วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

86-90

บทที่ 86
“ที่จริงชุดเจ้าหน้าที่ทางการที่ข้าบอกเจ้าก่อนหน้านี้ เดิมทีไม่อาจนับว่าเป็นรางวัลพิเศษของภารกิจได้ แต่เป็นเครื่องแบบมาตรฐานของมือปราบขั้นหก ดังนั้นหากเจ้าอยากได้มัน เจ้าก็ต้องเลื่อนขั้นเป็นมือปราบขั้นหก และในความเป็นจริง ค่าผลงานสำนักสำหรับเลื่อนขั้นของเจ้าก็เพียงพอแล้ว หวงโส่วจุนเองก็เขียนจดหมายแนะนำขึ้นไปแล้วเช่นกัน…

…เพียงแต่ฝ่าบาทมีราชกิจต้องจัดการเยอะมาก อาจจะไม่ได้อนุมัติในทันที อิงตามขั้นตอนปกติ เจ้าก็ยังต้องรออีกสักระยะถึงจะดำเนินการได้…

…ส่วนระยะเวลาว่าช้าหรือเร็ว ก็ต้องดูอารมณ์ของฝ่าบาทแล้ว”

เยี่ยเว่ยหมิงเป็นคนที่คิดละเอียดยิบย่อยขนาดไหนกัน แค่ฟังจากคำพูดที่เหมือนไม่ตรงประเด็นของโหยวจิ้น เขาก็วิเคราะห์ความหมายแฝงสองแง่สองง่ามได้ทันที

หากวิเคราะห์จากมุมของบทละคร ในสถานการณ์ปกตินั้นต้องรอเวลาสักระยะหนึ่ง เช่นนั้นก็แสดงว่ามีสถานการณ์ไม่ปกติแล้ว

แต่หากวิเคราะห์จากวิธีการทำงานของเกมสักเกมหนึ่ง เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ค่าผลงานสำนักและเงื่อนไขอื่นพร้อมแล้ว ถ้าอยากจะเลื่อนขั้นก็ยังต้องทำภารกิจเลื่อนขั้นให้สำเร็จก่อน

ดังนั้น เขาจึงไม่ไปคิดวนเวียนถึงปัญหาการทำงานของราชสำนัก แต่ถามอย่างไม่อ้อมค้อมเลยว่า “เช่นนั้นหากไม่ทำตามขั้นตอนปกติล่ะ”

โหยวจิ้นได้ยินคำถามแล้วส่งสายตาที่สื่อว่า ‘ถือว่าเจ้ามาถูกทาง’ ให้เยี่ยเว่ยหมิง ก่อนจะตอบว่า “เงื่อนไขในการเลื่อนขั้นของเจ้าครบหมดแล้ว เหลือเพียงให้ฝ่าบาทอนุมัติเท่านั้นเอง ดังนั้น ขอเพียงมีขุนนางคนสนิทสักคนที่พูดต่อหน้าฝ่าบาทได้คอยช่วยเอ่ยถึงเจ้าต่อหน้า เจ้าก็จะได้รับการอนุมัติทุกนาทีเลย”

ขณะที่พูด โหยวจิ้นก็นำจดหมายฉบับหนึ่งออกมา “ช่วงนี้ลู่ติ่งกงประสบปัญหาหนึ่ง ต้องการความช่วยเหลือจากผู้ที่จัดการคดีสักคน ทั้งยังมาขอร้องข้าเป็นพิเศษด้วย เจ้าถือจดหมายแนะนำฉบับนี้ไป แล้วพรุ่งนี้เช้าหลังจากประชุมขุนนางตอนเช้า เจ้าก็ไปหาเขาที่จวนลู่ติ่งกง”

“ขอเพียงเจ้าช่วยไขคดีให้เขา หนังสือเลื่อนขั้นขุนนางของเจ้าก็จะได้รับการอนุมัติทันที”

พูดให้ชัดก็คือต้อเปลี่ยนคนมอบภารกิจ

เยี่ยเว่ยหมิงสื่อว่าเข้าใจ และรับหนังสือแนะนำมาจากมือโหยวจิ้น แต่ตอนที่กำลังจะกล่าวอำลา โหยวจิ้นก็โยนถุงผ้าไหมให้เขาอีก “ครั้งนี้เจ้าเป็นตัวแทนสำนักมือปราบเพื่อจัดการธุระให้ลู่ติ่งกง หากทำภารกิจได้ดี ลู่ติ่งกงจะรับหน้าที่มอบรางวัลพิเศษให้”

“แต่อุปกรณ์คุณภาพทองคำที่ข้าบอกก่อนหน้านี้ก็ยังรักษาสัจจะ หลังจากแน่ใจตัวตนผู้กระทำความผิดแล้วเปิดมันออก ขอเพียงทำตามเงื่อนไขบนนั้นสำเร็จ เจ้าก็รับอุปกรณ์คุณภาพทองคำชิ้นนั้นไปได้แล้ว ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษชิ้นหนึ่ง”

เมื่อเดินออกจากหอหน้ากากเหล็ก ก็มีพิราบขาวหลายตัวรวมกันเป็นฝูงบินมาหาเยี่ยเว่ยหมิง เรียงแถวเป็นตัวอักษร ‘ขอ’ อีกประเดี๋ยวก็เรียงแถวเป็นตัวอักษร ‘คำ’ แล้วอีกสักครู่ก็เรียงเป็นตัวอักษร ‘แนะนำ’ แล้วสุดท้ายก็ทยอยบินไปเกาะบนบ่าเยี่ยเว่ยหมิงก่อนจะหายไป

โหยวโหยว [ภารกิจสำเร็จสำเร็จแล้ว ข้าไปก่อนนะ ต่อไปหากต้องการอะไรก็เรียกข้าได้ทุกเมื่อ]

ถังซานไฉ่ [ครั้งนี้ข้าได้อะไรเยอะมาก ในภายหลังหากมีภารกิจทำนองนี้ อย่าลืมเรียกข้าอีกนะ]

สะพานสวรรค์คริสตัล [ร่วมงานกันอย่างมีความสุข ต่อไปถ้าเจอภารกิจฆ่า BOSS ก็อย่าลืมเรียกข้านะ พาข้าไปออกทีวีด้วย! (˶˚ᗨ˚˶)]

เฟยอวี๋ [ตกลงภารกิจของเจ้าคืออะไรกันแน่ เกี่ยวกับภารกิจของข้าหรือเปล่า]

ซานเย่ว์ [จะว่าไปแล้ว ภารกิจของเจ้าคงพิเศษมากสินะ ข้าอยากรู้จังเลย]

ข้อความล้วนส่งมาจากเพื่อนในทีม แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็แปลกใจมากเช่นกัน ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้พิราบขาวจึงเรียงตัวเป็นอักษร ‘ขอคำแนะนำ’

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วตอบข้อความกลับไปหาเฟยอวี๋กับซานเย่ว์

ข้อความที่ส่งให้เฟยอวี๋ก็คือ [เจ้าเดาว่าอะไร]

ส่วนข้อความที่ส่งให้ซานเย่ว์ก็คือ [ภารกิจของข้าต้องเปลี่ยนให้ NPC คนหนึ่งมามอบให้ เหมือนจะไม่เกี่ยวกับภารกิจของพวกเจ้านะ ส่วนรายละเอียดข้าก็ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะเข้าใจ เจ้ายังคิดอยู่ล่ะสิว่าจะรับมือกับหลินผิงจืออย่างไร]

หลังจากจัดการพิราบสื่อสารหมดแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็กลับมาที่ห้องพักเดี่ยวของตัวเองทันที

ภารกิจครั้งนี้เก็บเกี่ยวได้เยอะมาก พอเปิดหน้าค่าสเตตัสและกระเป๋าสะพายหลังของตัวเอง บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มสดใสเปล่งประกาย

สาเหตุแรกเป็นเพราะแต้มค่าตบะ หลังจากทีมสำนักมือปราบโจมตีสังหารสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงกับอวี๋ชางไห่ ก็ได้รับค่าตบะรวม 4600 แต้ม บวกกับ 10000 แต้มที่ได้จากภารกิจระดับหกดาว ตอนนี้กลายเป็น 14600 แต้มแล้ว!

นอกจากนี้ ยังมีตำราลับ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ หนึ่งเล่ม และ ‘บันทึกข้อความสวี่จิ้ง’ หนึ่งเล่ม

แล้วตอนที่เก็บศพอวี๋ชางไห่ก็ได้รับ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ กับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ อย่างละหนึ่งเล่ม เก็บศพสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงแล้วได้รับ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ สี่เล่ม

หลังจากนำของพวกนี้มารวมกันแล้วย่อยทิ้ง ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้ความสามารถของตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ!

แต้มของค่าตบะเป็นเหมือนยาครอบจักรวาล ยังไม่ต้องรีบใช้งานมัน รอจนกระทั่งใช้ของอย่างอื่นหมดแล้ว ค่อยตัดสินใจเพิ่มมันเข้าไปที่ไหนสักแห่งก็ยังไม่สาย

ขณะมองตำราลับสีสันต่างๆ กองใหญ่ เยี่ยเว่ยหมิงก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังนำตำราลับ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ มาพลิกอ่านที่ละตัวอักษร

หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง…

[ติ๊ง! คุณศึกษาตำราลับ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ อย่างตั้งใจ เรียนรู้กำลังภายในระดับกลาง ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ สำเร็จ และได้รับ ‘ค่าประสบการณ์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ 500 แต้ม]

[หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น]

เลเวล: 1

ค่าประสบการณ์: 500/1000

วิชาฝึกปราณดั้งเดิมของลัทธิเต๋า มีผลพัฒนาสติปัญญา ล้างไขกระดูก

พลังชีวิตสูงสุด +300

กำลังภายในสูงสุด +300

ความแข็งแกร่ง +20

พละกำลัง +20

ท่าร่าง +20

ความว่องไว +20

สติปัญญา +2

ตระหนักรู้ +1

….

สมกับเป็นกำลังภายในระดับกลาง โบนัสของค่าสเตตัสแบบนี้ก็ไม่มีใครทำได้แล้วเช่นกัน

ค่าสเตตัสสี่รายการเพิ่มขึ้น เท่ากับเชื่อมต่อ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ สองชุดจริงๆ มิหนำซ้ำยังมีค่าสติปัญญากับค่าตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นด้วย เรียกได้ว่าผลลัพธ์เหนือกฎธรรมชาติจริง!

ที่สำคัญที่สุดก็คือค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้สำหรับฝึก ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ มีเยอะมาก แต่ในด้านนี้ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ กลับคล้ายคลึงมนุษย์กว่ามาก

เยี่ยเว่ยหมิงฝืนข่มความตื่นเต้นในจิตใจ ไม่ได้รีบร้อนเพิ่มกำลังภายในวิชานี้ แต่นำ ‘บันทึกข้อความสวี่จิ้ง’ ที่เพิ่มค่าตระหนักรู้ได้ขึ้นมา ก่อนจะเริ่มอ่านอย่างละเอียด

หลังจากผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง…

[ติ๊ง! คุณตั้งใจศึกษา ‘บันทึกข้อความสวี่จิ้ง’ ได้รับความรู้มากมาย ตระหนักรู้สกิลความรู้ ‘กฎเต๋า’ ตระหนักรู้ +1!]

[กฎเต๋า]

เต๋าที่กล่าวได้ มิใช่เต๋าอันแท้จริง

เลเวล: 1

ค่าประสบการณ์: 0/1000

……

ความเร็วในการพื้นฟูพลังชีวิตเพิ่ม 5% ความเร็วในการฟื้นฟูพลังภายในเพิ่ม 5%!

วิทยายุทธ์วิชานี้มีผลลัพธ์ในการเสริมฤทธิ์เป็นพิเศษจริงๆ ด้วย

ไม่ผิดจากที่คาดคิดไว้ก่อนหน้านี้สักนิด!

เมื่อมีการเสริมฤทธิ์จากกฎเต๋า ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ กับ วิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ของเยี่ยเว่ยหมิง สองทักษะยุทธ์นี้ก็จะได้อัปเลเวลในระดับหนึ่ง

‘คัมภีร์เต๋า’ เปิดใช้งานค่าสเตตัสของ ‘กฎเต๋า’ ได้ เช่นนั้น ‘คัมภีร์พุทธ’ จะเปิดใช้ ‘พุทธธรรม’ ได้เหมือนกันใช่ไหม

พอนึกถึงความเป็นไปได้สองอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มคิดถึงวังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิง คิดถึง ‘วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร’ ที่ถูกเขาตบใช้ไปเล่มนั้น

ช่างเป็นความสิ้นเปลืองที่น่าละอายเสียจริง!

หลังจากอ่านเรียนรู้ทักษะจนหมด ในที่สุดเยี่ยเว่ยหมิงก็นำตำราลับตระหนักรู้สี่เล่มนั้นออกมา หลังจากมองปราดหนึ่ง เขาก็เลือก ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ออกมาแล้วก็เริ่มพลิกอ่านก่อนเล่มเดียว

[ตระหนักรู้กำลังภายใน: บันทึกการฝึกกำลังภายในของอวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิง เมื่อใช้กำลังภายในที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 5000 แต้ม!]

……

“[ติ๊ง! คุณเรียนรู้ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ในใจเกิดความตระหนักรู้ ได้รับค่าประสบการณ์กำลังภายใน 7500 แต้ม! กรุณาเลือกกำลังภายในที่จะใช้งาน

เมื่อเห็นว่าค่าประสบการณ์กำลังภายในที่เพิ่มขึ้น 7500 แต้ม เยี่ยเว่ยหมิงกลับเริ่มลังเลขึ้นมาแล้ว

ค่าประสบการณ์กำลังภายในพวกนี้ ควรจะเพิ่มไปที่ ‘เคล็ดชำระปราณ’ หรือจะเพิ่มไปที่ ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ดีล่ะ

บทที่ 87
ค่าประสบการณ์ของกำลังภายในเหล่านี้ ควรจะเพิ่มไปที่ ‘เคล็ดชำระปราณ’ หรือเคล็ดวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ดีล่ะ

สองทางเลือกนี้ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และหากดูจากความจำเป็นในการฝึกกำลังภายในระดับสูงอย่าง ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ กำลังภายในสองวิชานี้ล้วนจำเป็นต้องอัปเลเวลต่อไป

หากดูค่าสเตตัสของกำลังภายในสองวิชานี้ ก็จะต้องเลือกวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ แน่นอน

เนื่องจากค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มหนึ่งเลเวลของวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ มากกว่าการเพิ่มสี่เลเวลของ ‘เคล็ดชำระปราณ’ เสียอีก!

อีกทั้งเนื่องจากความแตกต่างด้านระดับการฝึกของกำลังภายในสองวิชานี้ ค่าประสบการณ์ 7500 แต้มนี้ หากใช้กับวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ก็จะทำให้วิชากำลังภายในระดับกลางนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องสามเลเวลได้อย่างไม่มีปัญหา

แต่ถ้าอยากอัปเลเวล ‘เคล็ดชำระปราณ’ ที่เดิมทีอยู่ในเลเวลเก้าให้ถึงเลเวลสิบ ก็เกรงว่าต้องทุ่มค่าตบะหมื่นกว่าแต้มที่เขาได้มาก่อนหน้านี้จนหมดด้วยถึงจะทำสำเร็จ

ไม่ว่าจะมองอย่างไร การอัปเลเวลวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ก็สอดคล้องกับความจริงมากกว่า

เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงมักรู้สึกว่าทักษะยุทธ์ใดๆ ก็ตาม หากเพิ่มขึ้นจนเลเวลเต็มแล้ว ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดไม่ถึง

ก็เหมือนกับการอัปเลเวลจากเก้าเป็นสิบของ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ซึ่งต้องใช้ค่าประสบการณ์สามแสนแต้มก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่เชื่อเลยว่าหลังจากมันอัปเลเวลถึงสิบแล้ว โบนัสค่าสเตตัสที่ได้รับจะมีแค่ ประสิทธิภาพ +100% ความแม่นยำ +100% ง่ายๆ แค่นั้น

ยามเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ที่ล่วงรู้ไม่ได้เลยแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมต้องเลือก…

[หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น]

เลเวล: 4

ค่าประสบการณ์: 1000/4000

……

พลังชีวิตสูงสุด +1200

พลังภายใน +1200

ความแข็งแกร่ง +80

พละกำลัง +80

ท่าร่าง +80

ความว่องไว +80

สติปัญญา +8

ตระหนักรู้ +4

……

การนำค่าประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้กับวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ ผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดก็คาดเดาได้ ทั้งยังแน่ใจได้ด้วยว่าจะเป็นอย่างนี้ ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน

แต่ถ้าหากนำค่าประสบการณ์ไปใช้กับ ‘เคล็ดชำระปราณ’ สุดท้ายก็ยากจะฟันธงว่าจะได้รับประโยชน์อะไร บางทีอาจจะกลายเป็นไร้ประโยชน์ด้วย หรือไม่ก็ห่างไกลจากวิชาในตอนแรก มีส่วนให้ต้องวัดดวงมากเกินไป

นี่ก็คือสาเหตุหลักว่าทำไมเยี่ยเว่ยหมิงไม่รีบร้อนอัปเลเวล ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าจะต้องมีเซอร์ไพรส์แน่ๆ ให้ถึงเลเวลสิบ

เนื่องจากมีสกิลเทพอย่าง ‘เวทบรรจุศพ’ ติดตัวอยู่แล้ว ความเร็วในการสะสมค่าประสบการณ์สกิลของเยี่ยเว่ยหมิงจึงเหนือกว่าผู้เล่นคนอื่น แต่ถ้าอยากจะสะสมให้ได้สามแสนแต็มเพื่อเคล็ดกระบี่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ภายในเวลาสั้นๆ แน่นอน

อย่างไรเสีย ภารกิจระดับหกดาวของสำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนหน้านี้ ก็ยังเป็นสถานการณ์ที่พบเจอได้แต่ไม่อาจเรียกร้องได้อยู่ดี ต่อให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอีก แล้วเขาใช้ ‘เวทบรรจุศพ’ เพื่อให้ได้ตำราลับตระหนักรู้มา ก็ไม่แน่ว่าจะได้ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ เสมอไปอยู่ดี

หากตอนนี้เขาสิ้นเปลืองความคิดทั้งหมดไปว่าจะอัปเลเวลเคล็ดกระบี่ชุดนี้อย่างไร เช่นนั้นในอนาคตระยะยาว ก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะพัฒนาความสามารถได้ทีละมากๆ ความได้เปรียบที่เคยสะสมไว้ก่อนหน้านี้ก็จะค่อยๆ ถูกผู้เล่นคนอื่นตามทันในช่วงเวลานี้เช่นกัน ถึงขนาดถูกนำหน้าไปด้วย

ในทางกลับกัน หากเขานำค่าตบะ ตำราลับตระหนักรู้ไปใช้กับทักษะที่เพิ่มความสามารถได้เร็ว ความสามารถของเขาก็จะก้าวหน้าไปหนึ่งขั้น จากนั้นก็ไปท้าสู้กับศัตรูที่เดิมทีไท้าสู้ไม่ได้ แล้วก็รับค่าตบะที่มากขึ้น รับตำราลับตระหนักรู้ที่คุณภาพดียิ่งขึ้น จากนั้นก็ไปสู้กับ BOSS ที่แข่งแกร่งกว่านั้น……

หลังจากกลิ้งหิมะจนเป็นก้อนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีวันหนึ่งที่ค้นพบว่า ค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่สามแสนแต้มก็ไม่ใช่จำนวนที่เยอะมากขนาดนั้น

เมื่อจัดการ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ เรียบร้อย เยี่ยเว่ยหมิงก็เปลี่ยนไปหยิบ ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ ห้าเล่มออกมา แล้วเริ่มอ่านทีละเล่ม

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่: บันทึกวิชากระบี่ของอวี๋ชางไห่ เจ้าสำนักชิงเฉิง เมื่อใช้เคล็ดกระบี่ทีกำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 5000 แต้ม!

หลังจากอ่านศึกษาอย่างจริงจัง ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 7500 แต้ม!]

……

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่: บันทึกวิชากระบี่ของโหวเหรินอิง ศิษย์สำนักชิงเฉิง เมื่อใช้เคล็ดกระบี่ที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 1000 แต้ม!

หลังจากอ่านศึกษาอย่างจริงจัง ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 1500 แต้ม!]

……

[ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่: บันทึกวิชากระบี่ของหงเหรินสยง ศิษย์สำนักชิงเฉิง…]

หลังจากอ่านศึกษาอย่างจริงจัง…

……

เหมือนกัน

……

เหมือนกัน

……

หลังจากอ่าน ‘ตระหนักรู้เคล็ดกระบี่’ ห้าเล่มจบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้รับค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ 13500 แต้ม เขาเพิ่มมันไปที่ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ทั้งหมด ทำให้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ของเขาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวล กลายเป็นเลเวลสี่ และยังเหลือค่าประสบการณ์อีกประมาณครึ่งหนึ่ง และสิ่งที่สอดคล้องกันก็คือ ค่าสเตตัสของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกแล้ว

เมื่อใช้ตำราลับตระหนักรู้ไปจนหมด เยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มศึกษาวิธีการใช้ค่าตบะ 15000+ (รวมกับที่ได้จากภารกิจสำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนหน้านี้)

หลังจากตรวจดูแถบวิทยายุทธ์ของตัวเองแล้ว ก็พบว่าวิชา ‘หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ เพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวลแล้ว เมื่อเห็นว่าแต้มค่าตบะยังเหลือเพียงพอ เขาจึงนำมันไปใช้กับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ จนได้เพิ่มหนึ่งเลเวล ทำให้เคล็ดกระบี่นี้เพิ่มขึ้นเป็นเลเวลห้าแล้วเช่นกัน

เมื่อดูค่าตบะที่เหลืออีก 1062 แต้ม ไม่ว่าจะนำไปใช้กับทักษะไหนก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จึงหยุดล้างผลาญค่าตบะพวกนี้ด้วยความจนใจ

และจากการที่เขาทำซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้ ความสามารถโดยรวมของเขาก็เพิ่มขึ้นเยอะมาก กลายเป็น…

[เยี่ยเว่ยหมิง]

เลเวล: 19

……

พลังชีวิต: 7300/7300

พลังภายใน: 3320/3320

ความแข็งแกร่ง: 287

พละกำลัง: 287

ท่าร่าง: 293

ความว่องไว: 187

สติปัญญา: 35

ตระหนักรู้: 35

[วิทยายุทธ์: หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น]

เลเวล: 5

ค่าประสบการณ์: 0/10000

พลังชีวิตสูงสุด +1500

พลังภายใน +1500

ความแข็งแกร่ง +100

พละกำลัง +100

ท่าร่าง +100

ความว่องไว +100

สติปัญญา +10

ตระหนักรู้ +5

……

……

[เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน (ระดับกลาง)]

เลเวล: 5

ค่าประสบการณ์: 0/40000

โจมตี +100%

แม่นยำ +100%

พละกำลัง +100

รากกระดูก +100

พลังชีวิตสูงสุด +1000

……

……

[อุปกรณ์]

ข้าม

……

หลังจากมองดูรางวัลทั้งหมดที่ใช้ไป ก็พบว่าทำให้ความสามารถโดยรวมของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งเท่า!

การทำภารกิจรอบนี้ กล่าวว่าเยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้ร่ำรวยได้เลย

เป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วย!

ลองนึกถึงพวก BOSS กับตัวแทงค์อย่างสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงที่เจอในภารกิจครั้งนี้ ถ้าให้เยี่ยเว่ยหมิงลงไปสู้เอง อย่างมากก็ฆ่าได้แค่คนเดียว ทั้งยังต้องอยู่ในสถานการณ์ที่สู้กันตัวต่อตัวด้วย ถ้าสู้กับศัตรูสองคน อย่างมากก็ทำได้แค่ป้องกันตัวเอง ถ้าฝ่ายตรงข้ามมาพร้อมกันสามหรือสี่คน นอกจากจะทาน้ำมันใต้เท้าแล้ววิ่งหนีไป เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงแม้จะเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ต้องพูดถึงตอนที่รวมพลังกันต่อสู้เลย แทบจะทำให้ทีมเล็กของสำนักมือปราบแพ้ย่อยยับให้กับอวี๋ชางไห่แล้ว

หากไม่ได้การต่อสู้อันร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ก็ไม่มีค่าประสบการณ์มหาศาลของเยี่ยเว่ยหมิงในตอนนี้เช่นกัน

เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘ทุกคนร่วมใจ แม้โลหะแท่งใหญ่ก็บั่นได้’ ดูท่าแล้ว ในภายหลังยังต้องร่วมมือกับคนอื่นให้มากๆ หน่อย

คนมากพลังเยอะ

คิดแล้วฟิน!

แต่พอพูดถึงศพ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกขึ้นได้ว่าศพของลูกศิษย์ห้าคนนี้ยังวางเรียงรายอยู่ในห่อสัมภาระอยู่เลย

ศพพวกนี้แตกต่างกับศพที่เขาเคยเจอมา คดีฆาตกรรมต่อเนื่องของ ‘สำนักคุ้มภัยฝูเวย’ ยังไม่จบลงโดยสมบูรณ์ ตามกฎแล้วพวกนี้เป็นหลักฐานในชั้นศาล เขาไม่อาจหาสถานที่จัดการศพตามอำเภอใจได้

เขาไม่พูดพน่ำทำเพลง ก็เดินไปที่ห้องชันสูตรศพแล้ว

ส่งศพทั้งหมดให้กับประเทศชาติ ก็ทำให้ตัวเองประหยัดแรงควงพลั่วขุดดินเหมือนกัน ถูกไหม

บทที่ 88
สำนักมือปราบเทพ ห้องชันสูตร

หลังจากซ่งฉือเดินอ้อมศพคนของสำนักชิงเฉิงรอบหนึ่ง แล้วถามผู้ที่มาส่งศพอย่างเยี่ยเว่ยหมิงอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าตรวจสอบศพมาแล้วหรือ”

ในสำนักมือปราบเทพ ซ่งฉือนับว่าเป็นกึ่งๆ อาจารย์ของเยี่ยเว่ยหมิง เวลาพูดคุยจึงพูดไปตามอำเภอใจ

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตอบทันทีว่า “คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ร้ายที่มาลอบโจมตีพวกเรา การตายของพวกเขาไม่ต้องตรวจสอบก็รู้ พวกเขาถูกพวกเราประหารคาที่ขอรับ…

…ข้านำพวกเขามาที่นี่เพื่อเป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ละเอียด”

ซ่งฉือพยักหน้า จากนั้นกล่าวเสริมอีกว่า “เช่นนั้นเจ้าก็รู้ ว่าห้าศพนี้ที่จริงล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น”

เยี่ยเว่ยหมิง: (⊙_⊙)?

ศพเหล่านี้ล้วนเป็นศพที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงฆ่าแล้วเก็บมาเลย ไม่ใช่มัมมี่สามพันปีเสียเมื่อไหร่ จะมามีของแท้กับของปลอมอะไรกัน?

ซ่งฉือหันกลับมามองเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมอธิบายว่า “ศพเหล่านี้ล้วนอยู่ในภารกิจสำนักของพวกเจ้า ได้มาตอนต่อสู้โหมดภารกิจ…

…ศัตรูที่อยู่ในโหมดภารกิจ อย่างมากก็นับเป็นร่างแยกของพวกเขาเท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ ความสามารถของพวกเขาจะถูกลดให้อ่อนแอลงในระดับที่ต่างกัน แต่ของที่ได้รับจากการโจมตีสังหารก็จะลดลงมากด้วย”

หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวเสริมอีกว่า “เช่นเดียวกัน ศพของพวกเขาแม้เจ้าจะนำกลับมาหลังจากจัดการศพแล้ว แต่กลับเป็นได้เพียงสิ่งที่ใช้ดูประกอบในการไขคดีของพวกเรา นำมาใช้เป็นหลักฐานไม่ได้…

…เพราะในความเป็นจริง คนพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่!”

กติกาของโหมดภารกิจ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเข้าใจชัดเจน เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ามูลค่าในตัวศพจะลดลงมากเช่นกัน

เพียงแต่เมื่อลองคิดให้ละเอียด ก็เหมือนจะมีเพียงคำอธิบายนี้เท่านั้นที่สมเหตุสมผล

คงจะนำศพของอวี๋ชางไห่กลับไปหาอวี๋ชางไห่ที่สำนักชิงเฉิง แล้วบอกเขาว่า ‘ศพของเจ้าอยู่ที่นี่ นี่คือศพที่ถูกประหารตายคาที่ตอนพวกข้าทำคดี ดังนั้นความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ผู้ร้ายก็คือเจ้า!’ ไม่ได้หรอกกระมัง

ฉากเหตุการณ์แบบนั้น แค่คิดก็ยังรู้สึกอยากอาเจียนเลย

เข้มงวดเกินไปแล้ว!

“ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเหตุใดข้ากลับมานานขนาดนี้แล้ว แต่ข้าลืมส่งศพพวกนี้ขึ้นไป แต่ก็ไม่มีใครเป็นฝ่ายมาทวงขอจากข้าเลย ที่แท้ศพเหล่านี้ก็ไม่ได้สำคัญมากอย่างที่คาดคิดไว้”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังเรียนรู้ท่าทางของ NPC เขากุมหมัดคารวะซ่งฉือ “ขอบคุณใต้เท้าซ่งที่ชี้แนะ ข้าได้รับคำชี้แนะ”

เห็นได้ชัดว่าซ่งฉือพอใจกับท่าทีถ่อมตัวของเยี่ยเว่ยหมิงมาก หลังจากพยักหน้าน้อยๆ ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ข้ากลับรู้สึกว่า เจ้าอาจจะสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าจะพูดในวันนี้มากกว่า”

“เรื่องอะไรหรือขอรับ”

“เกี่ยวกับทักษะเวทบรรจุศพ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วตาลุกวาวทันที

เวทบรรจุศพ!

นั่นคือที่พึ่งพาสุดสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นยอดฝีมือระดับบนของเกมนี้ได้เชียวนะ!

อย่าบอกนะว่าใน ‘เวทบรรจุศพ’ ยังมีความลับอะไรที่ตนไม่รู้อีก หรือว่ามีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้แสดงประสิทธิภาพของสกิลได้ดีกว่านี้

ซ่งฉือไม่ได้ติดนิสัยที่เวลาพูดต้องรอให้คนพูดส่งบทก่อนถึงจะพูดประเด็นนี้ต่อไปได้ หลังจากเอ่ยถึงเรื่องเวทบรรจุศพ เขาก็เป็นฝ่ายอธิบายต่อทันที “เมื่อใช้เวทบรรจุศพจัดการศพ เจ้าจะได้รับไอเทมลับบางอย่างบนตัวผู้ตายได้ แต่นี่เป็นการเก็บเกี่ยวขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น ถ้าอยากจะรับของได้มากขึ้นอีกขั้น ก็จะต้องลงทุนมากกว่าเดิม”

“ลงทุน” เยี่ยเว่ยหมิงแสดงออกก็ไม่เข้าใจ “ลงทุนอะไรหรือขอรับ”

ซ่งฉือยิ้มบางๆ ไม่ตอบ แต่ถามกลับว่า “ก่อนหน้านี้ตอนเจ้าใช้งานเวทบรรจุศพ เราไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนอะไรเชียวหรือ”

“ไม่ได้มีต้นทุนอะไรนะขอรับ” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวอย่างสมเหตุสมผล “ใช้ม้วนเสื่อราคาผืนละไม่กี่เหรียญทองแดง จากนั้นก็ยัดเข้ากระเป๋าสะพายหลัง หลังจากจัดการงานหลักเรียบร้อยแล้วก็หาที่ฝังตรงไหนก็ได้ เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว! ตั้งแต่ต้นจนจบ…”

ขณะที่พูดไปเรื่อยๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็พลันตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงถามว่า “การลงทุนที่ใต้เท้าซ่งเอ่ยถึง อย่าบอกนะว่าเป็นเครื่องมือสำหรับเวทบรรจุศพ”

“ไม่ผิดหรอก” ซ่งฉือกล่าวเสียงเรียบ “ตอนที่ใช้งานเวทบรรจุศพ ยิ่งเครื่องมือเวทบรรจุศพที่ใช้มีคุณภาพดี ประโยชน์ที่ได้รับก็จะยิ่งเยอะ…

…เพียงแต่นอกจากเครื่องมือเวทบรรจุศพที่ราคาถูกที่สุดอย่างเสื่อ ราคาของชุดโลงศพระดับสูงก็ไม่ใช่น้อยๆ อีกทั้งเวลาซื้อสินค้าประเภทนี้ ก็ไม่มีการต่อรองราคาด้วย…”

“อันนั้น…” เมื่อได้ยินว่าเครื่องมือเวทบรรจุศพมีราคาแพง เยี่ยเว่ยหมิงก็สีหน้าเปลี่ยนทันที เอานิ้วชี้สองนิ้วจิ้มกันพร้อมบอกว่า “ใต้เท้าซ่ง ท่านดูข้าสิ ส่วนใหญ่เวลาใช้สกิลเวทบรรจุศพ ก็ทำไปเพื่อหาหลักฐานทั้งนั้น กับห้าศพนี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อทำงานให้ราชสำนัก เครื่องมือเวทบรรจุศพนี้ สำนักมือปราบเทพจะช่วยเหลือสักหน่อยได้หรือไม่”

ซ่งฉือปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม “ไม่ได้”

“ทำไมล่ะ”

“เพราะในความเป็นจริง ศพที่เจ้าต้องเก็บเพื่อหาหลักฐานมีไม่เยอะ ตั้งแต่เจ้าเข้ามาอยู่ที่สำนักมือปราบเทพ เจ้าก็มีแค่ห้าศพนี้เท่านั้น”

ซ่งฉือหยุดพูดไปครู่เดียว แล้วเสริมอีกว่า “ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในเมื่อนำมาเป็นหลักฐาน ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุเวทบรรจุศพระดับบน…ไม่ว่าศพจะสำคัญอย่างไร เจ้าแค่ใช้ใช้เสื่อผืนเดียวม้วนกลับมาก็ได้””ที่ท่านกล่าวมีเหตุผลมาก ทำเอาข้าเถียงไม่ออกเลย” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าว

o(TヘTo)

เป็นคำชี้แนะที่ดึงดูดใจมาก เงินน้อยช่างน่าสงสาร…

……

จวนลู่ติ่งกง ตั้งอยู่ในถนนสายที่เจริญที่สุดของเมืองเปี้ยนเหลียงข้างวังหลวง

แน่นอน แม้จะเป็นถนนที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด แต่ก็เป็นเพียงจุดที่มี NPC หมุนเวียนค่อนข้างมากเท่านั้นเอง

สำหรับผู้เล่น จุดที่เจริญที่สุดก็คือจุดพักม้า จุดฟื้นชีพ และเขตฝึกอัปเลเวล

จุดที่มี NPC รวมตัวกันเยอะเช่นนี้ บรรดาผู้เล่นนอกจากมาทำภารกิจหรือบังเอิญผ่านไป ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครอยากมาในสถานที่นี้

แม้แต่ที่อยู่ของจวนลู่ติ่งกง เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามมาจากคนที่คลั่งการทำภารกิจอย่างซานเย่ว์เช่นกัน

ต้องบอกเลยว่าสาวน้อยคนนี้รักการทำภารกิจจริงๆ

ตอนแรกที่อยู่หมู่บ้านตู้คัง นางก็อาศัยความเด็ดเดี่ยวขอตัวเองรีเฟรชภารกิจทั้งหมดที่ขุดค้นได้ในหมู่บ้านไปรอบหนึ่ง

หลังจากมาถึงเมืองเปี้ยนเหลียง นิสัยเดิมก็แก้ยาก เมื่อเทียบกับภารกิจจับกุมที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสูงของสำนักมือปราบเทพ นางยังสนใจภารกิจยามว่างในซอยเล็กซอยใหญ่ของเมืองมากกว่า

เพียงแต่เมืองเปี้ยนเหลียงเป็นเมืองหลักที่ใหญ่ที่สุดของระบบ ภารกิจลับไม่ได้รีเฟรชหมดง่ายขนาดนั้น

ดูจากท่าทางของสาวน้อยคนนี้ เหมือนเตรียมจะรีเฟรชภารกิจต่อหลังจากทำภารกิจสำนักเสร็จ…

อิงตามแผนที่ของซานเย่ว์ เขาใช้ทางลัดเดินมาถึงถนนใหญ่ของจวนลู่ติ่งกง แต่ตรงปากซอยกลับบังเอิญพบเฟิงเหลย มือกระบี่ศิษย์ชายสำนักเอ๋อเหมยที่ก่อนหน้านี้ควบตำแหน่งที่กองควบคุมยุทโธปกรณ์

เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้มาคนเดียว คนที่มาพร้อมกับเขาก็คือผู้เล่นคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมยาวสีฟ้า มีผ้าโพกศีรษะ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้เล่นศิษย์สำนักหัวซาน

“อ้าว! นี่ไม่ใช่สหายเยี่ยหรอกหรือ นึกไม่ถึงว่าพวกเราจะมาเจอกันที่นี่ ถือว่ามีวาสนา” ขณะที่สายตาของเยี่ยเว่ยหมิงไปหยุดอยู่บนตัวอีกฝ่าย เจ้าตัวก็เป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนแล้ว พร้อมทั้งถือโอกาสแนะนำตัวให้ผู้เล่นสำนักหัวซานที่อยู่ข้างกาย “นี่คือวั่งเหยียน สหายของข้า เป็นนักกินขนานแท้”

เมื่อได้ยินว่ามือกระบี่เฟิงเหลยแนะนำตัวเองอย่างนี้ วั่งเหยียนก็อดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ “เฟิงเหลย อย่าแฉกันสิ”

เฟิงเหลยหัวเราะแห้ง แล้วหันมาแนะนำเยี่ยเว่ยหมิงให้อีกฝ่ายรู้จัก จะถามอย่างประหลาดใจว่า “สหายเยี่ย เจ้าก็มามอบของขวัญล้ำค่าที่จวนลู่ติ่งกงเหมือนกันหรือ

บทที่ 89
มือกระบี่เฟิงเหลยปากก็บอกว่า ‘มอบของขวัญล้ำค่า’ แน่นอนว่าไม่ได้มาเพื่อรีเฟรชค่าความรู้สึกดีของ NPC อยู่แล้ว แต่มาเพื่อทำภารกิจซ้ำ

จากข่าวกรองที่ซานเย่ว์ให้เขามา ลู่ติ่งกงท่านนี้ชอบสะสมของล้ำค่าหายากใหม่ๆ ของบางอย่างที่ผู้เล่นจำนวนมากได้มาระหว่างทำภารกิจหรือฆ่ามอนสเตอร์ แล้วไม่รู้รายละเอียดว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ก็นำมาแลกเป็นตำลึงเงินกับเขาได้

แน่นอนว่าของจะมีมูลค่าหรือไม่ ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบล่วงหน้า

ขอเพียงสิ่งของเหล่านั้นผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นจาก NPC ที่รับหน้าที่ตรวจสอบอยู่ตามโรงเตี๊ยมใหญ่ต่างๆ ของเมืองหลวง ผู้เล่นก็นำมาแลกเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยตรงนั้นได้เลย มีเพียงของที่มูลค่าสูงในระดับหนึ่งเท่านั้น ถึงจะได้รับการแนะนำให้ไปแลกเปลี่ยนซื้อขายกับลู่ติ่งกงต่อหน้า

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ “ที่จริงข้ามาเพื่อทำภารกิจ”

เมื่อได้ยินดังนั้น วั่งเหยียนที่อยู่อีกด้านกลับพูดต่อจากเขา “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าพูดอย่างนี้เสียมารยาทหรือไม่ แต่ข้าก็ยังต้องเตือนสหายเยี่ยหวยสักหน่อยว่าประตูใหญ่ของจวนลู่ติ่งกงไม่ได้เดินเข้าไปได้ง่ายๆ ก่อนหน้านี้สหายหลายคนของข้าอยากจะเข้าไปทำภารกิจที่จวนลู่ติ่งกง แต่ก็ถูกขัดขวางไว้เพราะไม่มีใครแนะนำ”

มือกระบี่เฟิงเหลยได้ยินแล้วรู้สึกทันทีว่าความรู้สึกที่อยู่ในน้ำเสียงนี้ฟังดูไม่ปกติ จึงเตือนว่า “วั่งเหยียน เจ้า…”

วั่งเหยียนไม่สนใจการบอกใบ้ของมือกระบี่เฟิงเหลย แต่พูดกับเยี่ยเว่ยหมิงต่อว่า “นี่ข้าเตือนสหายเยี่ยด้วยเจตนาดี ถ้าไปถึงประตูใหญ่แล้วถูกขวางไว้ ไม่เพียงแค่จะเก้อเขินเท่านั้น ทั้งยังเสียเวลาด้วยเช่นกัน”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกว่าแม้เจ้าหมอนี่จะพูดจาคลุมเครือ แต่กลับทำให้คนรู้สึกถึงตัวร้ายปัญญาอ่อนในนิยายที่ยื่นหน้ามาให้คนตบ

จะว่าไปแล้ว ในชีวิตจริงมีคนประเภทนี้อยู่ด้วยหรือ

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้ว วั่งเหยียนก็ยังนึกว่าตัวเองเดาถูกแล้ว เดิมทียังมีสีหน้าไร้เดียงสา แต่ตอนนี้ใบหน้ากลับยิ้มแย้มราวกับมีดอกเบญจมาศเบ่งบาน “หากสหายเยี่ยรีบร้อนจะไปทำภารกิจจริงๆ ข้าก็มีวิธีการหนึ่งที่ช่วยส่งเจ้าเข้าไปได้”

ขณะที่พูด ก็ยังทำท่าทางเหมือน ‘ข้ามีคุณธรรมมาก’ กล่าวอย่างองอาจผึ่งผายมากกว่า “ที่ข้ามีของล้ำค่าอยู่ชิ้นหนึ่ง ทั้งยังมีจดหมายแนะนำที่สอดคล้องกัน นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากนะ หากสหายเยี่ยรู้สึกสนใจ ก็ห้าสิบเหรียญทองเท่านั้น ข้าจะห่อให้เจ้าเลย!”

มือกระบี่เฟิงเหลยที่อยู่ข้างกันได้ยินแล้วเอามือปิดหน้า ก่อนหน้านี้เขายังสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหมอนี่จึงเกิดสมองเป็นตะคริวขึ้นมา ที่แท้ก็อยากฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์จากเยี่ยเว่ยหมิงนี่เอง

จวนลู่ติ่งกงสะสมของล้ำค่าในใต้หล้านั้นเป็นเรื่องจริง แต่อีกฝ่ายกลับมีผู้ประเมินสินค้าระดับสูงเฉพาะทางรับหน้าที่ตรวจสอบ และตัวลู่ติ่งกงเองก็เป็นผู้ที่มีความสามารถสูงในวงการนี้เช่นกัน ดังนั้นเวลาผู้เล่นมามอบของขวัญล้ำค่าให้ ส่วนใหญ่ก็จะไม่ขายในราคาสูงเกินไป ต่อให้ได้เจอกับลู่ติ่งกงที่อายุน้อยนั่นกับตาตัวเอง สุดท้ายราคาขายของ ‘ของล้ำค่า’ โดยเฉลี่ยก็ประมาณยี่สิบเหรียญทอง

อย่างไรเสียก็มาที่นี่เพื่อขายของ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของที่ผู้เล่นไม่ได้ใช้งาน ส่วนมูลค่าของของประเภทนั้น ก็ย่อมไม่สูงจนเกินจริงอยู่แล้ว

ตัวละครที่อยู่ในตำแหน่งอย่างลู่ติ่งกงได้ จะเป็นคนที่โดนหลอกง่ายไปได้อย่างไร

วั่งเหยียนรู้ชัดถึงจุดนี้ ดังนั้นเขาจึงเดิมพันว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่มีจดหมายเชิญ จะฉวยโอกาสทำกำไรสักก้อนหนึ่งก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเช่นกัน

หากเยี่ยเว่ยหมิงรีบร้อนทำภารกิจจริงๆ เขาก็จะต้องเป็นคนโง่ที่โดนหลอกง่ายแน่นอน!

เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือที่เยี่ยเว่ยหมิงจะไม่รู้ทันอุบายตื้นๆ ของเขา จึงส่ายหน้าเบาๆ พร้อมบอกว่า “น้ำใจของเจ้าข้ารับรู้แล้ว”

วั่งเหยียนยักไหล่ ไม่ได้สนใจเช่นกัน แล้วทั้งสามก็เดินไปที่ประตูใหญ่ของจวนลู่ติ่งกง

ไม่ได้มีฉากเสแสร้งและหักหน้ากันเหมือนที่ผู้ชมชอบดู เห็นเพียงเยี่ยเว่ยหมิงนำจดหมายแนะนำของโหยวจิ้นออกมา ตอนที่บ่าวไพร่ของจวนขุนนางบรรดาศักดิ์กง[1]เชิญเยี่ยเว่ยหมิงเข้าไปในจวนอย่างสุภาพเกรงใจ วั่งเหยียนก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ กลบเกลื่อนความอาย

ค้าขายไม่สำเร็จ มิตรภาพยังอยู่

บางทีประโยคนี้อาจจะเป็นเสียงในใจของเจ้าหมอนี่ก็ได้

บ่าวของจวนขุนนางบรรดาศักดิ์กงนำทั้งสามไปที่โถงรับแขก หลังจากผ่านไปสักพัก ก็มีหนุ่มน้อยที่แต่งกายหรูหราเครื่องประดับเต็มตัวหัวเราะคิกคักเดินออกมา

หนุ่มน้อยผู้นี้หน้าตารูปร่างกำยำแข็งแรง ดวงตาเป็นประกายวูบไหวไม่หยุดนิ่ง ดูแล้วไม่เหมือนคุณชาย แต่กลับเหมือนเด็กหนุ่มเร่ร่อนในตลาดมากกว่า

แต่ดูจากท่าทีของบรรดาบ่าวไพร่ก็รู้แล้ว หนุ่มน้อยคนนี้จะต้องมีฐานะที่ไม่ธรรมดาในจวนลู่ติ่งกงแห่งนี้แน่นอน

ข้างหลังหนุ่มน้อยเป็นชายชราที่มีลักษณะสุขุมเยือกเย็นคนหนึ่งเดินตามมาด้วย ดูเหมือนขุนนางบรรดาศักดิ์กงของราชสำนัก

เพียงแต่ดูจากตำแหน่งยืนไปจนถึงสีหน้าท่าทาง ก็เห็นได้ชัดว่าฐานะของหนุ่มน้อยคนนี้สูงกว่าเขาเล็กน้อย

เมื่อเห็นหนุ่มน้อยเดินเข้ามา วั่งเหยียนก็ตาเป็นประกายทันที เป็นฝ่ายยืนตัวตรงแล้วพูดก่อนว่า “วั่งเหยียนแห่งหัวซาน คำนับลู่ติ่งกง”

ลู่ติ่งกง?

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วแอบแปลกใจ นี่มันห่างไกลกับภาพลักษณ์ขุนนางผู้มีอำนาจแห่งยุคที่เก็บงำฝีมือในจินตนาการของเขาหนึ่งหมื่นแปดพันลี้เลย

“ฮ่าๆ…สหายวั่งเหยียน เจ้ามาอีกแล้วนะ!” พอหนุ่มน้อยลู่ติ่งกงคนนี้เห็นวั่งเหยียน ก็แสดงออกอย่างเป็นมิตรมาก หลังจากทักทายกลับ สายตาก็ย้ายไปทางเยี่ยเว่ยหมิงกับมือกระบี่เฟิงเหลยอยู่ข้างๆ “วันนี้นำของดีอะไรมาด้วยล่ะ”

วั่งเหยียนได้ยินแล้วยิ้มทันที แล้วนำหมัดอรหันต์เหล็กคู่หนึ่งออกมาพร้อมกล่าวว่า “ลู่ติ่งกง ท่านอย่าดูถูกเชียวนะว่านี่เป็นเพียงหมัดอรหันต์เหล็กคู่เดียว สิ่งนี้ผ่านการหลอมสร้างจากช่างผู้ชำนาญมาแล้ว ขอเพียงบิดขยับตามวิธีการก็จะโจมตีหมัดอรหันต์ออกมาชุดหนึ่งโดยอัตโนมัติ”

“ข้าได้ยินข่าวลือมาว่า นี่คือของรักของหวงของนักพรตจางซานเฟิงแห่งสำนักอู่ตังเชียวนะ!”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดแสยะยิ้มในใจไม่ได้ สหายผู้นี้ช่างชอบขี้โม้แต่ไม่รู้จักปรับบทให้เรียบร้อยก่อน หมัดอรหันต์เหล็กคู่หนึ่งที่โจมตีได้ เจ้าคิดว่าจางซานเฟิงแห่งอู่ตังจะชอบของสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ

ยังไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งนี้คู่ควรหรือไม่ ต่อให้เจ้าบอกว่ามันเป็นของรักของเสาหลักแห่งยุทธภพ ก็ยังฟังดูน่าเชื่อถือกว่านี้เลยกระมัง

เยี่ยเว่ยหมิงมีวิธีคิดอย่างนี้ เห็นได้ชัดว่าลู่ติ่งกงผู้อัธยาศัยดีท่านนั้นก็คิดแบบเดียวกัน ในดวงตาฉายแววดูถูกเหยียดหยามแวบหนึ่ง จากนั้นหันไปถามชายชราที่อยู่ข้างหลัง “อาจารย์เจี่ยน ท่านดูสิ…”

ชายชราผู้นั้นรับอรหันต์เหล็กมาจากมือวั่งเหยียน หลังจากมองดูให้ละเอียดสักพักก็กล่าวว่า “สองร้อยเหรียญทอง”

ลู่ติ่งกงได้ยินแล้วรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย แต่ก็ยังเลือกเชื่อสายตาของ ‘อาจารย์เจี่ยน’ ท่านนี้ เขาหันกลับมามองวั่งเหยียนโดยไม่พูดอะไร

วั่งเหยียนได้ยินตัวเลขแล้วแอบปลาบปลื้มอยู่ในใจ รีบเอ่ยรับแล้ว

ไม่แปลกใจที่เขาดีใจแทบคลั่งขนาดนี้ ในสายตาของเยี่ยเว่ยหมิง ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของสมบัติชิ้นนี้ก็คือ สามารถเรียนรู้ ‘หมัดอรหันต์’ ของสำนักเส้าหลินผ่านมันได้ เพียงแต่ ‘หมัดอรหันต์’ เป็นวิทยายุทธ์ระดับต้นของสำนักเส้าหลินเท่านั้น เมื่ออยู่ในตลาดขายได้ยี่สิบเหรียญทองก็ถือว่าขอบคุณฟ้าดินแล้ว

ก่อนหน้านี้ยังคิดจะขายให้เยี่ยเว่ยหมิงในราคาห้าสิบเหรียญทองอยู่เลยไม่ใช่หรือ

โชคดีที่เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ตอบรับ ไม่อย่างนั้นหลังจากรู้ความจริง เจ้าคนจอมเอาเปรียบนี่จะต้องปวดใจตายแน่นอน

ข้างหลังวั่งเหยียนก็คือมือกระบี่เฟิงเหลย เขานำภาพร้อยละครสุยจ่วนออกมาชุดหนึ่ง หลังจากอาจารย์เจี่ยนตรวจประเมินแล้ว ก็ให้ราคาสามสิบเหรียญทอง

แม้จะรู้สึกไม่พอใจที่ของขวัญของตัวเองมูลค่าน้อยกว่าอรหันต์เหล็กของวั่งเหยียน แต่เขาก็ยังยอมขายสิ่งนี้ให้ลู่ติ่งกง

อย่างไรเสียของประเภทนี้ก็ไม่มีประโยชน์ต่อผู้เล่น นอกจากที่นี่ เขาก็ทำได้เพียงนำไปขายให้ร้านค้า ซึ่งอาจจะได้ราคาถูกกว่านี้อีก

หลังจากให้บ่าวรับใช้นำของสองชิ้นนี้เก็บเข้าคลังสมบัติ ดวงตากลมโตเจ้าเล่ห์ของลู่ติ่งกงก็กวาดมองบนตัวเยี่ยเว่ยหมิง “พี่ใหญ่ท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีของดีอะไรมาขายให้ข้า”

[1] บรรดาศักดิ์กง 公爵 หนึ่งในบรรดาศักดิ์ของขุนนาง เรียงตามลำดับสูงไปต่ำ ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ หนาน

บทที่ 90
ขายของ?

เขาไม่ได้มาเพื่อทำสิ่งนี้!

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย กำลังคิดจะอธิบายให้ชัดเจน แต่กลับเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาอย่างฉับพลัน ถือโอกาสพูดไปตามสถานการณ์ว่า “จะว่าไปแล้ว ในมือข้าก็มีของสิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะใช้งานมันอย่างไร ไม่สู้ขอให้ลู่ติ่งกงช่วยดูสักหน่อยเป็นอย่างไร”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำกระสอบใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยขนสีเขียวออกจากห่อสัมภาระ เมื่อกระสอบใหญ่ใบนี้ปรากฏขึ้น กลิ่นเหม็นเตะจมูกก็อบอวลทั่วทั้งโถงรับแขกทันที

ชั่วขณะนั้น ทุกคนในห้องรวมทั้งลู่ติ่งกงถอยหลังไปหลายก้าวโดยจิตใต้สำนึก รักษาระยะห่างกับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเอ็งก็ยังทำอะไรไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้

ต้องทราบไว้ว่าหลังจากของสิ่งนี้ตกอยู่ในมือเขา ก็ยังไม่เคยนำมันออกมาจากห่อสัมภาระเลย

ห่อสัมภาระของผู้เล่นล้วนเป็นกระเป๋ามิติ มีความมหัศจรรย์มาก ไม่เพียงแต่เก็บรักษาความสดใหม่ได้ตลอดเท่านั้น การปิดกั้นกลิ่นก็ย่อมไม่ต้องพูดถึงเลย

เมื่ออยู่ในกระเป๋ามิติประเภทนี้ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมสัมผัสไม่ได้ว่าอานุภาพของสิ่งนี้จะน่ากลัวขนาดนี้

หลังจากยิ้มอย่างเก้อเขิน เยี่ยเว่ยหมิงก็คิดว่าทำพลาดแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย อธิบายไปว่า “ตอนที่ข้ากำจัดโจรราคะภมรเด็ดดอกไม้ก่อนหน้านี้ ข้าได้รับมาจากตัวของอีกฝ่าย มันชื่อว่า ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’…

…เดิมทีข้าก็ไม่รู้ว่ามันแสนสาหัสตรงไหนกันแน่ พอมาดูตอนนี้แล้ว ตัวของมันเองเหมือนจะทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกทรมานแสนสาหัสได้”

หลังจาก ‘กระสอบข้าวแสนสาหัส’ ตกอยู่ในมือเยี่ยเว่ยหมิง เขาก็คิดว่าจะทำลายมันอย่างไร แต่บนกระสอบเขียนแนะนำไว้ชัดเจนว่า ‘ห้ามทิ้ง ห้ามขาย’ ทำให้เขาทำอะไรกับกระสอบข้าวใบนี้ไม่ได้เลย

ตอนที่สองสหายกำลังซื้อขายก่อนหน้านี้ จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็ตระหนักได้ว่าการซื้อขายนี้ก็อาจจะถือเป็นภารกิจหนึ่งได้เช่นกัน

ในเมื่อตกลงซื้อขายกันไม่ได้ เช่นนั้นถ้าทำเป็นไอเทมภารกิจมอบให้ NPC ก็น่าจะไม่มีปัญหากระมัง

เพียงแต่พอมาดูตอนนี้ ปัญหาเหมือนจะใหญ่มาก

ลู่ติ่งกงได้ยินแล้วหันไปมองผู้ประเมินสินค้าที่ถูกเรียกว่าอาจารย์เจี่ยนทันที เจ้าตัวเอามือบีบจมูกพร้อม ตอบด้วยน้ำเสียงคลุมเครือว่า “ไม่มีราคาแม้แต่น้อย!”

เมื่อได้ยินอาจารย์เจี่ยนเสนอราคาเช่นนี้ ลู่ติ่งกงก็หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิงทันที ให้เขาเก็บของกลับไปอย่างรู้กาลเทศะ

เมื่อได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของลู่ติ่งกง เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้ว่าความคิดของตัวเองล้มเหลวแล้ว ทำได้เพียงเก็บกระสอบข้าวแสนสาหัสกลับไปอย่างจนใจ “ที่จริงกระสอบข้าวเป็นเพียงสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ที่ข้ามาหาลู่ติ่งกงวันนี้ ที่จริงเป็นเพราะมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง”

ขณะที่พูดก็นำจดหมายแนะนำของโหยวจิ้นออกมา แล้วส่งให้ลู่ติ่งกงที่ยังเป็นชายหนุ่ม “ที่จริงนี่คือจดหมายของหัวหน้าโหยวแห่งสำนักมือปราบเทพ สาเหตุหลักที่ข้ามาวันนี้ก็คือเรื่องนี้”

เมื่อได้ยินชื่อของโหยวจิ้น ลู่ติ่งกงที่มีสีหน้าเย้ยหยันสังคมก็เก็บอาการทันที รีบนำจดหมายมาเปิดออก หลังจากอ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก็พูดกับมือกระบี่เฟิงเหลยและวั่งเหยียนว่า “ต่อไปอาจจะเกี่ยวกับกิจธุระราชการบางอย่าง ถ้าทั้งสองไม่มีธุระอย่างอื่นแล้ว…”

“พวกเราขอกล่าวอำลาตรงนี้!”

เมื่อฟังออกว่าคำพูดของลู่ติ่งกงแฝงความหมายว่าส่งแขก ทั้งสองก็รีบเอ่ยขอตัวอย่างรู้กาลเทศะ ขณะที่กำลังเดินออกไปข้างนอก วั่งเหยียนกลับโค้งมุมปากยิ้มบางๆ “นึกไม่ถึงว่ากระสอบข้าวใบนี้จะตกอยู่ในมือของเขา น่าสนใจ”

มือกระบี่เฟิงเหลยได้ยินสหายรักพึมพำเสียงต่ำ ก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ “วั่งเหยียน เมื่อครู่จะพูดอะไร ข้าได้ยินไม่ชัดเจน”

“ไม่มีอะไร เจ้าฟังผิดแล้ว”

……

หลังจากมองคล้อยหลังสองคนนั้นหายไปจากสายตาแล้ว ลู่ติ่งกงก็บอกให้เยี่ยเว่ยหมิงนั่งลงอีกครั้งอย่างมีอัธยาศัยไมตรี แล้วถามว่า “นายท่านโหยวให้สหายเยี่ยมาที่นี่เรื่องอะไรกันแน่”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอึ้งไปชั่วขณะ “เขาพูดไว้ในจดหมายแล้วไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่รู้หนังสือ” ลู่ติ่งกงตอบ

เยี่ยเว่ยหมิง: Σ(っ°Д°;)っ

คนที่รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนเด็กหนุ่มอันธพาลในตลาดคนหนึ่งกลายเป็นขุนนางบรรดาศักดิ์กงขั้นหนึ่งของราชสำนัก เดิมทีนี้ก็เป็นเรื่องที่เหลวไหลมากอยู่แล้ว ผลปรากฏว่าไม่น่าเชื่อ ขุนนางบรรดาศักดิ์กงท่านนี้ยังไม่รู้หนังสืออีกด้วย!

เรื่องนี้เจ้ากล้าเชื่อไหมล่ะ

เยี่ยเว่ยหมิงข่มความปรารถนาที่จะพูดแขวะในใจเอาไว้ แล้วเล่าจุดประสงค์คร่าวๆ ในการมาครั้งนี้ให้อีกฝ่ายฟัง ก่อนจะแบมือยักไหล่อย่างคนฉลาด “สถานการณ์โดยละเอียดเป็นเช่นนี้ เข้ามาเพื่อขอให้ลู่ติ่งกงช่วย แน่นอนว่าอิงตามที่นายท่านโหยวบอกไว้ หากลู่ติ่งกงประสบปัญหาอะไร ก็มอบหมายให้ข้าจัดการได้”

“ไอ๊หยา!” ลู่ติ่งกงได้ยินแล้วตบต้นขาหนึ่งฉาด ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แล้วบอกว่า “เช่นนั้นก็ดีเลย! หากมีสหายเยี่ยช่วยเหลือ ก็เหมือนบนตัวเสือมีปีกไก่งอกจริงๆ…”

การเปรียบเปรยแบบนี้ทำให้ใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงเต็มไปด้วยขีดดำ

บนตัวเสือมีปีกไก่งอกคืออะไรกัน

เจ้าอยากจะพูดว่าเหมือนเสือติดปีก หรืออยากจะพูดว่ายัดไก่ลงหม้อตุ๋นไม่ไหวกันแน่

เพียงแต่การมาขอร้องให้คนช่วยจัดการธุระให้ ก็ย่อมไม่อาจบ่นต่อหน้าได้ เยี่ยเว่ยหมิงได้แต่ยิ้มรับ

เหอะๆ!

และหลังจากลู่ติ่งกงท่านนี้เยินยอเยี่ยเว่ยหมิงไปสองสามประโยค ก็เปลี่ยนประเด็นสนทนาทันที “ไม่ปิดบังความจริง ก่อนหน้านี้ไม่นานในวังหลวงเกิดเหตุขโมยของล้ำค่า ฝ่าบาททรงมอบหมายเรื่องนี้ให้ข้าจัดการ ข้ากำลังว้าวุ่นใจเพราะเรื่องนี้อยู่พอดีเลย สหาย”

“วังหลวงเกิดเหตุขโมยของ?” เยี่ยเว่ยหมิงคอยส่งบทให้

“ไม่ผิดหรอก” คนหนุ่มลู่ติ่งกงผู้ไม่รู้หนังสือกล่าวอย่างจนใจมาก “ตามคำบอกเล่าขององครักษ์ในวัง พวกเขาถูกคนตบดัง ‘เพียะ’ สลบโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว หลังจากฟื้นขึ้นมาถึงได้พบว่าคลังสมบัติถูกขโมยของแล้ว”

“เสียงดัง ‘เพียะ!’ เลยหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงถาม

“ที่จริงแล้วเงียบเชียบไร้เสียง ข้าเพียงรู้สึกว่าพูดเช่นนี้แล้วจะสมจริงขึ้นกว่าเดิมหน่อย อย่าใส่ใจเลย” ลู่ติ่งกงกล่าว

นี่เจ้าแน่ใจนะว่าตอนนี้กำลังเล่ารายละเอียดคดีให้ข้าฟัง

ยังมีอีก นี่ตกลงเจ้าจะให้ข้าสนใจหรือไม่สนใจกันแน่

เยี่ยเว่ยหมิงอ้อมผ่านปัญหาอันน่าสับสนนี้ไป แล้ววิเคราะห์ว่า “ดังนั้น จะบอกว่าหัวขโมยเป็นยอดฝีมือในยุทธภพอย่างนั้นหรือ”

“ยอดฝีมือระดับสูงหลายคนที่ข้ารู้จักก็กล่าวเช่นนี้”

“อ้อ?”

“อย่าสนใจรายละเอียดพวกนี้เลย” ลู่ติ่งกงท่านนี้เหมือนจะรู้สึกได้เช่นกันว่าเยี่ยเว่ยหมิงถามเช่นนี้เพราะรู้สึกรำคาญนิดหน่อย จึงกระแอมปรับเสียงให้ชัดเจนแล้วกล่าวว่า “เข้าประเด็นหลักกันเถอะ เนื่องจากศัตรูมีความสามารถไม่ธรรมดา เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายที่ไม่จำเป็น น้องชายหวังว่าก่อนที่สหายเยี่ยจะรับภารกิจ ก็ต้องพิสูจน์ความสามารถของตัวเองก่อนสักหน่อย”

พูดจาได้น่าฟัง แต่ความจริงก็คือการทดสอบก่อนรับภารกิจนั่นแหละ

หากไม่ผ่านการทดสอบ ก็จะไม่มอบหมายภารกิจให้ อะไรประมาณนั้น

แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ เยี่ยเว่ยหมิงจึงให้ความร่วมมือ “ลู่ติ่งกงอยากจะให้ข้าพิสูจน์อย่างไร”

“สหายเยี่ยเชิญตามข้ามา”

……

อันธพาลลู่ติ่งกงที่ไม่รู้หนังสือคนนี้พาเยี่ยเว่ยหมิงเดินเข้าไปในลานด้านข้างแห่งหนึ่งในจวนขุนนางบรรดาศักดิ์กง ในลานด้านข้างมีสิ่งปลูกสร้างรูปสี่เหลี่ยมสีดำหลังหนึ่ง ข้างหน้ามีประตูเหล็กขนาดใหญ่สี่บาน บนประตูทุกบานเขียนตัวอักษรตัวใหญ่เอาไว้ ได้แก่

ขันทีผู้แข็งแกร่ง!

ปาถูหลู่!

หนึ่งกระบี่โลหิตสาด!

อายุยืนเทียมฟ้า!

ขณะชี้ประตูบานใหญ่ทั้งสี่ตรงหน้า ลู่ติ่งกงก็กล่าวว่า “ขอเพียงสหายเยี่ยผ่านบททดสอบของประตูบานใดก็ตามในสี่บานนี้ ก็จะถือว่าผ่านด่านแล้ว จะรับภารกิจคดีพระราชวังถูกปล้นได้”

“ส่วนจะบุกตะลุยด่านไหน สหายเยี่ยก็เลือกเองได้เลย”