วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566

196-200

บทที่ 196
หลังจากกินอาหารฝีมือพ่อครัวใหญ่หวังฝูกุ้ยแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไปจ่ายตำลึงเงินกับพนักงานหวังฝูกุ้ยในร้าน

เสร็จแล้วถึงได้ออกจากภัตตาคารฝูกุ้ยที่เปิดโดยเศรษฐีบ้านนอกหวังฝูกุ้ยอย่างพึงพอใจ ไปหาคนขับรถม้าที่ชื่อหวังฝูกุ้ยที่จุดพักม้า แล้วนั่งรถม้าจาก ‘หมู่บ้านนั้น’ ลงมาถึงตีนเขาชิงเฉิง

เมื่อครู่ตอนที่กำลังกินข้าว เยี่ยเว่ยหมิงก็ได้ติดต่อซานเย่ว์เพื่อถามข้อมูลของชีชีคนนั้นแล้ว

คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ [ทุกๆ เจ็ดวันชีชีจะอยู่ที่ภัตตาคารจานด่วนชีชีเจ็ดวัน เพื่อซื้อขายข่าวสารสำคัญบางอย่าง]

พูดง่ายๆ ก็คือ เจ้าหมอนี่นอกจากเป็นคนที่มีทักษะโดดเด่นในบรรดาผู้เล่นของสำนักชิงเฉิงแล้ว ยังเป็นผู้ให้ข่าวกรองที่ทันข่าวทันเหตุการณ์ด้วย ในมือมีแหล่งข่าวเป็นของตัวเอง]

สรุปก็คือเก่งมาก

เยี่ยเว่ยหมิงลงจากรถม้า เจอกับซานเย่ว์ที่รออยู่ในซุ้มน้ำชาที่อยู่ใกล้กับจุดพักม้าพอดี

พอสาวน้อยเห็นเยี่ยเว่ยหมิงปรากฏตัว นางก็จ่ายค่าน้ำชาทันที นางกล่าวทักทายขณะเดินมาต้อนรับเขา “ใช้ได้เลยนะอาหมิง! ออกไปเที่ยวเตร่แค่รอบเดียวก็พาน้องสะพานสวรรค์น้อยออกทีวีไปหลายรอบแล้ว ทั้งยังกำจัด BOSS ร่างแท้ในโหมดปกติไปสองคน กำจัด BOSS เลเวลห้าสิบห้าไปหนึ่งคน ตอนนี้ความสามารถของเจ้าเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยเลยล่ะสิ”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “ถ้าข้าบอกว่าข้าเกือบถูก BOSS เลเวลร้อยแปดสิบไล่สังหารจนเลเวลเหลือศูนย์ล่ะ เจ้าจะเชื่อไหม”

“หา!” ซานเย่ว์ตะลึงทันที รีบซักไซ้ว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “เรื่องมันผ่านไปแล้ว เออใช่ เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะฝึกแค่เคล็ดฝ่ามือกับอาวุธลับ ไม่คิดจะฝึกการใช้อาวุธโจมตีระยะประชิดอีกสักวิชาหรือ”

“ข้าไปเทียนจินรอบนี้ได้ผลตอบแทนมาไม่น้อยเลย ตอนนี้ในมือมีทวนยาวที่เป็นระดับอาวุธล้ำค่าอยู่หนึ่งเล่มพอดี ทั้งยังมีวิชาทวนระดับต้นอยู่อีกหนึ่งเล่ม ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะขายให้เจ้าถูกๆ เลย” เขาพูดพลางก็ส่งลิงก์ไอเทมของดาบสองคมสามแฉกและ ‘ทวนล่าชีพ’ ให้

เมื่อเห็นค่าสเตตัสของไอเทมสองชิ้นนี้แล้ว สาวน้อยก็อ้าปากค้างเป็นเลขศูนย์ครู่หนึ่ง จากนั้นรีบเอามือปิดปาก พยายามอดกลั้นไม่วู่ว่ามกรีดร้องออกมา

จากนั้นก็ใช้ช่องแชทส่วนตัวคุยกับเยี่ยเว่ยหมิง [ทวนยาวที่โจมตี +700! โอ้สวรรค์ เจ้าออกไปแค่รอบเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ของที่เยี่ยมยอดแบบนี้กลับมา!]

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ “เป็นอย่างไร อยากได้ไหม”

ที่จริงแล้ว หากนำไอเทมนี้ไปขาย ก็ไม่มีทางได้ราคาเท่ากับกระบี่ล้ำค่า หรือนวมที่อยู่ระดับอาวุธล้ำค่าแน่นอน แต่ถ้าขายในราคาหนึ่งพันเหรียญทองก็ถือว่าไม่มีปัญหา

และการขายต่อให้ซานเย่ว์ ก็ใช่ว่านางจะซื้อในราคาสูงขนาดนั้นไหวเสมอไป

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังหวังว่าจะใช้อาวุธเทพที่สามารถยกระดับความสามารถของผู้เล่นขึ้นมาได้หนึ่งระดับชิ้นนี้ไปกับแวดวงเพื่อนของตัวเอง

อย่างไรเสีย หากซานเย่ว์ยกระดับความสามารถของตัวเองขึ้นมาได้เร็ว นางก็จะได้เป็นผู้ช่วยที่แข็งแกร่งคนหนึ่งของเขาในอีกหลายๆ ภารกิจ

มูลค่าเพิ่มเติมแบบนี้ สำหรับเยี่ยเว่ยหมิงก็ถือว่าชดเชยความแตกต่างของราคาสามร้อยห้าสิบเหรียญทองนั่นได้แล้ว ถึงขั้นได้กำไรมากกว่านั้นด้วยซ้ำ

ทว่า เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงเอ่ยถามอีกครั้ง ซานเย่ว์กลับส่ายหน้าด้วยท่าทีแน่วแน่ “อาหมิง ไม่ใช่ว่าข้าเกรงใจเจ้าหรอกนะ…

…หากเจ้าปล่อยตำราลับวิชาทวนระดับสูง ข้าก็ต้องเรียนรู้มันก่อน แล้วค่อยหาหนทางจ่ายเงินเจ้าทีหลังแน่นอน…

…แต่ถ้ามันเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียว ข้าก็ไม่อยากเปลี่ยนทิศทางการเติบโตที่ตัวเองกำหนดไว้แล้วเพื่อมันหรอก”

นางชะงักเล็กน้อย แล้วพูดต่ออย่างจนใจว่า “อย่างไรเสียค่าตบะก็เป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก ข้าไม่อยากสิ้นเปลืองมันไปกับทักษะยุทธ์ที่อาจจะถูกคัดออกได้”

ที่จริงแล้ว เรื่องเคล็ดลับการอ่านตำราเพื่อประหยัดค่าประสบการณ์ เยี่ยเว่ยหมิงเคยบอกซานเย่ว์ไว้นานแล้ว

แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อคนอื่นลองใช้วิธีการนี้บ้างกลับไม่ได้ผลดี

ตามการวิเคราะห์ของเยี่ยเว่ยหมิง คงต้องทำผ่านคำแนะนำของ NPC ระดับสูงสักคน ถึงจะใช้งานฟังก์ชั่นนี้ได้กระมัง

แต่ในเมื่อซานเย่ว์ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้โน้มน้าวนางอีกเช่นกัน

ขณะที่พูดอยู่นั้น ทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าภัตตาคารที่มีสามชั้นแห่งหนึ่ง ป้ายที่ติดอยู่บนประตูใหญ่ของภัตตาคารเขียนไว้เด่นชัดว่า ‘ภัตตาคารจานด่วนชีชี’

นางหนูคนนี้ ยิ่งนับวันจะยิ่งชำนาญกับงานของเครื่องจับเท็จร่างมนุษย์มากขึ้นแล้ว ยิ่งนานวันยิ่งมีความตื่นตัว

เยี่ยเว่ยหมิงยกนิ้วหัวแม่มือให้นาง จากนั้นก้าวนำเข้าไปในภัตตาคารแล้ว

ตอนที่เพิ่งเข้าประตูมา ก็มี NPC พนักงานคนหนึ่งเข้ามาต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม “ลูกค้าทั้งสองท่าน จะมารับประทานอาหารจานด่วน หรือจะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมขอรับ”

เยี่ยเว่ยหมิงรู้ธรรมเนียมของที่นี่จากซานเย่ว์มาตั้งนานแล้ว ตอบอย่างใจเย็นทันที “ข้าต้องการพบเถ้าแก่ของพวกเจ้า”

เห็นได้ชัดว่าพนักงานรับมือกับสถานการณ์อย่างนี้บ่อย พอได้ยินก็ตอบทันทีว่า “หากต้องการพบเถ้าแก่ ก็ต้องใช้จ่ายในร้านนี้อย่างน้อยสิบเหรียญทอง…

…หากทั้งสองต่างคนต่างสั่งอาหารจานด่วน ราคาก็คือหกเหรียญทอง ไม่สู้ให้ข้าช่วยพวกท่านห่อให้อีกคนละส่วนเป็นอย่างไร…

…หรือจะเลือกพักที่นี่ก็ได้เช่นกัน พักชั้นบนของภัตตาคารแห่งนี้มีโบนัสการฝึกวิชา 20% ราคาชั่วโมงละแปดเหรียญทองก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วอดขำไม่ได้ “พวกเจ้าเปิดโรงเตี๊ยม แต่มีเพียงอาหารจานด่วนให้กินหรือ”

“ไม่ผิดหรอก ที่นี่พวกเรามีเพียงอาหารจานด่วน ทุกจานสามเหรียญทอง” พนักงานตอบ

ส่วนซานเย่ว์ก็บอกอยู่ข้างๆ ว่า “อาหารจานด่วนร้านพวกเขารสชาติไม่เลวเลย ได้ยินว่าจ้าง npc พ่อครัวใหญ่ค่าตัวสูงมาทำให้ ที่สำคัญที่สุดก็คือ หลังจากกินแล้วจะเพิ่มค่าสเตตัสโดยรวมห้าแต้ม ไม่ว่าจานไหนก็เพิ่มห้าแต้มเหมือนกันหมด ดังนั้นสามเหรียญทองยังถือว่าเป็นราคายุติธรรม”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วหันมาถามซานเย่ว์ว่า “เจ้ากินข้าวมาหรือยัง”

“เพิ่งกินมา”

“ข้าก็เหมือนกัน” เยี่ยเว่ยหมิงหันกลับไปมองพนักงานอีกครั้ง “ห่อให้พวกเราสี่อย่างก็พอ ตอนนี้พาข้าไปพบเถ้าแก่ของพวกเจ้าได้หรือยัง”

“เชิญทั้งสองตามข้ามา”

หลังจากพนักงานนำทั้งสองไปยังห้องเดี่ยวที่อยู่ติดหน้าต่าง ก็ให้ทั้งสองรออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็หันตัวเดินจากไป

ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที ประตูห้องก็ถูกคนผลักออกอีกครั้ง แต่ผู้ที่เดินเข้ามากลับเป็นชายหน้าขาวที่สวมชุดจิ้นจวง[1]สีเขียวอ่อนคนหนึ่ง

เขาไม่เพียงแค่มีผิวขาวบริสุทธิ์เท่านั้น แม้แต่หน้าตาก็งดงามที่สุดเช่นกัน หากพูดถึงระดับความหน้าตาดีอย่างเดียว ก็ไม่ด้อยกว่าหนุ่มน้อยไอดอลอย่างหลินผิงจือแน่นอน ไม่รู้ว่าเขามีผิวดีมาตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นเพราะตอนเข้ามาในเกมแล้วได้ปรับหน้าตาให้ดีขึ้น 30%

เพียงแต่เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย เนี่ยนเสียวเหนี่ยนบอกว่าเขาตุ้งติ้งเหมือนผู้หญิง คงจะมีนิสัยอิจฉาริษยาอยู่บ้างกระมัง

ตอนนี้ ซานเย่ว์ส่งข้อความในช่องทีมแล้ว ยืนยันว่าคนคนนี้คือชีชี

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังสังเกตอีกฝ่าย ชีชีก็นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเขาแล้ว พูดทักทายซานเย่ว์พร้อมรอยยิ้มก่อน “ยินดีต้อนรับแม่นางซานเย่ว์อีกครั้ง”

พูดจบก็หันไปมองเยี่ยเว่ยหมิง “แต่ครั้งนี้ คนที่ต้องการพูดคุยความในใจกับข้า น่าจะเป็นน้องชายคนนี้ ถ้าให้ข้าเดา เจ้าคงจะเป็นเยี่ยเว่ยหมิง ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักมือปราบเทพ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้ม “สหายชีก็ข่าวไวเชียวนะ”

ชีชีได้ยินแล้วยิ้มเรียบๆ ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ แต่พูดเข้าประเด็นว่า “วันนี้สหายเยี่ยมาพบข้า จะมาซื้อขายข่าว หรือซื้อขายอุปกรณ์กันแน่ล่ะ”

“ที่นี่ยังซื้อขายอุปกรณ์ได้ด้วยหรือ” เยี่ยเว่ยหมิงงงงันทันที

ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินซานเย่ว์พูดถึง

กลับเห็นชีชีส่ายหน้าน้อยๆ “บางคนมาซื้อข่าวกับข้าที่นี่ แต่ในมือไม่มีเงินสด ก็เลยนำอุปกรณ์มาจ่ายหนี้ พอเวลาผ่านไป ในมือข้าก็กักตุนสินค้าไว้ได้จำนวนหนึ่งเช่นกัน นำมาซื้อขายได้ ส่วนสาเหตุที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกแม่นางซานเย่ว์ ก็เพราะนางดูไม่เหมือนคนที่จะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้ออุปกรณ์”

ขณะที่พูด เขาก็ยังหยิบสมุดเล่มเล็กเล่มหนึ่งจากอกเสื้อมาวางบนโต๊ะด้วย ใช้มือขวากดลงบนนั้นเบาๆ ผลักไปตรงหน้าเยี่ยเว่ยหมิง “นี่คือค่าสเตตัสอุปกรณ์รวมทั้งราคาที่ข้ามี มอบให้โดยไม่คิดเงิน”

เยี่ยเว่ยหมิงรับสมุดภาพมาพลิกดู ไม่น่าเชื่อว่าในนั้นจะมีอุปกรณ์ระดับทองคำอยู่ห้าชิ้น อุปกรณ์คุณภาพสีเขียวสิบสามชิ้น รวมทั้งอุปกรณ์สีฟ้าอีกห้าสิบกว่าชิ้น

ค่าสเตตัสของอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน ราคาก็ไม่เท่ากันทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นราคาตลาด ไม่ถือว่าแพง แต่ก็ไม่ถือว่าถูกเช่นกัน

ดูจากราคาแล้ว หากนำของพวกนี้มารวมกัน ราคาก็ไม่ต่ำกว่าสองพันเหรียญทองแน่นอน!

แค่รายการราคาอย่างเดียว ก็เพียงพอให้เยี่ยเว่ยหมิงมองศิษย์ชิงเฉิงที่อยู่ตรงหน้านี้ด้วยสายตาใหม่ได้แล้ว

อย่างไรเสีย แค่ทรัพย์สินบนรายการราคาเล่มเดียว ก็เยอะกว่าเยี่ยเว่ยหมิงไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว!

ตอนนี้ยังถือว่าเกมเปิดเซิร์ฟได้ไม่นาน การที่สะสมทรัพย์สินได้มากขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้แน่นอน

การที่ตนเจียดเวลามาพบเขาสักครั้ง ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ

ฝั่งตรงข้ามก็เป็นสมุดภาพแบบเดียวกัน หลังจากซานเย่ว์เห็นแล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีจุดที่ยอดเยี่ยมอะไร นางรู้สึกว่าเยี่ยเว่ยหมิงแสดงความสามารถได้ไม่ด้อยกว่าใครแน่นอน

ส่วนด้านทรัพย์สิน…

ชีชีใช้เงินมาต่อเงิน แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับใช้โลงศพเพื่อเพิ่มเงิน ย่อมเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

พอวางสมุดลง เยี่ยเว่ยหมิงพลันเอ่ยว่า “ตั้งแต่พวกเราเข้าเกมมาจนถึงตอนนี้ ก็ถือว่ายังไม่นานมาก แต่สหายชีชีสร้างเครือข่ายข่าวสารได้ใหญ่โตขนาดนี้ภายในเวลาสั้นๆ คาดว่าต้องมีเคล็ดลับเฉพาะของตัวเองแน่นอน ไม่ทราบว่าข้อมูลนี้ เจ้าจะขายได้หรือเปล่า”

ชีชีคาดไม่ถึงว่าเขาไม่เอ่ยถามเรื่องสำนักชิงเฉิงทันที แต่กลับถามเรื่องนี้แทน หลังจากอึ้งนิดหน่อย ก็ตอบพร้อมรอยยิ้มทันที “ข้าเป็นคนทำการค้า มีข่าวก็ย่อมต้องขาย แต่ช่องทางทำเงินแบบนี้ ใช่ว่าเงินทองจะซื้อได้”

หลังจากชะงักเล็กน้อย บนใบหน้าชีชีก็เผยรอยยิ้มอันสดใสออกมา “ความสามารถของสหายเยี่ยก้าวหน้าเร็วราวกับเทพ ตอนนี้ก็ยิ่งสู้ตัวต่อตัวกับบอสเลเวลห้าสิบห้าได้แล้ว หากเจ้านำรากฐานที่ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาแลก ข้าก็จะบอกช่องทางทำเงินของข้า…

…ไม่ทราบว่าสหายเยี่ยคิดว่าอย่างไร”

[1] ชุดจิ้นจวง 劲装 เป็นชุดที่ทะมัดทะแมงเน้นความคล่องตัว กระโปรงไม่ยาวลากพื้น ชายแขนเสื้อถูกมัดเก็บไว้
บทที่ 197
รากฐานที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงแข็งแกร่งขึ้นก็ย่อมเป็น ‘เวทชันสูตรศพ’ กับ ‘เวทบรรจุศพ’ ที่มากับทักษะตัวอักษรฟ้า ‘รวมบันทึกล้างมลทิน’ ของสำนักมือปราบเทพอยู่แล้ว ของสิ่งนี้เมื่ออยู่ในเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’ ก็เป็นเหมือนของที่พิเศษไม่มีใครเหมือน ต่อให้พูดออกมาอีกฝ่ายก็ไม่มีทางเลียนแบบสำเร็จอยู่ดี

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่คิดจะบอก

แต่ถึงอย่างไร แม้คนอื่นจะเลียนแบบความสามารถของเขาไม่ได้ แต่กลับเพิ่มความกลุ้มใจให้เขาได้

ยกตัวอย่างเช่นหลังจากกำจัด BOSS แล้วก็กำจัดศพลบร่องรอยทันที การกระทำแบบนั้นน่าสะอิดสะเอียนสำหรับเขามากเช่นกัน

ยามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ถนัดเรื่องรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ยิ่งพูดมากก็ยิ่งมีข้อผิดพลาดมาก

ดังนั้น เยี่ยเว่ยหมิงจึงตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นสนทนาจากตัวเองไปเป็นจุดอื่น เขายิ้มบางๆ แล้วบอกว่า “ที่จริงต่อให้สหายชีชีไม่บอก ข้าก็พอจะเดาได้คร่าวๆ แล้วเช่นกัน”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วบอกว่า “ก่อนที่ข้าจะมาถึงที่นี่ ข้าก็ได้ตรวจสอบมาแล้วว่าภัตตาคารนี้แม้จะตั้งชื่อจากชื่อของสหายชีชี แต่สิทธิ์ในทรัพย์สินก็ยังเป็นทรัพย์สมบัติร่วมของสำนักชิงเฉิง ข้างหลังมีต้นไม้ใหญ่ย่อมเย็นสบายกว่า หลักการนี้ข้าก็เข้าใจเช่นกัน”

ชีชีกลับถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ตอนนี้กำลังคลอนแคลนอยู่ท่ามกลางพายุแล้ว”

บนใบหน้าเยี่ยเว่ยหมิงกลับเผยรอยยิ้มที่แฝงความหมายล้ำลึก “เช่นนั้นสำหรับคำพยากรณ์แรงลมของพายุนั่น ไม่ทราบว่าสหายชีชียินดีจะเสนอราคาเท่าไร”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงถามอย่างนี้ขึ้นมากะทันหัน ซานเย่ว์ที่อยู่ข้างกันก็อดอึ้งไม่ได้

จู่ๆ อาหมิงก็พูดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าคิดจะขายข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสำนักมือปราบเทพ

แต่เพราะความเชื่อใจที่มีต่อเยี่ยเว่ยหมิง นางจึงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ทำงานของตัวเองต่อไป นั่นก็คือสังเกตปฏิกิริยาของชีชีอย่างเงียบๆ

แต่จนกระทั่งตอนนี้ ชีชีก็ยังไม่ได้พูดโกหกเลยสักประโยค!

“หนึ่งพันห้าร้อยเหรียญทอง!” ชีชีเสนอราคาของตัวเอง “ในจำนวนนั้นหนึ่งพันเบิกคืนได้ ส่วนห้าร้อยข้าควักกระเป๋าตัวเอง”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ “ราคานี้ก็ไม่สูงนะ”

ส่วนชีชีก็ยิ้มเล็กน้อย “ถึงอย่างไรก็เป็นการพยากรณ์สภาพอากาศเท่านั้นเอง ไม่ใช่ไข่มุกสกัดลม[1]”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า ทำท่าวาดอะไรบางอย่างแล้วหันมาบอกอีกว่า “หากข้าต้องการข่าวที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ไม่ทราบว่าต้องจ่ายอย่างไร”

ชีชียังคงเสนอราคาอย่างไม่ลังเล แต่กลับเห็นเขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วพร้อมตอบอย่างใจเย็น “หนึ่งพันเหรียญทอง หรือไม่ก็อุปกรณ์ ตำราลับที่มีมูลค่าเท่ากัน แต่ไหนแต่ไรมาข้าเป็นคนไม่ชอบต่อรองราคา นี่คือขีดจำกัดของข้าแล้ว”

ซานเย่ว์คอยยืนยันข้อมูลอยู่ข้างๆ คำพูดของชีชีเป็นความจริงทุกประโยค

จากนั้น ทั้งสองก็ใช้ฝีปากหยั่งเชิงกันอีกพักหนึ่ง แล้วพนักงานก็ห่ออาหารจานด่วนสี่ห่อมาส่งให้เยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

ขณะมองกล่องข้าวที่หน้าตาเหมือนชามข้าวในมือ เยี่ยเว่ยหมิงก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอีกว่า “พวกเจ้าขายแค่อาหารจานด่วนหรือ”

ชีชีตอบอย่างสบายใจมาก “ข้าไม่ชอบการถกเถียงเหมือนกับที่ไม่ชอบต่อรองราคา โดยเฉพาะเสียงของพวกขี้เหล้า ฟังดูน่ารำคาญเป็นพิเศษ ดังนั้น ร้านนี้รับเฉพาะลูกค้าที่กินเสร็จแล้วเดินออกไป ไม่ต้อนรับพวกที่ทั้งกินทั้งดื่มแล้วถือโอกาสคุยเรื่อยเปื่อย กินมื้อเดียวก็นั่งเกือบครึ่งวัน”

“ฮ่าๆ สหายชีชีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ ด้วย” เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็อดยกนิ้วหัวแม่มือให้เขาไม่ได้ จากนั้นก็กุมหมัดคารวะ “แต่วันนี้เกรงว่าข้าจะอุดหนุนธุรกิจของเจ้าได้แค่อาหารจานด่วนสี่ห่อแล้ว ผู้น้อยยังมีธุระอื่นต้องจัดการ อยู่คุยเป็นเพื่อนสหายชีชีไม่ได้แล้ว”

จากนั้นชีชีก็ลุกขึ้น “เป็นอย่างที่คาดไว้ สหายเยี่ยไม่ได้หาเงินได้ง่ายขนาดนั้น แต่ครั้งหน้าก็ยินดีต้อนรับนะขอรับ!”

หลังจากออกจากภัตตาคารจานด่วนชีชีแล้ว ซานเย่ว์ก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ว่า “อาหมิง ดูท่าแล้ว เหมือนเจ้าจะให้ความสำคัญกับชีชีคนนี้มาก เขารับมือด้วยยากมากหรือ”

“ไม่ใช่ปัญหาว่ารับมือด้วยยากหรือไม่ยาก” หลังจากจัดเรียงคำพูดครู่หนึ่ง เยี่ยเว่ยหมิงก็บอกว่า “ข้าบอกกับเจ้าอย่างนี้แล้วกัน ในระหว่างที่เราทำภารกิจ หากมีใครสักคนที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนของพวกเรา คนคนนั้นก็เป็นชีชี ไม่ใช่อวี๋ชางไห่แน่นอน”

“ตกใจนะ!”

เมื่อได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงประเมินค่าสูงขนาดนี้ ซานเย่ว์ก็แลบลิ้นด้วยความตกตะลึงทันที “ร้ายกาจขนาดนี้เชียวหรือ”

“จะบอกว่าเขาร้ายกาจก็ไม่ได้เหมือนกัน สาเหตุหลักเป็นเพราะจุดเด่นของเกม ‘วีรบุรุษนิรันดร์กาล’” เยี่ยเว่ยหมิงอธิบาย “อย่างไรเสีย เกมก็ทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้เล่นเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังนั้นจึงต้องให้ผู้เล่นเข้าไปมีส่วนร่วมกับเนื้อเรื่องมากมาย”

หลังจากครุ่นคิดนิดหน่อย เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกถึงการเปรียบเทียบที่ตัวเองคิดไปเองว่าเหมาะสม “หากมองจากบางมุม สำนักมือปราบเทพกับสำนักชิงเฉิงก็เหมือนแคว้นเว่ย แคว้นสู่ แคว้นอู๋ในเรื่องสามก๊ก แล้วข้ากับชีชีก็เป็นกุนซือของสองฝั่งอำนาจ แม้จะไม่อาจยึดครองแคว้นทั้งหมดได้ แต่กลับควบคุมสถานการณ์การรบได้ในระดับหนึ่ง”

พอซานเย่ว์ได้ฟังเขาอธิบาย ก็อยากทำเป็นเล่นขึ้นมาทันที “เช่นนั้น หากจะเปรียบเทียบกุนซือสักคนในเรื่องสามก๊กกับชีชี เจ้าคิดว่าคนไหนเหมาะสมที่สุด”

“จย่าสวี่” เยี่ยเว่ยหมิงตอบโดยไม่ต้องคิด

“จย่าสวี่?” เห็นได้ชัดว่าซานเย่ว์ไม่เข้าใจความหมายของการเปรียบเปรยนี้ แต่ความสนใจของนางก็ไม่ได้อยู่กับเรื่องนี้ จึงเปลี่ยนประเด็นสนทนาทันที เปลี่ยนไปพูดเรื่องที่นางสนใจกว่าแทน “เช่นนั้น เจ้าก็คือจูเก๋อข่งหมิง[2]น่ะสิ”

“ไม่ ข้าคือเยี่ยเว่ยหมิง” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า

ซานเย่ว์ “???”

เยี่ยเว่ยหมิง “ทุกครั้งที่ข้าเล่นเกมธีมสามก๊ก ข้าชอบใช้ตัวละครที่ตัวเองสร้างมาเล่น ชื่อที่ใช้ก็คือเยี่ยเว่ยหมิงนี่แหละ เป็นแบบที่พลังรบ ค่าสติปัญญาและสกิลต่างๆ เต็มร้อยแต้ม”

“อาหมิง เจ้ารู้จักอายสักหน่อยได้ไหม” ซานเย่ว์กล่าว

“ฮ่าๆ…”

……

เขาให้ซานเย่ว์จับตาดูสถานการณ์ฝั่งเขาชิงเฉิงต่อไปขณะที่กำลังฝึกอัปเลเวล และเน้นย้ำให้นางจัดการเรื่องนี้ให้ดี หลังจากนี้รางวัลภารกิจจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน

จากนั้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ตรงไปยังจุดพักม้าของเขาชิงเฉิงเพื่อขึ้นรถม้าไปที่เฉวียนโจว จากนั้นนั่งเรือออกทะเล มุ่งสู่เขากระบี่เกาะเผิงไหลที่อยู่ในทะเล

หวังชู่อีต้องการให้ผู้เล่นเพิ่มเลเวลให้ถึงสี่สิบก่อนค่อยไปหาเขา ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงได้รู้ถึงความสำคัญของเลเวลในเกมนี้แล้ว

ยังมีเวลาอีกสิบกว่าวันกว่าจะถึงเวลาทำภารกิจ ‘ปราบชิงเฉิง’ สิ่งที่ควรจะเตรียมการไว้ล่วงหน้าก็ทำไว้หมดแล้ว ตอนที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่โต้ตอบอย่างชัดเจน ต่อให้เขานั่งเฝ้าอยู่ที่ตีนเขาชิงเฉิงก็ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย

ไม่สู้ใช้เวลาช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ไปเลยดีกว่า ฆ่ามอนสเตอร์อัปเลเวล รีบอัปให้ถึงเลเวลสี่สิบในเร็ววัน แล้วไปทำภารกิจช่วยคนของหวังชู่อี

เยี่ยเว่ยหมิงมีความรู้สึกบางอย่าง ในเมื่อจวนอ๋องจ้าวกล้าเรียกตัวเองว่าจวนอ๋อง แสดงว่าในนั้นจะต้องมีของดีมากมายแน่นอน

สถานที่แบบนี้ ถ้าเล่นรอบแรกจะต้องมีผลตอบแทนเยอะกว่าตอนรีเฟรชรอบที่สองกับที่สามแน่นอน

ถ้าปล่อยให้น้องดาบมาเล่นแผนที่พิเศษนี้จนกลายเป็นดันเจี้ยน ถึงตอนนั้นต่อให้เขาอยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกแล้ว

ก็เหมือนที่วังใต้ดินของเจดีย์เหลยเฟิง ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกับโหยวโหยวเล่นผ่านด้วยกันเป็นครั้งแรก ใช้ทักษะตัวอักษร ‘ฟ้า’ ของเขาหาพบตำรากับสารีริกธาตุซึ่งเป็นของที่ดีกว่าไอเทมที่ดรอปจากการทำเฟิร์สคิลบอสเสียอีก

แต่ตอนหลังเมื่อเขาไปที่นั่นอีกครั้ง นอกจากบอสเล็กๆ เลเวลสิบห้า ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นแล้วจริงๆ

ดังนั้น การลุยดันเจี้ยนเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำตั้งแต่เนิ่นๆ

มีเพียงการเล่นให้ผ่านเป็นครั้งแรกเท่านั้น ถึงจะกอบโกยได้ถึงอกถึงใจที่สุด

แบนนั้นจะได้ผลตอบแทนเยอะที่สุด!

ไม่อย่างนั้นหลังจากผ่านเฟิร์สคิลไปแล้ว แผนที่พิเศษก็อาจจะกลายเป็นดันเจี้ยน

แผนที่พิเศษมีอะไรดีที่สุด

คำตอบก็คือแผนที่พิเศษชอบดรอปสมบัติ

ดันเจี้ยนมีอะไรดีที่สุด

ก็มีเรื่องราวของดันเจี้ยน…แค่กๆ ก็จะเจอแค่ร่องรอยที่คนก่อนหน้านี้เคยมายึดพื้นที่ไว้

เขากระบี่เกาะเผิงไหลจัดเป็นจุดอัปเลเวลนอกเมือง จุดอัปเลเวลบนเกาะมีมอนสเตอร์ร่างมนุษย์ที่ใช้อาวุธประเภทกระบี่เป็นหลัก มีตั้งแต่เลเวลยี่สิบถึงเลเวลเจ็ดสิบ

มีมอนสเตอร์มากหมายหลายแบบ เช่นมือกระบี่ นักกระบี่ จอมกระบี่ จอมกระบี่ทะเลบูรพา ปรมาจารย์กระบี่ ทั้งยังมีจุดรวมตัวของโรนินกับนินจาที่มาจากทะเลบูรพาด้วย มีให้ผู้เล่นเลือกหลายเลเวลแตกต่างกันไป

ดูจากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น เขากระบี่เกาะเผิงไหลแห่งนี้ช่างเป็นทำเลทองสำหรับอัปเลเวลตามคำร่ำลือจริงๆ

ทว่าในความเป็นจริง ผู้เล่นที่กล้ามาอัปเลเวลที่นี่มีน้อยจนนับนิ้วได้ ถึงขนาดว่าผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้วยังไม่เห็นผู้เล่นสักคนเลยก็มี

สถานการณ์นี้เกิดจากสองสาเหตุหลัก

สาเหตุแรกก็คือ เขากระบี่เกาะเผิงไหลตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเล จากจุดพักม้าจนถึงท่าเรือยังมีเส้นทางเดินเท้าที่ไม่ใกล้ไม่ไกลอีกช่วงหนึ่ง แถมทั้งเกาะก็ไม่มีร้านค้าของระบบสักร้าน ไม่ว่าผู้เล่นจะซื้อของตุนไว้ หรืออยากจะขายอุปกรณ์ขยะที่ดรอปได้จากมอนสเตอร์ทิ้ง ก็ล้วนต้องกลับเข้าไปในเมืองที่อยู่บนฝั่ง การเทียวไปเทียวมาแบบนี้ทำให้เสียเวลาไม่น้อย

ถ้าเป็นเพราะสาเหตุนี้ ที่จริงก็ไม่อาจหยุดยั้งผู้เล่นที่ต้องการมาอัปเลเวลได้

สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เขากระบี่เกาะเผิงไหลไม่ได้รับความนิยมจากผู้เล่นก็คือ BOSS แผนที่นอกเมือง ร้ายกาจทั้งสามบนเกาะ:

ตู้ชิงเฟิง ‘นักกระบี่อวิ๋นสยา’ เลเวล 70

เยี่ยนผู่ ‘นักกระบี่อวิ๋นไถ’ เลเวล 75

และ โม่ฉีอวี่ซิว ‘นักกระบี่ไร้ลักษณ์’ เลเวล 85!

เจ้าพวกนี้ไม่เพียงแค่เลเวลสูง ความสามารถเยี่ยมยอด ทั้งยังเป็นประเภทที่ไม่ได้อยู่รอตามจุดที่แน่นอน แต่วนเวียนไปทั่วเกาะตลอดทั้งวัน หากผู้เล่นถูกพวกมันพบเข้า โดยส่วนใหญ่ก็จะถูกส่งกลับจุดฟื้นชีพที่เมืองเฉวียนโจวทันที

ความแข็งแกร่งของ BOSS สามคนนี้ แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ยังต้องเลือกเผ่นทันทีที่พบ ถ้าคิดจะปะทะซึ่งหน้าก็เท่ากับรนหาที่ตาย!

ต่อให้คำนึงถึงค่าประสบการณ์และค่าตบะของตัวเอง แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่ก็ไม่เลือกมาอัปเลเวลที่นี่อยู่ดี เพราะถึงอย่างไรก็มีจุดอัปเลเวลที่เหมาะสมตั้งมากมาย ไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงอันตรายที่นี่เลย

พอเป็นแบบนี้ ก็ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงที่ถอนตัวจากเงื้อมมือสาม BOSS ได้อารมณ์ดีแล้ว

เขากระบี่เกาะเผิงไหลที่ใหญ่โตขนาดนี้ แต่แทบจะมีแค่เขาคนเดียวที่เป็นผู้เล่นตีมอนเตอร์อัปเลเวลที่นี่

จะตีมอนสเตอร์อย่างไรก็ตีได้ตามสบาย ไม่มีใครมาแย่งมอนสเตอร์ มีมอนสเตอร์ให้ตีอยู่ทั่วทุกที่

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการรีเฟรช BOSS เล็กๆ ออกมาเป็นระยะด้วย ทำให้ตอนที่เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการตีมอนอัปเลเวลกระปรี้กระเปร่าขึ้นมานิดหน่อย สิบกว่าวันมานี้ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะไม่รู้สึกจืดชืดเลยสักนิด กลับได้รับผลตอบแทนเต็มไม้เต็มมือด้วยซ้ำ

ในระหว่างนั้น เขาก็กลับฝั่งหลายรอบเพื่อซื้อของ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้ใช้งานตุนไว้ ก่อนจะถึงเวลาปฏิบัติภารกิจสำนักชิงเฉิง ในที่สุดเขาก็เก็บค่าประสบการณ์สำหรับใช้อัปจากเลเวลยี่สิบสามเป็นเลเวลยี่สิบเจ็ดได้ 86% แล้ว

แม้การทำแบบนี้ต่อไปจะทำให้เขามั่นใจว่าจะอัปเลเวลให้ถึงยี่สิบแปดได้ก่อนเริ่มศึกตัดสิน แต่เขาก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาเลือกไปรวมตัวกับซานเย่ว์และเฟยอวี๋ล่วงหน้า เตรียมตัวจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยในคราเดียวที่งานเลี้ยงวันเกิดของอวี๋ชางไห่วันพรุ่งนี้!

[1] 定风珠 อาวุธของพระโพธิสัตว์เล่งเกี๊ยด หรือหลิงจี๋ผูซาในนิยายไซอิ๋ว มีพลังวิเศษช่วยสกัดลมได้

[2] จูเก๋อข่งหมิง 诸葛孔明 หรือที่รู้จักกันในชื่อจูกัดเหลียง ชื่อรองคือขงเบ้ง ตัวละครจากนิยายสามก๊ก
บทที่ 198
ในระหว่างที่ฝึกหนักต่อเนื่องสิบกว่าวัน สิ่งที่เยี่ยเว่ยหมิงได้เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ค่าประสบการณ์กับเลเวลเท่านั้น ค่าตบะกับอุปกรณ์ก็ได้มาไม่น้อยเช่นกัน

หลังจากฝึกเสร็จ ความสามารถของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง แม้จะไม่ได้ชัดเจนเหมือนหลายครั้งก่อน แต่ก็ถือว่าได้นำผลตอบแทนจากภารกิจหลายครั้งก่อนมาย่อยใช้ในเบื้องต้นแล้ว

อย่างน้อย สำหรับทักษะวิทยายุทธ์แต่ละอย่างที่เรียนรู้มาใหม่ หลังจากทดลองใช้ซ้ำไปซ้ำมา เมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ เขาใช้งานมันได้ชำนาญขึ้นมากแล้ว

กล่าวได้ว่าระหว่างที่เก็บตัวฝึกฝนอัปเลเวล ขีดจำกัดความสามารถของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ในขณะที่ฆ่าบอสเลเวลต่างๆ พวกนั้น เขาก็ดรอปได้อุปกรณ์คุณภาพดีไม่น้อย หลังจากเก็บอุปกรณ์สีทองกับอุปกรณ์สีเขียวไว้แล้ว เขาก็ส่งอุปกรณ์สีฟ้าทั้งหมดให้ซานเย่ว์นำไปขาย นี่ก็คือที่มาของเงินที่ใช้สำหรับซื้อโลงไม้หวงฮว่าห้าโลง

แน่นอน เงินที่ได้จากการขายอุปกรณ์พวกนี้ เขาได้รับไปเก้าส่วน ซานเย่ว์ที่รับหน้าที่ทำธุรกรรมได้รับกำไรส่วนแบ่งไปหนึ่งส่วน

ถึงอย่างไรทุกคนก็งานยุ่งมาก จะให้คนอื่นมาทำงานให้เปล่าๆ คงไม่ได้

เพียงแต่แม้ครั้งนี้จะดรอปของได้เยอะ แต่ในจำนวนนั้นมีของที่มีประโยชน์กับเยี่ยเว่ยหมิงน้อยมาก อย่างไรเสีย อุปกรณ์ที่เขามีตอนนี้ก็ฟุ่มเฟือยมากพอแล้ว

หลังจากเลือกไปเลือกมา ก็ได้อุปกรณ์สีทองเพิ่มมาเพียงสองชิ้นเท่านั้น

[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีทอง): แหวนที่สลักภาพกระบี่ไว้]

โจมตี +100

ป้องกัน +100

ความเร็วในการโจมตีอาวุธประเภทกระบี่ +10%

……

หยกพกกระบี่อวิ๋นไถ (สีทอง): หยกพกรูปกระบี่ล้ำค่าชิ้นหนึ่ง

พละกำลัง +100, กำลังภายในสูงสุด +500, กำลังภายใน +20%

……

มองไม่ผิดหรอก เยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนสวมแหวนวงใหม่ แต่ยังชื่อว่า ‘แหวนกระบี่อวิ๋นไถ’ เหมือนเดิม

อุปกรณ์แบบนี้พบเห็นได้บ่อยมากที่เขากระบี่เกาะเผิงไหล

แหวนที่ดรอปได้จากที่นี่ ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ‘แหวนกระบี่อวิ๋นไถ’ แต่ในจำนวนนั้นมีค่าสเตตัสสูงต่ำต่างกัน กระทั่งแม้แต่คุณภาพก็มีแบ่งเป็นสีฟ้า สีเขียวและสีทอง

แหวนที่เฟยอวี๋ขายให้เยี่ยเว่ยหมิงที่สำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนหน้านี้ นับเป็นแหวนอุปกรณ์สีเขียวที่ค่าสเตตัสค่อนข้างแย่วงหนึ่งเท่านั้น

และชุดเซ็ทเครื่องประดับแบบนี้ ก็แบ่งเป็นทั้งหมดสามชิ้น

แหวนกระบี่อวิ๋นไถ จี้หยกกระบี่อวิ๋นไถและหยกพกกระบี่อวิ๋นไถ

แบ่งเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในตำแหน่งแหวน สร้อยและหยกพก

ในจำนวนนั้น แหวนคืออุปกรณ์ที่ใส่ได้สองวง เยี่ยเว่ยหมิงจึงเปลี่ยนสวม ‘แหวนกระบี่อวิ๋นไถ’ คุณภาพสีเขียวที่ค่าสเตตัสดีกว่าแทนอุปกรณ์เดิม

ค่าสเตตัสมีดังนี้

[แหวนกระบี่อวิ๋นไถ (สีเขียว): แหวนที่สลักภาพกระบี่ไว้]

โจมตี +50

ป้องกัน +50

ความเร็วในการโจมตีอาวุธประเภทกระบี่ +5%

……

อุปกรณ์ที่ดรอปได้จากเขากระบี่เกาะเผิงไหล ส่วนใหญ่จะเหมือนกับมอนสเตอร์ของที่นี่ ล้วนเป็นประเภทพลังโจมตีสูงและอัตราดรอปไอเทมสูง แม้แต่อุปกรณ์ที่เสริมค่าสเตตัสป้องกันอย่างแหวนกระบี่อวิ๋นไถก็ยังมีน้อยมาก

เมื่อเทียบกับตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็รู้สึกว่าอุปกรณ์ที่ดรอปได้จากที่นี่เหมือนจะเหมาะกับผู้เล่นที่มีขีดจำกัดทางทักษะอย่างน้องดาบมากกว่า

หลังจากเปลี่ยนอุปกรณ์พวกนี้แล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นทำให้ค่าสเตตัสของเยี่ยเว่ยหมิงเปลี่ยนแบบพลิกโฉม แต่กลับทำให้อัตราการทำดามเจเพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

ต่อไปเวลาตั้งทีมแย่งฆ่ามอนสเตอร์ เขาก็ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นเหมือนกัน

……

ตีนเขาชิงเฉิง ภัตตาคารซู่เจิน

นี่คือร้านอาหารที่เปิดโดยผู้เล่น เหมือนในชีวิตจริงเถ้าแก่ก็เป็นพ่อครัวที่เรียนจบหลักสูตรพ่อครัวมืออาชีพเช่นกัน เมื่ออยู่ในเกมแม้จะเข้าเป็นศิษย์สำนักชิงเฉิง แต่ไม่ค่อยสนใจการฝึกยุทธ์ ฆ่ามอนสเตอร์ อัปเลเวลสักเท่าไร กลับฝึกฝีมือการทำครัวได้ไม่เลวเลย ตอนหลังร่วมทุนกับเพื่อนหลายคน เปิดภัตตาคารซู่เจินร้านนี้

ส่วนชื่อของภัตตาคารนี้ แน่นอนว่าตั้งตามกระแสนิยมของไป๋ซู่เจิน[1] ตั้งอยู่ตรงตีนเขาชิงเฉิง ราคาอาหารก็นับว่ายุติธรรม ธุรกิจได้รับความนิยม

ขณะนี้เอง ในห้องเดี่ยว ‘เป่าเหอถัง’ ที่อยู่ชั้นสองของภัตตาคาร ผู้เล่นชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังนั่งร่วมโต๊ะกัน แต่กลับต่างคนต่างหลับตาฝึกกำลังภายใน ไม่มีท่าทีว่าจะสื่อสารพูดคุยกันเลยสักนิด

ชายหญิงที่เกรงใจและเคารพซึ่งกันและกันขนาดนี้ได้ แน่นอนว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างเฟยอวี๋กับซานเย่ว์

ตั้งแต่ซานเย่ว์เริ่มทำภารกิจครั้งแรก นางก็ไม่ชอบขี้หน้าคนที่ชอบชิงดีชิงเด่นอย่างเฟยอวี๋แล้ว ถ้าไม่สนใจเขาได้ นางก็ไม่สนใจเขาแน่นอน

เฟยอวี๋เองก็ไม่ได้มีคุณบัติของสุนัขขี้ประจบ เขาจึงไม่เป็นฝ่ายเข้าหาให้ตัวเองถูกเมินเช่นกัน

เป็นเช่นนี้อยู่นานมาก ในที่สุดซานเย่ว์ก็โคจรกำลังภายในรอบใหญ่สำเร็จไปหนึ่งรอบ นางมองประตูห้องที่ยังเงียบเชียบปราดหนึ่ง ในที่สุดก็เปิดแถบรายชื่อเพื่อนในหน้าอินเตอร์เฟสขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว เปิดรูปโปรไฟล์ของสะพานสวรรค์น้อยแล้วส่งจดหมายคุยกัน

พิราบสื่อสารราคาบรรทัดละหนึ่งเหรียญเงิน สำหรับซานเย่ว์ในตอนนี้ ไม่ถือว่าเป็นราคาที่รับได้ยากแล้ว

เมื่อเห็นน้องสาวคนนี้ยอมใช้พิราบสื่อสารคุยกับคนอื่นแทนที่จะสนใจตน เฟยอวี๋ก็อดจนใจไม่ได้ เขาหันไปมองทิวทัศน์ไกลๆ ของเขาชิงเฉิง ปากเริ่มพึมพำบ่นกับตัวเอง

“ทำงานใหญ่ได้แท้ๆ แต่ข้ากลับต้องวิ่งเต้นไปทั่ว เหนื่อยเหมือนสุนัขใกล้ตาย…

…เป็นผู้แข็งแกร่งที่สู้ตัวต่อตัวกับ BOSS ได้แท้ๆ แต่ข้ากลับยังต้องบากบั่นอัปเลเวล…

…มีค่าสเตตัสที่แข็งแกร่งแท้ๆ แต่กลับยังต้องฝึกเทคนิคการต่อสู้…”

“แล้วอย่างไรต่อ” หลังจากแน่ใจแล้วว่าฝั่งสะพานสวรรค์น้อยกำลังยุ่งอยู่กับการทำภารกิจสำนัก ในที่สุดซานเย่ว์ก็ขานรับเฟยอวี๋ “เจ้าอยากจะสื่ออะไรกันแน่”

“ไม่ได้จะสื่ออะไรหรอก” เฟยอวี๋หัวเราะเจื่อน “สิ่งที่ข้าเพิ่งบอกไป ก็คือความแตกต่างระหว่างข้ากับหมิงหมิงอย่างไรล่ะ!”

“หึหึ…”

ซานเย่ว์ได้ยินเขาพูดแบบนี้ ก็อดขำเสียงใสเหมือนระฆังเงินไม่ได้ อากาศในห้องดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเยอะเลย

ตอนนี้เอง ประตูห้องถูกคนผลักออก ตามด้วยเสียงของเยี่ยเว่ยหมิง “ขอโทษทีนะ ข้ามาสายไปหน่อย”

เฟยอวี๋ได้ยินแล้วกลอกตามองบน “ก็มาสายจริงๆ นั่นแหละ”

ก็ใช่น่ะสิ เขากับซานเย่ว์มาถึงก่อนเวลานัด ผลปรากฏว่าตอนนี้ผ่านเวลานัดไปแล้วพักใหญ่ เจ้าหมอนี่ถึงได้โผล่มา

เยี่ยเว่ยหมิงหัวเราะแห้งแล้วนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ พร้อมอธิบายว่า “เดิมทีข้าเตรียมจะกลับมาให้ทันเวลา แต่กลับคาดไม่ถึงว่าตอนกำลังจะออกเดินทาง แถวนั้นก็มีบอสเลเวลสี่สิบที่ชื่อปิงอู่จิ้นโผล่มา ทั้งยังเป็นนินจาจากทะเลบูรพาอีก พอโผล่มาก็เริ่มโจมตีข้าทันที มีทั้งวิ่งสู้ ซุ่มโจมตี ลอบจู่โจมอีกเยอะแยะ น่ารำคาญสุดๆ! ข้าใช้เวลาไปตั้งนานกว่าจะฆ่าเขาตายได้ ก็เลยมาสายนี่ไง”

“อ้อ?” ซานเย่ว์ได้ยินแล้วตาเป็นประกายทันที “ดรอปอะไรบ้างล่ะ”

เยี่ยเว่ยหมิงนำแผ่นเหล็กออกมาวางบนโต๊ะเสียงดัง ‘แกร๊ง’ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเฟยอวี๋ “มีแค่อันนี้ เครื่องประดับผู้ชายที่ติดตรงหมวก ช่วงนี้เฟยอวี๋รวบรวมข่าวในยุทธภพก็ถือว่าลำบากสร้างผลงานเช่นกัน ข้ามอบสิ่งนี้เป็นรางวัลให้เจ้า”

“เฮอะ! เจ้ามีสิทธิ์แจกรางวัลหรือไง” ปากก็บอกแบบนี้ แต่มือของเฟยอวี๋รับแผ่นเหล็กนั้นมาดูค่าสเตตัสของมันแต่โดยดี

[ที่คาดหัวนินจา (สีเขียว): ที่คาดหัวนินจาสำนักโคงะแห่งทะเลบูรพา]

ป้องกัน +30

ท่าร่าง +30

โจมตี +60

……

เมื่อได้เห็นค่าสเตตัสของอุปกรณ์นี้ แล้วได้ยินว่ามอบให้ตน เฟยอวี๋ก็ไม่ปลื้มทันที “เจ้าส่งหมวกสีเขียว[2]ให้ข้าหมายความว่าอะไร”

“มองให้ดีสิ นี่เป็นที่คาดหัว ไม่ใช่หมวก” เยี่ยเว่ยหมิงตอบอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำ

“เหอะ! ใครอยากได้ของที่เจ้าให้กันล่ะ” เฟยอวี๋แสดงออกว่าไม่รับน้ำใจ พร้อมส่งคำขอซื้อขายให้เยี่ยเว่ยหมิง วางเงินไว้บนนั้นหนึ่งร้อยเหรียญทอง “ข้าซื้อ!”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่เกรงใจเขาเช่นกัน กดยืนยันให้การซื้อขายนี้สำเร็จเสียเลย

ตอนนี้ ซานเย่ว์ที่อยู่ข้างๆ กลับถามอย่างรู้สึกขำ “ซื้อหมวกเขียวให้ตัวเอง รู้สึกเป็นเกียรติมากสินะ”

“มองให้ดี นี่คือที่คาดหัว ไม่ใช่หมวก!” เฟยอวี๋เถียงกลับทันที

เอิ่ม บทพูดแบบนี้ฟังดูคุ้นๆ หรือเปล่า

หลังจากล้อเล่นง่ายๆ ไปสองสามประโยค ศิษย์ทั้งสามของสำนักมือปราบเทพก็รีบจบวงจรการทำร้ายกันเอง

เยี่ยเว่ยหมิงกลับมาปั้นสีหน้าจริงจังคนแรก “พรุ่งนี้ก็ถึงวันจัดงานเลี้ยงวันเกิดของอวี๋ชางไห่แล้ว ฝั่งพวกเจ้าพบความผิดปกติอะไรหรือเปล่า”

ซานเย่ว์ส่ายหน้า สื่อว่าทุกอย่างปกติ

แต่พอลองคิดไปคิดมาก็รู้แล้วว่าหากชีชีอยากจะเคลื่อนไหว จะต้องปิดบังพวกเขาแน่นอน ซานเย่ว์เพียงถือโอกาสสืบข่าวในระหว่างที่ฝึกอัปเลเวล ย่อมไม่อาจรู้ข้อมูลลับอะไรได้

เฟยอวี๋เปลี่ยนใส่ที่คาดหัวนินจาแล้ว แต่มีอุปกรณ์ภายนอกคอยปิดบัง จึงมองไม่ออกว่าเขาใส่มัน ตอนนี้ก็ตอบเช่นกันว่า “สถานการณ์ในยุทธภพก็ยังเป็นอย่างนั้น สำนักซงซานเคลื่อนไหวได้ครึกโครมมาก ผู้เล่นกลุ่มใหญ่กำลังรวบรวมหลักฐานว่าสำนักชิงเฉิงสมคบกับฝ่ายพรรคฝ่ายมาร วิธีการต่างๆ ไม่ใช่ความลับอะไรอีกแล้ว เล่นกันเต็มที่จริงๆ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วซักไซ้ต่อ “แล้วสำนักหัวซานล่ะ”

“สงบเสงี่ยม สงบเสงี่ยมเหนือความคาดหมาย” เฟยอวี๋กล่าวเสียงต่ำ “เย่ว์ปู้ฉวินเหมือนจะเก็บตัวฝึกวิชามาตลอด แม้แต่หนิงจงเจ๋อ ฮูหยินของเขาที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง ก็ถึงขั้นถูกเขาส่งจดหมายเรียกให้กลับไป ตอนนี้เหลือเพียงลิ่งหูชงคนเดียวที่เป็นตัวแทนของสำนักหัวซานไปร่วมงานวันเกิดของอวี๋ชางไห่…

…แต่เช้าวันนี้ ลิ่งหูชงที่เพิ่งไปถึงก็ปะทะกับสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงแล้ว นอกจากซ้อมสี่คนนั้นไปยกหนึ่ง ยังตั้งฉายาให้พวกเขาใหม่ด้วย เรียกว่า ‘หมูป่าหมีควาย สี่เดรัจฉานแห่งชิงเฉิง’ แล้วก็พูดประมาณว่าสุดยอดทักษะของสำนักชิงเฉิงเป็น ‘ท่าห่านป่าโก่งก้นร่อนพื้นทราย’ จากนั้นก็ถูกอวี๋ชางไห่ลงมือสั่งสอนจนสาหัส…

…ดูท่าแล้ว สำนักหัวซานคงมาร่วมงานวันเกิดนี้ไม่ได้แล้ว”

พอพูดถึงเรื่องนี้ เฟยอวี๋ก็อดกลุ้มใจไม่ได้ “พอมาดูตอนนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ที่พวกเราส่งข่าวบอกสำนักหัวซาน ถือเป็นการทำเกินความจำเป็นหรือเปล่า เย่ว์ปู้ฉวินไม่ได้เรื่องเลย! หรือว่าจุดประสงค์ของเจ้าก็แค่เพื่อชิงกระบี่จินสยากลับมา”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าเบาๆ “นี่ต่างหากจุดที่ยอดเยี่ยมที่แท้จริงของเย่ว์ปู้ฉวิน”

“หมายความว่าอย่างไร” เฟยอวี๋ขมวดคิ้ว

เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้อธิบายแนวคิดให้เขาฟังโดยละเอียด เพียงตอบอย่างแน่ใจมากว่า “ถ้าข้าเดาไม่ผิด ในงานเลี้ยงวันเกิดพรุ่งนี้ เย่ว์ปู้ฉวินจะต้องโผล่มาด้วยตัวเองแน่นอน ถึงขั้นเตรียมของขวัญที่ทุกคนคาดไม่ถึงไว้ให้อวี๋ชางไห่ด้วย”

พรึ่บพรั่บ…ตอนนี้เอง จู่ๆ พิราบขาวตัวหนึ่งก็บินทะลุหน้าต่างมาเกาะบนบ่าซานเย่ว์แล้วหายไป

หลังจากสาวน้อยอ่านจดหมายแล้วก็มองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “เย่ว์ปู้ฉวิน เจ้าสำนักหัวซานเพิ่งปรากฏตัวที่ตำบล เหมือนเขาจะด่าทอลิ่งหูชงที่กำลังบาดเจ็บสาหัสด้วย!”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ฟังแล้วเผยรอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าทันที “วิธีการนี้ของเย่ว์ปู้ฉวินช่างโหดจริงๆ ข้าอยากจะเห็นนักว่าครั้งนี้ชีชีเตรียมจะกู้สถานการณ์อย่างไร”

[1] ไป๋ซู่เจิน 白素贞 นางเอกเรื่องตำนานรักนางพญางูขาว

[2] สวมหมวกเขียว 戴绿帽 หมายถึง สวมเขา
บทที่ 199
หลังเที่ยงวันต่อมา ศิษย์ทั้งสี่ของสำนักมือปราบวิ่งตามทางเล็กๆ ขึ้นไปยังยอดเขาชิงเฉิง

เยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ ซานเย่ว์ นอกจากผู้เล่นสามคนนี้แล้ว ยังมีคนชุดแดงสวมหมวกงอบอีกคนตามติดมาข้างหลัง

ท่าร่างของคนผู้นี้ทั้งว่องไวทั้งประหลาด เป็นท่าร่างที่เหนือกว่าพวกเยี่ยเว่ยหมิง เพียงแต่ไม่อยากทำตัวเด่นเกินพวกเขา ถึงได้ตามอยู่ท้ายกลุ่มอย่างไม่รีบร้อนแต่ไม่อืดอาดเกินไป

ท่ามกลางเสียงพรึ่บพรั่บๆๆๆ จู่ๆ ก็มีพิราบขาวโผล่มาอีกตัว มาเกาะบนบ่าของซานเย่ว์

หลังจากสาวน้อยอ่านข้อความปราดหนึ่งก็บอกว่า “จั่วเหลิ่งฉานแห่งสำนักซงซานปรากฏตัวอยู่ตรงเขาชิงเฉิงแล้ว คนที่ร่วมเดินทางมากับเขายังมีเฟ่ยปิน ฉายามือต้าซงหยาง หนึ่งในสิบสามผู้พิทักษ์ของซงหยาง เล่อโฮ่ว ฉายามือใหญ่หยินหยาง จงเจิ้น ฉายากระบี่เก้าเพลง รวมทั้งศิษย์ซงหยางอีกเกือบร้อยคน”

พอได้ฟังข่าวนี้ เฟยอวี๋ก็อดสูดหายใจเฮือกไม่ได้ “จากข้อมูลที่ข้ามี สิบสามผู้พิทักษ์แห่งซงซานอยู่อันดับต้นๆ แต่ละคนมีศักยภาพใกล้เคียงเจ้าสำนักห้าขุนเขากระบี่ ไม่ต้องพูดถึงการโจมตีอวี๋ชางไห่คนเดียวเลย!…

…จั่วเหลิ่งฉานคนนี้ไม่ใช่แค่มาด้วยตัวเอง ทั้งยังพาผู้พิทักษ์อันดับต้นๆ จากสิบสามผู้พิทักษ์มาด้วย เขามาเพื่อกำจัดอวี๋ชางไห่ชัดๆ!”

เฟยอวี๋ชะงักไปครู่เดียว แล้วก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “แต่ซานเย่ว์ เมื่อวานข้าก็อยากจะถามเจ้าอยู่พอดี อย่าบอกนะว่าในเวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวัน เจ้าก็มีเครือข่ายข่าวกรองที่ชิงเฉิงเป็นของตัวเองแล้ว”

“ไม่บอกเจ้าหรอก!” ซานเย่ว์เชิดหน้าตอบอย่างลำพองใจ

เฟยอวี๋หาเรื่องให้ตัวเองลำบากใจแล้ว ไม่น่าเลย เขาก้มหน้าเดินทางต่อไป

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ยิ้มบางๆ แล้วพูดไปเรื่อยว่า “ตอนนี้ความสามารถในการทำงานของเจ้าดีขึ้นเรื่อยๆ ข้าโล่งอกแล้ว”

ซานเย่ว์เผยรอยยิ้มบนใบหน้าทันที “ที่จริงจะว่าไปแล้ว ก็ต้องขอบคุณอุปกรณ์พวกนั้นที่เจ้าเคยฝากให้ข้าขาย ข้าคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องขายทิ้ง ไม่สู้ตั้งแผงขายใกล้ๆ สำนักชิงเฉิงไปเลยดีกว่า ผลก็คือเจอหัวหน้าพรรคเล็กๆ คนหนึ่งกำลังฝึกอัปเลเวลอยู่แถวนั้น…

…เพราะอุปกรณ์ที่เจ้าให้มามีคุณภาพดีมาก ทั้งยังมีจำนวนมาก ในระหว่างที่ต่อรองราคากัน พวกเราก็เลยพูดคุยจนสนิทกันแล้ว…

…หลังจากรู้ว่าพรรคของพวกเขาฝึกอัปเลเวลบริเวณนี้ ข้าก็ฝากฝังให้นางรวบรวมข่าวชั้นหนึ่งแถวนี้มาให้ โดยเฉพาะทิศทางการเคลื่อนไหวของพวก NPC ขอเพียงข่าวมีมูลความจริง ข้าก็จะจ่ายเงินตามบรรทัด นางเองก็ตอบตกลงด้วยความยินดีเช่นกัน”

ขณะที่พูด นางยังขยิบตาให้เยี่ยเว่ยหมิงด้วย “พรรคนั้นแม้จะเล็ก แต่หัวหน้าพรรคของพวกนางเป็นสาวงามคนหนึ่งเลยนะ ให้ข้าแนะนำให้เจ้าสักหน่อยไหมล่ะ”

เยี่ยเว่ยหมิงรีบส่ายหน้าสื่อว่าไม่ต้องการ รอยยิ้มของซานเย่ว์ก็ยิ่งร่าเริงขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่เฟยอวี๋ที่มองอยู่ข้างๆ ปวดประสาทอยู่พักหนึ่ง

ตอนที่ข้าถามเจ้าไม่ตอบ แต่เยี่ยเว่ยหมิงยังไม่ทันถาม เจ้าก็พูดฉอดๆ ออกมาหมดแล้ว

เลือกปฏิบัติชัดเจนเกินไปไหม

พูดคุยกันเสียงดังตลอดทาง ในที่สุดทั้งสี่มาถึงจวนของอวี๋ชางไห่ที่อยู่ตรงไหล่เขาแล้ว

อวี๋ชางไห่แม้จะเป็นเจ้าสำนักชิงเฉิง แต่อายุกลับไม่มาก กอปรกับปีนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงครบรอบวันเกิดหลักสิบปี ย่อมไม่จัดงานเลี้ยงใหญ่โตในอารามเจี้ยนฝูอยู่แล้ว

จากข่าวที่ซานเย่ว์สืบมาได้ งานวันเกิดปีนี้ของอวี๋ชางไห่จัดที่จวนของตัวเองเท่านั้น

นี่ไม่ใช่ความลับอะไร ข่าวจึงไม่ผิดพลาดแน่นอน

งานวันเกิดของเจ้าสำนักคนหนึ่ง ก็ย่อมต้องคึกคักไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ถึงขนาดว่าตอนที่พวกเยี่ยเว่ยหมิงมาถึงก็ยังไม่ดึงดูดความสนใจของพวก NPC เลยสักนิด

ส่วนพวกผู้เล่น?

ผู้เล่นแต่ละคนของสำนักชิงเฉิงต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับการอวยพรวันเกิดให้อวี๋ชางไห่ หลังจากรับซองอั่งเปาแล้ว พวกเขาก็กินดื่มด้วยกันอีกยกหนึ่ง

จะมีคนสนใจได้อย่างไรว่าตรงหน้าประตูมีคนแปลกหน้าหลายคนโผล่มา

ส่วนอวี๋ชางไห่ก็รู้ว่าตัวเองมีฐานะอย่างไรในยุทธภพ จึงไม่ได้เชิญสหายร่วมเส้นทางมากชื่อเสียงพวกนั้นมาร่วมงานเลี้ยง ผู้ที่มาอวยพรวันเกิดให้เขาล้วนเป็นชาวยุทธ์ธรรมดาที่อยู่ใกล้ๆ สำนักชิงเฉิง ส่วนใหญ่เป็นครูฝึกสอนศิลปะการต่อสู้ ผู้คุ้มภัยที่ทำการค้าอยู่แถวนี้ รวมทั้งพวกเศรษฐีบ้านนอกด้วย

แม้คนพวกนี้จะไม่โดดเด่นน่าโอ้อวด แต่กลับมีจิตสำนึกที่สุนัขขี้ประจบควรจะมี แต่ละคนไม่เพียงแค่นำของขวัญล้ำค่ามามอบให้ ทั้งยังกล่าวสรรเสริญจนอวี๋ชางไห่แทบลอยขึ้นฟ้า

ฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นไม่สนใจ พวกเยี่ยเว่ยหมิงหลบอยู่ในมุมที่ไม่สะดุดตาคนเพื่อสังเกตแนวโน้มสถานการณ์อย่างเงียบๆ แต่ละคนทำท่าเหมือนรอดูละครฉากเด็ด

หลินผิงจือที่สวมหมวกงอบเห็นท่าทางกำเริบเสิบสานของอวี๋ชางไห่แล้วโมโหจนตัวสั่น

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น ก็รีบตบบ่าเขาพร้อมบอกว่า “สหายหลินอย่าใจร้อน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของอวี๋ชางไห่แล้ว อีกประเดี๋ยวต้องพ่ายแพ้สิ้นชื่อ จากงานเกิดกลายเป็นงานศพแน่นอน ปล่อยให้เขาดีใจไปก่อนจะเป็นไรไป”

เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ หลินผิงจือถึงได้สงบลงบ้างนิดหน่อย

ตอนนี้เอง จู่ๆ พวกเขาก็ได้ยินศิษย์สำนักชิงเฉิงที่ทำหน้าที่รับแขกอยู่นอกประตูใหญ่ตะโกนเสียงดังว่า “เจ้าสำนักเยว่แห่งสำนักหัวซาน!”

เมื่อประกาศมาแบบนี้ เขตลานบ้านที่เดิมทีคึกคักก็เงียบลงในฉับพลัน

แม้แต่อวี๋ชางไห่ที่อยู่ในโถงก็อดยืนขึ้นไม่ได้เช่นกัน

ตั้งแต่เริ่มงานวันเกิดจนถึงตอนนี้ ในที่สุดพี่ใหญ่ของยุทธภพที่โด่งดังกว่าอวี๋ชางไห่ก็ปรากฏตัวแล้ว!

ต้องกล่าวว่า แม้ในกระบวนการรับรู้ของ NPC สำนักหัวซานจะเป็นเพียงสำนักที่เหี่ยวเฉา แต่อย่างไรเสีย อูฐที่ผอมโซตายไปตัวยังใหญ่กว่าม้า เป็นหนึ่งในห้าขุนเขากระบี่ ฐานะในยุทธภพต้องสูงกว่าชิงเฉิงหนึ่งระดับแน่นอน

เมื่อพี่ใหญ่แบบนี้ปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความรู้สึก หรือทางด้านเหตุผล อวี๋ชางไห่ก็ไม่อาจนั่งสงบอยู่กับที่ได้อีก แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเย่ว์ปู้ฉวินไม่ได้มาดี แต่ก็ยังออกไปต้อนรับทันทีที่รู้ข่าว

เมื่อเห็นอวี๋ชางไห่มีท่าทีฉุกละหุกมาตั้งแต่ไกลๆ ซานเย่ว์ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “ข้าว่าอวี๋ชางไห่เหมือนจะกังวลอยู่บ้างจริงๆ ดูท่าแล้วแผนการของชีชีนั่นคงไม่ได้ทำให้เขาเบาใจ”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า “เมื่อวานข้าก็แค่ปากไวเท่านั้น ถึงได้พูดคำนั้นออกมา พอลองย้อนคิดดู จู่ๆ ก็พบว่าเมื่อเย่ว์ปู้ฉวินปรากฏตัวกะทันหัน วิธีการรับมือที่ดีที่สุดของชีชี ที่จริงแล้วก็คือไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”

“ยังคงเป็นสหายเยี่ยที่เข้าใจข้า” ตอนที่ทั้งสามปรึกษากัน เสียงของชีชีกลับดังมาจากที่ไกลๆ พอหันกลับไปมอง หนุ่มน้อยผู้สง่างามคนนี้ก็เดินมาทางฝั่งพวกเขาแล้ว “วิธีการนี้ของเย่ว์ปู้ฉวินไม่ใช่กลยุทธ์ลับ แต่เป็นกลยุทธ์เปิดเผย!”

ขณะที่พูด ชีชีก็เดินมาถึงตรงหน้าทั้งสี่ “เขารู้อยู่แจ่มแจ้งว่าลูกศิษย์ของตัวเองนิสัยเป็นอย่างไร แต่ก็ยังส่งลิ่งหูชงนั่นมาที่ชิงเฉิงคนเดียว ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือว่าจงใจให้เขามาก่อเรื่อง…

…แต่ต้นตอของปัญหาก็ยังอยู่ที่ความกำเริบเสิบสานของสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิง ถ้าจะให้พูด ก็เป็นสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อตรง แต่ลิ่งหูชงกลับมีนิสัยรักความยุติธรรม อย่างร้ายแรงที่สุดก็นับว่าเขาล่วงเกินเพื่อนร่วมยุทธภพ แต่ก็ไม่ได้ทำให้สำนักหัวซานเสียหน้า…

…แต่อาจารย์ของข้ากลับลงมือโจมตีลิ่งหูชงนั่นจนสาหัส ทำให้กลายเป็นฝ่ายขาดเหตุผลทันที พอเป็นแบบนี้ ต่อให้เย่ว์ปู้ฉวินต้องการจะลงมือกับสำนักชิงเฉิง เพื่อร่วมยุทธภพก็คงไม่ว่าอะไรมากนัก…

…วิธีการนี้ของเขา หากเทียบกับวิธีการที่สำนักชิงเฉิงใช้รับมือกับสำนักคุ้มภัยฝูเวยก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าไม่แตกต่างกัน แต่กลับเหนือชั้นกว่าไม่ใช่แค่หนึ่งระดับ”

และในตอนนี้เอง เย่ว์ปู้ฉวินที่อยู่กลางลานบ้านก็นำของสิ่งหนึ่งออกมาจากหน้าอก แล้วกล่าวกับอวี๋ชางไห่ด้วยรอยยิ้ม “หลายวันก่อนข้าเก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่หัวซาน พลังก้าวหน้าเล็กน้อย เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่สงบที่สุด ข้าไปกำจัดหลิ่วอวี้ชุนที่ฆ่าคนปล้นทรัพย์อยู่แถวหัวซาน แล้วได้เสื้อไข่มุกชิ้นนี้มาจากตัวเขา ของล้ำค่าเช่นนี้ ผู้แซ่เย่ว์ย่อมไม่กล้าเก็บไว้ส่วนตัว ลองคำนวณวันเวลาแล้ว พบว่าใกล้ถึงงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของเจ้าสำนักอวี๋พอดี จึงยืมดอกไม้ถวายพระ[1]เสียเลย หวังว่าเจ้าสำนักอวี๋จะไม่รังเกียจ”

เมื่อเย่ว์ปู้ฉวินกล่าวคำนี้ออกมา ก็ทำให้รอบข้างมีเสียงตะโกนชื่นชมเป็นแถบ

ฉายาของหลิ่วอวี้ชุนคือหนูข้ามถนน ปกติทำเรื่องชั่วช้ามาสารพัดอย่าง กล่าวได้ว่าชื่อเสียงฉาวโฉ่ เย่ว์ปู้ฉวินลงมือสังหารโจรคนนี้ด้วยตัวเอง นับเป็นการกำจัดภัยใหญ่ของยุทธภพ

หลังจากเขาได้สมบัติชิ้นนี้มาแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะนำมาเป็นของขวัญวันเกิดให้อวี๋ชางไห่ แสดงว่าเขาก็ให้ความสำคัญกับอวี๋ชางไห่มากพอสมควร

ส่วนบรรดาสุนัขขี้ประจบที่มาเพื่อเลียแข้งเลียขาอวี๋ชางไห่ก็ย่อมไม่พลาดโอกาสประจบพี่ใหญ่ทั้งสองที่อยู่ตรงหน้านี้อยู่แล้ว พวกเขาพ่นคำพูดสรรเสริญเยินยอต่างๆ ไปทั่วทุกมุมของเขตลานบ้านราวกับเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ

เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น ชีชีก็อดส่ายหน้ายิ้มเจื่อนไม่ได้ “เจรจาพาทีก่อนค่อยใช้กำลัง แบบนี้ภาพลักษณ์กระบี่วิญญูชนของเย่ว์ปู้ฉวินก็สูงขึ้นอีกระดับแล้ว จะว่าไป เขาก็ใช้วิธีการนี้ได้อย่างงดงามมาก คงไม่ใช่กลอุบายที่มาจากสหายเยี่ยหรอกกระมัง”

“ข้าไม่เป็นแพะรับบาปเรื่องนี้หรอก!” สำหรับการหยั่งท่าทีของชีชี ครั้งนี้เยี่ยเว่ยหมิงให้คำตอบโดยการปฏิเสธเสียเลย “พวกเราแค่ประกาศว่านำศีรษะของเย่ว์ปู้ฉวินกับอวี๋ชางไห่มาแลกกับข่าว ‘ตำรากระบี่พิชิตมาร’ ได้ ที่เหลือก็อาศัยฝีมือของพวกเขาล้วนๆ มิเกี่ยวกับข้า”

ชีชีได้ยินแล้วรีบถามซักไซ้ “สำนักซงซานก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันหรือ”

“ไม่ผิดหรอก เป็นพวกเราเองที่แจ้งให้สำนักซงซานรู้” หลังจากเยี่ยเว่ยหมิงยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ก็ถามกลับว่า “ข้าว่าแม้แต่ส่วนเล็กๆ นี้ก็คงปิดบังสหายชีชีไม่อยู่สินะ”

“ข้ารู้แล้วอย่างไรล่ะ” ชีชีส่ายหน้ายิ้มอย่างขื่นขม “ถ้าอยากจะแก้เผ็ดอุบายของเย่ว์ปู้ฉวิน วิธีการเดียวก็คือให้สี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงบาดเจ็บหนักกว่าลิ่งหูชง ถึงขั้นกำจัดทิ้งไปสองคนได้ก็ยิ่งดี เมื่อเป็นอย่างนั้น ขอเพียงเย่ว์ปู้ฉวินยังต้องการฉายากระบี่วิญญูชนของตัวเองอยู่ ก็ไม่อาจหาเรื่องสำนักชิงเฉิงของข้าต่อไปได้อีกแล้ว สี่คนนั้นล้วนเป็นผู้ภักดีที่แท้จริงของอาจารย์ข้าเชียวนะ!”

เขาไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น แต่ทั้งสี่ล้วนฟังความหมายที่อยู่ในคำพูดของเขาออกแล้ว

หากเขากล้าเสนอให้อวี๋ชางไห่ลงมือกับสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิง ไม่ว่าอุบายนี้จะถูกยอมรับหรือไม่ ค่าความรู้สึกดีที่อวี๋ชางไห่มีต่อเขาก็จะเพิ่มขึ้นมากแน่นอน

ก่อนหน้านี้เยี่ยเว่ยหมิงประเมินว่าเขาเป็น ‘จย่าสวี่’ และจุดที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของจย่าสวี่ก็คือ ในบรรดากุนซือทุกคน เขาก็คือคนสนใจผลประโยชน์ส่วนตัวที่สุด ไม่ใช่คนที่สนใจผลประโยชน์ส่วนรวม

เมื่อได้ยินดังนั้น หลินผิงจือที่อยู่ข้างกันก็อดแสยะยิ้มไม่ได้ “พวกเจ้าน่ะจิตใจสกปรกกันทั้งนั้น”

“ใจเย็น” เยี่ยเว่ยหมิงรีบตบบ่าหลินผิงจือ “เรื่องแบบนี้ เจ้าไม่เพียงแค่ไม่ควรรังเกียจนะ กลับต้องเรียนรู้จนเกิดความเคยชินด้วย”

ชีชีได้ยินแล้วชำเลืองหลินผิงจือด้วยสายตาแปลกๆ แวบหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงพูดประเด็นเมื่อครู่นี้ต่อไป “คนไม่สนิทไม่ควรยุ่ง แล้วจะทำอย่างไรได้”

ส่วนตอนนี้ หลังจากทักทายปราศัยกันสองสามประโยค จู่ๆ เย่ว์ปู้ฉวินก็เปลี่ยนประเด็นสนทนา ถามอวี๋ชางไห่ว่า “เจ้าสำนักอวี๋ เมื่อวานลิ่งหูชง ศิษย์จอมดื้อรั้นของข้ากระทำบุ่มบ่าม ทำร้ายศิษย์ทั้งสี่ของเจ้าแล้ว ไม่ทราบว่าตอนนี้อาการบาดเจ็บของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

ไม่ทันรอให้อวี๋ชางไห่ตอบ ศิษย์สำนักชิงเฉิงทั้งสี่ก็เดินมาอยู่ข้างๆ แล้ว เป็นสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงนั่นเอง โหวเหรินอิงที่อยู่หน้าสุดก็ยิ่งกล่าวอย่างอวดดีไร้ที่เปรียบว่า “ลิ่งหูชงกระจอกๆ คนเดียว จะทำพวกเราบาดเจ็บได้อย่างไร”

มองออกเลยว่า เป็นเพราะข่าวที่เย่ว์ปู้ฉวินสั่งสอนลิ่งหูชงที่โรงเตี๊ยมเมื่อวานนี้แพร่ออกไป กอปรกับเขาเองเป็นฝ่ายมามอบของขวัญแสดงไมตรีก่อน ทำให้เจ้าพวกนี้เข้าใจผิดว่าเย่ว์ปู้ฉวินกลัวอวี๋ชางไห่ ไม่น่าเชื่อว่าจะพูดจาเหมือนไม่เห็นหัวเจ้าสำนักห้าขุนเขากระบี่ผู้นี้เลยสักนิด

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ชีชีก็ยิ่งเอามือปิดหน้าตัวเอง “ดูสหายร่วมทีมโง่เง่าพวกนี้ของข้าสิ NPC ร่วมสำนักแบบนี้ ถ้าข้าแพ้ก็ยุติธรรมแล้ว!”

จากนั้นเขาก็หันกลับมาพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสีหน้าจริงจังว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าเพียงอยากถามสหายเยี่ยคำเดียว ในแผนการของสหายเยี่ยครั้งนี้ ชื่อของสำนักชิงเฉิงจะหายไปจากยุทธภพหรือเปล่า”

ครั้งแรกที่สองคนนี้เจอกัน ชีชีเองก็เคยถามคำถามประมาณนี้กับเยี่ยเว่ยหมิงเช่นกัน แต่เยี่ยเว่ยหมิงไม่อยากเปิดเผยเส้นตายของตัวเอง จึงเลี่ยงตอบคำถาม ตอนนี้อีกฝ่ายเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก จึงไม่จำเป็นต้องปิดบังต่อไปอีกแล้ว

ดังนั้นยี่ยเว่ยหมิงจึงตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการมากกว่า “สำนักชิงเฉิงสร้างมาเป็นร้อยปี ไม่อาจถูกปฏิเสธจากยุทธภพเพียงเพราะอวี๋ชางไห่คนเดียว ราชสำนักไม่ได้มีความคิดจะล้างเลือดยุทธภพเช่นกัน”

ถ้าพูดอะไรพวกนี้ออกมาก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายก็จะวางแผนโดยมีเป้าหมายชัดเจนได้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออยู่ในเงื่อนไขที่ไม่รู้สถานการณ์ ตอนวางแผนเขาก็ต้องคำนึงถึงทุกด้าน แต่ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าเป้าหมายของสำนักมือปราบมีเพียงพรรคพวกของอวี๋ชางไห่ เช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นมากขนาดนั้นแล้ว

ตอนนี้ผ่านขั้นตอนการวางแผนมาแล้ว ทุกอย่างเหมือนเป็นลูกธนูที่ง้างรออยู่บนสาย เยี่ยเว่ยหมิงจึงไม่กลัวที่จะบอกความจริงกับเขา เขาจะได้ไม่มีความกังวลหลงอยู่ในใจ แล้วยอมทำทุกอย่างเพื่อสร้างปัญหาให้ตน

ชีชีได้ยินแล้วถอนหายใจยาว ถ้าวันนี้สำนักชิงเฉิงถูกสังหารจนสำนักล่มจริงๆ เช่นนั้นศิษย์สำนักชิงเฉิงอย่างพวกเขาก็จะโชคร้ายกันหมด วิทยายุทธ์ทั้งหมดจะถูกหักไปสองเลเวล บทลงโทษไม่ต่างอะไรกับการทรยศสำนัก

แต่ถ้าสำนักชิงเฉิงยังปลอดภัย มีเพียงอวี๋ชางไห่และพรรคพวกที่ตายหมด แม้พวกเขาจะได้รับความเสียหายอยู่บ้าง แต่กลับอยู่ในขอบเขตที่รับไหว

เขากุมหมัดคารวะเยี่ยเว่ยหมิง “ขอบคุณสหายเยี่ยที่บอกความจริง ตอนนี้น้องชายอยู่คุยเป็นเพื่อนไม่ได้แล้ว เรื่องมาถึงขั้นนี้ ข้าไม่อยากถูกฆ่าตายที่นี่”

พอพูดจบ ก็ไม่น่าเชื่อว่าชีชีจะหันตัวเดินออกไปจากลานบ้านแล้วจริงๆ

เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น เฟยอวี๋ก็อดถามเยี่ยเว่ยหมิงอย่างสงสัยไม่ได้ “เขายอมแพ้แล้วจริงๆ หรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าน้อยๆ “ชีชีคนนี้ ข้าเองก็มองเขาไม่ออกเช่นกัน แต่ด้วยแนวโน้มของสถานการณ์ตรงหน้า ไม่ว่าเขาจะยอมแพ้จริงหรือไม่ ก็เปลี่ยนแปลงจุดจบในวันนี้ของอวี๋ชางไห่ไม่ได้หรอก”

ตอนนี้ บรรยากาศในเขตลานบ้านเริ่มตึงเครียดเพราะการปรากฏตัวของสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงแล้ว

พอเย่ว์ปู้ฉวินเห็นสี่ปัญญาชนแห่งชิงเฉิงยังไม่ตาย ในใจก็เริงร่าราวกับมีดอกไม้บาน แต่ยังแสร้งทำสีหน้าเหมือนแปลกใจมาก ถามอวี๋ชางไห่ว่า ในเมื่อศิษย์ของเขาไม่เป็นอะไร แล้วเหตุใดยังลงมือกับลิ่งหูชงรุนแรงขนาดนั้น

อวี๋ชางไห่รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบด้านเหตุผล แต่ไหนๆ ก็ลงมือไปแล้ว เขาทำได้เพียงแข็งใจบอกว่า “ดูท่าวันนี้เจ้าสำนักเยว่คงจะมาซักไซ้เอาความที่สำนักชิงเฉิงของข้าสินะ”

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นดังนั้น ก็พูดเสียงต่ำกับสหายข้างกายทั้งสามว่า “ไฟกำลังได้ที่ ตอนนี้ถึงเวลาขึ้นเวทีแสดงของพวกเราแล้ว”

จากนั้น ไม่ทันรอให้เย่ว์ปู้ฉวินแสดงปฏิกิริยาใดๆ เสียงตะโกนตัดบทก็ดังออกมาจากปากเขาแล้ว “อวี๋ชางไห่ เจ้ารู้ถึงความผิดของตัวเองหรือไม่!”

[1] ยืมดอกไม้ถวายพระ 借花献佛 ใช้เปรียบเปรยว่านำของที่ผู้อื่นให้มามอบให้กับอีกคนหนึ่งเป็นน้ำใจ
บทที่ 200
“อวี๋ชางไห่ เจ้ารู้ถึงความผิดของตัวเองหรือไม่!”

เยี่ยเว่ยหมิงตะคอกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เขตลานบ้านใหญ่ของตระกูลอวี๋ที่เดิมทีก็บรรยากาศอึดอัดอยู่แล้วยิ่งประหลาดขึ้นเรื่อยๆ

ชั่วขณะนั้น สายตาของทุกคนในงานย้ายจากตัวเจ้าสำนักใหญ่ของยุทธภพอย่างอวี๋ชางไห่กับเย่ว์ปู้ฉวินไปยังสี่มือปราบแห่งสำนักมือปราบที่อยู่ในมุมแล้ว

ตอนนี้เยี่ยเว่ยหมิงเดินนำออกมาจากกลุ่ม ส่วนสหายอีกสามคนเดินตามหลังมาติดๆ บรรดาครูฝึกยุทธ์ ผู้คุ้มภัย เศรษฐีบ้านนอก รวมทั้งศิษย์สำนักชิงเฉิงที่เดิมทีมาอวยพรวันเกิดให้อวี๋ชางไห่ เนื่องจากตกใจที่จู่ๆ พวกเขาก็ทำตัวสง่างามภูมิฐาน ตอนนี้จึงพากันถอยออกเป็นสองฝั่ง เปิดเส้นทางที่ทั้งตรงทั้งกว้างให้กับพวกเขาแล้ว

พวกเขาเดินตรงไปหาอวี๋ชางไห่!

เยี่ยเว่ยหมิงเร่งฝีเท้าเดินมาถึงตรงหน้าอวี๋ชางไห่กับเย่ว์ปู้ฉวินที่อยู่กลางเขตลานบ้าน แล้วเผยป้ายแขวนเอวของสำนักมือปราบ เฟยอวี๋และซานเย่ว์ที่อยู่ข้างหลังก็ทำอย่างนี้เช่นกัน จากนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็เป็นคนเอ่ยว่า “พวกเราเป็นมือปราบที่สำนักมือปราบมอบหมายให้จัดการคดีนี้ จากข่าวกรองที่มีในปัจจุบัน พบว่าอวี๋ชางไห่รวมถึงศิษย์ส่วนหนึ่งของสำนักชิงเฉิงตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสังหารผู้บริสุทธิ์ที่สำนักคุ้มภัยฝูเวย ทั้งยังสังหารหลินเจิ้นหนานและฮูหยินแห่งสำนักคุ้มภัยฝูเวยที่นอกเมืองลั่วหยางด้วย มีหลักฐานน่าเชื่อถือ”

ขณะที่พูดเขาก็วางป้ายอาญาสิทธิ์แล้วมองอวี๋ชางไห่อย่างเยียบเย็น “ตอนนี้เจ้ามีสิทธิ์ที่จะเงียบ แต่ทุกอย่างที่เจ้าพูดจะกลายเป็นหลักฐานในชั้นศาล เจ้าสำนักอวี๋ หวังว่าเจ้าจะเลิกขัดขืน ไปสำนักมือปราบกับพวกเราสักเที่ยว แล้วให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ”

อะไรนะ

เมื่อได้ยินว่าเยี่ยเว่ยหมิงลงมือกับเจ้าสำนักชิงเฉิงอวี๋ชางไห่โดยอ้างเรื่องสำนักคุ้มภัยฝูเวย ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็เริ่มมีสีหน้าพิกล

สำหรับชาวยุทธ์ที่อยู่ในงานตอนนี้ ‘เกิดเรื่องในยุทธภพ แก้ไขกันเองในยุทธภพ’ กลายเป็นกฎไร้ลายลักษณ์อักษรที่ฝังอยู่ในส่วนลึกในใจทุกคนแล้ว

ในทางกลับกัน หากราชสำนักคิดเข้ามาแทรกแซงเรื่องบุญคุณความแค้นในยุทธภพ ทุกคนก็จะตั้งตัวเป็นปฎิปักษ์

นี่ก็คือตรรกะประหลาดของชาวยุทธ์พวกนี้ ตัวเองอยู่ระดับต่ำสุดของยุทธภพเป็นเป้าให้บรรดาสำนักใหญ่เหล่านั้นกดขี่แท้ๆ แต่กลับคิดไปเองว่าตัวเองเป็นชาวยุทธ์ที่สุกงอมคนหนึ่ง มักยืนมุมเดียวกับบรรดาสำนักพี่ใหญ่เหล่านั้นยามไตร่ตรองปัญหา

การเปลี่ยนมุมมองไตร่ตรองปัญหาแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องให้สำนักใหญ่เหล่านั้นโน้มนำเลย พวกเขามีจิตสำนึกมาก!

แต่กลับไม่ลองคิดจากมุมของตัวเองเสียบ้างว่าหากสำนักใหญ่ของอวี๋ชางไห่ถูกราชสำนักควบคุมให้อยู่ในกฎระเบียบ ไม่ว่าพวกเขาจะเปิดโรงเรียนสอนการต่อสู้ หรือรับจ้างคุ้มภัย เมื่อไม่ต้องแบ่งรายได้ไปติดสินบนสำนักใหญ่เหล่านั้นแล้ว ก็จะเหลือเงินให้ตัวเองมากขึ้น

เพียงแต่ความไม่พอใจที่พวกเขามีต่อพฤติกรรมของสำนักมือปราบ ก็ทำได้เพียงแสดงออกทางสีหน้าเท่านั้น ถึงขั้นเก็บไว้ในใจอย่างเดียว

แต่ตอนนี้กลับไม่กล้ายืนขึ้นวิจารณ์อย่างโจ่งแจ้ง

เนื่องจากพวกเขามีเรื่องกับอวี๋ชางไห่ไม่ไหว มีเรื่องกับราชสำนักไม่ไหวเช่นกัน!

ส่วนอวี๋ชางไห่ที่เป็นเป้าหมายโจมตีหลัก ตอนที่ได้ยินเยี่ยเว่ยหมิงตะคอกถาม กลับเผยสีหน้าไม่สนใจไยดี เพียงถามกลับด้วยน้ำเสียงปกติว่า “อ้อ? เมื่อครู่ท่านขุนนางบอกว่าข้าเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม ไม่ทราบว่ามีหลักฐานหรือไม่ หากไม่มี ก็ขออภัยที่อวี๋ผู้นี้จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง”

เมื่อได้ยินดังนั้น เฟยอวี๋กับซานเย่ว์ก็สบตากันปราดหนึ่ง

นี่เป็นแผนรับมือที่ชีชีเตรียมไว้ให้อวี๋ชางไห่อย่างนั้นหรือ

พอนึกถึงตรงนี้ ทั้งสองกลับเผยรอยยิ้มที่สื่อถึงความเข้าใจออกมาพร้อมกัน

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่ยิ้ม ยังคงทำหน้านิ่งพร้อมพูดอย่างมีเหตุผลต่อไปว่า “เจ้าทุกข์หลินผิงจือก็อยู่ที่นี่ด้วย ไม่ยอมให้เจ้าแก้ตัวง่ายๆ หรอก”

ในฐานะเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมคนหนึ่ง เขาจะยิ้มในระหว่างที่จัดการคดีไม่ได้เด็ดขาด แต่เฟยอวี๋กับซานเย่ว์จัดเป็นอีกประเภทหนึ่ง พวกเขาอดใจไว้ไม่ไหว

พวกเขากลั้นยิ้มไม่ไหว แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับหน้าตึงมาก ขณะที่พูดก็หันกลับไปมองข้างหลัง คนอื่นที่อยู่ในเขตลานบ้านใหญ่ของตระกูลอวี๋มองตามสายตาเขาโดยไม่รู้ตัว ย้ายสายตาไปบนตัวชายชุดแดงสวมหมวกงอบที่ยืนเงียบอยู่ข้างหลังเขามาตลอด “คุณชายหลิน คนที่ฆ่าพ่อแม่ของเจ้า ทำให้เจ้าบ้านแตกสาแหรกขาดคือใครกันแน่ เจ้ายังจำได้หรือเปล่า”

หลินผิงจือที่แสร้งทำตัวเป็นคนล่องหนอยู่ข้างหลังทั้งสามมาตลอด ในที่สุดตอนนี้ก็ทนไม่ไหวแล้ว พอได้ยินคำถามก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้าทันที ถอดหมวกงอบโยนไว้ข้างๆ ก่อนจะชี้หน้าอวี๋ชางไห่ “เป็นเขา!”

เมื่อเห็นหลินผิงจือกล้าชี้หน้าตัวเอง ในดวงตาอวี๋ชางไห่ก็ฉายแววดุร้ายปราดหนึ่ง แต่กลับแสร้งทำท่าทางจริงจัง “เจ้าเองหรือ หลินผิงจือ เช่นนั้นก็ดี ข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าบอกว่าข้าสังหารพ่อแม่เจ้า เรื่องนี้เจ้าเห็นกับตาตัวเองหรือเปล่า”

“เอ่อ…” หลินผิงจือได้ยินแล้วชะงักไป ตอนที่หลินเจิ้นหนานและฮูหยินถูกสังหาร เขายังอยู่ในคุกใหญ่ของสำนักมือปราบ จะไปเห็นกับตาตัวเองได้อย่างไร

เมื่อเห็นหลินผิงจือพูดไม่ออก บนใบหน้าอวี๋ชางไห่กลับเผยยิ้มลำพองใจ “ที่แท้เวลาสำนักมือปราบตัดสินคดี ก็อาศัยเพียงคำให้การเหลวไหลของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนเดียวสินะ…

…ช่างน่าเศร้าจริงๆ แต่ก็น่าขันเช่นกัน!…

…ถุงสุราห่อข้าว[1]อย่างพวกเจ้า กลับไปกินดื่มรอความตายอยู่ในจวนว่าการน่ะดีแล้ว คู่ควรที่จะมาทำตัวน่าอับอายขายขี้หน้าที่สำนักชิงเฉิงด้วยหรือ”

หลังจากสบถด่าอย่างไม่เกรงใจอยู่พักหนึ่ง อวี๋ชางไห่ก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว

ราวกับความโกรธที่เก็บกลั้นอยู่ในใจมาหลายปีถูกระบายออกมาในคราเดียว เขารู้สึกโล่งไปทั้งตัว ถึงขั้นแม้แต่อากาศขุ่นมัวในเขตลานบ้านใหญ่ เวลาสูดลมหายใจเข้าก็รู้สึกสดชื่นกว่าอากาศบนดาดฟ้าของชิงเฉิงเสียอีก

เขารู้สึกโล่งสบายมาก!

และเมื่อได้ยินอวี๋ชางไห่ด่าทอต่อหน้า เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่ได้แสดงอาการโมโหเลยสักนิด กลับเผยรอยยิ้มจอมปลอมอย่างมืออาชีพออกมา

ขณะเดียวกันนี้เอง เขาก็ส่งข้อความไปในช่องทีมอย่างแนบเนียน [บันทึกไว้!]

พอได้รับคำสั่งของเยี่ยเว่ยหมิง เฟยอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างหลังก็ทำตามแผนที่ทั้งสามปรึกษากันไว้ก่อนหน้านี้ทันที นำพู่กันและกระดาษออกมา แล้วเขียนไปพลางพูดไปพลาง “ผู้ต้องสงสัยอวี๋ชางไห่ปฏิเสธข้อเท็จจริง ไม่เพียงแค่เล่นลิ้นบิดเบือน ทั้งยังด่าทอเจ้าหน้าที่ของราชสำนักต่อหน้าธารกำนัล ปลุกปั่นอารมณ์ของชาวยุทธ์ที่อยู่ตรงนี้ จงใจสร้างความขัดแย้งกับราชสำนัก มีเจตนาไม่บริสุทธิ์!”

พอได้ยินคำคำพูดของเฟยอวี๋ คนในยุทธภพที่อยู่ตรงนั้น แม้กระทั่งเย่ว์ปู้ฉวินที่จิตใจยากแท้หยั่งถึงก็ยังอดสูดหายใจลึกด้วยความตกตะลึงไม่ได้

ประโยคธรรมดาเพียงไม่กี่ประโยคของเขา กลับยัดข้อหาใหญ่ที่อวี๋ชางไห่รับไม่ไหวแล้ว

ปลุกปั่นอารมณ์คนในยุทธภพ เจตนาสร้างความขัดแย้งระหว่างยุทธภพและราชสำนัก

เรื่องแบบนี้ถ้าจะพูดให้ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่ ก็เรียกว่าการก่อกบฏ!

หากข้อหานี้เป็นความจริงเมื่อไร อย่าว่าแต่อวี๋ชางไห่เลย แม้แต่ไต้ซือฟางเจิ้งแห่งเส้าหลิน นักพรตเต๋าชงซวีแห่งอู่ตังก็รับไม่ไหวเช่นกัน!

หากเทียบกับการฆ่าล้างสำนักคุ้มภัยฝูเวยก็ไม่รู้ว่าร้ายแรงกว่าตั้งกี่เท่า!

คำพูดของขุนนางเชื่อถือไม่ได้จริงๆ มีเรื่องด้วยไม่ไหว!

ที่จริงแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้หวังว่าอาศัยคดีของสำนักคุ้มภัยฝูเวยแล้วจะทำอะไรอวี๋ชางไห่ได้

อย่างไรเสีย เมื่ออยู่ในเงื่อนไขที่ไม่อาจนำศพเหล่านั้นมาเป็นหลักฐานในชั้นศาล พวกเขาก็หาหลักฐานที่แน่นหนาเพื่อมัดตัวว่าอวี๋ชางไห่เป็นคนร้ายคดีฆาตกรรมไม่ได้เลย

แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ปกติ อวี๋ชางไห่ที่เป็นเจ้าสำนักย่อมไม่อาจคุยเรื่องหลักฐานกับพวกเขาตามกฎระเบียบอยู่แล้ว

เพราะเรื่องนี้ไม่เข้ากับเจ้าสำนักที่ชอบอวดเก่งอย่างเขา!

อิงตามหลักการทั่วไป อวี๋ชางไห่จะต้องใช้ข้ออ้างประมาณว่า ‘เกิดเรื่องในยุทธภพ แก้ไขกันเองในยุทธภพ’ มาเถียงข้างๆ คูๆ แสดงความเป็นอิสระในฐานะที่ตัวเองเป็นของพี่ใหญ่แห่งยุทธภพ

นี่ต่างหากที่สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเขามากกว่า

แต่ขอเพียงเขากล้าทำอย่างนี้เมื่อไร ก็เท่ากับว่าเขายอมรับว่าเรื่องที่เขาฆ่าล้างตระกูลเป็นเรื่องจริง

หากคนของสำนักมือปราบคิดจะฉวยโอกาสสร้างเรื่องแล้วเล่นงานเขาขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก

ทว่าการที่เขาไม่ได้พูดแก้ตัวตามเจตนาเดิมของตัวเอง แต่อ้างถึงหลักฐานแทน มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเพราะชีชีวางแผนให้เขา พอเป็นแบบนี้ แม้จะเป็นวิธีการที่เหนือชั้นกว่าการใช้กำลังอยู่มาก แต่ก็ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้อยู่ดี ไม่เห็นหรือว่าแม้แต่ชีชีที่เป็นคนคิดแผนนี้ขึ้นมาก็ยังหนีล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

อย่างไรเสีย สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงกล้าแตะต้องอวี๋ชางไห่ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยใช้หลักฐานที่น่าเชื่อถืออะไรอยู่แล้ว

โดยเฉพาะกับชาวยุทธ์ที่มีนิสัยมุทะลุอย่างอวี๋ชางไห่ ขอเพียงเจ้าวางกับดักเขาสักหน่อย เขาก็กล้าพุ่งเข้าไปในกับดักนั้นอยู่แล้ว

ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องให้พวกเยี่ยเว่ยหมิงโน้มนำด้วย ขอเพียงเขารู้สึกว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่านิดหน่อย ก็จะพลิกมือหันกระบี่แทงตัวเองตายทันที

ตอนนี้อวี๋ชางไห่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ต้องสงสัยข้อหากบฏแล้ว ทั้งยังเป็นเรื่องที่ยอมรับเองกับปาก คนในงานที่มีหูต่างก็ได้ยินชัดเจน

ถ้าสำนักมือปราบเทพคิดจะจัดการเขา ก็ยังจับเขาคลึงจนกลม หรือนวดจนแบนได้อยู่ดีไม่ใช่หรอกหรือ

แน่นอน หากต้องการเล่นงานเขา ก็ต้องอยู่ในภายใต้เงื่อนไขว่าเอาชนะเขาเมื่อปะทะกันซึ่งหน้าได้

แต่ในเมื่อวันนี้พวกเยี่ยเว่ยหมิงกล้าก่อเรื่องแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว

เมื่อเข้าใจประเด็นสำคัญต่างๆ แล้ว ชาวยุทธ์ที่อยู่ในงานก็พากันเงียบกริบเหมือนจักจั่นฤดูหนาว

แม้แต่เย่ว์ปู้ฉวินที่อยู่ข้างๆ ก็ยังแอบเตือนตัวเองในใจว่าในภายหลังไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็จะไม่มีเรื่องกับคนของสำนักมือปราบเทพเด็ดขาด

แม่งเอ๊ยโหดเกินไปแล้ว!

ส่วนคนอื่นๆ ในยุทธภพ?

แม้พวกเขาจะบอกว่าตัวเองเป็นคนในยุทธภพเหมือนกัน แต่ทุกคนล้วนใช้ทักษะที่ตัวเองถนัดดำรงชีวิต พอจะนับว่าเป็นสุจริตชนที่เคารพกฎระเบียบได้

หากตอนนี้ใครกล้ายืนขึ้นช่วยอวี๋ชางไห่พูด ก็อาจจะถูกติดป้ายว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทันที

แบบนี้ใครจะรับไหว

ต้องทราบไว้ว่าพวกที่เปิดโรงเรียนสอนการต่อสู้และสำนักคุ้มภัย ล้วนเป็นชาวยุทธ์ชอบด้วยกฎหมายที่มีครอบครัวและกิจการทั้งสิ้น

แตกต่างกับชาวยุทธ์พเนจรที่ขอเพียงแค่ตัวเองกินอิ่มและครอบครัวไม่อดก็พอ เวลาทำอะไร พวกเขาต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เยอะมาก จะทำตามใจตัวเองไม่ได้

ไม่อย่างนั้นถ้าถูกข้อหาสมรู้รวมคิดกับกบฎ ก็จะต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตร!

ตอนนี้พวกเขาจะยืนขึ้นแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปทำไม

อย่างไรเสีย พวกเขาก็มีเก้าชั่วโคตรจริงๆ!

ส่วนอวี๋ชางไห่ พอเจอพวกเยี่ยเว่ยหมิงไม่เล่นไพ่ตามกติกา เขาก็โมโหจนตัวสั่นแล้ว

ในเมื่อล่วงเกินไปแล้ว เขาก็ไม่กลัวที่จะล่วงเกินให้โหดขึ้นอีกหน่อย หลังจากได้ยินข้อกล่าวหาของเฟยอวี๋ เขาก็ยื่นมือชี้หน้าเยี่ยเว่ยหมิงพร้อมกล่าวอย่างเดือดดาลเสียเลย “พวกเจ้าหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้วิธีการต่ำช้าอย่างนี้มาใส่ร้ายข้า ตกลงสำนักมือปราบเทพของพวกเจ้ายังมียางอายอยู่ไหม”

เยี่ยเว่ยหมิงยังรักษารอยยิ้มการค้าจอมปลอมต่อไป เฟยอวี๋บันทึกต่อว่า “อวี๋ชางไห่สารภาพเองว่าค้าอวัยวะมนุษย์ ทั้งยังพยายามลากเจ้าหน้าที่ของสำนักมือปราบเทพให้ร่วมกันกระทำความผิดด้วย”

[1] ถุงสุราห่อข้าว 酒囊饭袋 เปรียบเปรยถึงคนไร้ความสามารถ กินดื่มไปวันๆ