วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

151-155

บทที่ 151
อ๋าวป้ายที่อยู่ในสถานะราชครูเลเวลสี่สิบห้า เห็นได้ชัดว่าร่ำรวยกว่าตอนอยู่ในสถานะนักโทษเลเวลสามสิบห้ามาก พอใช้เท้าเตะลงไปบนศพ ของที่ดรอปออกมาไม่ว่าจะเป็นจำนวน หรือคุณภาพก็ไม่เลวเลย

[สือซานไท่เป่า (ระดับกลาง): เคล็ดวิชาปกป้องร่างกายที่ฝึกภายนอก ฝึกจนร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็ก แต่เมื่อฝึกวิชาแข็งกร้าวนี้จนถึงระดับสุดยอดแล้ว กลับต้องสละการโจมตีและความเร็วบางส่วนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก]

เงื่อนไขการฝึก:

พละกำลัง: 50

รากกระดูก: 100

[ปืนไฟยุโรป (ทองคำ): อาวุธประเภทโจมตีระยะไกลแบบต่อเนื่อง]

ความจุกระสุน: 7

ความเร็วเติมกระสุน: 3 วินาที

ระยะยิงที่มีผล 50 เมตร

โจมตี +280

มองข้ามการป้องกัน 30%

[จี้ประกาศิตมังกรหยก (ทองคำ): จี้หยกงดงามที่ทำจากอำพัน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของที่มีมูลค่าไม่น้อย]

ป้องกัน +30

กำลังภายในสูงสุด +1000

[เกราะอ่อนลวดทองแดง (ทองคำ): เกราะภายในแนบลำตัวที่ถักทอจากลวดทองแดง]

ป้องกัน +200

พลังชีวิตสูงสุด +300

กำลังภายในสูงสุด +200

[รองเท้าราชสำนัก (สีฟ้า): รองเท้าราชสำนักที่ขุนนางสวมใส่ตอนเข้าประชุมขุนนาง งานละเอียดประณีต เป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานะเช่นกัน]

ป้องกัน +20

ท่าร่าง +20

เงิน: 300 เหรียญทอง!

……

ตำราลับกำลังภายในระดับกลางหนึ่งเล่ม อุปกรณ์สี่ชิ้นซึ่งแบ่งเป็นคุณภาพทองคำสามชิ้นกับคุณภาพสีฟ้าหนึ่งชิ้น เมื่อเทียบอ๋าวป้ายครั้งนี้กับครั้งก่อน เรียกได้ว่าอัตราดรอปสูงจนน่าตกใจ

ราวกับว่าอุปกรณ์ที่นักโทษอ๋าวป้ายติดค้างไว้ครั้งก่อน ตอนนี้ชดเชยกลับมาให้ภายในครั้งเดียว

ขณะมองอินปู้คุยที่กำลังจ้องอ๋าวป้ายดรอปของจนตาแดง เยี่ยเว่ยหมิงกลับเก็บของทั้งหมดไว้ในอึดใจเดียว “หลังจากเล่นดันเจี้ยนนี้สำเร็จแล้ว จะมีเวลาจำกัด รอให้ออกไปก่อน แล้วพวกเราค่อยปรึกษาเรื่องแบ่งของกัน”

เมื่อกล่าวจบ ก็หยิบโลงศพไม้สนใบหนึ่งออกมาแล้วบรรจุศพของอ๋าวป้ายใส่เข้าไป

ได้รับ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ +1 ได้รับ ‘ตระหนักรู้วิชาดรรชนี’ +1!

เรียบร้อย!

เยี่ยเว่ยหมิงแอบกดไลก์ให้อ๋าวป้ายผู้ร่ำรวยในใจหนึ่งที แล้วเขากับอินปู้คุยก็ถูกระบบส่งออกมาจากดันเจี้ยน

ตอนที่เพิ่งออกมาจากดันเจี้ยน เยี่ยเว่ยหมิงก็เห็นเงาคนแวบผ่านตรงหน้า กลับเป็นเหวยเสี่ยวเป่าที่แสดงท่าร่างอันว่องไวให้ดู พออีกฝ่ายมาถึงตรงหน้าเขา ก็ยกนิ้วหัวแม่มือให้ พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเกินจริง “พี่ใหญ่เยี่ย นึกไม่ถึงว่าแม้แต่อ๋าวป้ายที่เป็นเช่นนี้ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า เจ้าเก่งกาจเกินไปแล้ว!”

เป็นอย่างที่คาดไว้ เหวยเสี่ยวเป่าคนนี้ดูเหมือนเยาะเย้ยถากถางสังคม แต่ความจริงก็ยังมีความสามารถ

อาศัยแค่ท่ารางที่เพิ่งแสดงให้เห็น เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้ตัวแล้วว่าเทียบไม่ติด

เพียงแต่ท่าร่างนี้ของเขา ทำไมถึงดูคุ้นๆ!

เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าเคยเห็นท่าร่างของเหวยเสี่ยวเป่ามาจากที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออกไปชั่วขณะ อีกทั้งเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายพูดก่อนแล้วด้วย เขาก็เพียงถือโอกาสตอบตามสถานการณ์ “ที่จริงนี่ก็ไม่ใช่ผลงานของข้าคนเดียวหรอก ที่เอาชนะอ๋าวป้ายได้ ก็เป็นเพราะข้ากับสหายปู้คุยร่วมแรงร่วมใจกัน”

“แน่นอน สหายปู้คุยก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน” เหวยเสี่ยวเป่าวางตัวเป็นมาก พอได้ยินแบบนี้ ก็ชมอินปู้คุยด้วยเช่นกัน จากนั้นก็กดเสียงต่ำ “แต่ถ้าจะให้พูดตามจริง ในฐานะที่ข้าเป็นผู้ออกโจทย์ ก็ได้เห็นการเปรียบเทียบค่าผลงานของพวกเจ้าสองคนในระหว่างสังหารอ๋าวป้ายแล้ว เหอะๆ…”

ปัญหาก็คือแม้เจ้าจะกดเสียงต่ำ แต่อินปู้คุยก็ยังได้ยินอยู่ดี

เพื่อไม่ให้อินปู้คุยอึดอัด เยี่ยเว่ยหมิงจึงรีบเปลี่ยนประเด็นสนทนา “แต่สหายเหวยบอกความจริงข้ามาเถอะ เจ้ารู้ตั้งนานแล้วใช่ไหมว่าอ๋าวป้ายเปลี่ยนจุดอ่อนแล้ว”

เหวยเสี่ยวเป่าพยักหน้าอย่างจนใจ ตามด้วยอธิบายว่า “ข้ารู้จริงๆ แต่เป็นเพราะกติกา ทำให้ข้าไม่สะดวกจะบอกเจ้าตรงๆ พี่ใหญ่เยี่ย เจ้าคงเข้าใจนะ”

ก็เป็นเพราะกติกาของระบบ เรื่องนี้เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเข้าใจอยู่แล้ว

ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอีกครั้งอย่างไม่ลังเล ถามว่า “สหายเหวย เงื่อนไขการท้าสู้ในดันเจี้ยนของเจ้ามีอะไรบ้าง…

…ทุกครั้งที่ข้ามาทำงานให้เจ้า ก็จะท้าสู้ได้ทุกครั้งใช่ไหม…

…หรือว่า ต่อให้ข้าไม่มาของานเจ้าทำ ก็ยังเข้ามาท้าสู้ได้โดยตรง…

…กติกาของการท้าสู้คืออะไรกันแน่…

…ต้องฆ่าตัวต่อตัว หรือว่าทำเป็นกลุ่มได้…

…ถ้าสู้เป็นกลุ่มได้ กลุ่มหนึ่งจำกัดกี่คน”

หากไม่ใช่เพราะคำกล่าวที่ว่า ‘หากตบรางวัลอย่างงามก็ย่อมมีผู้กล้าออกมาทำงานให้’ ครั้งแรกที่โจมตีอ๋าวป้ายแต่แทบกลับไปมือเปล่า เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่สนใจดันเจี้ยนนี้มากอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นสิ่งที่ได้รับในครั้งนี้ เขากลับรู้สึกหวั่นไหวโดยสมบูรณ์แล้ว!

สังหารครั้งหนึ่งก็ได้เคล็ดวิชาระดับกลางหนึ่งเล่ม อุปกรณ์ทองคำสามชิ้น แล้วถ้ามาที่สี่ดันเจี้ยนนี้วันละครั้งล่ะ…

เด็กดี นั่นคือจังหวะเริ่มต้นของความร่ำรวยชัด!

ต่อให้ในภายหลังรีเฟรช แต่ก็ใช่ว่าทุกครั้งจะได้ผลตอบแทนอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ แต่ต่อให้เป็นรางวัลทั่วไป ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาไม่เกียจคร้านแล้ว

อะไรนะ

เจ้าบอกว่าอ๋าวป้ายเป็นเพียงอุบัติเหตุอย่างนั้นหรือ

ค่าสเตตัสของเขาถูกเยี่ยเว่ยหมิงข่มพอดี แต่อีกสามดันเจี้ยนอาจจะสู้ไม่ไหวก็ได้

ปัญหาที่เรียบง่ายขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงจะคิดไม่ถึงได้อย่างไร

ดังนั้นเขาจึงถามถึงกติกาที่เกี่ยวข้องกับการตั้งทีม เมื่อถึงตอนนั้น หากดึงตัวคนในทีมสำนักมือปราบเทพมาด้วยกัน ไม่ว่าจะอย่างไรก็เพียงพอที่จะฆ่า BOSS ได้

ต่อให้ทำอย่างนั้นแล้วยังสู้ไม่ไหว แต่ก็ยังมีอ๋าวป้ายที่เป็นหลักประกันขั้นต่ำไม่ใช่หรือ

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงสนใจสี่ดันเจี้ยนขนาดนี้ ท่าทีของเหวยเสี่ยวเป่าก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นมากขึ้นแล้วเช่นกัน

แต่สำหรับคำถามเรื่องดันเจี้ยน เขาก็ยังตอบตามความจริงว่า “ที่จริงแล้วดันเจี้ยนพวกนี้ ข้าก็หวังให้พี่ใหญ่เยี่ยมาเล่นทุกวัน มารีเฟรชพวกเขาวันละสิบรอบแปดรอบสิถึงจะดี แต่ตามกติกาแล้ว ดันเจี้ยนเหล่านี้ล้วนจำกัดจำนวนครั้งในการท้าสู้เอาไว้”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เหวยเสี่ยวเป่าก็อธิบายต่อว่า “เหมือนเวอร์ชั่นง่ายก่อนหน้านี้ ผู้เล่นแต่ละคนจะท้าสู้ได้คนละหนึ่งครั้งเท่านั้น อีกทั้งเมื่อรวมทั้งหมดแล้วก็ท้าสู้ได้เพียงหนึ่งครั้ง ก็เหมือนกับพี่ใหญ่เยี่ย เป็นเพราะก่อนหน้านี้เคยสังหารอ๋าวป้ายไปแล้ว เจ้าถึงไม่มีทางท้าสู้เวอร์ชั่นง่ายของด่านอื่นได้อีก ถ้าอยากท้าสู้อีก ก็ทำได้เพียงเริ่มจากโหมดธรรมดา”

สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกว่าไม่เป็นไร

ใครจะไปแยแสเวอร์ชั่นง่ายที่ไม่มีทรัพยากรให้ตักตวงอย่างนั้น

ถ้าข้าท้าสู้เวอร์ชั่นธรรมดา ก็จะเหมือนกับอ๋าวป้ายที่เพิ่งดรอปของออกมามหาศาลเมื่อครู่นี้

ตอนนี้ กลับได้ยินเหวยเสี่ยวเป่าอธิบายต่อไปว่า “ส่วนจำนวนครั้งการท้าสู้เวอร์ชั่นธรรมดา ก็จะผ่อนปรนขึ้นเล็กน้อย ในแต่ละดันเจี้ยน ทุกคนจะท้าสู้ได้หนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบทีมหรือแบบเดี่ยว”

เมื่อลองคำนวณดูอย่างนี้ โอกาสก็เป็นสิ่งที่มีค่า รอให้ความสามารถเพิ่มขึ้นก่อนดีกว่า ผลประโยชน์จากการเล่นแบบเดี่ยวต่างหากถึงจะเยอะที่สุด

ในใจเขาจดจำกติกาสองข้อนี้เอาไว้เงียบๆ ส่วนเหวยเสี่ยวเป่าก็พูดต่อไปว่า “และนอกจากระดับความยากสองแบบนี้ ยังมีการท้าสู้ในระดับความยากสูงของเวอร์ชั่นสุดยอดอีก…

…ในเวอร์ชั่นนั้น ผู้ท้าสู้จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ถูกปรับให้เป็นสภาพปกติ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา หรือความสามารถก็ไม่ถูกลดทอนให้น้อยลงเลยแม้แต่น้อย”

ขณะที่เขาพูดก็แบมือ “และศัตรูที่อยู่ในสภาพปกติ เจ้าเองก็รู้ว่าเป็นอย่างไร มีโอกาสท้าสู้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ที่ข้าบอกไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะท้าสู้ได้หนึ่งครั้งนะ ข้าหมายความว่าถ้า BOSS ที่อยู่ในสภาพปกติถูกสังหารไปเมื่อไร ดันเจี้ยนที่ระดับความยากนี้ก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว

ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ น่าจะเป็นโอกาสหนึ่งในการโจมตีสังหารตอนที่ผู้เล่นอยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้เล่นทุกคนมีร่วมกัน ใครไปก่อนก็ได้ก่อน ทั้งยังต้องประเมินกำลังด้วย”

หลังจากบอกกติกาการท้าสู้ของสี่ดันเจี้ยนนี้เรียบนร้อย เหวยเสี่ยวเป่าก็พลันเปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ในเมื่อพวกเจ้าท้าสู้ในดันเจี้ยนสำเร็จแล้ว ก็นับว่าผ่านการทดสอบของค่าแรง เช่นนั้นในตอนนี้อรหันต์เหล็กก็เป็นของพวกเจ้าแล้ว”

“ไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปรับของสิ่งนั้น”

บทที่ 152
เมื่อนำอรหันต์เหล็กออกจากจวนลู่ติ่งกงไปอย่างอิ่มเอมใจ เยี่ยเว่ยหมิงก็บ่นกับอินปู้คุยอย่างจนใจว่า “เหวยเสี่ยวเป่าวันนี้แสดงออกเหมือน…จะพูดอย่างไรดีล่ะ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาวางตัวเก่งมาก…

…แต่ตอนที่เพิ่งออกมาจากดันเจี้ยน เขากลับตั้งใจพูดเอาใจข้ามาก แต่กลับไม่สนใจความรู้สึกเจ้า แม้ข้าจะเตือนเขาแล้ว แต่กลับยังทำเหมือนเดิม การแสดงออกอย่างนี้เหมือนจะขาดมาตรฐานไปมาก”

อินปู้คุยได้ยินแล้วกลับส่ายหน้ายิ้มๆ อธิบายว่า “ที่จริงแล้วนี่ต่างหากที่เป็นจุดที่ฉลาดของเขา”

ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงถามต่อ จู่ๆ เขาก็ใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนเยี่ยเว่ยหมิง “ขอพูดความในใจหน่อยแล้วกัน เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินเหวยเสี่ยวเป่าไม่สนใจความรู้สึกข้า ตั้งใจพูดประจบเจ้าอย่างเดียว ในใจเจ้าจริงๆ แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สดชื่นหรือเปล่า”

“เอ่อ คือ…” เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะลั่น “ฮ่าๆ…ข้าเป็นคนซื่อตรงและอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้ จะไป…”

“พูดความจริง!”

“ก็แอบสดชื่นอยู่นิดหน่อยจริงๆ”

“แค่นั้นก็พอแล้ว” อินปู้คุยพูดต่อ “ที่จริงแล้ว ตอนที่เขาพูดประจบเจ้า อย่างมากก็แค่มองข้ามข้าไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาทเลย ดังนั้นหากพูดในมุมของข้า แม้จะรู้สึกผิดหวังหลายครั้ง แต่ก็ไม่แค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่นอน…

…แนวคิดประมาณว่าอย่ารังแกคนหนุ่มที่ยากจนอะไรนั่น ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานที่แบบนี้ หากเกิดขึ้นแล้ว ก็แสดงว่าข้าจิตใจคับแคบเกินไป ต้องสมน้ำหน้าแล้ว…

…อย่างไรเสีย พวกเราก็แค่พบหน้ากันเป็นครั้งแรก”

ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังเดินนำทางไปยังโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล อินปู้คุยก็กล่าวต่อไปว่า “ทั้งไม่ล่วงเกินข้า ทั้งเติมเต็มจิตใจที่แสนขี้อายของเจ้าให้รู้สึกสดชื่นได้ วิธีการแบบนี้ไม่เหนือชั้นหรอกหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วพยักหน้า “เสียแรงที่ข้าคิดมาตลอดว่าตัวเองสติปัญญาผ่านมาตรฐาน วันนี้ถึงได้รู้ว่าที่แท้เป็นเจ้าต่างหาก ยอดฝีมือที่เก็บงำความสามารถเอาไว้มิดชิด”

“อย่ามาใช้มุกนี้เลย” อินปู้คุยสีหน้าจริงจัง “สาเหตุที่เจ้านึกไม่ถึง ก็เพราะเจ้าเป็นคนที่ถูกเขาประจบ ไม่ได้คิดให้สูงขึ้นอีกชั้นก็เท่านั้นเอง ถ้าพวกเราเปลี่ยนมุมมองกัน…”

“บลาๆๆๆ…”

ตอนที่ทั้งสองใช้สนทนากัน ทันใดนั้นก็มีนกพิราบขาวตัวหนึ่งบินมาเกาะบนบ่าเยี่ยเว่ยหมิง

หลังจากมองข้อความปราดหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มเจื่อนด้วยความจนใจ “สำนักส่งข่าวด่วนมา ขอให้ผู้เล่นทุกคนของสำนักมือปราบเทพกลับไปทันทีที่ได้รับข้อความ ดูท่าทาง ข้าคงกลับไปรายงานผลภารกิจกับเจ้าที่เขาอู่ตังไม่ได้แล้ว”

ขณะที่พูด ก็ส่งคำขอซื้อขายให้อินปู้คุย “อรหันต์เหล็กเจ้ารับไปก่อน กลับไปรายงานผลภารกิจ เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะได้ไปรับรางวัลภารกิจได้โดยตรงเลย…

…ของที่ดรอปได้จากอ๋าวป้ายก่อนหน้านี้ด้วย พวกเราไม่ต้องหาสถานที่แล้ว แบ่งของกันตรงนี้เลยแล้วกัน…

…อิงตามธรรมเนียมของยุทธภพ หนึ่งคนเลือกหนึ่งชิ้น”

…มีของทั้งหมดห้าชิ้น เพื่อความยุติธรรม เลือกไปก่อนคนละชิ้น ตอนหลังค่อยเลือกอีกสามชิ้น แบ่งเงินจำนวนเท่ากัน”

เมื่ออธิบายแผนการแบ่งของอย่างละเอียดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งคำขอซื้อขายให้อีกฝ่ายอีกครั้ง พร้อมเรียงของห้าชิ้นนั้นไว้แถวหนึ่ง อีกฝ่ายจะได้เลือกได้สะดวก

แน่นอนว่ายังมีเงินที่ดรอปจากอ๋าวป้ายอีกครึ่งหนึ่งด้วย เป็นเงินสดจำนวน 150 เหรียญทอง

หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็หรี่ตาจนเป็นขีดเล็กๆ แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “สหายอินอยากจะเลือกก่อน หรืออยากจะเลือกทีหลังล่ะ หรือว่ามีวิธีการแบ่งที่เหมาะสมกว่านี้”

อินปู้คุยยิ้มแห้ง “ในเมื่อสหายเยี่ยโปร่งใสขนาดนี้ ข้าก็ไม่เกรงใจเจ้าแล้วกัน ข้าขอเลือกก่อน”

หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็ถามต่อว่า “ข้าต้องการตำราลับเคล็ดวิชา ‘สือซานไท่เป่า’ เป็นอย่างไร”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วผิดคาดนิดหน่อย “ข้อมูลแนะนำของเคล็ดวิชานี้ก็บอกไว้แล้ว ถ้าฝึกวิชานี้จะถูกหักพลังโจมตีกับความเร็วโจมตี ทั้งยังมีจุดอ่อนที่อันตรายถึงชีวิตด้วย เดิมทีข้าคิดว่าจะเก็บตำรานี้ไว้จนถึงตอนสุดท้าย แล้วนำไปขายแลกเป็นเงิน”

อินปู้คุยกลับอธิบายว่า “เป็นเพราะสำนักเราแตกต่างจากสำนักอื่น สิ่งที่สำนักอู่ตังถนัดที่สุดก็คือการตะลุมบอน การดรอปของจำนวนมากในสำนัก ทักษะยุทธ์ที่ทำดาเมจได้สูงมีน้อยมาก…

…สุดยอดวิชาสูงสุดในสำนักก็คือ ‘มวยไท่จี๋’ กับ ‘กระบี่ไท่จี๋’ เป็นวิชาที่อาศัยความเชื่องช้ามาสู้กับความเร็ว ความเร็วในการลงมือจึงไม่ได้สำคัญมาก…

…ส่วนจุดอ่อนนั่น สำนักอู่ตังของเดิมทีก็ถนัดเรื่องป้องกันอยู่แล้ว มีความสามารถในการปกป้องตัวเองสูงมาก จะปกป้องจุดอ่อนเล็กๆ แค่นี้ไม่ได้เชียวหรือ…

…เจ้าคือสารหนู ข้าคือยาแก้ร้อนใน ต่างคนต่างความต้องการก็เท่านั้นเอง”

เมื่อได้ยินอินปู้คุยพูดอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็วางใจแล้วเช่นกัน จึงเลื่อนนิ้วเลือกเกราะอ่อนลวดทองแดงในแถบการซื้อขายทันที นำมันกลับเข้ามาในกระเป๋าสะพายหลังอีกครั้ง นับว่าเลือกเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ครั้งนี้ถึงคราวที่อินปู้คุยจะรู้สึกผิดคาดบ้างแล้ว “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่ได้เลือกสร้อย”

ในสายตาของเขา เห็นได้ชัดว่าค่าสเตตัสของ ‘จี้ประกาศิตมังกรหยก’ ยอดเยี่ยมกว่า

เยี่ยเว่ยหมิงเพียงตอบอย่างใจเย็นว่า “ที่ตัวข้ามีสร้อยอยู่แล้วเส้นหนึ่ง ค่าสเตตัสไม่ต่างกับเส้นนี้มาก อีกทั้งเกราะอ่อนลวดทองแดงก็เป็นเกราะภายใน สวมใส่ไว้ข้างในได้ เกราะภายในแบบนี้หาได้ยากมากในตลาด ความล้ำค่าของมันก็พอๆ กับเครื่องประดับในเลเวลเดียวกัน เลือกสิ่งนี้ไว้ข้าไม่ขาดทุน”

“เช่นนั้นข้าก็ได้ประโยชน์แล้วจริงๆ!” รอยยิ้มบนใบหน้าอินปู้คุยเปลี่ยนเป็นภูมิใจเป็นพิเศษ “ไม่ปิดบังความจริง ตอนนี้ข้าเข้าใกล้เงื่อนไขการฝึก ‘วิชาราชสีห์คำราม’ ขาดแค่กำลังภายในสี่ร้อยแต้ม หลังจากใส่สร้อยเส้นนี้แล้ว ข้าก็จะฝึกได้ทันที เหอะๆ…ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ข้าเลือกมัน”

“เช่นนั้นก็ทำตามกติกาที่เราคุยกันไว้ตอนแรก ปืนไฟกับรองเท้าที่เหลืออยู่เป็นของข้าหมด”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำปืนไฟกับรองเท้ากลับเข้ามาในกระเป๋าสะพายหลังของตัวเองอีกครั้ง จากนั้นกดยืนยันการซื้อขาย ส่วนอินปู้คุยก็เลือกกดยืนยันตามทันที ตำราลับ ‘สือซานไท่เป่า’ จี้ประกาศิตมังกรหยก รวมทั้งเงิน 150 เหรียญทองเข้าไปอยู่ในกระเป๋าสะพายหลังของเขาพร้อมกัน

ตอนนี้แบ่งของกันเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอำลาอินปู้คุยทันที จากนั้นก็ใช้ท่าร่างวิ่งตะบึงไปทางสำนักมือปราบเทพ

เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีก็อยู่ในเมืองเปี้ยนจิงอยู่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะกลับถึงสำนักมือปราบเทพเป็นคนสุดท้ายในบรรดาผู้เล่นอย่างเหนือความคาดหมายยิ่ง

เมื่อเขาถามแล้วถึงได้รู้ว่าซานเย่ว์เพิ่งทำภารกิจสอบสวนสำเร็จ ส่วนเฟยอวี๋ก็เก็บตัวฝึกฝนอยู่ในห้องฝึกวิชา

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ออกนอกเมือง แต่พวกเขาสองคนกลับไม่ได้ออกจากสำนักมือปราบเทพด้วยซ้ำ แน่นอนว่าต้องปรากฏตัวที่นี่เร็วกว่าเขาอยู่แล้ว

เมื่อเห็นผู้เล่นทุกคนในสำนักมากันครบแล้ว จ่านเจาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง นำทุกคนเข้ามาในห้องประชุมที่หวงโส่วจุนอยู่ทันที

และในห้องประชุมตอนนี้ นอกจากหวงโส่วจุนที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดแล้ว ยังมีโหยวจิ้น หนึ่งในหัวหน้าของสี่มือปราบเทพแห่งสำนักมือปราบเทพ รวมทั้ง…หลินผิงจือด้วย?

สิ่งเดียวที่แตกต่างกับเมื่อก่อนก็คือ วันนี้หลินผิงจือสวมชุดคลุมสีแดงทั้งตัว ขนาดอยู่ไกลยังได้กลิ่นหอมจากเครื่องสำอางที่บนตัวเขา ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลางดงามระดับไอดอลโดยธรรมชาติของเขา ทำให้รู้สึกว่าแยกได้ยากว่าเป็นบุรุษหรือสตรี

เมื่อเห็นสี่คนนี้เข้ามา หวงโส่วจุนก็เอ่ยเสียงเรียบว่า “นั่งลงคุยกันเถอะ”

ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ก่อนจะนั่งลงตรงฝั่งซ้ายถัดจากโหยวจิ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย โดยมีเยี่ยเว่ยหมิงนั่งตำแหน่งแรก ตามด้วยเฟยอวี๋และซานเย่ว์ตามลำดับ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยกับกับหลินผิงจือที่แปลงร่างเป็นสตรีไปแล้ว

เมื่อกวาดสายตามองบนตัวหวงโส่วจุน โหยวจิ้น จ่านเจาและหลินผิงจือ เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา

ดูจากแนวโน้มสถานการณ์ อย่าบอกนะว่าหวงโส่วจุนเตรียมจะลงมือกับสำนักชิงเฉิงล่วงหน้า

บทที่ 153
เมื่อเห็นทุกคนนั่งลงแล้ว หวงโส่วจุนจึงได้เริ่มกล่าวว่า “เมื่อหลายวันก่อนหน้านี้ พวกเราได้รับรายงานมาจากหน่วยงานท้องถิ่นว่าพบศพสองศพนอกเมืองลั่วหยาง หลังจากผ่านการชันสูตรศพยืนยัน ก็พบว่าผู้ตายคือหัวหน้าสำนักคุ้มภัยฝูเวย หลินเจิ้นหนานกับฮูหยิน”

หลินเจิ้นหนานกับฮูหยินตายแล้ว!

เมื่อได้ยินหวงโส่วจุนประกาศข่าวอันน่าตกใจนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็มองหน้ากันเลิกลั่ก ขณะเดียวกัน พวกเขาก็พบว่าซานเย่ว์ที่นั่งอยู่ตำแหน่งท้ายสุดไม่เพียงแค่ไม่เผยสีหน้าตกใจใดๆ นางยังเผยสีน่าภาคภูมิใจเล็กๆ ออกมาด้วย

หลังจากสังเกตเห็นจุดนี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เปิดช่องทีมในหน้าอินเตอร์เฟสระบบทันที ปลดทีมชั่วคราวระหว่างเขากับอินปู้คุยออกก่อน จากนั้นส่งคำขอตั้งทีมให้เฟยอวี๋กับซานเย่ว์

[ติ๊ง! ซานเย่ว์เข้ามาอยู่ในทีมของคุณแล้ว]

[ติ๊ง! เฟยอวี๋เข้ามาอยู่ในทีมของคุณแล้ว]

ตอนนี้พลันได้ยินหวงโส่วจุนเอ่ยต่อว่า “ตอนหลัง ข้าให้คนของจวนขุนนางท้องถิ่นนำศพมาส่งที่สำนักมือปราบเทพ หลังจากให้หลินผิงจือซึ่งเป็นบุตรชายของหลินเจิ้นหนานยืนยันตัวตนเอง ตรวจสอบศพด้วยตัวเองพร้อมกับใต้เท้าซ่งในห้องชันสูตร ข้อสรุปที่ได้ก็คือ สองศพนี้เป็นหลินเจิ้นหนานกับฮูหยินจริงๆ ส่วนสาเหตุการตายของพวกเขา ก็คือถูกพลังฝ่ามือโจมตีหัวใจแตกตาย”

หลังจากชะงักไปครู่เดียว หวงโส่วจุนก็กล่าวเสริมอีกว่า “ข้าถึงขั้นยืนยันขั้นแรกได้เลยว่า ทักษะยุทธ์ตอนที่ผู้ร้ายสังหารก็คือ ‘ฝ่ามือทะลวงใจ’ ของสำนักชิงเฉิง อีกทั้งกำลังภายในของเขาก็สูสีกับอวี๋ชางไห่ จุดนี้ไม่ผิดพลาดแน่นอน”

สายตาของหวงโส่วจุนเฉียบคมได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

อาจจะเป็นทักษะยุทธ์อื่นที่คล้ายกันก็ได้ไม่ใช่หรือ

แม้จะเกิดความสงสัยในใจ แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่รีบร้อนถามซานเย่ว์ในช่องทีม ยังคงมองหวงโส่วจุนที่มีความคิดอ่านล้ำลึกต่อไปด้วยสายตาแสดงความนับถือ รอฟังว่าเขายังจะพูดอะไรอีก

หวงโส่วจุนพลันเล่าต่อไปว่า “เดิมที ภารกิจสำคัญในการสืบหาความจริงของคดีนี้ตกอยู่ที่พวกเจ้าสามคน แต่เนี่ยนเสียวเหนี่ยนที่พวกเจ้าจับมาก่อนหน้านี้เป็นพยานบุคคลที่ไม่เลวเลย เขาไม่เพียงแค่เข้าใจคดีที่เกิดขึ้นในสำนักคุ้มภัยฝูเวยอย่างถ่องแท้ แม้แต่สาเหตุการตายของหลินเจิ้นหนานกับฮูหยิน เขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนเช่นกัน”

เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกับเฟยอวี๋ก็ไปหยุดอยู่บนตัวซานเย่ว์พร้อมกัน ส่วนซานเย่ว์ก็ก้มหน้าก้มตาราวกับพระเฒ่านั่งสมาธิ

ในขณะเดียวกันนี้เอง นางก็ส่งข้อความมาในช่องทีม

ซานเย่ว์ [ฮิฮิ เค้าก็โชคดีอย่างนี้แหละ ทำภารกิจสอบสวนครั้งเดียว ก็ได้รางวัลของสองภารกิจแล้ว ดีงามมาก! (*^-^*)]

สำหรับการโอ้อวดที่ดูเหมือนแอ๊บแบ๊วของนางหนูคนนี้ ทั้งสองตอบแสดงความยินดีพร้อมกัน

เยี่ยเว่ยหมิงแม้จะแสดงความยินดีจากใจจริงก็ตาม แต่คำว่า ‘ยินดี’ จากเฟยอวี๋จะมีรสชาติหวานหรือเปรี้ยว ก็มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้

ผู้เล่นทั้งสามคนนั่งตัวตรงเรียบร้อย แต่ในช่องทีมกลับสื่อสารกัน หวงโส่วจุนเห็นแล้วไม่ได้พูดมาก แต่เห็นได้ชัดว่าเขามองออก วาสามคนนี้ไม่ได้ใจจดใจจ่ออยู่กับการบรรยายของเขาเลย

แม้ในใจจะรู้ว่าตัวเขาเองก็เป็นผู้แข็งแกร่งเลเวลสองร้อยที่มีพลังต่อสู้สูงมากในเกม แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจทำให้ผู้เล่นแสดงท่าทีของผู้น้อยฟังคำผู้บังคับบัญชาเหมือนในชีวิตจริงได้

หวงโส่วจุนทำได้เพียงเลิกหวังผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ หลังจากปรับเรียงคำพูดใหม่และตัดคำพูดที่ไม่จำเป็นทิ้ง จึงพูดต่อไปว่า “อิงตามผลการสอบสวนของซานเย่ว์ พวกเรายืนยันตัวผู้ร้ายได้แล้วว่าเป็นอวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิง…

…คนผู้นี้เคลื่อนไหวอยู่ในเขตเมืองฝูโจว จากนั้นก็ก่อคดีที่เมืองลั่วหยาง ไม่เห็นกฎหมายของราชสำนักอยู่ในสายตาสักนิด ในสายตาของเขา สิ่งที่เรียกว่าธรรมเนียมในยุทธภพน่าเกรงขามกว่ากฎหมายราชสำนักด้วยซ้ำ!”

หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง หวงโส่วจุนก็กล่าวสรุปปิดท้าย “สำหรับเนื้อร้ายของยุทธภพเช่นนี้ เราต้องกำจัดทิ้ง และพวกเจ้าสามคนในฐานะผู้สืบทอดของสำนักมือปราบเทพ ภารกิจนี้ พวกเจ้ามิอาจผลักให้ผู้อื่นได้”

ขณะที่พูด หวงโส่วจุนก็สะบัดมือข้างหนึ่ง กระดาษขาวสามแผ่นยิงออกจากมือแล้ว กระดาษพุ่งมาถึงทั้งสามคนก่อน จากนั้นก็ตกลงข้างกายทั้งสามอย่างมั่นคงและเป็นระเบียบเรียบร้อย ใช้วิธีการเดียวกันกับตอนที่แจกภารกิจ ‘สำนักคุ้มภัยฝูเวย’ ให้พวกเขาก่อนหน้านี้ สิ่งเดียวที่แตกต่างกันก็คือ ครั้งนี้ให้พวกเขาเพียงกระดาษขาวสามแผ่นจริงๆ

“ภารกิจแรกที่ข้ามอบหมายให้พวกเจ้า หลังจากกลับไปแล้ว ก็ต่างคนต่างเขียนแผนปฏิบัติการให้ข้า”

[ติ๊ง! รับภารกิจ ‘ร่างแผนปฏิบัติการ’]

[ร่างแผนปฏิบัติการ]

ร่างแผนปฏิบัติการกำจัดอวี๋ชางไห่แห่งสำนักชิงเฉิง แล้วส่งให้หวงโส่วจุนตรวจทาน

ระดับภารกิจ: 1 ดาว

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 100 แต้ม

……

เมื่อเห็นว่าเป็นภารกิจที่ง่ายกว่าภารกิจของหมู่บ้านมือใหม่ ทั้งสามก็พากันงุนงง

หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามขึ้นก่อนว่า “สำหรับภารกิจนี้ ข้ายังมีคำถามนิดหน่อย”

ในช่องทีม

ซานเย่ว์ [อาหมิง เจ้าจริงจังเกินไปหรือเปล่า ก็แค่ภารกิจหนึ่งดาว รางวัลก็มีแค่ค่าประสบการณ์หนึ่งร้อย ภารกิจแบบนี้ต่อให้เจ้าเก่งจนเพิ่มรางวัลได้อีกสิบเท่า ก็เป็นแค่ขายุงที่มีเนื้อน้อยอยู่ดี เจ้าจำเป็นต้องจริงจังขนาดนี้เลยหรือ ( ̄△ ̄;)]

ไม่สนใจคำพูดเหน็บแนมของซานเย่ว์ เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวกับหวงโส่วจุนต่อว่า “ในเมื่อต้องร่างแผนปฏิบัติการ อย่างน้อยพวกเราก็ต้องมีข้อมูลพื้นฐานบ้าง ประการแรก หวงโส่วจุนต้องการให้เราร่างแผนถึงระดับไหน ให้กำจัดอวี๋ชางไห่คนเดียว หรือให้กำจัดเครือข่ายของอวี๋ชางไห่ในสำนักชิงเฉิง หรือว่า…ฆ่าล้างสำนักชิงเฉิง!”

เมื่อได้ยินคำถามของเยี่ยเว่ยหมิง นอกจากหวงโส่วจุนจะไม่แสดงความไม่พอใจใดๆ แล้ว กลับพยักหน้าให้อย่างชื่นชม แล้วตอบว่า “สำนักชิงเฉิงอยู่มาหนึ่งร้อยปี ใช่ว่าลูกศิษย์ในสำนักทุกคนจะเป็นคนเลวร้ายทั้งหมด ราชสำนักให้รางวัลและลงโทษอย่างโปร่งใส ไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ลำบากไปด้วยเด็ดขาด แต่อวี๋ชางไห่กับพรรคพวกมองข้ามกฎของราชสำนัก ต้องกำจัดทิ้ง ไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!”

หวงโส่วจุนพูดไว้ชัดเจนมากแล้ว แต่ความหมายแฝงก็คือ ไม่ต้องฆ่าล้างสำนักชิงเฉิง แต่อวี๋ชางไห่กับพรรคพวกของเขาจะต้องกำจัดให้หมด

สำนักมือปราบเทพต้องจัดระเบียบยุทธภพ เช่นนั้นอวี๋ชางไห่ที่กระโดดออกมาก่อเรื่องก่อน ก็จะต้องเป็นไก่ตัวนั้นที่ถูกเชือดให้ลิงดู!

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า ก่อนจะถามคำถามต่อไป “ทรัพยากรที่พวกเราใช้ได้มีอะไรบ้าง มีเพียงผู้เล่นสามคนอย่างพวกเราเท่านั้นหรือ”

“เจ้าสามคนเอาชนะอวี๋ชางไห่ได้อย่างนั้นหรือ” หวงโส่วจุนตอบกึ่งเย้า

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของเขา หลินผิงจือที่นั่งอยู่อีกฝั่งกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหลมเล็กมาก “อวี๋ชางไห่สังหารบิดามารดาของข้า ทำให้ข้าบ้านแตกสาแหรกขาด เรื่องกำจัดอวี๋ชางไห่ ข้าหลินผิงจือขอเข้าร่วมด้วย ไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไรข้าก็ยอมแลก!”

อย่างเจ้าเนี่ยนะ

เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ที่เคยรับรู้ถึงความสามารถของหลินผิงจือเมื่อได้ยินก็เม้มปากกลั้นขำพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าไม่หวังอะไรกับเจ้าคนที่อาจจะกลายเป็นภาระมากกว่าออกแรงช่วยเหลือคนนี้เลย

บทที่ 154
ซานเย่ว์กับเฟยอวี๋เหยียดหยามคำพูดอวดดีของหลินผิงจือ แต่เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับตาเป็นประกาย

หลังจากได้ฟังอินปู้คุยเล่าเรื่อง ‘ยิ้มเย้ยยุทธจักร’ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้ว่าเจ้าหมอนี่หลังจากได้ควงดาบแล้วดุร้ายขนาดไหน

และดูจากการแต่งกายของหลินผิงจือตอนนี้ ฟังจากเสียงพูดของเขาที่มีเฉพาะในละครแนวพระราชวัง เยี่ยเว่ยหมิงแทบจะแน่ใจได้ว่าหลินผิงจืออาจจะตัดสิ่งนั้นออกแล้วจริงๆ

ตอนนี้ หวงโส่วจุนที่นั่งอยู่บนตำแหน่งหลักก็เอ่ยปากแล้วเช่นกัน “ทักษะยุทธ์ของหลินผิงจือตอนนี้แตกต่างกับตอนแรกราวกับเป็นคนละคน จุดนี้ข้ารับประกันแทนเขาได้ ตอนที่ประลองเดี่ยวกัน หลินผิงจือไม่แพ้ให้อวี๋ชางไห่แน่นอน”

เขานิ่งไปครู่หนึ่งก็กล่าวเสริมอีกว่า “ที่ข้าพูดไม่ได้หมายถึงอวี๋ชางไห่ที่สภาพอ่อนแอเมื่ออยู่ในโหมดภารกิจ แต่เป็นตอนอยู่ในสถานะปกติ!”

เมื่อกล่าวออกมาเช่นนี้ แม้แต่เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็มองหลินผิงจือด้วยสายตาตกตะลึง

ผู้เล่นสามคนของสำนักมือปราบเทพ ไม่มีใครสงสัยหวงโส่วจุนทั้งนั้น พวกเขาเพียงตกตะลึงว่าอะไรกันแน่ที่ทำให้ขยะหลินผิงจือเปลี่ยนเป็นเก่งกาจขนาดนั้นได้ภายในเวลาอันสั้น

ที่จริงแล้ว ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไม่ถือว่าร้ายกาจขนาดนั้นในบรรดาสุดยอดวิชาทั้งหมด จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุดของมันก็คือทำให้ประสบความสำเร็จได้เร็ว ทำให้คนที่มีทักษะยุทธ์ธรรมดาคนหนึ่งเพิ่มความสามารถขึ้นไปถึงอีกระดับหนึ่งภายในเวลาอันสั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ากระบี่ของ ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ หลินผิงจือก็กล่าวได้ว่าฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กจนโต ทำให้เขาเชี่ยวชาญมาก ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือวิชาโชคชะตาที่อยู่ในนั้น หลังจากตัดอวัยวะตัวแทนความเป็นชายทิ้ง และเติมเต็มข้อบกพร่องเล็กน้อยของเคล็ดวิชานี้ได้ ก็ย่อมก้าวหน้าได้ไวราวกับเทพแล้ว

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ความสามารถของเขาจะก้าวหน้าได้รวดเร็วขนาดนี้

อย่างไรเสีย ตั้งแต่ตระกูลหลินถูกสังหารล้างครัวจนกระทั่งตอนนี้ เวลาก็ยังผ่านไปไม่นานเท่าไรเลย

เวลาน้อยนิดเท่านี้ อย่าว่าแต่ฝึกกระบี่ บาดแผลที่อวัยวะนั้นจะสมานตัวดีหรือยังก็ยังเป็นปัญหา

เพียงแต่นี่ก็เป็นเกมเท่านั้น ทุกอย่างย่อมอิงตามผู้เล่นเป็นหลัก

บทละครจะดำเนินไปถึงระดับไหน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช้เวลาคำนวณได้ แต่ต้องดูว่าผู้เล่นจะทำภารกิจตามเนื้อเรื่องไปได้ถึงขั้นไหนต่างหาก

ตัวละครหลักที่อยู่ในบทละคร ตั้งแต่เกิดจนเติบโตอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี แต่การออกแบบในเกมส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจตามเนื้อเรื่องที่ตายตัว ประสบความสำเร็จภายในอายุไม่กี่ปีก็เป็นเรื่องที่ปกติมาก

ส่วนทางฝั่งหลินผิงจือ เนื่องจากมีผู้เล่นมาเข้าร่วมจนเกิดการบิดเบือนของบทละคร แต่แนวโน้มภาพรวมกลับไม่เปลี่ยนแปลง

เยี่ยเว่ยหมิงช่วยพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกออกมาแล้ว ส่วนผู้เล่นสำนักชิงเฉิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ปลดล็อกและทำภารกิจสังหารหลินเจิ้นหนานกับฮูหยินสำเร็จ

หลังจากได้ข่าวนี้มา โหยวจิ้นก็ไปหาหลินผิงจือ แล้วมอบ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ คืนให้เขาพร้อมแจ้งข่าวร้าย หลินผิงจือจึงยกดาบเฉือน…ฉับ!

และหลังจากนั้น พวกเยี่ยเว่ยหมิงก็ทำภารกิจไขคดีสำเร็จอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็ผลักบทละครให้ดำเนินมาจนถึงตอนนี้

หากคำนวณตามเวลาในโลกแห่งความเป็นจริง หากจะทำภารกิจตามโครงเรื่องที่ซับซ้อนเหล่านี้ให้สำเร็จ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือถึงขั้นมากกว่านั้น และความก้าวหน้าอันรวดเร็วของหลินผิงจือก็ถูกคำนวณตามเส้นเวลาอย่างนี้ ตอนนี้เพียงทำให้เขาได้เลื่อนระดับล่วงหน้าก็เท่านั้นเอง

ตามที่อินปู้คุยบอก ยังมีตัวละครหลักของละครอีกเรื่องหนึ่ง เป็นบุตรชายของจางชุ่ยซานกับอินซู่ซู่ หากอิงตามเส้นเวลา เกรงว่าหลังจากเรือไปถึงจุดหมายปลายทาง ตัวละครหลักในละครเรื่องนั้นคงยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่!

เยี่ยเว่ยหมิงที่เข้าใจเรื่องราวแล้วหันหน้ามาถามหลินผิงจือว่า “เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่า เจ้ายอมจ่ายทุกอย่างเพื่อล้างแค้น แล้วถ้าสิ่งที่เจ้าต้องจ่ายคือการมอบ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ของตัวเองล่ะ”

หลินผิงจือได้ยินแล้วก็อึ้งเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านึกไม่ถึงว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะเรียกร้องสิ่งนี้ แต่เขาก็พยักหน้า กล่าวสองพยางค์ราบเรียบว่า “ก็ได้!”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า จากนั้นหันไปบอกหวงโส่วจุนว่า “ข้าไม่มีคำถามแล้ว”

จากนั้น หวงโส่วจุนก็มองเฟยอวี๋กับซานเย่ว์ปราดหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าพวกเขาไม่มีคำถาม ก็ประกาศทันทีว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าก็กลับไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้เช้าพวกเจ้าก็ส่งแผนปฏิบัติการให้ข้า”

หลังจากประชุมจบแล้ว ทุกคนก็ปรึกษาเรื่องที่เป็นการเป็นงาน หรือไม่ก็แยกย้ายกันเดินออกไป ไม่ได้มีฉากโอ้อวด หรือหักหน้ากันเหมือนอย่างที่ท่านผู้ชมชอบดู

สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเองก็กลุ้มใจมากเช่นกัน

เมื่อก่อนเวลาอ่านนิยายอะไรพวกนั้น ไม่ว่าตัวละครหลักจะทำอะไรก็ล้วนมีคนมาหาเรื่อง มีโอกาสให้อวดเก่งหักหน้ากันนับครั้งไม่ถ้วน ทำไมตัวเองไม่มีฉากแบบนั้นบ้างเลยล่ะ

หลังจากออกจากห้องประชุมแล้ว ซานเย่ว์ก็ดึงเยี่ยเว่ยหมิงไว้แล้วถามทันทีว่า “อาหมิง ข้าว่าเจ้าเหมือนจะสนใจภารกิจหนึ่งดาวที่ให้เขียนร่างแผนปฏิบัติการนี้มากเลยนะ อย่าบอกนะว่าภารกิจนี้ยังมีรางวัลลับอะไรที่ข้าไม่รู้มาก่อน”

“รางวัลเขียนไว้ในนั้นชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ ค่าประสบการณ์หนึ่งร้อยแต้มนั่นอย่างไร” เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ บอกว่า “ถ้าพูดถึงรางวัลภารกิจเพิ่มเติม ก็คงต้องดูว่าแผนปฏิบัติการที่ส่งไปดีหรือไม่ดี จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจในขั้นต่อไปหรือไม่ ถึงขั้นว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อรางวัลตอนสุดท้ายของภารกิจด้วย”

ขณะที่พูด เขาก็หันไปมองเฟยอวี๋ที่เพิ่งเดินผ่านพวกเขาสองคนไป แล้วบอกว่า “สงสัยเฟยอวี๋จะมองออกถึงจุดนี้แล้ว คงกำลังเตรียมตัวร่างแผนปฏิบัติการอันยอดเยี่ยมมาข่มข้าล่ะสิ ทำให้ดีนะ นี่เป็นโอกาสดีที่หาได้ยาก”

“เจ้าวางใจเถอะ ข้าทำได้” ทิ้งท้ายประโยคอันไร้สาระไว้ เฟยอวี๋ก็หันตัวเดินไปทางห้องพักของสำนักมือปราบเทพทันที

เยี่ยเว่ยหมิงยกนิ้วหัวแม่มือให้ซานเย่ว์ แล้วบอกว่า “สู้ๆ นะ!” จากนั้นก็เดินตามเฟยอวี๋ไปทางเดียวกัน

ไม่ใช่ว่าเขามีธุระต้องไปหาเฟยอวี๋ แต่ห้องส่วนตัวของผู้เล่นสำนักมือปราบเทพล้วนตั้งอยู่ในแถวเดียวกัน

เมื่อกลับมาถึงที่พักของตัวเองแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่รีบเขียนร่างแผนการ

อย่างไรเสียก็ส่งฉบับร่างพรุ่งนี้เช้า เขาไม่รีบร้อนทำตอนนี้

เขานำน้ำชาที่ซื้อกลับมาจากโรงน้ำชาออกมาอย่างไม่รีบร้อน หลังจากรินให้ตัวเองและดื่มอึกหนึ่งแล้ว ก็เริ่มนับสิ่งที่ได้จากการสังหารอ๋าวป้ายครั้งที่สอง

อย่างแรกคือเกราะอ่อนลวดทองแดงกับรองเท้าราชสำนัก ไม่ต้องกล่างถึงอุปกรณ์สองชิ้นนี้มากนัก เขาสวมใส่มันเสียเลย ทำให้พลังป้องกัน พลังชีวิต กำลังภายในสูงสุดและค่าสเตตัสต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่น้อยทันที

จากนั้นก็เป็นตำราลับตระหนักรู้สองเล่มที่ได้จากการบรรจุศพอ๋าวป้าย

[ตระหนักรู้กำลังภายใน: บันทึกการฝึกกำลังภายในของอ๋าวป้าย เมื่อใช้กำลังภายในที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 6000 แต้ม!]

หลังจากตั้งใจอ่านอย่างจริงจังรอบหนึ่ง เขาก็ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 9000 แต้ม

หลังจากลังเลระหว่าง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ กับ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ สามวินาที สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็เลือกอย่างแรก

เพิ่มค่าประสบการณ์เหล่านี้ไปบน ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ก็ย่อมอัปหนึ่งเลเวลให้วิชานี้ทันที แต่ถ้าเพิ่มไปบน ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ แม้ยังขาดอีกนิดหน่อย แต่ค่าตบะจากการสังหารอ๋าวป้ายและจากรางวัลผ่านดันเจี้ยน ก็เพียงพอที่จะชดเชยแล้ว

และถ้าอยากอัปเลเวลวิชาใดวิชาหนึ่งในนั้นต่ออีกสักสองเลเวล ค่าประสบการณ์เหล่านี้และค่าตบะที่เขามีในปัจจุบันล้วนไม่เพียงพอ ทำได้เพียงเลือกวิชาเดียว

อิงตามความคิดเดิมของเขา ปูรากฐานในปัจจุบันให้มั่นคงจะดีกว่า เขาย่อมพิจารณาอัปเลเวลของ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ก่อนอยู่แล้ว เพราะวิชานี้มีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของเขาในอนาคต

แต่เมื่อพิจารณาว่าศึกใหญ่กำลังจะมาถึง เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าเพิ่มพลังต่อสู้ของตัวเองก่อนจะสอดคล้องกับความจริงมากกว่า

ดังนั้น…

[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]

เลเวล: 5

ค่าประสบการณ์: 4500/32000

หัตถ์อัสนีบาตจักรวาล สุดยอดวิชาอันโด่งดังของเฉิงคุน

พลังชีวิต +1000

กำลังภายใน +2500

ความแข็งแกร่ง +150

พละกำลัง +150

ท่าร่าง +150

ความว่องไว +150

เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ

[ ตระหนักรู้วิชาดรรชนี: วิชาดรรชนีที่อ๋าวป้ายฝึก เมื่อใช้วิชาดรรชนีที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 6000 แต้ม!]

บวกกับสัดส่วนที่ได้หลังจากอ่านศึกษา เยี่ยเว่ยหมิงได้ค่าประสบการณ์ของวิชาดรรชนีเพิ่มรวม 9000 แต้มเช่นเดียวกัน

ไม่มีอะไรให้ลังเลแล้ว

เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่น เขาทำได้เพียงเพิ่มไปบนทักษะวิชาดรรชนีที่อยู่ใน ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ แม้ค่าประสบการณ์ 9000 แต้มจะไม่เพียงพอให้อัปเลเวลเคล็ดวิชานี้ก็ตาม

หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็กวาดมองทีละทักษะของตัวเอง จากนั้นก็ใช้ค่าตบะที่เพิ่งได้มาอัปเลเวลท่าร่าง ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ หนึ่งเลเวล ค่าสเตตัสของท่าร่างเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบแต้ม

ตอนนี้เขาถึงได้ปิดหน้าต่างค่าสเตตัสอย่างพึงพอใจ

ส่งพิราบสื่อสารให้โหยวโหยว

[[ปืนไฟ] ดูว่าถูกใจอุปกรณ์นี้หรือเปล่า]…เยี่ยเว่ยหมิง

ปืนไฟดูเหมือนมีประสิทธิภาพไม่เลว แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนใช้งาน หากไม่มีทักษะที่สอดคล้องกัน ประสิทธิภาพการใช้งานก็มีจำกัด

ยกตัวอย่างเช่นหากเยี่ยเว่ยหมิงใช้งานเอง ประสิทธิภาพตอนยิงกระสุนออกไปก็จะไม่มากเท่าตอนที่เขาใช้นิ้วดีดออกไปแน่นอน ถือเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์มากนัก แต่จะทิ้งก็เสียดาย

ปืนกระบอกนี้ให้ความรู้สึกว่าเป็นอาวุธอีกหนึ่งเวอร์ชั่นของหน้าไม้สำนักถังเหมิน ค่าสเตตัสแต่ละรายการไม่แตกต่างกับค่าสเตตัสของหน้าไม้สำนักถังเหมินมากนัก บางทีนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกกับกระสุนที่ใช้ นี่ก็คือหน้าไม้คันหนึ่งอย่างนั้นหรือ

เพื่อนที่เยี่ยเว่ยหมิงรู้จักในเกมนี้ไม่มาก ในจำนวนนั้นคนที่ใช้หน้าไม้ก็มีเพียงโหยวโหยว

อีกทั้งคนที่มีพื้นเพมาจากกองทัพอย่างนาง ท่าทางตอนใช้หน้าไม้ก็คงเหมือนตอนจับปืน เห็นได้ชัดว่าถ้าให้ปืนกระบอกนี้กับนาง ก็จะถนัดมือมากกว่าใช้หน้าไม้ตั้งเยอะ

หลังจากผ่านไปหลายวินาที นกพิราบขาวก็บินกลับมาแล้ว

[700 เหรียญทอง? ตอนนี้บนข้าเหลือเงินแค่นี้]…โหยวโหยว

พูดไม่ออกเลย ไม่เจอกันช่วงหนึ่ง แม่สาวน้อยคนนี้กลายเป็นคนร่ำรวยขนาดนี้แล้วหรือ

เงินเยอะขนาดนี้ ถ้าตกมาอยู่ในมือเยี่ยเว่ยหมิง ก็คงพอให้เขาซื้อโลงไม้หวงฮว่าดีๆ ได้หลายใบ

คงเป็นเพราะทักษะอาชีพ คนบางคนแถวนี้พอได้เห็นเงิน ปฏิกิริยาแรกก็คือคิดว่าจะซื้อโลงศพแบบใดได้บ้าง

เขียนเครื่องหมายเท่ากับไว้ตรงกลางระหว่างเงินกับโลงศพ ไม่มีใครทำอย่างเขาอีกแล้ว

แบบนี้นับว่า…เซิงกวนฟาไฉ[1]ได้หรือเปล่า

หลังจากส่ายหน้าโยนความคิดไร้สาระทิ้งไป เยี่ยเว่ยหมิงก็ตอบข้อความโหยวโหยวอีก

[500 เหรียญทองก็ขายให้เจ้าแล้ว บนตัวผู้หญิงต้องเหลือเงินติดตัวไว้ใช้ยามจำเป็นสักหน่อย ที่ข้ายังมีธุระออกไปไหนไม่ได้ อาจจะยุ่งอีกสักระยะหนึ่ง ถ้าเจ้ามีเวลา พรุ่งนี้ก็มาหาข้าที่สำนักมือปราบเทพ มาซื้อขายกันต่อหน้า]…เยี่ยเว่ยหมิง

ที่จริงแล้ว ต่อให้นำของสิ่งนี้ไปประมูลขาย แต่ราคาตกลงซื้อขายตอนสุดท้ายก็แค่ประมาณห้าร้อยเหรียญทองเท่านั้น ที่โหยวโหยวเสนอราคาสูงขนาดนั้น สาเหตุส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะนางหมกมุ่นกับปืนมาก

เยี่ยเว่ยหมิงแม้จะหน้าด้านใจดำ แต่ก็ไม่ถึงกับเอาเปรียบเพื่อนเพราะผลประโยชน์เล็กน้อยแค่นี้

เมื่อพูดคุยผ่านจดหมายกันเสร็จแล้ว ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็จิตใจสงบเต็มที่แล้ว รู้สึกว่าอุณหภูมิของน้ำชาในแก้วกำลังดี จึงดื่มหมดในรวดเดียวเสียเลย จากนั้นนำพู่กันออกมาจุ่มหมึก แล้วเขียนอักษรตัวใหญ่ลงบนกระดาษขาวที่หวงโส่วจุนแจกให้

ขับเสือไปกินสุนัขป่า!

[1] เซิงกวนฟาไฉ 升官发财 แปลว่าเลื่อนขั้นแล้วร่ำรวย หากนำคำพ้องเสียงกวนไฉ 棺材 ที่แปลว่าโลงศพมาใส่แทน ก็จะแปลว่า โลงศพเพิ่มพูน

บทที่ 155
โหยวโหยวเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวฉับไว ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องอะไร ก็ไม่เคยชักช้ายืดยาด

เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะเขียนแผนปฏิบัติการฉบับร่างที่ชื่อว่า ‘ขับเสือไปกินสุนัขป่า’ เสร็จ กำลังรอเป่าน้ำหมึกบนกระดาษให้แห้ง พิราบสื่อสารของโหยวโหยวก็เจาะหน้าต่างเข้ามาแล้ว

[ตอนนี้ข้าอยู่นอกประตูใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ ทหารยามไม่ให้ข้าเข้าไป]…โหยวโหยว

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ นำแผนปฏิบัติการฉบับร่างที่เพิ่งเขียนเสร็จยัดเข้ากระเป๋าสะพายหลัง จากนั้นลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

นอกประตูใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ โหยวโหยวยืนสง่าอยู่กลางถนนที่อยู่ตรงข้ามประตูใหญ่ ร่างกายสูงสง่าราวต้นสน ดูเคารพในหน้าที่ยิ่งกว่า NPC ทหารยามสองคนที่กำลังยืนยามอยู่เสียอีก เมื่อนางเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเดินออกมาอย่างไม่รีบร้อน ก็รีบก้าวขึ้นไปรับทันที ถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า “ปืนของเจ้าล่ะ รีบนำออกมาให้ข้าดู ข้ารอไม่ไหวแล้ว”

“ปืนของข้าก็คือปืนของเจ้า ถ้าจะพูดให้ถูก เจ้าของปืนนี้กำลังจะเป็นเจ้าแล้ว” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งคำขอซื้อขายไปให้อีกฝ่ายทันที วางปืนไฟไว้ในแถบการซื้อขาย ส่วนโหยวโหยวก็วางเงิน 500 เหรียญทอง หลังจากทั้งสองฝ่ายกดยืนยันแล้ว การซื้อขายก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ขณะมองโหยวโหยวกำลังเล่นปืนอย่างโปรดปรานจนวางไม่ลง เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มพร้อมถามว่า “เป็นอย่างไร ปืนนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม”

“นี่เป็นปืนโบราณที่ล้าหลังที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา ไม่มีกระบอกไหนเทียบได้แล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิง: …

“ฮิฮิ ข้าล้อเล่น” โหยวโหยวใช้นิ้วควงปืนไฟสองสามรอบ ด้วยฝีมือชำนาญเหมือนคาวบอยในภาพยนตร์ พร้อมทั้งบอกว่า “นำปืนในชีวิตจริงเข้ามาใช้ในเกมไม่ได้อยู่แล้ว แต่ปืนกระบอกนี้กลับเป็นปืนเพียงกระบอกเดียวที่ข้าเห็นในเกม ไม่เพียงแค่ใช้คล่องมือ แม้แต่ค่าสเตตัสก็ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน!”

“ข้าชอบสุดๆ เลย!”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็ถามสิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง “เหมาะกับทักษะของเจ้าใช่ไหม”

อุปกรณ์กับทักษะจะเหมาะสมกันหรือไม่ จุดนี้ส่งผลกระทบเยอะมากในเกม

ก็เหมือนที่เยี่ยเว่ยหมิงชำนาญเคล็ดกระบี่ เมื่อมีกระบี่มังกรคำรามที่พลังโจมตี +325 อยู่ในมือ ก็จะได้เสพสุขกับผลลัพธ์ของโบนัสดาเมจ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นอาวุธอย่างอื่นที่เขาไม่ถนัด ยกตัวอย่างเช่นดาบ ต่อให้เป็นดาบวิเศษที่มีพลังโจมตี 500 ขึ้นไป เมื่อโจมตีทั่วไปเหมือนกัน พลังทำลายล้างก็เทียบกับกระบี่มังกรคำรามไม่ได้อยู่ดี

สิ่งนี้ไม่ได้มีความสำคัญมากเมื่ออยู่ในช่วงต้นของเกม แต่ตามเลเวลทักษะของผู้เล่นที่เพิ่มสูงขึ้น ข้อจำกัดของอาวุธที่เปลี่ยนก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น

หากระบบตัดสินว่าปืนกับหน้าไม้เป็นอาวุธคนละประเภทกัน เช่นนั้นอาวุธชิ้นนี้ก็จะเปลี่ยนจากของล้ำค่ากลายเป็นขยะทันที เพราะในเกมที่มีฉากหลังเป็นละครยอดยุทธ์คุณธรรมนี้ ผู้เล่นหาที่เรียน ‘วิชายิงปืน’ ไม่ได้จริงๆ

“ไม่ผิดหรอก ระบบตัดสินว่ามันเหมือนกับหน้าไม้ทุกอย่าง เพียงแต่กระสุนเปลี่ยนจากลูกดอกหน้าไม้เป็นลูกปืนเหล็กก็เท่านั้นเอง สิ่งนี้หาซื้อไม่ยาก” จนกระทั่งตอนนี้ โหยวโหยวถึงได้เก็บสายตากลับมาจากลูกรักที่อยู่ในมืออย่างอาลัยอาวรณ์ แล้วยิ้มสวยให้เยี่ยเว่ยหมิง “ขอบคุณเจ้ามากนะ นึกไม่ถึงว่ามีของดีอย่างนี้แล้วจะนึกถึงข้าเป็นคนแรก”

“พอมีมัน ข้าก็มีความมั่นใจว่าจะทำภารกิจล่าสัตว์ของหานเป่าจวีสำเร็จแล้ว!”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้สนใจว่านางจะกำลังทำภารกิจอะไรอยู่ เพียงแต่เมื่อเห็นนางมีท่าทางอิ่มเอมใจ เขาก็รู้สึกดีใจแทนแม่นางสุดเท่คนนี้จากใจจริงเท่านั้นเอง

ทั้งสองพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยไม่กี่ประโยคตรงประตูใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ จากนั้นก็ต่างคนต่างแยกย้าย รีบไปทำธุระของตัวเอง

เยี่ยเว่ยหมิงต้องการตรวจสอบกลยุทธ์ ‘ขับเสือไปกินสุนัขป่า’ ให้ละเอียดว่าไม่มีช่องโหว่ ส่วนโหยวโหยวก็ต้องไปทะเลทรายเพื่อทำภารกิจอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองให้สำเร็จ

เช้าตรู่วันต่อมา เมื่อผู้เล่นสามคนของสำนักมือปราบเทพมาถึงห้องประชุมใหญ่ ต่างคนก็ต่างส่งแผนปฏิบัติการให้หวงโส่วจุนอ่าน

ส่วนหวงโส่วจุนหลังจากอ่านแผนปฏิบัติการฉบับร่างทีละแผ่นเสร็จแล้ว ก็กล่าวทันทีว่า “เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ก่อน เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ออกไปได้ จำไว้ว่าอย่าเพิ่งไปไหนไกล อยู่รอฟังคำสั่งก่อน”

เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็อดมองไปที่เยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกันไม่ได้ เฟยอวี๋ยกนิ้วหัวแม่มือให้เขา จากนั้นก็หันตัวเดินออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ส่วนซานเย่ว์ก็แลบลิ้นอย่างทะเล้น ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมด้วยท่าทางเรียบร้อยจริงจัง

ในโถงใหญ่โตกว้างขวาง เหลือเพียงหวงโส่วจุนกับเยี่ยเว่ยหมิงสองคน หวงโส่วจุนกลับไม่ได้วิจารณ์แผนการ ‘ขับเสือไปกินสุนัขป่า’ ของเขาโดยตรง แต่โยนแผนการฉบับร่างของอีกสองคนให้เยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าอ่านแผนการฉบับร่างของพวกเขาสองคนสักหน่อย แล้วแสดงความคิดเห็นของตัวเอง”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินก็ก้มลงอ่าน สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาก็คือแผนปฏิบัติการฉบับร่างของเฟยอวี๋ เขียนหัวข้อไว้ตัวใหญ่ว่า…ปฏิบัติการตัดหัว!

ในแผนการฉบับนี้ เฟยอวี๋พูดถึงวิธีการล่องูออกจากถ้ำสามวิธีการ แต่เป้าหมายมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือล่อให้อวี๋ชางไห่กับพรรคพวกออกจากเขาชิงเฉิง จากนั้นศิษย์ทั้งสามของสำนักมือปราบเทพพร้อมทั้งหลินผิงจือก็คอยดักซุ่มอยู่ระหว่างทาง แล้วโจมตีสังหารโดยให้ทหารสู้กับทหาร ให้แม่ทัพสู้กับแม่ทัพ ยังบอกด้วยว่าหากกำลังคนไม่พอ ก็แนะนำให้ใช้วิธีการเหมือนครั้งก่อน นั่นก็คือต่างคนต่างนำคนนอกสำนักมาช่วย

หลังจากอ่านแผนการของเฟยอวี๋จบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่ายหน้าน้อยๆ “มองออกเลยว่า เขาตั้งใจเขียนแผนการฉบับร่างนี้มาก อีกทั้งแผนที่เขาร่างขึ้นมาก็มีโอกาสสำเร็จสูงจริงๆ…

…แต่…ข้ารู้สึกว่า สำนักมือปราบเทพของพวกเราคือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของราชสำนัก ไม่ใช่องครักษ์เสื้อแพร หรือสำนักประจิม วิธีการแบบนี้แทบจะเหมือนการลอบสังหาร ข้ามักรู้สึกว่าเหมือนมีตรงไหนไม่ถูกต้อง”

“ที่เจ้าพูดนั้นไม่ผิด” หวงโส่วจุนได้ยินแล้วพยักหน้าชื่นชม “ข้ามอบหมายคำสั่งให้สำนักมือปราบเทพจัดระเบียบยุทธภพ เป้าหมายก็คือต้องการให้คนในยุทธภพเคารพยำเกรงกฎหมายบ้านเมือง จำไว้นะ ว่าเป็นการเคารพยำเกรง ไม่ใช่ความตื่นกลัวหรือหวาดกลัว แผนการที่เฟยอวี๋ร่างออกมา แค่จุดเริ่มต้นก็ผิดแล้ว ต่อให้จะตั้งใจอย่างไร แต่ก็ยากที่จะทำออกมาให้ดีที่สุด”

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเก็บแผนปฏิบัติการฉบับร่างของเฟยอวี๋แล้ว สายตาไปหยุดอยู่บนแผนของซานเย่ว์ เพียงแต่หลังจากมองแวบเดียว กลับเงยหน้าถามหวงโส่วจุนพร้อมยิ้มเจื่อน “อันนี้ ข้าขอไม่แสดงความเห็นได้ไหม”

ถ้าจะบอกว่าแผนของซานเย่ว์น่าตระหนกตกใจแค่ไหน ถึงทำให้เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นแสดงความเห็นไม่ได้ คำตอบก็คือทั้งแผนการฉบับร่างของนางเขียนอักษรไว้เพียงห้าตัวเท่านั้น……ข้าเชื่อฟังอาหมิง!

แล้วเจ้าจะให้เยี่ยเว่ยหมิงแสดงความเห็นได้อย่างไร

“ข้อดีของซานเย่ว์ก็คือรู้จักประเมินกำลังของตัวเอง” หวงโส่วจุนโบกมือ แล้วข้ามประเด็นของซานเย่ว์ไป กลับมาบอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ที่จริงแล้ว แม้แต่แผนการฉบับร่างของเจ้าก็มีจุดที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน ทั้งยังมีข้อผิดพลาดแบบเดียวกับเฟยอวี๋ด้วย”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว อย่าไปมองว่าภายนอกเขาเป็นคนถ่อมตัว เพราะลึกๆ แล้วเขามีความภาคภูมิใจในตัวเองมาก เขามั่นใจกับแผนการฉบับร่างของตัวเองมาก ไม่ได้คิดว่ามีปัญหาร้ายแรงตรงไหน

สำหรับคำตำหนิของหวงโส่วจุน เยี่ยเว่ยหมิงตอบกลับทันทีว่า “ข้าน้อยไม่เข้าใจ หวงโส่วจุนได้โปรดชี้แนะ”

“เจ้ายังรู้สึกไม่ยอมแพ้หรือ” หวงโส่วจุนยิ้มบางๆ ก่อนจะบอกอีกว่า “แผนการของเจ้าดีกว่าเฟยอวี๋เยอะมาก อย่างน้อยทิศทางภาพรวมก็ถือว่าถูกต้อง แต่ในเมื่อเจ้าต้องการจะขับเสือไปกินสุนัขป่า ก็ไม่ควรวางเหยื่อไว้ที่สำนักมือปราบเทพ…

…อย่างไรเสีย แผนของเจ้าก็ไม่ใช่กลยุทธ์ลับอะไร เป็นแผนกลยุทธ์เปิดเผยขนานแท้ กลยุทธ์เปิดเผยแม้จะดี แต่ก็มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง เจตนาที่จะยืมดาบฆ่าคนจะเปิดเผยออกมาหมด หากวางเหยื่อล่อไว้ที่สำนักมือปราบเทพ วางไว้ในมือข้า แม้จะทำให้แผนนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่สุดท้ายก็จะกลายเป็นจุดด่างพร้อยของสำนักมือปราบเทพ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงุนงง “ผู้รับรองเป็นข้อต่อสำคัญในแผนการของข้าจริงๆ แต่นอกจากท่านแล้ว ข้าก็นึกไม่ออกว่ายังมีใครที่มีบารมีความน่าเชื่อถือเท่านี้อีก”

“เอาไป”

ขณะที่เขาพูดอยู่นั้น หวงโส่วจุนก็โยนของสิ่งหนึ่งให้เยี่ยเว่ยหมิง หลังจากเขารับมาดู ก็พบว่าเป็นกระบี่ไม้ท้อยาวหนึ่งชุ่น สันกระบี่สองด้านแบ่งสลักตัวอักษรไว้ว่า ‘กระบี่เทพเงาดอกท้อโรย ขลุ่ยหยกกวนกระแสทะลเคราม’

[ประกาศิตกระบี่บุปผาโรย: เครื่องรางของมารบูรพาหวงเย่าซือ เมื่อเปิดใช้ประกาศิตนี้ จะเรียกหวงเย่าซือออกมา แล้วขอร้องเขาได้หนึ่งเรื่อง หวงเย่าซือสัญญาว่า ขอเพียงไม่ใช่เรื่องที่เป็นความผิดร้ายแรงสิบประการ หรือบีบให้เขาทรมานกระดูกและเนื้อตัวเอง ก็จะรับปากทุกอย่าง!]

เด็กดีของข้า ดูท่าแล้วก่อนหน้านี้หวงเย่าซือคงพ่ายแพ้หวงโส่วจุนที่หมู่บ้านหนิวเจีย สิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดาเหมือนทักษะยุทธ์ระดับสูงแน่นอน!

หากใช้งานของสิ่งนี้ได้ดี ก็จะเป็นอาวุธเทพในการปกป้องตัวเองแน่นอน ไม่รู้ว่ายอดเยี่ยมกว่าพิษสายลมโศกาตั้งกี่เท่า!

ของดีแบบนี้ ถ้าใช้หมดตอนอยู่ในภารกิจ ก็จะน่าเสียดายเกินไปหรือเปล่า

ถ้าได้มันมาไว้ในมือล่ะก็ หึหึหึ…