วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

156-160

บทที่ 156
เมื่อเห็นค่าสเตตัสของประกาศิตกระบี่บุปผาโรย มีหรือที่เยี่ยเว่ยหมิงยังจะเดาความคิดของอีกฝ่ายไม่ออก “หวงโส่วจุนกำลังจะบอกว่า พวกเราเอาหวงเย่าซือมาเป็นแพะรับบาปได้…แค่กๆ ข้าหมายถึงเชิญให้เขามาเป็นคนกลางที่สำคัญที่สุดแต่ก็ไม่ได้สำคัญที่สุดในภารกิจนี้ อย่างนั้นหรือขอรับ”

หวงโส่วจุนพยักหน้า “ภารกิจครั้งนี้ข้ามอบหมายให้เจ้ารับผิดชอบเต็มที่ ป้ายอาญาสิทธิ์นี้คือหนึ่งในทรัพยากรที่เจ้าใช้งานได้ เจ้าใช้มันเพื่อเชิญให้หวงเย่าซือมาเป็นคนกลางให้ได้ ใช้เรียกหวงเย่าซือออกมาได้เช่นกัน ในช่วงเวลาสำคัญ เขาจะยื่นมือช่วยเจ้าหนึ่งครั้ง ส่วนรายละเอียดว่าจะใช้อย่างไร ก็ต้องดูที่เรื่องราวของเจ้าเองแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาเป็นประกายทันที “เอ่อ คือ หวงโส่วจุน หากข้าไม่ได้ใช้ป้ายอาญาสิทธิ์แผ่นนี้ แล้วยังทำภารกิจสำเร็จได้อย่างสวยงาม แสดงความน่าเกรงขามของสำนักมือปราบออกมา…”

ในเมื่อใจเขามีความคิดอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมต้องเอ่ยถามออกมาตรงนี้เลย

อย่างไรเสีย…

มีวาจาก็เอ่ยตรงๆ นี่ก็คือหลักการของเยี่ยเว่ยหมิง!

หวงโส่วจุนได้ยินแล้วมองเยี่ยเว่ยหมิงอย่างลึกซึ้งปราดหนึ่ง “ข้าจำได้ว่าเมื่อครู่ใครบางคนเพิ่งบอกว่านอกจากข้าก็หาคนที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่หรอกหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ข้าคิดว่าท่านก็น่าจะรู้เช่นกัน ว่าทุกเรื่องในโลกนี้ล้วนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทั้งนั้น เมื่อผู้เล่นอย่างพวกเราทำภารกิจ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับผลประโยชน์โดยไร้สาเหตุ แล้วข้าก็รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้ ต่อให้ทำตรงกันข้ามแต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม”

อืม…สิ่งที่บรรยายด้านบน เป็นวิธีการพูดที่ผ่านการแต่งเติมด้วยศิลปะมาแล้ว

ส่วนคำพูดที่ไม่ได้แต่งเติมก็คือ…

ข้าทำภารกิจให้สำนัก ทำไมข้าต้องเอามิตรภาพและเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวเองมาใช้งานด้วยล่ะ

“ก็ได้”

หวงโส่วจุนพยักหน้า “ตอนนี้ข้ามอบของสิ่งนี้ให้เจ้า ส่วนรายละเอียดว่าเจ้าจะใช้อย่างไร ข้าก็ไม่ยุ่งแล้ว ต่อให้เจ้าจะใช้หรือไม่ใช้ ข้าก็จะไม่ถาม สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงผลลัพธ์ หากจะถามว่าผลลัพธ์เช่นใด เจ้าเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ”

“เข้าใจแล้วขอรับ!”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะอนุมัติคำสั่งให้เจ้าเป็นหัวหน้ากลุ่มเฉพาะกิจของปฏิบัติการครั้งนี้ ให้เจ้ารับหน้าที่บัญชาการหลินผิงจือ ในทางทฤษฎี เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็ต้องเชื่อฟังการมอบหมายงานจากเจ้าเช่นกัน…

…เพียงแต่เจ้าเองก็เข้าใจความคิดของผู้เล่นดี จะทำให้พวกเขาเชื่อฟังได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถของเจ้าแล้ว”

“เข้าใจแล้วขอรับ!”

“ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งเดือนเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ ตอนนี้ข้าเห็นหน้าเจ้าแล้วรำคาญ รีบไสหัวออกไปเถอะ”

[ติ๊ง! รับภารกิจ ‘ปราบสำนักชิงเฉิง’]

[ปราบสำนักชิงเฉิง]

สำนักมือปราบได้รับคำสั่งให้จัดระเบียบยุทธภพ ทำให้ยุทธภพภาคกลางพัฒนาไปในทิศทางอันดีภายใต้สภาพแวดล้อมมีระเบียบแบบแผน ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญ อวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิงก่อคดีโดยไม่สนกฎหมาย สังหารผู้คนนับไม่ถ้วนกลางตลาด พฤติกรรมเลวร้ายที่สุด!

เพื่อป้องกันความผิดพลาด สำนักมือปราบตัดสินใจทุ่มกำลังความคิดเต็มที่ ออกคำสั่งพิเศษให้ศิษย์ในสำนักออกปฏิบัติการพร้อมกัน ลงโทษกลุ่มผู้กระทำผิดของอวี๋ชางไห่อย่างจริงจัง

ระดับภารกิจ: 6 ดาว

ระยะเวลาภารกิจ: 1 เดือน

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 50000, ค่าตบะ 20000, รับคำชี้แนะทักษะยุทธ์จากหวงโส่วจุน เลือกเพิ่มเลเวลทักษะยุทธ์ใดก็ได้หนึ่งเลเวล

(หมายเหตุ: ทักษะยุทธุ์ต้องเป็นหนึ่งในทักษะยุทธ์ที่ผู้เล่นได้เรียนรู้มาแล้วในปัจจุบัน! แต่นี่เป็นเพียงรางวัลขั้นต่ำเท่านั้น ผลประโยชน์ที่ผู้เล่นจะได้รับโดยละเอียดขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง แต่ผลประโยชน์มีแต่จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ลดน้อยลงแน่นอน!)

โอ้แม่เจ้า รางวัลภารกิจสุดยอดไปเลย!

ยังไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่ได้รับการชี้แนะวิทยายุทธ์ตรงรายการสุดท้าย ก็เพียงพอที่จะทำให้เยี่ยเว่ยหมิงฮึกเหิมไม่หายแล้ว

เดิมทีตอนที่เพิ่งเห็นรางวัลรายการนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่ค่อยสนใจ อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็ถูกเหมียวเหรินเฟิ่งหลอกลวงมาแล้วครั้งหนึ่ง…อืม พูดจริงๆ ก็ไม่อาจนับว่าเป็นการหลอกลวง แต่ก็มองออกเลยว่าเหมียวเหรินเฟิ่งเอาแต่ใจตัวเองเกินไปตอนมอบหมายภารกิจ ทำให้งงเป็นไก่ตาแตกหลังจากเห็น ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ของเยี่ยเว่ยหมิง

เมื่อได้เห็นรางวัลภารกิจแบบเดิมอีกครั้ง ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมสงสัยอยู่แล้วว่าจริงหรือเปล่า

แต่หวงโส่วจุนต้องมีความมั่นใจขนาดไหนกัน! จึงใส่หมายเหตุไว้ข้างหลังด้วย เจ้ามองไม่ผิดหรอก ทักษะยุทธ์ใดก็ได้ ข้า หวงผู้นี้ชี้แนะได้ทุกทักษะยุทธ์ ข้าก็เอาแต่ใจอย่างนี้แหละ!

เมื่อลองคิดดีๆ เหมือนอีกฝ่ายจะมีต้นทุนให้ทำตัวเอาแต่ใจได้จริงๆ

สำหรับผู้แข็งแกร่งที่เลเวลสูงอย่างหวงโส่วจุน คงไม่มีวิชาไหนที่ชี้แนะไม่ไหว เว้นเสียแต่ว่าผู้เล่นจะได้รับวิชาศักดิ์สิทธิ์อันเลิศล้ำมาเท่านั้น อย่างน้อยก็ต้องเป็นเคล็ดวิชาระดับสุดยอดวิชาในยุทธภพ จากนั้นเจ้าต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนในการอัปให้ถึงเลเวลเก้า เหลือเพียงอีกก้าวเดียวก็จะฝึกจนเลเวลเต็ม สถานการณ์อย่างนั้นอาจจะค่อนข้างยากสำหรับหวงโส่วจุน

แต่ปัญหาก็คือ วิชาศักดิ์สิทธิ์ สุดยอดวิชาจะตกมาอยู่ในมือผู้เล่นได้ง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร

ต่อให้ได้มาไว้ในมือแล้ว แต่ถ้าอยากอัปให้ถึงเลเวลเก้า จะทำได้ง่ายเหมือนอย่างที่พูดหรือ

ถ้าอยากทำให้ได้ขนาดนี้ภายในหนึ่งเดือน คุณก็ต้องเป็นลูกชายแท้ๆ ของผู้ออกแบบเกมแล้ว!

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้คุณทำได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้นจริงๆ หวงโส่วจุนก็อาจจะชี้แนะไม่ไหว

พอออกจากห้องประชุม ซานเย่ว์กับเฟยอวี๋ที่รออยู่นานแล้วก็เข้ามาล้อมทันที ซานเย่ว์ก็ยิ่งถามอย่างตื่นเต้นว่า “อาหมิง ข้าเพิ่งได้รับข้อมูลแนะนำภารกิจมา ปฏิบัติการครั้งนี้เจ้ารับหน้าที่บัญชาการโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น หรือ NPC ก็ตาม ได้กุมอำนาจเยอะขนาดนี้ในคราเดียว เจ้ารู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษใช่ไหมล่ะ”

“ตื่นเต้นกับผีอะไรล่ะ” คำชมของสาวน้อยทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกเหมือนโดนฟ้าฟาดจนกรอบนอกนุ่มในคาที่ “ทรัพยากรที่ใช้งานได้ในครั้งนี้ ถ้านับรวมข้าด้วยก็มีทั้งหมดสี่คน ยังไม่เยอะเท่าตอนทำภารกิจสำนักคุ้มภัยฝูเวยเมื่อก่อนเลย ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ เหมือนข้าได้กุมอำนาจมหาศาจอย่างนั้นแหละ”

“อำนาจนี้อ่อนแอไปหน่อย” ตอนนี้เฟยอวี๋กลับเอ่ยขึ้นว่า “แต่ในระหว่างปฏิบัติการครั้งนี้ ข้าจะพยายามเชื่อฟังเจ้าแล้วกัน ไม่สร้างความยุ่งยากให้เจ้าแน่นอน จุดนี้เจ้าวางใจได้”

เฟยอวี๋พูดเช่นนี้ออกมา ย่อมไม่ใช่เพราะการตระหนักรู้ของเขาสูงขึ้นอยู่แล้ว สาเหตุพื้นฐานก็เป็นเพราะการคาดเดาที่เขาเคยบอกถังซานไฉ่ไว้ก่อนหน้านี้

หากเกมนี้นับคะแนนโดยอิงตามการกระทำของผู้เล่น แล้วสุดท้ายจะส่งผลกระทบต่อฐานะตำแหน่งหลังจากยานอวกาศเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง เช่นนั้น หากเขาจงใจเป็นตัวถ่วงให้ทีมลำบากในภารกิจใหญ่ขนาดนั้น ทำให้ภารกิจยากขึ้น หรือถึงขั้นล้มเหลว ในสูตรคำนวณของระบบจะหักคะแนนเขาเท่าไรกัน

เขาไม่อยากเอาตัวเองไปเป็นหนูทดลอง!

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วพยักหน้าน้อยๆ ถือโอกาสตบบ่าให้กำลังใจเขา ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเดือดดาลอยู่พักหนึ่ง

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็หันกลับมาบอกซานเย่ว์ว่า “ตอนนี้ได้รับมอบหมายภารกิจแล้ว เพื่อรับประกันไม่ให้ปฏิบัติการผิดพลาด เจ้าควรจะแบ่งปันข้อมูลจากคำให้การของผู้เล่นสำนักชิงเฉิงคนนั้นก่อนหรือเปล่า”

“ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไร ขั้นตอนเรียบง่ายมาก” ซานเย่ว์ยกนิ้วแตะริมฝีปากตัวเองพลางครุ่นคิด จากนั้นตอบว่า “ผู้เล่นที่ชื่อเนี่ยนเสียวเหนี่ยนนั่นนับเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ฝีมือดีขอสำนักชิงเฉิง แต่กลับใช้ชีวิตอยู่ในสำนักอย่างไม่ราบรื่น มักจะมีเจ้าคนตุ้งติ้งที่ชื่อว่าชีชีมาข่มเขา สถานการณ์คล้ายๆ กับที่เฟยอวี๋ถูกเจ้าข่มนั่นแหละ”

เฟยอวี๋ “???”

ขนาดในเวลาแบบนี้ เจ้าก็ยังไม่ลืมถือโอกาสพูดถึงข้าในแง่ร้าย?

ข้าไม่มีทางเล่นบทบาท ‘อยู่ด้วยกันดีๆ’ กับเจ้าแล้ว!

ไอ้สินค้าเลหลังเอ๊ย!

(╯‵□′)╯︵┴─┴

เยี่ยเว่ยหมิงก็กระแอมทีหนึ่งเช่นกัน พูดว่า “เจ้าอย่าเปรียบเทียบเลย บอกข้อมูลมาเลยแล้วกัน”

“ก็ได้” ซานเย่ว์ทำมือเป็นสัญลักษณ์ ‘OK’ จากนั้นบอกว่า “เพราะอยู่ในสำนักได้ไม่ราบรื่นสมใจปรารถนา อวี๋ชางไห่เองก็ให้ความสำคัญกับผู้เล่นที่ชื่อชีชีนั่นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเนี่ยนเสียวเหนี่ยนจึงไม่พอใจอยู่ลึกๆ เข้ามาอยู่ในสำนักเล็กๆ อย่างสำนักชิงเฉิง หากอยู่อย่างไม่เป็นสุข เช่นนั้นจะมีความหมายอะไร…

…ตอนที่เขากำลังรู้สึกว่าค่าความรู้สึกดีของอวี๋ชางไห่ไม่มีประโยชน์อะไร ก็เห็นเจ้าประกาศให้รางวัลพอดี เขาจึงมามอบตัวในคดีนี้เองเสียเลย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “สาเหตุมาเต็ม แล้วขั้นตอนระหว่างนั้นล่ะ”

“สถานการณ์ของสำนักคุ้มภัยฝูเวยไม่ต่างกับที่พวกเรารู้มากนัก ไม่มีอะไรน่าพูดถึงแล้ว” ซานเย่ว์บอกเสียเลยว่า “ในคดีของหลินเจิ้นหนานกับฮูหยิน อวี๋ชางไห่ถามความเห็นของพวกเขา ข้อเสนอของเนี่ยนเสียวเหนี่ยนคือบุกจู่โจม ส่วนข้อเสนอของชีชีก็คือขู่ให้กลัว…

…หลังจากอวี๋ชางไห่ได้ฟัง ก็เลือกใช้วิธีการของชีชีอย่างไม่ลังเล ใช้ฐานะเจ้าสำนักชิงเฉิงลองกดดันหวังหยวนป้า ผลปรากฏว่าตอนนั้นหวังหยวนป้าหวาดกลัวเขา จึงหาข้ออ้างไล่หลินเจิ้นหนานกับฮูหยินให้ออกไปทำงานนอกเมือง จากนั้นก็ถูกพวกอวี๋ชางไห่สังหารตาย”

หลังจากได้ฟังต้นสายปลายเหตุทุกขั้นตอนแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็พยักหน้าน้อยๆ “ดูท่าแล้ว ชีชีนั่นคงจะเป็นแรงต้านหนึ่งของภารกิจครั้งนี้”

เมื่อตระหนักได้ถึงโอกาสในการโต้เถียง เฟยอวี๋ก็ถามอย่างคลุมเครือทันที “เจ้าคงจะไม่ได้กลัวหรอกใช่ไหม”

“กลัว?” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอย่างเหยียดหยาม “สถานการณ์ภาพรวมโน้มเอียงมาฝั่งพวกเรา ข้าจะกลัวเขาเชียวหรือ”

เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่อธิบายอะไรอีก เปลี่ยนประเด็นสนทนาทันที “ข้าจะพาหลินผิงจือไปที่เขาอู่ตังสักรอบก่อน พวกเจ้ารอรับพิราบสื่อสารจากข้าแล้วค่อยปฏิบัติการ แล้วก็…

…เฟยอวี๋ เจ้าต้องเตรียมตัวต่อสู้ให้ดี…ตอนที่ทำภารกิจ ก็ยังมีเวลาตามหากระบี่จินสยาของพวกเรากลับคืนมา”

บทที่ 157
เขาอู่ตัง หรือมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อว่าไท่เหอซาน เขาเซี่ยหลัว เขาชานซ่าง เขาสมบัติเซียน โบราณเรียกว่า เขาไท่เย่ว์ เขาเสวียนเย่ว์ ต้าเย่ว์ เขาเสี่ยวเย่ว์เย่ว์…ราวกับมีของแปลกอะไรเข้ามาปนอยู่ด้วย

โอ้สวรรค์!

แม้จะเป็นหนึ่งในภูเขาเซียนที่ไม่ค่อยขึ้นชื่อ แต่ทิวทัศน์ของเขาอู่ตังกล่าวได้ว่ามีปรากฏการณ์หลากหลาย ครั้งแรกเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงตอนกลางคืน นับว่าได้พบเห็นทิวทัศน์ยามราตรีของเขาอู่ตังแล้ว ครั้งนี้มาตอนกลางวัน ทิวทัศน์ที่เห็นจึงต่างจากตอนกลางคืนมาก

ตอนกลางคืน ท้องฟ้าของเขาอู่ตังเป็นสีดำ มีดวงดาวระยิบระยับ

ส่วนตอนกลางวัน ท้องฟ้าของเขาอู่ตังเป็นสีฟ้าสดใส มีดวงอาทิตย์

“อา…อู่ตัง[1] เจ้าเยอะกว่าสี่ตังอยู่หนึ่งตัง” พอกระโดดลงจากรถม้า เยี่ยเว่ยหมิงก็พาหลินผิงจือเดินไปทางวิหารเจินอู่ ขณะเดียวกันปากก็ร้องเพลงที่ทำให้คนรู้สึกขนลุกขนพองอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด ดึงดูดให้บรรดาศิษย์ของสำนักอู่ตังที่เดินผ่านพากันเหลียวมอง

เพียงแต่พวกเขาเหลียวมองก็ส่วนเหลียวมอง กลับไม่มีใครเป็นฝ่ายก้าวเข้ามาตะโกนห้าม หรือหาเรื่องอะไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเห็นว่าข้างหลังเขามีหลินผิงจือที่แต่งกายเหมือนสตรีจนทำให้รู้สึกขนลุกยิ่งกว่าเดิม ก็ยิ่งไม่มีใครอยากมาหาเรื่องเจ้าจิตไม่ปกติสองคนนี้

การรักและปกป้องเด็กปัญญาอ่อน เป็นหน้าที่ของทุกคน

เมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ไร้ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ ก็ไม่มีใครอยู่ดีไม่ว่าดีพุ่งเข้ามาหาเรื่อง

ทุกคนล้วนมีงานต้องทำ!

“ฮ่าๆ สหายเยี่ยมาแล้ว!”

เสียงอันคุ้นเคยขัดจังหวะเสียงเพลงของเยี่ยเว่ยหมิง อินปู้คุยใช้ท่าร่างกึ่งย่ำเท้ากึ่งลอย ถลันตัวไม่กี่ครั้งก็มาปรากฏตัวตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว “ข้าได้รับรางวัลภารกิจหมดแล้ว เหลือแต่รางวัลที่ฟังอาจารย์ปู่แสดงธรรมที่ยังไม่ได้ อาจารย์ปู่บอกว่ารอให้เจ้ามารายงานผลภารกิจแล้วค่อยแสดงธรรมพร้อมกันเลย”

การปรากฏตัวของอินปู้คุย กับคำพูดคำจาที่ไร้ความกังวลของเขา ย่อมดึงดูดสายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว

เมื่อเขาสังเกตเห็นจุดนี้ กลับตะโกนบอกคนที่รอบๆ ทันที “ควรทำอะไรก็ไปทำ อย่ามาล้อมดูตรงนี้ ไม่เข้าท่าเลย”

หลังจากบรรดาศิษย์อู่ตังที่เข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้านได้ยินคำพูดของเขา ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะทยอยกันแยกย้ายไปแล้วจริงๆ ไม่สนใจพวกเขาอีก

เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็โอบบ่าอินปู้คุยพร้อมหยอกล้อ “มองไม่ออกเลยนะว่าเจ้ามีบารมีความน่าเชื่อถือที่เขาอู่ตังมากขนาดนี้”

“อาศัยสิ่งที่สั่งสมมาทั้งนั้น ข้าก็แค่มนุษยสัมพันธ์ดี”

ตอนนี้ จู่ๆ หลินผิงจือที่อยู่ข้างกันกลับเอ่ยว่า “ท่าร่างพลิ้วไหวปราดเปรียว ราวกับเมฆาเหินน้ำไหล สมกับเป็นศิษย์สำนักอู่ตังจริงๆ”

แม้การฝึก ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ จะทำให้เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นแหลมเล็ก แต่ยามปกติหากสังเกตดูสักหน่อย ก็ยังปรับน้ำเสียงให้กลับมาเหมือนตอนก่อนควงดาบได้ ทำให้คนอื่นฟังไม่ออกถึงการเปลี่ยนแปลง

ส่วนหลินผิงจือก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รู้สึกเป็นเกียรติที่ตัดความเป็นชายออก ดังนั้นในสถานการณ์ส่วนใหญ่ เขาก็จะกลบเกลื่อนเสียงของตัวเองได้ดีมาก ก็เหมือนอย่างที่เป็นตอนนี้

เมื่อได้ยินว่ามีคนชื่นชมท่าร่างของตัวเอง อินปู้คุยถึงได้สังเกตเห็นว่าข้างหลังเยี่ยเว่ยหมิงยังมีคนตามมาด้วยอีกคน และเมื่อเห็นอีกฝ่ายแต่งกายจนแยกชายหญิงไม่ออก ในหัวก็เกิดความคิดน่ากลัวอย่างหนึ่งขึ้นมาทันที เขาสูดหายใจอย่างตระหนกเฮือกหนึ่งแล้วถามว่า “ท่านนี้คือ?”

ไม่รอให้หลินผิงจือตอบ เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดแทนเขาแล้ว “นี่คือหลินผิงจือ มีเรื่องจะขอความเห็นจากนักพรตจาง ข้าจะมารายงานผลภารกิจต่อนักพรตจางพอดี จึงถือโอกาสพาเขามาด้วย”

“ที่แท้ก็เป็นคุณชายหลิน ขออภัยที่เสียมารยาท”

ขณะที่ภายนอกทักทายอย่างสุภาพ อินปู้คุยก็รีบส่งคำขอตั้งทีมให้เยี่ยเว่ยหมิง หลังจากอีกฝ่ายยอมรับแล้ว ก็ส่งข้อความในช่องทีมทันที [สุดยอด ที่เจ้าถามโครงเรื่องข้าก่อนหน้านี้ อย่าบอกนะว่าเพื่อสร้างความเสียหาย ดูจากท่าทางหลินผิงจือตอนนี้ สิ่งนั้นที่อยู่ท่อนล่างคงไม่มีแล้วใช่ไหม]

เยี่ยเว่ยหมิงตอบกลับทันที [ก่อนอื่นเลยก็คือข้าไม่ได้เป็นคนทำเรื่องนี้ ข้าไม่เป็นแพะรับบาปเรื่องนี้หรอก แล้วอีกอย่าง เจ้าคิดจริงหรือว่าเรื่องราวจะตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง]

อินปู้คุยครุ่นคิดครู่เดียวแล้วตอบว่า [ก็ได้ ที่จริงประโยชน์ของเนื้อเรื่องเดิมก็คือช่วยให้พวกเราเข้าใจภูมิหลังกับบทบาทเท่านั้น ข้าตื่นตูมเกินไปเอง]

ขณะที่ผู้เล่นทั้งสองใช้เวลาคุยกันเรื่อยเปื่อยในช่องทีม ทั้งสามก็เดินมาถึงวิหารเจินอู่แล้ว

สถานที่ที่เจ้าสำนักอาศัยอยู่ อย่างเช่นโถงประชุมของสำนักมือปราบ วิหารเจินอู่ของอู่ตัง ไม่เหมือนสถานที่อื่นที่ผู้เล่นในเกมออนไลน์ทั่วไปคิดจะไปก็ไปได้ โดยปกติแล้วหากผู้เล่นไม่ถูกเรียก ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป

ดังนั้นตอนที่ทั้งสามมาถึงที่นี่ นอกจากจานซานเฟิงแล้ว ในวิหารก็มีเพียงศิษย์ใหญ่ห้าคนอยู่ด้วยเท่านั้น

อาจเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ดูไร้สาระเกินไปหากต้องแนะนำทีละคน หลังจากจางซานเฟิงกับเยี่ยเว่ยหมิงทักทายกันแล้ว ก็ไล่ห้าจอมยุทธ์ชื่อดังของอู่ตังออกไปหมดทันที ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่สงสัยในตัวพวกเขาห้าคน สุดท้ายก็แยกไม่ออกว่าคนไหนคืออินลวี่ถิง

หลังจากผู้ไม่เกี่ยวข้องออกไปแล้ว สายตาของจางซานเฟิงกลับไปหยุดอยู่บนหลินผิงจือ

นักพรตเฒ่าเห็นความเปลี่ยนแปลงในโลกนี้มาจนชิน แม้จะมองปราดเดียวแล้วรู้ถึงสถานะพิเศษของหลินผิงจือ แต่ในสายตากลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เพียงพยักหน้าเบาๆ ให้เขาเท่านั้น แล้วก็ย้ายสายตากลับมาบนตัวเยี่ยเว่ยหมิงอีกในทันที

“สหายน้อยมาครั้งนี้ เกรงว่านอกจากมารับรางวัลภารกิจแล้ว คงยังมีธุระอย่างอื่นอีกสินะ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้ม จากนั้นเตะหลินผิงจือหนึ่งที หลินผิงจือได้รับสัญญาณลับก็ทิ้งตัวคุกเข่าทันที แล้วกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ผู้น้อยหลินผิงจือ ลูกกำพร้าของสำนักคุ้มภัยฝูเวย คำนับนักพรตจางแห่งอู่ตัง นักพรตจางได้โปรดทวงความยุติธรรมให้ข้าด้วย!”

จางซานเฟิงเห็นดังนั้น ก็โบกมือขวากลางอากาศเบาๆ อาศัยคลื่นพลังประคองหลินผิงจือให้ลุกขึ้นมา ต่อให้เขาจะพยายามอย่างไร ก็คุกเข่าลงไปไม่ได้อีกแล้ว

หลังจากหยุดยั้งการทำความเคารพของหลินผิงจือแล้ว จางซานเฟิงถึงได้กล่าวอย่างใจเย็นว่า “คุณชายหลินอย่าได้เกรงใจเกินไป มีอะไรก็กล่าวมาตามตรงเถิด”

“เรื่องราวเป็นอย่างนี้…” หลินผิงจือไม่มีทางคุกเข่าต่อไปได้ ทำได้เพียงใช้เสียงสะอื้นกับน้ำตาแห่งความเศร้าโศกมาสร้างบรรยากาศ “เดิมทีผู้น้อยอาศัยอยู่ข้างเมืองฝูโจว บ้านข้ามีทั้งห้องมีทั้งทุ่งนา ใช้ชีวิตมีความสุขอย่างไร้ที่สิ้นสุด ใครจะคิดว่าอวี๋ชางไห่นั่นจะไร้ความปรานี สังหารทั้งตระกูลของข้า…”

หลังจากฟังหลินผิงจือเล่าเรื่องราวอันน่าเวทนาของเขาจบ จางซานเฟิงก็ถอนหายใจยาว จากนั้นส่ายหน้า “ข้าเห็นใจกับสิ่งที่คุณชายหลินประสบพบเจออย่างลึกซึ้ง แต่ถึงอย่างไรสำนักชิงเฉิงก็เป็นหนึ่งในสำนักฝ่ายธรรมะของยุทธภพ อู่ตังของข้าในฐานะที่เป็นคนนอก ไม่สะดวกจะสอดมือเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้จริงๆ”

สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยเว่ยหมิงหรือหลินผิงจือก็ล้วนเตรียมใจไว้ตั้งแต่แรกแล้ว หลินผิงจือส่งสายตาถามเยี่ยเว่ยหมิง ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็พยักหน้าให้กำลังใจ ข้าเอาใจช่วยเจ้านะ!

จากนั้น หลินผิงจือก็หยิบจีวรตัวหนึ่งออกมาจากหน้าอก แล้วบอกจางซานเฟิงว่า “ผู้น้อยย่อมมิบังอาจขอให้อู่ตังสู้กับสำนักชิงเฉิงเพราะเรื่องของข้า สำหรับเรื่องการล้างแค้น ผู้น้อยก็เตรียมการเอาไว้แล้วเช่นกัน ตัดสินใจจะนำ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่ถ่ายทอดมาจากตระกูลมาเป็นรางวัล เชิญให้ผู้ที่มีใจรักความเป็นธรรมในยุทธภพช่วยล้างความอัปยศให้ตระกูลหลินแทนข้า…

…เพียงแต่ตัวคนเดียวกำลังน้อย หากบุ่มบ่ามประกาศให้รางวัล เกรงว่ายังไม่ทันได้ล้างแค้นก็คงถูกคนชั่วทำร้ายก่อน…

…ดังนั้น ผู้น้อยจึงขอให้นักพรตจางออกหน้าเป็นผู้รับรองให้ เก็บรักษา ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ไว้ที่สำนักอู่ตังชั่วคราว หากมีใครล้างแค้นเลือดแทนผู้น้อย ก็มารับเคล็ดกระบี่จากนักพรตจางที่เขาอู่ตังได้”

เมื่อได้ยินคำขอของหลินผิงจือ สายตาของจางซานเฟิงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหยอกเย้าทันที หลังจากกวาดมองบนตัวทั้งสาม ก็กล่าวเสียงเรียบว่า “เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าต้องพิจารณาสักหน่อย พวกเจ้าออกไปรอฟังข่าวจากข้า เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ก่อน”

หลังจากทั้งสองออกไปแล้ว สายตาของจางซานเฟิงก็หยุดอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงราวกับมองทะลุใจคน “เจ้าเด็กเหม็น วิธีการนี้เจ้าเป็นคนช่วยหลินผิงจือคิดใช่หรือไม่ ข้าจำไม่ได้ว่าเคยไปล่วงเกินเจ้าตอนไหน เจ้าถึงได้วางกับดักข้าเช่นนี้”

“จะเรียกว่าวางกับดักได้อย่างไร” เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แผนนี้ได้รับความยินยอมจากหวงโส่วจุนแล้ว อีกทั้งหากทำสำเร็จ ก็มีแต่ประโยชน์สำหรับอู่ตัง”

“ลองว่ามา…”

“เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนี้…”

……

นอกวิหารเจินอู่ อินปู้คุยกับหลินผิงจือรออยู่ครึ่งชั่วโมงกว่า สุดท้ายถึงได้เห็นร่างของเยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตรงประตูวิหาร

“สหายหลิน เรื่องนี้จัดการเรียบร้อยแล้ว เจ้าส่งตำรากระบี่ให้ข้าก่อน ข้าจะส่งต่อให้นักพรตจาง ศึกใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว สหายหลินล่วงหน้ากลับไปเก็บแรงที่สำนักมือปราบก่อนเถอะ”

“ปู้คุย เจ้าตามข้ามา นักพรตจางกำลังจะเริ่มแสดงธรรมแล้ว”

เมื่อพูดจบ ก็มีพิราบขาวสองตัวบินออกจากบ่าเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกัน บินเรียงแถวเป็นตัวอักษร ‘ขอบัตรรายเดือน[2]’ จากนั้นก็เลี้ยวบินไปทางสำนักมือปราบ

ขณะเดียวกันนี้เอง ก็ถึงคราวที่ซานเย่ว์กับเฟยอวี๋เคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน

แม้จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่รีบร้อน แต่เยี่ยเว่ยหมิงคนเดียวก็ทำงานไม่ทัน ในเมื่อเป็นหัวหน้าทีมแล้ว ก็จะเหมาความดีความชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเองคนเดียวไม่ได้

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผลงานการวิ่งเต้นที่ผลตอบแทนไม่สูงเหล่านั้น เขาขี้คร้านจะรับไว้!

[1] อู่ตัง 武当 อู่พ้องเสียงกับอู่ 五 ที่แปลว่า ห้า

[2] ขอบัตรรายเดือน 求月票 นักเขียนบางคนมักจะแทรกมุขนี้ไว้ท้ายเรื่องเพื่อขอบัตรรายเดือนจากนักอ่าน เป็นการสนับสนุนนักเขียน แสดงให้เห็นถึงความนิยมของนิยายเรื่องนั้นๆ

บทที่ 158
“เต๋าที่อธิบายได้นั้น ไม่ใช่เต๋าแท้ เต๋าคือธรรมชาติ ท่ามกลางสรรพสิ่งบนโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดไม่แฝงสัจธรรม…”

ขณะกำลังฟังจางซานเฟิงเทศนาธรรม ในหัวเยี่ยเว่ยหมิงกลับเหมือนมีภาพวิทยายุทธ์ที่ตัวเองเคยเรียนลอยขึ้นมา พิสูจน์กับมหามรรคาฟ้าดินที่จางซานเฟิงกล่าวทีละอย่าง รู้สึกได้รับประโยชน์มากมาย

ในระหว่างนั้น วิทยายุทธ์สองวิชาอย่าง ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ได้รับประโยชน์มากที่สุด!

[ติ๊ง! คุณตั้งใจฟังนักพรตจางซานเฟิงแห่งอู่ตังแสดงธรรม เลเวลกฎเต๋าเพิ่มหนึ่งเลเวล]

[ติ๊ง! คุณตั้งใจฟังนักพรตจางซานเฟิงแห่งอู่ตังแสดงธรรม ด้วยการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ทำให้ตระหนักรู้ถึง ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้รับค่าประสบการณ์ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ 1000 แต้ม!]

[ติ๊ง! คุณตั้งใจฟังนักพรตจางซานเฟิงแห่งอู่ตังแสดงธรรม ด้วยการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ทำให้ตระหนักรู้ถึง ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ได้รับค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ 1000 แต้ม!]

[ติ๊ง! คุณตั้งใจฟัง…]

……

ภายในเวลาอันสั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รู้เช่นกันว่าตัวเองได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบไปมากเท่าไรกันแน่

เนื่องจากเขาไม่ได้สนใจเลย และไม่ได้นับเช่นกัน

ความคิดของเขาตอนนี้ถูกดึงดูดด้วยมหามรรคาฟ้าดินจากปากจางซานเฟิงอย่างล้ำลึก ถอนตัวไม่ขึ้น!

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดการแสดงธรรมของจางซานเฟิงก็จบลง แต่ความคิดของเยี่ยเว่ยหมิงกลับยังจมลึกอยู่ในนั้น ดื่มด่ำกับหลักการที่เหมือนจะฟังเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ

“ตื่นขึ้นมา!”

“หา!” เสียงตะคอกที่ดังขึ้นกะทันหัน ปลุกเยี่ยเว่ยหมิงให้ตื่นขึ้นจากสภาวะประหลาดที่ให้คำนิยามได้ยาก

“หา…” ในขณะเดียวกันนี้เอง อินปู้คุยก็ตกใจจนเขย่าศีรษะตัวเองเช่นกัน ตื่นขึ้นมาจากการหลับฝันแล้ว

ขณะมองเด็กหนุ่มสองคนที่แสดงออกต่างกันโดยสิ้นเชิง จางซานเฟิงส่ายหน้าอย่างจนใจ จากนั้นโบกมือ “การแสดงธรรมจบลงแล้ว พวกเจ้าลงไปเถอะ”

“น้อมรับคำสั่ง อาจารย์ปู่”

“ขอรับ นักพรตจาง”

หลังจากออกจากวิหารเจินอู่พร้อมกัน ความรู้สึกเกียจคร้านเหมือนง่วงนอนก่อนหน้านี้ของอินปู้คุยก็หายไป มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยตาเป็นประกายพร้อมอวดว่า “สหายเยี่ย เมื่อครู่นี้เจ้าได้รับประโยชน์อะไรหรือเปล่า ข้าเพียงหลับไปตื่นหนึ่ง ก็ทำให้กฎเต๋าของข้าเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวลแล้ว! เจ้าไม่เคยเรียนกฎเต๋ามาก่อน คาดว่าคงจะก้าวหน้าด้านอื่นสินะ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วถามกลับอย่างนึกขัน “ใครบอกว่าข้าไม่เคยเรียนกฎเต๋ามาก่อน”

“ข้านึกว่าเจ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักเต๋า จึงไม่ได้เปิดใช้ทักษะนี้เสียอีก” อินปู้คุยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม แล้วซักไซ้ทันทีว่า “กฎเต๋าของเจ้าเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล?”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า บนใบหน้าอินปู้คุยเผยความรู้สึกเหนือกว่าอย่างที่ใช้คำพูดบรรยายออกมาไม่ได้ทันที

เป็นอย่างที่คาดไว้ ยามอาจารย์ปู่แสดงธรรม ก็ยังเป็นศิษย์สำนักอู่ตังที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด!

“กฎเต๋าของข้าเพิ่มขึ้นสามเลเวล จากเลเวลหนึ่งเพิ่มถึงเลเวลสี่แล้ว ทั้งยังได้ค่าตระหนักรู้อีกสองแต้มด้วย!” เยี่ยเว่ยหมิงตอบ

“จริงหรือล้อเล่น” อินปู้คุยเบิกตากว้างราวกับตาวัวทันที “แบบนี้ไม่เหตุผลเลย กฎเต๋าของข้าเพิ่มจากเลเวลสองขึ้นไปเลเวลสามเท่านั้น นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเลเวลสักนิด”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “ยังมีอีก กำลังภายในระดับกลางของข้าวิชาหนึ่ง เพิ่มจากเลเวลห้าไปเป็นเลเวลหก”

“บัดซบ!”

เยี่ยเว่ยหมิงพูดต่อว่า “ยังมีเคล็ดกระบี่ระดับกลางอีกวิชา แม้จะไม่ได้เพิ่มเลเวลโดยตรง แต่กลับได้รับค่าประสบการณ์ 22000 แต้ม”

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!…เดี๋ยวก่อนนะ!”

จู่ๆ ก็ตระหนักอะไรขึ้นได้ อินปู้คุยรีบซักไซ้ “เคล็ดกระบี่ระดับกลางวิชานั้นของเจ้าเลเวลเท่าไรแล้วนะ ค่าประสบการณ์สองหมื่นกว่าแต้ม ยังอัปเลเวลมันได้อีกหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงจับภาพ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ส่งไปให้ อินปู้คุยจึงอุทาน ‘บัดซบ’ ต่อไป

ไม่รู้พูดคำว่า ‘บัดซบ’ ไปมากเท่าไรในคราเดียว ในที่สุดอินปู้คุยก็ตัดสินใจพักก่อน เปลี่ยนมาบ่นคร่ำครวญอย่างจนใจแทนว่า “มีสิทธิ์อะไร พวกเราทำภารกิจด้วยกันแท้ๆ ฟังอาจารย์ปู่แสดงธรรมด้วยกันแท้ๆ ทำไมเจ้าได้รับประโยชน์มากมายขนาดนั้น แต่ข้ากลับได้น้อย”

“เพราะข้าตั้งใจฟังอย่างไรล่ะ ทั้งยังอนุมานเปรียบเทียบในใจ” เยี่ยเว่ยหมิงมองอินปู้คุย พร้อมขยิบตาให้อย่างใจเย็น “ส่วนเจ้า…กำลังนอนหลับ”

อินปู้คุยเงยหน้ามองฟ้าอย่างจนใจ น้ำตารินไหลโดยไร้สุ้มเสียง

หลังจากนั้นพักหนึ่ง ในที่สุดก็ส่ายหน้าอย่างหมดอารมณ์ “ข้าอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่ไปส่งสหายเยี่ยแล้ว ลาก่อน!”

……

ในขณะเดียวกันนี้เอง เฟยอวี๋ที่ทำภารกิจสลับหน้าที่เสร็จและเปลี่ยนไปใส่เครื่องแบบขุนนางที่เป็นอุปกรณ์ภายนอกแบบเดียวกับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ตอนนี้กำลังลงรถม้าที่หัวซาน

ท่ามกลางสายตาของศิษย์สำนักหัวซานสองฝั่ง เขาเดินมาถึงตรงหน้าโถงเจิ้งชี่อย่างรวดเร็ว แล้วตะคอกเสียงต่ำว่า “มือปราบเฟยอวี๋แห่งสำนักมือปราบ ได้รับคำสั่งจากหวงโส่วจุน ขอพบเจ้าสำนักเย่ว์แห่งหัวซาน!”

เมื่อกล่าวคำนี้ออกมา ก็ดึงดูดสายตาของบรรดาศิษย์หัวซานที่อยู่โดยรอบทันที

แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะมาทำภารกิจที่นี่ ก็ไม่มีใครสนใจมากเท่าไร หลังจากมองประเมินเขาศีรษะจดเท้าสองรอบ ก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองแล้ว

และในตอนนี้เอง เสียงบุรุษที่ฟังดูสุขุมนุ่มนวลก็ดังมาจากในโถง “ที่แท้ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของราชสำนัก เชิญเข้ามาคุยกันข้างใน”

หากเป็น NPC ที่มีฐานะตำแหน่งในสำนักมือปราบจริงๆ เย่ว์ปู้ฉวินถึงกับต้องออกประตูมาต้อนรับ แต่ผู้เล่นกลับไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยฐานะน้องใหม่ในยุทธภพอย่างเฟยอวี๋ การที่เย่ว์ปู้ฉวินยอมให้เขาพบ ก็เป็นเพราะเห็นแก่หน้าของหวงโส่วจุน

เมื่อเข้ามาในโถง เฟยอวี๋เห็นบนตำแหน่งที่นั่งหลักมีชายหญิงคู่หนึ่ง ไม่ต้องถามก็รู้ว่าเป็นเจ้าสำนักหัวซานเย่ว์ปู้ฉวินกับหนิงจ้งเจ๋อฮูหยินของเขา

แม้จะไม่ทราบว่าเหตุใดหนิงจ้งเจ๋อจึงมีฐานะในยุทธภพสูงขนาดนั้น ถึงขั้นว่าชื่อเสียงไม่ด้อยกว่าเย่ว์ปู้ฉวินผู้เป็นสามี แต่เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับเขา การที่เขามาที่นี่ในวันนี้ ก็พื่อมาคุยธุระกับเย่ว์ปู้ฉวิน ดังนั้น…

“เจ้าสำนักเย่ว์ ผู้น้อยบุ่มบ่ามมาในวันนี้ เพราะมีเรื่องที่เกี่ยวกับความรุ่งโรจน์และความเสื่อมโทรมของหัวซานจะคุยกับเจ้าสำนักเย่ว์เป็นการส่วนตัว ท่านว่า…”

“ฮูหยินกับข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน นางมีสิทธ์ที่จะรู้เรื่องของหัวซาน”

“ที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้ เช่นนั้นก็ได้!” เมื่อเห็นเย่ว์ปู้ฉวินมีท่าทีเหมือนสามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน เฟยอวี๋ก็เข้าประเด็นทันที “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับที่อยู่ของสุดยอดวิชาของสำนักหัวซาน ข้าคิดว่าเจ้าสำนักเย่ว์กับจอมยุทธ์หญิงหนิงต้องเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อนแน่นอน ‘ตำราลับเมฆม่วง หลักวิชาเบื้องต้น คัมภีร์ทานตะ…’”

“แค่กๆ…” ฟังไปได้ครึ่งเดียว เย่ว์ปู้ฉวินก็รีบกระแอมตัดบทเฟยอวี๋ แล้วหันมาบอกหนิงจ้งเจ๋อที่อยู่ข้างกันว่า “ฮูหยิน ช่วงนี้ทักษะยุทธ์ของซานเอ๋อร์ก้าวหน้าช้า ข้าสงสัยว่านางเกียจคร้านตอนอยู่ลับหลังข้า แต่ลูกสาวโตแล้ว ข้าเป็นบิดาไม่สมควรจับตาดูอยู่ตลอดเวลา รบกวนให้ฮูหยินดูแลให้เข้มงวดกว่านี้…”

สัญญาณลับระหว่างหนิงจ้งเจ๋อกับเย่ว์ปู้ฉวินย่อมไม่มีอะไรต้องพูดมาก นางรู้ว่าเขาไม่อยากให้ตนได้ยินบทสนทนาต่อไป จึงกล่าวขอตัวแล้วเดินออกจากโถงเจิ้งชี่ไป

เย่ว์ปู้ฉวินเห็นแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตอนนี้ถึงได้หันกลับมาถามเฟยอวี๋ว่า “ตอนนี้เหลือเพียงข้ากับเจ้าสองคนแล้ว เมื่อครู่นี้จอมยุทธ์น้อยเฟยอวี๋อยากจะบอกอะไร”

เฟยอวี๋หัวเราะแห้ง คิดในใจว่า เยี่ยเว่ยหมิง เจ้าหมอนั่นคาดการณ์ไม่พลาดเลยสักนิด

ขณะกำลังรู้สึกสับสน เขาก็พูดตามแผนการต่อไป “ไม่ปิดบังความจริง ที่ข้ามาครั้งนี้ ก็เพื่อส่งข่าวที่แท้จริงของ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ทานตะวันให้เจ้าสำนักเย่ว์ทราบ มีเพียงต้องทราบข่าวนี้เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสได้รับ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’”

“รายละเอียดข่าวเป็นอย่างไรกันแน่” เย่ว์ปู้ฉวินถาม

“เฮ้อ…” ตอนนี้เฟยอวี๋กลับถอนหายใจยาว แล้วเปลี่ยนประเด็นสนทนาอย่างไม่มีปีไม่มีขลุ่ย “ก่อนมาที่นี่ ผู้เล่นสำนักมือปราบของเราเพิ่งได้กระบี่จินสยามา แต่ระหว่างทางกลับถูกโจรขโมยไป…

…เจ้าสำนักเย่ว์ ท่านรู้หรือเปล่า ตามข่าวที่พวกเราสืบมา ผู้ที่ขโมยกระบี่นั่นไปก็คือวั่งเหยียน ผู้เล่นศิษย์สำนักหัวซาน! หากไม่ใช่เพราะสืบเรื่องนี้เองจนรู้ ผู้น้อยก็ไม่กล้าเชื่อจริงๆ ว่าในสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียงระดับนี้อย่างสำนักหัวซานจะมีพวกสุนัขกับแมลงวัน[1]อยู่ด้วย…”

เย่ว์ปู้ฉวินได้ยินแล้วอึ้งทันที “มีเรื่องนี้ด้วยหรือ”

……

ในขณะเดียวกันนี้เอง วั่งเหยียนที่กำลังฝึกวิชาอยู่ในห้องฝึกวิชาของสำนักหัวซาน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

[ติ๊ง! รับภารกิจชั่วคราว ‘คืนกระบี่’]

คืนกระบี่

ภายในสิบห้านาทีนี้ กรุณานำกระบี่จินสยาที่ขโมยจากมือศิษย์สำนักมือปราบไปที่โถงเจิ้งชี่ และส่งมอบให้เจ้าสำนักเย่ว์ปู้ฉวิน

ระดับภารกิจ: 2 ดาว

รางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 1000 แต้ม ค่าตบะ 100 แต้ม

บทลงโทษของภารกิจ: ไล่ออกจากสำนัก!

เมื่อเห็นการแจ้งเตือนนี้จากระบบ วั่งเหยียนก็เหม่อไปเลย ในหัวเต็มไปด้วยสามคำถามวัดเชาว์ปัญญา

ฉันเป็นใคร

ฉันอยู่ที่ไหน

ฉันแม่งเล่นเกมบัดซบอะไรอยู่

นี่มันไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์!

ฉันเคยเล่นเกมออนไลน์มาเยอะขนาดนั้น แต่แม่งเอ๊ย ไม่เคยเห็นเจ้าสำนักที่วางกับดักลูกศิษย์ตัวเองแบบนี้เลย!

[1] สุนัขกับแมลงวัน 蝇营狗苟 หมายถึง คนที่ยอมทําทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงลาภยศ

บทที่ 159
ตอนสหายวั่งเหยียนผู้น่าสงสารเดินมาถึงโถงเจิ้งชี่ ก็แทบจะโมโหตายเพราะภาพเหตุการณ์ตรงหน้า

เขาเห็นอะไรเข้าแล้ว

เขาเห็นมือปราบที่ชื่อเฟยอวี๋กำลังนั่งสง่าอยู่ตรงตำแหน่งหลักของโถงเจิ้งชี่ ซึ่งเดิมทีเป็นตำแหน่งนั่งของหนิงจ้งเจ๋อ อีกฝ่ายกำลังนั่งพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะอยู่กับเย่ว์ปู้ฉวิน เจ้าสำนักหัวซานของพวกเขา

ชั่วพริบตานั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าชีวิตตัวเองช่างมืดมนยิ่งนัก

อย่าบอกนะว่าข้าอุตส่าห์ตั้งใจเลือกแล้วเลือกอีก แต่สุดท้ายเลือกได้สำนักชั้นต่ำขนาดนี้

ท่านเป็นถึงเจ้าสำนักนะ!

มาพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะกับมือปราบเล็กๆ คนหนึ่งที่นี่ รู้สึกเสียหน้าบ้างไหม เสียศักดิ์ศรีบ้างไหม

น่าโมโหนัก!

ทว่าแม้ในใจจะรู้สึกไม่ยอมอย่างไร เขาก็ยังต้องส่งมอบกระบี่จินสยาให้พร้อมใบหน้าเจือรอยยิ้ม

สำหรับเรื่องแบบนี้ เขาเองก็ไม่ได้เถียงข้างๆ คูๆ เพื่อแก้ตัว และไม่สำคัญตัวเองผิดคิดว่าหากตัวเองไม่ยอมรับว่าเคยขโมยของก็จะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษได้

คนที่แบกวิธีคิดอย่างนี้ไว้ ล้วนไม่เคยถูกความจริงเฆี่ยนตีมาก่อน!

หากเขาถูกไล่ออกจากสำนักขึ้นมาจริงๆ ตอนที่เสียเลเวลทักษะยุทธ์ทั้งหมดของสำนักไป ก็จะไม่มีใครมาพูดคุยกับเขาด้วยเหตุผลแล้ว

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ดูเหมือนกำลังบอกว่าตัวเองเป็น ‘เด็กมีอนาคตสอนได้’ บนใบหน้าของเฟยอวี๋ วั่งเหยียนนอกจากแค้นจนกัดฟันกรอดแล้ว ก็ไม่มีทางทำอะไรเขาได้เลย

ทำได้เพียงส่งกระบี่วิเศษให้อย่างรวดเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็รับรางวัลภารกิจที่น้อยจนไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง จากนั้นก็ออกจากโถงเจิ้งชี่นี้ไปอย่างกลัดกลุ้มและไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมาอีก

ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้มองรอยยิ้มน่ารังเกียจของเจ้าหมอนั่นเลย

เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!

ต้องมีสักวัน ที่ข้าจะขโมยของบนตัวเจ้าให้หมด!

ทำให้เจ้าได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าเหี้ยมโหด!

วั่งเหยียนข่มความโกรธเดินออกจากโถงเจิ้งชี่ไปพร้อมความเคียดแค้นไร้ที่สิ้นสุด

ส่วนเย่ว์ปู้ฉวินเมื่อรับกระบี่มาไว้ในมือแล้ว กลับไม่ได้เตรียมจะคืนให้เจ้าของเดิมในทันที เขามองเฟยอวี๋ด้วยแววตาสื่อความหมายล้ำลึกพร้อมกล่าวว่า “จอมยุทธ์น้อยเฟยอวี๋ ข้าหวังว่าข่าวที่เจ้านำมาจะมีมูลค่ามากพอนะ ไม่อย่างนั้น ข้ารับรองว่าเจ้าไม่มีทางนำกระบี่เล่มนี้ออกจากหัวซานได้”

หลังจากขู่เสร็จแล้ว ถึงได้ส่งกระบี่ให้ตรงหน้าเฟยอวี๋

“ตกลง” หลังจากรับกระบี่จินสยามาจากมือเย่ว์ปู้ฉวิน เฟยอวี๋ก็กล่าวโดยตรงว่า “อวี๋ชางไห่รวมทั้งพรรคพวกของเขาที่สำนักชิงเฉิง สังหารหลินเจิ้นหนานกับฮูหยินแห่งสำนักคุ้มภัยฝูเวยเพื่อ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ แต่สุดท้ายกลับยังไม่ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ”

“เพื่อที่จะล้างแค้น หลินผิงจือบุตรชายของเขาประกาศให้รางวัลแล้ว นำตำราลับ ‘กระบี่พิชิตมาร’ ฝากไว้ในมือนักพรตจางแห่งอู่ตังชั่วคราว ขอเพียงมีคนล้างแค้นบัญชีเลือดแทนเขาได้ ก็จะได้รับตำรากระบี่ที่อยู่ในมือนักพรตจางทันที…

…เรื่องนี้จะถูกประกาศต่อยุทธภพในอีกสามวันหลังจากนี้ ตอนนี้ยังเป็นเพียงข่าววงในเท่านั้น”

เฟยอวี๋ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่น “หากเจ้าสำนักเย่ว์ไม่วางใจ ก็ยืนยันความจริงเรื่องนี้กับนักพรตจางได้ทุกเมื่อ”

เมื่อพูดจบ เขาก็จิบน้ำชาอีกคำหนึ่ง

อืม รสชาติไม่ได้สดชื่นเหมือนน้ำผลไม้เลย!

อย่างไรเสียเย่ว์ปู้ฉวินก็ได้ฉายาว่าเป็นเจ้าสำนักกระบี่วิญญูชน วิญญูชนใจกว้างตรงไปตรงมา จึงส่งพิราบสื่อสารออกไปต่อหน้าเฟยอวี๋โดยไม่ปิดบังเสียเลย

หลังจากนั้นพักหนึ่ง พิราบก็บินกลับมา บนใบหน้าเย่ว์ปู้ฉวินเผยรอยยิ้มดั่งดอกไม้บานทันที “ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยเฟยอวี๋ที่มาบอกเรื่องนี้ทันเวลา เย่ว์ผู้นี้ซาบซึ้งยิ่งนัก”

เฟยอวี๋วางถ้วยน้ำชาลง “ที่จริงเกี่ยวกับ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ บลาๆๆ…”

……

หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม บนภูเขาเล็กๆ แหล่งรวมโจรที่ห่างจากเขาหัวซานสิบลี้

วั่งเหยียนกำจัดมอนสเตอร์โจรภูเขาเลเวลสิบแปดคนหนึ่งด้วยกระบี่เดียว แต่ในใจกลับจินตนาการว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเฟยอวี๋

เฟยอวี๋สมควรตาย สำนักมือปราบสมควรตาย ไอ้พวกเวรอาศัยอำนาจรังแกคนอื่น!

ต้องมีสักวันที่ข้าได้สังหารพวกเจ้า!

ขณะกำลังสังหารอย่างถึงอกถึงใจ จู่ๆ ข้างหลังก็มีเสียงที่แสบแก้วหูมากดังขึ้น “โย่ว ฝึกอัปเลเวลอยู่ตรงนี้เองหรือ”

เขาหันขวับกลับไป!

วั่งเหยียนเห็นใบหน้าเจือรอยยิ้มกวนประสาทของเฟยอวี๋พอดี อีกฝ่ายกอดอกยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา กำลังมองเขาพร้อมอมยิ้ม

“ทำไมถึงเป็นเจ้าอีกแล้ว” วั่งเหยียนถามอย่างกลุ้มใจ “ข้าคืนกระบี่วิเศษให้เจ้าแล้ว เจ้ายังจะเอาอย่างไรอีก”

“จะเอาอย่างไรน่ะหรือ” เฟยอวี๋ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้น “ถามได้ดี!”

ขณะที่พูด ดาบเหยียนหลัวก็ปรากฏอยู่ในมือเขาแล้ว “ข้าตั้งใจมาหาเจ้าโดยเฉพาะ มาเพื่อส่งเจ้ากลับหัวซานสักเที่ยวโดยไม่คิดเงิน เจ้าทำให้พวกเราลำบากมาตั้งนาน จนป่านนี้เพิ่งจะได้ของของพวกเรากลับคืนมา ทำให้พวกเราเสียเวลานานมาก เจ้าคงไม่คิดหรอกใช่ไหมว่าแค่คืนกระบี่วิเศษก็จบเรื่องแล้ว”

“เจ้าอยากจะ PK กับข้า?” วั่งเหยียนโมโหจนแทบจะลงมือเสียตรงนั้น แต่มีบทเรียนจากครั้งที่แล้ว เขาย่อมรู้ว่าต่อให้ตัวเองถือกระบี่จินสยา แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมือปราบที่อยู่ตรงหน้านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ในมือตัวเองมีกระบี่วิเศษเสียที่ไหนล่ะ

นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘เมื่อสู้ไหวก็โอ้อวด เมื่อสู้ไม่ไหวก็ขอคุยด้วยเหตุผล’

ครั้งนี้วั่งเหยียนตัดสินใจจะคุยกับเฟยอวี๋ด้วยเหตุผล จึงกล่าวเสียงต่ำว่า “ข้าจำได้ว่าเหมือนเจ้าจะชื่อเฟยอวี๋ ข้าแนะนำเจ้าว่าทางที่ดีอย่าวู่วาม อย่างไรเสียเจ้าสำนักของพวกเราก็ไม่ใช่คนอารมณ์เย็นสักเท่าไร…

…ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งคืนกระบี่วิเศษให้เจ้า ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวเจ้าก็จะสังหารข้าระบายความโกรธ ไม่เห็นแก่หน้าคนแก่เกินไปแล้วหรือเปล่า…

…หากตอนหลังเจ้าสำนักของพวกเรารู้เรื่องนี้ ค่าความรู้สึกดีที่เจ้าได้มาอย่างยากลำบากก่อนหน้านี้ เกรงว่าจะต้องลดลงไปเกินครึ่งแล้ว” วั่งเหยียนยักไหล่ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มสุขุมเยือกเย็น “รอให้ใจเย็นลงก่อน แล้วค่อยคิดให้ดีๆ เจ้าคิดว่าเจ้าจำเป็นต้องทำอย่างนั้นไหม”

สงสัยจนป่านนี้แล้วเจ้าหมอนี่คงคิดว่าที่เฟยอวี๋พูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะกับเย่ว์ปู้ฉวินเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับ ‘ค่าความรู้สึกดี’

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วกลับขี้คร้านจะอธิบายให้เขาฟัง จึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดาบเหยียนหลัวในมือฟันแสกหน้าวั่งเหยียนแล้ว “ข้าไม่ใช่ศิษย์สำนักหัวซานเสียหน่อย ได้ค่าความรู้สึกดีจากเย่ว์ปู้ฉวินไปจะมีประโยชน์กับผีอะไรเล่า!”

นางนวลแฉลบคลื่น!

ลูกโซ่นกเป็ดน้ำ!

เหยี่ยวนกกระจอกหมุนกายา!

……

ใช้กระบวนท่าของ ‘เคล็ดดาบตระกูลหู’ อย่างต่อเนื่อง

วั่งเหยียน พรึ่บ!

ขณะมองวั่งเหยียนกลายเป็นแสงสีขาวต่อหน้าต่อตาตัวเอง ในที่สุดบนใบหน้าเฟยอวี๋ก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา

ตอนนี้เข้าใจแล้ว!

……

เขาซงซาน ชื่อเก่าแก่คือ ‘ไว่ฟาง’ สมัยราชวงศ์เซี่ยและราชวงศ์ซางเรียกว่า ‘ฉงเกา’ และ ‘ฉงซาน’ สมัยราชวงศ์โจวตะวันตกเปลี่ยนเป็นชื่อ ‘เย่ว์ซาน’ หากยึดเขาซงซานเป็นจุดศูนย์กลาง ด้านซ้ายเป็นไต้ (ไท่ซาน) ด้านขวาเป็นหัว (หัวซาน) กำหนดให้เขาซงซานเป็นจงเย่ว์ ทำให้ถูกเรียกว่า ‘จงเย่ว์ซงซาน’

ในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทิวทัศน์ของเขาซงซานกล่าวได้ว่างดงามหลากหลายรูปแบบ มีภูเขา มีต้นไม้ มีก้อนหิน ทำให้ซานเย่ว์ที่มาเยือนภูเขาลูกนี้เป็นครั้งแรกตกตะลึงกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ผีสางเทวดารังสรรค์ออกมา

เพียงแต่ตอนนี้ นางกลับไม่มีอารมณ์ไปดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของเขาซงซาน เนื่องจากนางได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากจั่วเหลิ่งฉาน เจ้าสำนักซงซาน กำลังดื่มน้ำชาและพูดคุยกันอยู่ในโถงด้านข้าง ดูมีสง่าราศีมาก

“แม่นางซานเย่ว์พูดจริงหรือ”

ไม่มีท่าทีแฝงการปฏิเสธเหมือนเย่ว์ปู้ฉวิน ตอนที่จั่วเหลิ่งฉานได้ยินคำว่า ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ดวงตาทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยราศีของนักสู้เหมือนสุนัขป่า ตาลุกวาวจนแทบกลายเป็นสีเขียวในทันที!

จากนั้น เขาก็มีท่าทีเกรงใจต่อซานเย่ว์เป็นพิเศษ ถามถึงรายละเอียดเกี่ยวกับตำรากระบี่ไม่หยุด

ซานเย่ว์ได้ยินแล้วยิ้มบางๆ แล้วกล่าวเหมือนกับที่เฟยอวี๋บอกเย่ว์ปู้ฉวินที่หัวซาน “หากเจ้าสำนักจั่วไม่เชื่อ ก็ขอพิสูจน์กับอู่ตังได้ทุกเมื่อ”

“ได้ ข้าจะพิสูจน์เดี๋ยวนี้!” ขณะที่พูด ก็มีพิราบขาวบินออกจากตัวเขาไม่หยุด เรียงตัวเป็นภาพที่เจ้าเข้าใจ บินไปทางเขาอู่ตัง

หลังจากนั้นพักหนึ่ง พิราบก็บินกลับมา หลังจากจั่วเหลิ่งฉานอ่านข้อความจบแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็สดใสเปล่งประกายกว่าเมื่อก่อนมาก ปากก็บอกว่า “ขอบคุณแม่นางซานเย่ว์ที่แจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ นี่คือน้ำใจเล็กน้อย หวังว่าแม่นางซานเย่ว์จะไม่รังเกียจ”

ขณะที่พูดอยู่นั้น ตำราหนังสีฟ้าเล่มหนึ่งก็วางอยู่บนโต๊ะน้ำชาแล้ว เขาใช้นิ้วกด ผลักไปตรงหน้าซานเย่ว์

[‘ความรู้เบื้องต้นหมัดฝ่ามือ’: ความรู้บางส่วนเกี่ยวกับวิชาหมัดฝ่ามือของเจ้าสำนักจั่วเหลิ่งฉานแห่งสำนักซงซาน เย็บเป็นเล่มแล้ว มอบเป็นรางวัลให้ศิษย์ในสำนักที่มีผลงาน เมื่อใช้วิทยายุทธ์ประเภทวิชาหมัดฝ่ามือที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 5000 แต้ม (จำกัดใช้หนึ่งครั้งต่อหนึ่งคน)]

หลังจากได้ผลประโยชน์แล้ว แม่นางน้อยก็ส่งพิราบสื่อสารบอกข่าวเยี่ยเว่ยหมิงทันที

[‘ความรู้เบื้องต้นหมัดฝ่ามือ’ ]…ซานเย่ว์

พิราบสื่อสารตอบกลับไวมาก

[เรื่องที่เจ้าได้รางวัลชิ้นนี้ อย่าบอกเฟยอวี๋เชียวนะ]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ทำไมหรือ]…ซานเย่ว์

[เพราะสำนักหัวซานค่อนข้างยากจน เขาไปที่หัวซาน เกรงว่าจะไม่ได้รับรางวัลอะไร]…เยี่ยเว่ยหมิง

[ขอบคุณอาหมิง จุ๊บๆ! o(^▽^)o]…ซานเย่ว์

บทที่ 160
เพื่อป้องกันไม่ให้ค่ำคืนยาวนานจนฝันมาก[1] ตอนที่ซานเย่ว์กล่าวขอบคุณจั่วเหลิ่งฉาน ก็ใช้งาน ‘ความรู้เบื้องต้นหมัดฝ่ามือ’ เล่มนี้เสียเลย ทำให้ค่าประสบการณ์ของ ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ เพิ่มขึ้นเยอะมาก

จากนั้นก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จู่ๆ ก็บอกจั่วเหลิ่งฉานว่า “ใช่แล้ว! มีอีกเรื่องหนึ่ง ตอนที่มาถึงข้าอยากจะบอกเจ้าสำนักจั่ว ผลปรากฏว่าเกือบลืมไป ท่านดูความจำของข้าสิ…”

จั่วเหลิ่งฉานเห็นแล้วอดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ “แม่นางซานเย่ว์ มีเรื่องอะไรหรือ”

“ข้าได้ยินเยี่ยเว่ยหมิง ศิษย์พี่ใหญ่ในสำนักเอ่ยถึง เขาบอกว่าช่วงนี้ได้ยินข่าวลือในยุทธภพ ว่าเจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่สมคบกับสำนักฝ่ายมาร อะไรทำนองนั้น” ขณะที่พูด ซานเย่ว์ก็ใช้นิ้วแตะปากเล็กน้อย ทำท่าเหมือนไม่แน่ใจ แล้วพูดต่อว่า “รายละเอียดข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เหมือนจะพูดไว้อย่างนี้กระมัง”

ดวงตาพยัคฆ์ของจั่วเหลิ่งฉานเป็นประกายทันที “แม่นางซานเย่ว์มีหลักฐานหรือไม่”

“ไม่มีหรอก” ซานเย่ว์ตอบอย่างตรงไปตรงมามาก ไม่พูดไร้สาระแม้แต่น้อย “ข้าเพียงได้ยินอาหมิงพูดถึง มิหนำซ้ำเขาเองก็บังเอิญได้ยินระหว่างทางด้วย จะมีหลักฐานได้อย่างไร”

จั่วเหลิ่งฉานหลุดขำ “การทำงานของสำนักมือปราบ ไม่ใช่ว่าให้ความสำคัญกับหลักฐานหรอกหรือ”

“ปัญหาก็คือพวกเราไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้น่ะสิ” ซานเย่ว์เรียกได้ว่าตอบอย่างมีเหตุผล “สำนักมือปราบของพวกเราเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายของราชสำนัก ดูแลเพียงว่าในยุทธภพมีใครทำผิดกฏหมายบ้านเมืองหรือไม่…

…ส่วนใครจะคบหาเป็นสหายกับใคร เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายแคว้นควบคุม ดังนั้นพวกเราจึงไม่สนใจ และไม่มีเหตุผลให้ไปตรวจสอบผู้อื่นด้วย ถูกไหมล่ะ”

จั่วเหลิ่งฉานได้ยินแล้วหัวเราะลั่น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นจั่วผู้นี้ที่บุ่มบ่ามไป แม่นางซานเย่ว์…บลาๆๆๆ”

ตอนที่จั่วเหลิ่งฉานกับซานเย่ว์กำลังพูดคุยเรื่อยเปื่อยเรื่องกลยุทธ์สี่ดาบ ผู้เล่นทุกคนของสำนักซงซานใน ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ กลับได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบพร้อมกัน

[ติ๊ง! รับภารกิจชั่วคราว ‘รวบรวมหลักฐาน’]

รวบรวมหลักฐาน

รวบรวมหลักฐานว่าสำนักชิงเฉิงสมคบกับพรรคฝ่ายมาร

ระดับภารกิจ: 2 ดาว

รางวัลภารกิจ: มอบรางวัลตามความสำคัญและความสมจริงของหลักฐาน (หมายเหตุ: ภารกิจนี้มอบหมายให้ผู้เล่นทุกคนของสำนักซงซาน รางวัลมากมาย ผู้ที่รวบรวมหลักฐานที่มีมูลค่าสูงสุดได้ภายในเวลาสิบวัน จะได้รางวัลเป็นเคล็ดฝ่ามือระดับสูง ‘ฝ่ามือต้าซงหยาง’ หรือเคล็ดกระบี่ระดับสูง ‘กระบี่อู่สือเอ้อร์’ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง!)

ผู้เล่นเขาซงซานบางส่วนที่ไหวตัวเร็ว ทันทีที่ได้รับภารกิจ นอกจากตกตะลึงแล้ว ที่มากกว่านั้นกลับรู้สึกฉงนสนเท่ห์

ภารกิจนี้หากครุ่นคิดดีๆ…

ก็ควรค่าแก่การพิจารณาอยู่นะ!

……

เมืองเปี้ยนจิง โรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล ในห้องเดี่ยวที่เงียบสงบและตกแต่งอย่างประณีต

ข้างโต๊ะอาหารมีหนุ่มสาวห้าคนนั่งอยู่ พวกเขาคือเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ สามศิษย์สำนักมือปราบ รวมทั้งผู้ช่วยนอกสำนักมือปราบอีกสองคน ถังซานไฉ่ ยอดฝีมือด้านถูกฝังพร้อมศพแห่งสำนักถังเหมิน สะพานสวรรค์คริสตัล ศิษย์พี่หญิงแห่งสำนักสุสานโบราณ

บนโต๊ะจัดวางอาหารรายการต่างๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีทั้งกระเพาะวัว เนื้อย่าง ปลาผัด หมูสันนอกผัดจิ๊กโฉ่ว ซี่โครงย่าง ไข่เยี่ยวม้าดอกสน รากบัวชุบแป้งทอด แมงกะพรุนยำสไบนาง อาหารจานเย็นสี่อย่าง อาหารจานร้อนสี่อย่าง กระบี่จินสยาวางตรงกลาง

ขณะมองกระบี่จินสยาที่กลับคืนสู่เจ้าของเดิมแล้ว ทุกคนก็รู้สึกทอดถอนใจเป็นอย่างมาก

พันหมื่นวาจาสรุปได้ประโยคเดียว

“ประมูลขาย เสนอราคา!”

“ข้ายอมแพ้!” เฟยอวี๋แสดงท่าทีเป็นคนแรก ในฐานะที่เป็นนักดาบ ความจำเป็นของเขาที่ต้องใช้กระบี่วิเศษเป็นศูนย์ ต่อให้ในอนาคตจะฝึกวิชาอื่นควบคู่กัน แต่ก็ได้เพียงวิทยายุทธ์หมัดมวย อาวุธลับที่ไม่ขัดกับวิชาดาบเท่านั้น

ส่วนเคล็ดกระบี่?

ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณา!

“ข้าเองก็ยอมแพ้เช่นกัน!” เหตุผลของซานเย่ว์คล้ายกับเฟยอวี๋ ไม่พูดซ้ำอีก

พวกเขาสองคนล้วนไม่ต้องการกระบี่ ได้แต่รอแบ่งผลกำไร ทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจ ว่าต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขันด้านกำลังทรัพย์ของยอดฝีมือกระบี่สามคนตรงนี้แล้ว

ทั้งสามมองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ผ่านไปนานก็ยังไม่มีใครพูดอะไร

จนกระทั่งซานเย่ว์เริ่มอดทนรอไม่ไหว จึงใช้ข้อศอกสะกิดแขนสะพานสวรรค์น้อยเบาๆ อีกฝ่ายถึงได้เหมือนตื่นขึ้นจากฝัน แล้วกล่าวอย่างเก้อเขินเล็กน้อยว่า “อาวุธประเภทกระบี่มีปริมาณความต้องการสูงมากในตลาด ราคาก็สูงสุดในบรรดาอาวุธระดับเดียวกัน…

…ด้วยค่าสเตตัสของกระบี่จินสยาเล่มนี้ บวกกับมูลค่าเพิ่มเติมจากรูปลักษณ์ภายนอก หากนำไปประมูลขาย ราคาซื้อขายสุดท้ายก็จะประมาณเจ็ดร้อยห้าสิบเหรียญทอง…

…ต่อให้หักค่าใช้จ่ายในการประมูลขาย ก็ราคาประมาณเจ็ดร้อยสิบสองเหรียญทอง ห้าสิบเหรียญทองแดง”

ดูจากการที่นางพูดเรื่องราคาตลาดของกระบี่เล่มนี้ได้อย่างเป็นแบบแผนชัดเจน ก็ดูออกได้ไม่ยากว่าน้องสะพานสวรรค์น้อยชื่นชอบกระบี่เล่มนี้มาก ในระหว่างที่ตามหากระบี่วิเศษกลับคืนมา นางถึงขั้นไปสำรวจตลาดมาแล้ว ไม่อย่างนั้นจะกล่าวได้อย่างแม่นยำชัดเจนขนาดนี้ได้อย่างไร

เพียงแต่ผลจากการสำรวจนี้ ยังทำให้นางรู้สึกจุกใจอยู่บ้าง

“แต่ตอนนี้บนตัวข้ามีเพียงสี่ร้อยเหรียญทองกว่า ต่อให้หักผลกำไรส่วนนั้นไป ก็ยังขาดอีกร้อยเจ็ดสิบเหรียญทอง” พอพูดจบ ก็แบมือบอกว่า “ดังนั้น ข้าซื้อระบี่เล่มนี้ไม่ไหวหรอก”

“ที่จริงข้ารู้สึกว่า…” ตอนนี้ซานเย่ว์กลับเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ที่จริงรอยเจ็ดสิบเหรียญทอง แบ่งให้ทุกคนก็เฉลี่ยคนละไม่ถึงห้าสิบเหรียญทอง ข้าว่ากระบี่เล่มนี้ขายให้สะพานสวรรค์น้อยไปสี่ร้อยเหรียญทองเลยก็สิ้นเรื่องแล้ว พวกเราสี่คนรวบรวมได้คนละหนึ่งร้อยเหรียญทองพอดี”

ในฐานะเพื่อนสาวคนสนิท ซานเย่ว์ยังไม่ลืมจะช่วงชิงผลประโยชน์ให้สะพานสวรรค์น้อย

เมื่อได้ยินดังนั้น คนที่เหลือก็ไม่มีความเห็นแย้งอะไร แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับส่ายหน้าห้าม “ข้าว่าไม่เหมาะสม”

ทุกคนมองไปที่เขาพร้อมกัน แต่กลับได้ยินเขาพูดต่อไปว่า “เรื่องที่ทุกคนแบ่งอุปกรณ์กัน ต้องทำให้ชัดเจนและยุติธรรม ต้องแยกเรื่องส่วนรวมกับส่วนตัวให้ชัดเจน วันนี้สะพานสวรรค์น้อยได้กระบี่วิเศษเล่มนี้ไปอย่างได้เปรียบ ก็เพราะคนอื่นมีความต้องการไม่มาก แต่หากในภายหลังพบเจอสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันล่ะ ดังนั้น ดังนั้นกระบี่เล่มนี้ควรจะจ่ายเท่าไรก็จ่ายเท่านั้น ห้ามขาดไปแม้แต่เหรียญเดียว”

ขณะที่พูด ก็ส่งคำขอซื้อขายให้สะพานสวรรค์น้อย วางเงินสดลงไปสามร้อยเหรียญทอง “นี่นับเป็นเงินที่ข้าให้เจ้ายืมเป็นการส่วนตัว รอให้เจ้าหายขัดสนแล้วค่อยคืนให้ข้า”

หลังจากวางเงินนี้แล้ว ในใจเยี่ยเว่ยหมิงกลับแอบรู้สึกภาคภูมิใจ

ตอนนี้ตัวเองกลายเป็นเจ้าหนี้ของสะพานสวรรค์น้อยแล้ว ต่อไปนี้หากเจอ BOSS ที่สู้ด้วยไม่ไหวอีก อยากจะขอให้นางยื่นมือเข้ามาช่วยก็ถือว่าได้ยึดหลักคุณธรรมมากขึ้นแล้ว

“ตอนนี้ การประมูลขายดำเนินต่อไป”

เงินไม่ตึงมือแล้ว สะพานสวรรค์น้อยลองเสนอราคา “เจ็ดร้อยยี่สิบเหรียญทอง”

“ข้ายอมแพ้” เยี่ยเว่ยหมิงพูดก่อน “ข้ามีกระบี่มังกรคำรามอยู่กับตัวแล้ว อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกของกระบี่เล่มนี้ ข้าคิดว่าลวดลายมันเยอะไป”

“ข้ายอมแล้วเช่นกัน” ถังซานไฉ่ยักไหล่ “แม้กระบี่เล่มนี้จะมีค่าสเตตัสดีมาก แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าค่าสเตตัสของกระบี่ลมสนดีกว่านิดหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็โจมตีตีด้วยอาวุธลับเป็นหลัก ไม่คิดจะทุ่มเทกับเคล็ดกระบี่มากนัก”

ตกลงตามนี้ กระบี่จินสยาถูกน้องสะพานสวรรค์น้อยซื้อไปในราคาเจ็ดร้อยยี่สิบเหรียญทอง ทั้งห้าคนได้เงินปันผลไปคนละหนึ่งร้อยสี่สิบสี่เหรียญทอง

บัญชีเหล่านี้ ล้วนเป็นหัวหน้าทีมอย่างเยี่ยเว่ยหมิงที่คำนวณออกมาภายในไม่กี่วินาที

ไม่อย่างนั้นจะมีคำกล่าวว่าความสนใจคือแรงขับเคลื่อนที่ดีที่สุดหรือ

ตั้งแต่ได้เรียนเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ระดับทักษะทางคณิตศาสตร์ของเยี่ยเว่ยหมิงก็ก้าวหน้าเร็วราวกับเทพ

หลังจากแบ่งของกันเรียบร้อยแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็บอกให้ทุกคนกินอาหารทันที

ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดของภารกิจครั้งนี้ บวกกับเป็นผู้บัญชาการภารกิจ ‘ปราบสำนักชิงเฉิง’ อาหารมือนี้ก็ย่อม…

หารค่าอาหารเท่าๆ กัน!

หลังจากคีบรากบัวทอดชิ้นหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวแล้วกลืนลงไป เยี่ยเว่ยหมิงก็พูดก่อน พูดกับสะพานสวรรค์น้อยที่กำลังเก็บกระบี่จินสยาอย่างเบิกบานใจว่า “สะพานสวรรค์น้อย ต่อไปเตรียมจะไปชีวิตอิสระเสรีที่ไหนล่ะ”

“ข้าจะไปเมืองเทียนจิน” สะพานสวรรค์น้อยที่กำลังชื่นมื่นตอบตรงๆ ว่า “ได้ยินว่าที่นั่นมีงานประลองยุทธ์ใหญ่ วันนี้เป็นวันรับสมัครและคัดเลือกก่อนประลองพอดี พรุ่งนี้จะจัดการประลองรอบตัดสิน…

…ได้ยินว่ารางวัลของการประลองยุทธ์นั่นอุดมสมบูรณ์มาก มีทั้งค่าประสบการณ์ ค่าตบะ เงิน ส่วนรายละเอียดว่าได้เท่าไรก็นับตามอันดับ ยิ่งอันดับสูง รางวัลก็ยิ่งจัดเต็ม…

…หากติดสามอันดับแรก ก็จะได้ออกทีวีด้วยนะ!”

ขณะที่พูด ใบหน้างามก็เผยความรู้สึกเฝ้าคอย “หากครั้งนี้ข้าได้อันดับดีๆ ในการประลองยุทธ์ครั้งนี้ ข้าก็อาจจะคืนเงินที่ติดเจ้าไว้เร็วก็ได้ คิกคิก…”

[1] ค่ำคืนยาวนานจนฝันมากมาก 夜长梦多 หมายถึง เวลายิ่งยาวนาน อุปสรรคก็ยิ่งมีมาก