นอกเมืองลั่วหยาง ศาลายาวสิบลี้
สถานที่ที่ผู้เล่นมาไม่บ่อย ชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งนั่งลำพังอยู่ในศาลา บนโต๊ะม้าหินตรงหน้าเขาวางกระดานหมากล้อมโบราณเรียบง่ายอยู่แผ่นหนึ่ง
อยู่ห่างกันไกล แต่ก็ยังได้กลิ่นหอมไม้จันทน์ขาวอ่อนๆ โชยมาจากบนกระดานหมากล้อม
ไม้จันทน์ขาวช่วยรวบรวมสมาธิ วางไว้ข้างกายจะช่วยรักษาสภาพจิตใจให้สงบได้ เพียงแต่ราคาแพงมาก แม้จะไม่สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ให้ผู้เล่นได้จริงๆ แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นทั่วไปจะเสพสุขไหวเช่นกัน
สายตาของชายหนุ่มชุดขาวกำลังจ้องกระดานหมากล้อมตรงหน้า ตรงหว่างคิ้วเผยอาการครุ่นคิด วางตัวหมากลงเป็ยระยะ ส่งเสียงแผ่วเบาทว่าไพเราะ
ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะเล่นหมากล้อมกับตัวเอง!
ทันใดนั้น! เงาร่างสีแดงสายหนึ่งก็แล่นเข้ามา บนใบหน้าชายหนุ่มชุดขาวเผยสีหน้าจนใจ พอเงยหน้ามอง ก็พบว่าเด็กสาวคนนั้นที่ทำให้เขาปวดหัวมาอีกแล้ว
หากเยี่ยเว่ยหมิงอยู่ตรงนี้ จะต้องเตรียมพร้อมต่อสู้กับนางทันทีแน่นอน เพราะสาวน้อยที่ปรากฏตัวกะทันหันคนนี้ ก็คือสาวน้อยชุดแดงที่เคยสู้กับพวกเขาก่อนหน้านี้นั่นเอง!
พอหย่อนก้นนั่งลงบนม้านั่งหินตรงหน้าชายหนุ่มชุดขาว สาวน้อยชุดแดงกล่าวอย่างกระฟัดกระเฟียด “ท่านพี่ ข้าถูกคนรังแกแล้ว!”
“อ้อ” ชายหนุ่มชุดขาวเอ่ยรับ จากนั้นก็ลงตัวหมากสีขาวตรงจุดหนึ่งบนกระดานหมากล้อมอีกครั้ง
“อ้อ! อ้อ! อ้อ! ท่านเป็นยายแก่หรืออย่างไร!” สาวน้อยชุดแดงกล่าวอย่างหงุดหงิด “ตั้งแต่เข้าเกมมา ท่านเอาแต่เดินหมากทั้งวัน ในหัวไม่มีอย่างอื่นเลย ตอนนี้คนที่โดนรังแกคือน้องสาวของท่านนะ! ท่านจะไม่แสดงท่าทีอะไรสักหน่อยเชียวหรือ”
ชายหนุ่มชุดขาวเก็บสายตากลับมาอย่างจนใจอีกครั้ง แล้วยักไหล่ถามว่า “แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ให้ข้าเอาชีวิตไปทิ้งให้คนที่รังแกเจ้าหรือ”
ขณะที่พูดก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ “แต่ฟังจากที่เจ้าพูด ครั้งนี้เหมือนเจ้าจะเจอยอดฝีมือเข้าแล้ว?”
“อาจจะนับว่าเป็นยอดฝีมือไม่ได้หรอกกระมัง ถ้าจะให้พูด ก็เป็นเพียงยอดฝีมือคนหนึ่งในบรรดาผู้เล่นเท่านั้น” สาวน้อยชุดแดงเล่าเรื่องที่สู้กับเยี่ยเว่ยหมิงก่อนหน้านี้ให้พี่ชายฟัง แล้วกล่าวอย่างโมโหมากว่า “วิธีการต่อสู้ของเจ้าหมอนั่นอันธพาลเกินไปแล้ว ถ้าเป็นในชีวิตล่ะก็…”
ไม่รอให้สาวน้อยชุดแดงพูดจบ พี่ชายของนางก็พูดตัดบทแล้ว “ถ้าเป็นในชีวิตจริง พฤติกรรมอย่างเจ้าก็นับเป็นการทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธ ทั้งยังจู่โจมเจ้าหน้าที่ด้วย ต้องไปกินข้าวในคุก”
สาวน้อยชุดแดง “(╯‵□′)╯︵┴─┴”
“ท่านก็รู้ดีว่าข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้!”
ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มบางๆ ก่อนจะกลับมากล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ก่อนหน้านี้ข้าเล่นหมากล้อมกับทาสหมากล้อมฝีมือกากอย่างนักพรตเต๋ามู่ซางต่อเนื่องไปหนึ่งร้อยแปดกระดาน แถมทุกครั้งยังแสร้งว่าฝีมืออ่อนด้อยแต่เอาชนะได้ ทำให้เขากอดความหวังเอาไว้ ข้าถึงชนะแล้วได้ ‘เทพท่องร้อยแปรเปลี่ยน’ เล่มหนึ่งมาจากมือเขา ผลสุดท้ายข้าก็ให้เจ้าไปแล้วไม่ใช่หรอกหรือ”
“พวกเราแบ่งงานกันทำ ข้ารับหน้าที่ทำภารกิจหาผลประโยชน์ และผลประโยชน์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับทักษะยุทธ์ ข้าก็มอบให้ท่านใช้หมด ยังเอาใจท่านไม่พออีกหรือ”
“เอะอะก็มารบกวนข้าเล่นหมากล้อม เจ้าไม่รู้สึกว่ามโนธรรมของตัวเองเจ็บปวดบ้างหรือ”
เมื่อถูกชายหนุ่มชุดขาวต่อว่าไปยกหนึ่ง สาวน้อยชุดแดงก็เริ่มหน้าแดงก่ำแล้วเช่นกัน แต่ก็ยังเถียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าไม่สนใจหรอก ใครใช้ให้ท่านเป็นพี่ชายของข้าล่ะ!”
“ข้าถูกค่าสเตตัสของอีกฝ่ายข่มแล้ว ถูกรังแกในเกมแล้ว ท่านต้องหาทางช่วยข้ากู้หน้ากลับมานะ”
“ตัวเองแพ้เอง ก็ต้องกู้หน้ากลับมาเองสิ ปกติท่านพ่อสั่งสอนเจ้าอย่างไรกัน” ปากก็พูดจาร้ายๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจของน้องสาว ชายหนุ่มชุดขาวก็ยังถอนหายใจอย่างจนใจ ขณะที่ในใจแอบปลงกับน้องสาวที่ถูกตัวเองตามใจจนเสียคน เขาก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ภารกิจก่อนหน้านี้ของเจ้า ข้าพอจะมีเบาะแสบ้างแล้ว”
สาวน้อยชุดแดงได้ยินแล้วตาเป็นประกาย ถามอย่างตื่นเต้นว่า “จริงหรือ”
ชายหนุ่มชุดขาวพยักหน้า แล้วบอกว่า “ภารกิจนั้นของเจ้าต้องใช้ของเยอะมาก ในจำนวนนั้นมีของบางอย่างที่มีแค่ชิ้นเดียว รายการไอเทมข้าช่วยเจ้าเขียนออกมาแล้ว แต่ไอเทมที่ได้จากการตีมอนสเตอร์ จะต้องให้เจ้าลงมือแล้ว จำไว้ว่าในจำนวนนั้นมีของหายากอยู่สามอย่าง ถ้าอยากจะได้มาก็ยากมาก ในจำนวนของสามอย่างนี้ มีอยู่อย่างหนึ่งที่มีเพียงชิ้นเดียว ถ้าพลาดแล้วจะหมดโอกาสเลย”
“ของอะไร”
“ชื่อของสิ่งนั้นแปลกมาก มันชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ อะไรสักอย่าง มีโอกาสดรอปจากตัวสี่ BOSS แห่งค่ายดอกบัวเท่านั้น แน่นอน ถ้าทำเฟิร์สคิลได้ก็จะมีโอกาสได้มากกว่า…
…เฮ้อ…เจ้ารู้หรือเปล่า ว่าเพื่อให้ได้ข่าวนี้มา ข้าต้องไปเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนเจ้าทาสหมากล้อมฝีมือกากอย่างมู่ซางตั้งสามสิบกระดาน ในจำนวนนั้นข้ายังแสร้งแพ้แบบเนียนๆ ไปสิบกระดาน ทำให้เขารู้สึกว่าฝีมือสูสีกัน หลังจากทำให้เขาติดลมแล้ว เขาถึงได้บอกเรื่องนี้กับข้า!”
“เหอะๆ…ลูกพี่ ท่านลำบากลำบนแล้วจริงๆ”
ในดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของสาวน้อยชุดแดงเบ่งบานไปด้วยความตื่นเต้น
เจ้าคนอันธพาลที่ชื่อเยี่ยเว่ยหมิงนั่น รอข้าก่อนเถอะ!
รอให้ข้าได้ ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ อะไรนั่นมาก่อน เป็นรางวัลที่ปลดล็อกภารกิจต่อเนื่องได้ รอให้เพิ่มค่าสเตตัสได้ก่อนเถอะ
หึๆๆ…
…
เมืองเปี้ยนเหลียง โรงเตี๊ยมเย่ว์ไหล
สมาชิกหกคนของทีมเฉพาะกิจสำนักมือปราบเทพมารวมตัวกันในห้องเดี่ยวที่ชื่อว่าหอลมวสันตฤดู มีโต๊ะกลมตั้งอยู่โต๊ะหนึ่ง บนโต๊ะไม่มีน้ำชาหรือสุราอาหาร มีเพียงจีวรที่ขาดชำรุดผืนหนึ่ง ยอดฝีมือทั้งหกคนกำลังนั่งล้อมวง ฟังโหยวโหยวเล่าถึงประวัติความเป็นมาของจีวรผืนนี้
เดิมที หลังจากทุกคนมาเจอกันแล้วก็กลับไปรายงานผลภารกิจที่สำนักมือปราบเทพทันที แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องจัดการตำราลับตำราลับสุดยอดวิชาเล่มหนึ่ง ทำให้ทุกคนยังหาวิธีการจัดการไม่ได้
สุดท้ายก็ยังเป็นซานเย่ว์ หัวหน้าทีมเฉพาะกิจที่เยี่ยเว่ยหมิงเสนอชื่อประกาศว่า [ทุกคนหาสถานที่ปรึกษาปัญหาเรื่องแบ่งไอเทมในช่วงทำภารกิจกันก่อน]
ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกจองโรงเตี๊ยมเย่ว์ไหลที่มีสาขาทั่วโลก
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทุกคน โหยวโหยวเริ่มเล่าประวัติของนางอย่างช้าๆ
ที่จริงเมื่อเทียบกับเรื่องที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงไล่สังหารอวี๋ชางไห่ แล้วก็เจอกับสาวน้อยชุดแดงมาข่ม จากนั้นก็โดนเยี่ยเว่ยหมิงใช้กลยุทธ์คนโหดเวอร์ชั่นอัปเกรดสั่งสอนไป ภารกิจของฝั่งโหยวโหยวก็กล่าวได้ว่าราบรื่นมาก
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ศัตรูสุดแข็งแกร่งอย่างอวี๋ชางไห่โดนประหารแล้ว สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงไปยมโลกพร้อมกันแล้ว ก็ไม่มีใครมาขัดขวางนางตอนนำตัว NPC สามคนไปยังสำนักคุ้มภัยทงเทียนเลย
อีกทั้งหลังจากเข้าสำนักคุ้มภัยทงเทียนแล้ว เรื่องราวก็ยิ่งราบรื่นกว่าเดิม
ขั้นตอนการทำงานที่เป็นกิจวัตรประจำวัน ลงทะเบียน คุ้มกันขนส่งสินค้ารวมทั้งยืนยันเป้าหมาย…มีผู้ชำนาญการในด้านต่างๆ อย่างหลินเจิ้นหนานถือดาบด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้โหยวโหยวสิ้นเปลืองพลังความคิดแม้แต่น้อย
สิ่งที่นางต้องทำ ก็แค่ยืนยันว่าหลินผิงจือจะถูกส่งตัวไปถึงสำนักมือปราบเทพเมืองเปี้ยนเหลียงแน่นอน ไม่ใช่สำนักดาบทองลั่วหยาง
“หลังจากข้าจัดการเรื่องราวเรียบร้อยแล้ว เดิมทีก็คิดจะออกมารวมตัวกับพวกเจ้าทันที แต่กลับคาดไม่ถึงว่าหลินเจิ้นหนานนั่นจะเรียกข้าไว้ บอกว่าจีวรเป็นนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของสำนักคุ้มภัยฝูเวย ข้าจึงนำมามาส่งให้สำนักมือปราบเทพจัดการ”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่จีวรบนโต๊ะอีกครั้งอย่างอดไม่ได้
เนื่องจากข้างในเป็นจีวรล้ำค่าที่เต็มไปด้วยตัวอักษร เป็นบันทึกสุดยอดตำราลับในยุทธภพ ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ …หรือ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ อันเลื่องชื่อ!
บอกว่าเป็นสุดยอดวิชา แต่ได้มาอย่างง่ายดายเกินไปหน่อยหรือเปล่า
เมื่อได้ฟังโหยวโหยวเล่า ทุกคนก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อนิดหน่อย
ในบรรดาพวกเขา ถังซานไฉ่เป็นคนแรกที่นึกถึงประเด็นสำคัญได้ เขาบอกว่า “ข้าคิดว่า ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ น่าจะเป็นรางวัลที่ได้จากการพาครอบครัวหลินเจิ้นหนานออกจากเมืองฝูโจวที่ควบคุมโดยสำนักชิงเฉิงได้ เพียงแต่ตอนแรกพวกเราสนใจแค่อวี๋ชางไห่ที่ค่าพลังชีวิตต่ำ มองข้ามสามพ่อแม่ลูกตระกูลหลินไป เกือบพลาดรางวัลนี้ไปแล้ว”
เมื่อได้ฟังการวิเคราะห์ของถังซานไฉ่ ทุกคนก็รู้สึกว่ามีเหตุผล แต่ปัญหาที่โหยวโหยวสนใจยิ่งกว่ากันก็คือ “ดังนั้น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ นี้ พวกเราควรจะทำอย่างไรกับมันดี”
บทที่ 82
เมื่อเอ่ยถึงตำรากระบี่พิชิตมาร เฟยอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างกายถังซานไฉ่รู้ว่านี่คือโอกาสดีที่จะกุเรื่องขึ้นมาหลอกลวง ก็เลยชิงพูดก่อนทุกคน “ตามคำบอกเล่าของโหยวโหยว ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ นี้เป็นพยานวัตถุของตระกูลหลิน ต้องการให้โหยวโหยวส่งต่อให้สำนักมือปราบเทพ แต่ระบบกลับไม่ได้แจ้งเตือนว่าเจ้ารับภารกิจที่เกี่ยวข้องใช่ไหม”
โหยวโหยวพยักหน้า
เฟยอวี๋พูดต่อไปว่า “เช่นนั้นตามที่ข้าวิเคราะห์ ที่จริงตอนนี้พวกเรามีสองทางเลือก”
ขณะที่พูด เขาก็ยื่นนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “หนึ่ง คือส่งมันให้โหยวจิ้น หรือไม่ก็หวงโส่วจุน ทำเช่นนี้ทุกคนก็จะได้ผลประโยชน์แน่นอน แต่ข้อเสียก็คือหากแบ่งรางวัลเฉลี่ยกันหกคนแล้วรางวัลจะน้อยมาก รางวัลที่ตกอยู่ในมือทุกคนในตอนสุดท้าย ไม่มากเท่าตำราลับสุดยอดวิชาหนึ่งเล่มแน่นอน”
จากนั้น เฟยอวี๋ก็ชูสองนิ้ว “ส่วนวิธีการที่สองก็คือ พวกเราไม่ส่งมอบสิ่งของนี้ขึ้นไป แต่ให้ใครสักคนที่อยู่ตรงนี้ใช้เงินซื้อไว้ เงินที่เหลือแบ่งเฉลี่ยให้ทุกคนเท่ากัน ทำเช่นนี้อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าในบรรดาพวกเราจะมีคนที่ได้เรียนสุดยอดวิชานี้ ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังได้ผลประโยชน์เหมือนเดิม”
พูดจบก็ยักไหล่ สายตาไปหยุดอยู่บนตัวซานเย่ว์ “หัวหน้าทีมคิดว่าอย่างไร”
ซานเย่ว์ที่เดิมทีเริ่มรอดูอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าจู่ๆ ความสนใจของทุกคนมารวมอยู่ที่ตัวเอง นางก็รู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวทันที รีบหันไปทางเยี่ยเว่ยหมิงเหมือนร้องความช่วยเหลือ แต่กลับเห็นเขาจ้องอ่านเนื้อหา ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ บนโต๊ะอย่างไม่ละสาย เหมือนไม่สนใจประเด็นที่คนอื่นกำลังเจรจากันเลย
“อาหมิง…”
ซานเย่ว์กำลังจะเอ่ยเตือนเขาว่าตอนนี้กำลังประชุมกันอยู่ ไม่ใช่เวลามานั่งเหม่อลอย แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงโบกมือหยุดไว้ ส่วนสายตาของเขาก็ยังจ้องเนื้อหาบนตำราลับเหมือนเดิม
การกระทำที่แปลกพิลึกของเยี่ยเว่ยหมิงได้ดึงดูดความสนใจของทุกคนแล้วเช่นกัน ถึงขั้นว่ามีคนเริ่มมองบนตำราลับด้วยสายตาฉงยสนเท่ห์แล้วด้วย และในตอนนี้เอง ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็อ่านตัวอักษรตัวสุดท้ายบนตำราลับหมดแล้ว เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นตรงเวลา
[ติ๊ง! คุณอ่านศึกษา ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ อย่างละเอียด เรียนรู้เคล็ดกระบี่พิชิตมารสำเร็จแล้ว และได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่พิชิตมาร 5000 แต้ม
แต่ ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ จะสามารถฝึกได้หลังจากเฉือนความเป็นชายทิ้ง คุณจะเฉือนความเป็นชายทิ้งหรือไม่]
[ใช่/ปฏิเสธ]
[ปฏิเสธ!]
เยี่ยเว่ยหมิงปฏิเสธอย่างรวดเร็วฉับไว ไม่ชักช้าแม้แต่น้อย
การที่ปฏิเสธความยั่วยวนของสุดยอดวิชาเคล็ดกระบี่ได้อย่างใจกว้างขนาดนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าเขาเป็นคนเด็ดเดี่ยวขนาดไหน
แน่นอน หากเขาไม่รู้ข้อมูลจากอินปู้คุยมาก่อนว่า ‘เฉือนความเป็นชายทิ้ง’ หมายความว่าอย่างไร ประโยคนี้ก็จะมีแรงจูงใจมากขึ้นแล้ว
[ติ๊ง! คุณล้มเลิกการเรียน ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ ตำรากระบี่จะถูกเก็บรักษาไว้ หักค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่พิชิตมาร 5000 แต้มที่คุณได้รับก่อนหน้านี้ครึ่งหนึ่ง กลายเป็นค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 2500 แต้ม กรุณาเลือกว่าจะใช้กับเคล็ดกระบี่รายการไหน]
[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน!]
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงตัดสินใจเลือก ค่าประสบการณ์ของเคล็ดกระบี่ฉวนเจินก็เพิมขึ้นเยอะมากทันที กอปรกับก่อนหน้านี้ตอนที่เขากับสะพานสวรรค์น้อยใช้กระบี่คู่ผนึกรวมเอาชนะอวี๋ชางไห่ เคล็ดกระบี่ชุดนี้ก็ได้รับค่าประสบการณ์ไปแล้วไม่น้อย ตอนนี้เมื่อเพิ่มขึ้นอีก ค่าประสบการณ์ของเคล็ดกระบี่จึงกลายเป็น 8312/10000
อยู่ห่างจากการอัปเลเวลเคล็ดกระบี่อีกไม่ไกลแล้ว!
หลังจากได้รับประโยชน์มหาศาลในขณะที่เทพไม่เห็นผีไม่รู้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ค่อยๆ เก็บสายตากลับมาจากจีวรล้ำค่า แล้วยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวว่า “ก่อนจะตัดสินใจแผนการแบ่ง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ข้ามีคำถามหนึ่งอยากจะถามทุกคนก่อน หากจะฝึกจนได้ผลลัพธ์อัศจรรย์ ต้องโบกดาบเฉือนความเป็นชายทิ้ง รู้หรือเปล่าว่าข้อความ ‘เฉือนความเป็นชายทิ้ง’ บนเงื่อนไขการฝึกหมายความว่าอะไร”
…
ทุกคนได้ยินแล้วส่ายหน้าพร้อมกัน เฟยอวี๋ก็ยิ่งถามเหมือนท้าทายว่า “พูดอย่างนี้ แสดงว่าเจ้ารู้?”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วกล่าวอย่างสบายๆ “โดนตอน ตัดอวัยวะเพศ”
“อะไรนะ!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ตัดอวัยวะเพศ’ ถังซานไฉ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ มองไปยังจีวรล้ำค่าอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ผิดหรอก” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “จากข้อมูลที่ข้ารู้มา เดิมทีเคล็ดกระบี่พิชิตมารก็ถูกเขียนขึ้นโดยขันทีคนหนึ่งของราชวงศ์ก่อนดังนั้นหากผู้ชายต้องการฝึก ก็ต้องเฉือนทิ้ง ส่วนผู้หญิง…”
ขณะที่พูด สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงก็กวาดมองสาวงามทั้งสามคน “พวกเจ้าจะลองดูหน่อยไหม”
ผู้หญิงทั้งสามส่ายหน้าพร้อมกัน ถึงขนาดนั้นว่าเอนกายไปข้างหลังเล็กน้อยโดยจิตใต้สำนึก สื่อว่าขอขีดเส้นแบ่งกับเคล็ดกระบี่ไร้คุณธรรมนี้ให้ชัดเจน
“พอกล่าวเช่นนี้ วิธีการจัดการ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ก็ไม่จำเป็นต้องหารือกันต่อแล้ว” เมื่อให้โหยวโหยวเก็บจีวรล้ำค่าอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงก็เปิดประเด็นใหม่ที่มีความหมายที่แท้จริงทันที “เรื่องที่ควรค่าแก่การเจรจาในวันนี้จริงๆ ก็คือจะแบ่งไอเทมที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่กับสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงอย่างไร”
ส่วน ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นหลุมกับดักใหญ่!
ทุกคนล้วนมาเล่นเกม ไม่ว่าใครก็ไม่อยากสละศักดิ์ศรีด้านไหนทิ้งเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้นเมื่ออยู่ในเกม
ต่อให้เป็นแค่ศักดิ์ศรีเมื่ออยู่ในเกมก็ตาม!
ดังนั้น หลังจากรู้ถึงความเป็นพิษเป็นภัยของเคล็ดกระบี่นี้ ทุกคนก็ล้มเลิกความคิดใดๆ ที่มีต่อมันทันที
ตามคำแนะนำของเยี่ยเว่ยหมิง ทุกคนย้ายความสนใจไปยังไอเทมที่ดรอปได้จากอวี๋ชางไห่และลูกศิษย์ทันที
เนื่องจากการตายของซานเย่ว์ก่อนหน้านี้ ทำให้โหมดแบ่งสรรไอเทมในทีมเปลี่ยนจากแบ่งโดยหัวหน้าทีมกลายเป็นแบ่งสรรตามค่าผลงาน และโหมดแบ่งสรรแบบนี้ก็เหมาะกับการรวมทีมของคนแปลกหน้า ไม่เหมาะกับทีมที่สนิทกันอยู่แล้ว
ยกตัวอย่างเช่นการสังหารอวี๋ชางไห่ครั้งนี้
แม้กำลังหลักจะเป็นกระบี่คู่ผนึกรวมของเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อย แต่หากไม่มีทุกคนดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อช่วยถ่วงเวลาให้พวกเขา ก็เกรงว่ากระบี่คู่ผนึกรวมของพวกเขาคงถูกอวี๋ชางไห่โจมตีพังไปตั้งแต่ช่วงปรับค่าสเตตัสแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะได้ใช้โบนัสสเตตัสจากการกินเนื้อหมาป่าเพื่อปรับค่าสเตตัสให้ใกล้เคียงสะพานสวรรค์น้อย จนแสดงประสิทธิภาพสูงสุดของกระบี่คู่ผนึกรวมออกมาได้
อิงตามวิธีการคำนวณของระบบ ของดีที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่กลับเข้าไปอยู่ในกระเป๋าเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยทั้งหมดแล้ว หากพวกเขาฮุบของไว้โดยไม่พูดอะไรเลยจริงๆ ก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์แล้ว
แม้คนอื่นจะไม่พูดอะไร แต่หลังจากนี้ก็ไม่ต้องพูดเรื่องการทำงานร่วมกันอีกแล้ว
เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถึงปัญหาการแบ่งไอเทม สะพานสวรรค์คริสตัลก็ฮึกเหิมทันที หันกลับมาถามเขาว่า “เจ้าคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี”
น้องสะพานสวรรค์น้อยนิสัยดี ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเพราะต้องนำของที่อยู่ในมือออกมา เพียงแต่คนที่นางถามกลับทำให้เฟยอวี๋รู้สึกไม่พอใจมาก
ที่แท้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำตัวเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของทีมอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว ถึงขนาดว่าสะพานสวรรค์น้อยที่เข้าทีมมาด้วยฐานะเพื่อนของซานเย่ว์ก็ยังมองข้ามหัวหน้าทีมหุ่นเชิดอย่างซานเย่ว์ไปแล้ว หันไปถามเยี่ยเว่ยหมิงโดยตรง
นี่ไม่สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เขาคาดคะเนไว้เลย!
ขนาดสะพานสวรรค์น้อยยังเป็นเช่นนี้ ส่วนความคิดของคนอื่นๆ ตรงนี้เป็นอย่างไร ก็ยิ่งไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เฟยอวี๋ก็ยังชิงตอบก่อนเยี่ยเว่ยหมิง เขาลองถามซานเย่ว์ว่า “หัวหน้าทีม เจ้าคิดว่าอย่างไร”
ที่เขาถามอย่างนี้ แน่นอนว่าไม่ได้เฝ้ารอให้ซานเย่ว์เสนอความเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อเขาอยู่แล้ว แต่เพียงต้องการเตือนทุกคนว่า หัวหน้าทีมที่แท้จริงนั่งอยู่ตรงนี้ต่างหาก พวกเจ้าอย่ามาทำตัวเป็นแขกแย่งบทบาทของเจ้าภาพ อย่างน้อยก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง!
ทว่าคำตอบของซานเย่ว์กลับทำให้ศิษย์พี่รองที่หวังจะกู้สถานการณ์รู้สึกผิดหวังอีกครั้ง “ข้าเชื่อฟังอาหมิง”
มารดาเจ้าเถอะ!
เฟยอวี๋จึงเลิกดันทุรังเสียเลย ทำได้เพียงคล้อยตามคนที่เหลือ ย้ายสายตาไปที่ตัวเยี่ยเว่ยหมิง เพียงแต่สายตาของเขาดูคับแค้นใจนิดหน่อย…
คำตอบของเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวังเช่นกัน “ข้าแนะนำให้แบ่งเท่าๆ กัน ทุกคนนำสิ่งที่ตัวเองได้ออกมาให้หมด จากนั้นพวกเราก็ประมูลทีละชิ้น รวมทั้งเงินที่ได้มาก็ต้องแบ่งเท่ากันด้วย”
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง ก็พูดเสริมอีกว่า “ก่อนหน้านี้โหยวโหยวทำเรื่องที่พวกเรามองข้ามให้สำเร็จแล้ว ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ข้าเคยบอกแล้วว่าจะนำ ‘รองเท้าชิงเหลียง’ เป็นรางวัลให้นาง ของนี้ย่อมไม่อยู่ในรายการประมูลขาย”
“ข้าพูดจบแล้ว ใครเห็นด้วย ใครคัดค้าน”
บทที่ 83
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ก็กลอกตามองบนทันที
มีเพียงผู้เล่นสำนักมือปราบเทพสามคนอย่างพวกเขาที่รู้ ว่าประโยคสุดท้ายเป็นประโยคที่เฟยอวี๋เคยใช้ท้าทายเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์หลังจากพวกเขาสามคนรับภารกิจมาจากหวงโส่วจุน
ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงใช้วิธีการเดียวกันกับเขามาย้อนทำร้ายเขา แต่เขากลับไม่มีทางให้โต้แย้งเลย
คัดค้านไปจะมีประโยชน์หรือ
แน่นอนว่าไม่มีประโยชน์!
ครั้งนี้ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงร่วมกันด้วยซ้ำ ของนอนรอคุณอยู่ในสัมภาระของอีกฝ่ายแล้ว อีกฝ่ายมีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จ!
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกประโยคที่เยี่ยเว่ยหมิงพูดก็สมเหตุสมผล สิ่งที่โหยวโหยวทำได้ส่งผลให้ระดับความสำเร็จของภารกิจนี้เพิ่มขึ้นจริงๆ นางช่วงชิงผลประโยชน์ให้ทุกคน เยี่ยเว่ยหมิงมอบรองเท้าให้นางเป็นรางวัลก็ไม่ถือว่าทำเกินไป
ทุกคนไม่มีความเห็นต่างกับแผนการของเยี่ยเว่ยหมิง จึงเริ่มแบ่งของกันอย่างปรองดอง
ก่อนอื่นเลย เงินที่ดรอปจากอวี๋ชางไห่อยู่ในกระเป๋าเฟยอวี๋ทั้งหมด หลังจากนำออกมาแบ่งเฉลี่ยกับทุกคน ก็เริ่มประมูลขายไอเทมทีละชิ้น
สิ่งแรกที่ถูกขายไปก็คือวิทยายุทธ์ระดับกลาง ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ที่จริงหลังจากสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงตายแล้ว ของที่ดรอปได้ล้วนเป็น ‘เคล็ดกระบี่ลมสน (ไม่สมบูรณ์)’ เนื่องจากแต่ละคนขาดท่าไม้ตายสามกระบวนท่า จึงถูกระบบกำหนดให้เป็นเคล็ดกระบี่ระดับต้นเท่านั้น หลังจากซานเย่ว์ถูกฆ่าตาย ก็ลองนำเคล็ดกระบี่สี่เล่มนี้มารวมกันเอง ผลปรากฎว่าประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย ได้ตำราลับ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ฉบับสมบูรณ์
ตำราลับเล่มนี้ถูกถังซานไฉ่ซื้อไปในราคาแปดสิบเหรียญทอง เด็ดขาดตรงไปตรงมา
สาเหตุที่เขาประมูลซื้อไอเทมนี้ได้อย่างราบรื่น ก็เพราะคนอื่นในทีมไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งานสิ่งนี้
เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ จะอยู่ในระดับกลางเหมือนกัน แต่ศักยภาพที่ซ่อนแฝงกลับเหนือกว่า ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ไม่รู้ตั้งเท่าไร
โดยเฉพาะประสิทธิภาพของกระบี่คู่ผนึกรวม กล่าวได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ขนาดเยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดความใจตรงกัน เคล็ดวิชาไม่สมบูรณ์ ไร้ซึ่งพื้นฐานความรัก แต่ก็ยังสังหารอวี๋ชางไห่ได้ หากเติมเต็มเงื่อนไขเหล่านี้ให้สมบูรณ์ แล้วจะทำให้ฉากต่อสู้กลายเป็นอย่างไร
ไม่มีใครจินตนาการได้หรอก!
ดังนั้น ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ นี้จึงไม่มีแรงดึงดูดต่อพวกเขาสองคนเลยสักนิด
ซานเย่ว์ฝึกหมัดฝ่ามือกับอาวุธลับ ยังขาดแต้มค่าตบะอีกเยอะ กอปรกับ ‘ฝ่ามืออัสนีบาต’ ที่นางฝึกเป็นเคล็ดวิชาระดับกลางอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ได้โปรดปราน ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ เช่นกัน
ส่วนโหยวโหยว นางเตรียมจะฝึกหน้าไม้กับหมัดฝ่ามือ ต่อให้ไม่มีทางเลือกที่เหมาะสม แต่ก็ไม่คิดจะรับไว้แก้ขัด
ราคาแปดสิบเหรียญทองต่ำกว่าราคาตลาดของวิทยายุทธ์ระดับกลางเล็กน้อย แต่การที่คนเหล่านี้ได้ตำราลับเล่มนี้มา ส่วนหนึ่งก็เป็นผลงานของเขาเช่นกัน ไม่มีใครกล้าคิดเล็กคิดน้อยเกินไป
ขณะที่เก็บตำราลับ ถังซานไฉ่ก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าฝึกอาวุธลับเป็นหลัก อยากจะหาทักษะการโจมตีระยะประชิดสักวิชามาชดเชยข้อด้อย แต่ทักษะยุทธ์ระดับต้นพวกนั้นที่เห็นตามตลาด ข้าเองก็ไม่ได้ชอบ วันนี้ได้ตำราลับ ‘เคล็ดกระบี่ลมสน’ ต้องขอบคุณทุกคนที่หลีกทางให้ เช่นนั้นกระบี่ลมสนที่สอดคล้องกับเคล็ดวิชานี้ ข้ายินดีจะจ่ายเจ็ดสิบเหรียญทองเพื่อมัน คิดว่าทุกคนคงไม่ได้มีความเห็นแย้งอะไรหรอกใช่ไหม”
อาวุธไม่อาจเทียบกับตำราลับ ระคาจะต่ำกว่านิดหน่อย ค่าสเตตัสของกระบี่ลมสนหากกล่าวโดยภาพรวมก็พอๆ กับกระบี่ชิงจู๋ของเยี่ยเว่ยหมิง เพียงแต่ค่าสเตตัสของ ‘เคล็ดกระบี่ลมสนเลเวล +1’ ที่เพิ่มเติมมาค่อนข้างบ้าคลั่ง แต่กลับไม่มีประโยชน์ต่อผู้เล่นที่ฝึกเคล็ดกระบี่ลมสน การที่ถังซานไฉ่ซื้อมาได้ในราคาเจ็ดสิบเหรียญทอง ก็นับว่ามากพอแล้ว
สำหรับสิ่งนี้ ทุกคนย่อมไม่แสดงความเห็นต่างอะไร
กระบี่ลมสนตกมาอยู่ในมือเขาแล้วเช่นกัน
จนกระทั่งตอนนี้ ถังซานไฉ่ที่ลงหลุมศพเป็นเพื่อนคนอื่นก็ได้กลายเป็นสไตล์ของเขาไปแล้ว
หลังจากได้รับชุดเซ็ทลมสนแล้ว ถังซานไฉ่ก็แสดงออกว่าตัวเองกลายเป็นคนจนเต็มตัวแล้ว เขาเลิกเข้าร่วมการประมูลซื้อของชิ้นอื่น ได้แต่นั่งรอส่วนแบ่ง
……
ประมูลขายยังดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น
ตำราลับ ‘อักษรชิงเก้าโหล’ กับเมล็ดโพธิ์ที่เป็นอาวุธลับคุณภาพสีฟ้าถูกซานเย่ว์ซื้อไปในราคาหกสิบเหรียญทองและสิบเหรียญทอง
ชุดเต๋าปากว้าและ ‘บันทึกข้อความสวี่จิ้ง’ ถูกเยี่ยเว่ยหมิงซื้อไปในราคาเจ็ดสิบเหรียญทองกับยี่สิบห้าเหรียญทอง สุดท้ายเขายังจ่ายห้าเหรียญทองซื้อ ‘กระบี่ลายสน’ ที่เป็นอุปกรณ์คุณภาพสีฟ้าเก็บติดตัวไปเตรียมใช้งานด้วย
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่กระบี่หลงเฉวียนถูกเซี่ยซุนชกพัง ทำให้คนที่มีเพียงทักษะเคล็ดกระบี่อย่างเขาไม่มีทางรับมือศัตรูได้ เขาก็เริ่มครุ่นคิดแล้วเช่นกันว่าจะเติมเต็มช่องโหว่ที่ตัวเองไม่เข้าใจวิชาหมัดมวยได้อย่างไร
แต่ตำราลับทักษะยุทธ์ในตลาดตอนนี้ พบเจอได้แต่ไม่อาจไขว่คว้ามาได้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่เพียงแค่ไม่อยากซื้อทักษะยุทธ์ที่ไม่เข้าขั้นเพื่อแก้ขัดไปก่อนเท่านั้น ถึงขั้นว่าแม้แต่วิทยายุทธ์ระดับต้นก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว พกกระบี่ล้ำค่าติดตัวไว้ก็ยังพึ่งพาได้มากกว่า
ส่วนกระบี่ลายสนสามเล่มที่เหลือ ทุกคนก็มอบให้ซานเย่ว์หมด นำพวกมันไปขายพร้อมกันตำราเบ็ดเตล็ดที่ชื่อ ‘เปลี่ยนหน้า’ แล้วแบ่งเงินกัน
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่ใส่ชุดเต๋าปากว้า ตอนนี้ค่าสเตตัสก็เปลี่ยนไปแล้ว…
[เยี่ยเว่ยหมิง]
เลเวล: 18
……
พลังชีวิต: 3170/3170
กำลังภายใน: 1810/1810
ความแข็งแกร่ง: 145
พละกำลัง: 145
ท่าร่าง: 191
ความว่องไว: 85
สติปัญญา: 25
ค่าตระหนักรู้: 30
……
[วิทยายุทธ์]
ข้าม
……
[อุปกรณ์]
ข้าม
……
ถึงแม้ค่าพลังชีวิตจะน้อยกว่าตอนเปลี่ยนชุดหนึ่งร้อยแต้ม แต่กำลังภายในกลับเพิ่มขึ้นหนึ่งพันแต้มเต็มๆ กอปรกับค่าป้องกันของ ‘ชุดเต๋าปากว้า’ ก็เหนือกว่าชุดเฟยอวี๋เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี ป้องกัน หรือสกิลการอยู่รอดของเยี่ยเว่ยหมิงก็ล้วนเพิ่มขึ้นเยอะมาก
เพียงแต่เมื่อใส่หมวกขุนนาง รองเท้าขุนนางกับชุดนักพรตเต๋า ก็ดูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไร
แต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นคนที่ใส่ใจกับรูปลักษณ์ภายนอกหรือเปล่า
ใช่ เขาเป็นแบบนั้น!
เพียงแต่เมื่อเทียบกับความงามภายนอกแล้ว เขากลับสนใจค่าสเตตัสที่ใช้งานได้จริงมากกว่า
หลังจากทีมนี้แบ่งของกันเสร็จ ก็กลับไปรายงานภารกิจที่สำนักมือปราบเทพอย่างเอิกเกริก วันนี้หวงโส่วจุนกับโหยวจิ้นไม่ได้โผล่หน้ามา ผู้ที่รับหน้าที่ต้อนรับพวกเขาก็คือจ่านเจา จอมหลอกลวงที่เยี่ยเว่ยหมิงเคยเจอตอนเพิ่งเข้าสำนักมือปราบเทพ
เมื่อเห็นจ่านเจาที่ยิ้มรอเหมือนแมวกวัก เยี่ยเว่ยหมิงก็อดพูดด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า “วันนี้ใต้เท้าจ่านเข้าเวรอีกแล้วหรือ ก่อนหน้านี้หัวหน้าโหยวบอกว่าสำนักมือปราบเทพมีสี่มือปราบเทพไม่ใช่หรอกหรือ พวกเราเข้าสำนักมาจนป่านนี้ ทำไมเคยเห็นแค่พวกท่านสองคนเองล่ะ”
จ่านเจายังคงรักษารอยยิ้มปลอมๆ เอาไว้ “รายชื่อมือปราบอีกสองท่านยังว่างอยู่”
พูดไปพูดมา สุดท้ายที่นายกำหนดชื่อว่า ‘สี่มือปราบเทพ’ ก็แค่เพื่อให้ฟังดูดีงั้นเหรอ
ขี้คร้านจะพูดหยอกจอมหลอกลวงต่อ เยี่ยเว่ยหมิงส่งสายตาให้ซานเย่ว์กับโหยวโหยว สองสาวเข้าใจทันที โหยวโหยวจึงนำ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ออกมา แล้วหัวหน้าทีมชั่วคราวอย่างซานเย่ว์ก็ส่งให้พร้อมรายงานผลภารกิจ
“ภารกิจครั้งนี้พวกเจ้าทำสำเร็จได้ไม่เลว ลำบากพวกเจ้าแล้ว” จ่านเจานำป้ายอาญาสิทธิ์ออกมาสามแผ่น แบ่งแจกให้ถังซานไฉ่ โหยวโหยวและสะพานสวรรค์น้อย
“ถือป้ายอาญาสิทธิ์นี้ไว้ แล้วพวกเจ้าก็ไปที่กองควบคุมยุทโธปกรณ์เพื่อวัดตัวและรับอุปกรณ์คุณภาพทองคำได้สองชิ้น”
“ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เครื่องมือป้องกัน หรือเครื่องประดับก็ได้ทั้งนั้น เลือกได้ตามสบาย”
“เพียงแต่อุปกรณ์ที่กองควบคุมยุทโธปกรณ์ของราชสำนักทำขึ้นมีแต่อาวุธมีคม ไม่มีการเพิ่มค่าสเตตัสอย่างอื่น พวกเจ้าควรรู้ข้อมูลไว้ก่อนที่จะเลือก”
อุปกรณ์คุณภาพทองคำสองชิ้น!
เมื่อได้ยินจ่านเจาประกาศรางวัลภารกิจ ผู้เล่นทั้งหกก็ฮึกเหิมกระปรี้กระเปร่าพร้อมกัน
โดยเฉพาะผู้เล่นสำนักมือปราบเทพอย่างเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋และซานเย่ว์ เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ไม่เพียงแค่ไร้อารมณ์อิจฉาริษยา ในใจกลับรู้สึกคึกคะนองยิ่งกว่าเพื่อนร่วมทีมนอกสำนักอีกสามคนนั้นเสียอีก
เพื่อนร่วมทีมนอกสำนักทั้งสาม จากเมื่อก่อนที่ได้อุปกรณ์คุณภาพทองคำหนึ่งชิ้นเป็นรางวัล ตอนนี้กลายเป็นได้สองชิ้นแล้ว เช่นนั้นพวกเขาสามคน…
บทที่ 84
ขณะที่กำลังตกตะลึง ผู้เล่นอีกห้าคนที่เหลือของทีมสำนักมือปราบเทพก็มองไปทางโหยวโหยวอย่างซาบซึ้งใจพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ไม่ต้องถามเลย สาเหตุที่มีรางวัลอุปกรณ์คุณภาพทองคำเพิ่มมาอีกชิ้น จะต้องเป็นเพราะความดีความชอบของจีวรล้ำค่าชุดนั้นแน่ๆ!
พอเป็นแบบนี้ ก่อนหน้านี้ที่เยี่ยเว่ยหมิงพยายามช่วงชิงรางวัลพิเศษที่เป็นรองเท้าคุณภาพสีฟ้าให้นางก็ไม่ถือว่าเกินไปเลยสักนิด แต่กลับน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!
หากไม่ใช่เพราะโหยวโหยวไม่ถูกยั่วยวนโดยรางวัลที่ดรอปได้จาก BOSS เลเวลสี่สิบ จนยืนหยัดทำภารกิจให้สำเร็จก่อน เกรงว่ารางวัลที่ทุกคนได้รับแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ถึงขั้นนี้หรอก
อย่างมากก็มีเพียงค่าประสบการณ์กับค่าตบะของรางวัลภารกิจที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
ก็เหมือนกับที่เยี่ยเว่ยหมิงทำภารกิจสำเร็จเกินเป้าหมายหลายครั้งก่อนหน้านี้ รางวัลที่เพิ่มขึ้นก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน
พอมาดูตอนนี้ ไม่ใช่เพราะไอเทมสำคัญในรางวัลภารกิจป้องกันหรือเพิ่มระดับไมได้ เพียงแต่ขอบเขตการเพิ่มยังไม่มากพอก็เท่านั้นเอง
มองออกเลยว่าจ่านเจามีเจตนาจะส่งแขก ผู้เล่นสามคนนอกสำนักที่มาช่วยเหลือเป็นฝ่ายบอกลาพวกเยี่ยเว่ยหมิงอย่างรู้กาลเทศะ จากนั้นก็ออกจากสำนักมือปราบเทพไปพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจ
ไม่ต้องบอกก็รู้เช่นกันว่าผู้เล่นเหล่านี้จะต้องถือป้ายอาญาสิทธิ์พุ่งตรงไปแลกอุปกรณ์ที่กองควบคุมยุทโธปกรณ์ในทันทีแน่นอน
เยี่ยเว่ยหมิงส่งพิกัดกองควบคุมยุทโธปกรณ์ให้ทั้งสามคนอย่างใส่ใจมาก จากนั้นก็หันมาบอกจ่านเจาอีกว่า “ตอนนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว คนนอกก็ไปหมดแล้วเช่นกัน หรือว่ารางวัลของพวกเราสามคนจะ…”
จ่านเจากะพริบตาปริบๆ ถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “จะอะไร”
เยี่ยเว่ยหมิงราวกับมีเส้นดำๆ ขีดเต็มใบหน้า “หัวหน้ามือปราบจ่าน ท่านเป็นอย่างนี้ก็ไม่สนุกแล้วน่ะสิ ข้าอุตส่าห์พยายามบอกใบ้ ถึงขั้นแสดงออกชัดเจนด้วย ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะแสร้งเลอะเลือน นี่ข้ากำลังมาขอรางวัลภารกิจจากท่านอยู่นะ! เข้าใจหรือเปล่า”
บทสนทนาของทั้งสองทำให้เฟยอวี๋กับซานเย่ว์กลอกตามองบน บทสนทนาระหว่างพวกเจ้ามันคลุมเครือจริงๆ มารดาเจ้าเถอะ!
“อันนี้คือไม่มีจริงๆ” เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงพูดชัดเจนแล้ว จ่านเจากลับแบมือยักไหล่ “ข้าไม่ได้มีหน้าที่แจกรางวัลภารกิจให้พวกเจ้า พวกเจ้าไปหาพี่ใหญ่โหยวจิ้นที่หอหน้ากากเหล็กสิ หวงโส่วจุนวางรางวัลภารกิจของพวกเจ้าไว้กับเขาที่นั่นแล้ว”
“เข้าใจแล้ว!”
……
หอหน้ากากเหล็ก เห็นชื่อก็รู้เลยว่าเป็นห้องทำงานของโหยวจิ้นหน้ากากเหล็ก หนึ่งในสี่ (สอง) มหามือปราบเทพของสำนักมือปราบเทพ เป็นห้องปีกข้างห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตลานบ้านด้านหลัง
หลังจากทั้งสามบอกลาจ่านเจาแล้ว ขณะที่เดินไปทางหอหน้ากากเหล็ก ก็เริ่มสทนากันในช่องทีม
[ภารกิจที่พวกเขาสามคนมาช่วย รางวัลหลักเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าแล้ว พวเจ้าลองเดาสิว่ารางวัลภารกิจครั้งนี้ของพวกเราเพิ่มขึ้นเท่าไร] เฟยอวี๋
ซานเย่ว์ [(๑•̀ㅂ•́)و✧ หึหึ ข้ารู้สึกว่าสถานการณ์ของพวกเราก็ไม่ต่างกันเท่าไรนะ หวงโส่วจุนเห็นพวกเราตรากตรำสร้างผลงาน ไม่แน่ว่านอกจาก ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ แล้ว อาจจะมีเคล็ดวิชาอื่นๆ มอบให้พวกเราเป็นพิเศษก็ได้นะ! อย่างเช่น ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ อะไรทำนองนั้น]
แม้จะไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง แต่ฟังจากที่คนรอบข้างเล่าต่อกันมา แม่นางน้อยคนนี้ใฝ่หาประสิทธิภาพอันแข็งแกร่งของ ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ มาก
ตอนนี้หากนำวิทยายุทธ์ระดับสูงสักวิชากับ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ มาให้นางเลือก นางต้องเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเลแน่นอน
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ ไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนา
เขาไม่ใช่คนตื้นเขิน ไม่ได้ชอบโหวกเหวกโวยวายหลังจากได้ทำผลงาน
ในฐานะผู้ชายประเภทภายนอกสุขุมภายในเร่าร้อนคนหนึ่ง เขาชอบวิธีการทำตัวสงบเสงี่ยม ชอบแสร้งทำตัวคูลๆ ที่สุด
โดยเฉพาะในเวลาแบบนี้ ยิ่งเขาแสดงออกว่าสงบเสงี่ยม ก็ยิ่งดูแนบเนียบยิ่งขึ้น
อย่างน้อยตัวเขาเองก็คิดอย่างนี้
เขตลานด้านหลังของสำนักมือปราบเทพไม่ได้ใหญ่มาก ขณะที่ใช้เวลาพูดคุยกัน พวกเขาก็เดินมาถึงห้องทำงานของโหยวจิ้นแล้ว
“หัวหน้าโหยว พวกเราสามคนทำภารกิจสืบหาตัวผู้ร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวยสำเร็จแล้ว ประหารผู้บงการอยู่เบื้องหลังอย่างอวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิง แล้วก็โหวเหรินอิง หงเหรินสยง อวี๋เหรินหาว หลัวเหรินเจี๋ยไปแล้ว
นอกจากนี้ พวกเรายังนำตัวหลินผิงจือตัวต้นเหตุของคดีนี้กลับมาดำเนินคดีด้วย ตอนนี้ถูกขังอยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ
ครั้งนี้ตั้งใจมารายงานผลภารกิจต่อหัวหน้าโหยวโดยเฉพาะ!”
ผู้ที่พูดก็คือเฟยอวี๋ ศิษย์พี่รองของสำนักมือปราบเทพ คำพูดพวกนี้เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงแอบชี้แนะซานเย่ว์ไว้แล้ว แต่เผลอประเดี๋ยวเดียวก็ถูกเจ้าคนชอบแย่งซีนชิงพูดก่อนแล้ว
พอเฟยอวี๋พูดจบ ทั้งสามก็เริ่มเฝ้ารอรางวัลภารกิจของตัวเอง
จินตนาการของซานเย่ว์ก่อนหน้านี้ แม้จะยึดเอาความคิดของตัวเองเกินไป แต่พวกเขากลับคิดว่าเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุด ถึงขั้นว่าแม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็คิดอย่างนี้ด้วยเช่นกัน
โหยวจิ้นได้ยินแล้วกวาดสายตามองบนตัวทั้งสาม ทุกครั้งที่กวาดมองหนึ่งคน ก็จะพยักหน้าพร้อมเรียกชื่อพวกเขา “เยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ พวกเจ้าสามคน…”
พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่เดิมทีเงียบสงบก็พลันฉายแววดุดัน “พวกเจ้ารู้ถึงความผิดของตัวเองไหม”
คำพูดของโหยวจิ้น โจมตีจนสามคนที่เตรียมจะรับคำชมจนลนลานทำอะไรไม่ถูก
เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ เลยชิงพูดก่อนอีกสองคน “หัวหน้าโหยว การเดินทางของพวกเราครั้งนี้ให้ความสำคัญกับภารกิจเหนือสิ่งอื่นใด ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย ในระหว่างนั้นอาจมีบางจุดที่พิจารณาไม่รอบด้าน แต่พวกเราก็ทำสุดความสามารถแล้ว หากมีจุดไหนที่ไม่รอบคอบ หวังว่าหัวหน้าโหยวจะชี้แนะ”
ความคิดของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ซับซ้อน เพราะรางวัลภารกิจอยู่ในมือของอีกฝ่าย ในเวลานี้ย่อมบ่นอีกฝ่ายไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าจะบ่นก็ต้องรอให้หลอกเอารางวัลภารกิจมาไว้ในมือให้ได้ก่อน
แน่นอน จะยอมรับผิดซี้ซั้วไม่ได้เช่นกัน ทำอย่างนั้นไม่ต่างอะไรกับการรับสารภาพอย่างง่ายดาย
แม้เขาจะเดาได้บ้างแล้วว่าเรื่องผิดที่โหยวจิ้นเอ่ยถึงคือเรื่องอะไร แต่ก็ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดออกมาก่อน ถึงจะแก้ตัวได้สะดวก
โหยวจิ้นได้ยินแล้วทำเสียงฮึดฮัด “ในฐานะมือปราบของสำนักมือปราบเทพ ตอนพวกเจ้าอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ไม่น่าเชื่อว่าจะสนใจแต่ฆ่ามอนสเตอร์ชิงอุปกรณ์ ไม่สนใจพยานบุคคลและผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ พวกเจ้ายังกล้าบอกอีกไหมว่าตัวเองไม่ผิด”
“ที่แท้หัวหน้าโหยวก็หมายถึงเรื่องนี้นี่เอง”
ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็ทำท่าเหมือนโล่งอก แล้วอธิบายว่า “ที่จริงเรื่องนี้พวกเราเจรจากันส่วนตัวได้ ตอนนั้นสาเหตุหลักก็คือศัตรู สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงถูกประหารชีวิตแล้ว อวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิงบาดเจ็บสาหัสแล้วหลบหนี กอปรกับพวกเราคุ้มกันสามพ่อแม่ลูกของตระกูลหลินไปถึงจุดที่อยู่ห่างจากสำนักคุ้มภัยทงเทียนไม่ไกลแล้ว ถือว่าแก้ไขวิกฤติได้แล้ว
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปล่อยเสือเข้าป่า พวกเราถึงได้รวมตัวกันเพื่อความได้เปรียบด้านกำลังคน แล้วไล่ตามสังหารอวี๋ชางไห่ไป จึงเหลือแค่โหยวโหยวที่คุ้มกันสามคนนั้นเข้าสำนักคุ้มภัยทงเทียนแล้วจัดการธุระในส่วนหลัง”
เมื่อได้ฟังเยี่ยเว่ยหมิงตอบคำถามอย่างสุขุมเยือกเย็น เฟยอวี๋และซานเย่ว์ที่อยู่ข้างหลังก็แอบกดไลก์ในช่องทีม ส่งสติ๊กเกอร์ให้เขาแล้ว
ซานเย่ว์ [ヽ(✿゚▽゚)ノ]
เฟยอวี๋ [(๑•̀ㅂ•́)و✧’]
ซานเย่ว์ [(づ ̄3 ̄)づ╭❤~]
เฟยอวี๋ [=====( ̄▽ ̄*)b]
เฟยอวี๋ [()~( ̄▽ ̄)~*]
ที่จริงโหยวจิ้นก็พูดไม่ผิดเลยสักนิด พวกเขาสนใจแต่ฆ่า BOSS แย่งชิงอุปกรณ์ ถึงขั้นว่าหลังจากโหยวโหยวได้รับรางวัลเป็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ มาแล้ว พวกเขายังมาปรึกษากันอีกเช่นกัน เมื่อรู้สึกว่าทำอย่างไรแล้วได้ประโยชน์มากกว่า พวกเขาถึงค่อยตัดสินใจส่งมันขึ้นมาให้กับสำนัก
แต่พอได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงอธิบายเช่นนี้ ทุกอย่างจึงกลายเป็นว่า พวกเขาปรับเปลี่ยนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จดียิ่งขึ้น
ทั้งยังฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ช่างมีปัญญาเลิศล้ำจริงๆ!
บทที่ 85
“เหอะๆ…”
เมื่อได้ฟังเยี่ยเว่ยหมิงแก้ตัว โหยวจิ้นก็แสยะยิ้มอย่างดูถูก แล้วบอกว่า “หวงโส่วจุนคาดการณ์ได้ว่าศัตรูมีอำนาจมาก เลยส่งข้าให้มาคอยคุ้มครองอย่างลับๆ โดยเฉพาะ”
“ข้าแอบสังเกตการปฏิบัติงานของพวกเจ้าตลอดทาง ตอนที่พวกเจ้าร่วมมือกันโจมตีอวี๋ชางไห่ ข้าก็ซ่อนตัวอยู่ตรงจุดที่ห่างจากพวกเจ้าไม่ไกล เห็นทุกการกระทำของพวกเจ้าแจ่มแจ้ง ได้ยินทุกประโยคของพวกเจ้าชัดเจน”
“ตอนนี้เจ้ามาบอกข้าว่าทุกอย่างล้วนเป็นการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อะไรนั่น” โหยวจิ้นจ้องเยี่ยเว่ยหมิง “เจ้าคิดว่าข้าหูหนวกตาบอดหรืออย่างไร”
ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบของภารกิจนี้ โหยวจิ้นก็แอบสังเกตการณ์เงียบๆ อยู่ตลอดหรอกหรือ
พอฟังถึงตรงนี้ เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็อดก้มหน้าพร้อมกันไม่ได้ พวกเขาถูกพลังอำนาจของโหยวจิ้นทำให้ตกใจกลัว เริ่มกินปูนร้อนท้องนิดหน่อย
มีเพียงเยี่ยเว่ยหมิงที่หลังจากอึ้งไปครู่เดียว ก็กล่าวอย่างเดือดดาลทันที “ในเมื่อหัวหน้าโหยวแอบสังเกตการณ์ทุกอย่าง แต่ปล่อยให้อวี๋ชางไห่โจมตีสังหารซานเย่ว์โดยไม่สนใจไยดี แล้วมากล่าวโทษพวกเราหลังจากจบเรื่องอย่างนั้นหรือ”
“นั่นคือภารกิจของพวกเจ้า”
เยี่ยเว่ยหมิงอยู่ในจุดยืนตรงกันข้าม “ทว่าความจริงนั้นชนะข้อโต้แย้งอันทรงพลัง พวกเราทำภารกิจสำเร็จ สืบหาผู้ร้ายคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวย ทั้งยังลงโทษทุกคนตามกฎหมายด้วย หลินผิงจือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ตอนนี้ก็ถูกคุมขังอยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก ในระหว่างนั้นหัวหน้าโหยวไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเลย…
…ตอนนี้หัวหน้าโหยวตัดสินโดยอิงความรู้สึกส่วนตัว แล้วก็กล่าวโทษพวกเรา เช่นนี้ทำให้คนรู้สึกท้อใจจริงๆ!”
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงถลึงตาพูดจาซี้ซั้วอยู่ตรงหน้าตัวเอง โหยวจิ้นก็แอบโค้งมุมปากยิ้มอย่างพึงพอใจ แต่ปากยังกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ที่จริง ตอนนี้รางวัลภารกิจของพวกเราอยู่ในมือข้า ดังนั้นพวกเจ้าจะคิดอย่างไรก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือข้าจะมองเรื่องนี้อย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วสีหน้าค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้ม “หัวหน้าโหยว ข้าได้ยินว่าดอกบัวมรกตของร้านยาเฉิงซีดีต่อคอมาก ข้าเตรียมจะไปซื้อมาแสดงความกตัญญูกับท่านสักหน่อย…”
โหยวจิ้นถลึงตาทันที “ด่าประจานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ข้ามีอำนาจในการหักรางวัลภารกิจของพวกเจ้านะ!”
เยี่ยเว่ยหมิงกำลังคิดจะแก้ตัว แต่กลับได้ยินโหยวจิ้นพูดต่อไปว่า “ที่จริงข้าก็ไม่ได้อยากหักรางวัลภารกิจของพวกเจ้าหรอก เพียงหวังว่าพวกเจ้าจะเรียนรู้บทเรียน นำความผิดพลาดมาเป็นเครื่องเตือนใจได้บ้าง”
“เดิมทีรางวัลของพวกเจ้าควรจะเหมือนกับผู้เล่นนอกสำนักสามคนนั้น แล้วเพิ่มอุปกรณ์คุณภาพทองคำให้อีกชิ้นตามพื้นฐานเดิม”
“แต่ติดที่พวกเจ้าแสดงออกไม่ดีในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ข้าทำได้เพียงให้รางวัลเป็นค่าประสบการณ์กับค่าตบะจำนวนหนึ่งเท่านั้น”
“ถ้าอยากจะได้อุปกรณ์คุณภาพทองคำก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเจ้าต้องสร้างผลงานชดเชยความผิด”
พูดให้ชัดก็คือภารกิจย่อยละมั้ง!
หลังจากได้ยินคำขอของโหยวจิ้น เยี่ยเว่ยหมิงก็เข้าใจโดยฉับพลัน
คงเป็นเพราะพวกเขาทำผิดพลาดในระหว่างปฏิบัติภารกิจแล้วถูกหักคะแนน ทำให้ไม่อาจเติมเต็มเงื่อนไขการรับรางวัลอุปกรณ์คุณภาพทองคำหนึ่งชิ้น นี่คือผลที่ได้จากการตัดสินของระบบ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความคิดส่วนตัวของโหยวจิ้นมากนัก
และโหยวจิ้นที่ดูเหมือนต่อว่าพวกเขา ที่จริงกลับเก็บรักษารางวัลที่เป็นอุปกรณ์คุณภาพทองคำชิ้นนี้ไว้ให้พวกเขาแล้ว จากนั้นก็มอบภารกิจให้พวกเขาแต่ละคนเพื่อชดเชยค่าผลงานสำนักของภารกิจลับ
หลังจากแบ่งความคิดของตัวเองให้เพื่อนอีกสองคนผ่านช่องทีม ทั้งสามก็แสดงท่าทีว่ายอมรับสิ่งนี้ที่หัวหน้าเตรียมการให้
ตอนนี้โหยวจิ้นถึงได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็นำตำราลับออกมาสามเล่ม แล้วโยนไปให้พวกเยี่ยเว่ยหมิง
[ติ๊ง! คุณทำภารกิจใหญ่ของสำนัก “สำนักคุ้มภัยฝูเวย” ได้ค่อนข้างดี ได้รับรางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์ 40000 แต้ม
ค่าตบะ 10000 แต้ม
เงิน100 เหรียญทอง
กำลังภายในระดับกลาง ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’]
[หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น: วิชาฝึกปราณดั้งเดิมของลัทธิเต๋า มีผลพัฒนาสติปัญญา ล้างไขกระดูก
เงื่อนไขการฝึก: พละกำลัง100, รากกระดูก100]
[ติ๊ง! คุณได้อัปเลเวลเป็นเลเวล 19 แล้ว]
ระบบแจ้งเตือนเป็นชุด ทั้งสามเห็นแล้วผ่อนคลายสบายใจ
ค่าประสบการณ์และค่าตบะเพิ่มขึ้นสองเท่า!
ดูท่าแล้ว หัวหน้าโหยวคนนี้แม้จะทำหน้านิ่งตำหนิคนอื่น แต่ที่จริงแล้วก็รู้จักดูแลคนของตัวเองดีมาก
หลังจากโหยวจิ้นแจกรางวัลภารกิจเสร็จแล้ว สายตาก็ไปหยุดอยู่บนตัวซานเย่ว์ “ซานเย่ว์ ความผิดของเจ้าก็คือตายระหว่างต่อสู้ เดิมทีข้าไม่ควรตำหนิเจ้า แต่ในเมื่อเจ้าอยู่ในฐานะหัวหน้าทีมชั่วคราว เมื่อทีมทำผิดพลาด เจ้าก็ย่อมต้องรับผิดชอบไปด้วย”
“ภารกิจที่มอบให้เจ้านั้นง่ายสุดๆ หลินผิงจือที่พวกเจ้านำตัวกลับมาจากสำนักคุ้มภัยฝูเวยครั้งนี้ เจ้ารับหน้าที่สอบสวนแล้วกัน เจ้าต้องรู้ความจริงทั้งหมดจากเขาให้ได้ภายในสิบวัน”
เมื่อได้ฟังภารกิจที่โหยวจิ้นแบ่งให้ ซานเย่ว์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะภารกิจนี้มีขึ้นเพื่อวัดตัวทำอุปกรณ์ให้นางแท้ๆ เลย
เมื่อเผชิญหน้ากับ ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ ของนาง ต่อให้หลินผิงจืออยากจะโกหกแต่ก็ทำไม่ได้!
ตอนนี้สายตาของโหยวจิ้นย้ายไปบนตัวเฟยอวี๋ “ที่จริงคนที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับสำนักชิงเฉิงครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงอวี๋ชางไห่กับตัวละครเล็กๆ อย่างสี่ปัญญาชนอะไรนั่น เจ้ารับหน้าที่ไปสืบเรื่องนี้ต่อที่สำนักชิงเฉิง ข้าต้องการคนเป็นที่รู้เรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ”
ภารกิจนี้แม้จะไม่ง่ายเข้าภารกิจของซานเย่ว์ แต่ก็สอดคล้องกับทักษะของเฟยอวี๋เช่นกัน
หลังจากแบ่งภารกิจให้ทั้งสองเรียบร้อยแล้ว โหยวจิ้นกลับไม่ได้แบ่งภารกิจให้เยี่ยเว่ยหมิงต่อ แต่บอกกับเฟยอวี๋กับซานเย่ว์เลยว่า “เวลากระชั้นชิด ภารกิจสำคัญ พวกเจ้ารีบไปจัดการเรื่องนี้เถอะ”
ประโยคเดียวของโหยวจิ้นได้ไล่เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ที่อยากรู้ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะได้รับภารกิจอะไรออกไปแล้ว หลังจากทั้งสองเดินออกจากห้อง สายตาโหยวจิ้นถึงได้มาอยู่บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเคร่งขรึม “ในฐานะมือปราบคนหนึ่งของสำนักมือปราบ เจ้าดูสิ เจ้าแต่งตัวอะไรของเจ้า”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วมองบนชุดเต๋าปากว้าของตัวเองโดยจิตใต้สำนึก อธิบายทันทีว่า “ท่านต้องการให้ข้าทำภารกิจ ข้าก็ต้องพยายามเพิ่มความสามารถของตัวเองให้ได้มากที่สุดสิ ความสามารถของอุปกรณ์ก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน ทั้งยังเป็นส่วนที่สำคัญมากด้วย แล้วค่าสเตตัสของชุดนักพรตเต๋าชุดนี้ ก็สูงกว่าชุดเฟยอวี๋ที่สำนักมือปราบแจกให้ ดังนั้น…”
โหยวจิ้นโบกมือ บอกใบ้ให้เยี่ยเว่ยหมิงหยุดพูด แล้วบอกว่า “ตอนปฏิบัติงานราชการ มีเพียงการใส่เครื่องแบบมาตรฐานของสำนักมือปราบเท่านั้น ถึงจะแสดงถึงความน่าเกรงขามของสำนักมือปราบได้ ข้าจะพูดให้ตรงไปตรงมาอีกหน่อยนะ เจ้าสวมชุดเฟยอวี๋ ยอดฝีมือมากมายที่มีชื่อเสียงบารมีในยุทธภพล้วนไม่กล้าแตะต้องเจ้าได้ง่ายๆ แต่หากเจ้าสวมชุดนักพรตเต๋า ก็จะไม่มีผลลัพธ์เช่นนี้แล้ว”
ชุดเฟยอวี๋ของสำนักมือปราบมีผลลัพธ์เช่นนี้ด้วย?
นึกถึงเมื่อก่อนตอนทำภารกิจ ‘สำนักคุ้มภัยหลงเหมิน’ คงซิ่งแห่งเส้าหลินไม่กล้าลงมือกับตนเลย เยี่ยเว่ยหมิงจึงรู้ว่าการปกป้องแบบนี้สำคัญมาก
อย่าบอกนะ ว่าต่อไป ตัวเองจะต้องเตรียมชุดสองชุดไว้เปลี่ยนกลับไปกลับมาตามสถานการณ์
แบบนี้มันน่าปวดไข่นิดหน่อย
ต้องทราบไว้ว่าเมื่ออยู่ในสถานะต่อสู้ นอกจากการเปลี่ยนอาวุธแล้ว อุปกรณ์อย่างอื่นก็ต้องใช้เวลารีบอ่านสามวินาที!
ตอนเงยหน้ามองโหยวจิ้นที่สวมหน้ากากเหล็กอีกครั้ง กลับพบว่าเจ้าหมอนี่กำลังยกถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาแล้ว ตอนนี้กำลังเป่าไอร้อนเบาๆ ท่าทางเหมือนผ่อนคลายสบายอารมณ์
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วตาเป็นประกายทันที แล้วถามอย่างอึ้งๆ ว่า “หัวหน้าโหยวกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าปัญหานี้ยังมีวิธีการที่เพียบพร้อมทั้งสองด้านใช่หรือไม่”
โหยวจิ้นได้ยินแล้วพยักหน้าเบาๆ วางถ้วยน้ำชาที่กำลังจะดื่มลงบนโต๊ะอีกครั้ง
เมื่อมองร่องเล็กตรงปากของหน้ากากเหล็กสีดำแวบหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็จินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าอีกฝ่ายจะดื่มน้ำชาได้อย่างไร
เขาถึงขั้นรู้สึกได้ว่า ก่อนหน้านี้ที่โหยวจิ้นยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา ก็เพียงเพื่อจะทำตัวเท่เท่านั้น
โหยวจิ้นย่อมไม่รู้ว่าในหัวเยี่ยเว่ยหมิงกำลังคิดอะไรกันแน่ หลังจากวางถ้วยน้ำชาลง ก็กล่าวทันทีว่า “มือปราบตั้งแต่ยศขั้นหกขึ้นไปของสำนักมือปราบ จะยื่นขอชุดคลุมเจ้าหน้าที่ทางการได้”
“ชุดเจ้าหน้าที่ทางการประเภทนี้ไม่มีค่าสเตตัส แต่กลับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้สอดคล้องตามยศขุนนางของเจ้าโดยอัตโนมัติได้ ทั้งยังยึดพื้นที่แถบอุปกรณ์ ช่วยอำพรางอุปกรณ์อย่างอื่นที่ไม่ใช่อาวุธบนตัวเจ้าได้ด้วย”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาเป็นประกายอีกครั้ง “รางวัลภารกิจของข้า ก็คือชุดเจ้าหน้าที่ทางการชนิดพิเศษนี่น่ะหรือ”
คงจะเป็นชุดแฟชั่นที่เห็นบ่อยๆ ในเกมออนไลน์ละมั้ง!
สำหรับของสวยงามที่ใช้งานจริงไม่ได้แบบนี้ เดิมทีเยี่ยเว่ยหมิงไม่ชายตาแล เพียงแต่เมื่อเทียบกับสถานการณ์ของตัวเอง ชุดเจ้าหน้าที่ทางการชุดนี้ถือเป็นรางวัลที่ไม่เลวสำหรับเขาเลย
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ “หัวหน้าโหยว ท่านคงไม่ได้จะบอกข้าใช่ไหม ว่ารางวัลอุปกรณ์คุณภาพทองคำของภารกิจถัดไปของข้า จะถูกแทนที่ด้วยชุดเจ้าหน้าที่ทางการชุดนี้”
โหยวจิ้นได้ยินแล้วยกน้ำชาขึ้นอีกครั้ง ขณะที่เก๊กหล่อเป่าไอร้อนของน้ำชา ก็พูดอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “มีโอกาสถูกแทนที่ และมีโอกาสแจกอุปกรณ์สองชิ้นพร้อมกันด้วย ส่วนรายละเอียดว่าจะได้รางวัลแบบไหน นั่นก็ต้องดูการแสดงความสามารถของเจ้าในภารกิจครั้งนี้แล้ว”