วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

226-230

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่นิยายระบบ ก่อนที่จะรับฟังช่วยกดไลค์และกด subscribe เป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ระบบกลืนกิน EXP
บทที่ 226ถึง230
“บัดซบ!”

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงข่มขู่โดยไม่ปิดบังเลยสักนิด อวิ๋นหวาซั่งเซียนแม้จะอยากด่าคนมาก เพียงแต่พอคำนึงถึงลักษณะการโอ้อวดอย่างมีระดับของตัวเอง เขาก็ยังอดทนไว้

เขาสะบัดเสื้อโดยคิดไปเองว่าเท่มาก จากนั้นบอกว่า “ข้าคือยอดฝีมืออันดับสองของอู่ตัง อวิ๋นหวาซั่งเซียน ขณะเดียวกัน ข้าก็เป็นคนที่ต้องสังหารเจ้าในภารกิจนี้ด้วย”

“หึ!” เมื่อได้ยินอวิ๋นหวาซั่งเซียนกล้าเรียกตัวเองว่ายอดฝีมืออันดับสองของอู่ตังอย่างภาคภูมิใจ ฉางซิงอวี่ก็ทำเสียงฮึดฮัดทันที ถามอย่างเหยียดหยามว่า “ยอดฝีมืออันดับสองของอู่ตัง อย่างเจ้าคู่ควรแล้วหรือ”

“เอ๋!” ตอนนี้อวิ๋นหวาซั่งเซียนถึงได้สนใจฉางซิงอวี่ อดถามด้วยรอยยิ้มไม่ได้ว่า “นี่ไม่ใช่ศิษย์น้องฉางซิงอวี่หรอกหรือ ทำไมล่ะ แม้แต่เจ้าก็คิดจะหาเรื่องศิษย์พี่คนนี้อย่างนั้นหรือ”

ฉางซิงอวี่ใช้ดาบสองคมสามแฉกชี้อวิ๋นหวาซั่งเซียน “คนไร้ยางอาย ใครเป็นศิษย์น้องของเจ้าไม่ทราบ!”

“พอแล้ว!” เมื่อเห็นสองคนนี้ทำท่าเหมือนจะเถียงกันไม่จบไม่สิ้น เยี่ยเว่ยหมิงก็ตบบ่าฉางซิงอวี่และหันไปพูดกับอีกสองคนได้ทันเวลา “ข้าว่าฝีมือของทั้งสองคงไม่ธรรมดา ไม่ทราบว่าจะบอกชื่อแซ่ได้หรือไม่ ให้ข้าได้รู้สักหน่อยว่าคู่ต่อสู้วันนี้คือเทพปราชญ์มาจากทิศใดกันแน่”

“สำนักภูเขาหิมะ ขุนเขาลำธารย่อมพานพบ!” ชายรูปร่างกำยำตอบก่อน

ส่วนสาวน้อยข้างบ้านคนนั้นก็ถือดาบทองแนวนอน พร้อมรายงานชื่ออย่างภาคภูมิใจ “สำนักวิหคทอง เซียนสาวน้อยนักกิน!”

เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเปิดเผยตัวตน เยี่ยเว่ยหมิงก็พยักหน้า และเปิดเผยชื่อกับสำนักของตัวเองเช่นกัน นี่ไม่ใช่ความลับอะไรเลย เหมือนกับที่เขามองเห็นตัวอักษรพิเศษบนศีรษะของอวิ๋นหวาซั่งเซียน เพียงแต่ในสายตาของอีกฝ่าย สถานการณ์ของเขาก็คงต่างกันไม่มากเช่นกัน

แต่สำนักมือปราบ ในฐานะที่เป็นสำนักลึกลับที่พิเศษแห่งหนึ่ง อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่เยี่ยเว่ยหมิงเองก็ยังไม่รู้ว่าสำนักของตัวเองมีวิทยายุทธ์อะไรให้เรียนได้บ้าง ข้อมูลที่มีไม่มีมูลค่ามากนัก แต่ในสถานการณ์ของอีกฝ่ายก็ไม่แน่แล้ว

ขณะที่ปากกำลังรายงานชื่อแซ่ของตัวเอง เยี่ยเว่ยหมิงก็ส่งข้อความไปในช่องทีมอย่างรวดเร็ว [น้องดาบ เจ้ารู้จักทักษะยุทธ์ของแต่ละสำนักดีมากไม่ใช่หรอกหรือ]

[ตอนนี้ข้าหาเบาะแสของพวกเขาออกมาแล้ว บอกจุดเด่นของทักษะยุทธ์ในสำนักพวกนี้มาหน่อย เน้นว่ามีอะไรต้องป้องกันเป็นพิเศษ และมีจุดไหนที่ใช้ประโยชน์ได้]

น้องดาบตอบทันทีว่า [อย่าเรียกข้าว่าน้องดาบ!]

[ได้เลยน้องดาบ!]

[ไม่มีปัญหาน้องดาบ!]

[เจ้ารีบบอกมาสิ น้องดาบ!]

[…]

น้องดาบรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเถียงกับเจ้าหมอนี่ได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แค่ชื่อที่ธรรมดามากชื่อหนึ่งก็ยังถูกเขานำมาเรียกล้อเล่นได้ขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นเป็นมือปราบหน้าเหม็น มือปราบเละเทะ

หน้าด้านไร้ยางอาย สกปรกชั้นต่ำ เจ้าเล่ห์มากแผนการ…ทำได้สวย!

เดี๋ยวก่อนนะ เหมือนข้ากำลังเข้ามาปะปนอยู่กับของแปลกอะไรสักอย่างหรือเปล่า

อย่างไรเสีย ตอนนี้เป้าหมายที่เยี่ยเว่ยหมิงวางแผนทำร้ายไม่ใช่ตน น้องดาบก็ยังรู้สึกว่าความเจ้าเล่ห์มากแผนการของเขาไม่ได้น่ารำคาญขนาดนั้น หลังจากจัดระเบียบความคิดครู่หนึ่งก็ส่งข้อความลงในช่องทีม

[เคล็ดกระบี่ของสำนักภูเขาหิมะไม่ถือว่าสูงส่งมากนัก แต่กลับมีเอกลักษณ์ เคล็ดกระบี่มีความเรียบง่ายสง่างาม มีกระบวนท่าหลากหลายเหมือนสลับฉากดอกเหมย เมืองหิมะ พายุทราย อูฐ]

[ส่วนวิชาดาบวิหคทองก็เป็นดาวข่มของเคล็ดกระบี่สำนักภูเขาหิมะ ระดับของความข่มก็ดูได้จากผลของ ‘เคล็ดกระบี่ดรุณีหยก’ ที่มีต่อ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’]

[อาจเป็นเพราะผู้อาวุโสที่คิดค้น ‘เคล็ดกระบี่ภูเขาหิมะ’ กับ ‘วิชาดาบวิหคทอง’ ไม่ได้ฝีมือสูงเท่าปรมาจารย์ของสำนักฉวนเจินกับสำนักสุสานโบราณ ทักษะยุทธ์สองวิชานี้จึงไม่ได้มีกำลังภายในความสอดคล้องกันที่กำหนดเป็นพิเศษ ในด้านประสิทธิภาพก็สู้ไม่ได้แน่นอน]

[แต่ก็เพราะเหตุนี้เอง ทักษะยุทธ์สองวิชานี้จึงใช้กำลังภายในอะไรก็ได้ทั้งนั้น เวลาใช้ร่วมกันก็ไม่มีเงื่อนไขจำกัดว่าต้องเป็นคู่รักกันถึงจะแสดงประสิทธิภาพออกมาได้]

[ดูจากระดับความรู้ใจกันตอนสองคนนี้ใช้ทักษะยุทธ์ด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าสมบูรณ์แบบกว่า ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ ของเจ้ากับสะพานสวรรค์น้อยตั้งเยอะ แต่ถ้าจะให้ข้าสู้แบบหนึ่งต่อสอง เกรงว่าต้องให้พวกเขาใช้กระบวนท่าทั้งหมดก่อน แล้วตอนที่ใช้กระบวนท่าซ้ำอีกครั้งถึงจะมีโอกาสชนะ]

น้องดาบในฐานะที่เป็นกึ่งแฟนพันธุ์แท้ต้นฉบับ นางไม่ได้รู้เนื้อเรื่องที่อยู่ในต้นฉบับเดิม แต่กลับรู้จุดเด่นในทักษะยุทธ์ของสำนักต่างๆ ได้อย่างชำนาญเหมือนนับสมบัติในบ้านตัวเอง โดยเฉพาะบรรดาทักษะยุทธ์ที่มีจุดเด่นค่อนข้างชัดเจน โดยทั่วไปนางมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าคืออะไร

ก็เหมือน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ กับ ‘ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์’ ที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้ก่อนหน้านี้ นางมองประเดี๋ยวก็รู้แล้วว่าชื่อวิชาอะไร

ดังนั้นในบางครั้ง เมื่อเทียบความรู้ของนางกับความรู้ของอินปู้คุยแล้ว ความรู้ของนางยังมีประโยชน์มากกว่า

ตอนที่น้องดาบกำลังใช้เวลาส่งข้อความในช่องทีมเงียบๆ คนอื่นๆ ที่อยู่ข้างเยี่ยเว่ยหมิงต่างคนต่างรายงานชื่อแซ่ของตัวเอง น้องดาบที่ส่งข้อความสุดท้ายเสร็จแล้วก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า [สำนักดาบโลหิต หนึ่งดาบสามเฉือน!]

เพล้ง!

ชื่อของน้องดาบเพิ่งจะถูกรายงานออกมา จู่ๆ ในมุมลับอีกแห่งของวัดร้างก็มีเสียงของใช้ถูกทำลายแตกดังมา

เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มแห้ง “ที่แท้ก็ยังมีสหายซ่อนตัวอยู่อีก เหตุใดไม่ปรากฏตัวสักหน่อยเล่า”

ตอนนี้ เห็นผู้เล่นคนหนึ่งที่รูปร่างค่อนข้างผอมเดินออกมาจากมุมลับ ในมือถือดาบยาวโค้งแบบที่ไม่ต่างกับของน้องดาบเท่าไรนัก หลังจากเห็นทุกคนแล้ว เจ้าตัวก็ยิ้มอย่างเก้อเขินก่อน จากนั้นโบกมือทักทายน้องดาบ “ศิษย์พี่หญิง ท่านก็อยู่ที่นี่เหมือนกันหรือ”

“คนธรรมดาเดินดิน?” เมื่อเห็นผู้ชายที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ คนนี้ น้องดาบก็ยิ้มทันที “เจ้าเองก็อยากทำลายภารกิจของข้าเหมือนกันหรือ”

“เปล่านะ! ไม่ใช่แน่นอน!”

ศิษย์สำนักดาบโลหิตที่ชื่อว่าคนธรรมดาเดินดินเห็นได้ชัดว่าเคยถูกน้องดาบสั่งสอนมาก่อน พอเห็นนางก็เหมือนหนูเห็นแมว ส่ายหน้าเหมือนป๋องแป๋ง แต่สุดท้ายก็ยังรวบรวมความกล้าบอกว่า “เอ่อ คือ ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ถึงอย่างไรก็เป็นการขอร้องจากสหาย ข้าเองก็ได้รับภารกิจที่เกี่ยวข้องมาเช่นกัน จะเสียสัจจะวาจาก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“เช่นนั้นก็เตรียมโดนหักค่าประสบการณ์กับค่าประสบการณ์ของทักษะยุทธ์แล้วกัน” น้องดาบยังคงยิ้มอย่างสดใส “เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีเหตุผล กลับไปข้าก็จะไม่ได้สังหารเจ้าแล้ว”

คำพูดของน้องดาบบ้าระห่ำจนไร้ขอบเขตจริงๆ แม้แต่เพื่อนในทีมอย่างพวกเยี่ยเว่ยหมิงก็ยังรู้สึกว่านางทำเกินไป

ขุนเขาลำธารย่อมพานพบที่อยู่ตรงข้ามก็ยิ่งโมโหจนก้าวออกมา ตอนที่จะออกหน้าแทนสหาย กลับคาดไม่ถึงว่าคนธรรมดาเดินดินจะดึงเขาไว้กับที่ แล้วพยักหน้าบอกน้องดาบด้วยรอยยิ้มสู้ชีวิต “ขอบคุณศิษย์พี่หญิงใหญ่มากที่เข้าใจ!”

จะว่าไปแล้ว เจ้าเด็กโชคร้ายคนนี้เคยผ่านประสบการณ์อันโหดร้ายอย่างไรมากันแน่ ไม่น่าเชื่อว่าจะกลัวน้องดาบถึงขั้นนี้

เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้า แล้วย้ายสายตาไปยังอวิ๋นหวาซั่งเซียนจอมอวด “หลวงจีนไว้ผมล่ะ พวกเรามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมาหาพวกเจ้า”

“เช่นนั้นก็บังเอิญเกินไปแล้ว” อวิ๋นหวาซั่งเซียนยักไหล่ “เพราะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีคนคิดจะทำไม่ดีกับเขา พวกเราก็เลยถือโอกาสรับภารกิจคุ้มครอง ตอนนี้เขาออกจากวัดร้างแห่งนี้ไปแล้ว หากสหายเยี่ยอยากจะทำภารกิจให้สำเร็จ พวกเราสู้กันที่นี่สักตั้งก่อน หากพวกเจ้าแพ้ ก็ค่อยไปสะกดรอยตามหาเขา”

“อ้อ?” เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วเลิกคิ้ว “ถ้ากล่าวเช่นนี้ พวกเราก็ทำได้เพียงทำใจแล้วเดินจากไป แล้วติดประกาศทั่วทั้งถนนสายเล็กสายใหญ่ในเมืองหลวง บอกทุกคนให้รู้ว่าหลวงจีนไว้ผมแท้จริงแล้วคือทูตขวาฟ่านเหยาแห่งพรรคจรัสปลอมตัวมา”

“ฮ่าๆ! เจ้าเด็กนี่ช่างน่าสนใจ!” เยี่ยเว่ยหมิงเพิ่งพูดจบ พระจีนรูปหนึ่งจากแดนซีอวี้ก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทั้งสี่แล้ว เขามองเยี่ยเว่ยหมิงด้วยสายตามีเลศนัย “เพื่อป้องกันไม่ให้แฟนนิยายต้นฉบับเดิมทำลายเนื้อเรื่อง เรื่องแบบนั้นต่อให้เจ้าเขียนออกมาก็ไม่มีใครเชื่อ”

[หลวงจีนไว้ผม]

พระที่มีประวัติลึกลับจากแดนซีอวี้

เลเวล: 65 (บาดเจ็บสาหัส)

พลังชีวิต: 250000/250000

กำลังภายใน: 180000/180000

เมื่อเห็นเลเวลของหลวงจีนไว้ผมคนนี้ พวกเยี่ยเว่ยหมิงก็แอบตกใจพร้อมกัน

นึกไม่ถึงว่าหลวงจีนไว้ผมที่อยู่ในภารกิจระดับเจ็ดดาวจะแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้ ต่อให้จะอยู่ในสถานะบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีพลังน่ากลัวถึงเลเวลหกสิบห้า

เจอบอสแบบนี้ ต่อให้ทุกคนรวมพลังกันก็ใช่ว่าจะโจมตีสังหารได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่สูญเสียสมาชิกเสมอไป มิหนำซ้ำข้างกายเขายังมีผู้เล่นฝีมือไม่ธรรมดาคอยช่วยอยู่อีกสี่คนด้วย

แน่นอน นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ผู้เล่นที่อยู่ข้างกายเจ้าหมอนี่อาจไม่ได้มีแค่สี่คน!

ใครจะไปรู้ว่าพวกเขายังมีคนอื่นดักซุ่มอยู่หรือเปล่า พวกนั้นอาจจะซ่อนตัวอยู่ที่บางจุดในวัดร้างอู๋เจียน อาจจะโผล่ออกมาโจมตีพวกเขาถึงชีวิตได้ทุกเมื่อก็ได้

เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ ถังซานไฉ่ก็ถามในช่องทีมทันที [ทำอย่างไรดี]

[เข้าไปไม่ได้] เยี่ยเว่ยหมิงตอบทันที [ข้าจะล่อหลวงจีนไว้ผมออกไป จากนั้นข้ากับสหายถังจะรับหน้าที่ถ่วงเวลาเขาไว้ ส่วนพวกเจ้าสี่คนรีบกำจัดลูกสมุน กำจัดพวกเขาให้หมด แล้วค่อยมารับมือกับบอสก็ยังไม่สาย]

[ตามความเข้าใจของข้า หลวงจีนไว้ผมคนนี้เหมือนจะออกจากวัดร้างไม่ได้นะ] ฉางซิงอวี่คัดค้าน

[ลองดูก่อนแล้วกัน]

พอพูดจบ เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่เปลืองน้ำลายอีก เขากวักมือหนึ่งที กระบี่แสงทองที่ถูกอุปกรณ์ภายนอกอย่างกระบี่อาญาสิทธิ์ปิดบังไว้ก็ปรากฏอยู่ในฝ่ามือของเขาแล้ว เขาชี้กระบี่ไปยังฟ่านเหยาที่อยู่ไกลๆ

ปากของเขากลับพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงของบิดาที่สั่งบุตรชาย “ไอ้หลานชาย โผล่หัวออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”


ฟ่านเหยาในฐานะที่เป็นทูตขวาของพรรคจรัส มีฐานะเทียบเท่าหยางเซียวได้ แค่คิดก็รู้แล้วว่ามีฝีมือขนาดไหน

หลังจากอินปู้คุยทำภารกิจช่วยเหลือจี้เสี่ยวฝูล้มเหลวก่อนหน้านี้ก็เคยมาบ่นเรื่องของหยางเซียวให้เยี่ยเว่ยหมิงฟังนิดหน่อย ถือโอกาสบอกว่าฝีมือของหยางเซียวสามารถจับเจ้าสำนักใหญ่ๆ แขวนโจมตีได้!

แม้บรรดาเจ้าสำนักใหญ่ที่ถูกเขาจับแขวนโจมตีจะเป็นพวกฝีมืออ่อนด้อยในวงการ แต่ก็อธิบายได้แล้วว่าฝีมือของเขาโรคจิตขนาดไหน!

เยี่ยเว่ยหมิงอาศัยความรู้ด้านคณิตศาสตร์ที่ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องหลังจากเข้าเกมมาเพื่อคำนวณอย่างคร่าวๆ ได้ข้อสรุปว่า

ฟ่านเหยา ≈ หยางเซียว>บรรดาเจ้าสำนักใหญ่มีชื่อเสียงบางคน ≥ เลเวล 85!

อิงตามข้อมูลที่ระบบส่งมาให้ ฝีมือของเจ้าสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงทุกคนล้วนต้องมีเลเวลแปดสิบห้าขึ้นไป

ถ้าเจ้าพบว่าเจ้าสำนักไหนมีเลเวลต่ำกว่าเลเวลนี้ ก็บอกได้เพียงว่ากำลังของสำนักนั้นนับเป็นสำนักที่มีอิทธิพลในยุทธภพได้ แต่นับเป็นสำนักใหญ่ไม่ได้แน่นอน

ยกตัวอย่างเช่น อวี๋ชางไห่แห่งสำนักชิงเฉิง ยกตัวอย่างสำเร็จ

ส่วนคำว่า ‘จับแขวนโจมตี’ ที่อินปู้คุยบรรยาย ก็มีความหมายลึกซึ้งมากเช่นกัน ต้องทราบว่าในบรรดา NPC หากเลเวลต่างกันห้าเลเวล โดยทั่วไปก็กล่าวได้เพียงว่ามีโอกาสชนะหนึ่งขั้น ส่วนเลเวลต่างกันสิบเลเวล ถึงจะรับประกันได้ว่ามีโอกาสชนะแน่นอนเมื่ออยู่ในการต่อสู้ที่เท่าเทียมกัน ส่วนเลเวลที่ต่างกันยี่สิบขึ้นไป นั่นถึงจะเรียกว่าปรากฏการณ์จับแขวนโจมตี

เมื่อคำนวณอย่างนี้แล้ว ฟ่านเหยาที่อยู่ในร่างสมบูรณ์ ฝีมือจะต้องอยู่ในเลเวลหนึ่งร้อยห้าขึ้นไปแน่นอน ถึงขั้นสูงกว่านั้นด้วย!

แต่ไม่ว่าเขาในร่างสมบูรณ์จะเก่งกาจอย่างไร สิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญหน้าในตอนนี้ก็เป็นเพียงบอสโหมดภารกิจที่ถูกตอนแล้วเท่านั้น ทั้งยังอยู่ในสถานะบาดเจ็บสาหัสด้วย

บอสที่อยู่ในเวอร์ชันถูกตอนแบบนี้ นอกจากเลเวล ศักยภาพที่สู้ร่างเดิมไม่ได้แล้ว ก็ยังมีอีกจุดเด่นหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือเมื่อแสดงข้อมูลบอสออกมา เขาก็เป็นเพียงบอสคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีสติปัญญาเหมือนที่ NPC ระดับสูงควรจะมี

ความโดดเด่นที่แสดงออกมาก็คือ บอสประเภทนี้อ่อนไหวต่อสกิลประเภทควบคุม

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเยี่ยเว่ยหมิงใช้สุดยอดทักษะ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เย้ยหยันเขาโดยเฉพาะ

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงกำลังงอนิ้วคำนวณ หลวงจีนไว้ผมก็ตาแดงก่ำทันที ยกเท้าเดินออกไปนอกประตูวัดแล้ว อวิ๋นหวาซั่งเซียนเห็นแล้วตะโกนห้ามทันที แต่บอสที่ถูก ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เย้ยหยันแล้วมีหรือที่จะฟังคำพูดเขา

เพียงแต่ตอนที่หลวงจีนไว้ผมเดินออกมาตรงประตูวัด เมื่อเห็นว่ากำลังจะก้าวออกไปอีกก้าว ตอนที่กำลังจะก้าวพ้นประตูวัด กลับหยุดฝีเท้ากะทันหัน ได้แต่ใช้สองตาแดงก่ำจ้องเยี่ยเว่ยหมิง พร้อมตะคอกอย่างโมโห “เจ้าเด็กเวร เก่งนักก็เข้ามาสู้กับข้าสักตั้ง!”

เมื่อเห็นสถานการณ์ดังนั้น ฉางซิงอวี่ก็ยักไหล่เล็กน้อย แล้วพูดในช่องทีม [เห็นไหมล่ะ เขาบอกแล้วว่าเขาออกจากวัดไม่ได้]

“นี่เป็นข่าวดี!” เยี่ยเว่ยหมิงตาเป็นประกาย แล้วบอกในช่องทีม [ในเมื่อระบบกำหนดไว้แล้วว่าเจ้าหมอนี่ออกจากวัดร้างไม่ได้ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็จัดการง่ายขึ้นแล้ว]

[ยิงโจมตีระยะไกลต่อไป อย่าให้พวกเขาเข้ามาก่อกวนข้า ให้เวลาข้าเตรียมตัวไม่กี่นาทีก็พอ ข้าจะฆ่า มอนสเตอร์ พวกเจ้าต้องสังเกตการเคลื่อนไหวของข้าตลอดเวลา ถ้าข้าเคลื่อนไหวเมื่อไร ก็พุ่งเข้าไปทำศึกตัดสินได้เลย!]

พอพูดจบแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ไม่บ่นอะไรอีก เริ่มรวบรวมสมาธิคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ทันที

แม้เพื่อนในทีมอาจจะยังมีคนสงสัยเรื่องคุณธรรมของเยี่ยเว่ยหมิง แต่ไม่มีใครสงสัยเรื่องความสามารถของเขาแน่นอน

เมื่อเห็นเขามีความมั่นใจขนาดนี้ ทุกคนก็เอ่ยรับทันที จากนั้นสามคนในทีมที่รับหน้าที่โจมตีระยะไกลก็เริ่มปฏิบัติการ พวกเขาไม่โจมตีฟ่านเหยาเลย สนใจแต่ใช้อาวุธลับชนิดต่างๆ ไปทักทายกับผู้เล่นคนอื่นที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

ส่วนหนิวจื้อชุนกับน้องดาบที่โจมตีระยะไกลไม่เป็น ก็ต่างคนต่างก็ก้าวมาข้างหน้าหลายก้าว แล้วไปหยุดอยู่ตรงจุดที่ห่างจากประตูวัดหนึ่งจั้ง (3.33 เมตร) คนหนึ่งถือดาบยาว อีกคนถือทวนเถี่ยเจี้ยง เตรียมตัวต่อสู้เรียบร้อยแล้ว

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงที่เป็นศูนย์กลางของทุกคน ตอนนี้กลับเผยสีหน้าเหมือนดีใจอย่างบ้าคลั่ง

ตอนที่ยังไม่คำนวณก็ไม่รู้ พอคำนวณแล้วถึงได้พบว่า การตอบสนองอันรวดเร็วที่มาจาก ‘เงาของเทพกระบี่’ ไม่น่าเชื่อว่าตอนคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ก็มีเหมือนกัน!

ตอนนี้ความเร็วในการคำนวณเลขของเยี่ยเว่ยหมิงเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่หนึ่งเท่าเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงเริ่มมีสมาธิกับการคำนวณเลข เพื่อนในทีมก็เริ่มต่อสู้กับผู้เล่นที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่ได้อาศัยเพียงอาวุธลับเท่านั้น ขนาดมีคู่ต่อสู้แค่สามคนก่อนหน้านี้ พวกเขายังทำอะไรไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับตอนนี้ที่มีสี่คน

พวกเขาโจมตีด้วยอาวุธลับอย่างสุดกำลัง ผลที่ได้ก็คือทำให้ผู้ต่อสู้ต้องจดจ่ออยู่กับการรับมือเท่านั้น

ส่วนการทำให้ศัตรูบาดเจ็บ? ไม่มีหรอก!

1 นาที 39 วินาที

หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งนาทีสามสิบเก้าวินาที เยี่ยเว่ยหมิงก็คำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ของเขาเสร็จแล้ว จากนั้นตัวก็เดินตามกระบี่ไป แทบจะแทงกระบี่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตรงไปที่หัวใจของหลวงจีนไว้ผม

ไซซีที่ออกจากยุทธภพไปนาน ออกจากภูเขาอีกครั้งก็มากุมดวงใจแล้ว!

เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับที่เยี่ยเว่ยหมิงคำนวณเลขเสร็จ หลวงจีนไว้ผมฟื้นตัวออกมาจากความโกรธเพราะถูกเอฟเฟ็กต์เย้ยหยันของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ แล้ว พอเห็นเยี่ยเว่ยหมิงใช้กระบี่นี้ทำร้าย ก็ชักตัวถอยหลังไปสามก้าว

ตอนที่ทุกคนพากันคิดว่าเขาถอยจนหมดทางถอยแล้ว สมควรได้พิจารณารับกระบี่นี้ของเยี่ยเว่ยหมิงไว้ซึ่งๆ หน้า กลับคาดไม่ถึงว่าหลวงจีนไว้ผมจะหยุดอยู่กับที่กะทันหัน ขณะเดียวกันก็ชักกระบี่ล้ำค่าที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมา แล้วก็ใช้ร่างกายที่มีเลือดเนื้อของตัวเองรับกับกระบี่แสงทองที่เยี่ยเว่ยหมิงแทงเข้ามา

ในระหว่างนั้นเขาเบี่ยงตัวเล็กน้อยเท่านั้น คิดจะหลบให้พ้นจุดสำคัญตรงหัวใจ แต่กลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงเลี้ยวคมกระบี่เบาๆ อย่างล่วงรู้เหตุการณ์ กระบี่แสงทองยังคงแทงตรงเข้าหัวใจอีกฝ่ายอย่างไม่ผิดทิศทางเลยสักนิด!

ฉึก!

-24545!

แทงถูกจุดสำคัญเมื่ออยู่ในสถานะที่เปิดใช้งานเคล็ดจิตไท้ซัวเป็นไฉน ทำให้โจมตีเกิดดาเมจที่น่ากลัว เขาได้ล้างกระบวนการรับรู้เรื่องพลังโจมตีให้ผู้เล่นทุกคนที่อยู่ตรงนั้นอีกครั้ง

จะว่าไปแล้ว เจ้าหมอนี่ต้องป่าเถื่อนขนาดไหนกันแน่ ถึงได้สร้างดาเมจที่น่ากลัวขนาดนี้ออกมาได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว

โดยเฉพาะบรรดาผู้เล่นที่ยืนอยู่ตรงข้ามเยี่ยเว่ยหมิง เมื่อเห็นตัวเลขดาเมจที่น่ากลัวนี้แล้ว ก็มองความยาวของหลอดพลังชีวิตที่อยู่เหนือศีรษะตัวเองอีกครั้ง

จะว่าไป ถ้าตอนที่กำลังตะลุมบอนกันแล้วตัวเองถูกสกิลโจมตีหมู่ของอีกฝ่ายพลั้งทำให้เกิดผลปลิดชีพขึ้นมาล่ะ

ทว่าตอนนี้พวกเขากลับไม่มีเวลามาครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างละเอียด เพราะขณะที่เยี่ยเว่ยหมิงลงมือโจมตี น้องดาบกับหนิวจื้อชุนก็ต่างคนต่างถืออาวุธพุ่งเข้ามากลางวัดร้างโหย่วเจียนแล้ว

น้องดาบรับมือกับคู่ภูเขาหิมะวิหคทองอย่างขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกิน ส่วนหนิวจื้อชุนก็โบกเถี่ยเจี้ยงราวกับล้อรถ โจมตีไปยังศิษย์สำนักดาบโลหิตที่ชื่อคนธรรมดาเดินดิน

อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่อยู่ข้างๆ กำลังคิดจะลงมือโจมตีเยี่ยเว่ยหมิงพอดี แต่กลับถูกฉางซิงอวี่ที่เก็บธนูและนำดาบสองคมสามแฉกออกมาขวางไว้

ถังซานไฉ่กับสะพานสวรรค์น้อยที่ตามมาติดๆ รีบสังเกตการณ์สถานการณ์ในสนามรบ แล้วก็ถล่มอาวุธลับกำหนึ่งไปยังคนธรรมดาเดินดินศิษย์สำนักดาบโลหิต

จนกระทั่งตอนนี้ มีเพียงฝั่งหนิวจื้อชุนที่ได้เปรียบในการต่อสู้ที่สุด ถือคติว่าทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสิบนิ้วไม่สู้กำจัดหนึ่งนิ้วของอีกฝ่ายทิ้ง ถังซานไฉ่กับสะพานสวรรค์เลือกรังแกคนที่อ่อนแออย่างไม่ลังเล

ตอนนี้ศูนย์กลางการต่อสู้น่าหวาดเสียวกว่าวิกฤตที่คนธรรมดาเดินดินเผชิญเป็นร้อยเท่า!

ภายใต้การโจมตีนี้ ค่าพลังชีวิตเหนือศีรษะของหลวงจีนไว้ผมถูกเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีหายไปแล้วเกือบหนึ่งในสิบส่วน!

แต่เจ้าหมอนี่ก็เป็นตัวละครที่โหดมากเช่นกัน ตามต้นฉบับเดิมเขามีใบหน้าที่หล่อเหลามาก แต่บทจะทำลายให้เสียโฉมก็ทำลายเลย แม้จะเป็นประมุขเซียงที่อยู่พรรคเดียวกัน บทจะเขาฆ่าก็ฆ่าเลย นิ้วของตัวเองบทจะตัดทิ้งก็ตัดทิ้งทันที!

พอกระบี่ของเยี่ยเว่ยหมิงแทงถูกหัวใจของอีกฝ่าย แม้จะโจมตีจนเกิดดาเมจสูงมากจนทำให้สายตาของทุกคนตกตะลึง แต่ขณะเดียวกันกระบี่ล้ำค่าที่อยู่ในมือเขากำลังภายในกลุ่มหนึ่งตรึงไว้เช่นกัน ถึงขั้นทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าไปเล็กน้อยด้วย

ส่วนหลวงจีนไว้ผมก็ฉวยโอกาสตอนที่เขาเคลื่อนไหวช้าลง เหยียดกระบี่ตรงออกมา แทงตรงมาที่หัวใจของเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว

คนผีร่วมวิถี!


ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในเกม ยอดฝีมือประเภทต่างๆ ที่เยี่ยเว่ยหมิงเจอมาก็มีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น หรือ NPC ก็ไม่เคยเห็นใครสู้จนสุดชีวิตขนาดนี้

เห็นว่าหลบกระบวนท่าไซซีกุมดวงใจของเยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ ก็สู้ตายด้วยท่าคนผีร่วมวิถีเสียเลยอย่างนั้นหรือ

ต้องทราบว่าแม้หลวงจีนไว้ผมคนนี้จะเป็นเพียง NPC คนหนึ่ง แต่กลับมีสมองเหมือนกับผู้เล่น

ถึงขนาดรู้จักนำค่าสเตตัสของตัวเองมาเล่นลูกไม้แล้ว!

ยามเผชิญหน้ากับกระบวนท่านี้ ความรู้สึกของเยี่ยเว่ยหมิงกลับแปลกเป็นพิเศษ

คนผีร่วมวิถี แต่ไหนแต่ไรมาล้วนเป็นเขาที่ใช้สู้กับคนอื่น เคยถูกคนอื่นใช้วิธีการนี้ด้วยซึ่งๆ หน้าเสียที่ไหน

พอเห็นว่าฟ่านเหยาเล่นบทโหดขนาดนี้ เยี่ยเว่ยหมิงนอกจากแอบตะลึงในความโหดของเจ้าหมอนี่แล้ว ก็ยังใช้งานปราณแท้ป้องกันตัวของตัวเองให้ถึงขีดจำกัดสูงสุดได้ทัน พร้อมทั้งบิดตัวหลบจุดสำคัญตรงหัวใจ แต่กลับถูกอีกฝ่ายแทงใต้รักแร้หนึ่งกระบี่

-6606!

ภายใต้การโจมตีของกระบี่นี้ ไม่เพียงแค่ปราณแท้ป้องกันตัวของเยี่ยเว่ยหมิงที่ถูกแทงทะลุ แต่ค่าพลังชีวิตของเขาก็หายไปแล้วเกือบครึ่ง!

ในสายตาของคนอื่น ฉากนี้มีความหมายแตกต่างออกไปโดยสมบูรณ์

ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดมาตลอดว่าเยี่ยเว่ยหมิงมีแค่พลังโจมตีสูง แต่หลังจากเห็นเขาถูกโจมตีหนึ่งครั้ง ก็อดเดาะลิ้นตกตะลึงกับค่าพลังชีวิตของเขาไม่ได้!

ค่าพลังชีวิต 6600 กว่า ถ้าเป็นผู้เล่นที่ฝีมืออ่อนด้อยกว่านี้สักหน่อย คงเกิดผลปลิดชีพไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอื่นเลย

ต่อให้เป็นพวกยอดฝีมือที่อยู่ตรงนี้ ศักยภาพและอุปกรณ์ไม่ได้อ่อนด้อย หากถูกโจมตีแบบนี้สักครั้ง แม้จะไม่ถึงขั้นเกิดผลปลิดชีพคาที่ แต่ค่าพลังชีวิตที่เหลืออยู่ขีดเดียวกลับเกิดขึ้นแน่นอน

แต่เยี่ยเว่ยหมิงคนนี้ ถูกโจมตีจนค่าพลังชีวิตหายไปหกพันหกร้อยกว่า ไม่น่าเชื่อว่าจะยังเหลือค่าพลังชีวิตอยู่เกินครึ่ง!

การโจมตีทรงพลัง ค่าพลังชีวิตยังสูงอีก บวกกับกระบวนท่าอันยอดเยี่ยม

อย่าบอกนะว่าเจ้าหมอนี่ไม่มีจุดอ่อนเลย

ป้องกัน?

เหลวไหล!

บอสคนหนึ่งที่เลเวลหกสิบห้า ใช้กระบวนท่าโหดอย่าง ‘คนผีร่วมวิถี’ ผลปรากฏว่าพรากพลังชีวิตของเขาไปได้เพียงหกพันหกร้อยกว่าเท่านั้น ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้เล่นคนอื่น ก็ไม่กล้าพูดเช่นกันว่าตัวเองมีพลังป้องกันสูงกว่าเยี่ยเว่ยหมิง!

พลังโจมตีสูง ป้องกันสูง พลังชีวิตสูง ตกลงว่าเจ้าหมอนี่มันเป็นตัวอะไรกันแน่

ตกลงว่าเจ้า หรือหลวงจีนไว้ผมกันแน่ที่เป็น BOSS

พอนึกถึงตรงนี้ ทุกคนก็มองไปที่หลวงจีนไว้ผมอีก

เมื่อเห็นขีดพลังชีวิตสองแสนห้าหมื่นเหนือศีรษะเขา…ก็ได้ คนนี้สิ BOSS ตัวจริง

แต่คำถามก็คือ หลวงจีนไว้ผมคนนี้มีเลเวลหกสิบห้า เยี่ยเว่ยหมิงเป็นผู้เล่นคนหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะเลเวลสามสิบแล้ว

ดังนั้นดูจากสัดส่วนค่าพลังชีวิตและดาเมจของสองคนนี้ ถ้ารอให้เยี่ยเว่ยหมิงถึงเลเวลหกสิบห้า แค่ยืนตบบอสอยู่กับที่ก็จะชนะแล้วอย่างนั้นหรือ

แต่ในความเป็นจริง ตอนที่ผู้เล่นคนอื่นคิดแบบนี้ เยี่ยเว่ยหมิงก็ทำแบบนี้ไปแล้ว

พอหลวงจีนไว้ผมแทงถูกใต้รักแร้ของเยี่ยเว่ยหมิง ก็รู้สึกทันทีว่ากระบี่ล้ำค่าในมือถูกกำลังภายในลึกลับบางอย่างพัวพันไว้ ทำให้กระบี่ล้ำค่าที่แทงใต้รักแร้เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนจมลงโคลน ชั่วขณะนั้นเขาชักกลับมาไม่ได้เลย!

ความรู้สึกแบบนี้ หลวงจีนไว้ผมคุ้นเคยที่สุดแล้ว

นอกจาก ‘คนผีร่วมวิถี’ ที่เขาเพิ่งใช้ ในยุทธภพนี้ยังมีวิทยายุทธ์อื่นที่ทำให้เกิดผลแบบเดียวกันอยู่อีกหรือ

ตอนที่เพิ่งเกิดความประหลาดใจขึ้น หลวงจีนไว้ผมก็สัมผัสได้ว่ากำลังภายในที่เหมือนเส้นเหล็กไหลขึ้นมาจากคมกระบี่ จมเข้ามาในแขนและร่างกายครึ่งหนึ่งของเขา ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลงทันที

วินาทีถัดมา ในที่สุดหลวงจีนไว้ผมก็ตัดสินได้แล้วว่าเคล็ดวิชาที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้ก็คือคนผีร่วมวิถี

แต่ก็ไม่ทันแล้ว!

ขณะที่ใช้ร่างกายของตัวเองกักกระบี่ล้ำค่าของอีกฝ่ายไว้ เยี่ยเว่ยหมิงก็รีบดึงกระบี่แสงทองออกจากหัวใจของฟ่านเหยา กระบี่ออกมาพร้อมกับเลือดสีแดงสดสะดุดตา

จากนั้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะไหวตัวทัน เขาก็ใช้กระบี่แสงทองแทงกลับเข้าไปบนบาดแผลเดิมอีกครั้ง

ฉึก!

ระหว่างที่ชักออกและเสียบเข้า เหนือศีรษะของหลวงจีนไว้ผมก็มีตัวเลขดาเมจจำนวนมหาศาลลอยขึ้นมาอีกครั้ง เจ็บจนร้องออกมาอย่างทนไม่ไหว “อา!”

-34567!

เป็นตัวเลขดาเมจห้าหลักอีกแล้ว ทั้งยังโหดกว่าก่อนหน้านี้ด้วย

ถึงอย่างไรก็เป็นเคล็ดกระบี่ระดับสูง ต่อให้เป็น ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ เลเวลสิบ สัดส่วนโบนัสดาเมจก็ไม่มีทางเทียบกับ ‘คนผีร่วมวิถี’ ได้!

และเช่นเดียวกัน เมื่อโจมตีครั้งเดียวแล้วเกิดดาเมจแบบนี้ ก็อธิบายได้ว่าผลของเคล็ดจิต ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ที่เขาใช้เวลาคำนวณเลขไปนาทีกว่าก่อนหน้านี้ยังไม่หายไป การโจมตี ‘คนผีร่วมวิถี’ เป็นครั้งที่สองก็อยู่ในการคำนวณของเขาเช่นกัน!

เห็นฉากนี้ บรรดาคนที่มองอยู่ข้างๆ ก็พูดไม่ออกแล้ว!

ก่อนหน้านี้ พวกเขาแค่สมมุติว่าถ้ารอให้เยี่ยเว่ยหมิงถึงเลเวลหกสิบห้า จะยืนตบบอสที่อยู่ตรงหน้าเขาได้แล้ว

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับใช้การปฏิบัติจริงตบหน้าพวกเขาแล้ว!

เยี่ยเว่ยหมิงเหมือนกำลังพูดว่า ข้ากล้าทำอย่างนั้นตั้งแต่ตอนนี้เลย!

สองกระบี่แลกหนึ่งกระบี่ เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกว่าตัวเองไม่ขาดทุน

แต่ด้วยค่าพลังชีวิตของเขาตอนนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางใช้วิธีการเอาเลือดมาแลกเลือดอย่างถึงที่สุดกับบอสเลเวลหกสิบห้าได้ หลังจากแทงถูกครั้งที่สอง เขาก็ไม่ให้โอกาสฟ่านเหยาใช้คนผีร่วมวิถี เขาปล่อยกระบี่อย่างไม่ลังเล จะได้หลีกเลี่ยงไม่ให้อีกฝ่ายพัวพันเขาไว้แล้วใช้วิธีการโหดเหี้ยมกับเขา

“โจรกระจอก เอาเปรียบกันขนาดนี้แล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ”

หลวงจีนไว้ผมเป็นใครกันล่ะ

เขาคือทูตขวาผู้สง่าผ่าเผยแห่งพรรคจรัส บรรดา NPC แห่งบู๊ลิ้มภาคกลางเรียกว่า ปีศาจแห่งพรรคมาร!

เขาไม่ใช่คนดีที่รังแกแล้วยังเก็บกั้นความโกรธเอาไว้ได้

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงดึงกระบี่ เขากลับอดทนความเจ็บตรงหัวใจ ก้าวตามไปหนึ่งก้าวทันที จากนั้นใช้มือซ้ายตบออกมา ตบไปที่หัวใจของเยี่ยเว่ยหมิง!

เมื่อเห็นหลวงจีนไว้ผมยังไม่ยอมเลิกรา เยี่ยเว่ยหมิงก็เผยสีหน้าตกใจกลัวอย่างยากจะปิดบัง ขณะที่เขาถอยหลัง มือขวาของเขาก็คว้าด้ามกระบี่แสงทองที่ก่อนหน้านี้เคยปล่อยออกอีกครั้ง ท่าทางเหมือนอยากจะชักกลับมาป้องกันตัวเอง

ส่วนมือซ้ายก็ตั้งรับฝ่ามือของฟ่านเหยาพอเป็นพิธี เหมือนจะป้องกันวิชาหมัดเท้าของอีกฝ่ายไว้ชั่วคราวเพื่อถ่วงเวลาให้ตัวเองชักกระบี่ออกมา

เมื่อเห็นว่าเยี่ยเว่ยหมิงส่อแววว่าจะแพ้ อวิ๋นหวาซั่งเซียนและศัตรูคนอื่นๆ ที่เป็นผู้เล่นย่อมดีใจมาก แต่บรรดาเพื่อนร่วมทีมของเยี่ยเว่ยหมิงไม่มีใครร้อนใจแทนเขาสักคน

น้องดาบถึงขั้นแอบเห็นใจหลวงจีนไว้ผมที่เป็นศัตรูอยู่ลึกๆ

เพราะทุกครั้งที่เยี่ยเว่ยหมิงเผยความอ่อนแอ แสดงสีหน้าน่าสงสารและสิ้นหวังแบบนี้ออกมา ก็แสดงว่าศัตรูของเขากำลังจะดวงซวยแล้ว

สำหรับจุดนี้ น้องดาบรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เคลือบแคลงแม้แต่น้อย

เป็นการตระหนักรู้ที่เจ็บปวด!

ส่วนฟ่านเหยาที่ได้สัมผัสกับเยี่ยเว่ยหมิงครั้งแรก ก็ย่อมไม่ได้ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งเท่าน้องดาบ ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะบอสเวอร์ชั่นถูกตอนแล้วในโหมดภารกิจ เขาก็ตระหนักรู้อะไรบางอย่างแล้วเช่นกัน

ขณะที่มองเยี่ยเว่ยหมิงรับฝ่ามือของเขา มุมปากก็เผยรอยยิ้มน่าเวทนาทันที กำลังภายในบนหมัดเพิ่มขึ้นจากเศษส่วนเป็นสิบส่วน ตบลงไปบนฝ่ามือของเยี่ยเว่ยหมิงอย่างแรง

พรึ่บ!

“อา!…”

ภายใต้การโจมตีนี้ เหนือศีรษะของเยี่ยเว่ยหมิงมีเลขดาเมจ ‘-1364’ ลอยขึ้นมา แต่วินาทีถัดมา หลวงจีนไว้ผมคู่ต่อสู้ของเขากลับจมหายไปในพลังฝ่ามือรูปมังกรที่มีพลังสิบส่วนแล้ว

-21234!

ภายใต้การโจมตีนี้ แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะถูกคริติคอลดามเมจจนพลังชีวิตหายไปอีก แต่ ‘มังกรซ่อนกบดาน’ เลเวลเต็มของเขากลับสะท้อนกลับดาเมจฝ่ามือของอีกฝ่ายสามสิบเปอร์เซ็นต์ กอปรกับส่งกำลังภายในทั้งหมดของตัวเองไปทักทายบนตัวหลวงจีนไว้ผมด้วย

กอปรกับตอนนี้ยังมีผลจาก ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ จึงสร้างดาเมจจำนวนมหาศาลย้อนกลับไปให้ฟ่านเหยาได้โดยตรง!

ภายใต้การโจมตีนี้ ค่าพลังชีวิตของเยี่ยเว่ยหมิงลดลงอีกครั้ง แต่เส้นชีพจรบนแขนของฟ่านเหยากลับสะเทือนจนบาดเจ็บหลายเส้น ภายในเวลาสั้นๆ แขนทั้งแขนติดสถานะหมดแรง!

ภายใต้การต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ค่าพลังชีวิตของฟ่านเหยาถูกเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีทิ้งไปแล้วหนึ่งในสามส่วน แต่พลังชีวิตของเยี่ยเว่ยหมิงกลับลดลงเกินครึ่ง เหลืออยู่ประมาณสองส่วนจากห้าส่วนเท่านั้น

แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับทำลายแขนข้างหนึ่งของฟ่านเหยาได้สำเร็จ จึงถือว่าไม่ขาดทุน

มิหนำซ้ำ การโจมตีของเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น!

ตอนที่ทั้งสองต่างคนต่างสะเทือนถอยหลังเพราะพลังฝ่ามือ ฟ่านเหยาที่บาดเจ็บหนักกว่าก็ตกอยู่ในสถานะแช่แข็ง เยี่ยเว่ยหมิงกลับฉวยโอกาสนี้พลิกข้อมือดีดลูกดีดเหล็กออกไป

แกร๊ง!

ครั้งนี้ เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้เล็งไปที่จุดสำคัญของอีกฝ่ายเพื่อพรากพลังชีวิต แต่ยิงไปบนกระดูกบ่าข้างขวาของฟ่านเหยาอย่างแม่นยำ

ตอนนี้ปราณแท้ป้องกันตัวของหลวงจีนไว้ผมเพิ่งจะถูกเยี่ยเว่ยหมิงโจมตีแตกกระจาย ทำให้ป้องกันไม่ทัน ถูกโจมตีคาที่แล้ว

-34315!

กระดูกแตก!

เพียงชั่วครู่ก่อนหน้านี้ แม้เยี่ยเว่ยหมิงจะถูกคนผีร่วมวิถีของฟ่านเหยาโจมตีไปหนึ่งครั้ง แต่ตอนหลังกลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบทุกอย่างในระหว่างการต่อสู้

ตั้งแต่ต้นจนจบที่ต่อสู้กันมา หลวงจีนไว้ผมกลับถูกเยี่ยเว่ยหมิงใช้ท่าไซซีกุมดวงใจ คนผีร่วมวิถี มังกรซ่อนกบดาน ดรรชนีศักดิ์สิทธิ์!

ไม่เพียงแค่ทำให้พลังชีวิตสองแสนห้าของบอสเลเวลสูงหายไปเกือบครึ่ง ทั้งยังทำให้แขนของเขาขาดไปสองข้างด้วย!

ต้องทราบว่าบนตัวของหลวงจีนไว้ผมมีแขนแค่สองข้างเท่านั้น!

ถ้านี่เป็นการสู้แบบตัวต่อตัว เยี่ยเว่ยหมิงก็ถึงขั้นมั่นใจว่าในการต่อสู้ตอนหลังจะได้เปรียบมากกว่านี้ และสุดท้ายก็จะได้ชัยชนะ สังหารบอสเลเวลหกสิบห้าด้วยกระบี่ให้ตายได้ในคราเดียว!

ในสายตาของคนนอก ตั้งแต่ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงลงมือจนถึงตอนนี้ ก็ควบคุมจังหวะการต่อสู้ไว้ในมือตัวเองอย่างดีมาตลอด รังแกบอสเลเวลหกสิบห้าจนหัวหมุน ถึงขั้นมีศักยภาพที่จะท้าสู้ตัวต่อตัวกับบอสเลเวลหกสิบห้าได้แล้ว

แต่ที่จริงแล้วตัวเองนั้นรู้เรื่องของตัวเองดี เยี่ยเว่ยหมิงรู้ชัดว่าตัวเองกับบอสเลเวลหกสิบห้าที่อยู่ตรงหน้าแตกต่างกันมากขนาดไหน

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้โจมตีได้อย่างสวยงาม ถ้าจะบอกว่าเขามีศักยภาพแข็งแกร่ง ก็ไม่สู้บอกว่าผลจากเอฟเฟ็กต์ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ วิปริตเกินไป!

และการที่เขาใช้งาน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ได้สำเร็จ สาเหตุหลักก็เป็นเพราะข้อจำกัดด้านฉากของภารกิจ ทำให้หลวงจีนไว้ผมไม่มีทางก้าวออกจากวัดร้างอู๋เจียนแห่งนี้ไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

ไม่อย่างนั้นต่อให้ตอนนี้เขาลดผลของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ให้เหลือประมาณหนึ่งนาทีครึ่ง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เคล็ดจิตนี้ต่อหน้าบอสเลเวลยี่หกสิบห้าได้อย่างราบรื่น

แต่ถ้าไม่ได้เปิดใช้งาน ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ เมื่ออยู่ต่อหน้าบอสเลเวลแบบนี้อย่างหลวงจีนไว้ผม เขาก็เป็นเพียงน้องชายคนหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ หลังจากผ่านการต่อสู้อันน่าหวาดเสียวตื่นเต้นเพียงชั่วพบหน้ากัน ผลจาก ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ ของเขาก็สิ้นสุดลงแล้ว

ถ้าคิดจะต่อสู้ให้ได้อย่างงดงามต่อไปอีก เขาก็ต้องคำนวณเลขใหม่อีกรอบ

ทว่า ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงภายนอกดูยโสโอหัง แต่ร่างกายก็ยังถูกฝ่ามือของหลวงจีนไว้ผมจนกระเด็นถอยหลังและติดสถานะลอย ข้างหลังกลับมีร่างหนึ่งโผล่มาจากที่ลับ ตอนที่ทุกคนยังไหวตัวไม่ทัน อีกฝ่ายก็มาถึงข้างหลังของเยี่ยเว่ยหมิงและยื่นนิ้วข้างขวาออกมาจิ้มบนแผ่นหลังของเขาต่อเนื่องหลายครั้งแล้ว

-1317!

ตรึงร่าง!

สุดยอดทักษะของตระกูลต้วนแห่งแคว้นต้าหลี่…ดรรชนีเอกสุริยัน!


ก่อเหตุใต้รักแร้![1]

แม้ทุกคนจะเดาออกตั้งแต่ก่อนเข้าวัดแล้วว่าอีกฝ่ายอาจมีผู้ช่วยคนอื่นซ่อนตัวอยู่

แต่เนื่องจากเวลาจำกัดของสองภารกิจต่างกัน อีกฝ่ายค่อยๆ เสียเวลาได้ แต่พวกเยี่ยเว่ยหมิงกลับเสียเวลาไม่ไหว

ดังนั้น ต่อให้รู้อยู่แก่ใจว่ามีอันตราย เยี่ยเว่ยหมิงก็ยังตัดสินใจอาศัยความได้เปรียบของ ‘ไท้ซัวเป็นไฉน’ มาปะทะซึ่งๆ หน้า

อยากร่ำรวยก็ต้องเสี่ยงอันตรายเยอะ!

ตั้งแต่ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงก้าวเข้าประตูวัดมา การต่อสู้ก็เข้าสู่จุดเดือดในชั่วพริบตา เยี่ยเว่ยหมิงปะทะกับหลวงจีนไว้ผมนั่นไม่ต้องพูดถึง คนอื่นก็เข้าสู่การต่อสู้ที่ตึงเครียดเช่นกันแม้การป้องกันว่าอีกฝ่ายจะมีแผนสำรองจะสำคัญมาก แต่ถ้าโจมตีจนตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบภายในเวลาที่เยี่ยเว่ยหมิงถ่วงฟ่านเหยาไว้ไม่ได้ พวกเขาก็จะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อันตรายมากขึ้น

ดังนั้น ทีมนี้จึงใช้ท่าไม้ตายออกมาหมด

ภายในเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาที การต่อสู้ก็แทบจะมีแนวโน้มไปในทางเดียว ทุกคนถึงขั้นแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายซ่อนผู้ช่วยเอาไว้ในที่ลับ

แต่กลับคาดไม่ถึงว่า อีกฝ่ายไม่เพียงแค่ดักซุ่มเท่านั้น คนที่ดักซุ่มยังมีฝีมือร้ายกาจและอดทนอดกลั้นเก่งอีกด้วย!

ไม่น่าเชื่อว่าอีกฝ่ายจะซ่อนตัวจนถึงตอนนี้แล้วค่อยลงมือกับเยี่ยเว่ยหมิง

ต้องทราบว่าคนธรรมดาเดินดินแห่งสำนักดาบโลหิตถูกหนิวจื้อชุนกับถังซานไฉ่ฆ่าตายแล้ว!

พอโจมตีสำเร็จ ผู้ลอบโจมตีก็ชักกระบี่ยาวออกมาทันที เตรียมจะแทงเยี่ยเว่ยหมิงที่ถูกตรึงร่างไว้สักสองสามที

ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่คิดจะไปช่วยเหลือคนธรรมดาเดินดินเลย

เนื่องจากไม่ว่าจะพิจารณาด้านไหน

การนำหัวของคนธรรมดาเดินดินมาแลกหัวของเยี่ยเว่ยหมิง สำหรับฝั่งศัตรูแล้วถือว่าเป็นการได้กำไร ทั้งยังเป็นกำไรที่เกินควรด้วย!

ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายมีแผนชั่ว ฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงก็ใช่ว่าจะไม่ได้เตรียมตัวรับมือ

ตั้งแต่เข้าวัดมา คนในทีมตัวเองก็สังหารเต็มที่ มีเพียงสะพานสวรรค์น้อยที่ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่นางคอยใช้เข็มบินคอยยิงสนับสนุนการต่อสู้ของเพื่อนอีกสี่คนในทีม ความสนใจหลักอยู่ข้างกายของเยี่ยเว่ยหมิงมาตลอด

เพียงแต่คนที่ลอบจู่โจมคนนั้นซ่อนตัวได้ดีเกินไป แล้วตอนที่ปรากฏตัวก็อยู่ใกล้กับเยี่ยเว่ยหมิงมาก สะพานสวรรค์น้อยจึงไปช่วยไม่ทันเวลา

แต่ทันทีที่เยี่ยเว่ยหมิงถูกจิ้มจุดเลือดลม กระบี่มังกรคำรามและกระบี่จินสยาก็ปรากฏอยู่ในมือสองข้างของนางพร้อมกัน จากนั้นก็ใช้ท่าพเนจรสุดขอบฟ้าโจมตีผู้ลอบโจมตี

การช่วยเหลือของสะพานสวรรค์น้อยจะเรียกว่ามาไม่ทันก็ไม่ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้ลอบโจมตีก็มีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชนเช่นกัน เหมือนเดาออกตั้งแต่แรกแล้วว่าสะพานสวรรค์น้อยจะมาช่วย

เมื่อเห็นนางลงมือ ก็ไม่มีความคิดที่จะปะทะซึ่งหน้า แต่ดึงบ่าเยี่ยเว่ยหมิงที่ถูกควบคุมจุดเลือดลม ใช้ร่างกายของเยี่ยเว่ยหมิงมาเป็นโล่ ต้านการโจมตี ‘กระบี่คู่ผนึกรวม’ จากสะพานสวรรค์น้อยไว้

สะพานสวรรค์น้อยจะคาดคิดได้อย่างไรว่าจู่ๆ ศัตรูจะใช้วิธีการนี้

เนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะโจมตีไปถูกเยี่ยเว่ยหมิง นางจึงรีบหยุดใช้กระบวนท่า แต่เนื่องจากปราณแท้ย้อนทำร้าย ทำให้นางตกอยู่ในสถานะแช่แข็งจุดห้าวินาทีแล้ว

ผู้ที่ลอบโจมตีเห็นแล้วยิ้มอย่างลำพองใจ แต่กลับไม่รีบแทงกระบี่ไปบนตัวเยี่ยเว่ยหมิง เขาชูนิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมจะควบคุมเยี่ยเว่ยหมิงต่อไปแล้วค่อยว่ากัน

แต่ชั่วพริบตาที่เขาชูนิ้วขึ้นมา เหนือศีรษะของเยี่ยเว่ยหมิงกลับมีตัวเลขดาเมจสีแดงลอยขึ้นมาแล้ว

-1400!

ขณะเดียวกันนี้เอง เยี่ยเว่ยหมิงที่เดิมทีถูกโจมตที่จุดเลือดลมก็พลันขยับตัวได้แล้ว!

เห็นสองเท้าของเขาพลันแตะพื้น ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้แผ่นหลังกระแทกไปยังหน้าอกของผู้ลอบโจมตีอย่างแรง

เห็นได้ชัดว่าผู้ลอบโจมตีไม่เคยเห็นวิธีการอย่างนี้มาก่อน ภายใต้ความงงงวย เขาถูกชนกระแทกไปแล้วเต็มๆ

จากนั้นก็เห็นกระบี่แสงทองในมือเยี่ยเว่ยหมิงควงเข้าด้านในแล้วชูขึ้นสูง ตามด้วยแทงไปยังท้องน้อยของตัวเอง

ตราบชั่วฟ้าดิน!

เคล็ดกระบี่ระดับสูงของอู่ตัง แม้จะมีเพียงกระบวนท่าเดียว แต่ประสิทธิภาพการใช้งานกลับค่อนข้างซับซ้อน ซับซ้อนถึงขั้นไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนท่าโดยละเอียด ได้แต่อาศัยการถ่ายทอดความจำหลังจากเรียนรู้แล้ว ทำให้เยี่ยเว่ยหมิงเข้าใจการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อยู่ในนั้นโดยตรง

ตราบชั่วฟ้าดิน: ตอนที่เปิดใช้งาน หากบนตัวติดสถานะควบคุม พลังชีวิต 10% ที่ต้องสละไปจะนำมาหักสถานะควบคุมทั้งหมดที่อยู่บนตัว เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะใช้กระบวนท่าสำเร็จได้อย่างราบรื่น อีกทั้งเมื่อใช้ท่านี้แล้วห้ามถูกขัดจังหวะกลางคัน ไม่อย่างนั้นจะติดสถานะแช่แข็งนานถึงห้าวินาที

ติดสถานะแช่แข็งแม้จะไม่เสียค่าพลังชีวิต แต่เมื่ออยู่ในการต่อสู้ สถานะแบบนี้น่ากลัวกว่าคริติคอลดาเมจหนึ่งครั้งเสียอีก!

ดังนั้น ขอเพียงใช้งานตราบชั่วฟ้าดิน ไม่ว่าจะโจมตีถูกศัตรูสำเร็จหรือไม่ แต่กระบี่ก็ยังต้องแทงต่อไปอีกครั้ง

กระบี่แสงทองแทงทะลุท้องน้อยของเยี่ยเว่ยหมิงก่อน แทงผ่านท้องน้อยของเขาไปข้างหลัง แล้วก็แทงเข้าไปในแผ่นหลังช่วงเอวของผู้รอบโจมตีอย่างเหมาะเจาะ โจมตีครั้งเดียวทะลุไต!

ส่วนถ้าถามว่าทำไมตราบชั่วฟ้าดินต้องแทงเอวของศัตรู

ตอนที่คุยกับอินปู้คุยก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ให้เยี่ยเว่ยหมิงฟัง

หลังจากอินหลีถิง อาจารย์ของเขาถูกหยางเซียวแย่งภรรยา ด้วยความโกรธแค้นจึงปรับปรุงตราบชั่วฟ้าดินให้ดีขึ้น เปลี่ยนจากเคล็ดกระบี่ระดับกลางให้เป็นเคล็ดกระบี่ระดับสูงแล้ว

ตำแหน่งโจมตีหลังจากปรับปรุงกระบวนท่านี้แล้ว ก็คือเอวของฝ่ายตรงข้าม!

อย่างไรเสีย นี่ก็คือกระบวนท่าที่อินหลีถิงเตรียมตัวจะพินาศย่อยยับไปพร้อมกับหยางเซียวอยู่แล้ว

ถ้าถามว่าอินหลีถิงอยากแทงจุดสำคัญตรงไหนของหยางเซียวมากที่สุด

คำตอบของคำถามนี้เดาได้ไม่ยาก

แน่นอนว่าต้องเป็นน้องชายตรงหว่างขาของเขา!

แต่เป้าหมายนั้นทำให้เป็นความจริงได้ยาก สุดท้ายอินหลีถิงก็ทำได้เพียงเปลี่ยนแผนสำรอง เปลี่ยนจากตัดอวัยวะเพศเป็นโจมตีไตแทน

-1522

-19864!

ตราบชั่วฟ้าดิน แม้จะเป็นทักษะที่ทำให้ผู้โจมตีพินาศย่อยยับไปพร้อมศัตรู แต่การปลิดชีพตัวเองเป็นเรื่องรอง เป้าหมายสุดท้ายยังคงเป็นการทำให้ศัตรูตาย

ดังนั้นหลังจากใช้กระบวนท่านี้แล้ว ดาเมจที่เกิดกับตัวเองกับดาเมจที่เกิดกับศัตรูก็จะไม่เหมือนกัน

ตอนที่กระบี่ล้ำค่าแทงตัวเอง นั่นคือสิ่งที่คำนวณไว้แล้ว เขาหลีกเลี่ยงอวัยวะสำคัญในร่างกาย ดังนั้นประสิทธิภาพของมันจึงทำให้เกิดแค่ดาเมจโจมตีขั้นพื้นฐานที่สุดหลังจากมองข้ามการป้องกันไป

กระบี่ที่แทงทะลุร่างกายไปถูกตัวศัตรูต่างหาก ที่แสดงประสิทธิภาพ 350% ที่แท้จริงออกมา! กอปรกับผลคริติคอลดาเมจเพราะแทงถูกจุดสำคัญ ภายใต้กระบี่นี้ของเยี่ยเว่ยหมิง ผู้ลอบโจมตีถูกแทงจนกลายเป็นแสงสีขาวไปแล้ว

ปลิดชีพ!

ผู้เล่นสกุลต้วนแห่งต้าหลี่ที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ ดรอปยาจินฉวงหนึ่งขวด

หลังจากต่อสู้ซ้ำไปซ้ำมา ค่าพลังชีวิตเยี่ยเว่ยหมิงก็เหลือเพียง 1800 นี่ยังเป็นผลที่ฟื้นฟูกลับมาโดยอัตโนมัติหลังจากสังหารผู้ลอบโจมตีไปบ้างแล้ว

เขาในตอนนี้ ขอเพียงถูกอีกฝ่ายโจมตีอีกสักครั้งสองครั้ง ก็จะถูกปลิดชีพคาที่ทันที

แต่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อครู่นี้ผู้ลอบโจมตีใช้แผนสำรองเรียบร้อยแล้ว และหลังจากที่ฝั่งเยี่ยเว่ยหมิงสังหารผู้ลอบโจมตีนิรนามตาย หนิวจื้อชุนกับถังซานไฉ่ที่ร่วมมือกันก็สังหารจนคนธรรมดาเดินดินแห่งสำนักดาบโลหิตกลายเป็นแสงสีขาวไปแล้ว

จากนั้น ภายใต้การบัญชาการของเยี่ยเว่ยหมิง ถังซานไฉ่ก็เริ่มไปช่วยเหลือน้องดาบ ส่วนหนิวจื้อชุนก็ไปร่วมกับสะพานสวรรค์น้อยแล้วเริ่มซ้อมฟ่านเหยาที่สองแขนพิการไปแล้ว

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงก็ถอยไปด้านข้าง แล้วเริ่มกินยาฟื้นฟูพลังชีวิต

ตอนนี้ อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่ถูกฉางซิงอวี่โจมตีมาตลอดกลับยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะฝ่าเงาทวนที่ลอยเต็มฟ้าของฉางซิงอวี่ จิ้มลงมาที่จุดเลื่อนลมตรงหน้าอกของเขาแล้ว

ฉางซิงอวี่เห็นแล้วตกใจ รีบวางทวนในแนวขวาง ใช้ด้ามทวนกั้นนิ้วอันรวดเร็วปานสายฟ้าของเขาไว้

ติ๊ง!

ตามด้วยเสียงที่ไพเราะหนึ่งครั้ง ฉางซิงอวี่ตัวแข็งทื่อทันที ทั้งตัวถูกผนึกด้วยน้ำแข็งหนึ่งชั้น ติดสถานะแช่แข็งแล้ว!

[1] ก่อเหตุใต้รักแร้ 变生肘腋 อุปมาว่าเรื่องราวเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ข้างกายตัวเอง

อวิ๋นหวาซั่งเซียนที่โจมตีสำเร็จไปหนึ่งครั้งกลับไม่มีท่าทีว่าจะไล่ตามโจมตีอีก แต่วิ่งหนีไปทางด้านนอกประตูใหญ่ทันที

ตอนนี้แม้ทุกคนของฝ่ายเยี่ยเว่ยหมิงจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ความได้เปรียบนี้ก็ยังไม่ถึงขั้นบดขยี้อีกฝ่ายได้

ทุกคนล้วนกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง พยายามสร้างสถานการณ์ให้ได้ชัยชนะโดยเร็ว กอปรกับก่อนหน้านี้ฉางซิงอวี่อยู่ในจุดที่ได้เปรียบโดยสมบูรณ์มาตลอด ทุกคนก็ยิ่งไม่ได้สนใจการต่อสู้ทางฝั่งเขา

ตอนนี้เมื่ออวิ๋นหวาซั่งเซียนเห็นว่าสถานการณ์ฝั่งตนเองสิ้นหวังแล้ว จู่ๆ ก็หนีไปหลังจากเผยไพ่ใบสุดท้าย ย่อมไม่มีใครหยุดยั้งเขาไว้ทัน ยกเว้นคนคนหนึ่ง

คนคนนั้นก็คือ เยี่ยเว่ยหมิงที่กำลังยืนฟื้นฟูพลังชีวิตอยู่ข้างประตูวัด!

สายตาของเยี่ยเว่ยหมิอยู่บนตัวของอวิ๋นหวาซั่งเซียน อีกฝ่ายก็มองเขาเช่นเดียวกัน

สองคนนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดการต่อสู้ในภารกิจครั้งนี้!

หากอวิ๋นหวาซั่งเซียนกำจัดเยี่ยเว่ยหมิงได้ เขาก็ยอมทำภารกิจสังหารของเขาสำเร็จ ขณะเดียวกันก็จะได้รับตำราลับกำลังภายในระดับสูงหนึ่งเล่มด้วย

ในฐานะผู้เล่นคนหนึ่ง ต่อให้ทำภารกิจจบแล้วถูกคนอื่นฟันแยกชิ้นส่วนศพ แต่ก็เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ขาดทุนอยู่ดี

สถานการณ์ของเยี่ยเว่ยหมิงก็เช่นเดียวกัน ขอเพียงเขาทำให้อวิ๋นหวาซั่งเซียนคนนี้ตายได้ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งเลเวล!

ดังนั้น พวกเขาล้วนมีเหตุผลที่จะยอมแลกทุกอย่างเพื่อฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย

แต่พวกเขาก็ยังไม่มีใครลงมือทั้งนั้น

ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างนิ่งสงบ

คนหนึ่งวิ่งหนีต่อไป ส่วนอีกคนก็ฟื้นฟูพลังชีวิตต่อไป

อวิ๋นหวาซั่งเซียนแม้จะไม่บุ่มบ่ามลงมือในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่มั่นใจ แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับมองเลเวลและค่าประสบการณ์ของ ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ บนคอลัมน์สกิลแล้ว…

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา!

“หึ!”

ตอนนี้กลับได้ยินฉางซิงอวี่ที่ถูกแช่แข็งทำเสียงฮึดฮัด จากนั้นพลังกลุ่มหนึ่งก็กระเพื่อมออกมาจากบนตัวเขา สะเทือนจนน้ำแข็งกระจายไปทั่ว เขาหลุดพ้นจากสถานะแช่แข็งก่อนหน้านี้แล้ว!

สายตามองไปยังอวิ๋นหวาซั่งเซียนหนีออกไปนอกวัดอีกครั้ง แต่ในดวงตาของเขากลับเผยแววตกตะลึงไร้ที่เปรียบ

เดิมทีเขานึกว่าเมื่อตัวเองมีทวนยาวที่เป็นอาวุธล้ำค่าอยู่ในมือ หากได้เผชิญหน้ากับเจ้าปัญญาอ่อนที่เรียกตัวเองว่าอวิ๋นหวาซั่งเซียนอีกครั้งก็จะเอาชนะได้แน่นอน แต่กลับคาดไม่ถึงว่าตอนที่อีกฝ่ายกำลังทำตัวเหมือนเป็นบ้าขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่ายังซ่อนวิชาดรรชนีที่น่ากลัวเอาไว้ด้วย!

นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาของอู่ตังแน่นอน!

เมื่อลองนึกตามภารกิจที่สหายเยี่ยเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ อย่าบอกนะว่านอกสำนักอู่ตัง ยังมีอาจารย์คนที่สองซ่อนอยู่อีก วิชาดรรชนีที่ดุร้ายนี้ถ่ายทอดมาจากหยวนเจินนั่นน่ะหรือ

ขณะที่กำลังครุ่นคิด ฉางซิงอวี่ก็พบว่าอวิ๋นหวาซั่งเซียนหายไปจากสายตาของทุกคนที่อยู่ในวัดอย่างสิ้นเชิงแล้ว

ขณะเดียวกันนี้เอง ขุนเขาลำธารย่อมพานพบกับเซียนสาวน้อยนักกินก็ส่งสายตาให้กันแวบหนึ่ง แล้วก็เริ่มสู้ไปพลางถอยไปพลาง หลังจากได้โอกาสแล้วก็หันตัววิ่งหนีไป

ขนาดอวิ๋นหวาซั่งเซียน เยี่ยเว่ยหมิงยังไม่รีบกำจัดเลย ถ้าให้สู้กับสองคนที่ไม่มีผลได้ผลเสียกับตนโดยตรง เขาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะเสี่ยงลงมือ ไม่เพียงแค่ไม่ไปห้ามไว้ ถึงขั้นเป็นฝ่ายถอยหลังสองก้าวเองด้วย ปล่อยให้อีกฝ่ายวิ่งต่อไปโดยไม่ต้องพะวงเรื่องใด

เขาบอกในช่องทีมว่า [ทุกคนไม่ต้องไล่ตามแล้ว ฆ่า BOSS สำคัญกว่า อย่าให้ภารกิจของปลี่ยนแปลง]

ทุกคนได้ยินแล้วหยุดฝีเท้า จากนั้นต่างคนต่างเข้าร่วมการล้อมโจมตีหลวงจีนไว้ผมอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม

มีเพียงน้องดาบที่ไม่ได้ลงมือทันที แต่อมยิ้มพูดกับเยี่ยเว่ยหมิงว่า “ตอนนี้เจ้าอ่อนแอถึงขั้นนี้แล้วหรือ ได้แต่ปล่อยให้อวิ๋นหวาซั่งเซียนนั่นหนีไปโดยไม่ตะโกนหยุดสักคำ ต้องรู้ไว้นะว่าพวกเรามีกันเยอะขนาดนี้ ขอเพียงเจ้าถ่วงเวลาเขาไว้สักก้าว รอให้พวกเรามีเวลาว่าง ก็ล้อมเข้าไปโจมตีให้เขาตายได้แล้ว…

…จากนั้น กำลังภายในระดับสูงของเจ้าก็จะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเลเวล นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วส่ายหน้าเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างจนใจ “นึกไม่ถึงว่าเจ้ายังมองออก หลังจากข้าเพิ่งทำดาเมจไป ข้าก็ติดสถานะอ่อนแอจริงๆ ถ้าเจ้าอยากจะสังหารข้าเพื่อระบายความโกรธ บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวของเจ้าก็ได้”

ขณะที่พูดก็ขยิบตาให้อีกฝ่าย “ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากกำจัดข้าแล้ว ยังได้ดรอปตำราลับกำลังภายในระดับสูงเล่มหนึ่งจากตัวข้าด้วยนะ ไม่เพียงแค่ได้ระบายความโกรธ ถ้ายังได้ผลตอบแทนแบบนี้ด้วย เจ้าอยากลองดูสักหน่อยไหมล่ะ”

เยี่ยเว่ยหมิงกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่เจตนาขู่

แม้ภารกิจถูกไล่สังหารจะไม่ได้บอกไว้ชัดเจน แต่แค่คิดก็รู้แล้วว่าตราบใดที่ภารกิจนี้ยังไม่จบ ไม่ว่าเยี่ยเว่ยหมิงจะถูกใครสังหาร ‘เคล็ดวิชาจักรวาล’ ของเขาก็ต้องดรอปออกมาอยู่ดี

ไม่อย่างนั้นแล้ว ด้วยความสามารถของอวิ๋นหวาซั่งเซียนที่ห่างไกลจากเขา หลังจากเขาได้รับแจ้งเตือนจากภารกิจแล้วก็วิ่งหนีออกนอกเมืองได้ วิ่งหนีไปไกลแค่ไหนก็ยิ่งดี

หลังจากรอให้อีกฝ่ายตามทันแล้ว ก็ค่อยชักกระบี่ออกมาปาดคอตัวเอง พอกลับไปคืนชีพในเมืองแล้วก็ค่อยหนีไปทางทิศตะวันตก…

พอเป็นแบบนี้ อย่างมากเขาก็ตายแค่สามถึงห้าครั้ง แล้วก็อดทนจนถึงเวลาที่ภารกิจจบได้แล้ว ตอนนั้นเมื่อมีการแจกรางวัลภารกิจ เคล็ดวิชาจักรวาลก็จะเพิ่มหนึ่งเลเวลทันที ยังคงไม่ขาดทุน

ส่วนอวิ๋นหวาซั่งเซียน ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทำภารกิจไล่สังหารสำเร็จ

ตอนที่ระบบตั้งค่าภารกิจ บางทีอาจจะทำให้สมบูรณ์แบบทุกอย่างไม่ได้ ก็เลยทิ้งช่องโหว่ระดับต่ำขนาดนี้เอาไว้ให้ผู้เล่นใช้ประโยชน์

ดังนั้น ถ้าเยี่ยเว่ยหมิงอยากทำภารกิจนี้สำเร็จ ก็มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น

หนึ่งคือถ่วงเวลาจนกว่าจะหมดเวลาภารกิจ

สองคือสังหารให้อวิ๋นหวาซั่งเซียนตายล่วงหน้า เพื่อจบภารกิจถูกไล่สังหารที่เป็นเหมือนกับดักนี้

ไม่มีช่องว่างให้ใช้กลอุบายอย่างอื่นอยู่เลย

เยี่ยเว่ยหมิงกับน้องดาบไม่ได้กดเสียงให้เบาลงตอนสนทนากัน คนอื่นย่อมได้ยินหมดแล้ว

เมื่อได้ยินว่าเยี่ยเว่ยหมิงยอมไม่โจมตีสังหารอวิ๋นหวาซั่งเซียนให้ตายก่อนเพื่อที่จะช่วยให้ตนทำภารกิจสำเร็จ ถังซานไฉ่ก็ย่อมซาบซึ้งใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แต่สะพานสวรรค์น้อยกลับถอยจากวงล้อมโจมตีหลวงจีนไว้ผมอย่างแนบเนียน ถลันตัวมาขวางอยู่ระหว่างเยี่ยเว่ยหมิงและน้องดาบ กระบี่มังกรคำรามและกระบี่จินสยาไขว้ตรงหน้าอก เตรียมพร้อมสู้ตายกับน้องดาบทุกเมื่อ

ขณะที่มองสะพานสวรรค์น้อยทำท่าเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง น้องดาบกลับส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ “ถ้าคิดจะสังหารเขา เจ้าก็ต้านไม่ไหวหรอก เพียงแต่ตอนนี้พวกเราอยู่ในสถานะเพื่อนร่วมทีม ข้าไม่ลงมือกับเพื่อนร่วมทีมของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เพื่อนในทีมต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อให้ทีมได้ผลประโยชน์สูงสุด เรื่องแบบนั้นเกินเส้นตายศีลธรรมของข้าแล้ว…

…แต่เส้นตายก็ยังเป็นเส้นตาย ต่อให้เป็นในเกม ข้าก็ไม่ล้ำเส้นเด็ดขาด!” พูดจบก็หันตัวไป ถือดาบล้ำค่าเข้าไปอยู่ในแนวล้อมโจมตีหลวงจีนไว้ผมแล้ว

ส่วนสะพานสวรรค์น้อยก็พยักหน้าให้เยี่ยเว่ยหมิง แล้วล้อมโจมตีหลวงจีนไว้ผมอีกครั้ง

ส่วนเยี่ยเว่ยหมิงกลับยกมุมปากเผยรอยยิ้มปลื้มใจ เก็บประกาศิตกระบี่บุปผาโรยที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือไว้แล้ว

สถานะอ่อนแอของเขาแม้จะเป็นเรื่องปลอม แต่ด้วยค่าพลังชีวิตของเขาตอนนี้ เขาก็ยังไม่กล้าปะทะกับน้องดาบที่มีค่าพลังชีวิตเต็มโดยตรงอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายมีโอกาสตายน้อย ส่วนตัวเองตายแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย

การต่อสู้หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรน่าพูดถึงแล้ว หลวงจีนไว้ผมถูกโจมตีจนหมดสภาพไปตั้งแต่ตอนสู้กับเยี่ยเว่ยหมิงแล้ว ตอนนี้เขาสองแขนพิการ ในสายตาของผู้เล่นพวกนี้เขาเป็นเพียงแพะอ้วนที่รอถูกเชือดเท่านั้น! มีหรือที่จะสู้ผู้เล่นที่ดุร้ายเหมือนฝูงหมาป่าได้

ส่วนความโหดที่เขากล้าแลกค่าพลังชีวิตกับเยี่ยเว่ยหมิง อย่างมากก็ทำให้เขาเป็นได้เพียงแพะที่เชื่อฟังตัวหนึ่งเท่านั้น กลายเป็นแพะอ้วนที่แข็งแกร่งตัวหนึ่งแล้ว เปลี่ยนแปลงจุดจบไม่ได้เลย

ถ้าจะบอกว่าหนี?

นั่นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้!

เป็นเพราะรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาหนีออกจากวัดร้างแห่งนี้ไม่ได้ ตอนที่เยี่ยเว่ยหมิงใช้วิชาดรรชนีศักดิ์สิทธิ์ตอนสุดท้ายถึงได้เลือกทำลายแขนของเขา ไม่ใช่ทำลายขาของเขา

หลังจากนั้นสามนาที หลวงจีนไว้ผมผู้เป็นทูตขวาท่านนี้ก็ถูกโจมตีจนติดสถานะเฉียดตายแล้ว ระบบปกป้องเขาไว้ตอนที่เลือดเหลือขีดเดียว

จากนั้นกลับได้ยินหลวงจีนไว้ผมกล่าวว่า “จอมยุทธ์น้อยทั้งหลายอย่าเพิ่งลงมือ ฟ้งข้าก่อนได้หรือไม่”