กงเหย่เฉียนมาส่งพวกเขาออกจากประตูใหญ่ของหมู่บ้านชื่อสยา ก็เท่ากับว่าอุดทางถอยของทั้งสามแล้ว ตรงหน้าก็คือผู้เล่นสามสิบกว่าคน แต่ละคนนำอาวุธออกมาแล้ว กำลังวิ่งสังหารมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าดุร้าย กลิ่นอายสังหารพวยพุ่ง
ขณะมองผู้เล่นสามสิบกว่าคนพุ่งเข้ามาทางนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้วบอกในช่องทีมว่า [อยากจะออกไปจากที่นี่อย่างสงบ ดูท่าแล้วคงทำได้เพียงสังหารจนเกิดเส้นทางเลือด]
ซานเย่ว์กับหนิวจื้อชุนพยักหน้าพร้อมกัน เตรียมพร้อมลงมือกับคนกลุ่มนี้ทุกเมื่อแล้ว
ตอนนี้ จู่ๆ ทั้งสามก็ได้ยินหนึ่งในคนที่อยู่หน้าสุดของแนวรบฝ่ายตรงข้ามตะโกนเสียงดังว่า “เจ้านักพรตเต๋าคนนั้นนั่นแหละ เขาคือหนิวจื้อชุน ก่อนหน้านี้วางกับดักให้พวกเราตาย ทุกคนลุยพร้อมกันเลย เล่นงานเจ้านั่นให้ตาย!”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตะโกนขึ้นอย่างกะทันหัน เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้รู้ว่ากลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าก็คือคนที่ถูกพวกเขาวางกับดักจนตายในถ้ำใต้ดินก่อนหน้านี้…
หึหึ คนกลุ่มนั้นที่จิตใจไม่สามัคคีมากพอ ตอนที่แย่งป้ายอาญาสิทธิ์เข้าประตูจึงตายเพราะศึกตะลุมบอน
เมื่อเทียบกับเยี่ยเว่ยหมิงที่สุขุมเยือกเย็น หนิวจื้อชุนกลับรู้สึกปวดไข่อยู่พักหนึ่ง
ขอร้องล่ะ!
คนที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดก็คือเจ้ามือปราบหน้าเหม็นนั่นแท้ๆ ขนาดมือปราบหญิงคนนั้นยังกอบโกยผลประโยชน์ไปได้มากกว่าข้าด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อะไรมาคิดบัญชีความแค้นทั้งหมดกับข้าคนเดียว
มีสิทธิ์อะไร!
ข้าดูเหมือนแพะรับบาปหรือ
ข้าชื่อหนิวจื้อชุนที่แปลว่าฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช้หนิวจื้อชุนที่แปลว่าชนบท!
ข้าไม่ใช่ราชาแห่งแพะรับบาปนะ!
แต่ถึงแม้ในใจจะมีคำด่าว่าฟัคยัวร์มัมเป็นหมื่นล้านคำ เขากลับไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายความแค้นของกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้าได้
อยากจะให้คุยกับพวกเขาด้วยเหตุผลอย่างนั้นหรือ
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนจะได้คุยกับอาวุธในมือพวกเขามากกว่า!
แต่ยังดีที่วิชาตัวเบาของหนิวจื้อชุนแข็งแกร่งมากพอ เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล ก็เลี้ยวหนีทันที
เมื่อเห็นเขาหนีไป คนพวกนั้นที่พุ่งเข้ามาก็เลี้ยวเปลี่ยนหัวหอกทันที ตามไปไล่สังหารหนิวจื้อชุนที่ทำให้พวกเขาสูญเสียรางวัลภารกิจไปหมด
มีเพียงสี่คนที่สังเกตเห็นเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสอง เพราะช่วงสุดท้ายของศึกชิงป้ายอาญาสิทธิ์ก่อนหน้านี้ เป็นพวกเขาสี่คนถูกฆ่าตายหลังจากเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ลงสนามต่อสู้ ถึงโชคดีได้เห็นทั้งสองคน
เมื่อเห็นว่ามีคนจำตัวเองได้ บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสาทันที ขณะเดียวกันก็กวักมือ กระบี่ชิงจู๋ปรากฏอยู่ในมือเขาแล้ว
คมกระบี่เย็นเฉียบสะท้อนแสงสีเขียวอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ ราวกับเป็นไม้ไผ่เขียวหลังฝนตก ดูสดชื่นเย็นสบาย
เมื่อเห็นกระบี่วิเศษสีเขียวชอุ่ม สี่คนที่อยู่ตรงหน้าก็หวนนึกถึงการโจมตีอันน่าสะพรึงที่ปลิดชีพด้วยกระบี่ด้วยทันที พวกเขากลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
สี่คนนี้มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา หนึ่งในนั้นค่อนข้างไหวพริบดี จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ ตะโกนเสียงดังนำขึ้นมาว่า “หนิวจื้อชุนต่ำช้าไร้ยางอาย เอาชีวิตของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
พอพูดจบ ก็เลี้ยวไล่ตามไปทางหนิวจื้อชุนโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา
อีกสามคนไหวตัวช้าไปหน่อย แต่ก็ตระหนักรู้ในทันทีเช่นกัน ขณะที่พวกเขาตะโกนว่า “เอาชีวิตของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้” ก็ไล่ตามสังหารไปทางหนิวจื้อชุนอย่างไม่สนใจอะไรแล้ว
อีกด้านหนึ่ง หากไล่ตามหนิวจื้อชุนทัน นั่นคือการรุมโจมตีแบบสามสิบต่อหนึ่ง แล้วจะแพ้ได้อย่างไร
ส่วนทางด้านนี้ สี่คนโจมตีสองคน แม้จะยังได้เปรียบด้านจำนวนคน แต่ศักยภาพที่แท้จริงของอีกฝ่ายเหนือกว่าพวกเขา ในจุดนี้พวกเขารู้อย่างชัดเจน
สู้ไม่ไหวแน่นอน!
ดังนั้น วิกฤติที่ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์กงเหย่เฉียนตั้งใจสร้างให้เยี่ยเว่ยหมิงโดยเฉพาะจึงย้ายไปอยู่บนตัวนักพรตเต๋าหนิวอย่างผิดคาด
ให้พวกเรายืนสงบไว้อาลัยให้เขาสามวินาที
ประเสริฐยิ่งนัก!
หลังจากยืนสงบไว้อาลัยเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เปิดอินเตอร์เฟสระบบทันที เตะหนิวจื้อชุนออกจากทีมไปแล้ว
ซานเย่ว์กลับหันขวับ ถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า “อาหมิง ก่อนหน้านี้ข้าใช้ทักษะ ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ แน่ใจแล้วว่าสองครั้งที่กงเหย่เฉียนพูดไม่สอดคล้องกัน ตอนแรกที่บอกว่าไม่เคยเห็นของสมบัติของแท้เหล่านั้นเขาไม่ได้โกหก แต่เขาโกหกตรงไหนกันแน่นะ”
“ถ้าจะให้ข้าเดานะ ถ้าเขาได้เห็นของโจรพวกนั้นก่อน เขาก็น่าจะกล้ารับไว้” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเสียงเรียบ “สอดคล้องกับที่หัวหน้าทหารยามสือเยี่ยนหมิงบรรยายไว้พอดี”
“อย่างไรเสีย นอกจากสิ่งนี้ ข้าก็หาคำอธิบายอื่นที่สมเหตุสมผลไม่ได้แล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ แล้วถามกึ่งหยอกล้อว่า “อย่าบอกนะว่าคนที่หากินกับยุทธภพอย่างเขาจะกล้าเป็นกบฏ”
ขณะที่พูด ทั้งสองก็เดินไปทางเมืองซูโจว
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะออกจากประตูใหญ่ของหมู่บ้านชื่อสยาได้สามจั้ง พิราบขาวสิบสามตัวก็พลันปรากฏบนฟ้า พวกมันกระพือปีกแย่งกันบินมา ก่อนจะมาเกาะบนบ่าของเยี่ยเว่ยหมิง
เฟยอวี๋ [ช่วยด้วย!]
เฟยอวี๋ [ช่วยด้วย!]
เฟยอวี๋ [ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!…]
เฟยอวี๋ […]
……
เฟยอวี๋ [ศิษย์พี่เยี่ย เกิดเรื่องกับข้าแล้ว! ถ้าพวกเจ้าออกจากสถานที่พิเศษที่ส่งจดหมายไม่ได้แล้ว กรุณาส่งพิราบสื่อสารมาหาข้าทันที ขอเพียงเจ้าช่วยให้ข้าผ่านด่านยากนี้ไปได้ ต่อไปนี้ข้าจะไม่แย่งตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักมือปราบเทพกับเจ้าแน่นอน!]
เมื่อเห็นจดหมายขอความช่วยเหลือที่ส่งมาอย่างต่อเนื่อง เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกเหนือความคาดหมายมาก
เป็นเพราะอะไรกันแน่ ถึงทำให้เจ้าคนที่ไม่ยอมแพ้เขามาตลอดยอมก้มหัวขอความช่วยเหลือจากเขาเช่นนี้
เมื่อเห็นสายตาอยากรู้อยากเห็นของซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็อธิบายให้นางฟังอย่างเรียบง่ายได้ใจความ ขณะเดียวกันก็ส่งพิราบสื่อสารกลับไปให้เฟยอวี๋
[เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่…เยี่ยเว่ยหมิง]
หลังจากนั้นสักพัก พิราบขาวก็บินกลับมาทันที
[เฮ้อ…เรื่องมันยาวน่ะ ตอนที่ข้ากำลังทำภารกิจสำนัก ข้าถูกวางกับดักแล้ว!…เฟยอวี๋]
ผ่านไปอีกสามนาที มีพิราบขาวบินมาอีกตัวแล้ว ครั้งนี้เนื้อหาของจดหมายค่อนข้างยาว เฟยอวี๋เล่าเรื่องที่ตัวเองประสบให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้อย่างกระจ่าง
……
ย้อนเวลาไปเมื่อสามชั่วโมงก่อนหน้านี้
สถานที่ ตีนเขาชิงเฉิง
เฟยอวี๋ปฏิบัติภารกิจที่โหยวจิ้นมอบหมายให้เขา เขาต้องไปตามหาความจริงจากศิษย์คนหนึ่งของสำนักชิงเฉิง และจับเป็นกลับมาที่สำนักมือปราบเทพ
หลังจากสอบสวนไปแล้วทั้งวัน ในที่สุดเฟยอวี๋ก็เล็งไปเป้าหมายไปยังศิษย์สำนักชิงเฉิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าเฟิงเหรินยวน จึงดักซุ่มอยู่บนเส้นทางที่เขาต้องผ่านตอนกลับภูเขา และจับกุมเขาไว้!
หากเรื่องราวเกิดขึ้นเพียงเท่านี้ ภารกิจของเฟยอวี๋ก็จะสำเร็จอย่างราบรื่น และจะสร้างผลงานได้โดดเด่นมากด้วย
ทว่า ตอนที่เขาเตรียมจะควบคุมตัวเฟิงเหรินยวนกลับสำนักมือปราบเทพ กลับบังเอิญเจอชายฉกรรจ์หน้าเหลืองคนหนึ่งเดินผ่านพวกเขาไป
จากนั้น สหายเฟยอวี๋ของพวกเราก็นึกขึ้นได้ถึงคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิงตอนทำภารกิจสำนักคุ้มภัยฝูเวย ยิ่งภารกิจนี้มีระดับความสำเร็จสูง ผลประโยชน์ที่ได้รับก็ยิ่งมาก
ดังนั้น ชั่วพริบตาที่สหายเฟยอวี๋ของพวกเราเดินเฉียดกับอีกฝ่าย ก็พลันก้าวขึ้นมาดักตรงหน้าชายฉกรรจ์หน้าเหลืองคนนั้น ใช้ดาบปักวสันต์ในมือขวางอีกฝ่ายไว้
จากนั้นเฟยอวี๋ก็กล่าวอย่างมั่นใจเต็มสิบว่า “แม้บนตัวเจ้าจะไม่ได้สวมเครื่องแบบศิษย์สำนักชิงเฉิง แต่เจ้าต้องเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิงเหมือนกันแน่นอน ถึงขนาดว่าเจ้าอาจจะรู้ความจริงในคดีสำนักคุ้มภัยฝูเวยเยอะกว่าเฟิงเหรินยวนด้วย”
“ถึงขั้นว่าเจ้าอาจจะเป็นญาติกับอวี๋ชางไห่ก็เป็นได้ หากปล่อยให้เจ้าจากไป ผลที่ตามมาคงร้ายแรงเกินคาดคิด!”
ชายฉกรรจ์หน้าเหลืองได้ยินแล้วอึ้งไปก่อน จากนั้นก็ส่ายหน้าตอบอย่างใจเย็นมาก “ข้าไม่ใช่ ข้าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักชิงเฉิงเลย”
“เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับเจ้าอย่างนั้นหรือ” เฟยอวี๋ยิ่งพูดยิ่งลำพองใจ “ความสามารถของข้าค่อนข้างพิเศษ ไม่เพียงแค่ไล่ตามคนร้ายได้หมื่นลี้ ทำให้อีกฝ่ายไร้ที่ซ่อน ขณะเดียวกันก็ยังมองทะลุอุปสรรคได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอเพียงถูกข้ามองปราดเดียว ข้าก็จะรู้ชื่อของเขาทันที”
สายตาหยอกเย้าของเฟยอวี๋มองสำรวจบนตัวชายฉกรรจ์หน้าเหลือง ก่อนจะพูดต่อว่า “และเจ้า ก็ไม่เพียงแต่ปรากฏตัวในเวลาพิเศษและสถานที่พิเศษเช่นนี้ ถึงขนาดว่าชื่อของเจ้าก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกับศิษย์รุ่น ‘เหริน’ ของสำนักชิงเฉิงด้วย!”
เฟยอวี๋ยิ่งพูดก็ยิ่งลำพองใจ ให้ความรู้สึกเหมือนเชอร์ล็อก โฮมส์เข้าสิง ในดวงตาเล็กที่ไร้ความโดดเด่นก็ยิ่งฉายแววฉลาดหลักแหลม ราวกับมองทะลุทุกอย่าง ทั้งตัวราวกับเดินเข้าไปอยู่ท่ามกลางสถานะพิเศษ ใช้ดาบปักวสันต์ชี้หน้าชายฉกรรจ์หน้าเหลือง “ข้าพูดชัดเจนขนาดนี้แล้ว อย่าบอกนะว่าเจ้ายังไม่ยอมรับตัวตนของตัวเองอีก”
“เหมียวเหรินเฟิ่ง!”
บทที่ 112
“เฟยอวี๋ถูก NPC ที่ชื่อเหมียวเหรินเฟิ่งนั่นไล่สังหาร ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าจะหนีเข้าถ้ำหลิงอวิ๋น อาศัยสภาพพื้นที่อันสลับซับซ้อนของถ้ำหลิงอวิ๋นสลัดหนีศัตรู”
เยี่ยเว่ยหมิงเล่าต่อ “แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเหมียวเหรินเฟิ่งจะไม่ได้เข้าถ้ำ แต่รออยู่นอกถ้ำเหมมือนเหยี่ยวรอจับกระต่าย”
“และถ้ำหลิงอวิ๋นก็เหมือนจะมีทางเข้าออกเดียว…”
หลังจากได้ฟังเรื่องที่เฟยอวี๋ประสบ ซานเย่ว์ก็ยิ้มอย่างเบิกบานใจไร้คุณธรรมมาก “เจ้าหมอนั่นช่างดวงซวยจริงๆ แต่เจ้าคงไม่ได้คิดจะช่วยเขาจริงๆ หรอกนะ ให้เขาตายด้วยน้ำมือเหมียวเหรินเฟิ่งนั่นสักครั้ง จะได้ไม่กระโดดออกมาทำตัวเป็นศัตรูกับเจ้า”
“บนเขาเล่อซานก็มีจุดคืนชีพเหมือนกัน อยู่ในถ้ำหลิงอวิ๋น” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ
ซานเย่ว์อ้าปากค้าง “เจ้าหมอนั่น…แต่ตามหลักแล้ว เขาน่าจะขอความช่วยเหลือจากถังซานไฉ่ก่อนหรือเปล่า เห็นอยู่ชัดๆ ว่าพวกเขาสนิทกันมากกว่า”
เยี่ยเว่ยหมิงทำสีหน้าแปลกกว่าเดิม “ตอนนี้ถังซานไฉ่อยู่ในถ้ำหลิงอวิ๋นเหมือนกัน เพราะเขาไปฟื้นชีพอยู่ในนั้นแล้ว เฟยอวี๋ถึงได้รู้ว่าในถ้ำหลิงอวิ๋นมีจุดคืนชีพอย่างไรล่ะ”
“ส่วนเหมียวเหรินเฟิ่งนั่น ตอนนี้ก็ยังเฝ้าอยู่นอกปากถ้ำถ้ำหลิงอวิ๋น ดูท่าแล้วคงกะว่าถ้าเจอพวกเขาอีกครั้ง ก็คงสังหารพวกเขาอีกครั้ง”
ซานเย่ว์ได้ยินแล้วหุบยิ้มทันที น้ำเสียงจริงจังขึ้นหลายส่วน “ดูท่าแล้วครั้งนี้พวกเราคงต้องช่วย เฟยอวี๋เจ้าหมอนั่นแม้จะน่ารำคาญ แต่ถังซานไฉ่ก็ไม่เลวเลย หลังจากทำงานร่วมกันครั้งก่อน ทุกคนก็นับว่าเป็นสหายกันแล้วด้วย หากปล่อยให้เขาถูก NPC ดักฆ่าที่จุดคืนชีพ ก็เหมือนจะไม่ค่อยดีนะ…”
“ไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นข้า” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตามที่เฟยอวี๋เล่ามา NPC ที่ชื่อเหมียวเหรินเฟิ่งนั่น ที่จริงร้ายกาจกว่าอวี๋ชางไห่ที่เจอตอนนั้นอีก เจ้าไปแล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้ คงทำได้เพียงพึ่งกระบี่คู่ผนึกรวมของข้ากับน้องสะพานสวรรค์น้อยแล้ว”
พอพูดถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับเผยสีหน้าลำบากใจ “ภารกิจครั้งนี้ไม่มีทางแชร์กันได้ กระทั่งรับภารกิจอย่างเป็นทางการข้ายังรับไม่ได้ ถ้าจะขอให้น้องสะพานสวรรค์น้อยมาช่วยโดยไม่ได้รับอะไรตอบแทน ก็เหมือนจะฟังดูเหลวไหลไปหน่อย”
ขณะที่พูดก็ส่ายหน้า “อย่างไรเสีย ตอนนี้พวกเขาหลบอบยู่ในถ้ำหลิงอวิ๋นก็ปลอดภัยมาก ข้ากลับต้องพิจารณาดูสักหน่อย ว่าจะเตรียมอะไรชดเชยให้น้องสะพานสวรรค์น้อยดี คงให้อีกฝ่ายมาช่วยเฉยๆ ไม่ได้หรอก”
จากที่เยี่ยเว่ยหมิงรู้จักซานเย่ว์ เดินทีนึกว่าตอนนี้ซานเย่ว์จะต้องบอกว่า ‘ไปเพื่อช่วยเฟยอวี๋แท้ๆ ทำไมต้องให้เจ้าควักสิ่งของมาชดเชยเอง’
ทว่าสิ่งที่ซานเย่ว์พูดต่อจากนั้น กลับเหนือความคาดหมายของเขามาก “จะให้น้องสะพานสวรรค์น้อยมาช่วยเปล่าๆ ไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อจะขอให้อีกฝ่ายยื่นมือมาช่วย ก็ต้องให้อะไรบ้างสักหน่อย”
“ใช่แล้ว ปิ่นไข่มุกที่ข้าเพิ่งได้มาจากภารกิจนั่นไม่เลวเลย น้องสะพานสวรรค์น้อยจะต้องชอบแน่ เจ้านำสิ่งนี้ไปขอให้นางช่วยเถอะ คิดเสียว่าเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าเพิ่มระดับวิชา ‘อักษรชิงเก้าโหล’”
ขณะที่พูด ไม่น่าเชื่อว่าสาวน้อยจะปลดปิ่นไข่มุกบนศีรษะตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงจึงรีบห้าม “เจ้ามาเพื่อช่วยข้า ข้าย่อมพยายามสุดความสามารถเพื่อให้ผลประโยชน์ที่ดีที่สุดกับเจ้า เดิมทีข้าก็ควรทำอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก ส่วนผลประโยชน์ของน้องสะพานสวรรค์น้อย ข้าคิดหาทางเอาไว้แล้ว”
“อ้อ!” ซานเย่ว์เอ่ยรับ สีหน้าดูผิดหวังเล็กน้อย
เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงของซานเย่ว์ ขณะที่กำลังเดิน เขาก็ส่งพิราบสื่อสารให้เฟยอวี๋
[ข้าหาทางช่วยเจ้าออกมาก็ได้ ไม่ต้องให้เจ้ายอมรับฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของข้าเพราะเหตุนี้หรอก แต่ข้ามีเงื่อนไขสองอย่าง หนึ่งก็คือ บอกข้าว่าแหวนกระบี่อวิ๋นไถอยู่ที่ไหน สองก็คือ หลังจากเจ้าออกมาแล้ว ช่วยข้าทำภารกิจหนึ่งอย่าง…เยี่ยเว่ยหมิง]
หลังจากนั้นครู่เดียว พิราบก็บินกลับมา
[ข้อหนึ่ง ข้าดรอปแหวนกระบี่อวิ๋นไถไว้ที่เกาะเจี้ยนซานเผิงไหลทางทะเลตะวันออกตอนทำภารกิจ ข้อสอง ขอเพียงเจ้าช่วยข้าออกไปได้ อย่าว่าแต่ภารกิจเดียวเลย ต่อให้สิบภารกิจข้าก็จะช่วยเจ้าให้ถึงที่สุด! ถึงอย่างไรสหายถังก็ถูกสังหารเพราะข้า จากนั้นก็ถูกขังไว้อีก ในใจข้ารู้สึกผิดบาป!…เฟยอวี๋]
เขาส่งพิราบสื่อสารออกไปอีกครั้ง
[ได้! ข้าต้องติดต่อให้น้องสะพานสวรรค์น้อยช่วยเหลือ ต้องเตรียมอย่างอื่นไว้ด้วย น่าจะต้องใช้เวลาสักหน่อย พวกเจ้ารออยู่ในถ้ำหลิงอวิ๋นก่อน อย่าเพ่นพ่านออกไปเสี่ยงอันตราย…เยี่ยเว่ยหมิง]
ที่จริงแล้ว สาเหตุที่เยี่ยเว่ยหมิงตอบรับให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่ใช่เพราะเขาเป็นพ่อพระแน่อยู่แล้ว แต่เพราะภารกิจของตัวเองก็ถึงทางตันเหมือนกัน แล้วทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเฟยอวี๋ก็เหมือนจะสะกดรอยตามได้ คงจะช่วยเหลือได้พอสมควร
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงไม่เป็นฝ่ายติดต่อไปหาอีกฝ่ายก่อน เป็นเพราะความสัมพันธ์ทั้งสองไม่ค่อยดีก็เท่านั้นเอง ตอนนี้ในเมื่ออีกฝ่ายขอความช่วยเหลือก่อน เช่นนั้นอำนาจฝ่ายรุกก็ย่อมอยู่ในมือเขา ถือโอกาสช่วยอีกฝ่ายออกมาด้วย ก็ถือว่าเป็นคุณธรรมที่ควรมีเช่นกัน
ส่วนสาเหตุว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธไม่ให้อีกฝ่ายเรียกเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่น่ะหรือ
ก็เพราะเขาไม่เหลียวแลคำสัญญานี้!
ขอเพียงเยี่ยเว่ยหมิงมีความสามารถ ต่อให้ปากเฟยอวี๋จะไม่ยอมรับเขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญก็ต้องเชื่อฟังแต่โดยดีอยู่ดี
ในทางกลับกัน ต่อให้ปากอีกฝ่ายจะยอมรับแล้ว แต่เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญก็อาจจะหน้าไหว้หลังหลอกก็ได้
เมื่อเทียบกับคำสัญญาที่ไร้ประโยชน์นั่น เขาขอสิ่งที่สอดคล้องกับความจริงหน่อยดีกว่า จะได้ไม่เพ้อฝัน
พวกเขากลับเมืองซูโจวโดยใช้เส้นทางเดิม เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากรบกวนซานเย่ว์อีกแล้ว แต่แม่สาวน้อยกลับบอกว่านางไม่มีธุระอะไร ไปช่วยเยี่ยเว่ยหมิงเลือกของตอบแทนให้น้องสะพานสวรรค์น้อยได้พอดี
แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะไม่อยากไปเดินตลาดกับมารแห่งการต่อราคาคนนี้ แต่สำหรับความหวังดีของอีกฝ่าย เขาละอายใจที่ต้องหักหน้านาง ทำได้เพียงบีบจมูกพร้อมเอ่ยรับ
แต่ที่น่าเสียดายก็คือ ของดีไม่ได้หาง่ายขนาดนั้น
ทั้งสองเดินวนอยู่ในจุดรวมตัวหลักของผู้เล่นที่เมืองซูโจว เจอกับผู้เล่นที่ตั้งแผงขายของไม่น้อย แต่กลับหาของที่ถูกใจไม่เจอ
สุดท้าย ซานเย่ว์ก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงพาเข้าไปในร้านขายโลงศพ
เมื่อเห็นโลงศพแบบต่างๆ วางอยู่ในร้านค้า ซานเย่ว์ก็ถามผ่านช่องทีมด้วยสีหน้างุนงง [ข้าว่านะ เจ้านัดเจอน้องสะพานสวรรค์น้อยที่ตึกตงโพไม่ใช่หรือ ต่อให้หาของที่เหมาะสมไม่พบ ก็ไม่ถึงขั้นซื้อโลงศพส่งให้นางหรอกกระมัง]
[คิดอะไรส่งเดช] เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างนึกขัน [ข้าซื้อโลงศพก็เพื่อใช้บรรจุศพ ส่วนของตอบแทนที่จะมอบให้สะพานสวรรค์น้อย ข้าเตรียมไว้เองแล้ว]
หลังจากพูดจบ สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็ไปอยู่บนโลงศพแบบต่างๆ ในร้านค้า
โลงศพที่เป็นเพียงของธรรมดาในสายตาคนอื่น แต่เมื่ออยู่ในสายตาเขา กลับเป็นของที่มีคุณสมบัติไม่ธรรมดา
โลงไม้หยางมู่: โลงศพที่ทำจากไม้หยางมู่ทั่วไป คุณภาพธรรมดา เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 10%!
ราคา: 10 เหรียญทอง!
โลงไม้สน: โลงศพที่ทำจากไม้สน งานประณีต เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 20%!
ราคา: 50 เหรียญทอง!
โลงไม้หวงฮว่า: โลงศพที่ทำจากไม้หวงฮว่า งานละเอียดสวยงาม คุณภาพดี เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 30%!
ราคา: 100 เหรียญทอง!
โลงไม้หนานมู่: โลงศพที่ทำจากลวดทองและไม้หนานมู่ คุณภาพสูงมาก ผลงานของปรมาจารย์ เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 40%!
ราคา: 500 เหรียญทอง!
(ไม่มีสินค้าในคลัง หลังจากสั่งทำจะได้รับสินค้าภายในสามวัน)
โลงหยกขาว: โลงหินที่สลักจากหยกขาว ประณีตละเอียดอ่อน เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 50%!
ราคา: 1000 เหรียญทอง!
(ไม่มีสินค้าในคลัง หลังจากสั่งทำจะได้รับสินค้าภายในสามวัน)
โลงหลิวหลี: ทั้งตัวโลงศพทำจากคริสตัลหลิวหลี เก็บรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยได้สิบปี เพิ่มกำไรที่ได้จากการบรรจุศพ 100%!
ราคา: 10000 เหรียญทอง!
(ไม่มีสินค้าในคลัง หลังจากสั่งทำจะได้รับสินค้าภายในสามวัน)
บทที่ 113
สินค้าสามแบบหลัง ต่อให้จ่ายเงินทั้งหมดแล้วก็ไม่มีทางรับสินค้าได้ในทันที แต่ต้องรอสามวัน
แม้จะไม่รู้ว่าระบบออกแบบให้น้ำเน่าน่ารังเกียจขนาดนี้เพราะต้องการให้สมจริงยิ่งขึ้นหรือเปล่า แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็แสดงออกว่าเข้าใจได้
ถึงอย่างไรเขาก็ซื้อไม่ไหว!
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังมองโลงไม้หยางมู่ โลงไม้สนและโลงไม้หวงฮว่าที่ราคาถูกลงมาหน่อย พร้อมพิจารณาว่าจะซื้อดีหรือไม่ ซานเย่ว์ก็ชิงก้าวขึ้นมาพูดกับผู้จัดการร้านแล้วว่า “ผู้จัดการ โลงศพของร้านท่าน ขายให้พวกเราถูกกว่านี้ได้ไหม”
ตอนที่น้องซานเย่ว์กล่าวคำนี้ออกมา ก็อย่าว่าแต่เยี่ยเว่ยหมิงเลย ขนาดผู้จัดการร้านโลงศพที่เป็น NPC ของระบบก็ยังอึ้งไปพักหนึ่ง
ตอนซื้อของประเภทนี้ ยังจะมีคนต่อรองราคาอยู่อีกหรือ!
สีหน้าประหลาดใจของผู้จัดการร้านคงอยู่สามวินาที ในฐานะที่ผู้จัดการร้านเป็น NPC ระดับต่ำทั่วไป หลังจากขอยืมสติปัญญาจากระบบมานิดหน่อยแล้ว ถึงได้กลับมาทำงานได้เป็นปกติ “ซื้อเยอะคำนวณง่าย”
หากเป็นในชีวิตจริง การพูดจาเช่นนี้ก็เท่ากับชี้หน้าด่ากันแล้ว ทั้งยังเป็นประเภทที่ติดเอฟเฟ็กต์สาปแช่งด้วย อาจจะดึงดูดให้เกิด PK กันในชีวิตจริงได้เลย
แต่ประโยคนี้กลับทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเกิดความคิดบางอย่างในใจ แต่เขาเป็นคนรู้จักข้อบกพร่องของตนเอง จึงไม่ได้พูดแทรกในเวลานี้ เพียงส่งข้อความให้ซานเย่ว์ทำต่อไปผ่านช่องทีม
จากนั้นสาวน้อยก็เริ่มแสดงละคร “ซื้อเยอะคำนวณง่ายนี้ มีวิธีการคำนวณอย่างไร”
……
หลังจากนั้นสามนาที ผู้จัดการร้านที่ขาดประสบการณ์ต่อรองราคาอย่างร้ายแรง ในที่สุดก็บอกราคาอย่างจนใจอีกครั้ง “ที่ร้านเราหากมียอดซื้อสองร้อยเหรียญทองในครั้งเดียว ก็จะได้เป็นสมาชิกถาวร จะได้รับส่วนลดพิเศษสองในสิบส่วนตลอดไป หากแม่นางไม่พอใจกับราคานี้ ข้าก็ทำได้เพียงเชิญให้ทั้งสองไปดูที่ร้านอื่นแล้ว”
หลังจากได้รับคำตอบ ซานเย่ว์ก็ไม่ได้เซ้าซี้ไม่เลิก นางจับภาพหน้าจอส่งให้เยี่ยเว่ยหมิง บอกว่าระบบเตือนว่านี่คือเส้นตายของผู้จัดการร้านแล้ว
เมื่อมองจำนวนเงินในบัญชีตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ซื้อโลงไม้หวงฮว่าหนึ่งใบ โลงไม้สนสองใบ เป็นจำนวนเงินสองร้อยเหรียญทองพอดี!
หลังจากจ่ายเงินแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ถือโอกาสสมัครเป็นสมาชิก VIP ของร้านขายโลงศพซูโจวฉี่หลิง จากนั้นก็นำโลงศพใหม่เอี่ยมออกจากร้านขายโลงศพร้านนี้ไป แล้วไปยังตึกตงโพที่นัดกับน้องสะพานสวรรค์น้อยไว้แล้ว
สำหรับผู้เล่นคนใดก็ตาม อาหารระดับสูงในภัตตาคารถือเป็นความฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น เยี่ยเว่ยหมิงย่อมกินดื่มอย่างเต็มที่ไม่ได้อยู่แล้ว เขาเลือกเพียงกับข้าวง่ายๆ ไม่กี่อย่างมาเลี้ยงสาวน้อยเท่านั้น
หลังจากสุราอาหารถูกวางบนโต๊ะได้ไม่นาน เงาร่างอ่อนช้อยของสะพานสวรรค์น้อยก็ปรากฏตัวอยู่ตรงประตูห้องส่วนตัว
เยี่ยเว่ยหมิงรีบเรียกสะพานสวรรค์น้อยให้นั่งลง แล้วนางก็ถามอย่างแปลกใจวว่า “พี่ใหญ่เว่ยหมิง ข้าจำได้ว่าเจ้าเหมือนจะมีช่องทางข่าวพิเศษ รู้หรือเปล่าว่าเหมียวเหรินเฟิ่งคนนี้เป็นบุคคลอย่างไรกันแน่ เทียบความสามารถกับอวี๋ชางไห่แล้วเป็นอย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ที่จริงแล้ว อวี๋ชางไห่ที่ถูกพวกเราสังหารก่อนหน้านี้เป็นเพียงร่างแยกที่อยู่ภายใต้โหมดภารกิจเท่านั้น ไม่อาจใช้การต่อสู้ครั้งนั้นมาตัดสินความสามารถของอวี๋ชางไห่ได้ ส่วนเหมียวเหรินเฟิ่งคนนี้ ตามที่เฟยอวี๋บอกมา ด้วยความสามารถที่เขาแสดงออกมา อย่างน้อยก็ร้ายกาจกว่าอวี๋ชางไห่ที่อยู่ในสถนะภารกิจตั้งเยอะ!”
สะพานสวรรค์น้อยซักไซ้ต่ออย่างไม่ยอมแพ้ “แล้วช่องทางข่าวสารอื่นของเจ้าล่ะ เขาว่าอย่างไรกันแน่”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “อยู่ในแผนที่พิเศษ ติดต่อไม่ได้”
ที่จริงแล้ว ไม่ต้องให้สะพานสวรรค์น้อยเตือน ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงประสบกับเรื่องนี้ ก็ติดต่อกับไป๋ตู้ประจำตัวอย่างอินปู้คุยทันที แต่หลังจากเขาออกจากแผนที่ภารกิจพิเศษแล้วถึงได้พบว่า ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้อินปู้คุยจะอยู่ในแผนที่ภารกิจด้วยเช่นกัน ไม่มีทางใช้พิราบสื่อสารได้เลย
เชื่อมต่อฐานข้อมูลไม่ได้ เยี่ยเว่ยหมิงเองก็นึกเสียดายมากเช่นกัน
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า ถอดแหวนกระบี่อวิ๋นไถบนมือมือขวาออก นำแหวนมาถือไว้ในมือ แล้วยื่นให้ตรงหน้าสะพานสวรรค์น้อยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ามอบสิ่งนี้ให้เจ้า ดูว่าชอบหรือเปล่า”
“หา!” สะพานสวรรค์น้อยเห็นแล้วตกใจมาก บนใบหน้างามเผยเมฆสีแดงเรื่อสองแห่งทันที “นี่เจ้าตรงเกินไปหรือเปล่า”
“ตรงเกินไป?” แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยังอธิบายอย่างจริงจังมากว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เหมือนกับภารกิจสำนักคุ้มภัยฝูเวยครั้งก่อน เจ้ามาช่วยข้าไม่เพียงแค่ไม่ได้รางวัลภารกิจใดๆ กลับต้องเสี่ยงอันตรายไม่น้อยด้วย ค่าสเตตัสของแหวนมิตินี้ไม่เลวเลย เลยนำมาเป็นน้ำใจเล็กน้อยของข้า ถึงอย่างไรก็ต้องร่วมงานกัน ข้ารู้สึกว่าเรื่องแบบนี้ต้องตรงไปตรงมาสักหน่อย”
“โอ้สวรรค์!” พอซานเย่ว์ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา ก็เอามือปิดหน้าแล้วกล่าวย่างจนใจว่า “อาหมิง เจ้าเข้าใจผิดแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิง “???”
พอซานเย่ว์เห็นหน้าตาซื่อบื้อของเขา ก็ทำได้เพียงเตือนว่า “ใครเขาเจอผู้หญิงครั้งแรกแล้วมอบแหวนมิติให้อย่างเจ้ากัน นี่น่ะหรือที่เจ้าบอกว่าเตรียมไว้นานแล้ว”
ซานเย่ว์พูดอย่างชัดเจนมากแล้ว หากเยี่ยเว่ยหมิงยังไม่เข้าใจอีก เขาก็ไม่ใช่ชายแท้แล้ว เป็นคนซื่อบื้อต่างหาก!
โดยทั่วไป ผู้ชายจะส่งแหวนมิติให้ผู้หญิงในสถานการณ์อย่างไรล่ะ
นึกย้อนไปถึงฉากน้ำเน่าในละครกับภาพยนตร์สิ นั่นมันเป็นตอนขอแต่งงาน!
ไม่แปลกใจที่น้องสะพานสวรรค์น้อยจะตอบสนองได้แปลกขนาดนั้น ที่แท้ปัญหาก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
หลังจากรู้ถึงประเด็นสำคัญแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบเก็บแหวนมิติ หัวเราะกลบเกลื่อนความเก้อเขินพร้อมบอกว่า “ข้าลืมพิจารณาไป น้องสะพานสวรรค์น้อยอย่าถือสาเลยนะ ที่จริงครั้งนี้ข้าเพียงต้องการให้เจ้ามาร่วมมือกันรับมือกับศัตรูเฉยๆ หากเจ้าต้องการอะไรก็บอกมาตรงๆ ได้เลย ข้าจะคิดหาทางเอง”
สะพานสวรรค์น้อยส่ายหน้า “ที่จริงข้าก็หวังว่าจะมีโอกาสออกทีวีให้เยอะขึ้นเช่นกัน พี่ใหญ่เยี่ยไม่ต้องเกรงใจหรอก หากพี่ใหญ่เยี่ยต้องการจะมอบอะไรสักอย่างให้จริงๆ ไม่รู้ว่ายังมีเนื้อย่างที่เพิ่มพละกำลังชั่วคราวเหมือนครั้งก่อนอยู่ไหม ความสามารถของข้ายังต่างกับเจ้าไม่ใช่น้อยๆ หากไม่มีโบนัสค่าสเตตัสจากเนื้อย่าง เกรงว่าจะร่วมมือกับเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบได้ยาก”
“เนื้อย่างของข้ายังเหลืออีกสองชิ้น แต่นั่นต้องกินในระหว่างต่อสู้อยู่แล้ว จะนับเป็นของตอบแทนได้อย่างไร”
“เอาละ ในเมื่อน้องสะพานสวรรค์น้อยพูดอย่างนี้แล้ว ชายชาตรีอย่างเจ้าจะบ่นอะไรขนาดนี้” ซานเย่ว์พูดแทรกได้ทันเวลา ตัดบททั้งสองไม่ให้เถียงกัน จากนั้นก็ปลดปิ่นไข่มุกบนศีรษะอีกครั้ง แล้วหันไปบอกสะพานสวรรค์น้อยว่า “น้องสะพานสวรรค์น้อย เจ้าดูสิว่าปิ่นไข่มุกเล่มนี้สวยไหม”
“ว้าว! สวยจังเลย เจ้าซื้อมาจากไหน”
……
จากนั้น สองสาวก็พูดวนอยู่กับประเด็นเรื่องปิ่นไข่มุก เสื้อผ้า อะไรทำนองนั้น พวกนางเริ่มสอบถามกันอย่างดุเดือดด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ข้างกันฟังแล้วงงเหมือนหลงทางอยู่ในหมอก ทั้งยังหาโอกาสพูดแทรกไม่ได้ด้วย
หลังจากส่ายหน้าอย่างจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็เพียงเตือนพวกนางว่าอย่างลืมกินอาหาร จากนั้นก็กินของตัวเองพร้อมนำตำราลับเคล็ดกระบี่ระดับสูงที่ได้จากภารกิจหมู่บ้านชื่อสยาออกมา
ตั้งแต่ออกจากอาณาเขตของหมู่บ้านชื่อสยา ตำราลับเล่มนี้ก็ปลดล็อกเองโดยอัตโนมัติแล้ว ตอนนี้ค่าสเตตัสของมันก็คือ
[คนผีร่วมวิถี (ระดับสูง): เคล็ดกระบี่ระดับสูงของสำนักคงต้ง เป็นกระบวนท่าสังหารเฉียบขาดที่ละทิ้งตัวเองและพังพินาศไปพร้อมศัตรู]
เงื่อนไขการฝึก: ท่าร่าง 50 ความว่องไว 80 กำลังภายในสูงสุดไม่ต่ำกว่า 2000!
บทที่ 114
เคล็ดวิชา ‘คนผีร่วมวิถี’ นี้มีเพียงกระบวนท่าเดียว ทั้งยังเป็นกระบวนท่าที่ทำให้พังพินาศไปพร้อมกันด้วย จากสิ่งนี้จะเห็นได้เลยว่าตอนที่กงเหย่เฉียนให้ตำราลับกับตนนั้นไม่ได้มีเจตนาดี!
ตำราลับเล่มนี้ เกรงว่าจะหยิบออกมาเพราะคิดจะวางกับดักตน
เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
หากมองตามกฎของเกม ในเมื่อตำราลับเล่มนี้ถูกกำหนดให้เป็นเคล็ดวิชาระดับสูง เช่นนั้นก็ต้องมีเหตุผลให้ถูกกำหนดเป็นระดับสูงแน่นอน แม้จะมีเพียงกระบวนท่าเดียว ทั้งยังตั้งค่าให้ต้องแหลกลาญไปพร้อมกันสองฝ่าย แต่จะต้องมีจุดแข็งอย่างอื่นมาชดเชยจุดบกพร่องเหล่านี้แน่นอน!
ไม่มีอะไรต้องลังเล เยี่ยเว่ยหมิงเปิดตำราลับ แล้วเริ่มอ่านศึกษาด้วยตัวเองทีละตัวอักษรทันที
เนื่องจากมีเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น เนื้อหาจึงค่อนข้างน้อย เยี่ยเว่ยหมิงใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีก็อ่านเรียบร้อยแล้ว
จากนั้น…
[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษาตำราลับ ‘คนผีร่วมวิถี’ อย่างละเอียด ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่ระดับสูง ‘คนผีร่วมวิถี’ สำเร็จ]
ไม่น่าเชื่อว่าครั้งนี้จะไม่มีรางวัลพิเศษใดๆ เลย
เขาเปิดหน้าคอลัมน์สกิล หลังจากได้เห็นค่าสเตตัสของ ‘คนผีร่วมวิถี’ ก็ปล่อยวางความฉงนสนเท่ห์ก่อนหน้านี้ทันที
[คนผีร่วมวิถี]
สละตนโจมตี คนผีร่วมวิถี!
(เป็นเคล็ดวิชาพิเศษ ไม่มีการเลื่อนระดับ)
โจมตี +300%
แม่นยำ +200%
ที่แท้ก็เป็นเคล็ดกระบี่ที่ไม่มีเลเวล ไม่แปลกใจที่เมื่ออ่านตำราลับตามคำชี้แนะของอาจ่งแล้ว ก็ไม่ได้รับของรางวัลอย่างอื่นอีก
แต่ประสิทธิภาพของกระบวนท่านี้ ก็น่ากดไลก์จริงๆ!
พลังโจมตีเพิ่มขึ้น 300%!
ขอเพียงแทงกระบี่นี้ลงไป แม้จะเป็นทั้งเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ แต่จะมีผู้เล่นสักกี่คนที่ต้านประสิทธิภาพกระบี่นี้ของเขาไหว!
นี่ไม่ใช่เพียงกระบวนท่าหนึ่งของเคล็ดกระบี่ระดับสูงเท่านั้น แต่เป็นกระบวนท่าที่ไม่ต้องการการฝึกใดๆ หลังจากเรียนสำเร็จแล้วก็จะเป็นเคล็ดกระบี่ระดับสูงที่เลเวลเต็มทันที!
จุดบกพร่องเพียงอย่างเดียว ก็คงเป็นเรื่องที่แม้จะมีดาเมจไม่น้อย แต่ก็ใช้วิธีการตามปกติไม่ได้อยู่ดี ทำได้เพียงใช้เป็นท่าไม้ตายเฉพาะตัว
เพียงแต่จุดบกพร่องเล็กน้อยไม่อาจปิดบังจุดเด่นได้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังพึงพอใจกับกระบวนท่าของ ‘คนผีร่วมวิถี’ มาก
เยี่ยเว่ยหมิงใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีเพื่ออ่านตำราลับ ส่วนประเด็นสนทนาเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับของสองสาว ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางจบลงได้ภายในเวลาสั้นๆ นี้แน่ เยี่ยเว่ยหมิงจึงนำ ‘ตระหนักรู้วิชากลไก’ ที่ได้จากการคลำศพมนุษย์กลทองแดงก่อนหน้านี้ออกมา แล้วก็เริ่มพลิกอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดเสียเลย
และความจริงก็ได้พิสูจน์แล้ว ว่าตราบใดที่เป็นตำราลับจากหมู่บ้านชื่อสยา เนื้อหาก็สั้นกระชับแต่ยอดเยี่ยมหมด หลังจากผ่านไปห้านาที ตำราลับวิชากลไกเล่มแรกก็กลายเป็นแสงสีขาวหายไปจากมือเขาแล้ว หลังจากผ่านไปสิบวินาที เขาก็ใช้งานเอฟเฟ็กต์เรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน วิชากลไกที่ไม่มีจุดให้เพิ่มค่าประสบการณ์ก็โอนไปที่ทักษะ ‘อนุมาน’ โดยอัตโนมัติ ทักษะ ‘อนุมาน’ ของเขาได้ค่าประสบการณ์เพิ่ม 875 แต้มแล้ว
จากนั้นก็เป็นเล่มที่สอง…
เมื่อเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันครั้งนี้ ก็โชคดีที่เพิ่มไปบนเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ทำให้สุดยอดวิชานี้เพิ่มค่าประสบการณ์แล้ว 875 แต้ม
จากนั้นเล่มที่สามก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน…
เล่มที่สี่…
……
มี ‘ตระหนักรู้วิชากลไก’ ทั้งหมดแปดเล่ม หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน สุดท้ายก็มีสามเล่มที่เพิ่มค่าประสบการณ์ไปยังทักษะ ‘อนุมาน’ มีห้าเล่มที่เพิ่มทักษะไปยังเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’
จากนั้นค่าสเตตัสของสองเคล็ดวิชานี้ก็เปลี่ยนแล้ว…
[คำนวณ]เลเวล: 2
ค่าประสบการณ์: 1625/2000
กระบวนท่าของทักษะยุทธ์ทั้งหมด โจมตี +10%
ป้องกัน +10%
แม่นยำ +10%
เสริมเอฟเฟ็กต์ให้สกิลพิเศษ
……
ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)เลเวล: 3
ค่าประสบการณ์: 3595/4000
ดาเมจโจมตี +30%
แม่นยำ +30%
ดาเมจคริติคอล +30%
ดาเมจโจมตีจุดสำคัญ มีโอกาส 5% ที่จะโจมตีครั้งเดียวถึงตาย!
……
เป็นอย่างที่คาดไว้ ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ ก็ล้วนได้เบิกบานใจกับผลการเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์เสมอ!
ทักษะ ‘คำนวณ’ ก็ยังดีหน่อย หลังจากเพิ่มหนึ่งเลเวลแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นชัดเจนนัก ส่วนที่บอกว่าลดระดับความยากของการคำนวณเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉน…
จนกระทั่งตอนนี้ ไม่ว่าศัตรูคนใดก็ตามที่ทำให้เขาคำนวณอย่างสงบใจ ไม่ว่าจะลดระดับความยากหรือไม่ก็ยังคำนวณได้อยู่ดี ส่วนบรรดาศัตรูที่โจมตีกลับได้เก่ง ต่อให้ลดระดับความยากอีกหนึ่งเท่าก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
แต่การเพิ่มผลลัพธ์ของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ นั้นยอดเยี่ยมจริงๆ!
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าในอึดใจเดียวนี้เพิ่มดาเมจโจมตี แม่นยำและดาเมจคริติคอล 10% แค่เพิ่มโอกาสโจมตีครั้งเดียวถึงตายของดาเมจโจมตีจุดสำคัญ 5% อย่างเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้คนตะลึงจนอ้าปากค้างแล้ว
โจมตีครั้งเดียวถึงตาย!
เป็นไปตามชื่อ การโจมตีมองข้ามค่าป้องกัน ค่าพลังชีวิตสูงสุดและปัจจัยต่างๆ ไปได้เลย เมื่อเปิดใช้งานเอฟเฟ็กต์นี้ ก็ปลิดชีพได้ทันที!
พูดตามทฤษฎีแล้ว ขอเพียงเติมเต็มเงื่อนไขดาเมจโจมตีจุดสำคัญ และใช้เอฟเฟ็กต์พิเศษโจมตีครั้งเดียวถึงตาย 5% ต่อให้เป็น BOSS เลเวลสองร้อย เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้กระบี่เดียวส่งขึ้นสวรรค์ได้อยู่ดี!
มันก็ไม่มีเหตุผลอย่างนี้แหละ!
แน่นอน หากต้องการจะทำให้ได้อย่างนี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เขาสามารถโจมตีจุดสำคัญของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ
ส่วนใหญ่เกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ยิ่ง NPC เลเวลสูง การใช้งานก็จะยิ่งยาก ไม่ได้ง่ายเหมือนสู้กับมนุษย์กลธรรมดาอย่างนั้น
หากเจอ NPC ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ต่อให้ผู้เล่นจะพยายามสู้สุดกำลัง แต่ก็อาจสัมผัสชายเสื้ออีกฝ่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโจมตีจุดสำคัญของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำเลย
หรือไม่ก็ต้องรอเปิดใช้งานเอฟเฟ็กต์ไท้ซัวเป็นไฉนให้สำเร็จก่อนเท่านั้น เรื่องนั้นถึงจะเป็นไปได้
……
หลังจากจัดระเบียบสิ่งที่ได้อย่างพออกพอใจแล้ว ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่าประเด็นสนทนาของสองสาวใกล้จะจบแล้ว แม้จะยังพูดอยู่ แต่ก็ใช้ปากกินอาหารมากกว่าพูดแล้ว
เนื่องจากศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ความเร็วเรื่องกินอาหารย่อมแพ้ผู้หญิงไม่ได้อยู่แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงรีบเร่งความเร็วในการคีบอาหารเข้าปากทันที หลังจากนั้นครู่หนึ่ง อาหารสี่อย่างและน้ำแกงหนึ่งอย่างบนโต๊ะก็ลงไปอยู่ในท้องของหนึ่งชายสองหญิงหมดแล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ซานเย่ว์กลับเป็นฝ่ายกล่าวอำลาทั้งสองก่อน บอกว่าจะกลับไปคุยเรื่องราคากับร้านค้าร้านหนึ่งในเมืองหลวงสักหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงฟังแล้วทำหน้างุนงง
เขากับสะพานสวรรค์น้อยขึ้นรถม้าจากเฉิงตูไปยังเทียนอิน แล้วก็ขึ้นเรือจากเทียนอินไปที่ตีนเขาเล่อซาน เยี่ยเว่ยหมิงยังคงครุ่นคิดกับคำพูดก่อนหน้านี้ของซานเย่ว์
จะว่าไปแล้ว นางหนูนั่นจะเช่าร้านไปทำไมกัน
แต่พอคิดได้ว่าตอนอีกฝ่ายทำอะไรล้วนไม่เกี่ยวกับตน เยี่ยเว่ยหมิงก็อดทนไว้และไม่ได้เอ่ยถาม
กลับเป็นสะพานสวรรค์น้อยที่จู่ๆ ก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา นางบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ก่อนหน้านี้ข้ากับซานเย่ว์ปรึกษากันว่าจะรวมทุนกันเปิดร้านค้าแห่งหนึ่ง ทักษะของนางเหมาะจะทำธุรกิจ ข้าพอจะเจียดเวลามาช่วยดูแลได้บ้าง พวกเราเห็นว่าเมื่อครู่นี้พี่ใหญ่เยี่ยจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือ จึงไม่ได้รบกวน ตอนนี้เห็นเจ้าไม่ได้แบ่งสมาธิไปกับเรื่องอื่นแล้ว พิจารณาเรื่องร่วมหุ้นดูสักหน่อยไหม”
ที่แท้สองสาวก็คุยเรื่องที่เป็นการเป็นงานได้ด้วยหรือ
เยี่ยเว่ยหมิงลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ข้าอาจจะไม่มีเวลามาทำธุรกิจ อย่างมากก็ทำได้เพียงลงหุ้นลมนิดหน่อย แล้วก็…ตอนนี้ในมือข้าไม่ได้มีเงินเย็นมากขนาดนั้น…”
จะว่าไปแล้วก็รู้สึกละอายอยู่บ้าง ต้องโทษที่โลงศพแม่งราคาแพงเกินไป!
โชคดีที่ผู้เล่นในเกมฟื้นชีพได้ทุกเมื่อ ไม่อย่างนั้นคงตายไม่ไหวจริงๆ
นี่เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าเรื่องหนึ่ง…
เมื่อเดินตามเส้นทางภูเขาไปจนถึงยอดเขา ในที่สุดทั้งสองก็เห็น NPC เหมียวเหรินเฟิ่งที่อยู่ตรงปากถ้ำหลิงอวิ๋นแล้ว
อีกฝ่ายรูปร่างสูงใหญ่กำยำ แต่ใบหน้าสีเหลือง ให้ความรู้สึกว่าทุกข์ใจเพระาอาการป่วย ดูแล้วเหมือนเก็บกดเพราะเพิ่งเล่นเกมมาเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วยังถูกคนอื่นฮุบอุปกรณ์ไว้คนเดียวด้วย
เขาแอบส่งสายตายให้สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างกายอย่างแนบเนียน แล้วนางก็กินเนื้อย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงให้นางไว้ล่วงหน้าหนึ่งคำทันที ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เป็นฝ่ายเข้าไปกุมหมัดคารวะก่อน “เรียนถามผู้อาวุโส ท่านคือจอมยุทธ์เหมียวผู้เลื่องชื่อลือนามหรือไม่”
จากคำบรรยายของเฟยอวี๋ก่อนหน้านี้ สาเหตุที่เขาถูกเหมียวเหรินเฟิ่งไล่สังหาร ล้วนเป็นเพราะแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง
ส่วนวิธีช่วยชีวิตคนของถังซานไฉ่ก็ไม่ได้มีเกียรติเท่าไรนัก เขาอยากจะลอบโจมตีอยู่ตรงจุดลับ เดิมทีอยากจะล่อเหมียวเหรินเฟิ่งออกไป เพื่อให้เฟยอวี๋มีโอกาสหนี แต่กลับคาดไม่ถึงว่าวิชาตัวเบาของเหมียวเหรินเฟิ่งจะเหนือกว่าเขาเยอะ ปรากฏว่าทำให้ตัวเองเข้าไปพัวพันด้วยแล้ว
เมื่อรวมสองข้อที่กล่าวมาข้างต้น เหมียวเหรินเฟิ่งก็อาจจะไม่ใช่ราชามารที่ไร้เหตุผลจริงๆ ก็ได้
บางที อาจจะใช้วิธีการพูดคุยแก้ปัญหานี้อย่างสันติได้ก็ได้
แน่นอน เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัย เยี่ยเว่ยหมิงก็ให้สะพานสวรรค์น้อยกินเนื้อย่างก่อน กันไว้ดีกว่าแก้
ตอนที่ได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงถาม เหมียวเหรินเฟิ่งกลับชำเลืองรองเท้าขุนนางของเขา แล้วหยามเหยียดว่า “ผู้เลื่องชื่อลือนาม? เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิ ว่าฉายาของเหมียวผู้นี้คืออะไร”
“อันนี้…”
เยี่ยเว่ยหมิงถูกเหมียวเหรินเฟิ่งถามจนตอบไม่ถูก ติดต่อกับอินปู้คุยก็ไม่ได้ แล้วฉันจะไปรู้ไหมว่านายมีฉายาอะไร
ขนาดฉายาของอวี๋ชางไห่คืออะไรฉันยังไม่รู้เลย แล้วจะไปสนใจนายได้ยังไง
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงตอบไม่ได้ ในดวงตาเหมียวเหรินเฟิ่งก็ฉายแววเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม “ไม่รู้แม้กระทั่งฉายาของข้า ยังมาบอกว่าข้าเลื่องชื่อลือนาม ดูท่าแล้วสุนัขรับใช้ราชสำนักคงขี้ประจบสอพลอกันทั้งฝูง!”
บทที่ 115
เจ้าหมอนี่ปากเหม็นจริงๆ!
ถ้าไม่ใช่เพราะกังวลว่าจะสู้ไม่ไหว ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงก็อยากจะพุ่งเข้าไปเล่นงานเจ้าหมอนี่ให้ตายแล้วดรอปอุปกรณ์จริงๆ
เยี่ยเว่ยหมิงข่มกลั้นอารมณ์ชั่ววูบไม่ให้ตะโกนว่า ‘พเนจรสุดขอบฟ้า’ ออกมา แล้วทำหน้าตึงพร้อมกล่าวว่า “ในเมื่อผู้อาวุโสชอบความตรงไปตรงมา เช่นนั้นข้าก็จะไม่อ้อมค้อมแล้วเช่นกัน พวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าท่านเหมียวเหรินเฟิ่งคือท่านไหนในยุทธภาพ!”
“เฟยอวี๋ได้รับคำสั่งให้มาจับผู้กระทำความผิดของสำนักชิงเฉิง แม้เขาจะทำไม่ถูกที่เข้าใจผิดว่าผู้อาวุโสเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง แต่ผู้อาวุโสก็ได้สั่งสอนเขาไปแล้ว ตอนนี้ผู้อาวุโสจะไว้หน้าสำนักมือปราบเทพได้หรือไม่ เห็นแก่หน้าหัวหน้าโหยวจิ้น เห็นแก่หน้าหวงโส่วจุน ละเว้นให้สักครั้ง ปล่อยพวกเขาออกไปจัดการคดีต่อ”
ในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มใช้แผนสองของเขาทันที
ถลกหนังเสือมาทำธงขู่ให้กลัว!
เหมียวเหรินเฟิ่งอาจจะไม่เห็นผู้เล่นที่อ่อนแออย่างพวกเราอยู่ในสายตา แต่เจ้ามีเรื่องกับทั้งสำนักมือปราบเทพ กับทั้งราชสำนักไหวหรือ
เมื่อได้ฟังคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิง เหมียวเหรินเฟิ่งกลับหัวเราะลั่น “เจ้าอย่าเอาราชสำนักมาข่มข้าเลย หวงโส่วจุน โหยวจิ้นข้าย่อมไปมีเรื่องด้วยไม่ไหวอยู่แล้ว แต่เหมียวเหรินเฟิ่งก็ไม่ใช่คนที่ใครจะมาบีบก็ได้แน่นอน…
…อยากจะให้ข้าปล่อยพวกเขาไปอย่างนั้นหรือ…
…ได้สิ!…
…ตราบใดที่พวกเจ้าเอาชนะกระบี่ในมือข้าได้ก็พอ!…
“สุดท้ายก็ยังต้องสู้กัน” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่อย่างจนใจ จากนั้นบอกสะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างกายว่า “พเนจรสุดขอบฟ้า!”
เมื่อพูดจบ ทั้งสองก็ส่งกระบี่ออกไปพร้อมกัน
เมื่อมีประสบการณ์ร่วมมือกันก่อนหน้านี้แล้ว สัญญาณลับที่ทั้งสองมีต่อกันก็ย่อมดีกว่าเมื่อก่อน เมื่อส่งกระบี่วิเศษออกไป กำลังภายในของทั้งสองก็เชื่อมกันในชั่วพริบตาเดียว จากเดิมทีที่ทั้งสองร่างกายไม่เกี่ยวข้องกัน ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างไม่อาจแยก
เนื่องจากพวกเขาทำภารกิจครั้งก่อนสำเร็จแล้วได้รับรางวัลเป็นค่าตบะกับอุปกรณ์ไม่ใช่น้อยๆ ความสามารถก็ย่อมก้าวหน้าตามไปด้วย ด้วยการเสริมของประสิทธิภาพกระบี่คู่ผนึกรวม ระดับความก้าวหน้าประเภทนี้ก็ยิ่งปรากฏเป็นตัวเลขจำนวนมาก สูงถึงระดับที่ค่อนข้างน่ากลัว!
ทว่ายามเผชิญหน้ากับเยี่ยเว่ยหมิงและสะพานสวรรค์น้อยที่เป็นแบบนี้ กลับไม่เห็นถึงความกังวลของเหมียวเหรินเฟิ่งเลยแม้แต่น้อย เห็นเพียงเขาส่งกระบี่ออกมาอย่างสบายมือ เงากระบี่แบ่งไปทางซ้ายและขวา โจมตีปลายกระบี่ของทั้งคู่ได้อย่างแม่นยำ
ตอนที่เสียง โช้งเช้ง! ดังขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยจะสะเทือนจนถอยหลังหนึ่งก้าวพร้อมกัน
กระบี่คู่ผนึกรวม ถูกตีพังไปหนึ่งกระบวนท่า!
โอ้สวรรค์!
กระบี่คู่ผนึกรวมที่แม้แต่อวี๋ชางไห่ยังต้านไม่ไหว แต่เพียงชั่วพบหน้ากันเหมียวเหรินเฟิ่งคนนี้กลับโจมตีพังแล้ว เจ้าหมอนี่มันเป็นโรคจิตอะไรกันแน่
ขณะที่กำลังตกใจ เขาก็เงยหน้าอีกครั้ง แต่กลับเห็นเหนือศีรษะอีกฝ่ายปรากฏข้อมูลค่าสเตตัสแล้ว
[เหมียวเหรินเฟิ่ง]
ฉายา ‘ทั้งใต้หล้าไร้คู่ต่อสู้’ อีกฉายาคือ ‘พระหน้าทอง’
เลเวล: 80
พลังชีวิต: ???
กำลังภายใน: ???
แค่เลเวลแปดสิบ ทั้งใต้หล้าก็ไร้คู่ต่อสู้แล้ว?
แล้วจะให้บอสเลเวลแปดสิบหกอย่างหวังอวี่เยียนคิดอย่างไร จะให้จางชุ่ยซานเลเวลเก้าสิบคิดอย่างไร ไหนจะเซี่ยซุน โหยวจิ้น หวงโส่วจุนที่มองเลเวลไม่ออกอีก…
ทำไมคนเลอะเลือนไร้สมองอย่างเจ้าถึงอยู่ในโลกที่มีแต่คนเลวทรามต่ำช้ามาจนป่านนี้ได้ ยังไม่มีใครโจมตีเจ้าตายอีกหรือ
แน่นอน จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้เช่นกันว่า NPC ไร้สมองที่อยู่ตรงหน้านี้ ไม่ใช่คนที่เขากับสะพานสวรรค์น้อยจะรับมือด้วยไหว ต่อให้อาศัยกระบี่คู่ผนึกรวมก็ไม่ไหวอยู่ดี!
เฟยอวี๋ เจ้าหมอนั่นช่างสร้างปัญหาเก่งจริงๆ!
ความคิดต่างๆ แวบผ่านเข้ามาในหัว เหมียวเหรินเฟิ่งกลับถือกระบี่โจมตีเข้ามาแล้ว อีกฝ่ายส่งกระบี่ทะลุเคล็ดกระบี่ป้องกันของสะพานสวรรค์น้อยได้อย่างแผ่วเบา บีบให้นางถอยหลังต่อเนื่องหลายก้าว ตามด้วยหมุนคมกระบี่ ฟังตรงใต้ซี่โครงของเยี่ยเว่ยหมิงอีก
“สู้ไม่ไหว หนี!” หลังจากประเมินศัตรูตรงหน้าแล้วว่าตัวเองสู้ไม่ไหวแน่ เยี่ยเว่ยหมิงก็กำชับสะพานสวรรค์น้อยทันที จากนั้นมือขวาก็สะพายกระบี่ชิงจู๋ไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกันก็เอาตัวเข้าไปชนรับกระบี่วิเศษที่เหมียวเหรินเฟิ่งส่งเข้ามาโดยไม่หลบหลีก
กระบวนท่านี้ดูเหมือนรนหาที่ตาย แต่ความจริงกลับใช้ท่าไม้ตายโหดที่ทำให้พังพินาศไปพร้อมกับศัตรู!
ก่อนลงมือ เขาแบ่งกำลังภายในของตัวเองจากหนึ่งเป็นสอง ส่วนหนึ่งโคจรอยู่ในร่างกาย รอให้อาวุธของศัตรูแทงเข้ามาในร่างกาย ก็จะเริ่มรัดพันอาวุธนั้นไว้ทันที ทำให้ชักกลับคืนไปไม่ได้ ขณะเดียวกันก็กรอกกำลังภายในอีกส่วนไปบนกระบี่วิเศษในมือ ฉวยโอกาสโจมตีหนึ่งครั้งให้ถึงแก่ชีวิตตอนที่อาวุธในมืออีกฝายถูกบล็อก!
กระบวนท่านี้ เป็นท่าจากเคล็ดกระบี่เลเวลสูงสุดที่เยี่ยเว่ยหมิงเรียนมาในปัจจุบัน เป็นท่าที่ทำดาเมจสูงสุด
ชื่อของมันก็คือ…คนผีร่วมวิถี!
ด้วยค่าพลังชีวิตของเหมียวเหรินเฟิ่ง แม้เคล็ดกระบี่คนผีร่วมวิถีจะเพิ่มพลังโจมตี 300% และค่าสเตตัสปัจจุบันของเยี่ยเว่ยหมิงก็สร้างผลปลิดชีพไม่ได้ แต่ที่จริงแล้วจุดประสงค์ของเขาก็เรียบง่ายจริงๆ
ไม่จำเป็นต้องทำให้เหมียวเหรินเฟิ่งตายคาที่ แค่โจมตีบนขาเขาอย่างโหดเหี้ยมสักครั้งก็พอ โจมตีให้เกิดผลเส้นเอ็นขาดก็พอแล้ว
ขอเพียงทำให้เหมียวเหรินเฟิ่งใช้วิชาตัวเบาไม่ได้ น้องสะพานสวรรค์น้อยก็จะถอยออกไปได้อย่างสบายแล้ว นับว่าเขาไม่ทำให้สหายลำบากไปด้วย
ส่วนอย่างอื่นน่ะหรือ
ยามเผชิญหน้ากับ BOSS เลเวลแปดสิบ เยี่ยเว่ยหมิงไม่กล้าหวังอะไรมากเกินไป
แม้ความคิดของเขาจะดี ทว่าเห็นได้ชัดว่าเหมียวเหรินเฟิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ BOSS ธรรมดา เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มใช้เคล็ดวิชา ‘คนผีร่วมวิถี’ ก็พลันชักกระบี่ถอยหลังแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ หลบท่าไม้ตายที่เป็นไพ่ใบสุดท้ายของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
มองออกเลยว่าเหตุใดเขาจึงกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ทั้งใต้หล้าไร้คู่ต่อสู้’ แม้อาจจะไม่สมชื่อไปเสียหมด แต่ก็ยังมีความสามารถในระดับหนึ่งจริงๆ อย่างน้อยก็การที่อีกฝ่ายรู้จักปล่อยและรู้จักเก็บอาวุธ เยี่ยเว่ยหมิงตามอีกฝ่ายไม่ทันก็แล้วกัน
หลังจากหลบวิชาคนผีร่วมวิถีของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว เหมียวเหรินเฟิ่งก็ถลันร่างออกไป นำหน้าไปดักทางลงเขาของทั้งสองไว้แล้ว จากนั้นหันตัวมา กล่าวเสียงต่ำว่า “ความสามารถของเจ้าสองคน ก็พอดูได้นะ!”
เมื่อมายืนเคียงข้างสะพานสวรรค์น้อยอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงก็ชี้กระบี่ชิงจู๋ลงในแนวเฉียง สายตาไปหยุดอยู่บนตัวเหมียวเหรินเฟิ่งพร้อมถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้อาวุโสบอกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงที่ท่านกักตัวพวกเฟยอวี๋ไว้ได้หรือไม่”
เหมียวเหรินเฟิ่งได้ยินแล้วคาดไม่ถึงนิดหน่อย มองเขาด้วยสายตาชื่นชมขึ้นหลายส่วน “เจ้าเด็กนี่ก็ลาดเหมือนกันนะ”
สะพานสวรรค์น้อยไม่เข้าใจ นางขมวดคิ้วถามว่า “พวกเจ้าสองคนกำลังเล่นทายปริศนาอะไรกันแน่ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้หรือ”
“ที่จริงก็ไม่ได้ซับซ้อนเลย สาเหตุที่จอมยุทธ์เหมียวจะลำบากยุ่งยากกักตัวเฟยอวี๋ไว้ ก็เพียงเพราะอยากบีบให้พวกเราทำภารกิจก็เท่านั้นเอง” เยี่ยเว่ยหมิงมองหน้าเหมียวเหรินเฟิ่งพลางพูด “ส่วนรายละเอียดของเรื่องนี้ ก็ต้องขอให้จอมยุทธ์เหมียวอธิบายให้พวกเราฟังแล้ว เพราะแผนการในใจ มีเพียงจอมยุทธ์เหมียวเท่านั้นที่รู้ชัดแจ้งที่สุด”
เหมียวเหรินเฟิ่งได้ยินแล้วพยักหน้า ก่อนจะบอกว่า “ที่จริงหากจะพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องโทษศิษย์ร่วมสำนักของเจ้าเด็กนั่น หากเขาแค่โจมตีข้าเฉยๆ อย่างมากข้าก็แค่สังหารเขาหนึ่งครั้งแล้วปล่อยไป แต่ก่อนที่เขาจะลงมือ เขาดันโอ้อวดข้าว่าตัวเองมีทักษะที่ไล่ตามเบาะแสหมื่นลี้กับมองทะลุการปลอมตัวได้ และสองทักษะนี้ของเขาก็ช่วยทำให้ข้าสมปรารถนาได้พอดี…”
เลิศมาก ที่แท้ทักษะของเฟยอวี๋ นอกจากสะกดรอยตามได้แล้ว ก็ยังมองทะลุการปลอมตัวได้อีก
หากไม่ใช่เพราะเหมียวเหรินเฟิ่งพูดขึ้นมา เยี่ยเว่ยหมิงก็คงยังไม่รู้!
ไอ้เวรนี่ซ่อนได้มิดชิดทีเดียว!