หนีไม่พ้นการทดสอบศักยภาพในการต่อสู้จริงๆ ด้วย?
เยี่ยเว่ยหมิงกวาดสายตามองบนประตูสี่บาน เขาตัด ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ ออกไปก่อนเลย
เทียมฟ้า ฟ้าเทียม?
ชื่อที่มีสไตล์เทพเซียนเข้มข้นอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่กล้าเลือก
แม้ ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะเป็นเกมประเภทยอดยุทธ์คุณธรรม เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เขาไปท้าสู้กับลิงที่เก่งกาจจนพลิกสวรรค์ได้ ถ้าส่งคู่ต่อสู้แบบ ‘ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้า[1]’ มาให้ ประเภทที่โจมตีครั้งเดียวได้ผลเหมือนโจมตีสามครั้ง เขาเองก็รับไม่ไหวเหมือนกัน!
ทางเลือกนี้อันตรายเกินไป!
หลังจากตัด ‘อายุยืนเทียมฟ้า’ ทิ้งแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็เดินไปเดินมาอยู่ระหว่างประตูอีกสามบาน
หนึ่งกระบี่โลหิตสาด แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่ามีกลิ่นอายสังหารหนักมาก
และในเกมออนไลน์ BOSS แบบไหนที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกปวดหัวที่สุดล่ะ
ประเภทพลังป้องกันสูงเลือดใช่ไหม
ไม่ใช่!
เป็นประเภทพลังโจมตีสูง ปลิดชีพได้ไว!
ประเภทแรกอาศัยเวลาเพื่อทรมานให้ตายได้ ส่วนประเภทหลัง อีกฝ่ายปลิดชีพเจ้าได้ แล้ว เจ้าจะค่อยๆ ทรมานอีกฝ่ายได้อย่างไร
แค่เห็นชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นสไตล์ที่มีพลังโจมตีสูง เยี่ยเว่ยหมิงถึงตัดทิ้งโดยไม่ลังเล
ปาถูหลู่?
หมายความว่าอะไร
เยี่ยเว่ยหมิงไม่เข้าใจเลยจริงๆ!
……
ส่วนขันทีผู้แข็งแกร่งนั่น ก็ยิ่งน่างงงวยกว่า
คนต่างก็รู้ว่าเนื่องจากขันทีถูกตัดอวัยวะเพศ พลังกายมักจะสู้ตอนเป็นชายแท้ไม่ได้ ถ้าอยากจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งก็จะยากกว่าคนทั่วไปมาก
เพียงแต่เยี่ยเว่ยหมิงเป็นคนที่เพิ่งจะได้เห็น ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ เมื่อไม่นานมานี้!
แม้เขาจะไม่ได้เห็นประสิทธิภาพของสุดยอดวิชาเคล็ดกระบี่ชุดนี้เองกับตา แต่ในข้อมูลที่อินปู้คุยเคยให้เขาไว้ก่อนหน้านี้ก็มีพูดถึงอยู่บ้าง
ตามข้อมูลที่อินปู้คุยให้มา ‘เคล็ดกระบี่พิชิตมาร’ นั่นร้ายกาจมาก หากใช้งานมันขึ้นมาก็จะเหมือนผีเหมือนปีศาจ ร้ายกาจจนฟังดูไม่น่าเป็นไปได้!
ขันทีผู้แข็งแกร่งที่ลู่ติ่งกงให้เขาท้าสู้คนนี้ หรือว่าจะเป็นผู้ที่เคยฝึกตำรากระบี่พิชิตมารมาก่อน
จำเป็นต้องบอกเลยว่า มีความเป็นไปได้สูงมาก!
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วสุดท้ายก็เดินไปยังประตูบานใหญ่ที่เขียนว่า ‘ปาถูหลู่’
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า ศัตรูที่อยู่หลังประตูบานนี้ อาจจะรับมือได้ง่ายที่สุดแล้วกระมัง
เมื่อผลักประตูเหล็กออก ตรงหน้ากลับเห็นเพียงความดำมืด ราวกับว่าแสงสว่างทั้งหมดที่ส่องเข้าไปหลังประตูบานนั้นถูกพลังงานลึกลับดูดกลืนไปหมดแล้ว ด้านในราวกับเป็นหลุมสีดำขนาดใหญ่ ราวกับเป็นเหวลึกไร้ที่สิ้นสุดที่ดูดคนเข้าไป
หากมองจากด้านนอกของประตูบานนี้ ก็ไม่มีทางเห็นชัดเจนเลยว่าอีกฝั่งหนึ่งซ่อนความน่าหวาดกลัวอะไรไว้กันแน่
ฉากอันแปลกประหลาดอัศจรรย์ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงหัวใจกระตุกวูบ แต่เขาก็ยังก้าวเดินเข้าไป คาดไม่ถึงว่าวินาทีถัดมา ภาพตรงหน้ากลับสว่างวาบโดยฉับพลัน
ที่แท้สิ่งที่เชื่อมต่อกับประตูเหล็กบานนี้ ก็เป็นมิติดันเจี้ยนแยกที่แยกตัวไปต่างหาก!
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงก้าวเข้าไป สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขาก็คือฉากของเรือนพักอันหรูหราที่มีแสงจันทร์ส่องสว่างกลางฟ้า เรือนหลังนี้ตกแต่งได้ประณีตงดงามมาก สวนดอกไม้ ป่าไม้ สระน้ำหิน ภูเขาจำลอง ทุกก้าวที่เดินเข้าไป ล้วนทำให้คนได้เสพสุขกับความงามอันมีเอกลักษณ์ ต่อให้เป็นตอนกลางคืน ก็ยังทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายสบายใจได้เช่นกัน
พอหันกลับมา พบว่าข้างหลังเป็นป่าไม้เชียวชอุ่ม ตอนเขาเข้ามา ประตูเหล็กบานนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ดูท่าแล้ว หากอยากจะออกไป ก็จะต้องผ่านการทดสอบด่านนี้ให้ได้ก่อน!
แต่ปัญหาก็คือ การทดสอบของด่านนี้คืออะไรกันแน่
ขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสงสัย เสียงแจ้งเตือนของระบบกลับดังขึ้นอย่างฉับพลัน
[ติ๊ง! คุณได้เข้ามาอยู่ท่ามกลางความลึกลับของดันเจี้ยน ‘ปาถูหลู่’ กรุณาไปยังคุกใต้ดิน ลอบสังหารนักโทษอ๋าวป้าย!]
[แจ้งเตือนภารกิจ: เพื่อให้การลอบสังหารของคุณสะดวกยิ่งขึ้น ทหารยามของคุกใต้ดินถูกย้ายออกไปล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นคู่ต่อสู้ของคุณจะเหลือเพียงอ๋าวป้ายคนเดียว]
[แต่อ๋าวป้ายได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปาถูหลู่’ ซึ่งแปลว่านักรบผู้ชาญฉลาด มีความสามารถแกร่งกล้า ยศพันเอกชั้นสาม]
[ดังนั้นคุณต้องทำภารกิจอย่างระมัดระวัง ประมาทไม่ได้เด็ดขาด]
ทหารยามถูกย้ายไปแล้ว?
ทำไมใส่ใจกันขนาดนี้
สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับข่าวที่ดีสุดๆ
แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีทหารยามคอยนำทาง แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุกใต้ดินอยู่ตรงไหนกันแน่
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อพิจารณาว่าจะเริ่มค้นหาจากตรงไหนดี จู่ๆ ก็มีเสียงอันคับแค้นดังขึ้นในภูเขาจำลองตรงหน้าเขา “เสี่ยวกุ้ยจื่อ ขันทีชั้นต่ำไร้ยางอายอย่างเจ้า! วางแผนชั่วลอบทำร้ายข้าถือว่าเป็นวีรบุรุษตรงไหนกัน ถ้าเก่งนักก็ปล่อยข้าออกไปสิ ใช้อาวุธจริงสู้กับข้าสักยกเป็นไร!”
ไม่ได้ยินเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดนี้ มุมปากของเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยยิ้มอย่างพึงพอใจ
ดูท่าคงไม่ต้องหาแล้ว!
……
ทั้งเรือนเป็นเหมือนที่บรรยายไว้ในแจ้งเตือนของระบบ
ไม่มีทหารยาม ไม่มีการลาดตระเวน ไม่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเช่นกัน…
เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นคาดเดาไปว่า ทั้งลานบ้านนี้นอกจากเสียงกบ เสียงจิ้งหรีดจักจั่นแล้ว ก็มีคนเป็นๆ อยู่เพียงสองคนเท่านั้น
คนหนึ่งคืออ๋าวป้าย อีกคนคือเยี่ยเว่ยหมิง!
นี่เป็นการลอบสังหารเสียที่ไหนกัน เป็นการต่อสู้อีกแบบหนึ่งต่างหาก
เดินกร่างออกมาจากจุดลับตา เยี่ยเว่ยหมิงเข้าใกล้ภูเขาจำลองทันที และตามหาคุกใต้ดินที่อยู่ในจุดที่ไม่ถือว่าลับตาคนได้อย่างราบรื่น
ขณะเหยียบลงบันไดไปทีละก้าว เยี่ยเว่ยหมิงพบว่าแม้ที่นี่จะเป็นเพียงคุกใต้ดิน แต่สภาพแวดล้อมก็นับว่ายังพอไหว
ทั้งคุกใต้ดินล้วนปูด้วยหินสีเขียว ทำให้ทนทานเป็นพิเศษ ผนังที่อยู่โดยรอบเสียบคบเพลิงเอาไว้หลายสิบเล่ม เปลวไฟที่วูบไหวส่องให้คุกใต้ดินสว่าง
คุกใต้ดินยังสร้างให้ลมพัดผ่านได้ดี ทำให้ข้างในเย็นสบายมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นใดๆ ทั้งนั้น
พื้นที่คุกใต้ดินแห่งนี้ไม่ใหญ่มาก คงจะประมาณสิบตารางเมตรกว่า บนพื้นปูด้วยหญ้าแห้ง ชายฉกรรจ์สวมชุดนักโทษคนหนึ่งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกโซ่เหล็กมัดแขนขาไว้ ขณะกำลังดิ้นรนโดยเสียแรงเปล่า เขาก็ตะโกนด่าเสียงดังไปด้วย
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงเดินช้าๆ มาจากด้านนอก นักโทษคนนั้นก็เลิกด่าแล้ว แต่ใช้สายตาเคียดแค้นมองบนตัวเขา “ไอ้หนู เสี่ยวกุ้ยจื่อนั่นส่งเจ้ามาสังหารข้าหรือ หรือว่าเจ้าเป็นผู้เหลือรอดของพรรคฟ้าดิน”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ แล้วอธิบายอย่างใจเย็น “บรรดาคนที่เจ้าเอ่ยถึง ข้าไม่รู้จักเลยสักคน ที่มาสังหารเจ้าก็เพื่อรับรางวัลภารกิจเท่านั้น เฮ้อ…ข้าจะสิ้นเปลืองคำพูดกับคนใกล้ตายอย่างเจ้าไปทำไมกัน ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ไปโดยตรงก็สิ้นเรื่องแล้ว”
ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็พลันพุ่งไปข้างหน้า พุ่งประชิดเข้าไปหาอ๋าวป้ายที่ถูกโซ่เหล็กมัดโดยตรง
เมื่ออ๋าวป้ายเห็นสถานการณ์ดังนั้น กลับหัวเราะลั่นอย่างดูถูกพักหนึ่ง จากนั้นพลันยกมือขวาขึ้นมา ขยุ้มมือโดยคาดคะเน เตรียมจะคว้าศีระของเยี่ยเว่ยหมิงลงมา
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นเช่นนั้นแล้วยิ้มเรียบๆ ขณะที่ตัวเองกำลังจะเข้าสู่ขอบเขตการโจมตีของอ๋าวป้าย เขากลับหยุดกะทัน ปล่อยให้กรงเล็บเสือที่ดุดันของอีกฝ่ายคว้าน้ำเหลว
ตอนที่มองไปยังนักโทษตรงหน้าอีกครั้ง เหนือศีรษะของเขาก็ปรากฏชื่อและแถบค่าพลังชีวิตของเขา
[อ๋าวป้าย]
เลเวล: 35 (สถานะถูกขัง จะไม่ได้กินอาหารหนึ่งวันหนึ่งคืน เลเวลต่ำลง)
พลังชีวิต: 36000/36000
กำลังภายใน: 10000/10000
……
แม้อ๋าวป้ายอยู่ในเลเวลเดียวกับหลินจื้อเพ่ย แต่ค่าสเตตัสของเขากลับสูงจนเหลวไหล โดยเฉพาะตรงแถบพลังชีวิต ถึงขนาดว่าสูงกว่าอวี๋ชางไห่ที่อยู่ในโหมดภารกิจเยอะมาก!
นี่เป็นค่าสเตตัสหลังจากที่เขาถูกโซ่เหล็กมัดแขนขา ไม่ได้กินอาหารมาหนึ่งวันหนึ่งคืนด้วย
ตัวเขาเมื่ออยู่ในช่วงที่สมบูรณ์เต็มที่ ความสามารถจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่
แต่ตามสูตรที่ไป๋จ่านจีเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ สิ่งที่ตัดสินค่าสเตตัสโดยรวมของ BOSS ก็คือเลเวลของเขาเอง
ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า ไม่ต้องสนว่าในช่วงสมบูรณ์ของ NPC ที่ชื่ออ๋าวป้ายจะเป็นอย่างไร เพราะความสามารถที่เขาแสดงออกมาได้ในตอนนี้ มีเพียงเลเวลสามสิบห้าเท่านั้น
พลังชีวิตของเขาสูงขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีจุดอ่อนที่อันตรายถึงชีวิตตรงอื่นแน่นอน
เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เลเวลของเขาจะไม่ถึงสามสิบห้า!
ส่วนจุดอ่อนของเขาจะอยู่ตรงไหนกันแน่ เกรงว่าคงต้องต่อสู้กันก่อนถึงจะรู้!
หลังจากเข้าใจจุดนี้แล้ว กระบี่ชิงจู๋ในมือเยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้ท่าพเนจรสุดขอบฟ้าแทงลงตรงกลางอกของอ๋าวป้ายโดยตรง!
[1] ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้า ฉายาของซุนอู้คงหรือซุนหงอคงที่คนไทยรู้จัก เป็นพญาวานรผู้เก่งกาจในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว
บทที่ 92
ความคิดของเยี่ยเว่ยหมิงนั้นเรียบง่ายมาก ขอเพียงกำจัด NPC ที่ชื่ออ๋าวป้ายคนนี้ได้ ก็จะผ่านดันเจี้ยนนี้ได้แล้ว
ทว่า อ๋าวป้ายที่อยู่ในเกมคนนี้ ไม่ได้ฆ่าตายง่ายๆ ขนาดนั้น
เมื่อเห็นคมกระบี่จ่อมาอยู่ตรงหน้า ในดวงตาอ๋าวป้ายก็ไม่ได้เผยความหวาดกลัวใดๆ เลย กลับเผยเจตนาสังหารอันสุดสะพรึงออกมาด้วยซ้ำ!
ทว่าภายใต้เจตนาสังหารอันเข้มข้นนี้ เท้าของอ๋าวป้ายกลับถอยหลังต่อเนื่องหลายก้าว ถอยไปจนถึงริมกำแพงแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงรู้ว่าอ๋าวป้ายอยากจะล่อให้เขาเข้าสู่ขอบเขตการโจมตีของตัวเอง แต่เขากลับใช้ท่าหน้าบุปผาใต้แสงจันทร์อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งคนทั้งกระบี่ฟันลงไปกลางศีรษะของอ๋าวป้าย
เขาต้องการฆ่าอีกฝ่ายเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ หากต้องการฆ่าอีกฝ่ายให้ตายก็จะต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตราย ไม่มีอะไรต้องลังเล
สิ่งที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงคิดไม่ถึงก็คือ ตอนเผชิญหน้ากับกระบี่ที่ฟันลงมาบนศีรษะ อ๋าวป้ายไม่หลบไม่หลีก ปล่อยให้กระบี่ชิงจู๋ที่เหมือนแสงจันทร์ฟันลงมาบนยอดศีรษะของตัวเอง
ทว่า…
แกร๊ง!
กระบี่ล้ำค่าฟันไปบนยอดศีรษะของอ๋าวป้าย แต่กลับเหมือนฟันโดนเหล็กทอง ตามด้วยเสียงโลหะกระทบกันดังแสบแก้วหู ไม่น่าเชื่อว่ากระบี่ชิงจู๋คุณภาพทองคำจะฟันไม่เข้าหนังศีรษะของอ๋าวป้าย ตัดได้เพียงผมขาวจำนวนมากเท่านั้น แล้วกระบี่ก็ถูกพลังป้องกันของอีกฝ่ายดีดออกมา
-1
โจมตีครั้งเดียวก็เกิดพลังสะท้อนกลับมหาศาล ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงสะเทือนจนแขนชา เขาที่มีพละกำลังสองร้อยยี่สิบแปดแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าแทบจะจับกระบี่ยาวเอาไว้ไม่อยู่!
พลังป้องกันของเจ้าหมอนี่น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ตกลงว่ามันคือครอบระฆังทองหรือชุดเหล็กกันแน่
ไม่ให้เวลาเยี่ยเว่ยหมิงคิดมาก อ๋าวป้ายที่โดนกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีไปหนึ่งที ไม่น่าเชื่อว่าจะฉวยโอกาสตอนที่กระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงสะเทือนออกไปด้านข้าง ฟาดฝ่ามือมาตรงหน้าอกของเยี่ยเว่ยหมิงหนึ่งที
ถ้าปล่อยให้โดนฝ่ามือนี้ฟาดจริงๆ ด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่าย เกรงว่าเยี่ยเว่ยหมิงต่อให้ไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส!
เพียงแต่ในเมื่อเยี่ยเว่ยหมิงกล้าปล่อยให้สองเท้ายกออกจากพื้น ใช้วิธีการนี้เสี่ยงใช้เข้าโจมตี ก็ย่อมต้องมีวิธีการป้องกันตัวอยู่แล้ว
ท่า ‘หน้าบุปผาใต้แสงจันทร์’ ในเคล็ดกระบี่ฉวนเจิน ที่จริงแล้วตอนบุกไปข้างหน้าจะเป็นท่าโจมตี ส่วนถอยหลังจะเป็นท่าป้องกัน หากเป็นเมื่อหลายวันก่อน เยี่ยเว่ยหมิงอาจจะเสียเปรียบเพราะฝ่ามือนี้ แต่หลังจากเขาเพิ่มระดับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ให้เป็นเลเวลห้า ทำให้เขามีความมั่นใจที่จะรับมือกับการโจมตีอย่างนี้แล้ว
ขณะที่ตัวลอยอยู่กลางอากาศ เยี่ยเว่ยหมิงก็พลันเพิ่มปราณแท้ การเคลื่อนไหวที่เดิมทีบุกไปข้างหน้าช้าลงเล็กน้อย อาศัยช่วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่ถึงศูนย์จุดหนึ่งวินาทีนี้ กระบี่ชิงจู๋ที่เพิ่งสะเทือนออกไปหักเลี้ยวกลับมาอีกครั้งแล้ว กระบี่กวาดไปบนฝ่ามือของอ๋าวป้าย
แกร๊ง!
นี่คือเสียงปะทะกันของเหล็กทอง อ๋าวป้ายที่มีวิชาเทพปกป้องย่อมถูกระบบหักพลังชีวิตไปเพียงแต้มเดียวเท่านั้น ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็อาศัยพลังสะท้อนกลับลอยถอยหลังไปอยู่นอกระยะที่อ๋าวป้ายที่โดนมัดจะโจมตีไปถึงเช่นกัน
เมื่อชักกระบี่แล้วหมุนตัว เยี่ยเว่ยหมิงเห็นอ๋าวป้ายที่อยู่ตรงหน้าเริ่มมีสายตาจริงจังขึ้นมาแล้ว
อ๋าวป้ายคนนี้ไม่ว่าจะเป็นการโจมตี หรือค่าพลังชีวิต ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอวี๋ชางไห่ในตอนแรกๆ เลย ทั้งยังมีพลังป้องกันอันน่าหวาดกลัวที่ต้านทานกระบี่ชิงจู๋ของเขาได้อีก เกรงว่าแม้แต่ศักยภาพโดยรวม ก็อาจจะไม่ได้ด้อยกว่าอวี๋ชางไห่ที่อยู่ในโหมดภารกิจด้วยซ้ำ
พอเป็นแบบนี้ เลเวลของอ๋าวป้ายที่ถูกกดให้เหลือเลเวลสามสิบห้า เกรงว่าสาเหตุหลักคงจะเป็นเพราะเขาถูกโซ่มัดไว้ ทำให้เคลื่อนไหวได้จำกัด สร้างภัยคุกคามใดๆ ต่อคนที่อยู่นอกระยะการโจมตีไม่ได้?
นอกจากสาเหตุนี้แล้ว ยังจะมีอะไรได้อีก
สวมชุดนักโทษทั้งตัว ไม่มีอาวุธไม่ใช่หรือ
กระบวนท่าก็เรียบง่าย ไม่ว่องไวมากพอ
สองสิ่งที่เรียกว่าเป็นข้อด้อยนี้ ล้วนถูกเติมเต็มด้วยร่างกายอันแข็งแกร่งดูจกระดูกเหล็กของเขาหมดแล้ว!
ในขณะนี้เอง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังแว่วมา ได้ยินเสียงตะโกนดังมาแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่อ๋าวป้ายกลับหัวเราะลั่น “ไอ้หนู ทหารผู้ช่วยของข้ามาแล้ว ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็จะโจมตีมาถึงที่นี่และช่วยข้าออกไป ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เจ้าทรมานจนอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ได้!”
เมื่อเสียงของอ๋าวป้ายเงียบลง อินเตอร์เฟซภารกิจที่ระบบส่งให้เยี่ยเว่ยหมิงก็ปรากฏสัญลักษณ์นับถอยหลัง
[4:59!]
[ทหารฝ่ายศัตรูจะมาถึงสนามต่อสู้ภายในเวลาห้านาที]
หรือพูดได้อีกอย่างว่า ภารกิจนี้ให้เวลาฉันแค่ห้านาทีเองเหรอ
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเลิกคิ้ว “หมายความว่า ข้าจะต้องรีบสังหารเจ้าทิ้งก่อนที่พวกเขาจะตามมาถึง”
“จะสังหารข้าให้ได้ภายในเวลาสั้นๆ นี้หรือ” อ๋าวป้ายได้ยินแล้วกลับแสยะยิ้ม “ร่างกายข้าเหมือนกระดูกเหล็กหนังทองแดง อาวุธฟันแทงไม่เข้า ต่อให้ให้เวลาเจ้าห้าชั่วยาม ก็ไม่แน่ว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้แม้แต่น้อย อยากจะสังหารข้าให้ตายภายในเวลาสั้นๆ อย่างนั้นหรือ ช่างน่าขำเสียจริง!”
เมื่อรู้สึกได้ว่าแขนขวาที่ใช้ต้านทานการโจมตีของอ๋าวป้ายต่อเนื่องสองครั้งก่อนหน้านี้ยังอยู่ในสถานะอ่อนแอ พลังและความเร็วที่ใช้ได้ลดลง เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รีบร้อนดันทุรังโจมตีเช่นกัน เขาวิเคราะห์อย่างเชื่องช้าแทนว่า “ไม่ๆๆ ต่อให้ใส่เสื้อเหล็กก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ดี”
อ๋าวป้ายยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ร่างกายคนมีจุดเลือดลมร้อยแปดจุด เจ้าอยากจะหาจุดอ่อนของข้าให้เจอภายในเวลาสั้นๆ จะทำได้ง่ายๆ หรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในจุดเลือดลมร้อยแปดจุดนั้นมีจุดเลือดลมตายสามสิบหกจุด แล้วในนั้นก็มีจุดเลือดลมใหญ่อีกห้าจุด ข้าเดาว่าจุดอ่อนของเจ้าต้องอยู่ตรงจุดไป่ฮุ่ย จุดไท่หยาง ลูกกระเดือก จุดทะลวงใจ จุดเซี่ยยิน อยู่ภายในจุดเลือดลมใหญ่ทั้งห้าจุดนี้แหละ ลองโจมตีดูสักหน่อยก็รู้แล้ว”
“เช่นนั้นก็มาลองเลยสิ”
“ไม่รีบหรอก” แม้จะมีการนับถอยหลังเร่งเวลา แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่รีบร้อนเลยสักนิด หลังจากรู้สึกได้ว่สภาพร่างกายฟื้นฟูกลับมาอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดแล้ว ก็ยกมือขวาขึ้นมาตรงหน้าอย่างช้าๆ “รอข้าคำนวณก่อนสักประเดี๋ยว”
……
“เจ้าเด็กเปรตนี่ มีอุบายชั่วร้ายอะไรกันแน่ ข้าจะฆ่าเจ้า อ๊ากๆๆๆๆๆ!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงการกระตุ้นอย่างรุนแรงของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ อ๋าวป้ายก็โผเข้าหาเยี่ยเว่ยหมิงราวกับเป็นบ้า แต่โซ่บนตัวกลับตรึงให้เขาอยู่นอกระยะโจมตี ไม่มีทางเข้าไปใกล้เยี่ยเว่ยหมิงได้แม้เพียงก้าวเดียว
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่สนใจเสียงร้องของอ๋าวป้ายเลย ขณะที่จดจ่ออยู่กับการคำนวณ ปากก็ยังพึมพำว่า “แปดหนึ่งแปด สามเก้ายี่สิบเจ็ด ห้าเจ็ดสามสิบห้า…”
หลังจากนั้นหนึ่งนาที ในที่สุดปากของเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มของผู้ที่มั่นใจในชัยชนะ ตามด้วยแทงกระบี่ออกมาหนึ่งครั้ง แทงโดนจุดตันเถียนที่อยู่ใต้ท้องของอ๋าวป้ายสามชุ่น
อ๋าวป้ายเห็นดังนั้นก็แสยะยิ้มเหยียดหยาม แต่กลับต้อนรับโดยไม่หลบหลีก ประกบฝ่ามือสองข้าง แล้วใช้ท่าฝ่ามือคู่ฟาดหูโจมตีไปตรงจุดไท่หยางซ้ายขวาของเยี่ยเว่ยหมิง
การที่เขาทำอย่างนี้ ย่อมคิดจะอาศัยพลังป้องกันของตัวเองมาสู้ตายกับเยี่ยเว่ยหมิงอยู่แล้ว
ทว่าเยี่ยเว่ยหมิงที่คำนวณเสร็จแล้ว มีหรือที่จะตกหลุมพรางนี้ของเขา
เยี่ยเว่ยหมิงงอเท้าสองข้าง ขณะที่หลบสองฝ่ามือของอ๋าวป้ายได้อย่างหวุดหวิด กระบี่ชิงจู๋ในมือก็พุ่งไปข้างหน้าสามชุ่น
กระบี่นี้แทงทะลุกางเกงของอ๋าวป้ายแล้ว แต่กลับแทงไม่เข้าผิวของเขาเลยแม้แต่น้อย
เคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉนที่ใช้ได้อย่างราบรื่นทุกครั้ง เหตุใดครั้งนี้จึงแทงพลาดเสียแล้ว
ในขณะที่กระบี่ยาวของเยี่ยเว่ยหมิงคว้าน้ำเหลว อ๋าวป้ายก็พลันหุบขาสองข้าง ไม่น่าเชื่อว่าจะหนีบกระบี่ชิงจู๋ของเยี่ยเว่ยหมิงเอาไว้ใต้หว่างขา ตอนนี้ขยับกระบี่ไม่ได้อีกแล้ว!
ใช้แค่ท่าเดียวก็ควบคุมกระบี่ยาวอันเป็นความภาคภูมิใจของเยี่ยเว่ยหมิงได้แล้ว บนใบหน้าอ๋าวป้ายเผยรอยยิ้มมากกว่า ขณะกำลังคิดจะทำสีหน้าโอ้อวดว่า ‘ร่างกายที่เหมือนเสื้อเหล็กของข้าไม่มีจุดอ่อน’ กลับพบว่ามือข้างหนึ่งของเยี่ยเว่ยหมิงยังจับด้ามกระบี่ชิงจู๋อย่างมั่นคงต่อไป แต่ร่างกายกลับนั่งยองๆ ลง และหมุนรอบตัวเขาอย่างปราดเปรียว
หลังจากนั้น ก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงพลิกข้อมือ ตะปูเจ็ดดาวเล่มหนึ่งที่ได้จากสำนักคุ้มภัยหลงเหมินและเคยใช้งานมาแล้วปรากฏอยู่ในมือเขา นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางคีบตะปูเจ็ดดาวไว้แน่น ก่อนจะทิ่มไปบนจุดปลายกระดูกสันหลังของอ๋าวป้ายอย่างแรง
ตะปูเจ็ดดาว ท่าสังหารพันปี!
บทที่ 93
ติ๊ง!
นี่คือเสียงตอนที่ตะปูเจ็ดดาวทิ่มโดนจุดปลายกระดูกสันหลังของอ๋าวป้าย
-1
โจมตีฝ่าป้องกันไม่สำเร็จ อ๋าวป้ายถูกหักค่าพลังชีวิตเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น
แต่ว่า…
“อุบ!”
เมื่อจุดปลายกระดูกสันหลังถูกโจมตีอย่างรุนแรง จุดหยางที่หดเข้าท้องของอ๋าวป้ายก็ถูกทำลายในชั่วพริบตาเดียว จุดสำคัญที่เขาซ่อนไว้ก่อนหน้านี้เด้งออกมาจากท้องแล้ว เด้งออกมาโดนคมของกระบี่ชิงจู๋ที่เขาใช้ขาหนีบไว้แน่นพอดี
โจมตีคริติคอล!
-30000!
“อ๊าก!”
ตอนที่เสียงร้อยโอดครวญดังขึ้น อ๋าวป้ายถูกหักค่าพลังชีวิตไปห้าในหกส่วนทันที
ในขณะเดียวกันนี้เอง…
[ติ๊ง! คุณสร้างดาเมจตรงจุดอ่อนของอ๋าวป้ายสำเร็จ ชุดเหล็กของอ๋าวป้ายถูกโจมตีพัง พลังโจมตีลดลง 90% ป้องกันลดลง 100%!]
เป็นอย่างที่คาดไว้ แม้การป้องกันของชุดเหล็กจะยอดเยี่ยม แต่เมื่อถูกพบจุดอ่อนเมื่อไร ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจกว่านี้ก็กลายเป็นน้องชายของน้องชายได้เหมือนกัน
หลังจากโจมตีสำเร็จแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็โยนตะปูเจ็ดดาวที่เคยสร้างผลงานไว้ด้านข้าง จากนั้นหันตัวกลับมา ออกแรงดึงยกกระบี่ชิงจู๋ในมือ
“ฉึก!…”
“อาอ่าอ้าอ๊าอ๋า…”
-5999!
ตัวเลขคริติคอลดาเมจตัวใหญ่ลอยขึ้นเหนือศีรษะอ๋าวป้าย
ฮ่าๆ อ๋าวป้ายเหลือเลือดแค่หยดเดียวแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงขี้คร้านจะเปลืองคำพูดกับเขา ถือโอกาสส่งกระบี่ไปแทงคออีกที
อ๋าวป้าย ตาย!
[ติ๊ง! คุณสังหารอ๋าวป้ายสำเร็จ ผ่านดันเจี้ยน ‘ปาถูหลู่’ ได้อย่างราบรื่น
ได้รับรางวัลผ่านด่าน: ค่าประสบการณ์ 10000 แต้ม ค่าตบะ 1000 แต้ม เงิน 20 เหรียญทอง]
พอเตะศพของอ๋าวป้ายหนึ่งที ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีไอเทมอะไรร่วงลงมาเลย
เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วเหมือนกัน
ยังจะมาบอกว่าอำนาจล้นราชสำนักอะไรอีก แม่งจนจริงๆ!
เมื่อเห็นระบบแจ้งเตือนว่าตัวเองจะถูกส่งออกจากดันเจี้ยนภายในสิบวินาที เยี่ยเว่ยหมิงก็ลงมือทันที เขาโบกกระบี่ชิงจู๋ฟันแขนขาทั้งสี่ที่โดนโซ่มัดของอ๋าวป้าย จากนั้นใช้เสื่อม้วนศพไว้ให้ครบทุกชิ้นส่วนอีกครั้ง
ได้รับตำราลับ ‘ตระหนักรู้กำลังภายใน’ ×1
[ตระหนักรู้กำลังภายใน: บันทึกกำลังภายในของอ๋าวป้าย เมื่อใช้กำลังภายในที่กำหนด จะเพิ่มค่าประสบการณ์ 3000 แต้ม!]
เจ้าหมอนี่ดูเหมือนเก่งกาจมาก แต่ไม่เพียงแค่ไม่ดรอปไอเทม แม้แต่ตำราลับตระหนักรู้ก็เป็นระดับเดียวกับจีไหลเหย่ด้วย กากเป็นขยะจริงๆ
ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงบ่นเสร็จก็ครบสิบวินาทีแล้ว แสงสีขาวสว่างวาบ ร่างกายของเขาไปปรากฏอยู่นอกดันเจี้ยนแล้ว
“ว้าว! พี่ใหญ่เยี่ย ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะสังหารอ๋าวป้าย ฝ่าดันเจี้ยน ‘ปาถูหลู่’ ได้โดยที่ตัวเองไม่บาดเจ็บเลยสักนิด! นั่นคืออ๋าวป้ายเชียวนะ!”
“พี่ใหญ่เยี่ย ท่านเก่งกาจเกินไปแล้ว!”
พี่ใหญ่?
ก่อนจะเข้าดันเจี้ยนยังเป็นสหายอยู่เลย ทำไมพอออกมาจากสหายก็กลายเป็นพี่ใหญ่เสียแล้วล่ะ นายเปลี่ยนคำเรียกเร็วไปหน่อยหรือเปล่า
“ความสามารถของพี่ใหญ่เยี่ยเหนือกว่าที่น้องชายคาดไว้มาก ท่านทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นประหลาดใจมากจริงๆ!” ขณะที่กล่าวด้วยความทึ่ง ลู่ติ่งกงก็คว้ามือของเยี่ยเว่ยหมิงมากุมไว้ แล้วจูงเขาเดินไปอีกฝั่งทันที “ตั้งแต่ที่ข้าได้เห็นพี่ใหญ่เยี่ย ก็รู้สึกทันทีว่าคุ้นเคยเป็นพิเศษ เขาเรียกว่าอะไรนะ ข้านี่แค้นนัก ทำไมไม่เจอท่านให้เร็วกว่านี้นะ!”
“ลู่ติ่งกงอยากจะกล่าวสำนวนที่ว่า ‘ผิดที่เราเจอกันช้าไป’ หรือเปล่า” เยี่ยเว่ยหมิงถามอย่างจนใจ
“ใช่ๆๆ เป็นพี่ใหญ่เยี่ยที่มีการศึกษา!”
“แล้วอีกอย่าง ชื่อของข้าคือเหวยเสี่ยวเป่า พี่ใหญ่เยี่ยอย่าเอาแต่เรียกลู่ติ่งกง ลู่ติ่งกงอะไรนั่นแล้ว เรียกเช่นนั้นฟังดูห่างเหิน เรียกข้าว่าเสี่ยวเป่าโดยตรงเลยก็ได้…”
ลู่ติ่งกงในตอนนี้ราวกับกลายเป็นน้องชายขี้ประจบเพื่อเยี่ยเว่ยหมิงโดยเฉพาะ อ้าปากทีไรก็พูดสรรเสริญเยินยอ ประมาณว่า “เกิดเป็นคนหากไม่รู้จักพี่ใหญ่เยี่ย ต่อให้เป็นขุนนางอย่างลู่ติ่งกงก็เสียชาติเกิด” หรือไม่ก็คำพูดเลี่ยนๆ แบบ “เมื่อพี่ใหญ่ออกโรง ต่อให้มาเป็นคู่ก็แพ้ท่าน” แทบจะยกยอปอปั้นเยี่ยเว่ยหมิงให้ลอยขึ้นฟ้าแล้ว
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงถูกเหวยเสี่ยวเป่าชมจนตัวเกือบลอย ในส่วนลึกของหัวใจก็ลอบระมัดระวังตัว
ที่จริงวิธีการประจบของเหวยเสี่ยวเป่าก็ไม่ได้วิเศษวิโสเท่าไรนัก พวกไหวพริบดีหลายคนที่หากินอยู่ในตลาดล้วนทำได้สูสีกับเขา
แต่เมื่อนิสัยนี้มาประกอบกับฐานะขุนนางบรรดาศักดิ์กงชั้นหนึ่งของเขา ทำให้ดูโดดเด่นเกินไป!
ลองคิดดูสิว่า หากคุณเป็นชาวบ้านในยุคโบราณจริงๆ แล้วมีขุนนางยศใหญ่ในราชสำนักจูงมือคุณพร้อมเรียกว่าพี่ใหญ่ นั่นจะเป็นความรู้สึกแบบไหนกัน
เกรงว่านอกจากจะตกใจในความเมตตา ที่เหลือก็มีแค่จะหวาดกลัวเท่านั้น
ในช่วงเวลานี้เอง ตำราเรียนด้านลบนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นมาในหัวของเยี่ยเว่ยหมิง
มือสังหารจิงเคอ มือสังหารเนี่ยเจิ้ง มือสังหารจวนจู…
ปฏิบัติตัวด้วยอย่างเป็นมิตรก่อน ให้ผู้ที่อยู่ตำแหน่งต่ำกว่ารู้สึกว่าไม่มีอะไรจะตอบแทนสิ่งนี้ได้ จากนั้นค่อยฉวยโอกาสร้องทุกข์ บรรยายความโชคร้ายที่ตัวเองประสบ สุดท้ายก็ขอให้อีกฝ่ายเสียสละอย่างกล้าหาญ เสียสละเจ้าเพื่อให้งานใหญ่ของข้าสำเร็จ จากนั้น ยอดฝีมือคนหนึ่งก็หายไปอย่างนั้นแล้ว…
นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ของฟรีไม่มีในโลก!’
จะว่าไปแล้ว เหวยเสี่ยวเป่าคนนี้คงไม่ใช้อุบายพวกนี้มาวางกับดักฉันหรอกมั้ง
ฉันเป็นผู้เล่นนะ อุบายพวกนั้นของนายใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก!
ขณะที่ในใจกำลังคิดอย่างนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบบอกว่า “ลู่ติ่งกง…”
“ข้าชื่อเสี่ยวเป่า…”
“เอ่อ คือ…คดีปล้นพระราชวังของท่านก่อนหน้านี้…”
“เวลาล่วงเลยมานานแล้ว ถึงเวลารับประทานอาหารแล้วเช่นกัน พี่ใหญ่เยี่ย ข้าสั่งให้คนเตรียมกับข้าวพื้นๆ ไว้แล้ว พวกเรากินข้าวกันก่อน กินเสร็จแล้วค่อยคุยธุระหลักกัน!”
ขั้นตอนการกินข้าวนี้ กำลังจะพาเข้าสู่ขั้นตอนที่สองหรือเปล่า จะร้องทุกข์ถึงสิ่งที่ตัวเองประสบ?
……
“พี่ใหญ่เยี่ย มาชิมอันนี้ดูสิ เป็นเท้านกยูงตุ๋นน้ำแดง รสชาติไม่เลวเลย”
[เท้านกยูงตุ๋นน้ำแดง: คุณภาพ 86 กินแล้วลดค่าความหิว 20 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโมงเพิ่มความแข็งแกร่ง 264 แต้ม]
“ยังมีน้ำแกงบัวหิมะ…”
[น้ำแกงบัวหิมะ: คุณภาพ 88 กินแล้วลดค่าความหิว 40 แต้ม ภายในหนึ่งชั่วโทงเพิ่มพลังชีวิตสูงสุด 5280 แต้ม]
“สิ่งนี้คือ…”
……
ระหว่างงานเลี้ยง เหวยเสี่ยวเป่าเรียกได้ว่าอัธยาศัยดีสุดๆ คีบอาหารราคาแพงหลายอย่างใส่ชามของเยี่ยเว่ยหมิง ทั้งยังเป็นอาหารที่ค่าสเตตัสสูงๆ ทั้งนั้น ทำให้ทุกคำที่เขากินล้วนได้เพิ่มค่าสเตตัสรายการต่างๆ เยอะมาก
สำหรับสิ่งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงอยากจะถามเขามากว่า ‘ห่อกลับบ้านได้ไหม’
แน่นอนว่าคำพูดแบบนี้ทำได้เพียงเก็บไว้ในใจเท่านั้น หากพูดออกมาจริงๆ เสียหน้านั้นเป็นเรื่องเล็ก หากเหวยเสี่ยวเป่าตอบรับขึ้นมาจริงๆ หรือสั่งให้คนเตรียมเก็บโต๊ะนี้ไปให้เขา นั่นต่างหากที่เป็นปัญหายุ่งยากจริงๆ
อิงตามกฎการอนุรักษ์ระหว่างการจ่ายและรับใน ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ การที่เขาได้ผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ในรวดเดียว ตอนหลังจะต้องได้ทำภารกิจที่สอดคล้องกันแน่นอน หรือไม่ก็เพิ่มระดับความยากให้ ‘คดีปล้นพระราชวัง’ นี้เสียเลย แล้วค่อยเพิ่มบทลงโทษจากภารกิจล้มเหลว สิ่งเหล่านั้นล้วนมีความเป็นไปได้สูง
อะไรนะ?
ไม่ยอมรับ?
นั่นแสดงว่าคุณไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ระบบบังคับแจกภารกิจ!
ทางเลือกระหว่างการห่ออาหารบนโต๊ะอันหรูหรานี้กับการเพิ่มระดับความยากของภารกิจ เยี่ยเว่ยหมิงลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยังเลือกที่จะปล่อยอาหารไป
ไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัว แต่เป็นเพราะไม่คุ้ม!
ยังคงคำนวณตามกฎการอนุรักษ์ก่อนหน้านี้ หากระดับความยากของภารกิจเพิ่มขึ้นจริงๆ เมื่อเขาห่ออาหารกลับไปส่วนหนึ่ง ก็จะต้องเสีย ‘ค่าผลงานสำนัก’ จำนวนมหาศาลแน่นอน ถึงตอนนั้นรางวัลอย่างอื่นที่จะได้รับก็จะลดลงมากด้วย
ระหว่างผลประโยชน์อย่างอื่นกับอาหารที่เพิ่มได้แค่ค่าสเตตัสชั่วคราว เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังเลือกอย่างแรกด้วยความชาญฉลาด
ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองดูหน้าอินเตอร์เฟสระบบ ค่าพลังชีวิต 5280 แต้มหายไปแล้ว ค่าความแข็งแกร่ง 264 แต้มหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยพละกำลัง 294 แต้ม…
ค่าสเตตัสแต่ละรายกายขึ้นลงไม่หยุดนิ่งเหมือนขับรถผ่านภูเขา เขามองจนรู้สึกเหมือนมีเลือดหยดในหัวใจ!
แม่งเอ๊ย เสียของเกินไปแล้ว!
บทที่ 94
เหวยเสี่ยวเป่าคนนี้ก็จริงๆ เลย ในเมื่อนายแค่เชิญฉันมากินข้าว ก็อย่านำอาหารที่เพิ่มค่าสเตตัสชั่วคราวมาเรียกฉันสิ!
ถ้าลบโบนัสค่าสเตตัสออก เยี่ยเว่ยหมิงก็จะถือโอกาสกินให้สะใจสักมื้อ แต่พอเห็นค่าสเตตัสของตัวเองกระโดดไปกระโดดมาแบบนี้ นายจะให้ฉันกินของอร่อยอย่างสงบใจได้ยังไง
นี่มันเป็นวิธีการทรมานรูปแบบหนึ่งแท้ๆ
เพื่อแบ่งสมาธิออกจากสิ่งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเตรียมดึงบทสนทนาไปที่ประเด็น ‘คดีขโมยของในวังหลวง’ อยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกเหวยเสี่ยวเป่าตัดบททุกครั้ง ตามที่ฝ่ายบอก ตอนกินข้าวคุยแค่เรื่องความสัมพันธ์ ไม่คุยเรื่องงาน
ในระหว่างที่กินข้าว เหวยเสี่ยวเป่าถามเยี่ยเว่ยหมิงเกี่ยวกับเรื่องบางอย่างในยุทธภพ หลักๆ เลยก็คือประสบการณ์ในการไขคดีหลายครั้งที่ผ่านมาของเยี่ยเว่ยหมิง เรื่องแบบนี้เดิมทีก็ไม่มีอะไรต้องเก็บเป็นความลับอยู่แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงจึงเล่าออกมาหมด อีกฝ่ายฟังแล้วกล่าวชมไม่หยุด ตะโกนอย่างถึงอกถึงใจ
แน่นอนว่า ทุกครั้งที่เล่าเรื่องราวแต่ละเรื่องจบ เหวยเสี่ยวเป่าก็ยังไม่ลืมที่จะยกยอปอปั้นเยี่ยเว่ยหมิง
เปิดเผยนิสัยขี้ประจบเหมือนสุนัขที่ชอบเลียออกมาหมด!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้กินอาหารดีๆ สักมื้อ สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็ได้รับภารกิจที่ตัวเองรอมานาน แล้วก็ถูกเหวยเสี่ยวเป่าพาเข้าไปในวังหลวง
[คดีขโมยของในวังหลวง]
ระดับภารกิจ: 5 ดาว
ของล้ำค่าถูกขโมยไปจากวังหลวง สภาพการณ์เลวร้ายมาก สืบหาความจริงให้กระจ่าง และนำตัวหัวขโมยมาดำเนินคดี
รางวัลภารกิจ:
ค่าประสบการณ์10000 แต้ม
ค่าตบะ 3000 แต้ม
ลู่ติ่งกงเหวยเสี่ยวเป่าเตรียมอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดให้คุณ 1 ชิ้นด้วยความใส่ใจ]
ภารกิจและรางวัลล้วนเป็นไปตามกติกา สิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การรอก็คือ อุปกรณ์คุณภาพสูงสุดที่เหวยเสี่ยวเป่าตั้งใจเตรียมไว้ให้
หลังจากได้คลุกคลีกันก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ประเมินเหวยเสี่ยวเป่าได้คร่าวๆ ว่า: ปากมันลิ้นลื่น เจ้าแผนการ หรือไม่ก็วางกับดักคนอื่นเก่ง แต่กลับไม่ขี้ตระหนี่เลย!
ดังนั้นเขาจึงมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าอุปกรณ์คุณภาพสูงสุดลึกลับชิ้นนั้นจะทำให้เขารู้สึกเซอร์ไพรส์มากแน่นอน
ถ้าจะให้กังวลเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์ชิ้นนั้น ไม่สู้กังวลเรื่องระดับความยากของภารกิจนี้ดีกว่า
วังหลวงในเกมก็ย่อมมีสง่าราศีไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ คล้ายกับพระราชวังกู้กงในชีวิตจริง แต่ก็ไม่ได้น่าตกตะลึงอย่างที่เยี่ยเว่ยหมิงคิดไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่พระราชวังกู้กง แล้วเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้มาเพื่อเที่ยวเล่นด้วย สถานที่อย่างวังหลวง แม้แต่เหวยเสี่ยวเป่าเองก็ยังต้องเดินอย่างระมัดระวังตัว เยี่ยเว่ยหมิงย่อมทำได้เพียงเดินตามเขาไปอย่างว่านอนสอนง่าย
ถึงขนาดว่า เพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ ก่อนที่เขาจะเข้าพระราชวัง ก็ต้องเปลี่ยนใส่ชุดเฟยอวี๋แทนชุดเต๋าปากว้าก่อน
ทั้งคู่เงียบงันตลอดทาง เหวยเสี่ยวเป่าพาเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงหน้าอาคารแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าหอสมบัติ “นี่ก็คือสถานที่เก็บรักษาของล้ำค่าหายากบางอย่างในพระราชวัง แน่นอนว่าไม่ใช่ของล้ำค่าทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ที่นี่ ที่จริงที่นี่ก็เหมือนคลังแห่งหนึ่ง มีไว้ใช้เก็บของบางอย่างที่ไม่ได้ใช้งานชั่วคราวเท่านั้น”
ตอนนี้ทหารยามสองคนที่เฝ้าอยู่นอกหอสมบัติทำความเคารพเหวยเสี่ยวเป่า หลังจากเจ้าตัวกล่าวทักทายกลับตามมารยาท ก็บอกเยี่ยเว่ยหมิงว่า “พวกเขาก็คือทหารยามที่ถูกลอบจู่โจมก่อนหน้านี้ ส่วนรายละเอียด พี่ใหญ่เยี่ยถามพวกเขาได้โดยตรง ยังมีอีกสองคนที่ถูกส่งไปเฝ้าอยู่ด้านในหอสมบัติ”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วถามไปเรื่อยเปื่อยว่า “หรือพูดได้อีกอย่างก็คือ ในแต่ละวันหอสมบัติจะมีทหารยามเฝ้าอยู่สี่คน?”
สำหรับปัญหาเรื่องคำเรียกที่เยี่ยเว่ยหมิงเรียกเหวยเสี่ยวเป่า ทั้งสองถกเถียงกันมาตลอดทาง เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าหากเรียกเขาว่าเสี่ยวเป่าโดยตรง ก็จะถูกวางกับดักได้ง่ายมาก เขาจึงอยากจะเรียกว่าลู่ติ่งกงตามกฎ แต่เหวยเสี่ยวเป่ากลับยืนกรานไม่ตอบรับ
สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงจึงละชื่อเรียกไปเสียเลย พูดคุยแต่ธุระเท่านั้น
“ที่จริงแต่ไหนแต่ไรมา หอสมบัติจะมีทหารยามเฝ้าแค่สองคน จนกระทั่งเมื่อวานถึงได้เพิ่มจำนวน” หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง เหวยเสี่ยวเป่าก็กล่าวอย่างจนใจว่า “ที่ข้าบอกว่าพวกเขาล้วนเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็เพราะโจรน่ารังเกียจนั่นมาต่อเนื่องสองครั้ง!”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วถามอย่างตะลึง “กําเริบเสิบสานขนาดนี้เชียวหรือ”
สถานที่อย่างวังหลวง ถ้าเจ้าอยากจะขโมยของ ขโมยแค่หนึ่งครั้งก็คืนทุนแล้ว ยังจะก่อคดีซ้ำอีกหรือ
เป็นโจรอย่างไรกันแน่ ทำไมมันเก่งขนาดนี้!
เยี่ยเว่ยหมิงแอบบ่นในใจว่าภารกิจนี้ไม่ง่ายแน่นอน เขาเริ่มถามทหารยามทั้งสองคน ทหารยามให้ความร่วมมือดีมาก รู้อะไรก็บอกหมด แต่ตอนที่เกิดคดีพวกเขาถูกทำร้ายจนสลบไปแล้ว แม้แต่เงาของโจรก็ไม่ทันได้เห็น จึงให้เบาะแสอะไรที่มีประโยชน์ไม่ได้เลย
จากนั้นเยี่ยเว่ยหมิงกับเหวยเสี่ยวเป่าก็เข้าไปในหอสมบัติด้วยกัน แล้วก็ถามทหารยามสองคนข้างในเกี่ยวกับสถานการณ์การลอบโจมตี เมื่อได้คำตอบแล้วก็นำมาเปรียบเทียบกับคำตอบของสองคนด้านนอก
เพราะไม่ได้เบาะแสที่มีประโยชน์จากปากทหารยาม เยี่ยเว่ยหมิงจึงสำรวจที่เกิดเหตุอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ภายใต้การใช้สกิล ‘เวทชันสูตรศพ’ เขาพบเศษโคลนประหลาดหลายจุด ดูจากสภาพแล้วไม่ใช่รอยเท้า แต่เหมือนรอยที่ไม้กระบองทิ้งไว้มากกว่า
พอหันกลับมามองทหารยามที่อยู่ข้างกาย เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามไปเรื่อยว่า “นี่เป็นร่องรอยทั้งหมดที่โจรทิ้งไว้อย่างนั้นหรือ”
“ใช่แล้วขอรับ” เป็นเพราะอยู่ข้างกายเหวยเสี่ยวเป่า เหมือนเป็นสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ ทหารยามในวังจึงมีท่าทีเกรงใจมือปราบขั้นเจ็ดเล็กๆ อย่างเยี่ยเว่ยหมิงมาก “วันที่โจรปรากฏตัวครั้งแรก ด้านนอกฝนตกหนักมาก แม่น้ำฝนจะชะล้างร่องรอยด้านนอกไปแล้ว แต่กลับยังทิ้งรอยนี้ไว้ในหอสมบัติ”
“และในตอนนั้น โจรยัทิ้งรอยโคลนแบบเดียวกันนี้ไว้บนตัวพวกเราสองคนไว้ด้วย พวกเราจึงไม่ได้ซักเสื้อผ้าที่ใส่วันนั้นเพื่อเก็บรักษาเป็นหลักฐาน เก็บรักษาไว้ตลอด” ขณะที่พูด ก็นำชุดสองตัวส่งให้เยี่ยเว่ยหมิง
[เครื่องแบบทหารยาม: เครื่องแบบทหารยามในพระราชวัง ด้านบนมีรอยโคลนรูปวงกลมชัดเจน (หลักฐาน)]
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงรับเครื่องแบบสองชุดมาแล้ว เหวยเสี่ยวเป่าที่อยู่ข้างกันก็รีบถามว่า “พี่ใหญ่เยี่ย ท่านตรวจสอบเจอเบาะแสอะไรบ้างไหม”
เยี่ยเว่ยหมิงหลุดขำ “ท่านเองก็เห็นขั้นตอนที่ข้าตรวจสอบชัดเจนแล้วนี่ เบาะแสน้อยขนาดนี้ข้าจะหาเจอได้อย่างไร ดูท่าแล้ว ถ้าอยากจะสืบหาตัวตนของโจร ก็ต้องเริ่มจากของล้ำค่าที่ถูกขโมยไป”
เหวยเสี่ยวเป่าได้ยินแล้วไม่เข้าใจสักนิด “ตามหลักแล้ว ไม่ใช่ว่าควรหาตัวโจรก่อน แล้วถึงจะได้ของล้ำค่ากลับมาหรอกหรือ พี่ใหญ่เยี่ย นี่ท่านทำตรงกันข้ามนะ นี่เป็นวิธีการสืบคดีอะไรกัน”
“เป็นวิธีการที่โง่ที่สุด” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้ายิ้มเจื่อน แล้วอธิบายว่า “ในเมื่อพวกเราหาเบาะแสของโจรไม่เจอ ก็ทำได้เพียงเปลี่ยนแนวคิดใหม่แล้ว มาพิจารณากันว่าเขาจะเอาของไปขายต่อที่ไหนกันแน่”
“ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่หลิวเคยบอกไว้ว่าสองครั้งที่หัวขโมยลงมือนั้นเว้นระยะห่างกันครึ่งเดือน คาดเดาว่าเขาจะต้องนำของล้ำค่าชุดแรกที่ปล้นได้ไปขายเป็นเงินตำลึงแล้วแน่นอน หลังจากใช้ไปหมดแล้วถึงได้มาขโมยอีกครั้ง”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็หันตัวมาบอกเหวยเสี่ยวเป่าว่า “ของล้ำค่าที่ถูกขโมยออกไปจากวังหลวง ร้านค้าทั่วไปไม่กล้ารับซื้อไว้ในจำนวนมากแน่นอน หรือไม่โจรนั่นก็อาจจะแบ่งขาย จุดนี้ต้องให้ลู่ติ่งกงให้ความร่วมมือตรวจสอบสักหน่อย”
“ตอนนี้ช่วยบอกข้าหน่อยว่า มีสถานที่ไหนบ้างที่จะนำของล้ำค่าจากวังหลวงไปขายได้ในรวดเดียว”
เมื่อได้ฟังแนวคิดการจัดการคดีของเยี่ยเว่ยหมิง เหวยเสี่ยวเป่าก็แสดงออกทันทีว่าจะให้ความร่วมมือเต็มที่ เขาตบอกรับประกันว่าจะจัดการเรื่องตรวจสอบโรงจํานําเอง จากนั้นก็ไปหาหัวหน้ากลุ่มทหารยามที่รับหน้าที่เฝ้าเขตพระราชวังให้วิเคราะห์สถานการณ์ให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังโดยเฉพาะ
ส่วนสาเหตุว่าทำไมเหวยเสี่ยวเป่าไม่วิเคราะห์ด้วยตัวเองน่ะหรือ
ก็ย่อมเป็นเพราะเขาไม่เข้าใจเรื่องทำนองนี้เลย เขาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมามากว่าตัวเองไม่แสร้งทำตัวเป็นหมาป่าอวดหาง
หัวหน้ากลุ่มทหารยามคนนี้ชื่อว่าสือเยี่ยนหมิง หลังจากได้ฟังที่เหวยเสี่ยวเป่ากำชับแล้ว ก็วิเคราะห์ให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังทันที
“ประการแรก แคว้นรอบๆ ล้วนมีอำนาจสอดคล้องกับเงื่อนไข” สือเยี่ยนหมิงอธิบายอย่างจริงจัง “เหลียว จิน มองโกล ซีเซี่ย ทิเบต ต้าหลี่…แคว้นเหล่านี้ล้วนมีกำลังทรัพย์มากพอ ทั้งยังอาจจะไม่กลัวพวกเราเอาเรื่องด้วย”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ฟังแล้วกลับส่ายหน้าซ้ำๆ “ดูจากเวลาที่โจรก่อคดี การนำของไปขายนอกเขตแดนนั้นมีความเป็นไปได้น้อย เน้นพูดในแคว้นเถอะ”
“เช่นนั้นก็เหลือเพียงหมู่บ้านชื่อสยาแล้ว”
สือเยี่ยนหมิงกล่าวว่า “ข้าได้ยินว่าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านชื่อสยาชื่นชอบคบค้ากับผู้มีฝีมือในใต้หล้า สะสมของล้ำค่าหายาก ทั้งยังมีกำลังทรัพย์เยอะมากขอรับ”
“หมู่บ้านชื่อสยา?” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วถามอีกว่า “แล้วสองครั้งนั้นโจรปล้นของอะไรไปบ้าง””ภาชนะทองและเงิน เครื่องประดับอัญมณี…แต่ที่มากกว่านั้นคือภาพเขียนอักษรโบราณ” สือเยี่ยนหมิงกล่าวอย่างจนใจ “ต้องยอมรับเลยว่าโจรนั่นเหมือนจะรสนิยมดีมาก”
บทที่ 95
หัวขโมยนั่นจะมีรสนิยมจริงหรือไม่ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่รู้หรอก แต่เขากลับให้เหวยเสี่ยวเป่าไปหาคนมาประดิษฐ์งานตามแบบภาพเขียนอักษรที่ถูกขโมยไปเหล่านั้น
สมบัติประเภทภาพเขียนอักษร หากหน้าตาเหมือนของแท้ทุกประการก็จะเรียกว่าสินค้าเลียนแบบ และขั้นตอนการประดิษฐ์นี้ก็เรียกว่าลอกเลียนแบบ
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้นฉบับเดิมไม่อยู่แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ขอให้พวกเขาลอกเลียนแบบอย่างแนบเนียนไร้พิรุธ ตราบใดที่เหมือนของแท้สักแปดเก้าส่วนก็ไม่มีปัญหาแล้ว
เขาต้องการนำของเหล่านี้ไปทดสอบหาความจริงที่หมู่บ้านชื่อสยานั่นสักหน่อย
เมื่อออกจากพระราชวังแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งพิราบสื่อสารไปหาแม่นางไป่ตู้[1]ส่วนตัวอย่างอินปู้คุยเพื่อสอบถามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทันที
อีกฝ่ายตอบกลับมาว่า เรื่องการปล้นของที่พระราชวังไม่นับเป็นเรื่องแปลกใหม่ในยุทธภพ มีโอกาสเกิดเยอะมาก เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหนดี
ส่วนหมู่บ้านชื่อสยา อินปู้คุยก็ถามกลับมาว่า ‘นั่นคือหมู่บ้านขยะอะไร’
ไม่เคยได้ยินมาก่อน!
เป็นอย่างที่คาดไว้ เมื่ออยู่ในเกมนี้ แม้จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ทุกเรื่อง
ดูท่าแล้ว ภารกิจที่ตัวเองรับมาคงไม่ใช่เรื่องราวตามแบบฉบับเดิมของนิยายยอดยุทธ์คุณธรรม แต่เป็นต้นฉบับเฉพาะ…ในเกมนี้เท่านั้น?
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วติดต่อไปหาซานเย่ว์เสียเลย [ศิษย์น้องเล็ก ทำอะไรอยู่]
ซานเย่ว์ [ภารกิจหยุดชะงักแล้ว เจ้าช่วยข้าหน่อยได้ไหม (˶˚ᗨ˚˶) ]
เยี่ยเว่ยหมิงตาเป็นประกาย [ต้องลงมือต่อสู้หรือ]
ซานเย่ว์ [อย่าบอกนะว่าเจ้าลืมแล้ว ว่าภารกิจของข้าคือทำให้หลินผิงจือสารภาพความจริง!]
เยี่ยเว่ยหมิง [Σ(°△°|||)︴ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะยังทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ อย่าบอกนะว่าทักษะ ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ ของเจ้ามีไว้ใช้เพียงต่อรองราคากับคนอื่นเท่านั้น]
ซานเย่ว์ [╮(╯_╰)╭ ข้าย่อมรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดจริงหรือโกหก แต่ปัญหาก็คือเจ้าเวรนั่นทำท่าเหมือนหมูตายไม่กลัวน้ำเดือด[2] ถามอะไรก็ไม่บอกสักอย่าง!]
ก็ได้!
ยามเผชิญกับพวกที่แสร้งเป็นใบ้ตาบอด ทักษะ ‘สังเกตสีหน้าท่าทาง’ ของซานเย่ว์ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากเคล็ดลับอย่างอื่นด้วย ทักษะนี้ถึงจะแสดงประโยชน์ได้จริง
เยี่ยเว่ยหมิง [เจ้าไปรอข้าที่ประตูคุกใหญ่ แล้วเราไปง้างปากเจ้าหมูตายนั่นด้วยกันเถอะ รอให้ภารกิจนี้เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าก็มากับข้าสักครั้ง ภารกิจทางฝั่งข้าต้องการความช่วยเหลือจากทักษะของเจ้า]
ซานเย่ว์ [( ̄ˇ ̄)/ ไม่มีปัญหา!]
……
คุกใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังเขตลานบ้านใหญ่ของสำนักมือปราบเทพ มีกำลังทหารเฝ้าอยู่เยอะมาก ต่อให้เป็นยอดฝีมือในยุทธภพก็ไม่กล้าเข้าใกล้
เยี่ยเว่ยหมิงในฐานะผู้เล่นอันดับหนึ่งของสำนักมือปราบเทพ วันนี้ก็เพิ่งได้มาที่นี่เป็นครั้งแรกเช่นกัน
หลังจากแสดงป้ายอาญาสิทธิ์และเดินเข้าไปข้างในพร้อมซานเย่ว์ เยี่ยเว่ยหมิงก็เอ่ยว่า “ตอนนี้ครอบครัวของหลินผิงจือรอดพ้นอันตรายแล้ว ส่วนความผิดที่เขาก่อก็คือการฆาตกรรม แม้เขาอาจจะไม่เข้าใจกฎหมายเท่าไรนัก แต่การเอาชีวิตมาแลกชีวิต เขาก็เองก็เข้าใจหลักการนี้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีพยานหลักฐานอย่างอื่น ขอเพียงเขายืนกรานไม่พูด พวกเราก็ไม่มีทางตัดสินโทษเขาได้”
“หลักการนี้ข้าเข้าใจ…” ซานเย่ว์แบมือยักไหล่อย่างจนใจ “ก็เพราะเหตุนี้ ข้าถึงไม่มีทางง้างปากเขาได้อย่างไรล่ะ! แล้วโหยวจิ้นก็ดันออกคำสั่งมาว่าทำได้เพียงสอบสวนเท่านั้น ห้ามใช้วิธีทรมาน เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร”
“ก็ต้องพิชิตกลไกป้องกันทางจิตใจของเขาให้ได้น่ะสิ” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มอย่างมั่นใจ “อีกประเดี๋ยวดูการแสดงของข้านะ เจ้าแค่ต้องคอยสังเกตการณ์ แล้วจับภาพหน้าจอข้อมูลที่ทักษะนี้ส่งกลับมาให้ข้าดูก็พอ”
ขณะที่พูดคุยกัน ทั้งสองก็เดินมาถึงห้องที่ใช้คุมขังหลินผิงจือแล้ว
คดีของสำนักคุ้มภัยฝูเวยเป็นคดีใหญ่ที่หวงโส่วจุนเลือกผู้รับผิดชอบคดีด้วยตัวเอง หลินผิงจือในฐานะที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดคดีนี้ ย่อมได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว
ห้องขังที่เขาอยู่เป็นห้องเดี่ยวใต้ดินห้องหนึ่งที่มีการควบคุมเข้มงวด ผนังที่อยู่โดยรอบล้วนสร้างจากหินบลูสโตนอย่างมั่นคงแข็งแรง ทนทานไร้ที่เปรียบ รอบห้องขังเสียบคบเพลิงไว้ยี่สิบสี่ชั่วโมง ส่องให้ห้องใต้ดินแห่งนี้สว่างชัดเจน
รู้สึกคุ้นตากับการบรรยายอย่างนี้หรือยัง
เยี่ยเว่ยหมิงเองก็เพิ่งจะนึกออกหลังจากชะงักไปชั่วขณะ ระหว่างหลินผิงจือกับอ๋าวป้าย ราวกับว่าสิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงการใช้โซ่มัดแขนขาทั้งสี่เท่านั้น
สายตาเขาอดมองไปยังโซ่ที่วางอยู่ข้างผนังไม่ได้ อธิบายได้เพียงว่า เนื่องจากหลินผิงจือมีทักษะยุทธ์ต้อยต่ำ พวกเขาจึงมองข้ามขั้นตอนนี้ไปก็เท่านั้นเอง
เพียงแต่เมื่อเทียบกับในห้องขังของอ๋าวป้ายที่มีเพียงหญ้าแห้งให้ปูนอน ห้องขังของหลินผิงจือกลับอยู่สบายกว่ามาก อย่างน้อยก็มีหมอนผ้าห่มครบชุด ทำให้หนุ่มน้อยเนื้ออ่อนละเอียดคนนี้ไม่ถึงขั้นทรมานจนป่วย
ตอนนี้หลินผิงจือกำลังนั่งชิดกำแพงและหลับตาพักผ่อน หลังจากได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ก็มองไปทางเยี่ยเว่ยหมิงกับซานเย่ว์ที่เดินเข้ามาแวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงเหมือนเดิม
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทางไม่ยอมให้ความร่วมมือขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็หลุดหัวเราะทันที แล้วกล่าวอย่างดูถูกว่า “กำลังจะถูกฆ่าล้างตระกูลอยู่แล้ว เจ้ายังมีอารมณ์มานั่งสมาธิฝึกปราณอยู่ที่นี่อีก ช่างได้รับการฝึกมาดีจริงๆ”
ประโยคนี้ของเยี่ยเว่ยหมิงเรียกได้ว่า ‘หากวาจามิทำให้ผู้อื่นตื่นตกใจ ก็จะมิยอมหยุดพัก’ หลินผิงจือได้ยินแล้วลืมตาทันที จ้องเขาอย่างโกรธเคือง “เจ้าว่าอะไรนะ”
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่หลบตาเขาสักนิด พร้อมกล่าวยืนยันอีกครั้ง “ข้าก็กำลังบอกว่าตระกูลหลินของพวกเจ้าใกล้จะถูกสังหารล้างตระกูลแล้ว ทั้งระดับล่างระดับบนไม่มีใครรอดทั้งนั้น!”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!”
“พูดจาเหลวไหล?” เยี่ยเว่ยหมิแสยะยิ้มเหย้ยหยัน “ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อ เช่นนั้นข้าก็จะวิเคราะห์ให้เจ้าฟังแล้วกัน”
ขณะที่พูดก็ถลกชายเสื้อ นั่งขัดสมาธิลงตรงจุดที่ห่างจากหลินผิงจือสามเมตร ส่วนซานเย่ว์ก็ยืนกอดอกอยู่ข้างหลังเขา เหมือนเป็นราชองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง
ขณะมองสายตาร้อนรนของหลินผิงจือ เยี่ยเว่ยหมิงกลับกล่าวอย่างไม่เร็วไม่ช้าเกินไปว่า “ท่านตาของเจ้า หรือหวังหยวนป้า เจ้าสำนักดาบทองลั่วหยาง แม้จะเป็นตัวละครอันดับหนึ่งของยุทธภพ แต่ไม่ว่าจะเป็นทักษะยุทธ์ อำนาจของสำนัก หรืออำนาจในยุทธภพ เขามีคุณสมบัติอะไรไปเทียบกับสำนักชิงเฉิงที่ยืนหยัดอยู่ในยุทธภพมาเกินร้อยปีอย่างนั้นหรือ”
หลินผิงจือได้ยินแล้วสีหน้าก็ชะงักไปทันที
หลังจากผ่านเรื่องราวก่อนหน้านี้มา เขาก็รับรู้ถึงความน่ากลัวของสำนักชิงเฉิงพอสมควรแล้ว เขาไม่ใช่คุณชายที่คิดเข้าข้างตัวเองเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
สำนักดาบทองแล้วอย่างไร สำนักชิงเฉิงแล้วอย่างไร ในใจเขาย่อมมีการพิจารณาเป็นของตัวเองเช่นกัน
และผลลัพธ์ของการพิจารณานี้ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
สีหน้าหลินผิงจือเปลี่ยนไปเล็กน้อย สุดท้ายก็ยังกล่าวอย่างดื้นรั้นว่า “พวกเขาไม่กล้าหรอก!”
“ไม่กล้าหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงเอานิ้วก้อยแคะหูตัวเอง แล้วดึงออกมาเป่าพร้อมบอกว่า “คนที่พูดอย่างนี้ได้ แสดงว่าไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับยุทธภพเลยแม้แต่น้อย”
“ที่จริงแล้ว คนที่จ้องอยากได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ของตระกูลหลินมีไม่น้อย สาเหตุที่จนป่านนี้ยังไม่มีใครได้ไป ก็เพราะยังไม่มีข้ออ้างเท่านั้นเอง…
…นี่คือยุทธภพ ตอนนี้หากบรรดาสำนักดังที่จ้องอยากได้เคล็ดกระบี่ของตระกูลเจ้ากล้าลงมือช่วงชิงขึ้นมา วันพรุ่งนี้พวกเขาก็จะกลายเป็นศัตรูของยุทธภพ แล้วถึงตอนนั้นก็ย่อมอ้างได้ว่าจะกำจัดภัยของยุทธภพ เพื่อถือโอกาสครอบครองสุดยอดวิชาของยุทธภพอย่าง ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ อย่างชอบธรรม…
…ดังนั้น สำนักที่จ้องอยากได้ ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ของตระกูลหลินมีมากเกินไป แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากกลายเป็นคนโง่ที่ยกผลงานของตัวเองให้ผู้อื่น…
…สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า พวกเขาไม่มีข้ออ้างที่ชอบธรรมในการลงมือกับพวกเจ้า…
…แต่เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ เจ้ากลับส่งข้ออ้างนั้นให้สำนักชิงเฉิงด้วยตัวเจ้าเองแล้ว”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง สุดท้ายเยี่ยเว่ยหมิงก็โยนข้อความที่เหมือนระเบิดออกมาแล้ว “เมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากเกิดเรื่อง ในยุทธภพก็มีข่าวแพร่ออกไปแล้ว ว่าเจ้าลูกผู้ดีมีเงินพูดสำเนียงเสฉวนที่ถูกเจ้าสังหารตายนอกเมืองฝูเวยนั่นน่ะ คืออวี๋เหรินเยี่ยน บุตรชายของอวี๋ชางไห่!…
…บุตรชายของอวี๋ชางไห่ตายไปทั้งคน!…
…ยุทธภพให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ’ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร..
…ดังนั้น ต่อให้อวี๋ชางไห่ฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยฝูเวยจนไม่เหลือแม้กระทั่งไก่หรือสุนัข อย่างมากคนอื่นในยุทธภพก็เพียงตำหนิเขาสองสามประโยคว่าทำเกินไป แต่จะไม่มีคนกล่าวหรอกว่าเขาไม่ควรล้างแค้น และยิ่งไม่มีใครใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อลงมือกับสำนักชิงเฉิงด้วย…
…เพราะความแค้นที่ฆ่าลูกชาย มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน!”
หลังจากฟังเยี่ยเว่ยหมิงพูดจบ หลินผิงจือก็นิ่งงันเป็นไก่ไม้ตั้งนานแล้ว ใบหน้าเล็กๆ ที่เดิมทีขาวบริสุทธิ์ ตอนนี้ก็ยิ่งเหลือเลือดฝาดอยู่ไม่ถึงครึ่งแล้ว
[1] แม่นางไป่ตู้ 度娘 ‘ไป่ตู้’ เป็นเว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลต่างๆ คล้าย google
[2] หมูตายไม่กลัวน้ำเดือด 死猪不怕开水烫 เปรียบเปรยว่าหนังหนา ไม่หวาดกลัวอะไรทั้งนั้น