“แล้วถ้าข้าไม่ส่งให้ล่ะ”
หลวงจีนหลิงจื้อหัวเราะหึหึ “แม้ภายในหนึ่งชั่วโมงนี้พวกเราจะต้องเจ้าไม่ได้ แต่รอหลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วโมง เจ้าอาจจะถูกยอดฝีมือทุกคนของจวนอ๋องจ้าวไล่สังหาร พ่อหนุ่ม ทางที่ดีเจ้าคิดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเถอะ อย่าทำให้ตัวเองเสียใจทีหลังเด็ดขาด”
“อย่างนั้นหรือ…” เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า “เช่นหนังเจ้าก็รอให้พวกเราปรึกษากันสักหน่อย”
เมื่อพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ดึงสะพานสวรรค์น้อยเดินไปอีกฝั่ง พร้อมทั้งถามในช่องทีมว่า “ยาตัดวิญญาณของเจ้ายังใช้งานได้อีกกี่ครั้ง”
สะพานสวรรค์น้อยได้ยินแล้วอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด แต่นางก็ยังตอบตามความจริง “นอกจากที่เคยใช้ไปแล้วสองครั้งก่อน ก็ยังเหลือใช้ได้อีกห้าครั้ง”
“เช่นนั้นก็ดี ช่วยข้าสักครั้ง แล้วหนี้ที่ติดค้างระหว่างพวกเราจะหายไป”
“ถ้าได้ออกทีวี ก็ไม่ต้องหักหนี้ทิ้งก็ได้”
“เช่นนั้นก็ดี…”
……
หลังจากนั้นหนึ่งนาที เยี่ยเว่ยหมิงก็ถือรองเท้าปักลายกลับมาอีกครั้ง แล้วส่งไปตรงหน้าหลวงจีนหลิงจื้อทันที “เจ้าหมายถึงของสิ่งนี้ใช่หรือไม่”
“นับว่าเจ้าอ่านสถานการณ์ออก!”
หลวงจีนหลิงจื้อยิ้มอย่างพึงพอใจ แต่กลับไม่ได้ยื่นมือไปรับ แล้วหยิบกล่องผ้าแพรออกมาแทน ให้เยี่ยเว่ยหมิงวางรองเท้าปักลายลงในกล่องผ้าแพร จากนั้นก็หันกายเดินจากไป
มองเห็นอยู่ไกลๆ ว่าหลังจากหวันเหยียนคังที่นอนอยู่บนเปลหามรับกล่องผ้าแพรไปแล้ว ก็ยังไม่ลืมหยิบรองเท้าปักลายออกมาจากกล่อง เขาหยิบมาเล่นในมือพร้อมสูดดมเป็นระยะ ทำสีหน้าท่าทางเหมือนกำลังเสพสุข ดูโรคจิตมากทีเดียว
เพียงแต่ผู้ติดตามจากจวนอ๋องจ้าว ไม่มีคนไหนที่ไร้กาลเทศะจนตำหนิติเตียนพฤติกรรมของเจ้านาย
สำหรับความหลงใหลหมกมุ่นของหวันเหยียนคัง พวกเขาแสร้งทำเป็นไม่เห็น หามเปลของหวันเหยียนคังเดินตามหลังเกี้ยวของหวังเฟยไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มองจากทิศทางที่พวกเขาไป ตอนที่พวกเขาเดินออกจากถนนสายนี้ เพิ่งจะออกจากเขตปลอดภัยที่ถูกปกป้องโดยระบบ จู่ๆ ก็มีผู้เล่นจำนวนมากโผล่มาจากสองฝั่ง พุ่งเข้ามาโจมตีสังหารหยางคัง
เนื่องจากคืนชีพได้ไม่จำกัด ในบรรดาผู้เล่นย่อมมีคนที่ชอบแสวงหาความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจอยู่เสมอ
เมื่อเห็น BOSS โหมดปกติเลเวลสี่สิบห้าที่เหลือค่าเลือดอยู่ขีดเดียวถูกคนหามไป ก็ย่อมมีคนครุ่นคิดจินตนาการถึงช่องโหว่ของระบบที่ปกป้องเขาอยู่แล้ว
ช่องโหว่นั้นก็คือ ในเมื่ออยู่ในเขตนี้จะได้รับการปกป้องจากระบบ เช่นนั้นถ้าออกจากเขตนี้ไปแล้ว ทำไมไม่ลองสังหาร BOSS ที่เหลือค่าเลือดนิดเดียวดูล่ะ
ตอนที่องครักษ์ของจวนท่านอ๋องยังไม่ทันไหวตัว ขอเพียงฉวยโอกาสไปสังหารหวันเหยียนคังให้ตายก่อนก็พอ
ต่อให้ไม่ทันได้คลำศพ ลำพังแค่ค่าประสบการณ์กับค่าตบะที่ได้หลังจากฆ่าบอสตาย ก็เพียงพอที่จะทำให้คนหน้าเลือดอย่างพวกเขาไม่ขาดทุนแล้ว
ต่อให้แย่งหัวบอสมาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขาดทุนก็ขาดทุนไป ถึงอย่างไรก็เสียค่าประสบการณ์กับค่าตบะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ใช้เวลาไม่นานก็ฝึกกลับมาใหม่ได้
เรื่องที่เร้าใจขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าจะเจอได้ตลอดเวลา
จากนั้นก็สมปรารถนา พวกเขาได้เสพสุขกับการได้กลับเมืองเป็นหมู่คณะโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเดินทาง
ต้องทราบไว้ว่า ต่อให้โอวหยางเฟิงจะนำหน้าออกไปก่อนแล้วก้าวหนึ่ง แต่คนที่ห้อมล้อมหวันเหยียนคังอยู่ก็ยังเป็นสี่ BOSS ใหญ่เลเวลห้าสิบห้าขึ้นไปทั้งนั้น ถ้าคิดจะสังหารหวันเหยียนคังขณะที่อยู่ใต้หนังตาของพวกเขา ขนาดเยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบยังคิดว่าตัวเองทำไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น
ยามเผชิญหน้ากับการดักสังหารกลางทางของคนพวกนี้ หวันเหยียนคังถึงขั้นไม่เหลือบตาขึ้นมองเลยด้วยซ้ำ เอาแต่เล่นรองเท้าปักลายในมือด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ
พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ! ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังมองสี่ยอดฝีมือของจวนอ๋องจ้าวโจมตีกลุ่มผู้เล่นเหมือนฟันหญ้าข้างทาง จู่ๆ ก็มีพิราบขาวตัวหนึ่งโผล่มาจากที่ไกลๆ มาเกาะอยู่บนบ่าของเขาแล้วหายไป
[บัดซบ! ได้อยู่นะน้องชาย นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะซุ่มเงียบไปทำภารกิจ ‘ยิงอินทรี’ แล้ว นอกจากสังหารบอสโหมดปกติอย่างโหวทงไห่ แม้แต่หวันเหยียนคังก็เกือบตายด้วยน้ำมือเจ้า นี่เจ้าคิดจะบินขึ้นฟ้าแล้วหรือ]…อินปู้คุย
หลังจากได้เห็นข้อความนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อึ้งไปก่อน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าหลังจากภารกิจจบแล้ว บรรดาผู้เล่นก็จะกลับมาใช้งานพิราบสื่อสารได้ตามปกติ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าตัวเองยังไม่ทันถามสถานการณ์กับอินปู้คุย เจ้าหมอนั่นก็แสดงความยินดีก่อนแล้ว
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายติดต่อมาเองแล้ว เขาก็ย่อมไม่มีเหตุผลให้ปล่อยไปเฉยๆ จึงได้โอกาสถามเรื่องบางอย่างกับเขาพอดี
[ก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง แต่จะว่าไปแล้ว หวันเหยียนคังนั่นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ ข้าเปลืองแรงไปตั้งเยอะแต่ยังทำให้เขาตายไม่ได้ เพื่อที่จะช่วยชีวิตเขา แม้แต่พิษประจิมโอวหยางเฟิง หนึ่งในห้ายอดฝีมือแห่งใต้หล้าก็ยังกระโดดออกมาแล้ว]…เยี่ยเว่ยหมิง
[หึหึ เจ้าไม่รู้แล้วสินะ หยางคังนั่นเดิมทีก็เป็นพระรองเรื่อง ‘วีรบุรุษยิงอินทรี’ อยู่แล้ว มีฐานะที่สำคัญมากในเรื่อง มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเนื้อเรื่อง ถ้าเขาตายไป ภารกิจเนื้อเรื่องมากมายก็ต้องถูกเขียนขึ้นใหม่ ระบบจะยอมให้ตัวละครตัวนี้ตายง่ายๆ ได้อย่างไร]…อินปู้คุย
แค่เพราะอย่างนี้น่ะหรือ
เยี่ยเว่ยหมิงถามด้วยความเหลือเชื่อ
[เป็นแค่พระรองเองหรือ แค่ดูจากระดับการปกป้องเขา ถ้าเจ้าบอกว่าเขาเป็นพระเอก หรือนางเอกข้าก็เชื่อ!]…เยี่ยเว่ยหมิง
[เจ้าเดาถูกแล้วจริงๆ!]…อินปู้คุย
ดูจากตัวอักษรในประโยคนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนได้เห็นความรู้สึกภาคภูมิใจของเจ้าหมอนี่
ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงถามต่อ อินปู้คุยส่งข้อความมาติดๆ กันอีก
[ที่จริงแล้ว แม้หยางคังจะเป็นตัวละครในเรื่อง ‘วีรบุรุษยิงอินทรี’ แต่ก็ยังมีอีกฐานะที่ยอดเยี่ยมกว่า นั่นก็คือในภาคต่อของ ‘วีรบุรุษยิงอินทรี’ เขาคือบิดาของหยางกั้ว[1]พระเอกเรื่อง ‘จอมยุทธ์เทพอินทรี’!…
…ดังนั้น ก่อนที่เขาจะทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำเร็จ ระบบจะให้เขาตายไม่ได้เด็ดขาด เจ้าปฏิบัติภารกิจประลองยุทธ์เลือกคู่ของมู่เนี่ยนฉือ ต่อให้เหนื่อยตายก็ไม่มีทางฆ่าเขาได้…
ข้าบอกแล้ว!]…อินปู้คุย
[ติ๊ง! ทีมของคุณสังหารหวันเหยียนคัง BOSS โหมดปกติเลเวล 45 สำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 50000 แต้ม ค่าตบะ 10000 แต้ม!]
[ติ๊ง! เนื่องจากทีมของคุณสังหารหวันเหยียนคัง BOSS โหมดปกติเลเวล 45 ซึ่งจัดเป็น NPC ของเนื้อเรื่องพิเศษ ขั้นตอนการเก็บอุปกรณ์จะข้ามไปโดยอัตโนมัติ อุปกรณ์ที่ BOSS ดรอปจะถูกแบ่งไปที่แถบอุปกรณ์ของสมาชิกในทีมอัตโนมัติโดยอิงตามโหมดแบ่งไอเทมตามค่าผลงาน ตรวจดูเองได้]
[ประกาศจากระบบ: ผู้เล่นสำนักมือปราบ เยี่ยเว่ยหมิง ผู้เล่นสำนักสุสานโบราณ สะพานสวรรค์คริสตัล สังหารหวันเหยียนคัง BOSS เลเวล 45]
[เนื่องจากหวันเหยียนคังเป็น BOSS โหมดปกติ หลังจากถูกสังหารครั้งนี้จะรีเฟรชไม่ได้อีก หลังจากนี้ไป ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ จะไม่มีหวันเหยียนคังอีก!]
[ผู้เล่นสองคนที่เข้าร่วมการโจมตีสังหาร จะได้รับรางวัลสังหารสิ้นซาก: ค่าชื่อเสียงยุทธภพ 50000 แต้ม ค่าผลงานสำนัก 13000 แต้ม!]
ประกาศจากระบบ: ผู้เล่นสำนักมือปราบเยี่ยเว่ยหมิง…
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบและประกาศจากระบบอย่างกะทันหัน แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็งุนงงไปพักหนึ่ง
เมื่อได้ยินอินปู้คุยบอกว่าหวันเหยียนคังเป็นบิดาของพระเอกภาคต่อไป เยี่ยเว่ยหมิงก็ถึงขั้นเตรียมใจไว้แล้วว่าภารกิจนี้คงล้มเหลว ต้องขาดทุนบ้างไม่มากก็น้อย
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะหักมุม นึกไม่ถึงว่าระบบจะมอบเซอร์ไพรส์ใหญ่ให้เขา!
กำลังคิดจะหยอกล้ออินปู้คุยที่เพิ่งเล่าเหตุการณ์สำคัญสักหน่อย แต่กลับคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะส่งข้อความมาก่อนแล้ว
[เพื่อเป็นการขอบคุณที่ครั้งก่อนเจ้าช่วยข้าทำภารกิจสำนักจนสำเร็จ ข้าตัดสินใจจะเก็บตัวเพื่อร่างกลยุทธ์ภารกิจเกี่ยวกับ ‘ตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ ให้ครอบคลุมทุกด้าน ประกอบไปด้วยแนวเรื่องหลัก บทบาทตัวละครในภารกิจเนื้อเรื่อง ข้อมูลอาวุธที่สำคัญรวมทั้งทักษะยุทธ์ที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างนี้งดการติดต่อพูดคุย ลาก่อน!]…อินปู้คุย
[1] หยางกั้ว 杨过 หรือเอี้ยก้วยจากเรื่องจอมยุทธ์เทพอินทรี
บทที่ 182
เมื่อการพูดคุยผ่านจดหมายจบลง เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่รีบไปดูรางวัลที่ได้หลังจากหวันเหยียนคังตายสนิทแล้ว
เนื่องจากมีคนสามคนมาขวางตรงหน้าเขาด้วยท่าทางดุร้าย
ผู้ที่มาไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นสหายร่วมทีมสามคนของเขาก่อนหน้านี้ พวกน้องดาบที่เพิ่งแลกรางวัลเสร็จ
เขาหยุดเดิน น้องดาบที่นิสัยโผงผางตรงไปตรงมาถลึงตาโตจ้องเขา แล้วเอ่ยก่อนว่า “เยี่ยเว่ยหมิง ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะทำให้หวันเหยียนคังนั่นตายแล้วจริงๆ เจ้าทำได้อย่างไรกันแน่”
เยี่ยเว่ยหมิงยักไหล่ “นั่นเป็นเพราะเขารนหาที่ตายเอง ทีแรกข้าคิดจะปล่อยเขาไปอยู่แล้วเชียว”
น้องดาบได้ยินแล้วเริ่มอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าเดิม “ข้าเห็นว่าเมื่อครู่นี้หลวงจีนหลิงจื้อมาหาพวกเจ้า แต่นี่เกี่ยวอะไรกับการตายของหวันเหยียนคัง”
เยี่ยเว่ยหมิงถามพร้อมรอยยิ้ม “อยากรู้ไหมล่ะ”
“ไม่อยาก!”
น้องดาบแค่ได้ฟังก็เดาออกว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะฉวยโอกาสยั่วโมโหนาง จึงไม่ให้โอกาสเขาเลย นางตอบทิ้งท้ายเอาไว้แล้วเดินไปอีกฝั่งทันที
เยี่ยเว่ยหมิงหันกายกลับมาอย่างไม่ถือสา แล้วก็มองเสวียนเสี่ยวปี่กับเซียวเหยาถอนใจอีก “พวกเจ้าอยากรู้ไหม”
สองคนนี้เป็นคนที่อยู่กับความเป็นจริง พยักหน้าตอบอย่างจริงใจ
“ไม่มีปัญหา ข้าส่งข้อความไปคุยกับพวกเจ้าส่วนตัวได้”
ที่จริงวิธีการของเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้ซับซ้อนแม้แต่น้อย
เขาเพียงใช้วิธีการซ่อนเข็มไว้ในรองเท้า ให้สะพานสวรรค์น้อยใช้ยาตัดวิญญาณอาบพิษบนเข็มเหล็ก จากนั้นซ่อนไว้ในรองเท้าปักลาย
เนื่องจากอยู่ในการปกป้องของฉากพิเศษ ต่อให้หวันเหยียนคังจะเจอเข็มเหล็กอาบพิษในเขตนี้ ก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บอยู่ดี จึงไม่มีใครสังเกตเห็นอยู่แล้ว แต่หลังจากออกเขตนี้ไป การปกป้องนี้กลับไม่มีอยู่อีก
เดิมทีตามที่เยี่ยเว่ยหมิงคาดเดาไว้ อย่างมากเขาก็ได้แค่ทำให้หวันเหยียนคังตกอยู่ในสภาวะเฉียดตายอีกครั้ง ถ้าจะทำให้เจ้าหมอนี่เฉียดตายอีกครั้ง ไม่สู้สั่งสอนเขาสักหน่อยดีกว่า แล้วถือโอกาสรับผลตอบแทนสักก้อนก็เท่านั้นเอง
ในช่วงเวลาสำคัญ โอวหยางเฟิงคงจะกระโดดออกมาอีกครั้ง ดึงตัวเจ้าหมอนี่ที่อยู่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายกลับไป
แต่นึกไม่ถึง ครั้งนี้โอวหยางเฟิงไม่ปรากฏตัวอีก ปล่อยให้ผู้ที่มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องอย่างหวันเหยียนคังตายด้วยน้ำมือเขาแล้ว
หากจะถามว่าบนตัวสะพานสวรรค์น้อยมีเข็มเหล็กธรรมดาได้อย่างไร
เพราะเข็มผึ้งหยกแพงมากอย่างไรล่ะ
ปกติเวลาฝึกทักษะ ฆ่ามอนสเตอร์ ก็ย่อมต้องใช้เข็มเหล็กธรรมดาที่ประหยัดกว่าอยู่แล้ว
หลังจากคุยจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็พาสะพานสวรรค์น้อยไปแลกรางวัลภารกิจที่มู่เนี่ยนฉือด้วยกัน
ส่วนเสวียนเสี่ยวปี่ก็นำเรื่องขั้นตอนการฆ่าหยางคังที่คุยเป็นการส่วนตัวกับเยี่ยเว่ยหมิงไปบอกน้องดาบ แล้วพูดเสริมอีกว่า “ที่จริงข้าก็คิดว่าสหายเยี่ยไม่เลวเลยนะ มีคุณธรรมน้ำมิตรต่อเพื่อนฝูง เจ้าไม่ต้องไปแข่งกับเขาหรอก ไม่จำเป็น”
คาดไม่ถึงว่าเมื่อน้องดาบได้ยินแล้วกลับยิ้มบางๆ เท่านั้น “ไม่ง่ายเลยกว่าจะเจอคู่ต่อสู้ที่ข้าเอาชนะได้ยาก ถ้าไม่แข่งกับเขา ชีวิตจะไม่ขาดความสนุกสนานเกินไปหรอกหรือ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยชนะ…แต่พวกเจ้าก็คอยดูเถอะ!”
สำหรับสถานการณ์แบบนี้ เสวียนเสี่ยวปี่ที่อยากเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งได้แต่ยักไหล่อย่างจนใจ
ตอนนี้เอง น้องดาบกลับเอ่ยอีกครั้งว่า “พวกเจ้าอย่าเพิ่งรีบไป ไม่เห็นหรือว่าทางนั้นกัวจิ้งกับหวังชู่อียังอยู่ ข้ารู้สึกว่าภารกิจของพวกเรายังมีภาคต่อ เพียงแต่สังเวียนชิงชนะเลิศที่สำคัญที่สุดในนั้นยังไม่มีรางวัลให้แลก จึงยังไม่ประกาศภารกิจ”
เห็นได้ชัดว่าทั้งสองข้างเชื่อถือการตัดสินใจของน้องดาบ เหมือนกับที่พวกเขาเชื่อในตัวเยี่ยเว่ยหมิง
พวกเขาจึงยืนอยู่ที่เดิม รอให้เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยไปแลกรางวัลภารกิจ
“พี่ใหญ่เยี่ย!” เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงก้าวขึ้นมา บนใบหน้ามู่เนี่ยนฉือก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน แล้วบอกว่า “ขอบคุณที่ท่านช่วยพวกเราสั่งสอนลูกผู้ดีมีเงินคนนั้น อาการบาดเจ็บของพ่อข้าก็ดีขึ้นมากแล้วเช่นกัน”
พอพูดถึงตรงนี้ จู่ๆ นางก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “แต่ภารกิจก็ส่วนภารกิจ สำหรับการนำคะแนนมาแลกรางวัล ข้าก็ยังต้องปฏิบัติอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้ผลประโยชน์กับท่านมากกว่านี้ แต่เป็นเพราะข้าทำไม่ได้”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วพยักหน้า “เรื่องนั้นก็แน่นอนอยู่แล้ว”
ขณะที่พูดคุยกัน มู่เนี่ยนฉือช่วยเปิดหน้าแลกรางวัลให้เขา
เนื้อหาในหน้าพิเศษนี้ดูเหมือนธรรมดามาก มีของให้แลกเพียงสองอย่างเท่านั้น ค่าประสบการณ์กับคะแนนสะสม
นอกจากสองสิ่งนี้แล้ว ก็ไม่มีรายการที่สามให้เลือกอีก
เมื่อเทียบกับรายการรางวัลอันหรูหราของตระกูลมู่หรง ก็กล่าวได้ว่าตระหนี่ที่สุด
แต่สำหรับสิ่งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้รู้สึกไม่พอใจ
ถึงอย่างไรสองพ่อลูกตระกูลมู่ก็ไม่ได้ดูเหมือนคนรวยอยู่แล้ว อยู่คนละระดับกับตระกูลมู่หรงที่กล้ารับซื้อของที่ขโมยมาจากพระราชวัง
ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ตอนนี้อุปกรณ์ทั้งตัวของเยี่ยเว่ยหมิงก็หรูหรามากพอแล้ว ตอนนี้ยังไม่คิดจะเพิ่มอุปกรณ์อะไรใหม่ เขาจึงไม่ลังเล นำคะแนนสะสม 91340 แต้มที่ได้จากภารกิจไปแลกเป็นค่าตบะเสียเลย ทำให้ค่าตบะประจำตัวเขากลายเป็น 105006 แต้มในคราเดียว
ทะลุแสนอย่างเป็นทางการ!
ถือโอกาสใช้เวลาตอนสะพานสวรรค์น้อยไปแลกรางวัล เยี่ยเว่ยหมิงเปิดหน้าอินเตอร์เฟสระบบอย่างชำนาญ หลังจากพิจารณาพักหนึ่ง ก็นำคะแนนที่ได้มาใหม่ไปเพิ่มเลเวลให้ ‘คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น’ กับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ อย่างละหนึ่งเลเวล ค่าสเตตัสของสองวิชานี้กลายเป็น
[คัมภีร์หลอมกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น (ระดับกลาง)]
เลเวล: 8
ค่าประสบการณ์: 0/100000
วิชาฝึกปราณดั้งเดิมของลัทธิเต๋า มีผลพัฒนาสติปัญญา ล้างไขกระดูก
พลังชีวิตสูงสุด +2400
กำลังภายใน +2400
ความแข็งแกร่ง +160
พละกำลัง +160
ท่าร่าง +160
ความว่องไว +160
สติปัญญา +16
ค่าตระหนักรู้ +8
……
[ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ (ระดับสูง)]
หนึ่งในสุดยอดเคล็ดวิชาอันโด่งดั่งของมารบูรพาหวงเย่าซือ
เลเวล: 7
ค่าประสบการณ์: 0/100000
โจมตี +350%
แม่นยำ +350%
กำลังภายในที่ใช้: 350 แต้ม
……
สองเคล็ดวิชานี้ หนึ่งคือเคล็ดวิชาที่มีค่าสเตตัสและพื้นฐานแข็งแกร่งโดยตัวเองอยู่แล้ว ส่วนอีกหนึ่งเคล็ดวิชามีท่าไม้ตายร้ายกาจที่โจมตีระยะไกลและแย่งฆ่ามอนเสตอร์ได้ ในช่วงเวลาสำคัญจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงอัปเลเวลสองวิชานี้แล้ว พลังต่อสู้ก็อยู่ในระดับใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วน ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ ที่ต้องใช้ค่าประสบการณ์สามแสนถึงจะอัปให้ถึงเลเวลสมบูรณ์ได้ เยี่ยเว่ยหมิงนำภารกิจอันยากลำบากนี้ไปฝากไว้กับรางวัลของภารกิจ ‘ปราบสำนักชิงเฉิง’ แล้ว ฟังจากที่หวงโส่วจุนบอกตอนประกาศรางวัลภารกิจนี้ ได้บอกใบ้ไว้แล้วว่าเขาจะได้อัปเลเวล ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’
เป็นอย่างที่คาดไว้ ค่าตบะเป็นสิ่งที่ไม่อาจเก็บรักษาไว้ได้นาน
ได้มาก็ต้องรีบใช้ ยิ่งนำมาใช้งานก็ยิ่งก้าวหน้า
ตอนเห็นทั้งสองคนแลกรางวัลเสร็จเรียบร้อยแล้ว หวังชู่อีที่ยืนค้ำไม้เท้าอยู่ข้างๆ มานานก็คว้าตัวกัวจิ้งขึ้นมา จากนั้นก็แสดงท่าร่างอันล้ำเลิศที่ทำให้บรรดาผู้เล่นอิจฉาไม่หาย เหาะไปยังที่อันแสนไกล ขณะเดียวกันนี้เอง เสียงที่แฝงไปด้วยกำลังภายในก็ดังทั่วทั้งเขตนี้ “จอมยุทธ์น้อยทั้งหลาย หากมีเวลา ขอเชิญให้ไปรวมตัวกันที่ยอดเขาผิงกู่ ข้ามีเรื่องจะปรึกษาทุกท่าน”
ส่วนคำว่าทุกท่านที่เขาบอกมีท่านใดบ้าง ผู้เล่นจำนวนมากล้วนสงสัย โดยเฉพาะทีมที่สังหารสี่ผีแห่งแม่น้ำหวงเหอไป พวกเขาเริ่มอยากรู้อยากลองแล้ว
ในจำนวนนั้นมีบางคนที่ปราดเปรียว รีบตามไปยังทิศทางที่หวังชู่อีเหาะออกไปแล้ว
ต้องทราบไว้ว่ายอดเขาผิงกู่ไม่ใช่เล็กๆ ถ้าไม่มีพิกัดที่ชัดเจน ก็ไม่มีทางหาเจอได้ง่ายขนาดนั้น ถ้าตามไปตอนนี้ ก็อาจลดความยุ่งยากในการตามหาคนได้
แต่คนส่วนใหญ่กลับคิดว่านี่คือการทดสอบว่าถ้าใครหานักพรตเต๋าหวังท่านนี้พบ คนนั้นก็จะเป็นหนึ่งใน ‘ทุกท่าน’ ที่เขาเอ่ยถึง
แน่นอน ในจำนวนนั้นไม่รวมคนในทีมทั้งห้าของเยี่ยเว่ยหมิง เพราะว่า…
[ติ๊ง! ได้รับเบาะแสภารกิจ ไปพบกับหวังชู่อีที่ XXX XXX ตรงยอดเขาผิงกู่ จะได้รับภารกิจภาคต่อ]
หวังชู่อีกับกัวจิ้งจากไปแล้ว แต่พวกน้องดาบกลับเข้ามายืนใกล้ๆ กันอีกครั้ง น้องดาบถามว่า “เดิมทีนึกว่าจะประกาศภารกิจต่อหน้า เสียแรงที่พวกเรายังรออยู่ตรงนี้ จะว่าไปแล้ว พวกเราควรตามไปด้วยหรือเปล่า”
เยี่ยเว่ยหมิงกำลังรอคำตอบ แต่จู่ๆ ระบบก็เด้งข้อความแจ้งเตือนออกมา
[ติ๊ง! นักพรตเต๋าหวังเชิญคุณไปรวมตัวที่ยอดเขาผิงกู่ ทางเลือกของคุณคือ?]
1. ไปทันที
2. อยากอยู่ต่อ ช่วยสองพ่อลูกตระกูลมู่เก็บของ
มารดาเจ้าเถอะ ภารกิจนี้เป็นการประลองยุทธ์เลือกคู่ หรือเกมตัวเลือกกันแน่
ในใจแอบบ่นไปนิดหน่อย แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็เลือกข้อสอง
[ติ๊ง! คุณอยู่ต่อเพื่อช่วยมู่อี้และบูตรสาวเก็บของ ได้รับรางวัลเป็นค่าประสบการณ์: 1000 แต้ม ค่าตบะ 100 แต้ม]
รางวัลช่างน้อยนิดเหมือนขายุง
เยี่ยเว่ยหมิงบ่นในใจอีกครั้ง เขาพบว่าสะพานสวรรค์น้อยกำลังมองเขาด้วยสายตาตั้งคำถาม เขาจึงตอบน้องดาบทันทีว่า “พวกเรายังมีภารกิจที่ต้องทำอีกหนึ่งอย่าง ไม่ไปกับพวกเจ้าแล้ว”
“ตามนั้น” น้องดาบพูดจบแล้วหันตัวเดินไป ส่วนเสวียนเสี่ยวปี่กับเซียวเหยาถอนใจก็กุมหมัดคารวะเป็นการอำลา แล้วก็ตามนางไป
เมื่อเห็นทั้งสามไปแล้ว สะพานสวรรค์น้อยก็ถามอย่างแปลกใจว่า “พี่ใหญ่เยี่ย เห็นได้ชัดว่าภารกิจทางฝั่งหวังชู่อีดีกว่า ทำไมเจ้าเลือกอยู่ที่นี่ต่อ”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ “หวังชู่อีบอกแล้วว่าต้องการรอพวกเรา ภารกิจนี้หนีไม่พ้นพวกเราแน่ แล้วภารกิจประเภทเนื้อเรื่องแบบนี้ แน่นอนว่ายิ่งทำมากก็ยิ่งดี”
“ข้าอยากฟังความจริง” สะพานสวรรค์น้อยกล่าว
เยี่ยเว่ยหมิงเงียบไปสองวินาที “เจ้าเองก็เห็นสถานะบาดเจ็บสาหัสบนตัวข้าแล้ว ตอนที่อยู่ในทีมก่อนหน้านี้พวกเขาก็เห็นแล้วเช่นกัน น้องดาบนั่นถูกข้าล่วงเกินไปไม่น้อย ถ้าออกจากเขตปลอดภัยนี้เมื่อไร นางต้องรังแกข้าเหมือนก่อนหน้านี้แน่ๆ”
“เพื่อป้องกันไม่ให้นางแปรพักตร์กะทันหัน ข้าอยู่ทำภารกิจทางนี้ก่อนดีกว่า”
“รอช่วยพ่อลูกตระกูลมู่เก็บของเสร็จแล้ว สถานะบาดเจ็บสาหัสครบกำหนดเวลาแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้นางรังแกข้า ข้าก็ไม่กลัวนางแล้ว”
สะพานสวรรค์น้อยได้ยินแล้วแลบลิ้นทะเล้น แต่ก็ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ
เยี่ยเว่ยหมิงพลันนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ “จะว่าไปแล้ว หลังจากหวันเหยียนคังถูกฆ่าตาย ยังไม่ได้รับของอะไรเลยหรือ”
“‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ หนึ่งเล่มกับ ‘วิชาห่านทอง’ หนึ่งเล่ม” ขณะที่พูด นางก็ส่งลิงก์ของตำราลับสองเล่มนี้มาให้ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้เปิดดู เพราะตำราลับสองเล่มนี้เขาเองก็เคยเห็นมาก่อนแล้ว ทั้งยังฝึก ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ มานานแล้วด้วย เป้าหมายหลักของเขาตอนนี้ก็คือหาวิธีการต่อสู้
เมื่อเผยสิ่งที่ตัวเองได้รับให้ดูแล้ว สะพานสวรรค์น้อยก็อดถามอย่างสงสัยไม่ได้ว่า “พี่ใหญ่เยี่ย แล้วเจ้าล่ะ ได้อะไร”
พอเยี่ยเว่ยหมิงได้ยินคำถาม รอยยิ้มบนใบหน้ากลับเริ่มแปลก “ข้าก็ได้ของมาสองอย่างเหมือนกัน แต่ดูแปลกมาก ไม่เรียบง่ายเหมือนของที่เจ้าได้รับ”
ขณะที่พูด ก็ส่งสองลิงก์อุปกรณ์ไปในช่องทีมเช่นกัน
[มีดสั้น] [จดหมาย]
บทที่ 183
[มีดสั้น (อาวุธเทพ): มีดสั้นธรรมดาที่ทำโดยช่างเหล็กตีนเขาจงหนาน บนด้ามสลักคำว่า ‘กัวจิ้ง’ ด้วยมือของนักพรตฉางชุน มีเพียงเล่มเดียวในโลก ใช้กับวิทยายุทธ์ได้หลายอย่าง พลังโจมตี +100 มีพลังเชื่อมต่อเนื้อเรื่อง ฆ่าตามเนื้อเรื่อง]
[พลังเชื่อมต่อเนื้อเรื่อง: สามารถทะลุเข้าไปอยู่ในภารกิจเนื้อเรื่องชุด ‘วีรบุรุษยิงอินทรี’ ได้โดยไร้เงื่อนไข เข้าร่วมภารกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องทำภารกิจย่อยใดๆ ก่อน!]
[ฆ่าตามเนื้อเรื่อง: มีพลังทำลายล้างสิบเท่าต่อตัวละครที่กำหนด]
เมื่อได้เห็นค่าสเตตัสของมีดสั้น บนใบหน้าของสะพานสวรรค์ก็เต็มไปด้วยความสับสน
ต้องทราบไว้ว่าใน ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ระดับของอาวุธเทพนั้นเหนือกว่าอาวุธล้ำค่า อาวุธที่จัดเป็นประเภทอาวุธเทพจริงๆ ไม่เพียงแค่มีอยู่น้อยมาก ทั้งยังมีอยู่เพียงชิ้นเดียวด้วย ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ค่าสเตตัสของอาวุธเทพทุกชิ้นนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่เปรียบ ยกระดับศักยภาพของผู้เล่นให้สูงขึ้นหลายเท่า
แต่มีดสั้นด้ามนี้ ไม่เพียงแค่มีชื่อธรรมดาสามัญ แม้แต่ค่าสเตตัสก็มีเพียงคำว่า ‘โจมตี +100’ เท่านั้นที่เขาอ่านเข้าใจ ค่าสเตตัสอีกสองอย่างดูเหมือนทรงพลังมาก แต่ล้วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องพิเศษและภารกิจ ไม่ได้มีพลังที่ทำให้ศักยภาพของผู้เล่นเพิ่มขึ้นมาลอยๆ
ของแบบนี้เรียกว่าไอเทมเนื้อเรื่องจะเหมาะกว่า
อาวุธเทพ?
พูดเกินไปหน่อยแล้วมั้ง
ไม่เหมือนกับสะพานสวรรค์น้อยที่มองอุปกรณ์ชิ้นนี้ด้วยสายตาปกติ หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเห็นค่าสเตตัสของมีดสั้นแล้ว เขากลับตาลุกวาว
ดูจากการ ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ ก่อนหน้านี้ก็รู้แล้ว หากทำภารกิจเนื้อเรื่องได้อย่างเหมาะสมหนึ่งครั้ง ก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากมาย!
แต่ภารกิจครั้งนี้จัดเป็นภารกิจที่เขาลองผิดลองถูกเข้ามา ผลตอบแทนที่อยู่ในนั้นแม้จะต้องอาศัยความสามารถเพื่อให้ได้มา แต่เมื่อดูจากข้อที่บอกว่าตัดเข้าเนื้อเรื่อง กลับมีปัจจัยบังเอิญอยู่มากมาย
หากต่อไปนี้เจอกับภารกิจทำนองนี้อีก ก็จะเข้าร่วมได้ตามใจชอบ อาศัยวิธีการของเยี่ยเว่ยหมิง จะได้ตักตวงผลประโยชน์เท่าไรกันแน่
แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว!
……
[จดหมาย: เป็นจดหมายฉบับหนี่งที่ไม่มีจ่าหน้า ในนั้นเหมือนจะซ่อนภารกิจที่สำคัญกว่าปกติเอาไว้ (หลังจากภารกิจเนื้อเรื่อง “ประลองยุทธ์เลือกคู่” จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วถึงจะปลดล็อกได้)]
เป็นจดหมายที่ตอนนี้เปิดดูไม่ได้ฉบับหนึ่ง
จากข้อมูลแนะนำก็มองออกเพียงว่า จดหมายฉบับนี้เหมือนเป็นสิ่งที่แสดงถึงภารกิจสำคัญอะไรสักอย่าง
ครั้งนี้ไม่เพียงแค่สะพานสวรรค์น้อยที่งุนงงเหมือนมีหมอกลงสมอง แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็เดาไม่ออกว่าภารกิจอะไรกันแน่ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า เก็บสายตากลับมาจากการชื่นชมไอเทมดรอปสองชิ้นจากหวันเหยียนคัง “ในเมื่อบนจดหมายฉบับนี้บอกไว้ว่ารอให้ภารกิจจบก่อนถึงจะปลดล็อกได้ ก็แสดงว่าตอนนี้พวกเรายังทำอะไรกับมันไม่ได้ คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้พวกเราทำเรื่องสำคัญกันก่อนดีกว่า…”
“เรื่องสำคัญอะไร”
“ภารกิจไงล่ะ! ช่วยพวกเขาเก็บของ”
……
ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยจึงเริ่มช่วยมู่เนี่ยนฉือเก็บของบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการประลองยุทธ์เลือกคู่
ส่วนมู่อี้?
อีกฝ่ายเพิ่งถูกหวันเหยียนคังโจมตีจนกระอักเลือด ต่อให้เขาจะนิสัยไม่ดีอย่างไร แต่ก็คงจะให้เขามาทำงานตอนนี้ไม่ได้
หากทำอย่างนั้นจริงๆ เช่นนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็ถือว่านิสัยไม่ดีเหมือนกับเขาแล้ว
“พี่ใหญ่เยี่ย ทักษะยุทธ์ของท่านยอดเยี่ยมมาก ร้ายกาจกว่าของข้าตั้งเยอะ” ขณะที่กำลังเก็บของ มู่เนี่ยนฉือก็เป็นฝ่ายเข้ามาชวนเยี่ยเว่ยหมิงพูดคุย
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ แล้วตอบอย่างถ่อมตัวมาก “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ขยันเท่านั้นเอง”
มู่เนี่ยนฉือ “…”
หลังจากนั้นสามนาที มู่เนี่ยนฉือก็อดถามอีกครั้งไม่ได้ “ที่จริงแล้ว ความขยันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องดูที่จุดเริ่มต้น หากมีอาจารย์ดีๆ สักคนสอนทักษะยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมให้ท่าน จุดเริ่มต้นก็สูงกว่าคนอื่นไม่รู้ตั้งเท่าไร จะว่าไปแล้ว พี่ใหญ่เยี่ยเก่งกาจขนาดนั้น อาจารย์ของท่านคงเป็นยอดฝีมือระดับโลกท่านหนึ่งเลยสินะ”
เยี่ยเว่ยหมิงลองครุ่นคิด ก่อนจะตอบตามความจริง “ข้าไม่มีอาจารย์”
มู่เนี่ยนฉือ “…”
เมื่อผ่านไปอีกสามนาที มู่เนี่ยนฉือก็เรียบเรียงคำพูดใหม่อีก นางถามพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่เยี่ย ท่านไม่สงสัยสักนิดเลยหรือ ว่าข้าฝึกเคล็ดวิชาอะไร”
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ “แต่ไหนแต่ไรมา ข้าก็เป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ว่า…”
โดยปกติเมื่อเจอกับผู้หญิงที่ช่างจำนรรจาแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกรำคาญอยู่บ้าง ตั้งแต่เริ่มเก็บของจนถึงตอนนี้ เขาเอาแต่นับเวลาถอยหลังสถานะบาดเจ็บสาหัสของตัวเองอยู่ตลอด ได้แต่รอให้เวลานั้นมาถึง พอฟื้นฟูร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้ว เขาก็จะได้ไปหาหวังชู่อีเพื่อรับภารกิจภาคต่อ
แต่เมื่อคุยไปคุยมา เยี่ยเว่ยหมิงก็พลันตระหนักได้ถึงปัญหาบางอย่าง
ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของมู่เนี่ยนฉือคนนี้ เอาแต่ชี้นำให้ตนถามถึงประวัติทักษะยุทธ์ของนาง! ตอนเริ่มแรกยังนับว่าค่อนข้างคลุมเครือ แต่หลังจากการชวนคุยล้มเหลวไปหลายครั้ง เจตนาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
นางแทบจะตะโกนใส่หูของเขาอยู่แล้วว่า ‘รีบถามข้าสิว่าเรียนเคล็ดวิชามาจากไหน มีภารกิจ!’
ตอนแรกเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังไม่คิดอะไร แต่พอลองคิดดูอีกมุม ก็เหมือนภารกิจประลองยุทธ์เลือกคู่นี้ไม่ชอบมาพากลจริงๆ
ทำภารกิจมาตั้งนานแล้ว ไหนรางวัลภารกิจล่ะ
ถ้าตัดไอเทมดรอปจากการฆ่าโหวทงไห่กับหวันเหยียนคังไป ราวกับว่าทั้งภารกิจมีเพียงคะแนนสะสม ค่าประสบการณ์และค่าตบะเท่านั้น
ปัญหาก็คือ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ กลุ่มผู้เล่นเหล่านั้นที่สังหารสี่ผีแห่งแม่น้ำหวงเหอก็ได้รับเหมือนกัน
แต่ผู้เล่นที่มีส่วนร่วมกับภารกิจสูงและประสบความสำเร็จสูงกว่าอย่างเยียเว่ยหมิงกลับไม่ได้รางวัลพิเศษอะไรเลยอย่างนั้นหรือ
แบบนี้ไม่สอดคล้องกับสไตล์ของระบบ!
ส่วนภารกิจภาคต่อทางฝั่งหวังชู่อีนั่น?
ในเมื่อบอกไว้แล้วว่าเป็นภารกิจภาคต่อ ก็ต้องทำอีกภารกิจให้สำเร็จ และแจกรางวัลแยกให้อีกต่างหากสิ
ดังนั้น เบาะแสรางวัลภารกิจที่ได้มา อย่าบอกนะว่าอยู่ที่ตัวมู่เนี่ยนฉือจริงๆ
เมื่อนึกถึงจุดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงที่ก่อนหน้านี้ไม่สนใจก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ ว่า “จะว่าไปแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นเจ้ากับท่านลุงมู่ลงมือ ฝีมือของเจ้าก็เหนือกว่าเขา แม้แต่วิถีของทักษะยุทธ์ก็ไม่เหมือนกันด้วย อย่าบอกนะว่าอาจารย์ของแม่นางมู่เป็นคนอื่น”
“ใช่แล้ว!” มู่เนี่ยนฉือได้ยินแล้วยิ้มทันที จากนั้นก็รีบบอกว่า “ตอนที่ข้าอายุสิบสามปี เคยพบกับยอดฝีมือที่อยู่ข้างนอกคนหนึ่ง แต่เขาบอกว่าไม่มีเวลาสอนลูกศิษย์ เขาชี้แนะทักษะยุทธ์ให้ข้าเพียงสามวันเท่านั้น”
“อ้อ?” เพื่อรางวัลภารกิจ เยี่ยเว่ยหมิงตัดสินใจจะเป็นลูกคู่ละครร้องอย่างจริงจังสักครั้ง จึงถามอย่างให้ความร่วมมือมาก “แล้วผู้อาวุโสที่เจ้าบังเอิญพบท่านนั้นคือใคร”
“เป็นหนึ่งในห้ายอดฝีมือแห่งใต้หล้า ยาจกอุดรหงชีกง ฉายาเทพขอทานเก้านิ้ว! ข้าจำได้ว่าตาเฒ่านั่นชอบกินของอร่อยที่สุด”
ในที่สุดก็ได้พูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาหมดแล้ว มู่เนี่ยนฉือกลายเป็นทำงานว่องไวขึ้นทันที ขณะเดียวกันก็หันไปคุยเรื่องของผู้หญิงกับสะพานสวรรค์น้อย ไม่สนใจเยี่ยเว่ยหมิงอีกแล้ว
เยี่ยเว่ยหมิง “?”
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน
เจ้าเป็นฝ่ายเปิดประเด็นสนทนาแท้ๆ อย่าบอกนะว่าไม่ได้ตั้งใจจะนำทักษะยุทธ์ที่หงชีกงสอนให้เจ้ามาสอนให้ข้าต่อในฐานะรางวัลภารกิจ
ถ้าเจ้าไม่ได้คิดจะให้รางวัลภารกิจจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้จะคุยมากมายขนาดนั้นไปทำไม
นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือ
หรือเห็นว่าข้าหล่อก็เลยมาจีบข้า
แต่ไม่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะบ่นในใจอย่างไร มู่เนี่ยนฉือก็เหมือนตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่สนใจเขาอีก เพียงแค่เก็บของอยู่ข้างๆ เท่านั้น พูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะกับสะพานสวรรค์ จนกระทั่งเก็บของเสร็จ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถูกพวกเขาส่งออกนอกเมือง เรื่องของรางวัลภารกิจก็ยังไม่มีคำอธิบายในขั้นต่อไป
เมื่อเห็นสีหน้าเหม่อลอยเหมือนสูญเสียอะไรไปของเยี่ยเว่ยหมิง สะพานสวรรค์น้อยที่อยู่ข้างกันก็พูดหยอกด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เป็นอะไรไป เจ้าคงไม่ได้ชอบนางจริงๆ หรอกใช่ไหม”
“เดามั่วอะไรของเจ้า” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเบาๆ “ไปกันเถอะ ขึ้นยอดเขาผิงกู่ ไปหาหวังชู่อี”
บทที่ 184
ในฐานะที่เป็นยอดเขาที่มีชื่อเสียงใกล้เมืองเทียนจิน ยอดเขาผิงกู่สูงใหญ่มากจริงๆ และสวยงามมากเช่นกัน
ไม่ได้มีเพียงภูเขาเท่านั้น มีแม่น้ำ มีต้นไม้ มีโขดหิน ทั้งยังมีหุบผาด้วย!
จุดนัดพบของหวังชู่อีกับพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุบผา แต่เป็นยอดเขาของภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง ระหว่างทางต้องผ่านเขตฝึกอัปเลเวลที่มีมอนสเตอร์เลเวลสามสิบห้า
สำหรับผู้เล่นทั่วไปในปัจจุบันที่มีเลเวลไม่ถึงยี่สิบ เส้นทางสายนี้ถือเป็นความท้าทายไม่น้อย กรองผู้เล่นออกได้ 90% ขึ้นไปทีเดียว
ตรงจุดที่ใกล้ยอดเขาก็ยิ่งมี BOSS เฝ้าด่านที่ชื่อว่าผิงกู่อี้เตี่ยนหง
ด้วยความสามารถของ BOSS เลเวลสี่สิบ ก็ยิ่งทำให้ผู้เล่นที่ไม่ใช่ยอดฝีมือก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ แม้จะอยู่ห่างจากยอดเขาเพียงก้าวเดียว แต่บางคนก็ได้กลับเมืองโดยไม่เสียค่าเดินทาง
แต่พวกเยี่ยเว่ยหมิงเนื่องจากนัดพวกหวังชู่อีไว้ล่วงหน้าแล้ว ผิงกู่อี้เตี่ยนหงจึงไม่ได้กลั่นแกล้งพวกเขา เพียงมองพวกเขาปราดหนึ่ง แล้วก็ปล่อยให้พวกเขาไป
อืม…
ถ้าจะพูดให้ถูก ต่อให้ไม่ปล่อยเยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่กลัวอยู่ดี
ถึงอย่างไรผิงกู่อี้เตี่ยนหงก็เป็นเพียง BOSS เล็กๆ เลเวล 40 เท่านั้น เทียบไม่ติดแม้กระทั่งหวันเหยียนคังที่ถูกเขาโจมตีจนจะเป็นจะตายด้วยซ้ำ
ถึงขั้นขนาดว่าหากไม่ใช่เพราะผิงกู่อี้เตี่ยนหงคนนี้กล่าวประโยค ‘ข้าคือ NPC ที่ซื่อสัตย์ สังหารข้าแล้วจะได้ค่าประสบการณ์ ค่าตบะน้อยมาก ไอเทมดรอปแทบจะไม่มี ทั้งยังถูกหักค่าวีรบุรุษ 30 แต้ม’ ออกมาได้ทันเวลา เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์น้อยก็อาจจะฆ่าเขาเพื่อกำจัดภัยให้ประชาชนไปแล้วก็ได้
เมื่อมาถึงบนยอดเขา ก็เห็นหวังชู่อีกับกัวจิ้งกำลังนั่งคุยกันอยู่บนโขดหินอย่างที่คาดไว้ เมื่ออีกฝ่ายเห็นทั้งสองมาถึง หวังชู่อีก็บอกว่า “จอมยุทธ์น้อยทั้งสองมาตามนัดจริงๆ แสดงว่าข้ามองคนไม่ผิด”
เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มบางๆ แล้วกุมหมัดคารวะ “ก่อนหน้านี้ผู้น้อยได้ยินว่าท่านมีเรื่องจะหารือ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะชี้แนะ”
ถ้าแปลเป็นภาษาในยุคปัจจุบันก็คือ อย่ามัวแต่พูดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ รีบมอบหมายภารกิจมา!
หวังชู่อีได้ยินแล้วกลับถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วบอกว่า “หวันเหยียนคังนั่น เดิมทีแล้วมีแหล่งกำเนิดจากสำนักฉวนเจินของพวกเรา เขาไม่ใช่คนแคว้นจิน แต่เป็นชาวฮั่นผู้จงรักภักดี เรื่องนี้ต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนอยู่หมู่บ้านหนิวเจียเมื่อสิบแปดปีก่อน บลาๆๆ”
หลังจากเล่าภูมิหลังของเรื่องราวที่หากเขียนออกมาเป็นนิยายจะต้องถูกคนตำหนิว่าเป็นนิยายที่มีแต่น้ำ หวังชู่อีก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา “ตอนนี้หยางคังตายแล้ว แต่หยางฮูหยินยังอยู่ที่จวนของท่านอ๋องแคว้นจิน ศิษย์พี่ชิวไม่อยู่ ข้าตัดสินใจว่าจะไปรับหยางฮูหยินออกมาจากจวนอ๋องแทนศิษย์พี่ ตอนนี้มีเพียงข้ากับจิ้งเอ๋อร์ คนน้อยกำลังอ่อนแอ ไม่ทราบว่าจอมยุทธ์น้อยทั้งสอง…”
เป็นภารกิจภาคต่อจริงๆ!
เยี่ยเว่ยหมิงไม่กังวลปัญหาด้านความปลอดภัยแม้แต่น้อย เขาเชื่อว่าเมื่อไปถึงจวนอ๋องแล้ว จะต้องเป็นหวังชู่อีที่สู้กับ BOSS กลุ่มนั้นต่ออย่างสูสี ส่วนเขาก็รับมือเพียงปัญหาเล็กน้อยที่อยู่ในขอบเขตความสามารถ
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่คำตอบของเขาก็คือ “ในทางศีลธรรมไม่อาจปฏิเสธได้!”
สะพานสวรรค์พยักหน้า “ข้าก็เช่นกัน”
“จอมยุทธ์น้อยตรงไปตรงมาจริงๆ” หวังชู่อีหัวเราะลั่น จากนั้นส่ายหน้าบอกว่า “แต่น่าเสียดาย ด้วยความสามารถของจอมยุทธ์น้อยทั้งสองตอนนี้ การเข้าจวนอ๋องอาจจะอันตรายเกินไป รอให้จอมยุทธ์น้อยมีความสามารถมากกว่านี้ก่อน แล้วค่อยมาหาข้าอีกทีดีไหม”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอารมณ์เสียทันที
ขอให้ข้ามาช่วย แต่ยังจะรังเกียจที่ข้าความสามารถไม่ถึง นักพรตเต๋าคนนี้ทำไมน่ารำคาญขนาดนี้!
ตอนนี้เอง กลับมีเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น คลายข้อสงสัยในใจของเขาแล้ว
[ติ๊ง! หวังชู่อีนัดให้คุณไปที่จวนอ๋องจ้าวเพื่อช่วย ‘หยางฮูหยิน’ กรุณาอัปเลเวลให้ถึง 40 แล้วค่อยมาหาเขาที่นี่ (หมายเหตุ: ภารกิจครั้งนี้ทำคนเดียวได้ และหาผู้เล่นคนอื่นที่ได้รับภารกิจเหมือนกันแต่ยังทำไม่สำเร็จมาตั้งทีมด้วยกันได้)]
สงสัยระบบจะจำกัดเลเวลในการรับภารกิจ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ขี้คร้านจะเปลืองคำพูดกับเจ้าจมูกโค[1]+คนซื่อบื้อสองคนนี้อีก จึงพาสะพานสวรรค์น้อยที่ได้รับภารกิจเหมือนกันหันตัวเดินจากไปทันที
……
เยี่ยเว่ยหมิงกับสะพานสวรรค์ใช้ท่าร่างวิ่งลงเขาทันที
ในด้านความเร็ว อาศัยโบนัสค่าสเตตัสและอุปกรณ์ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมเร็วกว่าสะพานสวรรค์น้อยไม่ใช่แค่หนึ่งขั้น ตลอดทางที่วิ่งลงมา ล้วนเป็นเขาที่ผ่อนความเร็วให้สะพานสวรรค์น้อย ผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง
แต่หากใช้สายตามองอย่างเดียว ข้อดีข้อเสียที่มีในวิชาตัวเบาของทั้งสองนั้นต้องมองกลับกัน
สะพานสวรรค์น้อยมีพื้นเพมาจากสำนักสุสานโบราณ วิชาตัวเบาปราดเปรียวว่องไว ราวกับนกนางแอ่นบินแฉลบคลื่น หากดูแค่ตอนที่นางเดินทางอย่างเดียว ก็ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินสายตามาก
ส่วนท่าร่างของเยี่ยเว่ยหมิงกลับให้ความรู้สึกว่า…เจ้าเด็กนี่วิ่งเร็วจริงๆ!
เจ้ามองผิดหรือเปล่า ความแตกต่างระหว่างพวกเขาก็คือ สะพานสวรรค์น้อยดูเหมือนเทพธิดากำลังเหาะเหิน ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงกลับดูเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่กำลังวิ่ง…ด้านภาพพจน์แพ้ให้อีกฝ่ายไม่ใช่แค่ระดับเดียว เจ้าว่าน่ากลุ้มใจไหมล่ะ
ขณะที่กำลังวิ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็แอบตัดสินใจเช่นกันว่าถ้ากลับไปแล้วจะต้องฝึกวิชาตัวเบาระดับสูงแน่นอน
ทำไมอย่างนั้นแล้ว ความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่นก็จะไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องภาพพจน์แล้ว ทั้งยังกระโดดสูงไม่ได้ด้วย มารดาเจ้าเถอะ!
มีจุดด้อยชัดเจนขนาดนี้ใครจะไปทนไหว
“พี่ใหญ่เยี่ย ต่อไปเจ้าคิดจะไปที่ไหน” สะพานสวรรค์น้อยเอ่ยถามขณะก้าวเบาๆ บนก้อนหินตลอดทางราวกับแมลงปอเกาะผิวน้ำ แต่ร่างกลับนำหน้าเยี่ยเว่ยหมิงไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า
เยี่ยเว่ยหมิงก้มหน้าก้มตาวิ่งต่อไป ปากก็ยังตอบไปส่งๆ ว่า “ไม่มีอะไรทำ เตรียมจะไปอัปเลเวล”
“เรื่องอัปเลเวลมีอะไรให้รีบร้อนขนาดนั้น” จู่ๆ สะพานสวรรค์น้อยก็นึกอะไรขึ้นได้ นางเอ่ยถามอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินซานเย่ว์บอกว่าตำบลถังกูที่อยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลมีเครื่องประดับสวยๆ ขายเยอะมาก ไม่เพียงแค่สวยนะ ทั้งยังราคาถูก เพียงแต่ไม่มีการเพิ่มค่าสเตตัส ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องด่วนอะไร พี่ใหญ่เยี่ยไปดูเป็นเพื่อนข้าหน่อยได้ไหม”
เพียะ! ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงจู่ๆ ก็ตบต้นขา เกือบเสียการทรงตัวล้มลงตรงนั้น หลังจากยืนได้มั่นคงแล้ว เขาก็บอกว่า “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ ในแผนการของภารกิจสำนักชิงเฉิง ยังมีปัญหาด้านรายละเอียดบางอย่างที่ข้าต้องไปด้วยตัวเอง เจ้าไปเองดีกว่าไหม”
สะพานสวรรค์รู้ว่าเขาไม่อยากไปเดินตลาด แต่ก็ไม่พูดเปิดโปงความคิดในใจเขาเช่นกัน นางได้แต่พยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าไปเองก็ได้ มีเส้นทางเล็กๆ ตรงไปที่อำเภอถังกู่พอดี พวกเราแยกกันตรงนี้ก็ได้”
เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้าซ้ำๆ “ก็ได้ ไม่มีปัญหา”
ขอเพียงไม่ต้องให้ข้าไปเดินตลาดเป็นเพื่อนเจ้า ไม่ว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น!
เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ของเขา สะพานสวรรค์น้อยก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างผิดหวังนิดหน่อย จากนั้นก็หันตัวเหาะเหินไปอีกทางหนึ่ง
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงหลังจากวิ่งออกมาได้สักระยะแล้ว ในที่สุดก็หยุดแล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ฟู่ว อันตรายมาก!
เกือบถูกบังคับให้ไปเกณฑ์ทหารแล้ว
ไปเดินตลาดเป็นเพื่อนผู้หญิง แบบนั้นอันตรายถึงชีวิต!
ก่อนที่เยี่ยเว่ยหมิงจะขึ้นยาน เขาไม่เคยไปเดินตลาดเป็นเพื่อนผู้หญิงมาก่อน แต่เขามีเพื่อนผู้ชายที่ค่อนข้างพิถีพิถันคนหนึ่ง เพื่อที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดเดียว อีกฝ่ายดึงเขาไปเดินตลาดตั้งหนึ่งชั่วโมงครึ่ง!
ตอนที่เดินออกมาจากร้าน เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกแย่ไปทั้งตัว จึงยื่นคำขาดว่า ถ้าครั้งหน้ากล้าชวนฉันไปเดินตลาดเป็นเพื่อนนายอีก…เลิกคบ!
ขนาดผู้ชายด้วยกันยังมีเรื่องประหลาดแบบนี้เลย แล้วนับประสาอะไรกับผู้หญิง
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วนำน้ำเปล่าออกมาหนึ่งกา กรอกใส่ปากคำใหญ่เพื่อข่มความตกใจ
หลังจากดื่มน้ำเสร็จก็รู้สึกหิวนิดหน่อย จึงนำเนื้อย่างที่อาจ้งปรุงเองกับมือออกมาหนึ่งชิ้น เขาอ้าปากเตรียมจะกัดสักคำ แต่พอเนื้อจ่ออยู่ตรงปาก เขากลับเริ่มลังเลขึ้นมา
สาเหตุที่เยี่ยเว่ยหมิงลังเล ไม่ใช่เพราะเสียดายค่าสเตตัสบนเนื้อย่าง
ความจริงแล้ว เนื้อย่างที่มีค่าสเตตัสถูกใช้ไปหมดตั้งแต่ตอนต่อสู้ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ในกระเป๋าสะพายหลังของเขายังมีเนื้อย่างเหลืออยู่สามชิ้น ล้วนเป็นเนื้อย่างที่เคยถูกกัดไปแล้วคำหนึ่ง ไม่มีทางเพิ่มค่าสเตตัสได้อีกแล้ว แต่ก็ยังทำให้อิ่มได้
ในจำนวนนั้นมีสองชิ้นที่เคยถูกเขากัดไปหนึ่งคำ ยังมีอีกชิ้นที่ถูกสะพานสวรรค์น้อยกัดไปหนึ่งคำ
กระเป๋าของระบบมีฟังก์ชั่นรักษาความสดในตัวเอง ตอนที่นำเนื้อย่างออกมาก็ยังร้อนอยู่เลย ยังสดใหม่เหมือนตอนที่เพิ่งย่างเสร็จ
แต่ปัญหาก็คือ กินเนื้อชิ้นที่ตัวเองเคยกัดไว้ก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่ถ้าไปกินชิ้นที่สะพานสวรรค์น้อยเคยกัดไว้ล่ะ
ต้องทราบเอาไว้ว่า เนื้อย่างพวกนี้หลังจากถูกกัดไปหนึ่งคำแล้ว ในข้อมูลของมันก็จะเปลี่ยนเป็น ‘เนื้อหมาป่าย่างที่ถูกกัดแล้วหนึ่งคำ’ แต่ไม่ได้ใส่หมายเหตุไว้อย่างใส่ใจว่า ‘เนื้อหมาป่าย่างที่ถูกกัดแล้วหนึ่งคำโดยXXX’ เวลาผ่านไปนานแล้ว เขาจะไปแยกออกชัดเจนได้อย่างไรว่าเป็นชิ้นไหน
แม้จะบอกว่าสะพานสวรรค์เป็นสุดยอดสาวงามที่มีลักษณะไม่ธรรมดาก็ตาม
พอนึกขึ้นได้ว่าเป็นของกินที่คนอื่นกินเหลือไว้ ในใจเขาก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
ถ้าไม่ใช่เพราะในกระเป๋าสัมภาระไม่มีของกินอย่างอื่นให้เลือกแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่อยากกินเนื้อย่างสามชิ้นนี้เลยจริงๆ
ตอนนี้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือ เนื้อย่างชิ้นนี้ เขาจะกิน หรือไม่กินดี
ใช่แล้ว!
ทันใดนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็เกิดความคิดบางอย่าง เขามองตรงจุดที่เนื้อย่างเคยถูกกัดแวบหนึ่ง จากนั้นหมุนมันหนึ่งรอบ ไม่ว่าเนื้อย่างชิ้นนี้จะเคยถูกใครกัดไว้ แต่ตราบใดที่เลี่ยงตรงจุดที่เคยถูกกัด กินแค่ตรงจุดอื่นก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ
ข้าช่างมีพรสวรรค์จริงๆ!
ขณะที่กำลังคิดแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็หายกังวลทันที เขาอ้าปากกัดเนื้อย่าง
ฟิ้ว! ชั่วพริบตาที่ปากของเยี่ยเว่ยหมิงกำลังจะสัมผัสกับเนื้อย่าง จู่ๆ กลับรู้สึกว่าในมือเบาโหวง ไม่น่าเชื่อว่าเนื้อย่างที่เคยอยู่ในมือจะหายไปแล้ว!
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ยั้งมือไม่ทัน แทบจะกัดมือตัวเองแล้ว!
ใครกันที่ใจกล้าขนาดนี้ ใครบังอาจขโมยเนื้อย่างในมือข้าไป!
[1] จมูกโค 牛鼻子 เป็นคำดูหมิ่นนักพรตเต๋า เพราะมวยผมสองจุกเหมือนจมูกวัว
บทที่ 185
“อื้ม!…”
เสียงสูดลมหายใจเสพสุขดังมาจากฝั่งซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิง พอหันไปมอง ก็เห็นขอทานวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังใช้สองมือประคองเนื้อย่างของเขาขึ้นมาสูดดมอยู่ตรงจมูก สีหน้าเคลิบเคลิ้มมาก
เมื่อเห็นเนื้อย่างอยู่ใกล้กับจมูกของขอทานขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ล้มเลิกความคิดที่จะแย่งมันกลับมา
พอนึกได้ว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายลงมือเร็วมาก เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาโผล่มาตอนไหน เนื้อย่างก็ถูกชิงไปแล้ว จากจุดนี้ก็ทำให้มองออกได้ว่าคนผู้นี้มีค่าตบะสูงขนาดไหน ไม่ใช่สิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงในตอนนี้จะเทียบติด
ไม่มีสาเหตุอะไรทั้งนั้น จู่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกขึ้นได้ถึงตอนที่ช่วยมู่เนี่ยนฉือเก็บของก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายจงใจคุยกับเขาว่า ยาจกอุดรหงชีกงคือคนที่ถ่ายทอดวิชาให้นางเป็นเวลาสามวัน
หลังจากนึกออกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง เยี่ยเว่ยหมิงก็ฮึกเหิมทันที เขาเริ่มมองประเมินขอทานวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียดแล้ว
คนผู้นี้มีรูปหน้าเหลี่ยม มีเคราเล็กน้อย มือหยาบเท้าใหญ่ เสื้อผ้าบนตัวเต็มไปด้วยรอยปะ แต่กลับสะอาดสะอ้าน ในมือถือไม้เท้าไผ่เขียวด้ามหนึ่ง สีเขียวชอุ่มราวกับหยก บนหลังไม้เท้าห้อยน้ำเต้าที่ทาด้วยสีแดง แดงฉานราวกับไฟ
เยี่ยเว่ยหมิงตั้งใจมองสองมือของคนผู้นี้อีกรอบหนึ่ง กลับเห็นบนมือขวาของเขาขาดนิ้วชี้ไปหนึ่งนิ้ว ลักษณะเด่นต่างๆ เหมือนกับยาจกอุดรหงชีกงที่มีฉายาว่า ‘เทพขอทานเก้านิ้ว’ ไม่มีผิด
เป็นเขาจริงๆ ด้วย!
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสังเกตดูหงชีกง หงชีกงก็กำลังสังเกตเนื้อย่างของเยี่ยเว่ยหมิงอย่าง…ละเอียดเช่นกัน
ขณะที่กำลังสังเกต ปากก็ยังอดพูดไม่ได้ว่า “เนื้อย่างชิ้นนี้ไม่ว่าจะเป็นสีหรือกลิ่นล้วนไร้ที่ติ ถ้าไม่ใช่พ่อครัวระดับสุดยอดคงทำไม่ได้แน่”
เขาว่าพลางยื่นมือฉีกเนื้อย่างลงมาเส้นหนึ่ง หลังจากใส่ปากเคี้ยวยังพิถีพิถัน ก็กล่าวด้วยตาเป็นประกายว่า “เป็นเนื้อหมาป่าย่าง!”
จากนั้นก็ส่ายหน้าอีกพักหนึ่ง “น่าเสียดายแล้ว อาหารป่าระดับนี้ ฝีมือระดับนี้ ตอนปรุงเนื้อย่างกลับขาดเครื่องปรุงบางอย่างไป ทั้งยังทำให้รสชาติเค็มมาก เพียงแต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีเครื่องปรุงแล้วยังย่างเนื้อหมาป่าให้กลายเป็นอาหารที่ล้ำค่าได้เช่นนี้ ก็นับว่าเปลี่ยนจากของแย่ให้เป็นของดีได้แล้ว”
ขณะที่พูด เขาก็หันกลับมามองเยี่ยเว่ยหมิง “ข้าเดาว่า เจ้าเป็นคนย่างเนื้อนี้เองหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “นี่เป็นฝีมือของน้องชายคนหนึ่งของข้า เขาย่างให้ข้าสิบกว่าชิ้นเพื่อเป็นของที่ระลึก แต่ตอนนี้เหลือแค่สามชิ้นแล้ว”
หงชีกง (*/ω\*)
พอได้ยินว่าเนื้อย่างคือของที่ระลึกที่สหายของเยี่ยเว่ยหมิงทำไว้ให้ หงชีกงก็เริ่มรู้สึกละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย
เพียงแต่รสชาติที่หาได้ยากเช่นนี้ หากจะให้เขาคืนกลับไป ขอทานเฒ่าบอกตรงๆ เลยว่าตัดใจทิ้งไม่ลง
หลังจากคิดวนเวียนอยู่หนึ่งวินาที หงชีกงก็ตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นสนทนาเพื่อบรรเทาความละอายของตัวเอง “เมื่อครู่ข้าเห็นเจ้าถือเนื้อหมาป่าย่างชิ้นนี้ ทำท่าเหมือนอยากกินแต่ก็ไม่กิน เหมือนสับสนลังเลมาก อย่าบอกนะว่าเป็นสิ่งที่สหายมอบไว้ให้หลายปีแล้ว ถึงตัดใจกินไม่ลง”
“ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แยกตัวออกจากสังคมอย่างหงชีกง เยี่ยเว่ยหมิงตัดสินใจจะซื่อสัตย์สักครั้ง “เจ้าเองก็ดูออกแล้วว่าเนื้อย่างชิ้นนี้เคยถูกคนกัดไปหนึ่งคำ ค่าสเตตัสที่อยู่บนนั้นจึงไม่มีแล้ว เป็นเพียงอาหารธรรมดาชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง อีกทั้งคำที่กัดไปก่อนหน้านี้ ก็ต้องเป็นตอนระหว่างต่อสู้อยู่แล้ว ใช้เพื่อเพิ่มค่าสเตตัสชั่วคราว…”
หลังจากชะงักไปครู่เดียว เขาก็กล่าวพร้อมรอยยิ้มเจื่อนเล็กน้อย “ที่กลุ้มใจที่สุดก็คือ เนื้อย่างแบบนี้มีทั้งหมดสามชิ้น สองชิ้นในจำนวนนั้นเป็นข้าเองที่กัดไปหนึ่งคำ ส่วนอีกชิ้นเป็นของที่สหายข้ากัด”
ขณะที่พูดก็แบมือยักไหล่ “ดังนั้น ตอนที่ข้ายังแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนใครกัด ก็เลยลังเลนิดหน่อย”
“อ้อ?” หงชีกงมองเยี่ยเว่ยหมิงแวบหนึ่งอย่างไม่พอใจนิดหน่อย “สหายคนนั้นของเจ้าเป็นผู้ชายหรือ”
ด้วยท่าทีของหงชีกงที่มีต่ออาหาร สำหรับคนมีชื่อเสียงรักสะอาด ย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว
“เป็นสตรี” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “เป็นแม่นางที่งดงามมาก ลักษณะโดดเด่นเหนือคนธรรมดา”
“คร่ำครึ!” หงชีกงเหน็บแนม
“ไม่ใช่ปัญหาว่าคร่ำครึหรือไม่” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าอีกครั้ง เมื่ออยู่ต่อหน้าขอทานเฒ่าคนนี้ จู่ๆ เขาก็เลิกสนใจจะปิดบัง ส่งเสริมคุณธรรมชาวยุทธ์ของตัวเองที่มีอะไรก็พูดกันตรงๆ ตอบอย่างสงบนิ่งมากกว่า “หากทั้งสองคนอยู่ตรงหน้ากันและกัน เจ้ากัดคำหนึ่งข้ากัดคำหนึ่ง นั่นเรียกว่าโรแมนติก แต่หากกินเนื้อย่างที่สตรีเคยกัดไปหนึ่งคำมากินลับหลัง เจ้าไม่รู้สึกว่าดูโรคจิตหรอกหรือ”
เอ่อ…
เมื่อหงชีกงได้ยินดังนั้น ในหัวก็ปรากฏภาพเยี่ยเว่ยหมิงใช้สองมือประคองเนื้อย่างทันที แล้วก็นึกถึงภาพแม่นางคนหนึ่ง สีหน้ามีแต่ความน่ารังเกียจ มุมปากยังมีน้ำลายไหลด้วย ทำให้เขาอดตัวสั่นไม่ได้
“เอ่อ คือ…ที่จริงอาหารอร่อยก็คืออาหารอร่อย ตอนที่ในใจของเจ้ามีเพียงอาหารอร่อย ไม่มีความคิดอย่างอื่น ถึงจะได้รสชาติที่แท้จริงของอาหารอร่อย” ขณะที่พูดอยู่นั้น หงชีกงก็กินเนื้อย่างที่อยู่ในมือจนหมดเกลี้ยงภายในสองคำ
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นหงชีกงกินอย่างเอร็ดอร่อย จึงนำเนื้อย่างอีกสองชิ้นที่ทำให้เขาลังเลมอบให้ด้วยเสียเลย อีกฝ่ายย่อมรับไว้อย่างไม่เกรงใจ แต่ครั้งนี้กลับไม่ได้รีบกิน ถามคำถามที่ฟังดูเหมือนไม่ตรงประเด็น
“ในเมื่อข้าเป็นขอทาน ย่อมมีจิตสำนึกของขอทาน ยามปกติกินของเหลือที่คนอื่นไม่กิน แต่ไม่ขโมยอาหารของชาวบ้านเด็ดขาด” เขาชะงักไปครู่เดียว แล้วถามเยี่ยเว่ยหมิงอีกว่า “แต่ข้ากลับลงมือชิงเนื้อย่างของเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด”
ก็เพราะเจ้าจะมาแจกรางวัลภารกิจให้ข้าล่ะสิ!
ที่จริงภารกิจ ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ นี้ นอกจากคะแนนสะสมที่ต้องได้แน่นอนอยู่แล้ว ผู้เล่นที่ได้รับตำแหน่งชนะเลิศและปลดล็อกภารกิจเนื้อเรื่องอย่างเขาก็ไม่มีรางวัลเพิ่มเติมใดๆ อีกแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากมาตลอด
นอกจากนี้ ในข้อมูลไอเทมดรอปของหวันเหยียนคังก็บอกไว้ว่าต้องรอให้ภารกิจสิ้นสุดก่อนถึงจะเปิดจดหมายฉบับนี้ได้ แต่จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เช่นกัน
นี่ก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่บอกว่าภารกิจ ‘ประลองยุทธ์เลือกคู่’ นี้ยังไม่จบ
อีกทั้งตอนที่มู่เนี่ยนฉือเก็บของ นางก็ดึงดันจะคุยกับเขาเรื่องหงชีกงให้ได้ ตอนนั้นเขาก็แค่รู้สึกแปลกใจ กระทั่งเทพขอทานเก้านิ้วผู้นี้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขาถึงได้เข้าใจกระจ่างโดยพลัน
ที่แท้รางวัลสุดท้ายของภารกิจนี้ ต้องรอให้ขอทานเฒ่าเป็นคนแจกให้นี่เอง!
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ยอดฝีมือระดับหงชีกงจะมาหาผู้เล่นคนหนึ่งโดยไร้เหตุผลได้อย่างไร
เป็นพระเจ้ามีของอร่อยหรือ
เหลวไหล!
ตัวเอกของเรื่องต่างหากที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างนั้น ไม่ใช่ผู้เล่น!
ในเมื่อหงชีกงเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ที่จะแจกรางวัลภารกิจ เช่นนั้นสำหรับเนื้อย่างสองชิ้นที่ตัวเองยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะกิน หรือไม่กินดี เยี่ยเว่ยหมิงก็ย่อมไม่พูดมากอยู่แล้ว
แต่สำหรับคำถามที่หงชีกงเอ่ยถามก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงย่อมไม่อาจตอบอย่างตรงไปตรงมาขนาดนั้นได้ จึงถามหยั่งเชิงเขาว่า “เพราะข้าไม่ใช่ชาวบ้านหรือ”
ก็ข้าเป็นขุนนางไง!
ยศขั้นหกด้วย!
“หึ! ต่อให้เป็นขุนนาง แต่ตราบใดที่ไม่ใช่ขุนนางสุนัขที่ข่มเหงรังแกชาวบ้าน ขอทานเฒ่าคนนี้ก็ไม่แย่งอาหารของเจ้าหรอก!” หงชีกงเบะปากเหยียดหยาม แล้วบอกตามตรงว่า “สาเหตุที่ข้ากล้าแย่งของเจ้า ก็เพราะข้าจะไม่กินเนื้อย่างของเจ้าโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน”
ขณะที่พูด หงชีกงก็หยิบกระดาษสีเหลืองหน้าหนึ่งออกมาจากหน้าอกตัวเอง แปะตรงหน้าอกเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมบอกว่า “ให้เจ้า! นำสิ่งนี้มาชดเชยให้อาหารอร่อยของเจ้าก็น่าจะเพียงพอแล้ว ขอทานเฒ่าคนนี้ขอตัว…”
พอพูดจบ หงชีกงการใช้ท่าร่างเดินทางจากไปจนหายลับ
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็มองบนแผ่นกระดาษในมือตัวเอง
[มังกรซ่อนกบดาน (ระดับสูง): สุดยอดวิชา] หนึ่งในกระบวนท่าของสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร เนื่องจากมีเพียงกระบวนท่าเดียว จึงนับเป็นวิทยายุทธ์ระดับสูงได้
เงื่อนไขการฝึก
ความแข็งแกร่ง: 200
พละกำลัง: 200
กำลังภายในสูงสุด: 3000