เมื่อเดินตามหลังทหารยามหมู่บ้านภูเขาเลเวลยี่สิบเข้ามาในหมู่บ้านรั่วหวา กลับเห็นทิวทัศน์ในหมู่บ้านงดงามเป็นพิเศษ ดอกเหมยเบ่งบานอยู่แทบทั่วทุกซอกทุกมุม
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ที่นี่ก็ไม่เหมือนถ้ำเสือบ่อมังกร[1] กลับเหมือนดินแดนในอุดมคติมากกว่า
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ประมาทเลยสักนิด แค่ประเมินจากภารกิจระดับหกดาวอย่างเดียว ก็เพียงพอจะอธิบายได้แล้วว่าสถานที่นี้ไม่เป็นมิตรแน่นอน!
เพื่อเพิ่มโอกาสชนะสูงสุดให้เขาในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายนี้ ระหว่างที่เดินทางและอาหวงผ่อนความเร็ว เขาถือโอกาสใช้งานตำราลับตระหนักรู้ทั้งหมดที่ได้จากซาทงเทียนและโหวทงไห่ก่อนหน้านี้จนหมดแล้ว
ค่าประสบการณ์ของกำลังภายในที่ได้รับ ทำให้ค่าประสบการณ์ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มขึ้นเป็น 31500/32000 ในรวดเดียว
ได้ตัวเลขสูงขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว เขาใช้ค่าตบะที่เหลือเติมเข้าไป อัปเลเวลมันให้ถึงหกเสียเลย
[เคล็ดวิชาจักรวาล (ระดับสูง)]
เลเวล: 6
ค่าประสบการณ์: 0/64000
……
พลังชีวิต +1200
กำลังภายใน +3000
ความแข็งแกร่ง +180
พละกำลัง +180
ท่าร่าง +180
ความว่องไว +180
เอฟเฟ็กต์พิเศษ: ชำระปราณ
……
ส่วนค่าประสบการณ์วิชาตัวเบา ก็นำมาใช้ได้กับ ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เท่านั้น หลังจากใช้ตำราลับตระหนักรู้หมดไปสองเล่ม ก็ทำให้วิชาตัวเบานี้เพิ่มถึงเลเวลเจ็ดทันที
[แปดก้าวไล่ทันคางคก (ระดับต้น)]
……
เลเวล: 7 (+1)
ค่าประสบการณ์: 0/32000
ท่าร่าง +140 (+20)
(ในวงเล็บเป็นเลเวลสกิลรวมทั้งโบนัสค่าสเตตัสที่เพิ่มขึ้นเพราะอาศัยอุปกรณ์)
……
ส่วน ‘ตระหนักรู้อาวุธยาว’ สองเล่ม หลังจากใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกัน ก็แบ่งเพิ่มไปบนทักษะ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ กับ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ แล้ว
เล่มแรกทำให้ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ของเขาเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล ทำให้ค่าสเตตัสเปลี่ยนเป็น…
[ไท้ซัวเป็นไฉน (สุดยอดวิชา)]
……
เลเวล: 4
ค่าประสบการณ์: 3350/10000
โจมตี +40%
แม่นยำ +40%
คริติคอลดาเมจ +40% โจมตีถูกจุดสำคัญมีโอกาสโจมตีครั้งเดียวปลิดชีพ 5%!
มองจากภาพรวม ค่าสเตตัสของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ที่เพิ่มเป็นเลเวลสี่ ก็คือการเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนทีละเลเวล ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษ
สิ่งที่สำคัญที่สุดในค่าสเตตัสก็คือตรงที่บอกว่า ‘มีโอกาสโจมตีครั้งเดียวปลิดชีพ 5%’ ไม่ได้เพิ่มขึ้น
แต่การเพิ่มเลเวลของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ครั้งนี้ ก็ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงล้มเลิกแผนที่จะเรียนวิทยายุทธ์ ‘ทวนล่าชีพ’ และใช้งานดาบสองคมสามแฉกโดยสิ้นเชิงแล้ว
อย่างไรเสีย ทุกทักษะที่เขาเรียนเพิ่มขึ้นมา ก็ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันกับตำราลับแทนได้ หากนำอาวุธทั้งหมดมาเรียน เช่นนั้นจะยังอัปเลเวล ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ได้อย่างไรอีก
ยิ่งไปกว่ากัน หากอาศัยแค่ ‘ทวนล่าชีพ’ ระดับต้นเล่มเดียว ต่อให้เหมาะสมกับค่าสเตตัสโหดๆ ของดาบสองคมสามแฉก แต่ก็อาจจะไม่ทำให้เนื้อแท้ของความสามารถเขาเพิ่มขึ้นอยู่ดี
มีผลเสียมากกว่าผลดี!
พิจารณาขายสองสิ่งนี้ทิ้ง แลกเป็นเงินมาซื้อโลงศพเก็บไว้มากๆ ดีกว่า
ส่วน ‘ตระหนักรู้อาวุธยาว’ เล่มสุดท้าย หลังจากอ่านศึกษาอย่างจริงจัง ก็ทำให้เขาได้รับค่าประสบการณ์อาวุธยาว 12000 แต้ม เมื่อเรียนรู้ผ่านเรื่องทำนองเดียวกันแล้วก็กลายเป็นค่าประสบการณ์ 3750 แต้มของ ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ หากเทียบกับค่าประประสบการณ์ 50000 แต้มที่ต้องใช้ในการอัปเลเวล ‘มังกรร่อนล่อหงส์’ ก็เปรียบเหมือนน้ำหนึ่งแก้วกับรถขนฟืนที่ไฟไหม้[2] ยังอยู่ห่างจากการอัปเลเวลอีกไกล
หลังจากใช้งานตำราลับตระหนักรู้ทั้งหมดแล้ว ต่อให้ความสามารถโดยรวมของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้มีความมั่นใจกับภารกิจต่อไปมากขึ้น
……
ตลอดทางที่เดินตามหลังทหารยาม เยี่ยเว่ยหมิงแสร้งทำเป็นเหลียวซ้ายแลขวาชมทิวทัศน์ แต่ความจริงแล้วกำลังจดจำสภาพพื้นที่รอบข้างเงียบๆ อยู่ในใจ จะได้รับมือกับเหตุการณ์กะทันหันได้สะดวก
[ติ๊ง! ใช้งานพาสซีฟสกิล ‘เวทชันสูตรศพ’ คุณพบว่าบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ชิดมุมประตูหน้าต่างปิดสนิท ต้นเหมยหลายต้นที่อยู่รอบๆ เหี่ยวเฉาหมดแล้ว ดูวังเวงมืดครึ้ม แปลกประหลาดมาก]
สถานที่ที่ดูประหลาดชัดเจนขนาดนี้ ต่อให้ระบบไม่แจ้งเตือน เยี่ยเว่ยหมิงก็สังเกตได้อยู่ดีว่ามีปัญหา
ถึงขนาดว่านอกจากข้อสงสัยที่ระบบแจ้งเตือน เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังพบจุดที่น่าสงสัยอย่างอื่นด้วย
นั่นก็คือทหารยามหมู่บ้านภูเขาที่กำลังนำทางให้เขา ตอนเดินเข้าใกล้บ้านหลังนี้ เจ้าตัวตั้งใจกดเสียงลมหายใจให้เบาลง ร่างกายดูแข็งทื่อเล็กน้อย ก้าวเท้าเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ราวกับในบ้านนั้นซ่อนปีศาจร้ายกินคนเอาไว้ตนหนึ่ง พร้อมจะกระโจนออกมากินเขาทุกเมื่อ!
เยี่ยเว่ยหมิงเกิดความคิดบางอย่างในใจ แล้วแสร้งถามเหมือนไม่ตั้งใจ “บ้านข้างหน้าดูแปลกมาก ในนั้น…”
“ชู่!” ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงพูดจบ ทหารยามที่นำทางรีบหันกลับมา ทำสัญญาณมือบอกให้เขาเงียบ จากนั้นข่มเสียงเบาพูดอย่างดุร้าย “ถ้าไม่อยากตายก็อยู่ให้ห่างจากบ้านหลังนั้นหน่อย อย่าเที่ยวสืบข่าวซี้ซั้ว แสร้งทำเป็นไม่เห็นก็พอ!”
เมื่อเห็นเขามีท่าทางระมัดระวังขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ่งแน่ใจว่าบ้านหลังนี้มีปัญหาแน่นอน!
แต่ถ้าอยากถามข่าวอะไรจากปากเจ้าหมอนี่ ดูท่าคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
เพื่อไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงล้มเลิกความคิดที่จะล้วงข้อมูลจากปากอีกฝ่าย ได้แต่เดินตามหลังอีกฝ่ายเข้าไปในจุดลึกของหมู่บ้านภูเขาเงียบๆ
หลังจากเดินผ่านเรือนขนาบข้างอีกหลังหนึ่ง ทหารยามร่างกำยำพาเยี่ยเว่ยหมิงไปหยุดอยู่หน้าตึกศาลาสองชั้นหลังหนึ่ง แล้วก้าวเข้าไปตะโกนเสียงดัง “แม่นางฉิน จวนท่านอ๋องน้อยส่งคนมาพบท่าน”
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ก็มีเสียงอันเย็นชาดังมาจากข้างใน “เข้ามาเถอะ”
ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้กลับเริ่มขมวดคิ้ว
ดูจากท่าทีที่ทหารยามมีต่อคนในบ้าน เหมือนอีกฝ่ายจะมีฐานะสูงมากในหมู่บ้านนี้
นางยังต้องการให้คนอื่นช่วยอีกหรือ
ตอนนี้ ทหารยามเปิดประตูออกมาแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงตามอีกฝ่ายเข้าไปข้างในด้วยความสงสัย จากนั้นก็เห็นสตรีชุดขาวผมยาวคลุมบ่ากำลังนั่งอยู่ตรงขอบเตียง เหมือนกำลังชมทิวทัศน์ด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของทั้งสอง สตรีชุดขาวก็หันตัวกลับมา ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงแอบกล่าวชมในใจ ช่างเป็นผู้หญิงที่ขาวบริสุทธิ์!
อาภรณ์ขาว ตัวก็ยิ่งขาว!
ผิวกายของนางขาวหมดจดจนขาดเลือดฝาดอย่างที่ควรจะมี ทำให้คนรู้สึกว่าสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ด้วยเหตุนี้เอง จึงกระตุ้นให้ผู้ชายเกิดความรักและสงสารได้ง่าย
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเห็นอีกฝ่าย สายตาของสตรีชุดขาวผู้นี้ก็มองมาที่เขาเช่นกัน แต่กลับมองเขาอย่างเย็นชาแวบเดียว ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงรำคาญนิดหน่อย “มีเรื่องอะไรหรือ”
แม่สาวน้อยคนนี้อวดดีจริงๆ!
เยี่ยเว่ยหมิงหงุดหงิดอยู่ในใจ แต่เพื่อไม่ให้ถูกทั้งบ้านหยางกั้วไล่สังหาร จึงอดทนถามว่า “ท่านคือแม่นางฉินหนานฉินหรือ”
สตรีชุดขาวได้ยินแล้วอดงุนงงไม่ได้ แต่ยังพยักหน้าตอบ “ไม่ผิดหรอก เป็นข้าเอง”
“เช่นนั้นก็ถูกแล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงบอกว่า “ท่านอ๋องน้อยสั่งให้ข้าคุยเรื่องบางอย่างกับแม่นางฉินเป็นการส่วนตัว พี่ใหญ่ท่านนี้ รบกวนออกไปก่อนได้หรือไม่”
“อะไรนะ!” เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงพูดแบบนี้ ก็ไม่รอให้ฉินหนานฉินตอบ ทหารยามที่พาเขามาข้างในพลันเผยสีหน้าไม่เป็นมิตร “ท่านอ๋องน้อยไม่มีทางยอมให้ชายอื่นอยู่กับแม่นางฉินตามลำพัง เจ้าโกหก!”
“อย่าอารมณ์ขึ้นสิ” เยี่ยเว่ยหมิงพูดพร้อมกวักมือเรียกอีกฝ่าย บอกใบ้ให้เขาเอาหูเข้ามาใกล้ๆ
ทหารยามคนนั้นแม้จะสงสัยในตัวเขา แต่พอนึกถึง ‘ของที่ระลึก’ ของหวันเหยียนคังที่อยู่ไม่ห่างจากมือเขา ก็ยังเข้าใกล้เยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าสงสัย
จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ดีดบนขมับของอีกฝ่ายหนึ่งทีอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย
-8211!
[1] ถ้ำเสือบ่อมังกร 龙潭虎穴 เปรียบเปรยถึงสถานที่อันตราย
[2] น้ำแก้วหนึ่งกับรถขนฟืนที่ไฟไหม้ 杯水车薪 หมายถึงสิ่งที่มีพละกำลังน้อยกว่ามักจะพ่ายแพ้สิ่งที่มีกำลังมากกว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
บทที่ 192
มอนสเตอร์อีลิทเลเวลยี่สิบคนหนึ่ง ค่าพลังชีวิตก็ประมาณห้าพันกว่า เยี่ยเว่ยหมิงดีดอย่างสบายมือหนึ่งที ก็ทำให้อีกฝ่ายตายทันที
เมื่อมองที่มือขวาของตัวเองแวบหนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็พบว่าหากใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ลอบโจมตี ก็เป็นอะไรที่สะดวกมากจริงๆ!
เมื่อเทียบกับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ที่ต้องแสดงพลานุภาพให้คนตกใจ วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้เป็นเครื่องมือสังหารไร้เสียงได้เลย บางครั้ง วิชานี้ก็เหมาะกับนิสัยสงบเสงี่ยมถ่อมตัวของเยี่ยเว่ยหมิงมากกว่า
ขณะที่ใช้มือขวาอันคล่องแคล่วประคองศพทหารยามคนนั้น มือซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิงกลับคีบลูกดีดเหล็กไว้แล้ว ส่วนสายตาก็เพ่งไปยังตัวฉินหนานฉินที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
การที่เขาทำเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะต้องการกำจัดฉินหนานฉินทิ้ง เพียงป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายโวยวายเสียงดังขึ้นมา เตรียมความพร้อมให้ตัวเองล่วงหน้าก็เท่านั้นเอง
‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ในฐานะที่เป็นวิทยายุทธ์ระดับสูง ย่อมโจมตีออกไปได้และเก็บกลับมาได้ เมื่อยิงลูกดีดเหล็กหนึ่งลูกออกไป ก็จะทำให้บนตัวอีกฝ่ายกลายเป็นรู ทำให้ถูกจุดเลือดลมได้เช่นกัน แต่ไม่ทำให้ฝ่ายบาดเจ็บ
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเยี่ยเว่ยหมิงก็คือ เมื่อฉินหนานฉินเห็นเยี่ยเว่ยหมิงสังหารทหารยามภูเขาต่อหน้านาง นางกลับไม่แสดงความหวาดกลัวเลยสักนิด แค่สายตาที่มองเขาดูตื่นตะลึงอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง
เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงเห็นเหตุการณ์นี้ ก็เก็บลูกดีดเหล็กเอาไว้อย่างแนบเนียน จากนั้นนำเสื่อมาห่อศพทหารยามคนนี้ไว้ เสร็จแล้วถึงได้หันมายิ้มให้ฉินหนานฉิน “แม่นางฉิน ตอนนี้น่าจะไม่มีใครรบกวนแล้ว พวกเรามาคุยกันดีๆ เถอะ”
อะไรนะ
บนตัวเยี่ยเว่ยหมิงยังมีโลงศพเหลืออยู่อีกโลงหรือ
ขอร้อง!
ทหารยามคนนี้เป็นเพียงมอนสเตอร์อีลิทเลเวลยี่สิบเท่านั้น โลงไม้หวงฮว่าเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้บรรจุศพเขาได้หรือ
ตอนนี้ในที่สุดฉินหนานฉินก็ลุกขึ้นยืน สีหน้าของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง นางมองเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกล่าวว่า “เจ้าไม่ใช่คนที่หวันเหยียนคังส่งมา”
“ไม่ผิดหรอก” เยี่ยเว่ยหมิงกล่าว พร้อมนำจดหมายขอความช่วยเหลือฉบับนั้นออกมา เขาโบกจดหมายไปมาอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย “หลังจากข้าได้อ่านจดหมายขอความช่วยเหลือฉบับนี้แล้ว ข้าถึงได้ตามมาที่นี่”
ผิดคาด หลังจากฉินหนานฉินได้เห็นจดหมายขอความช่วยเหลือฉบับนี้แล้ว กลับไม่ได้แสดงอาการดีใจอย่างที่เขาคาดไว้ กลับยิ้มเจื่อนพร้อมส่ายหน้า “เจ้ามาช้าไปแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วขมวดคิ้ว
มาช้าไปแล้ว?
หมายความว่าอะไร
ได้ยินฉินหนานฉินพูดต่อ “เจ้ามาช้าไปหนึ่งเดือนครึ่ง!”
ไม่รอให้เยี่ยเว่ยหมิงถามซักไซ้ ฉินหนานฉินพูดต่อไปว่า “จดหมายฉบับนี้ข้าน่าจะเขียนไว้ตั้งแต่สองเดือนก่อน ข้าพกมันไว้ตอนอยู่ในจวนและให้รถขยะนำมันออกไปข้างนอก ตัวข้าในตอนนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะหนีออกจากที่นี่ไปได้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกล่าวเหมือนทนรำคาญไม่ไหว “ตอนนี้เจ้ากลายเป็นนายหญิงน้อย…หรือเรียกอีกอย่างว่าเสี่ยวหวังเฟย[1] ก็เลยไม่อยากออกจากที่นี่แล้วอย่างนั้นหรือ”
เมื่อพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูแปลกๆ
เหมือนหึงหวงนิดหน่อย
ขอร้อง! ฟ้าดินเป็นพยานได้ เขาไม่ได้มีความคิดอย่างนั้นเลย
แต่ยังดีที่ฉินหนานฉินเหมือนจะไม่ได้ถือสากับท่าทีของเขา เพียงพึมพำกับตัวเองว่า “ใครอยากเป็นเสี่ยวหวังเฟยอะไรนั่นกัน”
ฉินหนานฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หนึ่งเดือนครึ่งก่อน ข้าถูกหวันเหยียนคังนั่นข่มเหง เช้าวันนี้ท่านหมอก็ตรวจพบว่าค่าตั้งครรภ์แล้ว สิ่งเดียวที่ข้าต้องการตอนนี้ ก็คือหาโอกาสสังหารหวันเหยียนคังให้ตาย จากนั้นก็ค่อยปลิดชีพอัปยศของตัวเอง ล้างแค้นที่เขาเคยทำให้ข้าด่างพร้อย จะได้ไม่ต้องให้กำเนิดบุตรออกมาประสบเคราะห์กรรมตามข้า”
ห้าวหาญเพียงนี้เชียวหรือ
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเกิดความนับถือฉินหนานฉินคนนี้ขึ้นมาจากใจ แต่ปากก็ยังกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “ขออภัยที่ข้ากล่าวตามตรง ต่อให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อ เจ้าก็ไม่มีโอกาสล้างแค้นเช่นเดิม”
“เป็นไปไม่ได้” ฉินหนานฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “หวันเหยียนคังไม่ระวังข้าแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ กำลังภายในกับเคล็ดจิตสำนักฉวนเจินที่เขาเรียนมา เขาก็ถ่ายทอดให้ข้าด้วย ขอเพียงรอเวลาอีกสักหน่อย โอกาสของข้าต้องมาถึงแน่นอน”
ดูแล้ว หยางคังก็ปฏิบัติต่อนางอย่างดีไม่ใช่หรือ
แต่ก็ช่วยไม่ได้ แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน อีกฝ่ายไม่เพียงแค่ไม่เลีย อีกทั้งยอมแลกทุกอย่างเพื่อหาทางทำให้เขาตายอีกด้วย!
ดังนั้น เรื่องแบบนั้นควรสมัครใจกันทั้งสองฝ่าย จะได้ปลด…แค่กๆ ไม่อย่างนั้นสุดท้ายก็จะเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่น!
จากคำพูดเรียบง่ายไม่กี่ประโยค เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้รู้จักน้องสาวที่มีนิสัยแกร่งกร้าวคนนี้ใหม่แล้ว
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยังบอกว่า “เจ้าเคยคิดบ้างหรือเปล่า หากเจ้าตายไปแล้ว เด็กในท้องเจ้าจะทำอย่างไร หนึ่งศพสองชีวิตอย่างนั้นหรือ” เขาชะงักเล็กน้อย แล้วกล่าวเสริมว่า “อย่างไรเสีย เด็กก็เป็นผู้บริสุทธิ์นะ!”
เพื่อไม่ให้ถูกหยางกั้วพาทั้งครอบครัวมาไล่สังหาร เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงสู้สุดชีวิต
ไม่น่าเชื่อว่าบทน้ำเน่าแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากของเขา แม้แต่เขาเองก็ยังรู้สึกกระดากอาย
ฉากแบบนี้ไม่เหมือนนิยายยอดยุทธ์คุณธรรมสักนิดเลย!
เมื่อฉินหนานฉินได้ยินสิ่งที่เขาพูด คาดไม่ถึงว่าสีหน้าของนางกลับเยียบเย็นขึ้นทันที “เจ้าคือคนที่หวันเหยียนคังส่งมาเจรจาหรือ”
“ไม่ใช่อยู่แล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงรีบแสดงจุดยืนให้ชัดเจน “ข้าเพียงจะเสนอวิธีการหนึ่งเท่านั้นเอง ข้าจะไปสังหารหวันเหยียนคังนั่นแทนเจ้า จากนั้นก็พาเจ้าหนีออกจากสถานที่แห่งความความขัดแย้งนี้ แน่นอน ข้ารับประกันไม่ได้หรอกว่าหลังจากออกไปแล้วข้าจะดูแลเจ้าต่อ เจ้าต้องคิดหาทางดูแลตัวเอง”
หลังจากเงียบไปครู่เดียว เขาก็ใช้น้ำเสียงหลอกล่อถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง แม่นางฉิน เจ้ายินดีจะทิ้งเกียรติยศความร่ำรวยของที่นี่หรือไม่”
ฉินหนานฉินได้ฟังแล้วร่างงามสั่นระริก มองเยี่ยเว่ยหมิงอีกครั้งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “พี่ใหญ่ท่านนี้ ท่านเป็นคนดี”
“อย่าเรียกข้าว่าคนดี!” เยี่ยเว่ยหมิงปฏิเสธที่จะรับบัตรคนดีที่อีกฝ่ายมอบให้ “ข้าคือเยี่ยเว่ยหมิง จะเรียกอย่างไรก็ตามใจ แต่อย่าเรียกข้าว่าคนดีก็พอ แล้วประเด็นก็คือ ข้อเสนอของข้าก่อนหน้านี้ ตกลงว่า?”
“เอ่อ…”
ฉินหนานฉินลังเลสองวินาที จากนั้นออกแรงพยักหน้า “ขนาดพี่ใหญ่เยี่ยยังไม่กลัวว่าจะลำบากเพราะข้า ฉินหนานฉินชีวิตไร้ค่านัก ยังมีอะไรต้องกลัวอีก”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพอใจออกมา
ในที่สุดก็จัดการแม่สาวแกร่งกร้าวคนนี้ได้แล้ว ไม่ง่ายเลย!
“ในเมื่อตัดสินใจตามนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ตามเข้าไปตอนนี้เลย” พอพูดจบ ก็ไม่รอให้ฉินหนานฉินโต้เถียง นำมีดสั้นที่สลักคำว่า ‘กัวจิ้ง’ ออกมา แล้วยิ้มแห้งพร้อมบอกว่า “ความจริงแล้ว หวันเหยียนคังถูกข้าสังหารตายแล้ว เรื่องเกิดขึ้นวันนี้ ข่าวน่าจะยังมาไม่ถึงที่นี่ แต่หากช้ากว่านี้ก็พูดยากแล้ว”
เมื่อได้เห็นมีดสั้นของหยางคัง ในที่สุดฉินหนานฉินก็ลุกขึ้นยืนแล้ว นางถามอย่างตื้นตันใจว่า “พูดจริงหรือ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” เยี่ยเว่ยหมิงเล่นมีดสั้นในมือ จับมันหมุนบนฝ่ามือราวกับบินได้ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ที่จริงแล้ว จดหมายขอความช่วยเหลือของเจ้าไม่ได้ถูกส่งออกไปเลย มันตกอยู่ในมือหวันเหยียนคังต่างหาก หลังจากข้าสังหารเขาแล้ว ข้าถึงได้จดหมายฉบับนี้จากตัวเขา ทั้งยังมีมีดสั้นเล่มนี้อีก”
โครม!
เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งจะพูดจบ ฉินหนานฉินยังไม่ทันแสดงท่าทีอะไร จู่ๆ ข้างหลังกลับมีเสียงดังโครมคราม
พอหันกลับไปมอง ก็พบว่าประตูเรือนถูกใครบางคนใช้พลังฝ่ามือถล่มพังแล้ว สตรีผิวขาวผมยาวคลุมบ่าปรากฏตัวขึ้น เพียงแต่ตัวของผู้หญิงคนนี้มีกลิ่นอายชั่วร้าย ราวกับเป็นผีร้ายที่ปีนขึ้นมาจากขุมนรก ขนาดเยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วยังเกิดความกลัวขึ้นในใจ
เป็นสตรีที่ผิวกายขาวหมดจดเช่นเดียวกัน แต่ความขาวของสตรีที่อยู่ตรงหน้าแตกต่างกับฉินหนานฉิน
ฉินหนานฉินให้ความรู้สึกว่าเป็นผู้หญิงผิวขาวที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง
ส่วนคนที่อยู่ตรงหน้านี้ ราวกับผีสาวที่ไล่คร่าชีวิตผู้คน!
[1] หวังเฟย (王妃) ตำแหน่งพระชายาอ๋อง
บทที่ 193
สตรีที่รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนผีมากกว่าเหมือนคนตรงหน้าพวกเขานี้ หลังจากปรากฏตัวแล้วก็ไม่ได้เงยหน้ามองเยี่ยเว่ยหมิง นางหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย ทำให้หูข้างขวาของนางอยู่ใกล้กับจุดที่เยี่ยเว่ยหมิงยืนอยู่มากกว่าเดิม
พอมองดวงตาของนางให้ละเอียดอีกครั้ง เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้พบว่า แม้กระทั่งตอนเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างเขา นางก็ยังคงหลับตาสนิททั้งสองข้าง
เช่นนั้นคำอธิบายเพียงอย่างเดียวที่สมเหตุสมผลก็คือ ผู้หญิงคนนี้ตาบอด!
ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสังเกตผู้หญิงที่พรวดพราดออกมาจากประตูพัง อีกฝ่ายก็คอยฟังทุกการเคลื่อนไหวของเขาเช่นกัน “เจ้าเด็กเปรต เมื่อครู่เจ้าเพิ่งบอกว่าเจ้าสังหารหวันเหยียนคังลูกศิษย์ของข้าอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับเอามือนวดจมูก “หากตอนนี้ข้าตอบว่าไม่ใช่ เจ้าจะหลีกทางให้ ปล่อยพวกเราไปทันทีหรือ”
ดูจากวิธีการที่อีกฝ่ายปรากฏตัวก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดีแน่นอน ต่อให้เยี่ยเว่ยหมิงยืนกรานปฏิเสธก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี แม้เขาจะใช้วาทศิลป์เกลี้ยกล่อมอย่างไร อย่างน้อยอีกฝ่ายก็จะโจมตีเพื่อจัดการเขาก่อน จากนั้นก็ค่อยหาหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อลงมือ
ดังนั้น การต่อสู้ที่ควรจะเกิดขึ้นก็ยังต้องเกิดขึ้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ต้องไม่เกรงใจนางอยู่แล้ว เขาปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทีที่เหมือนคนไม่แยแสสังคม
เป็นอย่างที่คาดไว้ สตรีตาบอดได้ยินแล้วเดือดดาลมาก “เจ้าเด็กนี่รนหาที่ตาย!”
“แน่จริงก็เข้ามาสิ!” เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่เกรงใจเช่นกัน
หลังจากปลดล็อกเงื่อนไขการใช้งานแอคทีฟสกิลไท้ซัวเป็นไฉนแล้ว สตรีตาบอดก็ราวกับถูกกระตุ้น สองมือของนางกลายเป็นกรงเล็บโผมาที่เขา
ในขณะเดียวกัน เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้เห็นชื่อกับเลเวลที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของอีกฝ่ายชัดเจนแล้ว
ทว่าตอนยังไม่เห็นก็ยังดีๆ อยู่ แต่พอได้เห็นแล้ว เขากลับตกใจจนสูดหายใจลึก!
[เหมยเชาเฟิง]
หนึ่งในลมทมิฬคู่พิฆาต ฉายาศพเหล็ก
เลเวล: ???
พลังชีวิต: ???/???
กำลังภายใน: ???/???
……
มารดาเจ้าเถอะ!
แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะเคยคิดมาก่อนว่าเมื่ออยู่ในภารกิจระดับหกดาวอาจจะเจอผู้แข็งแกร่งที่รับมือได้ยาก แต่เขาก็ยังไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
เมื่อครู่เพิ่งสังหารพญามังกรประตูปีศาจซาทงเทียนที่เป็นบอสเลเวลห้าสิบห้า ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงจึงไร้ความหวาดกลัว
เขาลำพองใจ!
ทว่า เขานึกไม่ถึงเลย!
ว่าศัตรูร้ายกาจที่ระบบสุนัขนี้จัดมาให้เขา จะร้ายกาจได้ถึงขั้นนี้!
เครื่องหมาย ‘???’ หมายถึงอะไร
หมายถึงเลเวลของตัวเองกับอีกฝ่ายต่างกันเกินไป ต่างกันจนถึงขั้นไม่มีทางหยั่งรู้ฝีมือของอีกฝ่ายได้!
ก่อนหน้านี้ เยี่ยเว่ยหมิงเคยเจอเพียง BOSS ที่มีเครื่องหมาย ‘???’ แสดงเลเวลเท่านั้น
คนแรกคือราชสีห์ขนทองเซี่ยซุนที่เจอบนเกาะเขาหวังผาน
ส่วนอีกคนก็เพิ่งเจอก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็คือมารบูรพาหวงเย่าซือ ซึ่งเจอกันตอนที่ไปตามจับชิวหลิงเฟิงในหมู่บ้านหนิวเจีย
คนที่สามก็ย่อมเป็นพิษประจิมโอวหยางเฟิงที่เพิ่งเจอกันวันนี้
ส่วนคนที่อยู่ตรงหน้า ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะแสดงเครื่องหมายอันลึกล้ำยากคาดเดาเช่นเดียวกัน น่ากลัวเกินไปแล้ว
อย่างไรเสียก็ไม่เหมือนหลายคนก่อนหน้านี้
สตรีตาบอดที่ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือผี แต่ชัดเจนมากว่าต้องการเล่นงานเขาให้ถึงตาย!
หากจะถามว่าอีกฝ่ายมีศักยภาพแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่
ถ้าให้ประเมินด้วยตัวเลขต่ำสุด ก็น่าจะเก่งกว่าหวังชู่อีที่เลเวลเจ็ดสิบเจ็ด!
ยามเผชิญกับศัตรูที่ร้ายกาจเช่นนี้ จะสู้หรือไม่สู้ดีล่ะ
ขณะมองท่าร่างของนางที่เคลื่อนไหวเหมือนผี ชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงตรงหน้าเขาแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ถอยหลังก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ขณะเดียวกันมือขวาที่เหมือนกำลังลนลานมากก็ผลักออกมาหนึ่งที แต่ฝ่ามือนี้กลับสกัดกรงเล็บที่มาพร้อมจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดของอีกฝ่ายได้
เหมยเชาเฟิงแม้ตาบอดสองข้าง แต่ยามลงมือกลับเหมือนเห็นทุกอย่าง กรงเล็บขวาของนางตรงไปคว้าข้อมือที่เยี่ยเว่ยหมิงผลักออกมาเสียเลย
วินาทีถัดมา กระบวนท่ามังกรซ่อนกบดานก็ได้ปลดล็อกเงื่อนไขการโจมตี กำลังภายในที่โหมซัดสาดกลายเป็นพลังฝ่ามือรูปมังกรแถวหนึ่ง ขณะที่ทำให้นิ้วทั้งห้าของเหมยเชาเฟิงเด้งออก พลังนี้ก็โจมตีไปที่หน้าอกของนางด้วยเช่นกัน
กรรร!
เมื่อเห็นว่าการโจมตีครั้งนี้สำเร็จ มุมปากของเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะออกมา
ทว่าผ่านไปครู่เดียว รอยยิ้มของเขากลับชะงักแล้ว
ยามเผชิญกับพลังฝ่ามือของ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ เหมยเชาเฟิงกลับยื่นมือซ้ายที่แนบอยู่ข้างลำตัวออกมาโดยไม่หลบหลีก มือขวาที่เพิ่งถูกโจมตีเด้งกลับมา ตอนนี้พลันไขว้กับมือซ้ายตรงหน้าตัวเอง เสียงกรงเล็บแหลมดังเสียดหู ไม่น่าเชื่อว่าจะฉีกทำลายพลังฝ่ามือ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว!
สาเหตุที่เกิดสถานการณ์อย่างนี้ได้ ก็ย่อมไม่ใช่เพราะพลัง ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ ไม่ได้เรื่อง แต่เป็นเพราะค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิงตอนนี้ต่างกับอีกฝ่ายเกินไปจริงๆ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสรุปถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา
แทบจะเป็นเวลาเดียวกับที่พลังฝ่ามือของ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ถูกกระตุ้นให้โจมตีออกมา บนมือซ้ายของเยี่ยเว่ยหมิงก็คีบลูกดีดเหล็กไว้แล้ว พอดีดมันออกมา ลูกดีดเหล็กก็ยิงไปถูกหว่างคิ้วของเหมยเชาเฟิงท่ามกลางเสียงโลหะปะทะลม!
ไม่อย่างนั้นจะพูดได้อย่างไรว่า ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ มีอานุภาพน่าตกใจ เหมยเชาเฟิงเพิ่งเผชิญหน้ากับ ‘สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร’ แต่สีหน้ายังไม่เปลี่ยน ทว่าตอนเจอกับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ นางกลับเผยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
ราวกับเจอดาวร้ายของดวงชะตา นางพลันถอยหลังแล้วเงยหน้าขึ้น ดันทุรังหลบการโจมตีของเยี่ยเว่ยหมิงได้ จากนั้นตั้งกรงเล็บไว้ด้านหน้ากับด้านหลังในท่าเตรียมต่อสู้ แทนที่จะรีบไล่ตามโจมตี นางกลับตวาดถามว่า “เหตุใดเจ้าจึงใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เป็น”
เยี่ยเว่ยหมิงรู้อย่างลึกซึ้งว่า ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของตัวเองไม่ว่าจะเป็นเลเวลหรือประสิทธิภาพ ก็ล้วนเทียบกับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ ไม่ติด ในด้านค่าสเตตัสก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หาก ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เอาชนะทักษะยุทธ์ของเหมยเชาเฟิงได้จริงๆ เช่นนั้นการโจมตีโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวก่อนหน้านี้ นางก็คงหลบไม่พ้นง่ายๆ แน่นอน
ขนาดโจมตีตอนอีกฝ่ายเผลอยังเกิดผลลัพธ์อย่างนี้เลย แล้วจะโจมตีตอนอีกฝ่ายเตรียมตัวพร้อมแล้วอย่างนั้นหรือ
กล่าวโดยสรุปก็คือ สิ่งที่เหมยเชาเฟิงคนนี้กลัวไม่ใช่ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ แน่นอน
เช่นนั้น สิ่งที่ทำให้นางสนใจขนาดนี้ก็มีเพียง…หวงเย่าซือ!
ไม่ผิดแน่ สิ่งที่นางสนใจก็คือหวงเย่าซือเท่านั้น ไม่ใช่คนอื่น
สาเหตุที่เยี่ยเว่ยหมิงแน่ใจขนาดนี้ ก็ต้องพูดถึงการตั้งค่าที่แฝงอยู่ใน ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ หลังจาก NPC ได้เห็นบางเคล็ดวิชาแล้วจะเกิดการตอบสนองที่พิเศษต่อมันหรือไม่ ที่จริงแล้วส่วนใหญ่ตัดสินจากวิธีการที่ผู้เล่นได้รับทักษะนี้มา
ก็เหมือนกับที่หนิวจื้อชุนใช้ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ ต่อหน้า NPC ทำให้อีกฝ่ายนึกเชื่อมโยงถึงสำนักฉวนเจิน หรือไม่ก็ชิวชู่จีทันที นั่นเป็นเพราะกระบี่ของเขาได้รับถ่ายทอดมาจากชิวชู่จี
แล้วทักษะที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้โจมตีเป็นหลักก็คือ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ แต่ NPC ทั้งหมดที่เขาเคยเจอกลับไม่มีใครคิดว่าเขาคือผู้สืบทอดของสำนักฉวนเจินเลย
หลักการเดียวกัน หากผู้ที่เหมยเชาเฟิงคนนี้หวาดกลัวคือยอดฝีมือคนอื่นที่ใช้ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ เหมือนกัน เช่นนั้นตอนที่นางเผชิญหน้ากับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ของเยี่ยเว่ยหมิง ก็คิดเพียงว่าเป็นการโจมตีที่มีอานุภาพร้ายกาจขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้มีปฏิกิริยาพิเศษใดๆ เลย
ในเมื่อรู้แล้วว่าเหมยเชาเฟิงกลัวอะไร เช่นนั้นก็จัดการง่ายแล้ว
แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนตาบอด แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังแสดงสีหน้าท่าทางเต็มที่ เขาแสดงท่าทางอวดดีทันที กล่าวเย้ยหยันว่า “ดูท่าเจ้าคงจะเดาออกแล้วสินะ แต่เช่นนี้ก็ดี งานของเกาะดอกท้อ หวังว่าเจ้าจะไม่แทรกแซงจนสร้างปัญหาใหญ่ให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น!”
แม้จะปากเก่งมาก แต่ในใจเยี่ยเว่ยหมิงประหม่าแทบทนไม่ไหวแล้ว
ขณะที่พูด เขาถึงขั้นนำ ‘ประกาศิตกระบี่บุปผาโรย’ ออกมาแล้ว เตรียมตัวแล้วว่าหากขู่อีกฝ่ายไม่สำเร็จ ก็จะเรียกหวงเย่าซือออกมาเสียเลย
สมบัติล้ำค่าที่ช่วยพลิกสถานการณ์แบบนี้ หากไม่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด เขาย่อมไม่นำมันออกมาใช้อยู่แล้ว
แต่ภารกิจนี้จัดอยู่ในสถานการณ์พิเศษ หากล้มเหลวขึ้นมา ก็จะถูกหยางกั้วที่เลเวลเดียวกับหวงเย่าซือพาทั้งบ้านมาไล่สังหาร ถึงตอนนั้น อาศัยหวงเย่าซือคนเดียวเกรงว่าคงปกป้องเขาไม่ไหว!
บทที่ 194
เยี่ยเว่ยหมิงนำประกาศิตกระบี่บุปผาโรยออกมา เตรียมตัวเอาปืนใหญ่ไปยิงยุง[1]เรียบร้อยแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือ ตอนที่เขานำประกาศิตกระบี่บุปผาโรยออกมา เหมยเชาเฟิงก็พลันถลันตัวจนทั้งร่างกลายเป็นเงาเลือนราง แวบผ่าตัวเขาไปแล้ว
และประกาศิตกระบี่บุปผาโรยในมือเขาก็ถูกอีกฝ่ายชิงไปแล้วเช่นกัน!
ที่แท้ตอนแรกที่ประมือกัน เหมยเชาเฟิงยังไม่ได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาเต็มที่
ตอนนี้จู่ๆ ก็แสดงความสามารถออกมาเต็มที่ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้เขาลนลานจนทำอะไรไม่ถูก!
พอแย่งมาไว้ในมือได้แล้ว เหมยเชาเฟิงก็ชูมันขึ้นมาข้างๆ ใบหน้าขาวซีดของนางทันที แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือลูบตัวอักษรบนนั้นเบาๆ ท่าทางเหมือนนักพนันที่จงใจทำตัวเท่ๆ เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นสงสัยว่านางอาจจะนำประกาศิตกระบี่บุปผาโรยตบลงบนโต๊ะข้างๆ ได้ทุกเมื่อ จึงตะโกนเสียงดัง “ข้าชนะแล้ว!”
แน่นอน จู่ๆ ลักษณะของเหมยเชาเฟิงคงไม่เปลี่ยนไปแปลกประหลาดขนาดนั้นในทันที
ขณะที่นางลูบตัวอักษรบนประกาศิตกระบี่ นางก็อ่านด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กระบี่เทพเงาดอกท้อโรย ขลุ่ยหยกกวนกระแสทะลเคราม! ประกาศิตกระบี่บุปผาโรย นึกไม่ถึงว่าเป็นประกาศิตกระบี่บุปผาโรยจริงๆ!”
เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วยิ้มบางๆ พลันถอยหลังออกไปไกลสามเมตร ไปอยู่ตรงข้างกายฉินหนานฉินแล้ว
ในขณะเดียวกันนี้เอง เนื่องจากประกาศิตกระบี่บุปผาโรยกับเจ้าของอย่างเขาอยู่ห่างกันไกลเกินขอบเขตที่กำหนด มันจึงหายไปจากมือของเหมยเชาเฟิงโดยอัตโนมัติ กลับมาอยู่ในกระเป๋าสะพายหลังของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว
เป็นเพราะมีการรับประกันหนึ่งชั้นแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงถึงได้ไม่ร้อนใจหลังจากประกาศิตกระบี่บุปผาโรยถูกแย่งไป
ตอนนี้เตรียมพร้อมป้องกันความเร็วสุดขีดของเหมยเชาเฟิงไว้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงยังไม่รีบนำประกาศิตกระบี่บุปผาโรยออกมาอีก แต่พูดกับนางด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ในเมื่อเจ้ารู้จักประกาศิตกระบี่บุปผาโรย เช่นนั้นก็จัดการง่ายแล้ว ข้าว่าเจ้าคงรู้ผลลัพธ์การใช้งานของประกาศิตนี้ดี เช่นนั้น ตอนนี้เจ้าจะเป็นฝ่ายหลีกไปเอง หรือจะให้ข้าเรียกผู้อาวุโสหวงเย่าซือออกมาคุยกับเจ้า”
เหมยเชาเฟิงได้ยินแล้วชะงัก “เจ้าไม่ใช่ศิษย์ของเกาะดอกท้อ”
เยี่ยเว่ยหมิงเผยรอยยิ้มล้ำลึกยากคาดเดา แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายตาบอด เขาก็หุบยิ้มอีก เพียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “เจ้าก็เดาดูสิ”
“หึ!”
หลังจากทำเสียงฮึดฮัด เหมยเชาเฟิงใช้ท่าร่างทันที หายตัวไปจากตรงหน้าทั้งสองโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
มองออกเลยว่าไม่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะเป็นศิษย์ของเกาะดอกท้อหรือไม่ แต่นางก็หวาดกลัวที่จะพบหวงเย่าซืออยู่ดี
เมื่อศัตรูที่แข็งแกร่งไปแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็หันกลับไปมองฉินหนานฉิน “แม่นางฉิน พวกเราก็ไปกันเถอะ”
“ได้!”
ฉินหนานฉินเอ่ยรับแล้วตามหลังไป
และตอนที่ทั้งสองตามกันออกจากศาลาไป คนที่มารอรับอยู่ตรงหน้าก็คือกลุ่มทหารยามของหมู่บ้านนี้ มองคร่าวๆ ประมาณสามสิบกว่าคน แต่ละคนมีความสามารถและเลเวลเท่ากับทหารยามที่นำทางเขามาก่อนหน้านี้
ในจำนวนนั้น ก็ยิ่งมี BOSS หัวหน้ากลุ่มสองคนที่เลเวลสูงถึงยี่สิบห้า!
อาจจะเป็นเพราะตอนสู้กับเหมยเชาเฟิงก่อนหน้านี้สู้อย่างอึกทึกครึกโครมเกินไป หลังจากคนพวกนี้เห็นเยี่ยเว่ยหมิงแล้วจึงเริ่มโจมตีใส่เขาอย่างดุเดือดทันที
น่ากลัวมาก!
ถึงแม้ฝ่ายตัวเองมีคนน้อยกว่า แต่เยี่ยเว่ยหมิงจะกลัวได้อย่างไร
หลังจากแน่ใจว่าในหมู่บ้านนี้ไม่มียอดฝีมือคนอื่นนอกจากเหมยเชาเฟิง ก็นำกระบี่อาญาสิทธิ์ของเขาออกมาทันที จากนั้นเริ่มเปิดฉากสังหารใหญ่
ตอนเริ่มแรก เยี่ยเว่ยหมิงยังเก็บงำฝีมือเพราะต้องดูแลฉินหนานฉิน แต่หลังจากพบว่าการโจมตีทั้งหมดของอีกฝ่ายล้วนพุ่งเป้ามาที่เขา ไม่มีใครลงมือกับฉินหนานฉิน ก็เข้าใจถึงประเด็นสำคัญทันที
ในสายตาของเยี่ยเว่ยหมิงกับฉินหนานฉิน ในเมื่อนางต้องการทรยศหยางคังและหนีไป เช่นนั้นต่อให้แตกหักกับหยางคังจนถึงที่สุด คนพวกนี้ก็ไม่น่าจะห่วงหน้าพะวงหลังเรื่องนางอีก
ทว่าในความเป็นจริง ฐานะของฉินหนานฉินตอนอยู่ที่นี่ก็คือเสี่ยวหวังเฟย!
ต่อให้ไม่มีสถานะ แต่นางก็ยังเป็นผู้หญิงของหยางคังอยู่ดี เป็นหนึ่งใน…นายหญิงของที่นี่?
นอกจากเหมยเชาเฟิงแล้ว ผู้ที่บ่าวไพร่พวกนี้ไม่กล้าล่วงเกินที่สุดก็คือฉินหนานฉิน
ต่อให้ฉินหนานฉินจะหนีไป พวกเขาก็ทำได้เพียงพยายามขัดขวางให้ถึงที่สุด แต่ไม่กล้าใช้อาวุธกับนาง
หากทำให้นายหญิงน้อยบาดเจ็บจริงๆ ต่อให้นางจะอยู่ในสถานการณ์เตรียมหลบหนี แต่ก็จะถูกท่านอ๋องน้อยตำหนิอยู่ดี ถึงขั้นเสี่ยงถูกตัดหัวด้วย!
ดังนั้น พวกเขาจึงกล้าโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่กลับไม่กล้าแตะต้องฉินหนานฉินแม้แต่ครึ่งขน
สำหรับฉินหนานฉิน สิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือกำจัดเยี่ยเว่ยหมิงก่อน แล้วค่อย ‘เชิญ’ นางกลับมาที่ตึกศาลานี้อย่างสุภาพ รอให้ท่านอ๋องน้อยของพวกเขากลับมาก่อนแล้วค่อยจัดการลงโทษ
เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ห่วงหน้าพะวงหลังอีก ยื่นกระบี่สังหารเข้ามาในกลุ่มคนทันที เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน มังกรซ่อนกบดาน ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์และกระบวนท่าที่มีพลังทำลายล้างสูงต่างๆ ไหลออกมาเป็นชุด ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที ก็กำจัดทหารยามของหมู่บ้านที่มาล้อมพวกเขาไว้จนหมดเกลี้ยง
จากนั้นเขาก็อุ้มฉินหนานฉินในท่าอุ้มเจ้าหญิง ใช้ ‘แปดก้าวไล่ทันคางคก’ เลเวล 7+1 หนีออกไปจากหมู่บ้านรั่วหวาอย่างรวดเร็วราวกับควัน
เยี่ยเว่ยหมิงใช้วิธีการที่สองแง่สองง่ามแบบนี้พาฉินหนานฉินออกไป แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะมีความคิดสิบแปดบวกกับ NPC หรอก เขาแค่ป้องกันไม่ให้เวลาผ่านไปนานกว่านี้จนเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่คาดฝันเท่านั้นเอง ถึงได้ใช้วิชาตัวเบาของตัวเองรีบพานางออกไปจากสถานที่แห่งความขัดแย้งนี้
ที่จริงตามความคิดเดิมของเยี่ยเว่ยหมิง เขาตั้งใจจะแบกนางออกไป แต่เพราะพิจารณาว่านางกำลังตังครรภ์ ท้องรับการสั่นสะเทือนไม่ไหว ถึงได้เปลี่ยนจาก ‘แบก’ มาเป็นอุ้มแบบเจ้าหญิง
ตอนที่เพิ่งออกจากหมู่บ้าน จู่ๆ ก็มีพิราบขาวสองตัวบินมาตรงหน้าด้วยวิถีการบินที่จำกัดคำนิยามไม่ได้ บินมาเกาะบนบ่าเขาแล้วหายไป
ขณะที่กำลังวิ่งตะบึง เยี่ยเว่ยหมิงใช้พลังจิตเปิดแถบรายการเพื่อนตรงหน้าอินเตอร์เฟสระบบ แต่กลับเห็นเพียงรูปโปรไฟล์ของอินปู้คุยคนเดียวที่กะพริบไม่หยุด
หลังจากเปิดแล้ว กลับพบว่ามีสองข้อความส่งหาเขาอย่างต่อเนื่อง
[ จัดเรียง ‘กลยุทธ์ทั้งหมดของเนื้อเรื่องตำนานวีรบุรุษยิงอินทรี’ เสร็จเรียบร้อยแล้ว กรุณาตรวจรับด้วยความระมัดระวัง!]…อินปู้คุย
ในข้อความที่สอง ก็แนบข้อมูลของขั้นตอนที่ละเอียดมาก
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงตอบข้อความกลับไปขอบคุณแล้ว เขาก็เริ่มวิ่งไปพลาง ตรวจดูกลยุทธ์ของภารกิจไปพลาง
การดูครั้งนี้ ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงกว่า
กระทั่งเขาอุ้มฉินหนานฉินออกจากเมืองเทียนจินไปไกลแล้ว จนระบบแจ้งเตือนว่าเขาเข้าสู้อาณาเขตเมืองหลักอีกแห่งแล้ว เขาถึงได้หาภูเขาลูกหนึ่งแล้วปล่อยฉินหนานฉินลงมา
ส่วนกลยุทธ์พวกนั้น เขาอ่านไปแล้วเก้าในสิบส่วน เหลือเพียงส่วนสุดท้ายที่ยังอ่านไม่จบ
เพียงแต่ส่วนที่เหลือล้วนเป็นข้อมูลและบทวิจารณ์ของตัวละครในเนื้อเรื่อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าหยางกั้วมาได้อย่างไรกันแน่!
ในกลยุทธ์ที่อินปู้คุยให้มา เรื่องราวความรักระหว่างหยางคังกับมู่เนี่ยนฉือถูกเขียนอย่างกระชับที่สุด ถึงอย่างไรก็เหลือเพียงผลลัพธ์เท่านั้น ไม่ได้บรรยายรายละเอียด
แต่สรุปแล้วก็ได้ความประมาณว่า
หยางคังกับมู่เนี่ยนฉือแต่งงานกัน ให้กำเนิดหยางกั้ว
หยางคัง ตาย!
มู่เนี่ยนฉือเลี้ยงดูหยางกั้วเพียงลำพัง
จากนั้น เรื่องราวของตำนานวีรบุรุษยิงอินทรีก็จบลงแล้ว
ตอนนี้หยางคังตายแล้ว ถึงขั้นว่าหลังจากพบกับมู่เนี่ยนฉือครั้งแรกก็ถูกเยี่ยเว่ยหมิงฆ่าตายสนิทแล้ว เป็นการตายที่ไม่อาจรีเฟรชใหม่ได้อีก ดังนั้นเส้นเรื่องทั้งหมดจึงเปลี่ยนไปมาก
เพียงแต่อิงตามเซ็ทติ้งของระบบ แน่นอนว่าการตายของหยางคังคนเดียวไม่อาจทำให้ภารกิจของระบบที่มีภาคต่อยาวต่อเนื่องถูกยกเลิกหรือตัดทิ้ง
หากพูดตามทฤษฎี มองจากบางมุม บทบาทองของหยางคังก็เหมือนกับบทบาทของจางชุ่ยซาน
แต่เลเวลของจางชุ่ยซานสูงกว่า!
ทั้งยังเข้าสู่การต่อสู้เร็วกว่าด้วย
เขาที่เลเวลสูงถึงเก้าสิบ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกผู้เล่นฆ่าตายง่ายๆ ตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าสู่ยุทธภพ
แน่นอน ในทางทฤษฎี หยางคังไม่อาจเป็นอย่างนั้นได้ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้เล่นที่ทำลายขีดจำกัดทฤษฎีอย่างเยี่ยเว่ยหมิงโผล่มา
ในความเป็นจริงก็คือ เนื่องจากความอวดเก่งของเยี่ยเว่ยหมิง ทำให้หยางคังตายแล้วจริงๆ
เช่นนั้นจะทำอย่างไรล่ะ
ดังนั้น ฉินหนานฉินก็จึงปรากฏตัวออกมาแล้ว
หรือพูดได้อีกอย่างก็คือ หยางกั้วที่ฝึกทักษะยุทธ์สำเร็จแล้ว จากนั้นพาทั้งบ้านมาไล่สังหารเขา มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเด็กที่อยู่ในท้องฉินหนานฉินตอนนี้!
แต่ยามเผชิญหน้ากับฉินหนานฉินที่อ่อนด้อยความสามารถจนมองข้ามไปได้ เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ได้เกิดความคิดที่จะชกท้องนาง หรือกำจัดภัยคุกคามตั้งแต่ตอนเป็นตัวอ่อนเลย
นอกจากเส้นตายคุณธรรมของตัวเองแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เขากระจ่างยิ่งกว่า
นั่นก็คือทำอย่างนั้นไม่มีประโยชน์เลย!
ในสายตาของเยี่ยเว่ยหมิง ผู้หญิงที่ไม่เคยปรากฏตัวในต้นฉบับเดิมอย่างฉินหนานฉิน เป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น!
หากหยางคังไม่ตาย นางก็ไม่มีส่วนในละครเรื่องนี้เลย
เยี่ยเว่ยหมิงถึงขั้นมีเหตุผลที่จะคิดว่า นางกับฉากหมู่บ้านรั่วหวารวมทั้งจดหมายขอความช่วยเหลือนั่น ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกรีเฟรชออกมาหลังจากหยางคังตาย
อย่างไรเสีย ก่อนที่หยางคังจะปรากฏตัวในภารกิจเนื้อเรื่อง อดีตของเขาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฉากเกมเท่านั้น ทั้งยังเป็นส่วนที่ไม่ได้เผยออกมาทั้งหมดด้วย
หากต้องการจะลด หรือเพิ่มการตั้งค่า สำหรับระบบก็เป็นเรื่องง่ายมากไม่ใช่หรือ
ในเมื่อระบบสร้างฉินหนานฉิน[2]ออกมาลอยๆ ได้ แน่นอนว่าก็สร้างปี่บูรพา ขลุ่ยประจิม ผีผาอุดรอะไรทำนองนี้ออกมาได้เช่นกัน
ถึงอย่างไร ขอเพียงตั้งค่าเพิ่มไปอีกสักหน่อย บอกว่าผู้หญิงคนนี้เกิดความสัมพันธ์กับหยางคังเพราะสาเหตุบางอย่าง ทั้งยังบังเอิญตั้งครรภ์ เช่นนั้นทุกอย่างก็โอเคแล้ว หยางกั้วก็ยังถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างราบรื่น เรื่องราวของ ‘คู่รักจ้าวอินทรี’ ยังคงดำเนินต่อไปได้เช่นเดิม
จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงที่ปกป้องฉินหนานฉินกับลูกชายได้ไม่ดี ก็จะต้องถูกหยางกั้วที่นางให้กำเนิดไล่สังหาร อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ภารกิจคุ้มครองของเขาก็เสร็จสิ้นแล้ว จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัวอีกหรือ
เมื่อเห็นควันไฟในหมู่บ้านที่อยู่ตรงข้ามภูเขา เยี่ยเว่ยหมิงก็บอกฉินหนานฉินว่า “ตอนนี้คงปลอดภัยแล้ว ข้างหน้าคงจะเป็น…” ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็มองแผนที่แวบหนึ่ง แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าแปลกๆ ว่า “หมู่บ้านนั้น จะว่าไปแล้ว วิธีการตั้งชื่อว่าหมู่บ้านมือใหม่ก็มักง่ายจริงๆ ถ้าเจ้าอยากไปพักที่ไหน ก็นั่งรถม้าตรงจุดพักม้าของ ‘หมู่บ้านนั้น’ ไปก็แล้วกัน”
NPC ย่อมขึ้นรถม้าของระบบไม่ได้ แต่หากพาผู้เล่นไปด้วยก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว
“ขอบคุณพี่ใหญ่เยี่ยมาก!” ฉินหนานฉินยิ้มบางๆ แล้วบอกว่า “ตอนนี้ข้ายังมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้าง ไม่รบกวนพี่ใหญ่เยี่ยต่อแล้ว”
“แต่ก่อนที่จะกล่าวอำลา ผู้น้อยก็ยังมีอีกหนึ่งคำขอที่ไม่สมเหตุสมผล หวังว่าพี่ใหญ่เยี่ยจะรับปาก”
“เจ้าว่ามาสิ” เยี่ยเว่ยหมิงงุนงง
“พวกเราสองแม่ลูกล้วนถูกพี่ใหญ่เยี่ยช่วยชีวิตไว้ เช่นนั้นเด็กในท้องของข้า พี่ใหญ่เยี่ยช่วยตั้งชื่อให้สักหน่อยเถิด” ฉินหนานฉินกล่าว
[1] เอาปืนใหญ่ไปยิงยุง 高射炮打蚊子 หมายถึง เล่นใหญ่ ใช้ทรัพยากรไม่คุ้ม
[2] หนานฉิน 南琴 แปลว่าฉินทักษิณ ฉิน คือเครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่ง
บทที่ 195
อะไรนะ
ให้ข้าตั้งชื่ออย่างนั้นหรือ
จะว่าไปแล้ว การตั้งชื่อให้หยางกั้วควรจะเป็นงานของกัวจิ้งไม่ใช่หรอกหรือ
ในกลยุทธ์ที่อินปู้คุยให้มาเขียนไว้ชัดเจนแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงอึ้งก่อน แต่ก็นึกได้ทันทีว่าฉินหนานฉินไม่รู้จักเลยว่ากัวจิ้งคือท่านไหน งานตั้งชื่อเหมือนให้ตัวเองทำจะเหมาะสมกว่ากระมัง
เช่นนั้น ในเมื่ออำนาจการตั้งชื่อตกมาอยู่ในมือตนอย่างไร้เหตุผลแล้ว หากตัวเองตั้งชื่อว่าอะไร พระเอกในอนาคตก็จะต้องชื่อนั้นด้วยหรือเปล่า
พอนึกถึงบทลงโทษภารกิจที่ต้องถูกฆ่าจนเลเวลเหลือศูนย์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มขาดคุณธรรม
แน่นอน สีหน้าไร้คุณธรรมปรากฏบนใบหน้าเขาแวบเดียวเท่านั้น ชั่วพริบตาเดียวก็กลับมาซื่อตรงไร้ความเห็นแก่ตัวเหมือนอย่างเคยอีกครั้ง เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หากพูดถึงชื่อเด็กคนนี้ ที่จริงก็ต้องเอ่ยถึงภูมิหลังอันซับซ้อนไม่ธรรมดาของหวันเหยียนคังสักหน่อย”
ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็หันตัวไปทางทิศใต้ เหลือให้อีกฝ่ายเห็นเพียงด้านข้างอันสูงใหญ่ “ที่จริงแล้ว เขาไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของหวันเหยียนหงเลี่ย ท่านอ๋องหกแคว้นจิน บิดาที่แท้จริงของเขาชื่อหยางเถี่ยซิน เป็นทายาทของแม่ทัพหยางไจ้ซิง แม่ทัพผู้โด่งดังที่ต่อต้านแคว้นจิน หากนับเช่นนี้ หวันเหยียนคังก็กล่าวได้ว่าเป็นทายาทของผู้จงรักภักดีเช่นกัน”
“เพียงแต่ในระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดสลับซับซ้อนมากจริงๆ เรื่องเป็นเช่นนั้น แล้วก็เป็นเช่นนี้…”
ขณะที่พูด เขาก็ส่ายหน้าทอดถอนใจ “น่าเสียดายที่หยางคังนั่นถูกชาวแคว้นจินเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กจนโต ไม่ได้รับการสั่งสอนแนวคิดที่ถูกต้อง ทำให้มีความประพฤติไม่ซื่อตรงเช่นนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำเรื่องเสื่อมเสียมโนธรรมทั้งคนเทพร่วมประณามอย่างการข่มเหงสตรีได้!”
พอพูดถึงตรงนี้ เสียงของเยี่ยเว่ยหมิงก็เงียบลงกะทันหัน หันร่างอันสูงใหญ่กลับมาเผชิญหน้ากับฉินหนานฉิน “ดังนั้น หากเป็นเด็กผู้ชาย ข้าหวังว่าเขาจะเป็นคนที่ทำผิดแล้วรู้จักแก้ไข ดังนั้น เรียกเขาว่าหยางโก่วต้านก็แล้วกัน”
พอชะงักไปครู่เดียว ก็กล่าวเสริมอีกว่า “หากเป็นเด็กหญิง ข้าก็หวังว่านางจะได้รับความงามของเจ้ามา หน้าตางดงามราวกับดอกไม้ เช่นนั้นก็ชื่อหยางฮวาที่แปลว่าดอกไม้ดีกว่า เป็นอย่างไร”
มารดาเจ้าเถอะ! เจ้ามาไล่สังหารข้า แล้วยังจะพาทั้งครอบครัวมาไล่สังหารจนเลเวลข้าเหลือศูนย์อีกหรือ
ในเมื่อครั้งนี้ตกอยู่ในมือข้าแล้ว ทั้งชาตินี้เจ้าก็ชื่อหยางโก่วต้าน[1]ไปแล้วกัน!
คู่รักอัณฑะสุนัข แค่จินตนาการก็ได้อารมณ์แล้ว!
ก่อนที่ฉินหนานฉินจะพบกับหยางคัง นางเป็นเพียงผู้หญิงจับงูคหนึ่ง ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน ย่อมแยกไม่ออกอยู่แล้วว่าชื่อไหนดี หรือชื่อไหนแย่
เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงมีท่าทางเด็ดเดี่ยวผึ่งผาย นางก็ถูกเขาหลอกตบตาทันที
หลังจากพยักหน้าแล้ว สตรีที่มีภูมิหลังน่าเวทนาคนนี้ก็เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังเป็นครั้งแรก “เช่นนั้นก็เชื่อฟังพี่ใหญ่เยี่ย”
ขณะที่พูดก็เกลี่ยผมงามที่ถูกลมพัดมาบังแก้ม “หากเป็นเด็กชาย ก็ให้ชื่อว่ากั้วเอ๋อร์ เรียกเป็นชื่อเล่น หากเป็นเด็กหญิง ก็ให้ชื่อว่าหยางมี่ ขอบคุณพี่ใหญ่เยี่ยมาก ชื่อที่ท่านตั้งให้เพราะมากจริงๆ ข้าจะจำไว้”
หืม? หูเจ้าเป็นอะไรไป
“เจ้าฟังผิดแล้ว ชื่อที่ข้าตั้งให้คือหยางโก่วต้านกับหยางฮวา” เยี่ยเว่ยหมิงอดเตือนไม่ได้
ฉินหนานฉินยังคงยิ้มอย่างสดใส “หากในอนาคตเด็กคนนี้ถูกดูหมิ่น หรือรังแกเพราะชื่อนี้ ด้วยนิสัยของเขาคงยากที่จะไม่แค้นเคืองอยู่ในใจ รอให้เขาฝึกทักษะยุทธ์สำเร็จแล้ว ข้ากังวลว่าเขาจะทำเรื่องอะไรไม่ดี ทำเช่นนี้ไม่ดีต่อใครทั้งนั้น ท่านคิดว่าอย่างไร”
เยี่ยเว่ยหมิงเอามือลูบจมูก นี่นางกำลังขู่ข้าหรือ
ตอนนี้ กลับได้ยินฉินหนานฉินพูดต่อว่า “หากเป็นลูกสาว ในอนาคตถูกดูหมิ่น หรือถูกรังแกเพราะชื่อนี้ รอให้พี่ชายหรือน้องชายของเขาฝึกทักษะยุทธ์สำเร็จ…”
“ฮ่าๆ…” รอยยิ้มบนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงพลันเปลี่ยนเป็นสดใสไร้ที่เปรียบ “เจ้าฟังไม่ผิดหรอก ข้าหมายความอย่างนั้น เด็กชายชื่อหยางกั้ว เด็กหญิงชื่อมี่เอ๋อร์ อ่อนหวานดี ฮ่าๆ ข้าช่างเป็นคนมีพรสวรรค์…”
นี่ข้ากำลังกลัวหรือ
ส่วนฉินหนานฉิน ในที่สุดตอนนี้ก็เผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมาแล้ว “เช่นนั้น พี่ใหญ่เยี่ยผู้มีพรสวรรค์ พวกเราบอกลากันตรงนี้เถอะ ของสองสิ่งนี้อาจไม่เพียงพอให้แสดงความเคารพ หวังว่าพี่ใหญ่เยี่ยจะไม่รังเกียจ”
[ติ๊ง คุณช่วยฉินหนานฉินให้รอดจากปากเสือได้อย่างราบรื่น ทำภารกิจลับ ‘ช่วยชีวิตฉินหนานฉิน’ สำเร็จ ได้รับรางวัลภารกิจ: ค่าประสบการณ์ 200000 แต้ม ค่าตบะ 30000 แต้ม ฉินหนานฉินเป็นผู้แจกรางวัลเอง]
ค่าประสบการณ์ชุดใหญ่เข้ามาจู่โจมอีกแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงมองค่าประสบการณ์แวบหนึ่ง เหมือนใกล้จะได้อัปเลเวลอีกแล้ว!
เยี่ยเว่ยหมิงรับของสองชิ้นมาจากมือฉินหนานฉินด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม พอลองมองดู กลับรู้สึกว่าตรงหน้าสว่างวาบ
เป็นอย่างที่คาดไว้ ภารกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับคนโหดอย่างเหมยเชาเฟิง รางวัลที่ได้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
[หมวกขนนกอสูรโลหิต (อาวุธล้ำค่า): หมวกที่ถักทอจากขนที่ร่วงจากตัวนกอสูรโลหิต มีกลิ่นหอมไม่ธรรมดา เป็นศัตรูของสัตว์ประเภทงู ต้านไฟ +300, ต้านพิษ +300 โจมตีมอนสเตอร์ประเภทงู +100%!]
หมวกขนนกอสูรโลหิตนี้มองเผินๆ ก็คือหมวกสีแดงเพลิงใบหนึ่ง นอกจากสวยแล้วก็เหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ นึกไม่ถึงว่าค่าสเตตัสจะดุดันขนาดนี้!
พอรีบสวมหมวกใบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าพลังโจมตีของตัวเองเหมือนจะแข็งแกร่งขึ้นมาบ้างแล้ว
อืม แบบนี้เรียกว่ามีผลต่อสภาพจิตใจ
เพียงแต่ดูจากค่าสเตตัสของหมวกนี้แล้ว เขารู้สึกว่าผลต่อสภาพจิตใจแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน
ตอนนี้ยังไม่รู้รายละเอียดว่าจะใช้งานค่าสเตตัสต้านไฟอย่างไร คิดว่าในภายหลังคงมีสกิลโจมตีธาตุไฟโผล่มา
แต่พูดถึงแค่ตอนนี้เท่านั้น ยังมีผลต้านพิษที่สะดุดตากว่า
อย่างไรเสียในเกม ‘เกมวีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ปัจจุบันก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้เล่นคนไหนใช้สกิลโจมตีธาตุไฟ ค่าสเตตัสนี้มีกลิ่นอายของ ‘เคล็ดวิชาฆ่ามังกร’ อยู่บ้างนิดหน่อย
แต่การต้านพิษนั้นต่างออกไป เมื่อเลเวลของผู้เล่นเพิ่มขึ้น ผู้เล่นสำนักถังเหมินที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้เรียนรู้ทักษะ ‘วิชาชุบพิษ’ แล้ว อาวุธลับส่วนใหญ่ที่โจมตีออกมาล้วนติดพิษมาด้วย
และเมื่อมีค่าสเตตัสต้านพิษสามร้อยแต้ม นอกจากร้อยพิษไม่กร้ำกรายแล้ว เกรงว่าอย่างน้อยก็ป้องกันการโจมตีธาตุพิษส่วนใหญ่ได้ด้วย
เพื่อทดสอบผลลัพธ์ เยี่ยเว่ยหมิงยังตั้งใจหยิบกระบี่ชิงจู๋ออกมากรีดบนแขนตัวเอง ผลปรากฏว่านอกจากหักค่าพลังชีวิตเพียงเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ ตอนถูกพิษเลย!
หมวกนี้ไม่เลวเลย!
ต่อไปนี้ก็จะได้ประหยัดเงินค่าถอนพิษแล้ว
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของหมวกนี้จะดูโอ้อวดไม่สอดคล้องกับลักษณะซื่อตรงไร้ความเห็นแก่ตัว แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ถือสา
ถึงอย่างไรก็มีอุปกรณ์ภายนอกอย่างชุดขุนนางแล้ว ในสายตาคนอื่นคงเห็นเป็นหมวกขุนนางเหมือนของจ่านเจาเท่านั้นเอง
พอเก็บกระบี่ชิงจู๋ เยี่ยเว่ยหมิงก็ย้ายสายตาไปบนไอเทมอีกชิ้น
นี่คือไอเทมภารกิจชิ้นหนึ่ง
[จดหมายขอบคุณของฉินหนานฉิน: เพื่อขอบคุณที่คุณช่วยชีวิต ฉินหนานฉินบันทึกสิ่งที่ตัวเองประสบ เรื่องที่คุณล้างแค้นแทนนาง ช่วยให้นางรอดพ้นเงื้อมมือมารลงในจดหมายทั้งหมดเพื่อแสดงการขอบคุณ]
นี่ถือเป็นหลักฐานหรือเปล่า
หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงเก็บจดหมาย ก็มาถึง ‘หมู่บ้านนั้น’ ตรงตีนเขาที่ฉินหนานฉินเพิ่งบอกลากับเขาอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าเขายังอยากตักตวงผลประโยชน์จากตัว NPC ที่ดูไม่ร่ำรวยอะไร แค่คิดจะถือโอกาสแวะผ่านทางเท่านั้น
แม้ฉินหนานฉินต้องการจะหาเขตที่พักเพื่อพักอาศัยก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาแผนชีวิตขั้นถัดไป
แต่เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังต้องหาจุดพักม้าเพื่อนั่งรถม้าอยู่ดี
เพียงแต่ก่อนจะนั่งรถม้า เขาต้องหาสถานที่เติมท้องให้อิ่มก่อน
ถึงอย่างไร เขาก็หิวมาตั้งแต่ตอนบังเอิญพบหงชีกงตรงตีนเขาผิงกู่แล้ว เนื้อย่างสามชิ้นบนตัวก็ให้หงชีกงไปหมดเพื่อแลกเป็นตำราลับ ‘มังกรซ่อนกบดาน’
จากนั้นก็ทำศึกใหญ่กับซาทงเทียน แล้วก็ไปทำภารกิจที่หมู่บ้านรั่วหวา เขาไม่ได้เจียดเวลามากินอาหารสักคำเลย หลังจากช่วยชีวิตฉินหนานฉินแล้ว เขาก็วิ่งอย่างบ้าระห่ำตลอดทาง เขาหิวโหยจนหน้าท้องแบนแนบติดแผ่นหลังมาตั้งนานแล้ว
มองระดับความหิวแวบหนึ่ง พบว่าเหลือเพียงอีกสองชั่วยามก็จะหิวตายแล้ว!
แก้ไขวิกฤติที่จะถูกบอสเลเวลร้อยแปดสิบไล่ฆ่าได้แล้ว ทั้งยังได้รางวัลภารกิจที่ไม่เลวเลย เยี่ยเว่ยหมิงเองก็อารมณ์ดีสุดๆ เช่นกัน
เดิมทีอยากจะเชิญฉินหนานฉินมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างเหี้ยมโหด เยี่ยเว่ยหมิงทำได้เพียงมาที่ภัตตาคารฝูกุ้ยเพียงแห่งเดียวของ ‘หมู่บ้านนั้น’ คนเดียว สั่งข้าวสวยชามใหญ่และกับข้าวที่ขึ้นชื่ออีกสองอย่างมากินคนเดียว
ในระหว่างนั้น เขาก็ส่งพิราบสื่อสารไปหาเฟยอวี๋กับซานเย่ว์เพื่อถามสถานการณ์ ข่าวส่งกลับมาเร็วมาก
[เหตุการณ์ในยุทธภพปกติทุกอย่าง สำนักหัวซานยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่กลับมีข่าวลือว่าเย่ว์ปู้ฉวินเริ่มเก็บตัวฝึกวิชาแล้ว เตรียมจะให้หนิงจงเจ๋อ ฮูหยินของเขา ลิ่งหูชง[2]ศิษย์ใหญ่สำนักหัวซานไปเข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดอวี๋ชางไห่แทน…
…ส่วนฝั่งสำนักซงซานกลับค่อนข้างอึกทึกคึกโครม ผู้เล่นกลุ่มใหญ่ของสำนักซงซานกำลังรวบรวมหลักฐานที่อวี๋ชางไห่สมคบกับพรรคฝ่ายมาร…
…ตอนนี้ NPC ตามเมืองใหญ่ๆ ที่คอยคัดลอกอักษรคงงานยุ่งแย่แล้วกระมัง!]…เฟยอวี๋
[สถานการณ์ทางฝั่งข้าปกติทุกอย่าง แต่ร้านที่ชื่อว่าภัตตาคารจานด่วนชีชีตรงตีนเขาชิงเฉิงค่อนข้างแปลก เถ้าแก่ของพวกเขาคงจะเป็นชีชี ผู้เล่นสำนักชิงเฉิงที่เนี่ยนเสียวเหนี่ยนเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ ข้าเคยเจอเขาครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าตัวเองมองเขาไม่ออก]…ซานเย่ว์
พอได้ยินซานเย่ว์บอกว่าเคยเจอชีชีของสำนักชิงเฉิง สีหน้าของเยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มหยอกล้อออกมา
[ยืนยันได้หรือเปล่าว่าชีชีนั่นจะปรากฏตัวในร้านเมื่อไร ข้าอยากไปพบเขาด้วยตัวเองสักหน่อย!]…เยี่ยเว่ยหมิง
พอส่งข่าวออกไป พนักงานร้านก็ยกอาหารร้อนระอุมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว “ยินดีต้อนรับลูกค้าสู่ภัตตาคารฝูกุ้ยที่เปิดโดยหวังฝูกุ้ย ผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านนี้ นี่เป็นเนื้อผัดฝูกุ้ยกับไก่ผัดฝูกุ้ย อาหารที่พ่อครัวใหญ่หวังฝูกุ้ยทำได้ดีที่สุด หวังว่าท่านจะโปรดปราน ผู้น้อยหวังฝูกุ้ย เป็นพนักงานร้านของร้านนี้ หากท่านพอใจกับการบริการของข้า ครั้งหน้าอย่าลืมมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วงงทันที “ร้านของเจ้ามีเจ้าเพียงคนเดียวหรือ”
“ไม่ใช่แน่นอน” เห็นได้ชัดว่าพนักงานร้านคนนี้คุยเก่ง เจ้าตัวอธิบายอย่างมีความอดทน “เถ้าแก่ ผู้จัดการร้าน พ่อครัวใหญ่รวมถึงพนักงานเล็กๆ อย่างข้าล้วนไม่ใช่คนเดียวกัน พวกเราเพียงชื่อหวังฝูกุ้ยเหมือนกันก็เท่านั้นเอง”
เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วหลุดขำ “อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น”
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” พนักงานยิ้มแห้ง “เป็นเพราะที่หมู่บ้านนี้ของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง หรือเด็กกับคนชรา ทุกคนชื่อหวังฝูกุ้ยหมด”
ทุกคนในหมู่บ้านเจ้าเป็นปีศาจกันหมดเลยหรือ
หมู่บ้านชื่อว่า ‘หมู่บ้านนั้น’ แถม NPC ทุกคนในหมู่บ้านยังชื่อหวังฝูกุ้ยอีก
มักง่ายขนาดนี้เชียวหรือ
จะว่าไปแล้ว ผู้ออกแบบเกมที่ออกแบบหมู่บ้านมือใหม่แห่งนี้ต้องแอบอู้งานขนาดไหนกันแน่
สำหรับ ‘หมู่บ้านนั้น’ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกหมดแรงจะบ่นแล้ว
[1] โก่วต้าน 狗蛋 แปลว่าลูกอัณฑะสุนัข
[2] ลิ่งหูชง 令狐冲 หรือเล่งฮู้ชง เป็นตัวเอกของ เรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร