยกว่าแต้มแล้ว
อาวุธลับทั่วไป ต่อให้โจมตีใส่ตัวเขาก็ไม่เจ็บไม่คัน แต่ถ้ามองข้ามการป้องกันสี่ร้อยกว่าแต้มนี้ไป…
ความรู้สึกที่ทั้งเจ็บทั้งสุขแบบนั้น เจ้าก็ลองพิจารณาเอาเถอะ
ทั้งสองพึงพอใจกับไอเทมสองชิ้นที่กงเหย่เฉียนนำออกมาให้มาก เยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราเข้าสู่ช่วงต่อไปได้หรือยัง”
“จอมยุทธ์น้อยเยี่ยยังมีเรื่องอะไรอีก” กงเหย่เฉียนขมวดคิ้ว
“เจ้าบ้านกงเหย่ช่างได้ใหม่ลืมเก่า” เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะแห้ง ก่อนจะนำห่อผ้าขนาดใหญ่ชิ้นหนี่งที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา หลังจากเปิดออกก็พบว่าข้างในเป็นภาพเขียนอักษรต่างๆ “นี่คือจุดประสงค์แรกที่พวกเรามาที่นี่ เพียงคิดจะมาขายของก็เท่านั้นเอง”
กงเหย่เฉียนนึกเสียใจทีหลังแล้ว!
เขานึกเสียใจทีหลังจนไส้เขียวแล้ว!
ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์บอกว่าจะมาเพื่อขายของจริงๆ เพียงแต่เรื่องของจ้างเย่ว์ดึงดูดความสนใจของเขา อีกทั้งตัวจ้างเย่ว์เองก็รีเฟรชค่าความรู้สึกดีของเขาได้สูงมาก จู่ๆ ถึงได้เสนอให้เยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์เข้าร่วมการคัดเลือก แต่ความจริงกลับสร้างสังเวียนการประลองที่ไม่ยุติธรรมขึ้นมา ทำเช่นนี้เพื่อให้จ้างเย่ว์ระบายอารมณ์โกรธก็เท่านั้นเอง
ต่อให้จ้างเย่ว์แพ้ก็ไม่เป็นอะไร หากอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นแล้วทั้งสองยังพลิกสถานการณ์ให้ชนะได้ ก็แสดงว่าเป็นบุคคลมีความสามารถที่หาพบได้ยากแน่นอน
หากตระกูลมู่หรงได้ใช้งานคนที่มีความสามารถเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่งดงามมาก
แต่น่าเสียดายที่แผนการดีดลูกคิดรางแก้วของเขาพังแล้ว ผลที่ได้คือถูกความจริงตบหน้า
อีกฝ่ายสู้ชนะบนสังเวียนแล้วจริงๆ ทั้งยังได้รับรางวัลมากมายจากดันเจี้ยนประลองคัดเลือกครั้งนี้ด้วย คนที่มีความสามารถอย่างนี้ ตระกูลมู่หรงของพวกเขาไม่กล้าใช้งาน!
สุดท้ายก็เหมือนคำโบราณที่กล่าวไว้ สูญเสียทั้งฮูหยินทั้งกองทัพ!
กลับเข้าสู้ประเด็นหลักอย่างจนใจ กงเหย่เฉียนเริ่มพลิกดูภาพเขียนอักษรที่เยี่ยเว่ยหมิงนำออกมา “บนภาพวาดเป็นบทกวีของเย่ว์เฟย ตัวอักษรของแท้น่าจะมาจากมือหานซื่อจง แต่ลายมือบนภาพนี้ดูปวกเปียกไร้พลัง ทุกขีดตัวอักษรเผยกลิ่นอายคร่ำครึของบัณฑิต มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสินค้าเลียนแบบ!”
“แล้วก็อันนี้อีก…เป็นสินค้าเลียนแบบเช่นกัน!”
“อันนี้…สินค้าเลียนแบบ!”
“สินค้าเลียนแบบ! สินค้าเลียนแบบ! ยังเป็นสินค้าเลียนแบบ!…”
หลังจากดูภาพเขียนอักษรทีละภาพจนหมด สีหน้าของกงเหย่เฉียนก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มแล้ว “จอมยุทธ์น้อยเยี่ย ของที่ท่านนำมาเป็นสินค้าเลียนแบบทั้งหมด ทั้งยังเป็นสินค้าเลียนแบบที่ทำได้หยาบ ไม่นับว่าเป็นสินค้าเลียนแบบชั้นดีด้วยซ้ำ ปลอมจนไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อย!”
“ท่านนำของเหล่านี้มาที่หมู่บ้านชื่อสยา อย่าบอกนะว่านำมาเพื่อล้อข้าเล่นโดยเฉพาะ”
สำหรับความโกรธเคืองของกงเหย่เฉียน เยี่ยเว่ยหมิงกลับรับมือด้วยใบหน้ายิ้มเหมือนเดิม พร้อมส่งข้อความในช่องทีมว่า [สังเกตให้ดี] จากนั้นถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “กล่าวเช่นนี้ หรือว่าเจ้าบ้านกงเหย่เคยเห็นภาพเขียนอักษรที่เป็นของแท้มาก่อน ไม่อย่างนั้นจะมองปราดเดียวแล้วตัดสินได้อย่างไรว่าเป็นของปลอม”
กงเหย่เฉียนโบกมืออย่างทนรำคาญไม่ไหว “เกรงว่าคงจะมีเพียงในพระราชวังเท่านั้นที่ของเหล่านี้จะวางอยู่ด้วยกันได้ ข้าจะไปเคยเห็นได้อย่างไร”
ในช่องทีม
ซานเย่ว์ [เขาพูดความจริง ‼(•’╻’•)ᵎᵎᵎ]
เมื่อได้คำตอบที่ตัวเองต้องการแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ก้าวขึ้นมาเก็บภาพเขียนอักษรทันที พร้อมอธิบายว่า “ไม่ปิดบังความจริง ตอนนี้ในพระราชวังเกิดคดีขโมยต่อเนื่อง ภาพเขียนอักษรที่เป็นของแท้ถูกขโมยไปหมดแล้ว และถ้ามองจากทั้งยุทธภพ ผู้ที่มีกำลังทรัพย์จะซื้อภาพเขียนอักษรเหล่านี้ในรวดเดียว ก็มีเพียงเจ้าบ้านกงเหย่คนเดียวเท่านั้น พวกเราถึงได้บุ่มบ่ามมาหยั่งเชิง หวังว่าเจ้าบ้านจะไม่ถือสา”
เมื่อได้ฟังเยี่ยเว่ยหมิงบอกเจตนาในการมาอย่างตรงไปตรงมา กงเหย่เฉียนนอกจากจะแค้นจนกัดฟันกรอดแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกัน
ถึงอย่างไรเยี่ยเว่ยหมิงก็กำลังไขคดีให้ราชสำนัก หากเขากลั่นแกล้งอีกฝ่ายเพราะเหตุผลนี้ เช่นนั้นแสดงว่าเขากำลังกลั่นแกล้งเยี่ยเว่ยหมิง หรือกลั่นแกล้งสำนักมือปราบเทพ หรือว่ากำลังกลั่นแกล้งราชสำนักกันแน่
แม้ในใจจะมีความไม่พอใจสารพัดอย่าง แต่บนใบหน้ากงเหย่เฉียนก็ยังคงรอยยิ้มเอาไว้ แสดงออกว่าไม่ถือสาเลยสักนิด
น่าโมโหจริงๆ! o(≧口≦)o
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราก็ขอตัวก่อน” เยี่ยเว่ยหมิงนำสินค้าเลียนแบบกองใหญ่ห่อไว้อีกครั้ง แล้วกล่าวเสริมว่า “แม้หัวขโมยนั่นจะยังไม่ปรากฏตัว แต่รับรองได้ว่าในภายหลังข้าจะไม่มาจำหน่ายของโจรให้เจ้าบ้านกงเหย่อีกแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ยังต้องรบกวนเจ้าบ้านกงเหย่ หากหัวขโมยปรากฏตัว หวังว่าท่านจะแจ้งไปที่สำนักมือปราบเทพทันที”
“แน่นอนๆ” กงเหย่เฉียนส่งทั้งสามไปด้านนอกราวกับพวกเขาเป็นเทพแห่งโรคระบาด พร้อมตบอกรับประกันว่า “ในเมื่อราชสำนักกำชับมาแล้ว ผู้น้อยก็ย่อมปฏิบัติตาม แต่คิดไปคิดมา หัวขโมยนั่นก็คงไม่นำของโจรมาขายที่จวนของข้าหรอก…
…เพราะต่อให้ข้าจะไม่รู้ความจริง แต่ถ้าอีกฝ่ายนำสินค้าที่เป็นของแท้มาได้ในรวดเดียว ข้าก็ไม่กล้ารับไว้อยู่ดี อย่างไรเสียข้าก็คงเดาออกถึงที่มาที่ไปของสินค้าเหล่านี้ ไม่ได้อยากเป็นกบฏเสียหน่อย จะทำเรื่องอุกอาจขนาดนั้นได้อย่างไร”
ในช่องทีม
ซานเย่ว์ [เขากำลังโกหก!‼(•’╻’•۶)۶]
โกหก?
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเกิดความคิดบางอย่างทันที แต่กลับไม่ได้พูดอะไร ตอนที่กงเหย่เฉียนส่งแขกอย่าง ‘กระตือรือร้น’ ก็เดินออกจากประตูใหญ่ของหมู่บ้านชื่อสยาอย่างกึ่งถูกบังคับ
เพิ่งจะเดินออกจากประตูใหญ่ของหมู่บ้านบนภูเขา ทั้งสามก็เห็นว่าข้างหน้ามีคนสามสิบกว่าคนรวมตัวกันอยู่ เหมือนกำลังพูดคุยอะไรกันสักอย่าง
ตอนนี้ จู่ๆ กลับได้ยินเสียงกงเหย่เฉียนที่อยู่ข้างหลังเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยทั้งสามได้ของล้ำค่ากลับไป ระหว่างทางต้องระวังตัวให้ดี อย่าให้คนที่เจตนาไม่ซื่อจ้องอยากได้เชียวล่ะ”
ตอนที่กงเหย่เฉียนกล่าวประโยคนี้ เสียงก็ไม่ได้ดังมาก แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับฟังออกว่ามีคลื่นกำลังภายในเล็กน้อยอยู่ในเสียงของเขา
และเมื่อเสียงของเขาเงียบลง ผู้เล่นสามสิบกว่าคนที่รวมตัวกันอยู่ข้างหน้าก็หันหน้ามาพร้อมกัน สายตาของพวกเขามองพวกเยี่ยเว่ยหมิงด้วยความละโมบ
วินาทีถัดมา
ปั้ง!
หมู่บ้านชื่อสยาปิดประตูใหญ่เสียเลย กันพวกเยี่ยเว่ยหมิงไว้ด้านนอกโดนสมบูรณ์
นี่มันยืมดาบฆ่าคนชัดๆ!
กงเหย่เฉียน ตาแก่เจ้าเล่ห์นี้ แม่งชั่วร้ายเกินไปแล้ว!