วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

116-120

บทที่ 116
ที่จริงแล้ว เหมียวเหรินเฟิ่งก็แค่ถูกใจทักษะ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ กับ ‘แยกแยะจริงเท็จ’ ของเฟยอวี๋ อยากจะมอบหมายภารกิจลอบสังหารให้เขา

แต่ตามกฎของเกม NPC ห้ามใช้วิธีการที่ใกล้เคียงกับการไล่สังหารแบบนี้มาบังคับให้ผู้เล่นรับภารกิจ แต่ใครใช้ให้เจ้าคนมีตาแต่ไร้แววอย่างเฟยอวี๋ไปล่วงเกินอีกฝ่ายล่ะ

ดังนั้น เหมียวเหรินเฟิ่งจึงเตรียมจะโจมตีให้เขายอมแพ้ก่อน จากนั้นก็ให้เขาช่วยตนทำงาน

แต่เมื่อลงมือสู้กันแล้ว พระหน้าทองท่านนี้กลับได้แต่ส่ายหน้า

เจ้าหนุ่มนี่ยังความสามารถไม่ถึง!

ความสามารถของเฟยอวี๋แม้ปัจจุบันจะนับเป็นยอดฝีมือท่ามกลางผู้เล่น แต่เมื่อเทียบกับคนที่เหมียวเหรินเฟิ่งต้องการไล่สังหารแล้ว กลับยังแตกต่างกันเกินไป!

เพื่อให้งานของตัวเองราบรื่นมากขึ้น จอมยุทธ์เหมียวจึงแสร้งไล่สังหารเสียเลย บีบให้เขาเข้าไปในถ้ำหลิงอวิ๋นจนเอาตัวรอดออกมาไม่ได้ จากนั้น ก็ใช้กลยุทธ์ล่อศัตรูคนอื่นมาช่วย เริ่มจากล่อถังซานไฉ่ออกมาก่อน จากนั้นก็เป็นเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อย

กระทั่งได้เห็นกระบี่คู่ผนึกรวมของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์แล้ว เหมียวเหรินเฟิ่งถึงได้รู้สึกพอใจ

ความสามารถอย่างนี้ หากระวังตัวสักหน่อย ก็น่าจะรับมือกับเจ้าคนต่ำทรามนั่นไหว

เมื่อได้ฟังเหมียวเหรินเฟิ่งอธิบาย ทั้งสองถึงได้เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องนี้ บางจุดที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เข้าใจ ตอนนี้ก็เข้าใจกระจ่างในฉับพลันแล้ว

เหมือนจะมีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น ที่อธิบายได้ว่าเหตุใดพวกเฟยอวี๋ที่ถูกยอดฝีมือระดับเหมียวเหรินเฟิ่งไล่สังหาร แต่จนกระทั่งป่านนนี้แล้วก็ยังไม่ตายเสียที

แม้จะได้รับคำตอบแล้ว แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันล้ำค่าที่จะล้วงข่าวจากปาก NPC ระดับสูง จึงแสร้งพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจ “หากข้ากับสะพานสวรรค์น้อยไม่ปรากฏตัว หรือกำลังที่มาสนับสนุนของเฟยอวี๋ยังไม่ทำให้ท่านรู้สึกพอใจได้ จอมยุทธ์เหมียวเตรียมจะจัดการเฟยอวี๋อย่างไร”

“ข้าจะกักพวกเขาไว้ในนั้นสามวัน หากภายในสามวันยังไม่เห็นกำลังหนุนที่ทำให้ข้าพอใจ ข้าก็จะล้มเลิกความคิดก่อนหน้านี้ แล้วออกไปจากที่นี่เสียเลย” เหมียวเหรินเฟิ่งตอบ

หรือพูดได้อีกอย่างว่า เฟยอวี๋ไม่ต้องตายก็ได้ แต่จะเสียโอกาสในการทำภารกิจลับ

หลังจากพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งพิราบสื่อสารให้เฟยอวี๋เสียเลย “ออกมาเถอะ รับภารกิจแล้ว เหมียวเหรินเฟิ่งรับปากแล้วว่าจะไม่สังหารพวกเจ้า”

หลังจากนั้นประมาณสามนาที เฟยอวี๋กับถังซานไฉ่ก็เดินออกมาจากถ้ำหลิงอวิ๋นอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าเหมียวเหรินเฟิ่งไม่มีท่าทีว่าจะไล่สังหารพวกเขาต่อแล้วจริงๆ ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเดินมายืนข้างกายเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อย

เฟยอวี๋ใช้แววตาสื่ออารมณ์หลากหลายมองเยี่ยเว่ยหมิงที่ช่วยเขาออกจากอันตราย หลังจากเก็บกดอยู่นาน ถึงได้กล่าวออกมาอย่างยากลำบากว่า “ขอบใจนะ บุญคุณที่ช่วยชีวิตในวันนี้ ข้าจะจดจำไว้”

“เชอะ…” เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับโบกมือ “ในเกมไม่ได้ตายจริงสักหน่อย จะจริงจังขนาดนั้นไปทำไม”

“แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน” เฟยอวี๋กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะข้าทำให้สหายลำบากไปด้วย”

ลองคิดโดยเปลี่ยนมุมมอง หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตน ไม่ใช่แค่ตนที่ถูกขังไว้ แต่ยังพาสะพานสวรรค์น้อยมาลำบากจนหนีไม่พ้นไปด้วยอีกคน เกรงใจว่าในใจของตนก็คงจะเป็นทุกข์เหมือนเจ้าหมอนี่กระมัง

สิ่งเดียวที่แตกต่างกันก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงได้เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้แล้วก่อนขึ้นเขา ต่อให้เหมียวเหรินเฟิ่งจะเล่นงานจนถึงที่สุดและพวกเขาก็สู้ไม่ไหวจริงๆ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็มีวิธีการที่จะหนีไปอย่างปลอดภัย ไม่นั่งรอโดยไม่หาทางออกไว้ก่อนเหมือนพวกเฟยอวี๋แน่นอน

ตอนนี้ถังซานไฉ่ก็ก้าวออกมาแล้วเช่นกัน หลังจากกล่าวขอบคุณเยี่ยเว่ยหมิง ก็ออกแรงตบบ่าเฟยอวี๋ แต่กลับไม่ได้พูดอะไรอีก

รอจนกระทั่งตอนนี้ เหมียวเหรินเฟิ่งที่อยู่ในฐานะผู้มอบหมายภารกิจถึงได้เอ่ยปาก อธิบายต้นสายปลายเหตุของภารกิจนี้ให้พวกเขาฟังรอบหนึ่ง

เรื่องที่เหมียวเหรินเฟิ่งเล่านั้นยาวมาก เนื้อหาเกี่ยวข้องกับบุญคุณความแค้นของคนหลายรุ่นจากสี่ตระกูลใหญ่

ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะความแค้นที่บ้านเมืองถูกรุกรานอะไรทำนองนั้น สุดท้ายก็นำไปสู่การสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายระหว่างเหมียวเหรินเฟิ่งกับยอดฝีมือที่ชื่อหูอี้เตา ทั้งสองสู้กันต่อเนื่องหลายวัน ในระหว่างนั้นได้ผ่านเรื่องราวมากมายที่ทำให้เห็นถึงจิตใจอันเข้มแข็งและซื่อสัตย์ของเหมียวเหรินเฟิ่ง เกิดเป็นโครงเรื่องน้ำเน่าลดทอนสติปัญญาในสายตาผู้เล่นอยู่บ้าง นั่นก็คือจากตอนแรกที่ทั้งสองเป็นศัตรูกัน ตอนหลังก็ค่อยๆ กลายเป็นเพื่อนกันแล้ว

แต่กลับคาดไม่ถึงว่าการประลองยุทธ์ที่สง่าผ่าเผยสนามหนึ่ง สุดท้ายกลับเป็นเพราะมีคนต่ำช้ามาเป็นก้างขวางคอ จึงกลายเป็นการลอบสังหารแทน!

หมอกระดูกคนหนึ่งที่ชื่อว่าเหยียนจีแอบเขาไปในบ้านของเขากับหูอี้เตาอย่างเงียบเชียบ แอบทาพิษร้ายไว้บนอาวุธของทั้งสอง ผลปราฏว่าในระหว่างการต่อสู้ หูอี้เตาไม่ทันระวังถูกดาบบาดแขน พิษร้ายแล่นสู่หัวใจ แล้วจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคคนหนึ่งก็สิ้นชีพด้วยน้ำมือคนต่ำทรามหน้าเนื้อใจเสือไปอย่างนั้นแล้ว

เหมียวเหรินเฟิ่งตามสืบมาหลายปี สุดท้ายก็ยืนยันได้แล้วว่าคนที่วางยาพิษคือหมอกระดูกที่ชื่อเหยียนจี อีกฝ่ายทำไปเพราะอยากได้ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ สองหน้านั่นของตระกูลหู อยากจะอาศัยสิ่งนี้เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นมหาโจรที่มีทักษะยุทธ์ไม่ธรรมดา จะได้ปล้นฆ่าไปทั่วได้สะดวก

เหมียวเหรินเฟิ่งตั้งใจจะไปกำจัดเจ้าชั่วนี่เพื่อล้างแค้นให้หูอี้เตา

แต่ช่วยไม่ได้ที่เจ้าชั่วนี่มีนิสัยปลิ้นปล้อนสับปลับ เหมียวเหรินเฟิ่งลงมือหลายครั้งแล้ว แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว

พอตอนหลัง ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากไปไล่สังหารเหยียนจีล้มเหลว เหมียวเหรินเฟิ่งก็บังเอิญพบกับเฟยอวี๋

ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น พวกเขาก็ย่อมรู้หมดแล้ว

เมื่อฟังเหมียวเหรินเฟิ่งเล่าเรื่องของหูอี้เตาจบแล้ว สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างๆ ก็ทอดถอนใจไม่หยุด

เป็นคู่จิ้นที่เลิศจริงๆ!

ผลปรากฏว่าได้อยู่คนละโลกเสียอย่างนั้น!

น่าเสียดายจริงๆ น่าเศร้า…เฮ้อๆ

ไม่สนใจความคิดคับแค้นต่อนิยายวายในใจของผู้หญิงบางคน หลังจากเหมียวเหรินเฟิ่งเล่าเรื่องนี้จบแล้ว ก็แจกภารกิจนี้ให้พวกเขาสี่คนเสียเลย

[สังหารเหยียนจี]

ระดับภารกิจ: 5 ดาว

มหาโจรเหยียนจี ใช้วิธีการต่ำช้าไร้ยางอายลอบสังหารหูอี้เตา จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค เหมียวเหรินเฟิ่งฝากฝังให้พวกเจ้าโจมตีสังหารคนคนนี้ ปลอบโยนวิญญาณจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่บนสวรรค์

รางวัลภารกิจ: เลือกเคล็ดกระบี่หรือเคล็ดดาบหนึ่งวิชาแล้วขอคำชี้แนะจากเหมียวเหรินเฟิ่งได้ เพิ่มเลเวลเคล็ดกระบี่/เคล็ดดาบ 1 เลเวล!

บทลงโทษภารกิจล้มเหลว: ถูกเหมียวเหรินเฟิ่งไล่สังหารสามวัน!

คำแนะนำภารกิจ: เหยียนจีปรากฏตัวครั้งสุดท้ายตรง XXX นอกเมืองฝูโจว ดักสังหารกลุ่มพ่อค้าของ XXX ไปกลุ่มหนึ่ง ไปหาเบาะแสจากที่นั่นได้

……

เคล็ดดาบหรือเคล็ดกระบี่ที่กำหนดจะเพิ่มหนึ่งเลเวล!

ตอนที่ได้เห็นรางวัลภารกิจ ทั้งสี่ก็เริ่มหายใจถี่แล้ว

สำหรับพวกเขาแล้ว รางวัลนี้ถือว่าสุดยอดจริงๆ!

ในบรรดาพวกเขาสี่คน เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยฝึกเคล็ดกระบี่เป็นหลัก อีกทั้งเคล็ดกระบี่ที่พวกเขาใช้ก็เลเวลสูงมากแล้ว หากอัปเลเวลต่อไป ก็เรียกได้ว่าต้องใช้ค่าตบะจำนวนมหาศาล

และรางวัลภารกิจที่เหมียวเหรินเฟิ่งให้ครั้งนี้ ก็เลิศกว่ารางวัลของภารกิจขนาดใหญ่อย่างสำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนหน้านี้เสียอีก!

โดยเฉพาะเยี่ยเว่ยหมิง หากเขาอยากอัปเลเวล ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ อีก ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็สูงถึงสามแสน แต่ถ้าทำภารกิจนี้สำเร็จ…แค่ลองคิดก็รู้สึกฮึกเหิมแล้ว

ส่วนเฟยอวี๋ก็ฝึกวิชาดาบเป็นหลัก อยู่ในขอบเขตรางวัลภารกิจเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีเขาก็ฝึก ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ อยู่แล้ว เหมียวเหรินเฟิ่งบอกว่าตนชำนาญเคล็ดวิชานี้มาก

แม้แต่ถังซานไฉ่เอง ถึงจะฝึกอาวุธลับเป็นหลัก แต่เขาก็ฝึกเคล็ดกระบี่ลมสนควบคู่ด้วยเช่นกัน สำหรับเข ารางวัลภารกิจนี้อาจไม่สำคัญเท่าของคนอื่น แต่ก็ยังมีแรงดึงดูดมากอยู่ดี

ส่วนบทลงโทษจากภารกิจล้มเหลว พวกเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเท่าไรนัก

ในเมื่อเหยียนจีทำให้เหมียวเหรินเฟิ่งไร้หนทางได้ ก็แสดงว่าเหมียวเหรินเฟิ่งนอกจากมีทักษะยุทธ์แล้ว ความสามารถในการไล่ตามเบาะแสก็ธรรมดามาก ขอเพียงไม่ได้ถูกเขาเพ่งเล็งตั้งแต่แรกเหมือนเฟยอวี๋ พวกเขาก็ไม่ถึงขั้นใช้เวลาสามวันก็ยังยืนหยัดไม่ไหวหรอก

เมื่อเห็นผู้เล่นสี่คนนี้รับภารกิจแล้วเตรียมตัวจะออกไป จู่ๆ เหมียวเหรินเฟิ่งก็เอ่ยว่า “ก่อนจะไป ข้าอยากจะเตือนพวกเจ้าสักหน่อย”

เขาพูดต่อว่า “หนึ่ง เหยียนจีเชี่ยวชาญการใช้พิษมาก ตอนที่พวกเจ้าลงมือจะต้องระวังให้มากๆ หน่อย”

“ส่วนข้อสอง…” ขณะที่พูด สายตาของเหมียวเหรินเฟิ่งก็ไปหยุดอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อย “การผนึกรวมวิชาของพวกเจ้าทั้งสองยอดเยี่ยมจริงๆ แต่ร่างของพวกเจ้ายังไม่รู้ใจกันมากพอ เดิมทีควรจะเป็นคู่รักถึงจะใช้เคล็ดกระบี่นี้ได้อย่างประสิทธิภาพ พวกเจ้าถึงจะใช้งานมันอย่างเคารพรักซึ่งกันและกัน…

…เคล็ดกระบี่เช่นนี้ ยามสู้กับศัตรูในโหมดภารกิจ หรือสู้กับพวกที่ฝีมือไม่สูงก็ยังถือว่าราบรื่น…

…หากชดเชยจุดอ่อนนี้ไม่ได้ ยามเผชิญหน้ากับยอดฝีมือ ก็ไม่เพียงแค่จะกลายเป็นที่พึ่งของพวกเจ้าไม่ได้ กลับกลายเป็นช่องโหว่ใหญ่สุดของพวกเจ้าด้วยซ้ำ หากเป็นอย่างนั้น ต่างคนต่างสู้ยังปลอดภัยกว่า…

…เหยียนจีนั่นที่ข้าให้พวกเจ้าไปสู้ แม้จะไม่ใช่ศัตรูที่อยู่ภายใต้โหมดภารกิจ แต่ความสามารถของเขาก็ธรรมดา ยังไม่พอให้มองออกถึงจุดอ่อนเคล็ดกระบี่ของพวกเจ้าได้ แต่หากเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้ นั่นก็พูดยากแล้ว…

…ก็อย่างที่บอก นอกเสียจากว่าพวกเจ้าจะชดเชยจุดอ่อนได้ วิชานี้ถึงจะสมบูรณ์แบบ…

…ข้าพูดไปเยอะแล้ว พวกเจ้าไปเถอะ”

บทที่ 117
ทักษะประจำสำนักของสำนักมือปราบเทพเป็นของดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเวทชันสูตรศพ เวทบรรจุศพของเยี่ยเว่ยหมิง หรือการจับโกหกของซานเย่ว์ ก็ล้วนเป็นทักษะเทพที่เรียกว่าระดับ BUG ได้เลย มีเพียงเฟยอวี๋ที่ความพันธ์กับพวกเขาสองคนไม่ดีเท่าไร ทักษะตัวอักษร ‘ดิน’ ของเขาจึงค่อนข้างลึกลับสำหรับพวกเขาทั้งสองคน

จนกระทั่งวันนี้ ทุกคนถึงได้เห็นกับตาถึงความน่ากลัวของทักษะ ‘สืบเสาะหมื่นลี้’ ของเจ้าหมอนี่!

ทั้งสี่คนขึ้นรถม้าไปยังจุดภารกิจที่เหมียวเหรินเฟิ่งบอก หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงตรวจสอบที่เกิดเหตุคร่าวๆ ครู่หนึ่ง ถึงได้พบร่องรอยการต่อสู้บางอย่าง อีกทั้งผู้ร้ายก็เหมือนจะใช้ดาบเป็นอาวุธ เขารู้เพียงเท่านี้

แต่เฟยอวี๋เลิศล้ำขึ้นไปอีก วินิจฉัยทิศทางที่ผู้ร้ายหลบหนีไปเสียเลย ถึงขั้นว่าเป้าหมายถัดไปของอีกฝ่ายอยู่ตรงไหนก็พูดออกมาแล้ว

ความสามารถในการสืบเสาะน่ากลัวขนาดนี้ เกรงว่าคงใกล้เคียงกับ GPS ระบุตำแหน่งแล้วกระมัง

จากนั้น ทั้งสี่ก็ไล่ตามไปยังทิศทางที่เฟยอวี๋ชี้บอก ระหว่างทางเจอทางแยกหลายครั้ง แต่เฟยอวี๋ก็อาศัยสกิลที่เหมือน BUG ของเขาชี้ทิศทางของคนร้ายได้โดยตรง ถึงขนาดไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเพราะการสืบหาเบาะแสด้วย

ในระหว่างที่สะกดรอยตามนี้ นอกจากจะนั่งรถม้าไม่ได้ ก็เรียกได้ว่าไล่ตามด้วยความเร็วสูงสุดของผู้เล่นแล้ว

หลังจากผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็เจอเรือนเล็กที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ตรงตีนไหล่เขานิรนาม

เรือนแห่งนี้เรียบง่ายมาก นอกจากกำแพงรั้วธรรมดากับบ้านมุงฟางที่ดูเก่าชำรุดหลังหนึ่ง ก็มีเพียงกองฟืนที่ตั้งซ้อนกันสูงอยู่ตรงมุมกำแพงลานบ้าน

พวกเขามาหยุดยืนอยู่นอกลานบ้าน ส่วนเฟยอวี๋ก็ชี้ไปยังบ้านมุงฟางที่อยู่กลางลานบ้าน “ผู้ร้ายที่จู่โจมกลุ่มพ่อค้าซ่อนตัวอยู่ในบ้านมุงฟางนั่น หากข้อมูลที่เหมียวเหรินเฟิ่งให้มาไม่ผิดพลาด เขาก็คงจะเป็นเหยียนจี!”

ตอนนี้ ในบ้านมุงฟางมีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น “ทุกท่านเดินทางมาไกล เหยียนจีช่างหวาดกลัว สถานที่รกร้างไม่มีสุราอาหารชั้นดีมาต้อนรับ มีเพียงน้ำชาหนึ่งถ้วยที่ช่วยดับกระหายให้บรรดาจอมยุทธ์น้อยได้ พวกเราเจรจากันด้วยเหตุผลก่อนค่อยลงมือ ดื่มน้ำชาก่อนแล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย”

เมื่อมองไปตามเสียง ก็เห็นชายวัยกลางคนผอมแห้งคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่หลังหน้าต่างบ้านมุงฟาง กำลังกวักมือทักทายพวกเขา บนใบหน้ายังเผยรอยยิ้มไร้พิษภัยอีกด้วย

หากไม่ใช่เพราะได้ฟังเหมียวเหรินเฟิ่งบรรยายถึงความชั่วร้ายของคนผู้นี้ ก็ยากจะนึกเชื่อมโยงเขากับมหาโจรที่เป็นยายแก่ไร้ฟันพิงกำแพงกินโจ๊ก (พ้องเสียงกับคำว่าเลวทรามต่ำช้าไร้ยางอายถึงขีดสุด) นั่นเข้าด้วยกันได้

“พวกเราไม่เข้าไปแล้วกัน เชิญท่านออกมาดีกว่า ดาบกระบี่ไม่มีตา อาจทำลายข้าวของในบ้านท่านพังได้” ขณะที่ปากพูดอย่างนี้ มือซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มงอนิ้วคำนวณแล้ว

เปิดใช้ผลแอคทิฟสกิลไท้ซัวเป็นไฉน!

[ติ๊ง! อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในขอบเขตการโจมตี ไม่สามารถคำนวณได้ การเปิดใช้ผลแอคทิฟสกิลไท้ซัวเป็นไฉนล้มเหลว!]

แม่งเอ๊ย…

มีหน้าต่างกั้น ระยะห่างยังใกล้ไม่พอ!

ส่วนเหยียนจีก็ถือโอกาสปิดหน้าต่าง พร้อมทั้งส่งเสียงดังมาจากข้างใน “ศีรษะของเหยียนจีอยู่นี่แล้ว หากจอมยุทธ์น้อยทั้งหลายอยากได้ ก็มาเอาไปได้เลย”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมออกมา ถังซานไฉ่ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เขาไม่ยอมออกมา พวกเราต้องเข้าไปหรือเปล่า”

และในตอนนี้ เฟยอวี๋ก็ก้าวขึ้นมาผลักประตูลานบ้านออก “ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสือหรือ ไหนๆ ก็มาแล้ว พวกเราก็ต้องเข้าไปดูอยู่แล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเตือนทันที “อย่าลืมนะ เหมียวเหรินเฟิ่งบอกว่าเขาเชี่ยวชาญเรื่องใช้พิษ ต้องป้องกันนะ!”

“นั่นมันจะมีอะไรกัน” สำหรับการเตือนด้วยเจตนาดีของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ยังคงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ในเมื่อเขาอาจจะวางยาพิษลงในน้ำชา เช่นนั้นพวกเราไม่ไปดื่มชาของเขาก็สิ้นเรื่องแล้ว จะให้ยืนรออยู่ข้างนอกเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรไม่ได้หรอกกระมัง”

ขณะที่พูด เฟยอวี๋ผลักประตูบ้านมุงฟางออกแล้ว จากนั้นหันกลับมายิ้มให้สหาย เพียงแต่ตอนที่เขายิ้ม ในดวงตากลับมีน้ำตาสองสายที่สื่อความหมายคลุมเครือไหลออกมาแล้ว

หนึ่งเงาร่างอันสง่างาม

หันกลับมาพร้อมยิ้มอ่อน

น้ำตาที่ไร้คนเข้าใจ

ภาพเหตุการณ์นี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะให้ความรู้สึกว่า ‘ลมโชยชายฝั่งแม่น้ำอี้จนหนาวเหน็บ[1]’

ขณะกำลังสงสัยว่าทำไมเจ้าหมอนี่ถึงน้ำตาไหลโดยไม่มีสาเหตุตอนนี้ เท้าข้างหนึ่งของเฟยอวี๋ที่เหยียบเข้าไปในประตูกลับอ่อนยวบ เงาร่างอันสง่างามล้มลงพื้นทันที

ตุ้บ!

เขาที่นึกว่าตัวเองทั้งหล่อทั้งสง่างาม หรือพูดง่ายๆ ว่าหล่อคูล ที่แท้ก็ถูกทำให้ล้มลงอย่างกะทันหัน ล้มลงแบบโง่ๆ แล้ว

นี่มันสถานการณ์อะไรกัน!

ในขณะที่ตกใจ เฟยอวี๋ก็รีบตรวจดูอาการของตัวเอง จากนั้นก็ตะโกนอย่างตกใจว่า “ไม่ว่าใครก็อย่าเข้ามา ข้าถูกพิษแล้ว!”

ในขณะเดียวกันนี้เอง ในช่องทีมก็ปรากฏภาพหน้าจอที่เฟยอวี๋ใช้มืออันรวดเร็วของชายโสดยี่สิบปีส่งเข้ามา

[สายลมโศกา: สถานะถูกพิษ หากถูกพิษสายลมโศกา ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง พละกำลัง ความแข็งแกร่ง ท่าร่าง ความว่องไวจะลดลง 90% ใช้กำลังภายในไม่ได้!]

ช่างเป็นพิษที่ร้ายกาจ

ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้คนถูกพิษได้อย่างเงียบเชียบไร้เสียง ทั้งยังสูญเสียแรงความสามารถในการต้านทานในชั่วพริบตาเดียว นี่มัน BUG ชัดๆ!

ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง ในบ้านมุงฟางกลับมีเสียงของเหยียนจีดังออกมา “ข้าบอกว่าเชิญให้พวกเจ้ามาดื่มชา พวกเจ้าก็นึกว่าข้าจะวางยาพิษลงในน้ำชาจริงหรือ…

…ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!…

…ยังมีสายลมโศกานี่อีก ข้าทุ่มเทกำลังความคิดไปไม่น้อย เป็นของดีที่ได้มาจากเขตตะวันตก เตรียมไว้เพื่อเหมียวเหรินเฟิ่งโดยเฉพาะ แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้ข้าแอบวางยาเจ้าไว้คนเดียว ทำให้เจ้าเด็กนี่ได้เปรียบจริงๆ สิ้นเปลืองของล้ำค่าของข้า!”

หลังจากเสียงของเหยียนจีดังขึ้น เฟยอวี๋ที่เอนกายอยู่บนพื้นก็เห็นเหยียนจีที่ร่างกายผอมแห้งถือดาบหัวผีเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม “กับดักประเภทนี้ หากใช้อีกครั้งก็แสดงประโยชน์ได้ยากแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าส่งเจ้าไปสวรรค์ก่อนแล้วกัน”

ขณะที่พูด เหยียนจีก็ยกดาบหัวผีในมือขึ้นมาแล้ว หัวใจของเฟยอวี๋ก็จมลงก้นเหวทันที

จบเห่!

นึกไม่ถึงว่าเคลื่อนทัพออกศึกไม่ทันคว้าชัย ตัวมาตายเสียก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะเลอะเลือนจนถึงขั้นถูก BOSS วางกับดักตายแล้ว!

เขานึกเสียใจทีหลังที่ตัวเองดื้อรั้น ไม่ฟังคำพูดอันล้ำค่าดั่งทองของเยี่ยเว่ยหมิง!

เฟยอวี๋หลับตาลงพร้อมความเสียใจอันไร้ที่สิ้นสุด

จากนั้น เขาก็พลันรู้สึกแน่นตรงข้อเท้า ตามมาด้วยแรงดึงมหาศาล จากนั้นเขาก็รู้สึกถึงภาวะไร้น้ำหนักอยู่พักหนึ่ง ทั้งตัวถูกดึงจนลอยขึ้นไปกลางอากาศ

เขารีบลืมตาขึ้น พบว่ายามหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ น้องสะพานสวรรค์น้อยโยนผ้าแพรขาวเส้นหนึ่งออกมาพันข้อเท้าของเขา ช่วยเขาออกมาจากคมดาบของเหยียนจีแล้ว

การดึงของสะพานสวรรค์น้อยครั้งนี้ ทำให้ร่างของเฟยอวี๋ลอยออกไปนอกเขตลานบ้านของบ้านมุงฟางแล้ว ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้หญิง ไม่สะดวกจะยื่นมือไปประคอง ทำได้เพียงบอกเยี่ยเว่ยหมิงที่อยู่ข้างกายว่า “รับเขาไว้”

“ไม่มีปัญหา” เยี่ยเว่ยหมิงตอบรับอย่างง่ายดายมาก แต่เท้ากลับไม่ขยับแม้แต่น้อย

จะให้ข้าอ้าแขนไปอุ้มสหายผู้ชายอย่างนั้นหรือ

อย่าล้อเล่นได้ไหม!

ตกลงพื้นก็ไม่ตายหรอก ตกแล้วร่างกายแข็งแรงกว่าเดิม!

โชคดีที่ในบรรดาพวกเขายังมีถังซานไฉ่ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเฟยอวี๋ พอได้ยินนางพูดก็กระโจนตัวขึ้นมาทันที รับเฟยอวี๋ที่ไร้เรี่ยวแรงมาไว้ในอ้อมกอด ทำให้เขาไม่ต้องล้มคะมำให้อับอายขายหน้าผู้คน

แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่แล้ว

“ในบ้านมีพิษ พวกเราเข้าไปไม่ได้” ขณะที่เก็บผ้าแพรขาว สะพานสวรรค์น้อยก็ขมวดคิ้วถามว่า “แต่เหยียนจีนั่นก็ไม่ยอมออกมา พวกเราจะทำอย่างไรกันดี”

[1] ลมโชยชายฝั่งแม่น้ำอี้จนหนาวเหน็บ ท่อนต่อไปคือ ผู้กล้าไปแล้วไม่หวนกลับ เป็นท่อนหนึ่งของกลอนสั้นที่แต่งโดย จิงเคอ หนึ่งในมือสังหารผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์จีน ผู้ลอบสังหารฉินอ๋องเจิ้ง

บทที่ 118
ปัง!

เมื่อสิ้นเสียงของสะพานสวรรค์น้อย ประตูบ้านมุงฟางก็ถูกเหยียนจีปิดจากข้างในอีกครั้ง พวกเยี่ยเว่ยหมิงยืนอยู่ด้านนนอก ไม่มีทางมองเห็นสภาพภายในห้องได้เลย

ขณะเดียวกัน เสียงอันลำพองใจของเหยียนจีก็ดังมาจากในบ้าน “ฝีมือแม่นางน้อยก็ไม่เลว นับว่าเจ้าเด็กนั่นดวงแข็ง ข้ายังยืนยันคำเดินก่อนหน้านี้ ยินดีต้อนรับพวกเจ้าเข้ามาดื่มชาทุกเมื่อ ฮ่าๆ…”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันกำเริบเสิบสานของเหยียนจี สีหน้าเฟยอวี๋ย่ำแย่ไร้ที่เปรียบ นี่คือสิ่งที่แสดงออกมาภายนอกหลังจากถูกพิษ

ถังซานไฉ่ใช้สองมือประคองไหล่เฟยอวี๋ เหมือนกลัวว่าสหายรักของตัวเองจะล้มลงกะทันหัน จากนั้นหันมาถามเยี่ยเว่ยหมิงว่า “สหายเยี่ย เจ้ามีความคิดมากมาย มีวิธีแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้หรือเปล่า”

“วิธีแก้ปัญหาหรือ” สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงไปหยุดอยู่บนกองฟืนข้างเรือน แล้วตอบพร้อมยิ้มบางๆ “มันก็ชัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ”

“พี่ใหญ่เยี่ย ท่านหมายความว่าอย่างไร” สะพานสวรรค์น้อยได้ยินแล้วอยากรู้มาก

“สาเหตุที่ทุกคนถูกบ้านมุงฟางเล็กๆ หลังนี้ทำให้ลำบาก ที่จริงก็เป็นเพราะความเคยชินในเกมทำให้เข้าใจผิด คิดว่าไม่มีทางทำลายฉากในเกมได้”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินเข้ามาในเขตลานบ้านแล้ว เขากวักมือเรียกกระบี่ชิงจู๋มาไว้ในฝ่ามือ จากนั้นโบกและตวัดอย่างละหนึ่งที ฟืนมัดใหญ่ถูกเขาใช้กระบี่ตวัดจนกระเด็นขึ้นไปตกกระทบผนังของบ้านมุงฟาง ทั้งให้บ้านมุงฟางสั่นสะเทือนทั้งหลัง

จากนั้นก็หมุนคมกระบี่ ฟืนมัดที่สองถูกตวัดขึ้นมาอีก “แต่เกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ไม่เหมือนเกมออนไลน์ทั่วไป ต่อให้เป็น NPC ก็ต้องกินต้องดื่มหมือนกัน พวกเราแค่ต้องใช้ฟืนกลบบ้านหลังนี้ไว้ ให้เขาออกมาไม่ได้ ก็จะทำให้เจ้าคนที่เชี่ยวชาญพิษคนนี้หิวตายแล้ว ไม่น่าดีใจหรอกหรือ!”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดอย่างนี้ ถังซานไฉ่กับสะพานสวรรค์น้อยก็เผยสีหน้าเหมือนกำลังด่าว่า ‘มารดาเจ้าเถอะ ล้อเล่นอะไรกัน’ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร สนใจแต่พูดเร่ง “อย่ามัวแต่ยืนดูเอาสนุก รีบมาช่วยกัน!”

หลังจากทั้งสองสบตากัน สะพานสวรรค์น้อยก็ก้าวขึ้นมาช่วยทันที ส่วนถังซานไฉ่ก็อยากประคองเฟยอวี๋ไปนั่งพักข้างๆ ก่อน แต่เจ้าตัวห้ามด้วยสีหน้าคร่ำเครียด “ข้าก็แค่ออกแรงไม่ไหวหลังจากถูกพิษ ยังไม่ถึงขั้นยืนไม่ไหวหรอก เมื่อครู่ตอนเข้าบ้านไป นั่นคือปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคนเพิ่งถูกพิษ ครั้งนั้นไม่นับ”

“ก็ได้!”

แม้จะมองออกว่าเฟยอวี๋รักศักดิ์ศรีหน้าตามาก แต่ถังซานไฉ่ก็ยังปล่อยเขาอย่างให้ความร่วมมือมาก แล้วนำกระบี่ลมสนออกมา เข้าร่วมการตวัดฟืนด้วยเช่นกัน

ชั่วขณะนั้น แสงสะท้อนคมกระบี่วิบวับ ฟืนกระเด็นเต็มท้องฟ้าท่ามกลางแสงกระบี่ ไม่นานก็ล้อมบ้านมุงฟางของเหยียนจีเอาไว้อย่างแน่นหนาแล้ว

ฟิ้ว…ตุ้บ!

หลังจากโยนฟืนแห้งกองสุดท้ายไว้ข้างบ้านมุงฟาง เยี่ยเว่ยหมิงก็แบมือยักไหล่ “เรียบร้อย ภารกิจเสร็จสิ้น ตอนนี้พวกเราเฝ้าอยู่ตรงนี้ก็พอ หาอะไรกินไปพลาง นั่งรอให้เหยียนจีหิวตายไปพลาง”

“หึ! เจ้าคนจอมปลอม…” เสียงฮึดฮัดแสดงความเหยียดหยามดังขึ้น เฟยอวี๋ก้าวออกมาข้างหน้าแล้ว นำตะบันไฟกับคบเพลิงออกจากห่อสัมภาระ พร้อมบอกว่า “ในเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะข้า ข้าจะเป็นคนเลวคนนั้นเองก็แล้วกัน!”

ขณะที่พูด เขาก็ใช้ตะบันไฟจุดคบเพลิงแล้ว จากนั้นออกแรงโยนคบเพลิงให้ไปตกบนฟืนแห้งรอบบ้านมุงฟาง ไฟเริ่มลามเร็วมาก

หลังจากทำทุกอย่างนี้เสร็จ เฟยอวี๋ก็หันกลับมามองเยี่ยเว่ยหมิง แล้วกล่าวอย่างเยือกเย็นมากว่า “เมื่อครู่เพิ่งได้รับข้อความเตือนจากระบบ ว่าข้าถูกหักค่าวีรบุรุษ 20 แต้มเพราะวางเพลิง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นบ้าน ข้างในยังมีเจ้าไข่เน่าที่น่ารังเกียจอยู่ด้วย ดังนั้นการลงโทษของระบบก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเงียบไปสองวินาที “ที่จริงความคิดเดิมของข้าก็คือ แค่แสร้งว่าจะวางเพลิงเผาบ้าน เหยียนจีจะต้องกระโดดออกมาเองแน่นอน ค่าวีรบุรุษอะไรนั่น ไม่ต้องหักเลยสักนิด”

“ข้าขอใช้ภาษาไร้อารยธรรมมาด่าเจ้าได้หรือเปล่า” เฟยอวี๋ถาม

“ระบบจะปิดกั้นภาษาไร้อารยธรรมของเจ้าโดยอัตโนมัติ แล้วจะถือโอกาสหักค่าวีรบุรุษของเจ้าด้วย เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย” เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าไม่ถือสา

เฟยอวี๋ [凸(艹皿艹)]

ตอนที่ผู้เล่นทั้งสองของสำนักมือปราบเทพเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นมิตร ไฟก็ลามเป็นบริเวณกว้างแล้ว มุมหนึ่งของบ้านมุงฟางถูกไฟเผาแล้ว

จนกระทั่งตอนนี้ เหยียนจีที่อยู่ในบ้านถึงได้ทนไม่ไหว เปิดประตูบ้านออกมา จากนั้นก็ใช้เท้าเตะฟืนหลายมัดที่อุดประตูอยู่จนกระเด็นออกไป

“ไอ้พวกเด็กเปรตนี่ บังอาจมาวางเพลิงเผาบ้านข้า พ่อจะเล่นงานให้ตายกันไปข้าง!” เมื่อเสียงคำรามดังขึ้น เหยียนจีก็พุ่งตัวออกจากบ้านที่กำลังถูกวางเพลิงแล้ว ใช้ดาบหัวผีในมือโจมตีแสกหน้ามาทางตัวการวางเพลิงอย่างเฟยอวี๋

ออกมาแล้วจริงๆ ด้วย!

“หน้าบุปผาใต้แสงจันทร์!”

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็เรียกสะพานสวรรค์น้อยทันที แล้วทั้งสองก็ใช้กระบี่โจมตีเหยียนจีพร้อมกัน

กระบี่วิเศษของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยยามใช้กระบวนท่านี้ เล่มหนึ่งโจมตีอย่างดุดันจากมุมสูง อีกเล่มหนึ่งกำลังแกว่งไกวเพื่อหาโอกาสโจมตี ทำเอาเหยียนจีตาลายหมดแล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ BOSS แท้ในโหมดภารกิจ เมื่อเทียบกับ BOSS ประเภทเดียวกันในโหมดภารกิจ BOSS ไม่เพียงแค่ค่าสเตตัสในด้านต่างๆ สูงกว่ามาก แต่ในด้านสติปัญญาก็สูงกว่าด้วยเหมือนกัน

เมื่อเห็นการโจมตีอันดุดันของทั้งสอง เหยียนจีก็หยุดการโจมตีแบบเดิมอย่างไม่ลังเล พอหมุนคมกระบี่ในมือ กลับป้องกันจุดสำคัญบนตัวไว้ได้อย่างแน่นหนา ไม่น่าเชื่อว่าจะอาศัยความสามารถของตัวเองต้านการโจมตีจากเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยได้แล้ว!

ท่านี้ชื่อว่า ‘ดาบเร้นแปดทิศ’ เดิมทีเป็นกระบวนอันท่าร้ายกาจของ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ซึ่งทำได้ทั้งโจมตีและป้องกัน ตอนนี้เหยียนจีหยุดการรุกโจมตีโดยสมบูรณ์แล้ว แต่แสดงประสิทธิภาพการป้องกันออกมาอย่างเต็มที่!

เสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้นสองครั้งอย่างชัดเจน กระบี่ยาวของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยทยอยกันกระแทกบนดาบหัวผีของเหยียนจี

ความจริงได้พิสูจน์แล้ว กระบี่คู่ผนึกรวมก็ยังคงเป็นกระบี่คู่ผนึกรวม ต่อให้มีจุดอ่อนต่างๆ ที่ทำให้เกิดช่องโหว่ชัดเจน แต่ประสิทธิภาพกลับไม่ใช่สิ่งที่ทักษะยุทธ์ทั่วไปจะเทียบติด เมื่อทั้งสองโจมตีสุดพลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เหยียนจีจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ร่างกายที่ผอมแห้งกลับสะเทือนจนถอยหลังต่อเนื่องสิบกว่าก้าว

เขาที่เพิ่งพุ่งออกจากบ้านมุงฟาง ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกสองคนนี้โจมตีจนต้องถอยกลับทางเดิม!

และหลังจากการโจมตีนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ลอยลงมาเหยียบพื้นแล้ว สะพานสวรรค์น้อยกลับทะยานตัวขึ้นมาโดยอาศัยแรงสะท้อนกลับของดาบกับกระบี่ที่ชนปะทะกันก่อนหน้านี้ แล้วเหยียบบนบ่าซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิง

คนหนึ่งองอาจผึ่งผาย อีกคนล่องลอยราวกับเทพเซียน กระบี่ยาวในมือทั้งสองชี้ไปยังเหยียนจีที่อยู่ในบ้านมุงฟางพร้อมกัน ราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ลงมาร่วมมือกับวีรบุรุษบนดินเพื่อต่อต้านมารร้ายจากนรก!

ฉากที่ดูเหมือนละครยอดยุทธ์คุณธรรมถูกยกระดับให้เป็นฉากละครเทพเซียนทันที เฟยอวี๋กับถังซานไฉ่ที่ดูอยู่ข้างๆ กลุ้มใจมาก เฟยอวี๋ถามถังซานไฉ่อย่างหมดแรงว่า “เจ้ารู้สึกอย่างไร”

“รู้สึกเหมือนโดนป้อนอาหาร[1]สุนัข ทั้งยังป้อนแบบบังคับยัดเข้าปากด้วย” ถังซานไฉ่ตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“ทั้งยังเป็นอาหารสุนัขรสมะนาวด้วย มารดาเจ้าเถอะ” เฟยอวี๋พยักหน้า

ไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมของทั้งคู่ สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงจ้องค่าสเตตัสของเหยียนจีที่เพิ่งปรากฎขึ้นมาเหนือศีรษะ

[เหยียนจี]

หมอพิษใจดำ มีความรู้เคล็ดวิชาดาบลึกซึ้ง

เลเวล: 32

พลังชีวิต: 21200/21200

กำลังภายใน: 9750/10000

BOSS เลเวลสามสิบสองคนหนึ่ง แต่ค่าสเตตัสกลับสูงกว่าหลินจื้อเพ่ยเลเวลสามสิบห้าที่มาจากสำนักฉวนเจินเสียอีก และ BOSS เลเวลสามสิบสองคนนี้ก็ถึงขั้นต้านการโจมตีจากกระบี่คู่ผนึกรวมที่แม้แต่ BOSS เลเวลสี่สิบอย่างอวี๋ชางไห่ก็ยังต้านไม่ไหว!

BOSS ที่อยู่ในโหมดปกติกับโหมดภารกิจเป็นคนละเรื่องกันเลยจริงๆ!

“สองคนนี้ช่างร้ายกาจ!”

ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ ไม่มีผู้เล่นคนไหนกล้าบุ่มบ่ามเข้าไปในบ้านของเหยียนจี แต่เหยียนจีก็ไม่กล้ารออยู่ข้างในนานเช่นกัน เพราะไฟกำลังลามไปเรื่อยๆ หากเขาไม่อยากถูกเผาตายทั้งเป็น ก็จะต้องหาทางพุ่งออกมาให้ได้

เขามองเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยที่ดักอยู่หน้าประตูใหญ่ คิดว่าหนีออกจากเส้นทางนี้ไม่ได้แน่นอน

เหยียนจีกลอกตามองหาช่องทาง แล้วพลันกระโดดขึ้นมาตรงริมหน้าต่าง ใช้ดาบฟันหน้าต่างจนพังก็กระโดดออกมา จากนั้นก็ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยไล่โจมตี เขาพลิกดาบที่อยู่ในมืออีกครั้ง ใช้ดาบตวัดฟืนที่กำลังเผาไหม้ให้กระเด็นออกไปเสียเลย พอฟืนที่เดิมทีอยู่รวมกันเป็นมัดถูกเขาตวัดขึ้น ก็กระจายตกลงพื้นทันที โปรยลงมาเป็นวงกว้างตรงบริเวณที่เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์อยู่ราวกับเป็นดอกไม้ไฟ

ในขณะเดียวกันนี้เอง เท้าของเหยียนจีก็แสดงประสิทธิภาพความเร็วออกมาอย่างเต็มที่ พุ่งไปหาเฟยอวี๋ที่ไร้แรงต้านทานกับถังซานไฉ่ที่เฝ้าอยู่ข้างกายทันที

ไม่น่าเชื่อว่าเขาคิดจะใช้อีกฝั่งหนึ่งเป็นช่องโหว่เพื่อหนีออกมา ทั้งยังมีความคิดว่า ‘ฆ่าได้คนเดียวไม่ขาด ฆ่าได้สองคนถือเป็นกำไร’ ด้วย

ไม่ว่าเขาจะมีความคิดอย่างไร เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์กลับเคลื่อนไหวพร้อมกันแล้ว

สะพานสวรรค์น้อยพลันหมุนตัวด้วยความเร็ว กระบี่ยาวในมือขวา ผ้าแพรขาวในมือซ้ายม้วนขึ้นมาพร้อมกัน ใช้วิชาพื้นฐานของสำนักสุสานโบราณอย่าง ‘แหฟ้าตาข่ายดิน’ ดีดไม้ติดไฟที่กำลังโจมตีมายังทั้งสองคนจนกระเด็นออกไปหมดได้อย่างง่ายดาย

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงงอนิ้วมือซ้าย ชี้กระบี่ไปยังเหยียนจีพร้อมจะโกนว่า “หันหัวเข้ามา!”

ทว่า สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงนึกไม่ถึงเลยก็คือ เอฟเฟ็กต์ยั่วเย้าที่เขาใช้กับ BOSS ได้อย่างราบรื่นมาตลอด ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะใช้ไม่ได้ผลกับเหยียนจี

ชั่วพริบตาที่เหยียนจีเห็นฝ่ายตรงข้ามใช้งาน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เหงื่อก็แตกไปทั่วตัวทันที จากนั้นก็ไม่เพียงแค่ไม่หยุดฝีเท้าเท่านั้น ทั้งยังพุ่งสังหารไปยังเฟยอวี๋กับถังซานไฉ่เร็วกว่าเดิมด้วย

BOSS ที่อยู่ในโหมดปกติ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากเอฟเฟ็กต์ยั่วเย้าของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เคลื่อนไหวทุกอย่างโดยอาศัยการตัดสินใจของตัวเอง

เยี่ยเว่ยหมิงคิดว่าตัวเองเป็นยอดฝีมือที่มีจำนวนน้อยท่ามกลางผู้เล่น แม้แต่สาวน้อยชุดแดงที่ใช้วิธีการร้ายกาจก็ยังถูกเขาควบคุมได้แน่นหนา ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะถูกเหยียนจีกระจอกๆ คนหนึ่งให้บทเรียนอีกแล้ว!

ใครจะไปทนไหว

[1] ป้อนอาหารสุนัข 吃狗粮 ศัพท์แสลงจีน หมายถึงคนโสดที่ได้เห็นคู่รักพลอดรักกัน

บทที่ 119
เมื่อเอฟเฟ็กต์ยั่วเย้าของเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ล้มเหลว ถังซานไฉ่ที่อยู่อีกฝั่งกลับโจมตีด้วยอาวุธลับอย่างต่อเนื่อง ยามเผชิญหน้ากับศัตรูร้ายกาจที่ไม่เคยเจอมาก่อน เขาก็งัดความสามารถทั้งหมดที่มีมาใช้ทันทีเช่นกัน ใช้อาวุธลับต่างๆ ที่ซ่อนไว้มาทักทายกับเหยียนจีปัญญาอ่อนอย่างไม่เสียดาย

ตะปูเจ็ดดาว!

เข็มปากยุง!

เข็มกษิติครรภ์!

……

เมื่อเผชิญหน้ากับถังซานไฉ่ที่โปรยอาวุธลับออกมาจนหมด ต่อให้ความสามารถของเหยียนจีจะเหนือกว่า BOSS ในโหมดภารกิจไกลมาก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจโจมตีอาวุธลับทั้งหมดให้ร่วงโดยไม่ให้กระทบความเร็วของตัวเองตอนพุ่งเข้ามาได้ ในระหว่างนั้นถูกอาวุธลับของถังซานไฉ่โจมตีไปห้าครั้ง ในขณะที่ค่าพลังชีวิตลดลงเล็กน้อย ก็ยังติดสถานะถูกพิษด้วย

เพียงแต่หลังจากต้องจ่ายราคาอย่างนี้ไปแล้ว ในที่สุดเหยียนจีก็โจมตีสังหารไปถึงตรงหน้าถังซานไฉ่และเฟยอวี๋สำเร็จ

หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ถังซานไฉ่จะต้องพยายามดึงระยะห่างจากอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ แล้วค่อยใช้อาวุธลับที่เขาถนัดที่สุดโจมตีลดพลังชีวิตของ BOSS อย่างต่อเนื่องแน่นอน

ทว่าตอนนี้กลับทำไม่ได้!

เพราะตอนนี้ข้างหลังเขายังมีเฟยอวี๋ที่ถูกพิษร้าย พลังต่อสู้แทบจะเป็นศูนย์!

หากเขาเลือกกลยุทธ์ถอนทัพ เช่นนั้นเฟยอวี๋ก็จะซวยแล้ว

เพื่อปกป้องไม่ให้สหายรักของตัวเองบาดเจ็บแม้เพียงนิดเดียว ถังซานไฉ่ทำได้เพียงเลิกใช้กลยุทธ์ที่ตัวเองถนัดที่สุด เขากวักมือเรียกอุปกรณ์คุณภาพทองคำอย่างกระบี่ลมสนออกมาแล้ว เมื่อมีกระบี่อยู่ในมือ เขาก็ยิ่งไม่กะพริบตา เลือกประจันหน้ากับ BOSS ผู้แข็งแกร่งอย่างไม่ลังเล!

ในขณะเดียวกันนี้เอง เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงใช้งานเอฟเฟ็กต์ยั่วเย้าไท้ซัวเป็นไฉนล้มเหลว ก็เลือกใช้แผนสำรองทันทีเช่นกัน

“กวาดหิมะต้มชา!”

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงออกคำสั่งนี้ ร่างของสะพานสวรรค์น้อยก็พลันโน้มมาข้างหน้า ตามด้วยใช้เท้าขวาแตะบนบ่าของเยี่ยเว่ยหมิง อาศัยแรงส่งเพื่อไล่ตามโจมตีไปทางเหยียนจี ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็โคจรกำลังภายในตอนที่เท้านางเหยียบลงมาเช่นกัน ดันหัวไหล่ไปข้างหน้า ถ่ายทอดพลังของตัวเองไปบนตัวสะพานสวรรค์น้อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ความเร็วของนางเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนกับกระบี่รวมเป็นหนึ่ง ทั้งร่างของสะพานสวรรค์น้อยก็ราวกับกลายเป็ยลูกธนูสีขาวดอกหนึ่ง ยิงตรงไปข้างหลังของเหยียนจี

ในขณะเดียวกันนี้เอง พอปราณแท้ในตัวเยี่ยเว่ยหมิงเริ่มโคจรลงมาบนสองเท้า เขาพลันยันพื้นแล้วกวาดกระบี่ออกมา เขาโจมตีข้างล่าง ส่วนสะพานสวรรค์น้อยโจมตีข้างบน เป็นการร่วมมือโจมตีที่เกือบสมบูรณ์แบบแล้ว

การโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยแม้จะดุดัน แต่ถึงอย่างไรความผิดพลาดก่อนหน้านี้ก็ทำให้เหยียนจีทิ้งระยะห่างจากพวกเขาได้แล้ว ตอนที่สะพานสวรรค์น้อยตามมาถึง เหยียนจีกับถังซานไฉ่ก็อาศัยความเร็วสู้ไปห้ากระบวนท่าแล้ว

ถังซานไฉ่ผู้น่าสงสาร เนื่องจากเป็นผู้เล่นที่ฝึกอาวุธลับเป็นหลัก เคล็ดกระบี่เป็นเพียงวิชาเสริมที่เขาเลือกฝึกเพื่ออุดช่องโหว่ของตัวเองเท่านั้น จะไปสู้กับ BOSS โหมดปกติที่เลเวลสูงกว่าเขาสิบเลเวลได้อย่างไร

ห้ากระบวนท่า!

เพียงห้ากระบวนท่านี้เท่านั้น แผ่นหลังของถังซานไฉ่ถูกดาบหัวผีของเหยียนจีฟันไปแล้วหนึ่งครั้ง ทำให้พลังชีวิตของเขาลดลงเกือบครึ่ง!

ขณะที่เห็นว่าถังซานไฉ่อาจจะตายด้วยน้ำมือ BOSS โหดได้ทุกเมื่อ ในที่สุดสะพานสวรรค์น้อยก็โจมตีมาถึงแล้ว แทงมายังจุดไท่หยางตรงขมับขวาของเหยียนจีอย่างหวุดหวิด

ตำแหน่งสำคัญอย่างจุดไท่หยาง หากไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกวิชาป้องกันแบบพิเศษ เมื่อถูกโจมตีจุดนี้ ก็ไม่เพียงแค่ต้องรับคริติคอลดาเมจเท่านั้น อาจจะติดสถานะที่อันตรายถึงชีวิตอย่างเช่นมึนงงหรือสลบด้วยก็ได้

เหยียนจีที่โดดเดี่ยวไร้พรรคพวก แน่นอนว่าไม่กล้าเดิมพันว่าตัวเองจะติดสถานะมึนงงหรือสลบ เขารู้สึกได้ว่าการโจมตีของสะพานสวรรค์น้อยโหดร้ายผิดปกติ จึงเลิกไล่ตามถังซานไฉ่ทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาหมุนตัวตามกระบี่ ใช้ท่าดาบพัดเหล็กปิดทวารต้านกระบี่อันตรายถึงชีวิตของสะพานสวรรค์น้อย

แกร๊ง!

ภายใต้การโจมตีนี้ เหยียนจีถูกพลังอันแข็งแกร่งของกระบี่คู่ผนึกรวมจนสะเทือนถอยหลังสามก้าว ส่วนร่างของสะพานสวรรค์น้อยก็เบาจนลอยขึ้นตามลมราวกับขนนก ตามด้วยหมุนตัวกลางอากาศอย่างสง่างามว่องไวหนึ่งครั้ง แล้วแทงกระบี่ลงมาในท่าเท้าชี้ฟ้าศีรษะพุ่งลง แทงลงมายังจุดไป่ฮุ่ยกลางกระบาลเหยียนจี

ในขณะเดียวกันนี้เอง การโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงก็มาถึงแล้ว!

เหยียนจีเพิ่งถูกกระบี่ของสะพานสวรรค์น้อยทำให้สะเทือนจนข้อมือชา ตอนนี้จะชักกระบี่กลับมาต้านทันได้อย่างไร

ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาทำได้เพียงดึงตัวถอยหลังอย่างสุดความสามารถ แต่กลับถูกกระบี่ชิงจู๋โจมตีตรงเอวอย่างแรง

เอวไม่ใช่จุดอ่อนสำคัญของมนุษย์ แต่เมื่ออยู่ภายใต้ผลเสริมของกระบี่คู่ผนึกรวม เหยียนจีก็ยังถูกกระบี่แทงจนเสียค่าพลังชีวิตไป 2860 แต้มแล้ว ทำให้เขาติดสถานะถูกพิษซ้อนเป็นครั้งที่สาม

เพียงแต่เหยียนจีคนนี้เป็น BOSS ที่เชี่ยวชาญเรื่องพิษอยู่แล้ว ต้านพิษได้สูงมาก แม้จะถูกพิษซ้อนกันสามครั้ง ก็ถูกลดพลังต่อสู้รวมไปไม่ถึง 10% เท่านั้น ทั้งร่างกายไม่ได้รับผลกระทบมาก

อื้ม…

ไม่ได้รับผลกระทบมากในที่นี้หมายถึง

แม้จะยังไม่ถูกพิษ ถังซานไฉ่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหยียนจี

หลักการเดียวกัน ไม่ว่าจะถูกพิษหรือไม่ เหยียนจีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของกระบี่คู่ผนึกรวมอยู่ดี!

ร่างกายได้รับบาดเจ็บหนัก เหยียนจีอยากจะเล่นบทโหดโจมตีกลับ แต่สะพานสวรรค์น้อยกลับโจมตีลงมาจากด้านบนอีกครั้ง บีบให้เขาต้องถอยหลังหลบอีก

“โคลงคู่หลิวอิน!”

ขณะที่พูด กระบี่ชิงจู๋ในมือเยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งออกมาข้างหน้า กระบี่วิเศษของสะพานสวรรค์น้อยแตะบนคมกระบี่ของเขาพอดี นางอาศัยแรงทะยานขึ้นอีกครั้ง มาอยู่ด้านบนข้างหลังเหยียนจี คมกระบี่สะบัดต่อเนื่อง ราวกับปัญญาชนกำลังโบกพู่กันจุ่มหมึก แต่กลับเป็นกระบี่ที่ชี้ตรงไปยังจุดสำคัญของเหยียนจี

ในสายตาของผู้เล่นทั่วไปกับ BOSS กระบวนท่านี้ของเป็นเพียงท่าไม้ตายที่ร้ายกาจเท่านั้น แต่หากมียอดฝีมือทักษะเขียนพู่กันอย่างจางชุ่ยซานกับเสวียนเสี่ยวปี่อยู่ด้วย จะต้องมองออกถึงอักษรอันนุ่มนวลทว่าเข้มแข็งที่อยู่ในท่ากระบี่อันสง่างามนี้ของนางแน่นอน นางกำลังเขียนบทกวีชื่นชมจางเหลียง

ตั้งปณิธานล้มฉิน เก็บรองเท้าใต้สะพาน

ร่วมสร้างต้าฮั่น หนึ่งเสาค้ำฟ้า

ติดตามฉื้อซงทัศนาจร สำเร็จแล้ววางมือ

บุคคลกับตำราปฎิหาริย์ ปรากฏมิง่าย

……

ยังเขียนบทกลอนไม่ทันจบ คมกระบี่กลับปกคลุมจุดสำคัญสามจุดด้านบนของเหยียนจีเอาไว้หมดแล้ว บีบให้เขาต้องชักดาบกลับมาต้าน

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ฉวยโอกาสส่งกระบี่แทงออกมา ทำให้เอวข้างซ้ายของเหยียนจีเป็นรูหนึ่งรู

เมื่อเริ่มใช้ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยกใจพิสุทธิ์’ แล้ว นอกเสียจากจะเจอกับผู้ที่มีสายตาแหลมคม จึงจะมองช่องโหว่ได้ทะลุปรุโปร่งแล้วทำลายกระบวนท่านี้ได้ แต่หากไม่ใช่ เคล็ดกระบี่นี้ก็เป็นเหมือนเครื่องบดเนื้อบนสนามรบ!

เมื่อจมลงในนั้นแล้ว ก็ไม่มีทางถอนตัวได้เลย

“แข่งหมากล้อมใต้ต้นสน!”

“ผลิดอกไม้ปลายพู่กัน!”

……

หลังจากใช้อีกหลายกระบวนท่าต่อเนื่องกัน ในที่สุดเหยียนจีก็ถูกพรากพลังชีวิตขีดสุดท้ายไปด้วยความร่วมมือของทั้งสอง หลังจากเขาคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ก็ล้มลงจมกองเลือดแล้ว

[ติ๊ง! ทีมของคุณสังหารเหยียนจี BOSS เลเวล 32 ในโหมดปกติสำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 32000 แต้ม ค่าตบะ 3200 แต้ม!]

[ ติ๊ง! คุณทำภารกิจระดับ 5 ดาว ‘สังหารเหยียนจี’ สำเร็จอย่างราบรื่น ไปหาเหมียวเหรินเฟิงเพื่อรับรางวัลภารกิจได้ทุกเมื่อ]

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นศิษย์สำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิง ศิษย์สำนักสุสานโบราณ สะพานสวรรค์คริสตัล ศิษย์สำนักถังเหมิน ถังซานไฉ่ ศิษย์สำนักมือปราบเทพ เฟยอวี๋ ได้สังหารเหยียนจี BOSS เลเวล 32

เนื่องจากเหยียนจีเป็น BOSS โหมดปกติ หลังจากถูกฆ่าครั้งนี้จะรีเฟรชไม่ได้อีก หลังจากนี้ ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีเหยียนจีอีก! ผู้เล่นสี่คนที่ร่วมโจมตีสังหาร จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ชื่อเสียงยุทธภพ: 3000 แต้ม ค่าผลงานสำนัก 3000 แต้ม!]

[ประกาศระบบ: ผู้เล่นศิษย์สำนักมือปราบเทพ เยี่ยเว่ยหมิง…]

……

หลังจากประกาศระบบดังต่อเนื่องสามรอบ ผู้เล่นชายทั้งสามยังไม่ทันรู้สึกอะไร กลับเป็นสะพานสวรรค์น้อยผู้มีออร่าโดดเด่นที่ตื่นเต้นดีใจจนกระโดดสูงมาก นางชูสองนิ้วพร้อมตะโกนบอกทั้งสามว่า “ข้าได้ออกทีวีอีกแล้ว! ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ระบบประกาศว่าโจมตีสังหาร BOSS สิ้นซาก ต้องดึงดูดสายตาคนมากกว่าประกาศทั่วไปจริงๆ เจ๋งสุดๆ เลย! โอ๊เย!”

น้องสะพานสวรรค์น้อยคนนี้เหมือนจะหมกมุ่นกับการ ‘ออกทีวี’ อย่างที่คนนอกเข้าใจได้ยาก กอปรกับหลังจากร่วมงานกันสองครั้งก่อน ทั้งสี่ก็เริ่มคุ้นเคยกันแล้ว นางเองก็เริ่มปล่อยตัวตามธรรมชาติแล้วเช่นกัน ตะโกนโหวกเหวกโดยไม่สนใจภาพลักษณ์เทพธิดาเลยสักนิด

เพียงแต่สะพานสวรรค์น้อยที่เป็นแบบนี้ กลับให้ความรู้สึกว่าน่ารักสดใสมากกว่า เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์เย็นชาดุจหิมะแล้ว ก็ถือว่าสวยไปอีกแบบ

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น ก็เผยรอยยิ้มออกมาจากใจโดยไม่รู้ตัว แอบชื่นชมว่านี่ต่างหากถึงจะเป็นตัวจริงของนาง มีเพียงสะพานสวรรค์น้อยที่เป็นแบบนี้เท่านั้น ถึงจะเป็นเพื่อนรักกับนางหนูแสนซนอย่างซานเย่ว์ได้

เมื่อเห็นเหยียนจีตายสนิทแล้ว ในที่สุดเฟยอวี๋ก็โล่งอก เขาตบบ่าถังซานไฉ่พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าแล้ว เจ้าก็ไม่ได้ดวงซวยขนาดนั้นนะ แต่เจ้ารีบกินยาฟื้นพลังชีวิตให้เต็มดีกว่า อีกประเดี๋ยวถ้ามีคนแบบสาวน้อยชุดแดงกระโดดออกมา คงได้ฆ่าเจ้าลงหลุมไปพร้อม BOSS”

พอถังซานไฉ่ได้ยินแบบนี้ กลับมองเฟยอวี๋ด้วยสีหน้าสับสนแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

วินาทีถัดมา ร่างกายก็เขาก็กลายเป็นแสงสีขาวสายหนึ่ง แล้วหายไปต่อหน้าต่อตากลุ่มสหาย

ถังซานไฉ่หายไปกะทันพัน เฟยอวี๋ที่ร่างกายถูกพิษร้ายกลับยังทำท่าตบบ่าเขาต่อไป แต่หลังจากตบแล้วไม่ถูกอะไร ก็แทบจะล้มลงตรงนั้นทันที

จากนั้น เขาก็เริ่มเหลียวซ้ายแลขวาด้วยสีหน้างุนงง

w(゚Д゚)w

สหายของข้าล่ะ

สหายผู้แสนอาภัพคนนั้นของข้าล่ะ!

ตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มถามในช่องทีมแล้ว [สหายถัง อาการของเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่]

ถังซานไฉ่ [บนดาบของเหยียนจีมีพิษ (ノへ ̄、) ขออยู่เงียบๆ นะ…]

ด้านหลังข้อความนี้ ยังแนบภาพหน้าจอส่งมาให้ด้วย

[ยาตัดวิญญาณ: คุณถูกพิษยาตัดวิญญาณ ทุกสามวินาทีจะหักพลังชีวิต 1000 แต้ม ต่อเนื่องสามนาที]

เยี่ยเว่ยหมิง “…”

สะพานสวรรค์คริสตัล “…”

เฟยอวี๋ “…”

……

หลังจากสหายทั้งสามคนไว้อาลัยเงียบๆ ให้ถังซานไฉ่พร้อมกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็พลันมองศพเหยียนจีพร้อมถามว่า “ใครจะคลำศพ”

“ข้ารู้สึกว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ตัวเองดวงไม่ดีเลย” เฟยอวี๋ส่ายหน้าทันที

สะพานสวรรค์น้อยมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างเฝ้าคอย “หรือว่า…จะให้ข้าคลำเอง”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ที่จริงใครคลำก็ได้ผลเหมือนกัน เหยียนจีคนนี้ไม่ใช่ BOSS โหมดภารกิจ แต่เป็น BOSS ที่มีศักยภาพเต็มที่ ตายแล้วตายเลย ไม่อาจฟื้นชีพหรือรีเฟรชออกมาได้อีก และเช่นเดียวกัน ขอเพียงบนตัวเจ้าหมอนี่ดรอปไอเทมได้ ในระหว่างที่คลำศพครั้งนี้ ก็จะได้รับไอเทมทั้งหมด…

…ดังนั้น หมายความว่าไอเทมดรอปของเขานั้นแน่นอน”

“ควรจะบอกว่าอุดมสมบูรณ์แน่นอน!” สะพานสวรรค์น้อยก้าวเข้าไปขณะที่พูด แล้วใช้เท้าเตะหน้าของเหยียนจีที่ตายตาไม่หลับหนึ่งที

วินาทีถัดมา รายการไอเทมก็ปรากฏตรงหน้าทั้งสามพร้อมกัน

บทที่ 120
[ดาบเหยียนหลัว (ทองคำ)]

ดาบวิเศษที่หลอมสร้างอย่างพิถีพิถัน กลิ่นอายสังหารเข้มมาก

พลังโจมตี +180

กำลังภายใน 20%

……

ค่าสเตตัสสั้นๆ ง่ายๆ แต่กลับเหนือกว่ากระบี่ชิงจู๋ในมือเยี่ยเว่ยหมิงตั้งสามส่วน!

[‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ (ชิ้นส่วนสองหน้า) (ระดับกลาง)]

‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ที่มีเพียงสองหน้า ในนั้นแฝงท่าไม้ตายอันยอดเยี่ยมของวิชาดาบไว้

เงื่อนไขการฝึก: พละกำลัง 60 ท่าร่าง 80 ค่าตระหนักรู้ 25

……

เมื่อเห็นตำราดาบสองหน้านี้ เฟยอวี๋ก็อดอุทานตกใจไม่ได้ “ที่แท้สองแผ่นที่หายไปของ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ ก็มาอยู่ที่นี่นี่เอง!” พอพูดจบแล้วเห็นสายตาอีกสองคนมองแปลกๆ เขาก็ยิ้มเก้อเขินอีก

อย่างไรเสีย ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาแบ่งอุปกรณ์

[สายลมโศกา] ยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่ง ไร้สีไร้กลิ่น หากใช้กับผู้เล่น จะทำให้ค่าสเตตัสของผู้ที่ถูกพิษลดลง 90% หากใช้กับ NPC ก็จะทำให้ตัวชาทั้งร่าง ขยับตัวไม่ได้ เมื่อเปิดขวดออก พิษจะแสดงผลในอากาศโดยอัตโนมัติ ป้องกันไม่ได้ จำนวนครั้งใช้งาน 1/3

……

นี่ก็คือพิษอันธพาลที่ทำให้เฟยอวี๋เดี้ยงอย่างนั้นหรือ

แม้จะเหลือโอกาสใช้งานอีกเพียงหนึ่งครั้ง แต่หากใช้งานได้ดี ประโยชน์ของมันก็ประเมินค่าไม่ได้!

[ยาถอนพิษสายลมโศกา] ยาถอนพิษสายลมโศกา จำนวนครั้งใช้งาน 8/10

ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ถือเป็นสินค้าชุดเดียวกับพิษสายลมโศกา

[ยาตัดวิญญาณ] พิษอัศจรรย์จากหุบเขาเย่าหวัง หากทาบนอาวุธหรืออาวุธลับ พิษจะลามทันทีเมื่อถูกเลือด! จำนวนครั้งใช้งาน 7/10

เงิน: 200 เหรียญทอง!

……

เมื่อเห็นเหยียนจีดรอปของเป็นกอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ยกนิ้วหัวแม่มือให้สะพานสวรรค์น้อย “น้องสะพานสวรรค์น้อย มือเจ้าช่างขาวจริงๆ!”

“เชอะ!” เมื่อสะบัดผมงามที่ทอดยาวลงมาเหมือนน้ำตก สะพานสวรรค์น้อยก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหมือนสาวซึนเดเระ “เมื่อครู่นี้คนบางคนยังพูดอยู่เลย ว่าตอนที่ BOSS โหมดปกติดรอปไอเทม จะได้ของแน่นอนอยู่แล้ว เกี่ยวอะไรกับที่ข้ามือขาวหรือไม่ขาวล่ะ”

เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะแห้ง “ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเกี่ยวนี่ แค่ชมว่าเจ้ามือขาวเฉยๆ”

“คนปากกะล่อน” สะพานสวรรค์น้อยกลอกตามองบน

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงหยอกล้อกับสะพานสวรรค์น้อย เฟยอวี๋ก็จับภาพไอเทมดรอปของเหยียนจีส่งไปในช่องทีมอย่างเงียบๆ แล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วเผยรอยยิ้มสื่อว่าเข้าใจ จากนั้นบอกในช่องทีมว่า [ตอนนี้ได้เวลาแบ่งอุปกรณ์ ทุกคนบอกสิ่งที่ต้องการได้แล้ว]

เมื่อได้อ่านดังนั้น เฟยอวี๋ก็กระปรี้กระเปร่าทันที รีบบอกว่า [ข้าต้องการตำราเคล็ดดาบสองหน้านั่น!]

เห็นได้ชัดเจนมากว่าตำราเคล็ดดาบสองหน้านี้คือของที่เขาต้องการเร่งด่วน เขาทำท่าเหมือนกลัวคนอื่นจะแย่ง แต่ก็ไม่คิดดูบ้างว่า ในทีมนี้นอกจากเขาแล้วยังจะมีใครใช้ดาบอีก

เยี่ยเว่ยหมิงในฐานะหัวหน้าทีมก็ไม่ได้บ่นอะไรมาก แม้แต่ขั้นตอนสอบถามความเห็นคนอื่นก็ข้ามไป พอเขาโบกมือ ตำราก็เข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเฟยอวี๋แล้ว

จากนั้นก็บอกในช่องทีมอีกว่า [ภารกิจครั้งนี้ เฟยอวี๋เสียสละเยอะที่สุด ไม่เพียงแค่ถูกพิษ ทั้งยังเสียค่าวีรบุรุษไปยี่สิบแต้มด้วย]

“จากที่พูดก่อนหน้านี้ ดูจากการแสดงออกของเหยียนจี เหมือนเจ้าหมอนี่จะไม่รีบร้อน เขาอาจจะไม่ออกมาจากบ้านจริงๆ ก็ได้ ดังนั้นการเสียสละของเฟยอวี๋มีคุณค่าจริงๆ ถึงขั้นเรียกได้ว่าต้องมีคนเสียสละทำสิ่งนี้ ไอเทมดรอปชิ้นแรกนี้ ข้าจึงให้เขาเลือกก่อน ทุกคนคงจะไม่มีใครแย้งใช่ไหม”

หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง ก็กล่าวเสริมอีกว่า “สิ่งที่สหายถังประสบนั้นน่าเห็นใจจริงๆ แต่การเสียสละของเจ้าไม่ได้มีคุณค่าอย่างเฟยอวี๋ ดังนั้น ในบรรดาไอเทมสี่อย่างที่เหลือ พวกเราจะช่วงชิงกันอย่างยุติธรรม หากมีความต้องการเหมือนกัน ก็ใช้โหมดประมูลซื้อขาย ตอนนี้ สหายถังเชิญบอกสิ่งที่เจ้าต้องการก่อนเถอะ”

ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเป็นหัวหน้าทีม กับเรื่องแบ่งอุปกรณ์นั้นต้องทำอย่างยุติธรรม เปิดเผย จึงไม่มีความเห็นต่างใดๆ จากเพื่อนในทีม

แทบจะไม่มีความลังเลใดๆ ถังซานไฉ่บอกผ่านช่องทีมเสียเลยว่า [ข้าต้องการดาบเหยียนหลัว]

สิ่งที่ถังซานไฉ่ต้องการ ทำให้อีกสามคนอึ้งพร้อมกัน เยี่ยเว่ยหมิงถามเสียเลยว่า [สหายถัง เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดผิด]

[ไม่ผิด] ถังซานไฉ่ตอบอย่างจริงจัง [หากมีคนอื่นต้องการเหมือนกัน ข้าก็จะยอมแพ้เอง แต่ถ้าไม่มี ข้าก็เลือกอันนี้แหละ]

เยี่ยเว่ยหมิงหันไปมองสะพานสวรรค์น้อยแวบหนึ่ง นางส่ายหน้าสื่อว่าไม่สนใจโดยไม่ลังเล แล้วก็มองเฟยอวี๋อีก เพียงแต่เจ้าหมอนี่จะต้องสนใจดาบนี่แน่นอน แต่น่าเสียดายที่เขาเลือกตำราเคล็ดดาบไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์เลือกต่อแล้ว

ดังนั้น สิทธิ์ในการครองดาบนี้จึงตกเป็นของถังซานไฉ่ผู้เดียว [เดี๋ยวพวกเราจะไปรับเจ้าที่จุดคืนชีพ จะได้ถือโอกาสนำดาบไปส่งให้เจ้าด้วย]

[ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นแล้ว] ถังซานไฉ่กล่าวผ่านช่องทีม [ส่งดาบให้เฟยอวี๋เลยก็ได้]

เฟยอวี๋ตกใจมาก [สหายถัง นี่เจ้า!]

[เป็นสหายกันก็อย่าสิ้นเปลืองคำพูดมาก]

เยี่ยเว่ยหมิง [ข้ารู้สึกว่าพวกเจ้าสองคนกำลังโอ้อวดความรักนะ]

ถังซานไฉ่ [ข้าขอด่าคนได้ไหม]

เฟยอวี๋ [ข้าขอด่าคนได้ไหม +1]

สะพานสวรรค์น้อยกลับเอามือปิดปาก ไหล่งามสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นขำอย่างยากลำบาก

ไม่สนใจสายตาโกรธเคืองของเฟยอวี๋อีก เยี่ยเว่ยหมิงหันตัวมาพูดกับสะพานสวรรค์น้อยว่า [น้องสะพานสวรรค์น้อย ตอนนี้เหลือยาพิษแค่สองชนิดแล้ว เจ้าจะเลือกอันไหน]

“ยาตัดวิญญาณ!” สะพานสวรรค์น้อยตอบอย่างไม่ลังเล

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วประหลาดใจนิดหน่อย “เจ้าไม่คิดว่าผลลัพธ์ของสายลมโศกายอดเยี่ยมกว่าหรือ”

แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะมองปราดเดียวแล้วรู้ถึงมูลค่าของสายลมโศกา แต่เขากลับไม่หวังว่าจะได้ของสิ่งนี้เพราะสะพานสวรรค์น้อยหลีกทางให้

แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากสะพานสวรรค์น้อยได้ฟังคำถามนี้ นางกลับตอบราวกับว่าควรจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว “สำหรับข้า ที่จริงประโยชน์ของยาตัดวิญญาณจะใช้งานได้จริงมากกว่า กอปรกับสำนักสุสานโบราณของเราก็มีวิชาอาวุธลับเป็นของเราเอง มันอาจจะใช้ได้ผลอย่างที่นึกไม่ถึงก็ได้”

หลังจากชะงักไปครู่เดียว ก็เห็นนางมองเยี่ยเว่ยหมิงอีก แล้วพูดกึ่งล้อเล่นว่า “อีกทั้งวิธีการใช้งานพิษสายลมโศกากับการอาบพิษบนอาวุธโดยตรงอย่างยาตัดวิญญาณก็ต่างกัน ต้องมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่าง ทั้งยังเป็นประเภทใช้งานได้ครั้งเดียวด้วย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหามาไว้ในมือได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะแสดงบทบาทสูงสุดของมันได้”

“ดูท่าแล้ว คงมีเพียงคนที่ถนัดเรื่องกลอุบายอย่างพี่ใหญ่เยี่ย ถึงจะแสดงผลลัพธ์ออกมาแบบคาดไม่ถึงได้กระมัง”

เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ของน้องสาวคนนี้ สีหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนเป็นแย่นิดหน่อย

หากพูดให้น่าฟังก็คือถนัดเรื่องกลอุบาย หากพูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ ‘หน้าด้านไร้ยางอาย’ สินะ

เฟยอวี๋ที่เพิ่งถูกเยี่ยเว่ยหมิงแขวะว่า ‘โอ้อวดความรัก’ ตอนนี้ส่งข้อความในช่องทีมทันที [น้องสะพานสวรรค์น้อยพูดถูกที่สุด!]

ถังซานไฉ่กล่าวเห็นด้วยเช่นกัน

สำหรับสิ่งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวคำพูดที่เต็มไปด้วยเหตุผล [คนมั่นคงซื่อตรง จิตใจกว้างใหญ่อย่างข้า จะไปมีกลอุบายอะไรได้ นี่พวกเจ้ากำลังใส่ร้าย!]

สะพานสวรรค์น้อยรีบขออภัย [ขอโทษนะ พี่ใหญ่เยี่ย แต่ข้ายังรู้สึกว่า พิษสายลมโศกาเหมาะสมกับคนมั่นคงซื่อตรง จิตใจกว้างใหญ่อย่างท่านมากกว่า]

เฟยอวี๋ [เห็นด้วย!]

ถังซานไฉ่ [เห็นด้วย!]

[ช่างเถอะ ขี้คร้านจะถือสาพวกเจ้า] เยี่ยเว่ยหมิงโบกมือ แบ่งยาตัดวิญญาณให้สะพานสวรรค์น้อย ส่วนตัวเองก็เก็บพิษสายลมโศกากับยาถอนพิษของมัน จากนั้นนำโลงไม้สนราคาห้าสิบเหรียญทองมาเก็บศพเหยียนจี ทำให้ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาดาบ’ x1 ได้ ‘ตระหนักรู้วิชาแพทย์ ‘x1 แล้วก็ ‘ตระหนักรู้วิชาพิษ’ x1

ไม่น่าเชื่อว่าเหยียนจีจะให้ตำราตระหนักรู้สามเล่มกับเยี่ยเว่ยหมิงในอึดใจเดียว นี่เป็นโบนัสจากโลงศพ หรือเป็นเพราะเหยียนจีถูกสังหารตอนที่ยังอยู่ในโหมดปกติกันแน่ ขนาดบรรจุศพก็ดรอปของทั้งหมดออกมาในครั้งเดียวได้

เยี่ยเว่ยหมิงใช้ยาถอนพิษสายลมโศกาถอนพิษให้เฟยอวี๋ แล้วกล่าวอย่างฮึกเหิมว่า “พวกเราไปหาเหมียวเหรินเฟิงแล้วรายงานภารกิจกันเถอะ ถ้าเทียบกับของที่ได้จากเหยียนจี ครั้งนี้ข้าเฝ้าคอยรางวัลภารกิจมากกว่า”

เมื่อพูดจบแล้ว ทั้งสามก็ใช้ท่าร่างเหาะไปยังหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด

ตอนนี้ ไฟกำลังไหม้บ้านอย่างรุนแรง