วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

146-150

บทที่ 146
ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ที่อัปถึงเลเวลห้า ในที่สุดก็มีคุณสมบัติที่อัลติเมทสกิลควรจะมีขึ้นมาบ้างแล้ว

แต่ถ้าอยากให้ทักษะนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะต้องใช้กับอาวุธลับที่มีพลังแข็งแกร่ง

แม้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ จะใช้ดีดจุดเลือดลม ดีดคมอาวุธ ดีดหน้าผากคนได้เหมือนกัน แต่ที่ใช้งานได้ดีที่สุดและบ่อยที่สุดก็ยังเป็นการยิงอาวุธลับ

หากไม่มีอาวุธลับ การใช้งานอันเยี่ยมยอดของวิชานี้ก็จะถูกลดลงเกินครึ่ง!

ตอนโจมตีนกพิราบก่อนหน้านี้ อย่าไปมองว่าหวงเย่าซือไม่ได้เตรียมอาวุธลับที่เฉพาะเจาะจง ราวกับเขาหยิบก้อนหินขึ้นมาใช้งานส่งเดช

แต่นั่นเป็นเพราะหวงเย่าซือเลเวลสูงอยู่แล้ว ค่าสเตตัสแข็งแกร่ง อิงตามข้อมูลที่โหยวจิ้นพร่ำพรรณนาให้ฟังก่อนหน้านี้ หวงเย่าซือเลเวล 180 แล้ว!

สำหรับผู้แข็งแกร่งทางเลเวลนั้น ต่อให้ใช้เศษอิฐเศษหิน ก็ไม่แตกต่างกับการใช้อาวุธลับที่มีค่าสเตตัสดีๆ เท่าไรนัก

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับทำไม่ได้ สำหรับมือใหม่อย่างเขา ความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้และอุปกรณ์ครองสัดส่วนเยอะมาก

แม้จะเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่ได้ออกจากประตูทันที ยังนอนลงบนเตียงเดี่ยวในห้องชุดส่วนตัว

ช่วงนี้เขาสืบคดีขโมยของในพระราชวัง แล้วก็เข้าร่วมการประลองคัดเลือกศิษย์เข้าตระกูลมู่หรง จากนั้นสู้กับเหมียวเหรินเฟิ่ง สังหารเหยียนจี สู้กับชวีหลิงเฟิง ไล่สังหารหัวขโมยวั่งเหยียน สู้กับสาวน้อยชุดแดง หนึ่งดาบสามเฉือนเป็นครั้งที่สอง…

ไม่ง่ายเลยกว่าจะจัดการเรื่องราวมากมายเหล่านี้ให้เรียบร้อย ตอนนี้เขาเพียงอยากจะผ่อนคลายสักหน่อย ไม่อยากฝึกกำลังภายในด้วย อยากจะนอนเอนกายอยู่อย่างนี้ ไม่ว่าจะหลับหรือไม่ แต่เขาก็อยากนอนเป็นปลาเค็มนิ่งๆ อยู่อย่างนี้สักสองสามชั่วโมง

ทว่าบางครั้งเรื่องราวก็มักไม่เป็นไปตามที่ใจหวัง ยิ่งเป็นตอนที่เจ้าไม่อยากขยับตัวไปไหน งานก็มักจะเข้ามาหาถึงที่

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงหลับตาลง พยายามเสพสุขกับเวลาว่างที่หาได้ยาก กลับมีพิราบขาวตัวหนึ่งทะลุหน้าต่างเข้ามา มันบินมาเกาะบนบ่าเขาแล้วหายไป

หลัวจากเปิดแถบข้อความของระบบด้วยความจนใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที

ไม่น่าเชื่อว่าข้อความนี้จะมาจากอินปู้คุยที่ไม่ได้เจอกันมานานแล้ว!

แต่ไหนแต่ไรมา อินปู้คุยก็ช่วยเหลือเขามาไม่น้อยเลย

ทุกครั้งที่เยี่ยเว่ยหมิงพบปัญหาที่ไม่เข้าใจ ก็จะถามข้อมูลข่าวสารจากเขาเสมอ ส่วนอินปู้คุยก็ไม่เคยตระหนี่ข้อมูลของตัวเองเช่นกัน ข้อมูลมือหนึ่งที่มีค่ามากที่สุดจากแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับ แถมถามอะไรไปอีกฝ่ายก็ตอบหมดเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ

บอกทุกอย่างแบบหมดเปลือก!

แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่ก็ล้วนเป็นเพราะเหตุผลพิเศษที่ควบคุมได้ หากไม่ใช่เพราะเยี่ยเว่ยหมิงกำลังอยู่ในฉากของภารกิจพิเศษ ก็เป็นอินปู้คุยที่กำลังอยู่ในฉากของภารกิจพิเศษ จึงไม่มีทางส่งข่าวหากันได้

ตอนนี้อินปู้คุยเป็นฝ่ายติดต่อมาหาเขาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เยี่ยเว่ยหมิงย่อมต้องให้ความสำคัญอยู่แล้ว

เมื่อเปิดดูข้อความ สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาก็คืออิโมติคอนหน้าร้องไห้

[o(╥﹏╥)o สหายเยี่ย ช่วยข้าด้วย!]…อินปู้คุย

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วขมวดคิ้ว ตอบข้อความกลับทันที

[เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่]…เยี่ยเว่ยหมิง

[o(╥﹏╥)o มารดาเจ้าเถอะ ข้าได้รับความอยุติธรรม!]…อินปู้คุย

แน่นอน อินปู้คุยแชทคุยกับเยี่ยเว่ยหมิง เป็นไปไม่ได้ที่จะบ่นโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ หลังจากส่งอิโมติคอนรูปน้ำตาเป็นสายฝนสองภาพแล้ว ก็เล่าเรื่องที่เขาประสบพบเจอในช่วงที่ผ่านมากับเยี่ยเว่ยหมิงอย่างละเอียด

หากจะพูดถึงสถานการณ์โดยละเอียด ก็ต้องเริ่มจากภารกิจช่วยชีวิจอาจารย์แม่ที่เขาได้รับมา

ภารกิจนั้น เดิมทีอินปู้คุยคิดว่าเป็นการทดสอบความอดทน หรือที่เรียกกันว่าฝึกความอดทนนั่นเอง

อย่างไรเสีย ฉากหลัง บทบาทและตัวละครตามต้นฉบับเดิม เมื่อมาอยู่ในเกมนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่ประดับไว้เฉยๆ ภารกิจที่ดูเหมือนมีโอกาสตายมากกว่ารอด แต่ที่จริงแล้วไม่มีทางที่จะตั้งค่าให้ยากเกินไป

ขอเพียงเขาหาจี้เสี่ยวฝูสำเร็จ ภารกิจนี้ก็กล่าวได้ว่ามีความมั่นใจว่าจะสำเร็จไปแล้วเก้าส่วน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ หลังจากสหายปู้คุยของเรามาถึงพรรคจรัส ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องช่วยคนเลย บอกว่ามาส่งจดหมายแทน

การที่เขาทำอย่างนี้ แน่นอนว่าจับจุดได้ว่าบทบาทของหยางเซียวต้องให้เกียรติจี้เสี่ยวฝูพอสมควร

ในต้นฉบับเดิม ความสัมพันธ์ของหยางเซียวกับจี้เสี่ยวฝูกล่าวได้ว่ามีจุดด่างพร้อย หากเป็นชีวิตจริงก็เหมือนลุงหื่นที่ล่อล่วงสาวน้อยไร้เดียงสาคนหนึ่ง ทั้งกระบวนการไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงอย่าง ‘การใช้กำลังบังคับ’ หรือ ‘การไม่ฟังความเห็น’ ใดๆ ทั้งนั้น…

ดังนั้นบุตรของพวกเขาจึงชื่อว่าหยางปู้หุ่ย[1] ไม่ใช่จี้จ่านเซียว

และตามต้นฉบับเดิม หยางเซียวก็ปล่อยให้จี้เสี่ยวฝูออกจากพรรคจรัสไป มองออกว่าใจเขายังให้เกียรติจี้เสี่ยวฝูจริงๆ เคารพในทางเลือกของนาง ไม่ใช่การใช้อำนาจบาตรใหญ่เอาเอาใจใส่ฝ่ายหญิงประมาณว่า ‘ข้าจะทำสิ่งที่ข้าคิดเท่านั้น’

ดังนั้น การที่อินปู้คุยมาส่งจดหมายในนามของอินหลีถิง ต่อให้ในใจหยางเซียวจะไม่ปลื้ม แต่ก็ไม่ริดรอนอำนาจของจี้เสี่ยวฝูในการรับจดหมาย

ดังนั้น การพบกันระหว่างอินปู้คุยกับจี้เสี่ยวฝูจึงสำเร็จแล้ว เรื่องราวหลังจากนั้นก็ราบรื่นมากเช่นกัน จี้เสี่ยวฝูบอกว่านางต้องพิจารณาเรื่องราวก่อน อินปู้คุยจึงอยู่ที่พรรคจรัสระยะหนึ่งเสียเลย หยางเซียวเองก็ไม่ได้กลั่นแกล้งอะไรเขา ในระหว่างนั้นนอกจากไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนศิษย์ในพรรค เขาก็ถึงขั้นเข้าออกในพรรคได้อย่างอิสระ ในระหว่างนั้นยังทำภารกิจและอัปเลเวลอะไรทำนองนั้นได้ด้วย

ส่วนขั้นตอนของภารกิจโดยละเอียด จะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างชักช้า แต่เขาก็เดินตามบบทละครเดิมได้สำเร็จ ผลักดันภารกิจให้ถึงขั้นต่อไปได้อย่างราบรื่น พาจี้เสี่ยวฝูออกจากพรรคจรัสไปแล้ว

แม้หยางเซียวจะไม่พอใจเรื่องนี้แน่นอน แต่เนื่องจากต้องเคารพบทบาท เขาก็ยังฝืนยินยอมแล้ว

เพียงแต่หลังจากออกจากพรรคจรัสแล้ว จี้เสี่ยวฝูก็ไม่อยากกลับสำนักเอ๋อเหมย หรือไปสำนักอู่ตัง นางเพียงอยากออกไปพเนจรเพียงลำพังเท่านั้น

สำหรับเรื่องนี้ อินปู้คุยแสดงออกว่าเข้าใจ

อย่างไรเสีย ภารกิจของเขาก็แค่ต้องส่งตัวจี้เสี่ยวฝูออกจากพรรคจรัสอย่างปลอดภัยเท่านั้น ขอเพียงทำได้ถึงจุดนี้ เขาก็จะกลับสำนักไปรับรางวัลภารกิจได้แล้ว

ส่วนจี้เสี่ยวฝูจะอยากไปที่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาเลย

ทว่าท้องฟ้าย่อมมีเมฆลมที่มิอาจคาดเดา มนุษย์ย่อมมีทั้งเคราะห์และโชคดี

ตอนที่พวกเขากำลังจะออกจากเขตพรรคจรัส จู่ๆ ก็มีกลุ่มอำนาจภายในพรรคจรัสที่ต่อต้านหยางเซียวโจมตีเข้ามา เตรียมจะจับตัวจี้เสี่ยวฝูเพื่อข่มขู่หยางเซียว

อินปู้คุยแม้จะร่วมมือกับจี้เสี่ยวฝูโจมตีจนคนเหล่านี้แพ้ไปแล้ว แต่ในระหว่างการต่อสู้ จี้เสี่ยวฝูกลับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

หลังจากหยางเซียวปรากฏตัว ก็ตำหนิว่าอินปู้คุยปกป้องไม่ได้เรื่อง ไม่ให้โอกาสเขาโต้แย้งและไม่ให้โอกาสจี้เสี่ยวฝูโน้มน้าวเลย พอลงมือก็ปลิดชีพอินปู้คุยทันที

ภารกิจล้มเหลว!

[อิโมติคอน ‘ฉันลำบากมาก’]…อินปู้คุย

ยามเผชิญกับสถานการณ์อย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน หยางเซียวแค่ได้ยินว่าเขาคือคนที่อินหลีถิงส่งมา ก็คงอยากเล่นงานเขาตายตั้งนานแล้วแน่ๆ เพียงแต่ขาดข้ออ้างเท่านั้น ดังนั้นศึกสุดท้ายนี้ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญของทั้งภารกิจ และเป็นกับดักที่สอดคล้องกับบทบาทด้วยเช่นกัน

เขาต้องปกป้องจี้เสี่ยวฝูให้ปลอดภัย ไม่ให้ได้รับบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องถูกหยางเซียวโจมตีครั้งเดียวแต่ไม่ตาย ถึงตอนนั้นจี้เสี่ยวฝูย่อมออกหน้าอธิบายให้

แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ อินปู้คุยทำสองสิ่งนี้ไม่ได้เลย

[สหายเยี่ย ตอนนี้มีเพียงเจ้าที่ช่วยข้าได้ หากเจ้ามีเวลา มาที่สำนักอู่ตังสักรอบได้ไหม ช่วยข้าทำภารกิจสักครั้ง ภารกิจช่วยชีวิต!]…อินปู้คุย

อินปู้คุยพูดขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงยังจะพูดอะไรได้อีก

สหายต้องช่วยเหลือกัน ก่อนหน้านี้อินปู้คุยช่วยเข้าไว้เยอะขนาดนั้น ตอนนี้อีกฝ่ายลำบาก เขาก็ย่อมไม่อาจนิ่งดูดาย

[นัดสถานที่มา ข้าจะไปหาเดี๋ยวนี้]…เยี่ยเว่ยหมิง

[⊙▽⊙ จริงหรือ เช่นนั้นเจ้าก็นั่งรถม้ามาที่สำนักอู่ตังได้เลย ข้าจะไปรับเจ้าที่จุดพักม้า!]…อินปู้คุย


หลังจากคุยกันทางจดหมายจบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ออกเดินทางมาที่เขาอู่ตังทันที ตอนที่เพิ่งจะลงรถม้า ก็เห็นอินปู้คุยที่มารอตัวเองอยู่นานแล้ว หลังจากอีกฝ่ายเห็นเยี่ยเว่ยหมิง ก็กล่าวด้วยใบหน้ากลัดกลุ้มทันที “สหายเยี่ย ข้าลำบากสุดๆ!” ขณะที่พูด เขาก็กางแขนสองข้าง ทำท่าจะกอดเยี่ยเว่ยหมิงสักที

หลังจากรีบผลักเจ้าหมอนี่ออก เยี่ยเว่ยหมิงก็กล่าวอย่างจริงจังมากว่า “มีธุระก็พูดมา อย่าทำเรื่องน่าสะอิดสะเอียน”

“ก็ได้” อินปู้คุยเพียงอยากแสดงความเศร้าโศกของตัวเองนิดหน่อยเท่านั้น เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเป็นอย่างนี้ ก็ทำได้เพียงบอกว่า “หลังจากกลับมาที่ภูเขาแล้ว ท่านอาจารย์กับอาจารย์ปู่ก็มอบหมายสองภารกิจให้ข้า ต้องทำให้ทำสำเร็จหนึ่งภารกิจ ไม่อย่างนั้นจะออกจากภูเขาไม่ได้ และจะไม่มอบภารกิจสำนักอย่างอื่นให้ข้าอีก”

เป็นอย่างที่คาดไว้ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ

“ภารกิจอะไร” เยี่ยเว่ยหมิงถามไปอย่างนั้น

“ภารกิจแรกคือคัดลอกหนังสือ ท่านอาจารย์ลงโทษให้ข้าคัด ‘คัมภีร์เต้าเต๋อจิง’ หนึ่งร้อยรอบ หนึ่งร้อยรอบเชียวนะ!”

“แล้วอีกภารกิจหนึ่งล่ะ”

“ของล้ำค่าของอาจารย์ปู่หายไปแล้ว ให้ข้าไปตามหากลับมาให้เขา”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตะลึงทันที “อาจารย์ปู่ของเจ้าเคยฝึก ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ หรือ”

[1] ปู้หุ่ย 不悔 แปลว่าไม่สำนึกเสียใจ

บทที่ 147
จางซานเฟิงย่อมไม่เคยฝึกเคล็ดกระบี่พิชิตมารอยู่แล้ว สิ่งเขาทำหายไปคือของล้ำค่าอีกชิ้นที่มีความหมายให้ระลึกถึง

ไม่ใช่ชิ้นส่วนบางอย่างบนตัวที่บรรยายไม่ได้!

“ของล้ำค่าชิ้นนั้นข้าเองก็ไม่เคยเห็น” หลังจากเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง อินปู้คุยก็บอกว่า “นั่นคืออรหันต์เหล็กที่สร้างโดยช่างฝีมือแดนตะวันตก หลังจากไขลานแล้วจะใช้ ‘หมัดอรหันต์’ ได้โดยอัตโนมัติ ไม่ถือเป็นของแปลกใหม่สำหรับผู้เล่นอย่างพวกเรา แต่สำหรับคนโบราณ มันถือเป็นของอัศจรรย์จริงๆ”

ของสิ่งนี้ ทำไมฟังดูคุ้นหูจัง

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดขำไม่ได้ “นึกไม่ถึงว่าอาจารย์ปู่ของเจ้าจะมีจิตใจเป็นเด็ก”

“ไม่ใช่ว่ามีจิตใจเหมือนเด็ก แต่เป็นหัวใจของหนุ่มน้อยที่ว้าวุ่น…” อินปู้คุยกำลังจะถือโอกาสสปอยล์เรื่องรักลับๆ ระหว่างชายหญิงในยุทธภพที่ผู้คนชอบฟัง แต่กลับพลันตระหนักอะไรบางอย่างได้ เขามองไปรอบรอบๆ ครู่หนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนกำลังจับตาดูพวกเขา ก็กล่าวอย่างระวังมากกว่า “เรื่องนี้เดี๋ยวพวกเราค่อยคุยรายละเอียดกัน ที่ข้าเรียกเจ้ามาครั้งนี้ ก็เพื่อตามหาอรหันต์เหล็กที่หายไป”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วถามว่า “ตามเนื้องเรื่องเดิมที่เจ้ารู้มา ของสิ่งนั้นถูกใครขโมยไป”

อินปู้คุยตบหน้าผากด้วยความจนใจ “ตามต้นฉบับเดิม ของสิ่งนั้นไม่เคยหายไปเลย”

เยี่ยเว่ยหมิง “…”

สงสัยจะเป็นบทละครที่ผู้ออกแบบเกมสร้างขึ้นมา ไม่แปลกใจที่แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมอย่างอินปู้คุยก็ยังคิดหาวิธีการไม่ออก

เพียงแต่ตอนนี้อินปู้คุยกลับโอบบ่าเขา แล้วกล่าวพร้อมทำหน้าทะเล้น “สำนักมือปราบเทพของเจ้ามีทักษะที่ช่วยไขคดีโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ ช่วยข้าสักหน่อยเป็นอย่างไร อาจารย์ปู่บอกไว้แล้วว่าหากเจ้ายอมช่วยข้า ก็ไปรับภารกิจที่เขาได้โดยตรง หลังจากทำสำเร็จแล้วก็จะได้รางวัลภารกิจด้วยนะ”

“ช้าก่อน!” เยี่ยเว่ยหมิงพลันพบว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยชอบมาพากล “เจ้าหมายความว่า อาจารย์ปู่ของเจ้าไม่เพียงแค่รู้ว่าพวกเราสนิท ทั้งยังอาศัยความสนิทนี้บอกให้เจ้าติดต่อข้า เพื่อให้ไปรับภารกิจจากเขาอย่างนั้นหรือ”

โอ้มายก็อด!

นี่ยังเป็น NPC อยู่ไหม

NPC นี่ฉลาดจนจะกลายเป็นปีศาจแล้วมั้ง!

“อย่าตกใจขนาดนั้น” พอปล่อยมือออกจากบ่าเยี่ยเว่ยหมิง อินปู้คุยก็กล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจว่า “จะว่าไปแล้วเจ้าก็น่าจะรู้เช่นกันนี่ว่าในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ยิ่ง NPC เลเวลสูง ฐานะก็จะยิ่งสำคัญ สติปัญญาก็สูงด้วย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ

ตอนนี้บนใบหน้าของอินปู้คุยเผยความภาคภูมิใจออกมา เขายกนิ้วหัวแม่มือพร้อมบอกว่า “อาจารย์ปู่ของข้าน่ะ เลเวลสองร้อยนะ!”

“เลเวลสองร้อยน่าอวดมากเลยหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวยังปวดใจเล็กน้อย “วันนี้ตอนกลางวัน ข้าเพิ่งชี้หน้าด่า BOSS เลเวลร้อยแปดสิบที่ชื่อว่าหวงเย่าซือไป แต่เขากลับทำอะไรข้าไม่ได้”

“ขอร้อง!” อินปู้คุยเห็นเยี่ยเว่ยหมิงค่อนข้างลำพองใจ จึงกล่าวให้ความรู้อีกว่า “เลเวลร้อยแปดสิบกับเลเวลสองร้อย ความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เข้าใจไหม”

“ต่างกันมากเชียวหรือ”

“แน่นอนอยู่แล้ว!” เห็นได้ชัดว่าอินปู้คุยมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสำนักอู่ตังมาก ไม่ยอมให้คนอื่นมาดูถูกอาจารย์ปู่เลย ต่อให้เป็นเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ “ข้าจะบอกเจ้าอย่างนี้ก็แล้วกัน”

“หวงเย่าซือเลเวลร้อยแปดสิบ นั่นก็เป็นเพราะความสามารถของเขามีเพียงเลเวลร้อยแปดสิบ อาจารย์ปู่ข้าเลเวลสองร้อย เป็นเพราะในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จำกัดเลเวลสูงสุดไว้เพียงสองร้อย”

ดังนั้น BOSS เลเวลสองร้อยก็ทำอะไรตามอำเภอใจได้อย่างนั้นหรือ

แต่ดูจากการที่จางซานเฟิงทำให้อินปู้คุยมาหาเยี่ยเว่ยหมิงเพื่อเรียกให้มารับภารกิจที่สำนักอู่ตังได้ ก็เหมือนจะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายทำตามอำเภอใจได้จริง

ขณะกำลังพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย อินปู้คุยก็พาเยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้ามาในวิหารเจินอู่แล้ว

เป็นเวลากลางดึก ในวิหารเงียบสงบมาก นอกจากรูปสลักของสามมหาเทพลัทธิเต๋า ก็มีนักพรตเต๋าชราที่ดูเหมือนไม่ได้กินอาหารมนุษย์คนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่บนเบาะกลม

หนวดและเคราของนักพรตเฒ่าท่านนี้ล้วนเป็นสีขาว สวมชุดนักพรตเต๋าสีขาวทั้งตัวเช่นกัน แค่เขานั่งสง่าอยู่ตรงนั้นอย่างเดียว ก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้โบราณพันปีแล้ว ให้ความรู้สึกว่าแม้จะอยู่ท่ามกลางลมฝน แต่ข้ายังตั้งตระหง่านมั่นคง

เขาคือจางซานเฟิงหรือ

เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินเข้ามา นักพรตเฒ่าก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ไม่เหมือนความแก่ชราที่มองเห็นภายนอก เพราะในดวงตาทั้งคู่ของเขาสดใสเป็นพิเศษ เหมือนกับทารกแรกเกิด ไม่มีสิ่งใดเจือปน

แววตาของเขาเป็นเพียงแววตาที่เรียบง่ายธรรมดา นักพรตเฒ่าท่านนี้ได้ทิ้งภาพลักษณ์อันตราตรึงใจที่ยากจะลืมเลือนไว้ให้เยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

กลับคืนสู่ความเรียบง่าย!

คำนี้ลอยขึ้นมาในหัวของเขาโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งนี้โดยไม่สงสัยด้วย

ที่แท้ระดับปาฏิหาริย์ที่เป็นตำนานในยุทธภพก็เป็นอย่างนี้นี่เอง!

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังตกตะลึงกับท่วงท่าอันสง่างามของนักพรตเฒ่า อินปู้คุยก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้ว ทำความเคารพเขาก่อน “อาจารย์ปู่ นี่ก็คือสหายของข้า เยี่ยเว่ยหมิง”

คำว่าอาจารย์ปู่ที่อินปู้คุยเรียก ได้ยืนยันฐานะของนักพรตเฒ่าท่านนี้แล้ว พร้อมกับช่วยเรียกสติเยี่ยเว่ยหมิงกลับคืนมาจากความตกตะลึง เขารีบกุมหมัดคารวะ “เยี่ยเว่ยหมิง ศิษย์สำนักมือปราบเทพ คำนับสำนักนักพรตจางอู่ตัง”

“ดี” จางซานเฟิงพยักหน้าแล้วบอกว่า “เรื่องที่ข้าไหว้วาน คาดว่าปู้คุยคงบอกเจ้าแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ข้ามคำพูดไร้สาระอ้อมค้อมไปเสียเถิด พูดถึงรางวัลของภารกิจครั้งนี้เลยแล้วกัน”

ความตรงไปตรงมาของจางซานเฟิงทำให้เยี่ยเว่ยหมิงฮึกเหิม สมกับเป็นยอดฝีมือที่ใช้ชีวิตกลับคืนสู่ความเรียบง่าย เป็นคนไม่จอมปลอม!

จางซานเฟิงยิ้มบางๆ แล้วบอกว่า “ภารกิจครั้งนี้จำกัดอยู่เพียงเจ้ากับปู้คุยเท่านั้น รายละเอียดรางวัลก็คือ ค่าประสบการณ์คนละ 20000 แต้ม ค่าตบะ 5000 แต้ม บวกคัมภีร์เต๋าที่มีค่าตระหนักรู้ 1 แต้มจำนวน 1 เล่ม ข้ายังจะอ่านคัมภีร์ให้พวกเจ้าฟังหนึ่งครั้งด้วย จะเข้าใจได้มากเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับค่าตระหนักรู้ของพวกเจ้าแล้ว”

หลังจากนิ่งไปครู่เดียว ก็ถามอีกว่า “สหายน้อยพอใจกับรางวัลที่นักพรตเฒ่าผู้นี้มอบให้หรือไม่”

“รางวัลอะไรนั่นไม่สำคัญหรอกขอรับ” เยี่ยเว่ยหมิงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ผู้น้อยนับถือในคุณธรรมเต๋าอันหนักแน่นของนักพรตจางมาตลอด หากได้ทำงานเพื่อนักพรตจาง ก็ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดของผู้น้อยแล้ว!”

เมื่อได้ยินเขาพูดประจบสอพลอราวกับประกาศฉายานามตัวเอง อินปู้คุยก็รู้สึกเพียงว่าขนลุกไปทั้งตัวจนผิวกลายเป็นหนังไก่ไปแล้ว

นับถือแป๊ะเจ้าสิ!

หากเจ้านับถืออาจารย์ปู่ของข้าจริง แล้วจะใส่ร้ายป้ายสีว่าเขาเคยฝึกเคล็ดกระบี่พิชิตมารหรือ

จางซานเฟิงพยักหน้า แล้วก็ไม่เปลืองคำพูดอีก มอบหมายภารกิจทันที

[ตามหาอรหันต์เหล็ก]

ระดับภารกิจ: 5 ดาว

ตามหาอรหันต์เหล็ก สมบัติล้ำค่าที่จางซานเฟิงทำหายไป นำของสิ่งนี้กลับมาคืนเจ้าของเดิม

รางวัลภารกิจ:

ค่าประสบการณ์ 20000 แต้ม

ค่าตบะ 5000 แต้ม

คัมภีร์เต๋า 1 เล่ม

ฟังจางซานเฟิงอ่านคัมภีร์หนึ่งครั้ง

……

“อรหันต์เหล็กนั่นวางอยู่ในห้องนอนข้ามาตลอด หากสหายน้อยต้องการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ก็ให้ปู้คุยพาไปได้”

หลังจากทั้งสองเอ่ยรับแล้ว ก็ถอยออกจากวิหารเจินอู่พร้อมกัน

เยี่ยเว่ยหมิงหยุดอินปู้คุยที่กำลังจะพาเขาไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วบอกว่า “ตามข้าลงเขาไปเลยก็ได้ พวกเราไปดื่มชาหาอะไรกินกันก่อน ข้ามีเรื่องบางอย่างจะถามเจ้า”

อินปู้คุยได้ยินแล้วอึ้งทันที “สถานที่นั่น…”

“ไม่ต้องดูแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าของนั่นอยู่ที่ไหน”

“ทักษะของสำนักมือปราบเทพอัศจรรย์ขนาดนี้เชียวหรือ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าก็ได้”

“ไม่เกี่ยวกับทักษะหรอก” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าบังเอิญเห็นอรหันต์เหล็กคู่นั้นกับตาตัวเองที่ตลาดค้าของโจร แม้ข้าจะไม่มีหลักฐานชี้ตัวเจ้าหัวขโมยนั่น แต่ภารกิจของพวกเราก็แค่ต้องนำของกลับคืนมา ไม่ใช่หรือ

บทที่ 148
“เมืองเปี้ยนจิง จวนลู่ติ่งกง ลู่ติ่งกง เหวยเสี่ยวเป่าอย่างนั้นหรือ”

ระหว่างทางลงเขา หลังจากอินปู้คุยได้ยินคำตอบนี้ ก็กล่าวอย่างจริงจังมากว่า “เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ พวกเรานั่งรถม้าไปเมืองหลวงกันตอนนี้เลย ถือโอกาสลอบนำของกลับมาก่อนฟ้ามืด”

“ขอร้องละ!” เยี่ยเว่ยหมิงมองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาแปลกๆ “จะดีจะร้ายเจ้าก็เป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ เหตุใดในหัวเต็มไปด้วยเรื่องเลวทรามต่ำช้า”

อินปู้คุยถูกสั่งสอนจนแปลกใจขึ้นมา “หากไม่ขโมยแล้วจะทำอย่างไรได้ ขอจากเหวยเสี่ยวเป่าโดยตรงหรือ”

“แล้วทำอย่างนั้นไม่ได้หรือ”

เมื่อถูกเยี่ยเว่ยหมิงถามกลับอย่างนี้ ในหัวอินปู้คุยก็เริ่มมีไหวพริบขึ้นมาแล้ว นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งทันที “เจ้ากับเหวยเสี่ยวเป่ารู้จักกันหรือ”

“นับว่าสนิทกันนิดหน่อยแล้วกัน” เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างสบายๆ “แต่ข้ารู้สึกว่ารอให้เลิกประชุมขุนนางตอนเช้าพรุ่งนี้ก่อนค่อยไปหาเขา ทำแบบนั้นดีกว่า”

“เช่นนั้นก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว” ครั้งนี้นับว่าอินปู้คุยวางใจเต็มที่แล้ว “ตามบทบาทของต้นฉบับเดิม แม้เหวยเสี่ยวเป่าจะมีชาติกำเนิดต่ำต้อย แต่ในด้านความประพฤติก็ถือว่ามีคุณธรรมน้ำมิตร นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้ข้าจะมาหาถูกคนแล้วจริงๆ!”

“เจ้าพูดไม่ผิด พวกเราควรจะฉลองกันล่วงหน้าสักหน่อย เจ้าอยากกินอะไร ข้าเลี้ยง!”

“ไม่ เจ้าเลือกสถานที่ เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เพราะตั้งแต่ตอนนี้จนกว่าฟ้าจะสว่าง ข้าต้องการให้เจ้าเล่าบทละครในช่วงท้ายเกี่ยวกับสำนักคุ้มภัยฝูเวยให้ข้าฟังอย่างละเอียด ยิ่งละเอียดเท่าไรก็ยิ่งดี”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงเกิดสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ” อินปู้คุยถาม

เยี่ยเว่ยหมิงทอดสายตามองไปไกล ขณะชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเขาอู่ตัง เขาก็กล่าวว่า “ข้ารู้สึกว่าสำนักมือปราบเทพกำลังจะลงมือกับสำนักชิงเฉิง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้เล่นเพียงสามคนของสำนักมือปราบเทพ ภารกิจสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้ ข้าคิดว่าข้าเลี่ยงไม่ได้ ยังต้องเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ”


ในเมื่อต้องการจะฟังเขาเล่าเนื้อเรื่อง ก็ย่อมต้องไปนั่งฟังในโรงน้ำชาที่ดีเทียบเท่าโรงเตี๊ยม

ดื่มชาไปอึกหนึ่ง พอหิวก็กินติ่มซำไปชิ้นหนึ่ง พอเคาะไม้สิ่งมู่[1] อินปู้คุยเล่าเรื่อง ‘ยิ้มเย้ยยุทธจักร’ ให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังอย่างเป็นทางหาร

“คุณธรรมรุ่งเรืองในยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ลาภยศโดดเด่นในยุคราชวงศ์เซี่ยซางโจว การต่อสู้ของเจ็ดแคว้นยุคจ้านกว๋อกับห้าอธิราชายุคชุนชิวยาวนานหลายปี เกิดความเจริญและเสื่อมถอยในชั่วพริบตาเดียว เหลือไว้เพียงไม่กี่ชื่อในตำราประวัติศาสตร์ กลับเกิดหลุมศพนับไม่ถ้วน คนรุ่นก่อนหว่านเพาะ คนรุ่นหลังเก็บเกี่ยว ถึงขั้นว่าสู้กันดุเดือดเหมือนมังกรปะทะพยัคฆ์! หลังจากเกิดคดีฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยฝูเวย บลาๆๆ…”

เรื่องราวตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ความมืดยันฟ้าสว่าง เล่าตั้งแต่ตอนปล่อยวางบุญคุณความแค้นในยุทธภพจนกระทั่งคู่รักสุขสมหวัง สุดท้ายหลิงหูชงกับเริ่นอิ๋งอิ๋งก็ถอยออกจากยุทธภพ ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขด้วยกันโดยไม่ต้องอับอาย

เรื่องราวของยอดยุทธ์คุณธรรมที่เลือกเดินเส้นในทางตรงข้ามกับความสำเร็จ ทว่าสุดท้ายก็ยังประสบความสำเร็จ ตอนนี้เรื่องราวอันน่าชื่นชมนี้จบลงโดยสมบูรณ์แล้ว

เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าสว่างแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็จ่ายเงินค่าน้ำชาทันที แล้วพาอินปู้คุยนั่งรถม้ากลับเมืองเปี้ยนจิง

ระหว่างทาง เยี่ยเว่ยหมิงถือโอกาสตอนผ่านร้านแผงลอยของผู้เล่นที่อยู่ข้างทางซื้ออาวุธลับป้องกันตัวที่มีค่าสเตตัสไม่เลวสองชุด เสร็จแล้วถึงได้เดินต่อไปยังจวนลู่ติ่งกงอย่างไม่รีบร้อน

หลังจากผ่านการร่วมงานกันมาสองภารกิจ คนของจวนลู่ติ่งกงก็จำเยี่ยเว่ยหมิงได้เกือบหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้จดหมายแนะนำ หรือพิสูจน์ตัวตนอะไรอีก พ่อบ้านพาเขากับอินปู้คุยไปรอในโถงรับแขกเหมือนที่เคยมาครั้งแรก

พ่อบ้านกำชับให้บ่าวไพร่นำน้ำชามาวาง หลังจากกล่าวขอตัวแล้ว ก็ไปรายงานให้เหวยเสี่ยวเป่ารู้

ส่วนอินปู้คุยที่เดินตามหลังพวกเขาตลอดทาง ก็ตกตะลึงกับความหรูหราฟุ่มเฟือยนี้อย่างถึงที่สุด “ข้าว่านะ สหายเยี่ย เจ้านี่ก็อยู่เป็นนะ! ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้าออกจวนลู่ติ่งกงได้ราวกับเป็นสถานที่ที่ไม่มีคนเฝ้า ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน…”

เยี่ยเว่ยหมิงหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง รู้สึกว่าน้ำชานี้หากดื่มมากไปก็อาจไม่ใช่เรื่องดี เพราะเมื่อคืนพวกเขาก็กรอกน้ำชาลงท้องจนเต็มแล้ว ถ้าตอนนี้ดื่มอีก ต่อให้เป็นชาดีก็ดื่มแล้วไม่รู้รสอะไร

หลังจากวางถ้วยชาลง เยี่ยเว่ยหมิงก็ตอบว่า “ก่อนหน้านี้ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าข้ากับลู่ติ่งกงพอจะสนิทกันอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ถูกพาเข้ามาในโถงรับแขกโดยไม่ต้องรายงานก่อน แต่นี่กลับเป็นสิ่งที่ข้าไม่คาดคิด”

เขาพูดไปตามมารยาทล้วนๆ ที่จริงแล้วเหวยเสี่ยวเป่าไม่ว่ากับใครก็ปฏิบัติอย่างสุภาพด้วยทั้งนั้น เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้คิดว่าตัวเองถูกปฏิบัติเป็นพิเศษตรงไหน เพียงแต่เมื่อดูจากสถานการณ์ครั้งนี้

อย่าบอกนะว่าเหวยเสี่ยวเป่ายังมีเรื่องจะไหว้วานให้ข้าทำอีก

ตอนนี้อินปู้คุยเริ่มมองสำรวจภายในโถงรับแขกแล้ว ตอนที่เขาเห็นของบางสิ่งที่วางอยู่บนชั้นไม้ กลับเบิกตาโตพร้อมอุทานว่า “ช้าก่อน สิ่งนั้นคงไม่ใช่อรหันต์เหล็กที่ข้ากำลังตามหาหรอกใช่ไหม”

“ฟังจากน้ำเสียงของสหาย อย่าบอกนะว่าเจ้าสนใจอรหันต์เหล็กของข้า” จากนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น เหวยเสี่ยวเป่าที่แต่งกายหรูหราทั้งตัวก้าวเข้ามาในโถงรับแขกแล้ว ชพูดจากึ่งจริงกึ่งเล่นกับอินปู้คุย

อินปู้คุยได้ยินแล้วยิ้มอย่างอึดอัด ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เป็นฝ่ายแนะนำตัวแทนเขา แล้วถือโอกาสบอกจุดประสงค์ที่มาให้ชัดเจนเสียเลย

หลังจากเหวยเสี่ยวเป่าได้ฟัง ก็กล่าวอย่างลำบากใจเล็กน้อยว่า “ตามหลักแล้ว ในเมื่อพี่ใหญ่เยี่ยเอ่ยปาก ข้าก็ควรจะตอบรับและจัดการให้ อย่างไรเสียข้าก็มิอาจไม่ไว้หน้าพี่ใหญ่…”

เยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าบอกคำว่า ‘แต่’ ออกมามาตรงๆ เลยก็ได้”

“แต่!” เหวยเสี่ยวเป่ายิ้มอย่างจนใจ “สงสัยพี่ใหญ่เยี่ยก็คงรู้แล้วเช่นกัน บนโลกนี้มีเจตจำนงพิเศษบางอย่างอยู่ คนที่ได้รับผลประโยชน์โดยไม่เปลืองแรงอย่างข้าก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ไม่ใช่สำหรับผู้เล่นอย่างพวกเจ้าแน่นอน ดังนั้น…”

กฎการอนุรักษ์ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเข้าใจชัดเจนอยู่แล้ว ที่จริงเขาเองก็รอประโยคนี้จากเหวยเสี่ยวเป่า “มอบหมายภารกิจมาโดยตรงเลยเถอะ”

“ทั้งสองเชิญตามข้ามา…”

สิ้นคำ เหวยเสี่ยวเป่าก็พาทั้งสองคนเข้าไปในลานบ้านที่ค่อนข้างลับตาคนในจวนขุนนางบรรดาศักดิ์กง

ตรงข้ามกับประตูใหญ่ของลานบ้านเป็นสิ่งปลูกสร้างสีเทารูปสี่เหลี่ยม ตรงหน้าสิ่งปลูกสร้างเป็นประตูเหล็กสีดำสี่บาน บนประตูเหล็กแต่ละบานเขียนตัวอักษรไว้แตกต่างกัน

แบ่งเป็นดังนี้

ขันทีผู้แข็งแกร่ง!

ปาถูหลู่!

หนึ่งกระบี่โลหิตสาด!

อายุยืนเทียมฟ้า!

ขณะมองฉากอันคุ้นเคย เยี่ยเว่ยหมิงก็หลุดขำแล้วหันกลับมาถาม “สหายเหวย ภารกิจของเจ้าก็คือจะให้ข้าเลือกท้าสู้กับประตูเหล็กสามบานที่เหลือ?”

“ไม่ใช่! ภารกิจครั้งนี้คือหนึ่งในประตูเหล็กสี่บานนี้” เหวยเสี่ยวเป่ากล่าวอย่างจริงจัง “แต่สิ่งที่แตกต่างกับก่อนหน้านี้ก็คือ พลังของคู่ต่อสู้ทั้งสี่คนในครั้งนี้สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อน หากจะบอกว่าการต่อสู้ในครั้งก่อนเป็นโหมดง่าย เช่นนั้นในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นโหมดธรรมดา”

“ยกตัวอย่างเช่นอ๋าวป้ายที่เจ้าเคยสู้ด้วยก่อนหน้านี้ ตอนนั้นอ๋าวป้ายไม่เพียงแค่ถูกโซ่ตรวนมัดไว้เต็มตัว ทั้งยังถูกข้าปล่อยให้หิวโซสามวันสามคืนด้วย ดังนั้นพลังต่อสู้จึงเทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้…

…ส่วนในครั้งนี้ พลังของเขากลับไม่ได้ถูกลดลงเยอะมากเหมือนครั้งก่อน”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าสื่อว่าเข้าใจ อินปู้คุยที่อยู่ข้างกันเอ่ยว่า “หากข้าเดาไม่ผิด ประตูเหล็กสี่บานนี้เป็นตัวแทนสี่ศัตรูร้ายกาจในชีวิตของลู่ติ่งกง มีไห่ต้าฟู่ อ๋าวป้าย เฝิงซีฟ่านกับประมุขพรรคมังกรเทพ หงอันทง”

“สหายผู้นี้มีประสบการณ์ความรู้!” เหวยเสี่ยวเป่าเอ่ยกลั้วหัวเราะ “อิงตามกติกาของเกมนี้ ข้าในฐานะเป็นผู้ออกโจทย์ จึงไม่อาจเปิดเผยข้อมูลต่อพวกเจ้าโดยละเอียดเกินไป แต่หากสหายอินเข้าใจสถานการณ์เองอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าดีมาก”

ขณะที่พูด เหวยเสี่ยวเป่าก็ยังกะพริบตาให้เยี่ยเว่ยหมิงอย่างซุกซน “พวกเจ้าปรึกษากันก่อนได้ พิจารณาดูว่าท้าสู้ใครแล้วจะมีความมั่นใจในชัยชนะมากกว่ากัน”

เป็นอย่างที่คาดไว้ เหวยเสี่ยวเป่าไม่ถือสาที่จะทำให้เยี่ยเว่ยหมิงบรรลุเป้าหมายได้โดยง่าย

เพียงแต่ตามกติกาของเกมแล้ว หากเขาผ่อนผันให้มากเกินไป ระบบก็จะไม่ยินยอมแน่นอน ดังนั้นถึงได้อาศัยวิธีการแบบนี้ เพื่อเตือนให้เยี่ยเว่ยหมิงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างระมัดระวัง จะได้เพิ่มโอกาสชนะมากขึ้น

พอเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าเหวยเสี่ยวเป่าเห็นเขาเป็นสหายจริงๆ น่ะสิ?

[1] ไม้สิ่งมู่ 醒木 ฆ้อนไม้เล็กที่นักเล่านิทานใช้เคาะโต๊ะเพื่อให้คนฟังตั้งสติตื่นตัวคอยฟังนิทาน

บทที่ 149
ในเมื่อเหวยเสี่ยวเป่าบอกแล้วว่าให้พวกเขาวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างสง่าผ่าเผย ทั้งสองก็ย่อมไม่ต้องทำตัวกระบิดกระบวนอีกอีก

อินปู้คุยเริ่มแบ่งปันข้อมูลที่เขารู้มาทันที “ไห่ต้าฟู่เป็นขันทีเฒ่าที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทักษะยุทธ์เลิศล้ำ เชี่ยวชาญฝ่ามือแปรกระดูก เป็นเคล็ดฝ่ามือร้ายกาจที่มีความหมายเหมือนชื่อ หลังจากโจมตีบนร่างกายแล้ว ภายนอกดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กลับทำให้กระดูกแตกได้ ว่ากันว่าเป็นผู้สืบทอดของสำนักคงต้ง”

“อ๋าวป้าย ได้รับฉายาว่าเป็นผู้กล้าอันดับหนึ่ง ดูถูกความสามารถไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ความสามารถของเขาน่าจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่คน”

“เฝิงซีฟ่าน ฉายาหนึ่งกระบี่ไร้เลือด ถนัดใช้ปลายกระบี่แตะจุดตาย สังหารคนโดยไม่เห็นเลือด”

“ประมุขพรรคมังกรเทพ หงอันทง ข้าตัดสินได้คร่าวๆ ว่าคนนี้เก่งสุดในบรรดาสี่คน ดังนั้นควรตัดออกคนแรก ส่วนที่หลืออีกสามคน สหายเยี่ยรู้สึกว่ามั่นใจกับคนไหน”

พอได้ยินอินปู้คุยอธิบายจุดเด่นทีละคน เหวยเสี่ยวเป่าก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่เขาก็ยังไม่พูดมาก

เพราะเขาเชื่อว่าช่องโหว่ที่อยู่ในข้อมูลของอินปู้คุย เยี่ยเว่ยหมิงเองก็น่าจะค้นพบแล้วเช่นกัน

เป็นอย่างที่คาดไว้ หลังจากฟังอินปู้คุยบอกเล่าข้อมูลของสี่คนนี้เสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่ายหน้าทันที “การทดสอบนี้ เมื่อก่อนข้าเคยท้าสู้มาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นข้าเลือกประตูบานที่เขียนว่าปาถูหลู่ แต่อ๋าวป้ายที่ข้าเผชิญหน้าด้วย เหมือนจะคลาดเคลื่อนกับที่เจ้าบรรยายนิดหน่อย อย่างน้อยจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของเขา เมื่อครู่นี้เจ้าก็ไม่ได้เอ่ยถึง”

“สหายเยี่ยกำลังหมายถึง?”

เยี่ยเว่ยหมิงสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เอ็นทองแดงกระดูกเหล็ก อาวุธฟันแทงไม่เข้า!”

พอเหวยเสี่ยวเป่าที่อยู่ข้างๆ ได้ยินประโยคนี้ ในที่สุดมุมปากก็เจือรอยยิ้มบางๆ แล้ว ขอเพียงมีความรู้ถึงจุดนี้ ก็ไม่เสียเปรียบด้านข้อมูลข่าวสารแล้ว

อินปู้คุยได้ยินแล้วก็อึ้งเช่นกัน แล้วก็อดอุทานออกมาไม่ได้ “จะเป็นไปได้อย่างไร”

หากอ๋าวป้ายมีศักยภาพแข็งแกร่งขนาดนั้นจริงๆ ยังจะถูกขันทีเล็กๆ ที่เพิ่งเรียนมวยปล้ำไม่กี่วันจับตัวไปหรือ

จากนั้นเขาก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้ทันที ส่ายหน้าบอกว่า “ดูท่าแล้ว การทดสอบนี้คงเป็นกับดักเช่นกัน อีกทั้งกับดักนี้ก็พุ่งเป้ามาที่แฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับเดิมอย่างข้าด้วย”

หลังจากชะงักไปครู่หนึ่งก็กล่าวเสริมว่า “ว่ากันว่าในสมัยก่อน นิยายยอดยุทธ์คุณธรรมหลายเรื่องล้วนเคยผ่านการปรับบทตอนทำเป็นภาพยนตร์ มีหลายตัวละครที่ถูกปรับบท หรือไม่ก็ทำให้อ่อนแอลง ส่วนอ๋าวป้ายคนนี้ ก็ถูกเสริมให้ร้ายกาจขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”

“พอเป็นเช่นนี้ อีกสามคนที่ข้าวิเคราะห์ไป ก็ใช้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาเท่านั้น เชื่อถือไม่ได้เด็ดขาด!”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “เชื่อที่อ่านในหนังสือทั้งหมด สู้ไม่อ่านหนังสือยังดีกว่า แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ไม่ต้องคิดเรื่องเลือกคนให้วุ่นวายแล้ว” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินนำไปข้างหน้าแล้ว ผลักประตูบานใหญ่ที่เขียนอักษรว่า ‘ปาถูหลู่’ ออก

อินปู้คุยเห็นสถานการณ์แล้วตะลึง “เจ้ารู้อยู่แจ่มแจ้งว่าอ๋าวป้ายถูกเสริมแกร่ง ยังจะเลือกเขาอีกหรือ”

“อย่าบอกนะว่าเจ้าลืมไปแล้ว ข้าเพิ่งบอกไปแล้ว ว่าศัตรูคนนี้ข้าเคยสู้ด้วยครั้งหนึ่ง” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ ขณะที่พูดก็ขยิบตาให้อินปู้คุย “ในฐานะคู่ต่อสู้ที่เคยถูกข้าเอาชนะมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้ารู้ว่าจุดอ่อนของเขาอยู่ตรงไหน”

พอพูดจบ เขาก็ก้าวเข้าไปในมิติทดสอบ

อินปู้คุยได้ยินแล้วดีใจมาก รีบตามเข้าไป

ส่วนเหวยเสี่ยวเป่าที่ยืนอยู่ข้างหลังพวกเขาไม่ไหล สีหน้ากลับร้อนรนอย่างชัดเจน อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรหลายครั้ง แต่กลับอดทนเก็บไว้

จนกระทั่งเห็นทั้งสองหายเข้าไปในหลุมดำแล้ว ถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างจนใจ แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “หวังว่าครั้งนี้พี่ใหญ่เยี่ยจะสร้างปฏิหารย์ได้”


พอเข้ามาในประตูเหล็ก ภาพที่ปรากฏสู่สายตาก็คือสิ่งปลูกสร้างหน้าตาเหมือนวังขนาดมหึมา บนป้ายประตูหลักเขียนอักษรตัวใหญ่ว่า ‘ห้องหนังสือ’

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกเพียงว่าข้างกายมีเงาคนคนหนึ่งแฉลบผ่าน แต่กลับเป็นอินปู้คุยที่ถูกส่งเข้ามาในดันเจี้ยนภารกิจนี้เหมือนกัน

เมื่อสมาชิกมาครบแล้ว ระบบก็แจ้งเตือนราวกับนัดเวลาไว้

[ติ๊ง! พวกคุณเข้าในเขตลับของดันเจี้ยน ‘ปาถูหลู่’ แล้ว เชิญไปที่ห้องหนังสือ โจมตีสังหารอ๋าวป้าย!]

[แจ้งเตือนภารกิจ: ฐานะของพวกคุณตอนนี้คือยอดฝีมือในราชสำนักที่ขอคำชี้แนะทักษะยุทธ์จากอ๋าวป้าย ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างคุณกับดังนั้นอ๋าวป้ายจึงห้ามให้คนอื่นแทรกแซง แต่อ๋าวป้ายมีฉายาว่า ‘ปาถูหลู่’ ซึ่งแปลว่าเป็นผู้กล้าอันดับหนึ่งในภาษาแมนจู ไม่อาจดูถูกความสามารถ กรุณาต่อสู้อย่างระมัดระวัง]

อ๋าวป้ายคนนี้ไม่ได้รับความสำคัญจริงๆ เขาถูกระบบทำให้กลายเป็นทหารโดดเดี่ยวต่อเนื่องสองภารกิจ เป็น BOSS หัวเดียวกระเทียมลีบที่ไม่มีแม้กระทั่งลูกน้องสักคนเดียว

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

มีแต่แบบนี้เท่านั้น ตัวเองถึงจะทำภารกิจสะดวก ไม่ใช่หรอกหรือ

เยี่ยเว่ยหมิงกับอินปู้คุยสบตากันแวบหนึ่ง ต่างก็มองออกถึงความมั่นใจในสายตาของกันและกัน จากนั้นทั้งสองก็เดินขึ้นบันไดเคียงข้างกันไป เดินไปทางห้องหนังสือ

ตอนที่พวกเขาเดินขึ้นบันไดไปทีละก้าว ฉากตรงหน้าก็เริ่มปรากฏต่อหน้าทั้งสองจากบนลงล่าง

พอประตูของห้องหนังสือเปิดออก ทั้งสองก็เห็นชายชราเคราขาวสวมหมวกสีแดงคนหนึ่งยืนอยู่กลางตำหนักใหญ่ เป็นอ๋าวป้ายนั่นเอง!

แตกต่างกับที่เจอกันก่อนหน้านี้ ตอนนี้อ๋าวป้ายสวมเครื่องแบบประชุมขุนนาง บนคอห้อยสร้อยเฉาจู[1] สวมหมวกขนนกยูง ท่าทางเหมือนผู้ที่มีอำนาจสูงยิ่ง บนตัวเผยกลิ่นอายความเผด็จการโดยธรรมชาติ ทำให้ผู้ที่พบเห็นหวาดเกรง

เมื่อเทียบกับอ๋าวป้ายที่หิวโซสามวันสามคืน บนตัวมีพันธนาการอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงเจอก่อนหน้านี้ ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดินจริงๆ!

ขณะที่เดินไป เยี่ยเว่ยหมิงก็เคราะห์ให้อินปู้คุยฟังด้วยเสียงต่ำเบาว่า “จุดอ่อนของอ๋าวป้ายคือจุดเซี่ยอิน เจ้าสนใจแค่โจมตีตรงนั้นแรงๆ ก็พอแล้ว”

อินปู้คุยพนักหน้าน้อยๆ ทั้งสองเดินมาถึงนอกประตูใหญ่ของห้องหนังสือแล้ว

ตอนนี้ สายตาที่เหมือนเสือของอ๋าวป้ายจับต้องอยู่บนตัวคนทั้งสองแล้ว อีกฝ่ายยิ้มอย่างสนใจพร้อมกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนก็คือยอดฝีมือราชองครักษ์ที่เหวยเสี่ยวเป่าเอ่ยถึงอย่างนั้นหรือ แต่ถ้าอยากจะท้าสู้กับข้า ก็ต้องเตรียมตัวว่าจะถูกโจมตีตายเอาไว้ทุกเมื่อก็แล้วกัน!…

…ถึงอย่างไรข้าก็ออกศึกมาทั้งชีวิต แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรู้จักคำว่าปรานี!”

“อย่างนั้นหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มน้อยๆ แต่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ไว้ในมือแล้ว “กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือข้าเล่มนี้ นำมาฟันทหารผ่านศึกอย่างเจ้าโดยเฉพาะ วันนี้เกรงว่าใต้เท้าอ๋าวคงจะมีเคราะห์มากกว่ามีโชคแล้ว”

“แค่กๆ!” เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดเปิดฉาก อินปู้คุยที่อยู่ข้างกันก็อดเตือนไม่ได้ “น่าจะเป็นราชครูอ๋าว”

เยี่ยเว่ยหมิงโบกมืออย่างทนรำคาญไม่ไหว “ใกล้เคียงกันนั่นแหละ อย่างไรเสียก็เป็นคนใกล้ตายคนหนึ่ง จะเรียกอย่างไรก็ไม่ต่างกันมาก”

“ฮ่าๆๆ…” อ๋าวป้ายได้ยินแล้วหัวเราะลั่น “นำขันสิ้นดี! ตั้งแต่บุกเบิกแคว้นนี้มา ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีกระบี่อาญาสิทธิ์อะไรทั้งนั้น เจ้านำกระบี่ของราชวงศ์ก่อนมาฟันขุนนางของราชสำนักนี้ เห็นได้ชัดว่าคิดก่อกบฎ วันนี้ต่อให้ข้าสังหารพวกเจ้าคาที่ ก็ไม่มีใครพูดไร้สาระแม้สักประโยคเดียว!”

ขณะที่พูด บนตัวอ๋าวป้ายก็พลันพวยพุ่งพลังอันแข็งแกร่งออกมา ร่างกายกระโจนเข้ามาราวกับเสือตะครุบเหยื่อ ชิงโจมตีทั้งสองก่อน

ขณะเดียวกันนี้เอง บนศีรษะของอ๋าวป้ายก็มีข้อมูลค่าสเตตัสของเขาลอยขึ้นมา

[อ๋าวป้าย]

ผู้กล้าอันดับหนึ่งแห่งแมนจู เคยมีอำนาจมากในราชสำนัก ฆ่าคนนับไม่ถ้วน

เลเวล: 45

พลังชีวิต: 76000/76000

กำลังภายใน: 10000/10000

[1] สร้อยเฉาจู 朝珠เครื่องประดับของจักรพรรดิและบรรดาเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ชิง มีที่มาจากประคำของศาสนาพุทธ มีลูกประคำ 108 เม็ด มีหลายสีแตกต่างกันตามฐานะและยศขุนนาง

บทที่ 150
เมื่อได้เห็นค่าสเตตัสทั้งหมดของอ๋าวป้าย เยี่ยเว่ยหมิงก็ลอบตระหนกในใจ ขณะที่ควงกระบี่พุ่งไปข้างหน้า เขาก็บอกอินปู้คุยอย่างเร็วที่สุดว่า “ค่าสเตตัสของอ๋าวป้ายร้ายกาจกว่าที่ข้าเห็นครั้งก่อนมาก เจ้าระวังตัวเอาเองนะ”

ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่หลังจากได้ประมือกันอย่างจริงจัง เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่า พลังต่อสู้ของอ๋าวป้ายคนนี้เหมือนจะไม่ได้ห้าวหาญเหมือนค่าสเตตัส

แม้ความสามารถโดยรวมของเขาจะเหนือกว่าเยี่ยเว่ยหมิงกับอินปู้คุยเยอะมาก แต่กลับห่างชั้นกับชวีหลิงเฟิงและเหมียวเหรินเฟิ่งที่สร้างผลบดขยี้รอบด้านได้ ขนาดเทียบกับอวี๋ชางไห่ในโหมดภารกิจก่อนหน้านี้ก็ยังเทียบไม่ติดเลย

ด้วยความสามารถของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะสู้กับอีกฝ่ายสักยกไม่ได้

สิ่งเดียวที่ทำให้คนรู้สึกรังเกียจก็คือ พลังป้องกันอันน่ากลัวที่อาวุธฟันแทงไม่เข้าของเขา

ทว่าสำหรับผู้ที่ฝึกวิชาคนหนึ่ง การที่ถูกคนล่วงรู้จุดอ่อนของเขาแล้ว จะยังมีภัยคุกคามมากขนาดไหน

ทางฝั่งผู้เล่น ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของเยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่ต้องพูดอะไรมาก ส่วน ‘กระบี่เมฆาละมุน’ ของสำนักอู่ตังที่อินปู้คุยใช้ กลับเป็นวิทยายุทธ์ที่ใช้กลยุทธ์เอาชนะแรง ถนัดเรื่องฉวยโอกาสที่สุด

ขณะที่ทั้งสองร่วมมือกัน อินปู้คุยก็ฉวยโอกาสได้แล้ว กระบี่วิเศษอ้อมศีรษะของอ๋าวป้ายราวกับเป็นงูเทพ ก่อนจะแทงลงไปตรงใต้หว่างขาของเขา

จากนั้นก็เป็นอย่างที่คาดไว้ กระบี่นี้คว้าน้ำเหลวแล้ว

อินปู้คุยเห็นสถานการณ์ดังนั้นก็อึ้งไปเลย ก่อนจะอุทานอย่างตกใจว่า “แม่งเอ๊ย หดจุดหยางเข้าท้อง!”

อ๋าวป้ายกลับใช้สองขาหนีบไว้ ทำให้กระบี่วิเศษในมืออินปู้คุยโดนกักไว้แน่น อีกฝ่ายหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ขณะกำลังจะฉวยโอกาสเยาะเย้ยว่าอินปู้คุยอวดเก่ง เยี่ยเว่ยหมิงกลับถลันตัวมาถึงจุดที่ห่างจากข้างหลังเขาห้าเมตรแล้วไพล่กระบี่อาญาสิทธิ์ในมือขวาไว้ข้างหลัง พร้อมทั้งยื่นมือซ้ายออกมา นิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางดีดลูกเหล็กขนาดเท่าลูกแก้วออกมาลูกหนึ่ง

[ลูกดีดเหล็ก (สีฟ้า): อาวุธลับประเภทลูกแก้วที่ทำจากเหล็กชั้นดี ใช้ได้ดีที่สุดกับอาวุธลับประเภทหนังสติ๊ก]

โจมตี +30

แม่นยำ +10%

(ผู้ประดิษฐ์: เมิ่งถ่าจี๋)

……

นี่คืออาวุธลับที่เว่ยหมิงซื้อจากร้านแผงลอยข้างทางระหว่างที่เดินทางมาจวนลู่ติ่งกง

ทำจากวัสดุเหล็กบริสุทธิ์ แต่เมื่ออยู่ภายใต้แรงเฉื่อย มันจะระเบิดประสิทธิภาพออกมาได้มากกว่า รูปลักษณ์ภายนอกของมันทำให้ควบคุมความแม่นยำได้ง่าย

เมื่อลูกดีดหนึ่งลูกอยู่ในมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มที่สื่อถึงความมั่นใจในชัยชนะออกมา

วินาทีต่อมา เขาก็กรอกกำลังภายในใส่แล้วดีดออกมาอย่างแรง ภายใต้การเสริมกันของพลังนิ้วและพลังลูกดีดเหล็ก ชั่วพริบตาเดียวลูกดีดก็ฝ่าความเร็วของเสียง มันส่งเสียงคำรามแสบหูขณะเสียดสีกับอากาศ

ก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัว มันเล็งถูกปลายกระดูกสันหลังของอ๋าวป้ายอย่างแม่นยำแล้ว

แกร๊ง!

-413!

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ แบบเต็มกำลัง ก็ยังพอดันทุรังฝ่าเกราะป้องกันของอ๋าวป้ายได้ โจมตีจนเกิดดาเมจสี่ร้อยกว่า ทว่าสำหรับอ๋าวป้ายที่มีพลังชีวิตเจ็ดหมื่นกว่า การโจมตีนี้ก็ยังเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอยู่ดี

แต่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้คิดจะอาศัยการโจมตีนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อ๋าวป้ายอยู่แล้ว เขาเพียงอาศัยวิธีการก่อนหน้านี้ ทำลายสถานะหดจุดหยางเข้าท้องของอ๋าวป้ายก็เท่านั้นเอง

เมื่อบนปลายกระดูกสันหลังถูกโจมตีไปหนึ่งครั้ง อวัยวะที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้ซึ่งหดอยู่ในท้องของอ๋าวป้ายก็เด้งออกมาทันที ชนบนคมกระบี่ของอินปู้คุยเข้าอย่างจัง

ยังคงเป็นส่วนประกอบดั้งเดิม ยังคงเป็นรสชาติที่คุ้นเคย

คำพังเพยกล่าวเอาไว้ดีมาก: สองคนผัดข้าวด้วยกัน รสชาติก็ยังเหมือนผัดคนเดียว!

แกร๊ง

-1!

ไม่น่าเชื่อว่าจะฝ่าการป้องกันไม่ได้!

เมื่อเห็นว่ายังฝ่าการป้องกันไม่ได้ ดันทุรังทำดาเมจไปได้แต้มเดียว ทั้งสองก็อึ้งไปพร้อมกัน ยังคงเป็นเยี่ยเว่ยหมิงที่รู้ตัวก่อน “ท่าไม่ดีแล้ว! จุดอ่อนของเขาเปลี่ยนไปแล้ว รีบทิ้งกระบี่แล้วหลบ!”

ทว่า คำเตือนของเขาเหมือนจะช้าไปหนึ่งก้าว

ยังไม่ทันรอให้เขาพูดจบ อ๋าวป้ายก็ยกเท้าขึ้นมาข้างหนึ่ง ถีบยอดอกอินปู้คุยโดยทันที

ด้วยอานุภาพของเท้านี้ ได้พรากพลังชีวิตของอินปู้คุยไปแล้วเกินครึ่ง ทั้งยังเตะจนเขากระเด็นออกไปกระแทกกับผนังข้างหลัง จากนั้นถึงได้เด้งตกลงพื้น

จากจุดนี้ก็มองออกได้เช่นกันว่าเลเวลที่เพิ่มสูงขึ้นของอ๋าวป้ายไปแสดงบนพลังป้องกันและค่าพลังชีวิตหมดแล้ว ส่วนในด้านพลังโจมตีกลับไม่เพียงพอให้ปลิดชีพผู้เล่น

เมื่อโจมตีสำเร็จหนึ่งครั้ง อ๋าวป้ายกลับปะทุความดุร้ายออกมา เขาคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด กำลังจะไล่ตามไปพรากชีวิตของอินปู้คุยก่อน

ยังดีที่ตอนเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ ตัวเองก็ตระหนักได้แล้วว่าไม่ทันการณ์ ขณะที่กล่าวเตือนเขาก็ใช้ท่าร่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ชิงไปขวางตรงกลางระหว่างอ๋าวป้ายกับอินปู้คุยล่วงหน้าก่อนแล้ว

กระบี่อาญาสิทธิ์ที่อยู่ในมือก็โจมตีต่อเนื่องหลายกระบวนท่าเช่นกัน

คืนเดือนมืดฤดูใบไม้ผลิ!

ลมตะวันตกแสงยามสายัณห์!

รินดื่มดาวไถ!

ลมสารทฤดูด่านชายแดน!

ทุกท่าที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้ออกมา ล้วนเป็นกระบวนที่ร้ายกาจของ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ประกอบกับความแหลมคมของกระบี่มังกรคำราม แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการโจมตีอ๋าวป้ายกลับเป็น…

-1!

-1!

-1!

-1!

……

ระบบยังดันทุรังหักค่าพลังชีวิตให้นิดหน่อยเท่านั้น แต่ยังฝ่าการป้องกันไม่ได้!

เป็นแบบนี้ได้ยังไง

นี่มันไม่สอดคล้องหลักวิทยาศาสตร์!

ด้วยค่าสเตตัสเดิมของเยี่ยเว่ยหมิง บวกกับค่าสเตตัสของกระบี่มังกรคำราม พลังทำลายล้างจากเคล็ดกระบี่ของเขาเมื่อเทียบกับดรรชนีศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็น่าจะต่างกันไม่มาก อย่างน้อยเวลาเคล็ดกระบี่โจมตีจุดสำคัญ ก็ยังได้ผลดีกว่าการสร้างดามเจธรรมดาของดรรชนีศักดิ์สิทธิ์

แต่ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ของเขาเมื่อครู่นี้โจมตีพรากพลังชีวิตอ๋าวป้ายได้สี่ร้อยแต้มชัดๆ ทำไมพอเปลี่ยนเป็นกระบี่วิเศษแล้วโจมตีฝ่าการป้องกันไม่ได้ล่ะ

ขณที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังแปลกใจ อินปู้คุยกลับเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงถอยไปด้านข้างพร้อมบอกว่า “วิชาที่เขาฝึกคงจะมีผลป้องกันการบาดเจ็บภายนอกที่ยอดเยี่ยมมาก สำหรับพลังป้องกันของกำลังภายในแม้จะร้ายกาจเหมือนกัน แต่ก็ยังเทียบกับอย่างแรกไม่ได้”

เขากล่าวจบก็นำยาฟื้นฟูพลังชีวิตออกมาเม็ดหนึ่งแล้วกลืนเข้าปากไป

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!

เนื่องจากก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงกำลังกังวลอยู่กับการต่อสู้ รวบรวมสมาธิสูงมาก จึงไม่ได้ทำความเข้าใจตรงจุดนี้ ตอนนี้เมื่อได้ยินอินปู้คุยเตือนก็เข้าใจประเด็นสำคัญทันที!

แต่รู้เรื่องนี้ไปก็เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร

อย่างไรเสีย ด้วยกำลังภายในอันน่าสงสารของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ หากใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ต่อเนื่องกัน ตอนใช้ครั้งที่เก้ากำลังภายในก็จะหมด ต่อให้นับความเร็วในการฟื้นฟูจากเอฟเฟ็กต์พิเศษ ‘ชำระปราณ’ ของเคล็ดวิชาจักรวาลไปด้วย อย่างมากก็ใช้ได้ต่อเนื่องสิบครั้งเท่านั้น

และทุกการโจมตีของเขา ถ้าโจมตีในจุดธรรมดา ก็จะสร้างดาเมจได้เพียง 400-500 หากโจมตีจุดสำคัญได้แม่นยำ ก็จะทำคริติคอลดาเมจได้ประมาณ 3000

แต่ว่า!

พลังต่อสู้ของอ๋าวป้ายเดิมทีก็ไม่ได้อ่อนแอ ถ้าอยากโจมตีให้เกิดคริติคอลดาเมจ จะทำได้ง่ายเหมือนที่พูดอย่างนั้นหรือ

พูดในอีกกรณีหนึ่ง ต่อให้เขาโจมตีเกิดผลคริติคอลดาเมจทุกครั้ง แต่ก็พรากพลังชีวิตได้เล็กน้อยเท่านั้น!

แม้เขาจะยืดเวลาให้อินปู้คุยได้ ยืดเวลาให้ตัวเองฟื้นฟูกำลังภายในได้รวดเร็ว แต่อ๋าวป้ายที่เป็น BOSS ก็ฟื้นฟูค่าพลังชีวิตโดยอัตโนมัติได้เช่นกัน!

ดูท่าทาง สงสัยจะทำได้เพียงใช้วิธีเก่าแล้ว!

ดังนั้น ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังรับมือกับอ๋าวป้ายต่อ ก็ฉวยโอกาสใช้ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของสายตาที่เห็นแต่เลขดาเมจ ‘-1 กับ -1…’

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เมื่อเห็นอินปู้คุยฟื้นฟูค่าพลังชีวิตกลับมาเรียบร้อยแล้ว จึงบอกทันทีว่า “เจ้าถ่วงเวลาเขาก่อนสักประเดี๋ยว ข้าจะคำนวณ!”

เมื่อพูดจบ ทั้งสองก็ถือโอกาสส่งต่อ BOSS ให้กันเรียบร้อย อินปู้คุยเริ่มอาศัยเคล็ดกระบี่ของสำนักอู่ตังที่เขาถนัดมารับมือกับอ๋าวป้ายช้าๆ ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มงอนิ้วคำนวณ

จากนั้นก็เหมือนกับประสบการณ์หลายครั้งก่อน หลังจาก BOSS ได้รับการกระตุ้นจากไท้ซัวเป็นไฉน ก็เริ่มเข้าสู่โหมดสุนัขบ้า พลันกระโจนใส่เยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

อินปู้คุยแม้จะพยายามสู้สุดกำลังแล้ว แต่ข้าก็ขัดขวางเขาได้เพียงประมาณสามสิบวินาที

ในเวลาเล็กน้อยเท่านี้ ไม่เพียงพอให้เยี่ยเว่ยหมิงใช้งานเอฟเฟ็กต์ไท้ซัวเป็นไฉนอย่างราบรื่นได้เลย

ขณะเห็นอินปู้คุยถูกอ๋าวป้ายโจมตีจนค่าพลังชีวิตลดลงอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงที่ถูกบีบให้หยุดคำนวณ ก็ทำได้เพียงรับ BOSS มาจัดการต่อ ให้อินปู้คุยได้กินยาฟื้นฟูค่าพลังชีวิต

หลังจากอินปู้คุยฟื้นพลังชีวิตกลับมาเต็มแล้ว ก็ส่งอ๋าวป้ายให้เขาจัดการอีกครั้ง

ทำซ้ำอย่างนี้ห้าครั้ง หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงรับ BOSS มาจากอินปู้คุยแล้ว กลับแทงบนคอหอยของอีกฝ่ายจนทะลุทันที

-72136

ภายใต้กระบี่นี้ ค่าพลังชีวิตเหนือศีรษะของอ๋าวป้ายก็หายไปในชั่วพริบตาเดียว

ปลิดชีพ!

“นี่มันสถานการณ์อะไรกัน” ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้อินปู้คุยตาค้าง “ก่อนหน้านี้ข้าโจมตีบนคอของอ๋าวป้ายไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะเป็นจุดอ่อนของเขา เจ้าปลิดชีพเขาได้อย่างไร”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับควงเงากระบี่อย่างสง่างาม พร้อมจับภาพค่าสเตตัสส่วนหนึ่งส่งไปให้เขาดูในช่องทีม

[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)]

เคล็ดจิตระดับสูงของสำนักไท่ซาน อาศัยความสามารถในการอ่านใจคนที่ทรงพลังเพื่อรู้แผนการของศัตรูล่วงหน้า โจมตีครั้งเดียวศัตรูแตกพ่าย!

เลเวล: 3

ค่าประสบการณ์: 3595/4000

ดาเมจโจมตี +30%

แม่นยำ +30%

คริติคอลดาเมจ +30%

โจมตีจุดสำคัญมีโอกาสปลิดชีพ 5%!